รัฐสภา · ครั้งที่ ๓ · ๒๕ มีนาคม ๒๕๕๔

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หารือเรื่องการเจรจาเขตแดนกัมพูชาและไทย โดยอ้างถึงคำพิพากษาของศาลโลก และเรียกร้องการสนับสนุนจากภาครัฐ โดยระบุว่าการเจรจาทวิภาคีระหว่างไทยกับกัมพูชาไม่จริงใจ เนื่องจากกัมพูชาไม่พร้อมเจรจา และพยายามฟ้องร้องไทยต่อสหประชาชาติ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ยังเรียกร้องให้รัฐบาลไทยยืนยันการมีสิทธิ์ในการปกป้องอธิปไตยและแผ่นดินของประเทศ

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี

ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ขออนุญาตชี้แจงเพื่อนสมาชิกที่เพิ่งอภิปรายไป เมื่อสักครู่ให้จบไปเลยนะครับ คําอภิปรายของผมเมื่อปี ๒๕๕๑ ชัดเจนอยู่แล้วครับ ว่าประเทศไทยและผมยอมรับคําพิพากษาของศาลโลก และรัฐบาลไทยก็ได้ดําเนินการในการ ออกมติคณะรัฐมนตรีในการปฏิบัติตามมติของศาลโลกไปแล้ว คําพิพากษาที่ว่านั้นผมก็ได้ ยืนยันชัดเจนครับ อ่านแล้วก็แปลตามตัวอักษรเลยนะครับ ว่าได้มีการวินิจฉัยว่าปราสาท อยู่ในพื้นที่ อยู่บนดิน ใช้คําว่า ดิน ที่เป็นอธิปไตยของประเทศกัมพูชา ไม่ได้มีปัญหาเรื่องนี้ เลยครับ มีแต่ว่าอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศท่านหนึ่งเวลาท่านให้สัมภาษณ์ ท่านไปบิดเบือนว่าผมพูดว่าตัวปราสาทลอย ๆ เฉย ๆ เป็นของประเทศกัมพูชา ผมไม่เคยพูด แต่ว่าท่านพูดซ้ํา ๆ กันมาหลายครั้งเวลาท่านแถลงข่าว ผมก็ตอบโต้ไปหลายครั้งครับ แต่ว่าที่ผมต้องทําความเข้าใจด้วยก็คือว่า ที่ท่านบอกว่าเพราะคําพูดที่กํากวมนี้จะเป็นเหตุ ที่จะไปตีความอะไรต่าง ๆ ที่ศาลโลกโดยนายกรัฐมนตรีประเทศกัมพูชา ไม่ใช่หรอกครับ ถ้าวันนี้ประเทศกัมพูชาจะไปตีความ ว่าดินใต้ปราสาทพระวิหารเป็นของประเทศกัมพูชา หรือไม่ ผมไม่มีข้อขัดข้องเลยครับ เขาอยากตีประเด็นอื่นซึ่งไม่ได้เกี่ยวกับคําพูดของผมครับ เขาอยากตีประเด็นอื่น เพราะมันมีปัญหาความยืดเยื้อเรื้อรังของปัญหาพื้นที่ตรงนี้ แล้วเขา ก็จึงพยายามใช้แนวทางซึ่งผมกราบเรียนท่านประธานและก็เพื่อนสมาชิกไปแล้วว่า เขาอยากจะไปเวทีซึ่งไม่ใช่เวทีทวิภาคี นี่คือสิ่งที่มันยืนยันได้ ทีนี้ผมก็คงต้องขออนุญาต ขอเวลารบกวนเพื่อนสมาชิกนะครับ ไหน ๆ ท่านก็นั่งมานานแล้ว ผมก็จําเป็นที่จะต้องพูด หลายสิ่งหลายอย่างให้เกิดความชัดเจน ก็ต้องยอมรับว่าเมื่อมีการนําเสนอเรื่องนี้เข้ามา ทุกครั้งดูจะเป็นประเด็นละเอียดอ่อน ดูจะเป็นประเด็นปัญหาการเมืองภายในประเทศ ซึ่งเราไม่ยอมก้าวข้าม เพราะความเข้าใจซึ่งไม่ตรงกัน