รัฐสภา · ครั้งที่ ๓ · ๒๕ มีนาคม ๒๕๕๔

เจริญ คันธวงศ์ หารือเรื่องการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนไทย-กัมพูชา พ.ศ. ๒๕๔๓ และเสนอข้อสังเกตให้นําไปพิจารณาของคณะรัฐมนตรี รวมถึงเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาพื้นที่พิพาท และเรียกร้องให้คณะรัฐมนตรีดำเนินการเยียวยาให้กับประชาชนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ

นายเจริญ คันธวงศ์ ประธานคณะกรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ กระผม นายเจริญ คันธวงศ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการร่วมของรัฐสภา ตามที่ที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาครั้งที่ ๕ สมัยสามัญนิติบัญญัติ วันอังคารที่ ๒๖ ตุลาคม ๒๕๕๓ และครั้งที่ ๖ สมัยสามัญนิติบัญญัติ วันอังคารที่ ๒ พฤศจิกายน ๒๕๕๓ ได้พิจารณาบันทึกการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดน ร่วมไทย-กัมพูชา รวม ๓ ฉบับ ซึ่งคณะรัฐมนตรีเป็นผู้เสนอแล้วลงมติด้วยกรรมาธิการ ขึ้นคณะหนึ่ง เพื่อพิจารณาศึกษาบันทึกการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดน ร่วมไทย-กัมพูชา รวม ๓ ฉบับนั้น บัดนี้คณะกรรมาธิการได้ดําเนินการพิจารณาศึกษาเสร็จแล้ว ปรากฏผลดังนี้ จากการประชุมทั้งสิ้น ๑๓ ครั้ง ของคณะกรรมาธิการ ที่ประชุมรับทราบ รายงานเอกสารเรื่องผลการประชุมของคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา ภาษาอังกฤษว่า จอยท์ บันดารี คอมมิสชัน (Joint Boundary Commission) ย่อว่า เจบีซี (JBC) เล่มสีน้ําตาลโดยตั้งข้อสังเกตและเสนอแนะดังนี้

๑. บันทึกความเข้าใจ ภาษาอังกฤษว่า เอ็มโอยู (MOU) ว่า การสํารวจและ การจัดทําหลักเขตแดนทางบกไทย-กัมพูชา พ.ศ. ๒๕๔๓ หรือเอ็มโอยู ๒๕๔๓ เป็นข้อตกลง ที่จัดทําขึ้นเพื่อเป็นกลไกในการแก้ไขปัญหาระดับทวิภาคี และเป็นการแสวงหาความร่วมมือ โดยสันติ อย่างไรก็ตามการลงนามในเอ็มโอยู ๒๕๔๓ ระหว่างไทย – กัมพูชา มิได้มี ถ้อยคําใดที่แสดงว่าประเทศไทยยอมรับแผนที่มาตราส่วน ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ ระวางดงรัก ซึ่งแผนที่ดังกล่าวไม่เป็นไปตามเงื่อนไขที่กําหนดในเอ็มโอยู ๒๕๔๓ คือไม่เป็นผลงาน ของคณะกรรมการปักปันผสมสยาม-อินโดจีน ตามคําวินิจฉัยของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ ทั้งนี้กระทรวงการต่างประเทศของไทยได้ทําหนังสือถึงรัฐบาลกัมพูชาอย่างเป็นทางการว่า ไม่ยอมรับแผนที่ระวางนี้เมื่อวันที่ ๑๗ ธันวาคม ๒๕๕๑ และออกแถลงการณ์ยืนยันเมื่อ วันที่ ๓๑ มกราคม ๒๕๕๔ การที่ผู้นํารัฐบาล รัฐมนตรีที่รับผิดชอบ ฝ่ายปฏิบัติได้ยืนยัน ถึงแนวทางที่จะดําเนินการในเรื่องนี้อย่างชัดเจนและเอกภาพ ดังนั้นสมควรให้ส่งข้อสังเกตนี้ ไปยังนายกรัฐมนตรีเพื่อให้นําเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาต่อไป