แต่เราจําเป็นที่จะต้องฟังเหตุและผล ผมกราบเรียนว่าผมคารวะจิตใจทุกคนครับที่หวงแหนแผ่นดินไทย แต่สิ่งที่ผมไม่เข้าใจก็คือว่า แทนที่จะพยายามที่จะเอาข้อมูลต่าง ๆ มาแลกเปลี่ยนกันเพื่อนําไปสู่แนวทางของความเป็น เอกภาพในการที่จะต่อสู้ปกป้องผลประโยชน์ของประเทศไทยในขณะนี้ บางครั้งผู้ที่พูดโจมตี อยู่ในปัจจุบันนี้ มุ่งโจมตีรัฐบาลไทยโดยอ้างอิงความคิดของรัฐบาลกัมพูชาด้วยซ้ํา ผมว่า สับสนมากเลยครับ ผมก็มีหน้าที่ดูแลบริหารงานในเรื่องนี้ โดยรับเอาหลายสิ่งหลายอย่าง ประวัติศาสตร์ซึ่งเกิดขึ้นก่อนพวกเราเกิดด้วยครับ เอามาแก้ไขให้ได้ หน้าที่ของเราวันนี้ และหน้าที่ของสภานะครับ ต้องขอประทานโทษท่าน ส.ว. รสนานะครับ ไม่มีใครจับท่าน เป็นตัวประกันหรอกครับ แต่เมื่อท่านเป็นผู้แทนปวงชนชาวไทยตามรัฐธรรมนูญ ท่านมีหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ ประเด็น ของการเสนอในวันนี้ ผมทําความเข้าใจอีกครั้ง รัฐบาลได้ไปดําเนินการหลังจากที่รัฐสภาได้ให้ ความเห็นชอบกรอบการเจรจาเมื่อเดือนตุลาคม ปี ๒๕๕๑ ก่อนที่รัฐบาลนี้จะเข้ามา รับผิดชอบไปเจรจา ๓ ครั้ง ใน ๒ รัฐบาล แล้วก็โดยประเพณีของการเจรจาจะต้องจัดทํา บันทึกการประชุม ซึ่งบันทึกการประชุมมันมี ๒ ลักษณะที่ปะปนกันอยู่ในตัวของมันเอง คือส่วนหนึ่งก็เหมือนกับรายงานการประชุมเวลาที่เราประชุมกันนี่ละครับ อีกส่วนหนึ่ง ก็คือว่ามันเป็นข้อตกลงกันว่าเมื่อพูดคุยกันอย่างนี้แล้วจะไปทําอะไรต่อไป เมื่อเป็นเช่นนี้ โดยที่ทางหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรง คือกระทรวงการต่างประเทศเห็นว่ามันมีเรื่อง ที่จะต้องไปดําเนินการต่อตามบันทึกข้อตกลงซึ่งเกี่ยวข้องกับเขตแดน ก็จึงเสนอมา ตามมาตรา ๑๙๐ วรรคสอง ก็ถูกอย่างที่ท่าน ส.ว. พูด ว่าตอนเสนอมาบอกว่าให้เห็นชอบ เมื่อเข้ามาสู่การพิจารณาของสภา เราอภิปรายกันไปครั้งหนึ่งแล้ว เพื่อนสมาชิกเห็นว่าเรื่องนี้ มันมีเรื่องซึ่งยังมีความคิดเห็นที่ยังแตกต่างหลากหลาย มีข้อห่วงใย แน่นอนมากที่สุดก็คือ ห่วงใยว่าถ้าเกิดรับรองเห็นชอบบันทึกเหล่านี้ไปแล้ว ประเทศไทยจะสูญเสียอะไรหรือเปล่า รัฐบาลก็บอกว่าสภาก็ชอบที่จะตั้งคณะกรรมาธิการไปศึกษา ก็เป็นที่มาของคณะกรรมาธิการ ชุดนี้ คณะกรรมาธิการไปศึกษาเสร็จก็เสนอกลับเข้ามา บังเอิญมีข้อสังเกต เพราะฉะนั้น โดยหลักในวาระขณะนี้ ก็คือ ๑. รัฐสภาต้องพิจารณาว่าจะให้ความเห็นชอบบันทึกข้อตกลง ๓ บันทึกนี้ หรือไม่ และ ๒. จะเห็นชอบกับข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการหรือไม่ แต่ว่าเมื่อสักครู่นี้ ท่านประธานคณะกรรมาธิการท่านได้ลุกขึ้น ท่านบอกว่าในความเห็นของกรรมาธิการนี้ อยากให้เรารับทราบ ก็จึงเป็นประเด็นที่ต้องมาถกเถียงกันต่อ ซึ่งก็คงจะเป็นวันอังคารครับ ว่าข้อกฎหมายในเรื่องนี้เป็นอย่างไร เพราะผมเข้าใจว่าที่คณะกรรมาธิการนี้มีความเห็นว่า ควรจะรับทราบ เนื่องจากเห็นว่าขณะนี้ศาลรัฐธรรมนูญได้รับเรื่องที่มีเพื่อนสมาชิกยื่นไป ตีความว่าบันทึก ๓ ฉบับนี้ถือเป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา ๑๙๐ วรรคสองหรือไม่ แล้วก็มี กรรมาธิการบางส่วนเห็นว่ามันไม่เป็น เมื่อมันไม่เป็นจึงไม่ใช่หน้าที่ของสภาที่จะเห็นชอบ แต่ ณ ขณะนี้รัฐบาลก็ยืนยันว่าที่ได้ส่งเข้ามานี้เห็นว่ามีบางเรื่องซึ่งเป็นการกําหนดว่า ใครจะต้องไปทําอะไรต่อ แล้วในข้อสุดท้ายของบันทึกรายงานนี้จะเขียนเอาไว้ว่าจะไปทํา อะไรต่อตามนี้ ต้องผ่านกระบวนการของกฎหมายภายในประเทศของทั้ง ๒ ฝ่ายให้เรียบร้อย เสียก่อน เพราะฉะนั้นที่ท่าน ส.ว. ยกเป็นตัวอย่างเมื่อสักครู่นี่ใช่เลยครับ ที่บอกว่าหลักเขต ชุดสํารวจยังไม่ได้ลงนาม ทางกรมพื้นที่ที่จะต้องไปดูแลเรื่องของแผนที่ กรมแผนที่ทหาร จะต้องไปทําอะไร หน่วยงานเขาก็เห็นว่าจะไปทําต่อสภาควรจะเห็นชอบบันทึกครั้งที่ ๓ เสียก่อน แล้วเขาไปทําต่อ เมื่อทําเสร็จได้ผลอย่างไรเขาก็กลับมาเสนอให้สภาเห็นชอบอีก นี่คือประเด็นที่วันอังคารอาจจะต้องว่ากันต่อไปในเชิงข้อกฎหมาย เพราะผมคิดว่าวันนี้เราคง ไม่สามารถหาข้อยุติได้ ไม่ได้เป็นเรื่องของใครจะลักไก่อะไรเลยครับ ยังเป็นความเห็น ที่แตกต่างกันระหว่างรัฐบาล ซึ่งเสนอเข้ามาบอกว่าให้ความเห็นชอบเสีย แต่ทาง คณะกรรมาธิการซึ่งให้ความเห็นว่าไม่ใช่หนังสือสัญญาให้รับทราบไปเฉย ๆ ก็ต้องมาว่ากัน แต่วันนี้สิ่งที่ผมจะต้องชี้แจงต่อก็คือประเด็นปัญหาที่เป็นข้อสงสัยทั้งหลายนี้ครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมกราบเรียนย้ําอีกครั้งหนึ่งว่าการแก้ปัญหาเรื่องนี้เป็นเรื่องซึ่งเรา จะต้องพิจารณามองไปข้างหน้า ไม่มีใครเปลี่ยนอดีตได้หรอกครับ แต่ว่าเมื่ออดีตมันมาถึงตรงนี้ถามว่าเราต้องการที่จะเดิน แก้ไขปัญหาเรื่องนี้อย่างไร ผมยืนยันก่อนว่าแนวทางที่ดีที่สุดสําหรับประเทศไทยคือ การเจรจาในระดับทวิภาคี เพราะบทเรียนที่เจ็บปวดอย่างหนึ่งจากกรณีนี้เมื่อวันที่ไปขึ้น ศาลโลก และในอีกหลายต่อหลายเวทีที่เราพบก็คือว่าความเข้าใจของประเทศอื่น ๆ ที่เขา ไม่ใช่เป็นคู่กรณีโดยตรงคือเรากับประเทศกัมพูชานั้น เขาจะไม่มีโอกาสมาสนใจรายละเอียด เหมือนกับที่เราสนใจหรอกครับ ถ้าเขารู้จักปราสาทพระวิหารนี้ เขาจะรู้ว่า ๑. อยู่ชายแดน