๒. การเจรจาเกี่ยวกับการสํารวจและจัดทําหลักเขตแดนระหว่างไทย กับกัมพูชา ได้ดําเนินการในรูปแบบที่เป็นทางการมาหลายครั้งแต่ยังไม่สามารถบรรลุ ข้อตกลงกันได้ ดังนั้นไทยควรจะใช้รูปแบบการเจรจาที่แตกต่างจากเดิม อาทิการพบปะ เจรจาอย่างไม่เป็นทางการ ระหว่างผู้นําไทยกับกัมพูชาจนหาข้อสรุปในระดับหนึ่ง แล้วค่อยเปิดการเจรจาอย่างเป็นทางการอีกครั้งหนึ่ง ส่วนพื้นที่พิพาทอย่างเช่นกรณีพื้นที่ บริเวณประสาทพระวิหาร ฝ่ายไทยควรเจรจาให้กัมพูชานําชุมชน ประชาชน ทหาร ออกนอกพื้นที่ที่พิพาทเพื่อให้พื้นดินดังกล่าวอยู่ในสภาพพร้อมสําหรับการสํารวจและจัดทํา หลักเขตแดนอย่างแท้จริง

๓. เนื่องจากการสํารวจและจัดทําหลักเขตแดนตามกรอบของเจบีซียังไม่แล้วเสร็จ ทําให้พื้นที่ยังเป็นปัญหา ซึ่งมีทั้งส่วนที่ไทยได้ประโยชน์และเสียประโยชน์ ในส่วนที่ประชาชน จํานวนหนึ่งไม่สามารถเข้าไปทํากินในพื้นที่ของตัวเองได้ จึงเห็นควรให้คณะรัฐมนตรี ไปกําหนดแนวการเยียวยาเพื่อบรรเทาความทุกข์ของประชาชน ทั้งนี้จะได้รับการเยียวยา ต้องเป็นผู้ที่มีเอกสารสิทธิทางราชการและเป็นผู้ได้รับผลกระทบระหว่างการสํารวจและการ จัดทําหลักเขตแดนที่ยังไม่มีข้อยุติ

๔. กรณีคําปราศรัยเปิดการประชุมเจบีซีของฝ่ายกัมพูชา ฝ่ายไทยถูกกล่าวหา และโจมตีว่ารุกล้ําดินแดนหรือกระทําผิดเอ็มโอยู พ.ศ. ๒๕๔๓ มาหลายครั้ง ซึ่งเป็นข้อมูล ที่ไม่ถูกต้อง ดังนั้นคณะผู้แทนเจบีซีฝ่ายไทยสมควรนําไปพิจารณาโต้แย้งหรือท้วงติง ข้อกล่าวหาให้ถูกต้องในโอกาสต่อไป

๕. ร่างข้อตกลงชั่วคราวว่าด้วยปัญหาเขตแดนบริเวณประสาทพระวิหาร ฉบับล่าสุดที่แนบกับบันทึกการประชุมเจบีซีไทย-กัมพูชา เมื่อวันที่ ๖ เมษายน ๒๕๕๒ ณ กรุงพนมเปญ ในหนังสือเล่มสีน้ําตาล หน้า ๑๐๓ ที่แนบมาพร้อมกับบันทึกดังกล่าว รวมทั้งร่างข้อตกลงชั่วคราวเรื่องเดียวกันที่แนบบันทึกการประชุมเจบีซี สมัยวิสามัญ ที่เมืองเสียมราฐ เมื่อวันที่ ๑๑ พฤศจิกายน ๒๕๕๑ และบันทึกการประชุมเจบีซี ครั้งที่ ๔ ที่กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ ๓ ถึง ๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๒ ทั้ง ๒ ฝ่ายยังไม่สามารถตกลงกันได้ และต้องเจรจากันต่อไป ด้วยเหตุผลดังกล่าวร่างข้อตกลงชั่วคราวยังไม่มีสถานะเป็นหนังสือ สัญญาตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ และการแนบร่างข้อตกลง ชั่วคราวกับบันทึกการประชุมเจบีซีทั้ง ๓ ฉบับ ให้รับสภาในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อแจ้ง ให้ทราบถึงการพัฒนาการในการเจรจาเกี่ยวกับร่างข้อลงชั่วคราว มิได้ขอความเห็นชอบจาก รัฐสภาแต่ประการใด