ไทย-กัมพูชา กับ ๒. ศาลโลกตัดสินให้ประเทศกัมพูชาชนะครับ ผมทํางานมา ๒ ปี ผมเดินสาย พูดกับไม่รู้กี่ประเทศเพื่ออธิบายว่าเขารู้แค่นั้นไม่พอ เขาต้องมาดูด้วยว่ามันยังมีปัญหาเพิ่มเติม อย่างไร และนี่คือเหตุผลที่ผมบอกว่าเราไม่มีจุดยืนที่จะไปถอนตัวจากเวทีนั้นเวทีนี้เด็ดขาด เพราะเรายังชี้แจงนานาอารยประเทศเขายังไม่เสร็จ เราต้องสู้จนถึงที่สุดครับ รัฐบาลนี้ ไม่มียอมแพ้หรอกครับ เวทีมรดกโลกหรือเวทีไหนต้องสู้ถึงที่สุดครับ ถอนตัวไปก็เท่ากับ เปิดเวทีให้กับประเทศกัมพูชาทําความเข้าใจกับทั่วโลกฝ่ายเดียว ผมไม่ทําครับ อันนี้คือ สิ่งแรกที่อยากจะกราบเรียน

ประการที่ ๒ ท่าน ส.ว. กรุณาเอาหลักกฎหมายมาอ่านว่าประเทศที่สาม คนอื่นมายุ่งเรื่องทวิภาคีไม่ได้ ผมกราบเรียนให้ท่านเห็นเป็นตัวอย่าง แล้วก็เป็นข้อคิด ๓ ประเด็น ประเด็นที่ ๑ ปัจจุบันนี้สหประชาชาติได้มีหลักการใหม่ขึ้นมาหลักการหนึ่ง ก็คือหลักการที่เขาบอกว่าเขามีความรับผิดชอบที่จะต้องคุ้มครองคนหรือปกป้องคน และนี่คือเหตุผลที่เมื่อใดก็ตามที่มีการปะทะ มีการใช้ความรุนแรง มีการสู้รบ หรือจะเป็น อะไรก็ตาม ซึ่งเกิดขึ้นได้แน่นอนในพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็น ๔.๖ ตารางกิโลเมตร หรือแม้กระทั่ง พื้นที่บริเวณชายแดนซึ่งยังมีปัญหาเขตแดนกันอยู่ พอเกิดความสูญเสีย เกิดความบาดเจ็บ เกิดปัญหาขึ้น เขาจะอาศัยหลักนี้ในการเข้ามาเกี่ยวข้อง ข้อคิดข้อที่ ๒ ที่ผมต้องย้ําอีกครั้งก็คือว่า ใครจะอ้างหลักอะไรก็แล้วแต่ ข้อเท็จจริงปรากฏไปแล้วเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ว่าเรื่องนี้ คณะมนตรีความมั่นคงสหประชาชาติเอาไปพิจารณา เพราะฉะนั้นไม่ต้องอ้างหลักครับ มันพิสูจน์แล้วว่ามันมีความพยายามที่จะเอาเรื่องเหล่านี้ไปเวทีอื่น ๆ แน่ครับ และเวที อีกหลายเวทีเขาจะรับครับ วันนั้นถ้าเราคิดอ้าง นึกอยู่ฝ่ายเดียวตามความอยาก ตามความชอบ ของเรา บอกคนอื่นอย่ามายุ่ง ท่านนึกภาพสิครับ พอเขาเข้ามาจริง ๆ เราบอก คุณห้ามยุ่ง แทนที่เราจะมีปัญหากับประเทศกัมพูชา เราก็จะมีปัญหากับประเทศกัมพูชาและ เกือบทุกประเทศในโลก แล้วท่านคิดว่านั่นเป็นวิธีที่ดีที่สุดหรือครับในการที่จะปกป้อง ผลประโยชน์ของแผ่นดินไทย ข้อคิดข้อที่ ๓ ไม่ต้องดูอื่นไกล เหตุการณ์ปัจจุบันครับ ท่านประธาน ปัญหาในประเทศลิเบียอย่าว่าแต่ทวิภาคีเลยครับ ปัญหาในประเทศเขาเอง ถามว่าทําไมสหประชาชาติมีข้อมติได้ล่ะครับ ว่าเขามีหน้าที่ในการที่จะต้องไปปกป้องชีวิต ของพลเรือน แล้วก็นํามาสู่ปฏิบัติการของประเทศพันธมิตรอะไรต่าง ๆ มากมายอย่างที่เราเห็น ในข่าว เพราะฉะนั้นท่านจะไปอ้างตําราไหนก็ตาม จะนึกไปฝันอย่างไร มันไม่จริงหรอกครับ ที่บอกว่าคนอื่นจะไม่เข้ามายุ่ง แต่เหตุผลขณะนี้ที่อาเซียนก็ดี สหประชาชาติก็ดี บอกว่าเขา ยังไม่มายุ่ง เพราะเขาบอกว่าคุณมีข้อตกลง ๒ ฝ่าย เอ็มโอยู คุณมีกลไกตามข้อตกลง ๒ ฝ่ายนี้ คือเจบีซี คุณไปใช้กลไกเหล่านี้แก้ไขปัญหาเสีย เพราะมันก็สอดคล้องกับสิ่งที่ท่านอ่านไป เมื่อสักครู่ว่าถ้ามันเป็นปัญหาระหว่าง ๒ ฝ่าย ๒ ฝ่ายก็พึงไปพูดกันให้รู้เรื่อง ประเทศกัมพูชา ขณะนี้พยายามจะไปบอกกับคนอื่นครับว่าประเทศไทยอ้างกลไกทวิภาคี แต่ไม่ปฏิบัติ พยายามจะฟ้องว่าไม่จริงใจ ผมถึงบอกว่ามันมีความสําคัญในวันนี้ว่าเราต้องยืนยันครับว่า เราจริงใจในการที่จะเจรจา ๒ ฝ่าย ไปประเทศอินโดเซียฝ่ายเราเป็นฝ่ายจะไปนะครับ ฝ่ายประเทศกัมพูชาไม่อยากไป พยายาม จะพูดบ่ายเบี่ยงมาตลอดว่าไม่อยากไป เพราะฉะนั้นที่ท่านบอกว่าเวลานี้สภาจะต้องมารับรอง เพื่อเดินเกมตามประเทศกัมพูชา ไม่ใช่ครับตรงกันข้าม เวลานี้สิครับถ้าเราไม่ทําความชัดเจน ว่าเราจะเดินอย่างไรในกรอบทวิภาคี นั่นละครับเข้าทางแนวทางที่ประเทศกัมพูชา เขาอยากจะทําอยู่แล้ว คือไปฟ้องชาวโลกว่าประเทศไทยไม่จริงใจในการเจรจา แล้วถึงวันนั้น ท่านจะมาบอกว่าเป็นปัญหาของรัฐบาลไม่ได้นะครับ เพราะรัฐธรรมนูญบอกว่าพวกผมเสนอ มายังสภา แล้วสภาเป็นผู้อนุมัติกรอบเจรจาไปเอง ถ้าสภาไม่อยากให้เจรจาต่อ สภาก็ต้อง รับผิดชอบครับ แล้วถ้าไม่เจรจาต่อแล้วนําไปสู่เวทีอื่น ๆ แล้วเราเสียเปรียบมากขึ้น พวกเรา ทุกคนในที่นี้ต้องรับผิดชอบร่วมกัน นี่คือข้อเท็จจริงครับ ทีนี้ก็ต้องถามว่าเมื่อจะไปเจรจา ทวิภาค ๒ ฝ่ายเรากลัวอะไร สิ่งที่มันหลอกหลอนหลายท่านในวันนี้ ก็แผนที่ระวางดงรัก นี่ละครับ พูดกันทุกคนเลยครับ เห็นตัวเลข ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ ก็นึกถึงระวางดงรัก ทั้งที่ ความจริงมีตั้ง ๑๑ ระวาง แผนที่ระวางดงรักนี้ถ้าเราไปยอมรับ แน่นอนเลยครับว่า เราเสียเปรียบ แต่ท่านสังเกตไหมครับ เอกสารทุกชิ้นที่ท่านอ่านแล้วบอกว่าเอ็มโอยู ไปยอมรับระวางดงรัก เวลาท่านอ่านจบประโยคทําไมท่านสนใจแต่ ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ ทําไม ท่านไม่สนใจประเด็นที่บอกว่า ซึ่งเป็นผลงานของคณะกรรมการปักปันที่ทําตามสนธิสัญญา ประเด็นที่ผมอ้างอิงอาจารย์สมปองอยู่ตรงนี้ละครับว่าท่านเห็นเหมือนกับรัฐบาล ว่าแผนที่ ฉบับนี้ระวางนี้มันไม่ใช่ผลงาน มันไปทําฝ่ายเดียวโดยประเทศฝรั่งเศส ถ้ามันเป็นแผนที่ที่ทํา ฝ่ายเดียวโดยประเทศฝรั่งเศส มันก็ไม่เข้าเงื่อนไขว่าเป็นแผนที่ซึ่งเป็นผลงานของคณะกรรมการ ปักปันตามสนธิสัญญา มันจึงไม่อยู่ในเงื่อนไขที่ปรากฏอยู่ ไม่ว่าจะเป็นเอ็มโอยู ทีโออาร์ บันทึกช่วยจําทั้งหลายที่ท่านอ่านมาทั้งหมดครับ มันจะอยู่ในเอ็มโอยูก็ต่อเมื่อท่านยอมรับว่า มันเป็นผลงานของคณะกรรมการปักปัน แต่ถ้าท่านยืนยันเหมือนกับผมยืนยันว่า ประเทศฝรั่งเศสทําฝ่ายเดียว มันไม่เข้าเงื่อนไขแต่สิ่งที่ผมอยากจะให้เห็นชัดเจนว่าที่อภิปราย ว่าเอ็มโอยู พ.ศ. ๒๕๔๓ นี้ไปยอมรับแผนที่เสียแล้วมันไม่จริง ผมเอารายงานที่ประเทศ กัมพูชาเสนอต่อคณะกรรมการมรดกโลกปีที่แล้วที่จะต้องเสนอแผนบริหารจัดการพื้นที่ รอบ ๆ ปราสาทครับ ในรายงานนั้นแล้วในการพิจารณาของมรดกโลกในรายงานนี้เขียน เอาไว้ว่าประเทศกัมพูชาให้ความกระจ่างว่าแผนที่ขั้นสุดท้ายซึ่งเป็นเรื่องของแผนที่ การบริหารจัดการพื้นที่จะสามารถทําได้เมื่อการจัดทําหลักเขตแดนบนพื้นที่ได้ดําเนินการ สําเร็จตามข้อตกลงระหว่างประเทศกัมพูชากับประเทศไทย ตามการทํางานของ คณะกรรมาธิการร่วม ถ้ายอมรับไปแล้วต้องรออะไรล่ะครับ ก็วาดบนแผนที่ไปเลยสิครับ ตาม อัตราส่วน ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ เลย เพราะถือว่ารับแล้ว แต่นี่เขาบอกว่าเองว่ามันยังไม่ได้ เอกสารที่เขาเสนอฝ่ายเดียวไปยังมรดกโลกเขายังส่งไปไม่ได้ เพราะกระบวนการการจัดทํา หลักเขตแดนยังไม่เสร็จ แล้ววันนี้มาเรียกร้องให้โยนเอ็มโอยูทิ้ง เรียกร้องให้โยน เจบีซีทิ้งไป ก็ให้ประเทศกัมพูชากลับไปใช้ ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ สิครับ เพราะ ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ นี้ มีก่อนเอ็มโอยู มีก่อนเจบีซี เป็นสิ่งที่ประเทศกัมพูชาอ้างมาตั้งแต่วันที่ฟ้องศาลโลก แต่วันนี้ ยังใช้ไม่ได้ เพราะงานเอ็มโอยู เจบีซียังไม่เสร็จ งานเอ็มโอยู เจบีซี จะเสร็จอย่างไร สภาแห่งนี้ ต้องมาพิจารณาครับ ข้อตกลงชั่วคราวที่แนบมาก็จึงบอกว่าวันนี้ยังไม่เสนอ ไปเจรจากัน ให้เรียบร้อยก่อน เพราะฉะนั้นประการที่ผมอยากจะย้ําก็คือว่าจะอย่างอย่างไรกี่หนเอ็มโอยู ไม่ได้ยอมรับแผนที่ระวางดงรัก และเพื่อนกรรมาธิการสมาชิกที่เป็นกรรมาธิการที่ชี้แจง ไปแล้วก็ยืนยัน

ประการที่ ๒ มาพูดว่าเอ็มโอยูนี้มัดมือมัดเท้าไม่ให้ทหารสามารถดําเนินการ อะไรได้ จริงไหมล่ะครับ แต่เดิมก็ไปพูดปลุกระดมกันว่ารัฐบาลชุดนี้ให้ทหารถอนออกมา จากพื้นที่ ๔.๖ ตารางกิโลเมตร มัดมือมัดเท้า ประเทศกัมพูชาเข้ามาเดินเล่นตามสบาย ไม่มีใครทําอะไรได้ ผมถามว่าถ้าจริงแล้วเหตุการณ์เดือนกุมภาพันธ์เกิดขึ้นได้อย่างไรครับ ที่ปะทะกันต่อสู้กันจนกระทั่งเรื่องไปถึงสหประชาชาติ การมัดมือมัดเท้าไม่มีหรอกครับ เรามีสิทธิทุกอย่างในการปกป้องอธิปไตย เรามีสิทธิทุกอย่างในการปกป้องแผ่นดินของเรา เพียงแต่ว่าโดยข้อเท็จจริง ณ ปี ๒๕๔๓ การรุกล้ําก้ํากึ่งระหว่างประเทศไทยกับประเทศ กัมพูชาตลอดแนวเขตแดนนี้มันมีอยู่แล้วครับ แล้วหลักของมันก็คืออย่างนี้ครับ ถ้าใครรุกล้ําครอบครองดินแดนตรงไหน อย่างไรอยู่ หลักมันก็จะคล้าย ๆ กับการครอบครอง ปรปักษ์ครับท่านประธาน คือถ้าไม่มีการโต้แย้งก็เท่ากับคุณยอมรับ ปล่อยให้เขามาอยู่กี่ปี ๑๐ ปี ๒๐ ปี ถ้าเป็นกฎหมายประเทศไทยก็บอกว่า ๑๐ ปี ดินแดนก็ตกเป็นของคนที่ ครอบครอง สิ่งที่เอ็มโอยูมาเขียนเอาไว้นี้เป็นการบอกว่าหลักว่านั้นใช้ไม่ได้ ใครอยู่ตรงไหน ที่ให้อยู่ขณะนี้เป็นการอยู่เพื่อรอการจัดทําหลักเขตแดนนะครับ เหมือนบันทึกที่จะเห็นชอบ วันนี้ครับ ถ้าไปตกลงหลักเขต ๔๖-๔๗-๔๘ ได้นะครับ ที่บ้านหนองจานที่เกินเราเข้ามา ทําตรงนี้เสร็จเมื่อไรเขาก็ต้องออกไปครับ แต่ถ้ายังไม่เสร็จก็อยู่อย่างนี้ครับ แล้วก็จะมา เรียกร้องให้ใช้กําลังเข้าไปผลักดันออก เพราะฉะนั้นประเด็นจริง ๆ ผมถึงอยากจะทําความ เข้าใจว่ามันไม่ใช่อย่างที่มีการไปพูดจากันแล้วก็ทําให้เกิดความไขว้เขว เอ็มโอยูคือสิ่งที่บอกว่า ถึงคุณจะอยู่คุณก็ไม่มีสิทธิ เพราะคุณจะมีสิทธิหรือไม่ต้องให้เจบีซีไปทํางานให้เรียบร้อย แล้วยึดตรงนั้นเป็นขั้นสุดท้าย แต่แน่นอนครับ ถามว่ามีการที่จะละเมิดเอ็มโอยูหรือไม่ มีครับ อย่างเรื่องวัดแก้วสิกขาคีรีสวาระนี้ที่ท่านบอกว่าหน่วยงานพูดจาขัดแย้งกัน ประเด็นก็คือว่า วัดแก้วสิกขาคีรีสวาระ ปี ๒๕๔๑ มันก็มีครับ แต่มันไม่ได้เป็นแบบที่เป็นอย่างวันนี้ เพราะฉะนั้นถ้าพูดในแง่หนึ่งว่ามีอยู่ก่อนเอ็มโอยูใช่หรือไม่ ก็อาจจะตอบว่าใช่ แต่ถามว่า แปลว่าเป็นของประเทศกัมพูชาไหม ไม่ใช่ เพราะเอ็มโอยูบอกว่าต้องมาจัดทําหลักเขตแดน ตามหลักสนธิสัญญา แล้วก็ขณะเดียวกันถ้าประเทศกัมพูชา ไม่ใช่ถ้าละครับ เขาทําไปแล้ว ไปต่อเติมวัด ไปขยายวัด ไปสร้างอะไรต่อมิอะไรหลังปี ๒๕๔๓ นั่นก็เป็นการละเมิด ซึ่งรัฐบาลหลายชุดก็ได้มีการประท้วงไปแล้ว นี่คือข้อเท็จจริงครับ แต่ผมกราบเรียนว่า ความกังวลทั้งหลายนี้ครับผมยังนึกขอบคุณทางคณะกรรมาธิการที่ตั้งข้อสังเกตมา เพื่อที่ พวกเราจะได้กังวลกันน้อยลงอย่างไรครับ ถ้ายังสงสัยอยู่ว่ารัฐบาลประเทศไทยรับหรือไม่รับ ก็นี่ครับ ให้มันเป็นมติของสภาไปเลยครับว่าเราไม่รับแผนที่ ๑ : ๒๐๐๐๐๐ ระวางดงรัก ให้มันชัดเจนไปเลยครับว่าเรื่องของการดําเนินการจะต้องไปแก้ไขปัญหาให้พี่น้องประชาชน ได้อย่างไร ยกตัวอย่างเช่น ในข้อ ๓ ผมก็กราบเรียนว่าผมจริง ๆ ก็ไม่ทราบว่าจะมีข้อสังเกต อย่างนี้ แต่ได้ดําเนินการไปแล้ว ที่ดําเนินการไปแล้วก็คือที่บอกว่าบริเวณบ้านหนองจาน ที่บอกว่ามีคนมีเอกสารสิทธิ์อยู่เข้าไปทํากินไม่ได้ วันนี้ผมก็ได้สั่งการไปแล้ว หน่วยงานก็กําลัง เตรียมเสนอแล้วครับว่าเอกสารสิทธิ์ถูกต้องเหมือนเดิมทุกอย่าง เข้าไปทําประโยชน์ไม่ได้ ระหว่างนี้ไม่ควรไปเก็บภาษีเขา แต่เอกสารสิทธิ์ยังสมบูรณ์ทุกอย่างนะครับ เพื่อเป็นการ รักษาสิทธิของตัวเขา รักษาสิทธิของประเทศไทย แต่บรรเทาความเดือดร้อนระหว่างที่ กระบวนการตรงนี้มันยังไม่แล้วเสร็จ ส่วนเรื่องของคําปราศรัยเปิดประชุมนี้ ก็ต้องเรียน นะครับว่าผมก็ไม่ได้เข้าร่วมประชุมด้วย แต่ผมก็สันนิษฐานว่าคํากล่าวปราศรัยเปิดส่วนใหญ่นี้จะเป็นลักษณะที่ร่างกันไว้ล่วงหน้า แล้วถึงเวลาก็มาอ่านกัน ผมได้กราบเรียนแล้วบันทึกรายงานนี้มันก็มีลักษณะคล้าย ๆ รายงานการประชุม เวลาที่ท่านรับรองรายงานการประชุมนี้ไม่ได้แปลว่าท่านเห็นด้วย หรือยอมรับคําอภิปรายของคนในที่ประชุมทุกคน ไม่เช่นนั้นต่อไปนี้เราจดรายงานการประชุม ยุ่งเลยครับ รายงานการประชุมการอภิปรายไม่ไว้วางใจนี้ถ้าสภารับรองแปลว่าทุกคนถูกหมด ไม่ใช่หรอกครับ เพราะมันเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว ๒ คนก็ไม่ตรงกัน แต่คณะกรรมาธิการ ก็รอบคอบบอกว่าควรจะท้วงติงไว้ ก็เป็นมติสภาสิครับ ก็ต้องท้วงติง รัฐบาลก็ยินดีไปปฏิบัติ ผมจึงบอกว่ากระบวนการที่เราทําอยู่ในวันนี้ทั้งหมด ไม่มีตรงไหนเลยที่จะไปเอื้อประโยชน์ให้ ประเทศกัมพูชา มีแต่ว่ามีการยืนยันหนักแน่นว่าประเทศไทยพร้อมเจรจา ๒ ฝ่าย และจะ เดินหน้าเจรจาต่อ และอะไรซึ่งพี่น้องประชาชนคนไทยยังวิตกกังวลห่วงใยกับกระบวนการ การเจรจา ๒ ฝ่าย ตรงนี้เอาข้อสังเกตเหล่านี้ไปครับ เพิ่มอํานาจต่อรอง เพิ่มจุดยืน เพิ่มความ เข้มแข็งให้แก่รัฐบาลไทยในการปกป้องแผ่นดินประเทศไทยทั้งสิ้น ผมกราบเรียน ท่านประธานว่าด้วยเหตุผลเหล่านี้ ผมนี้สนับสนุนข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการ ส่วนกรณี ของบันทึกรายงานทั้งหลายนี้ เนื่องจากจะมีความคิดเห็นที่แตกต่างในเรื่องของข้อกฎหมาย ว่าสภาพึงที่จะพิจารณาเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ หรือจะรับทราบนี้ผมจะขอความกรุณา ท่านประธานว่า ระหว่างวันนี้ถึงวันอังคารทางรัฐบาลจะหารือกับทางคณะกรรมาธิการ เป็นการภายใน แล้วก็มารายงานให้ท่านประธานและที่ประชุมทราบในวันอังคาร เพื่อประกอบการตัดสินใจต่อไป ขอขอบพระคุณครับ