รายงานการประชุมสภาร่างรั่ฐธรรมนูญ
ครั้งที่ ๒๔/๒๕๕๐ (เปึ้นพิเศษ)
วันพุธที่ ๑๓ เดือนมิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๕๐
ณ ตึกรัฐสภา
เรียนท่านสมาชิก ที่เคารพ ขณะนี้มีสมาชิกมาลงชื่อประชุมครบองค์ประชุมแล้ว ผมขอเป่ดการประชุม เพื่อดําเนินการประชุมตามระเบียบวาระ
ระเบียบวาระที่ ๑ เรื่องประธานจะแจ้งต่อที่ประชุม ไม่มี นะครับ
ระเบียบวาระที่ ๒ รับรองรายงานการประชุม ไม่มี นะครับ
ระเบียบวาระที่ ๓ เรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช .... ซึ่งคณะกรรมาธิการยกร่าง รัฐธรรมนูญจัดทำเสร็จแล้ว
ขอเชิญคณะกรรมาธิการเข้าประจำที่ครับ
(คณะกรรมาธิการเข้าประจำที่)
เชิญครับ ท่านศิวะครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญที่เคารพ ครับ ก่อนที่จะไปพูดถึงการแปรญัตตินะครับ กระผมขออนุญาตหารือท่านประธานนิดหนึ่ง ว่า ในการแปรญัตติครั้งนี้ ผมคิดว่า เพื่อให้เปึนการประหยัดเวลา แล้วก็กระชับในการ พิจารณาแปรญัตติของสมาชิกสภาร่างเรานั้น ถ้าหากว่า พอถึงการแปรญัตติมาตราใด ถ้ามาตรานั้นกรรมาธิการได้แก้ไขให้แล้ว แล้วก็ไม่มีใครติดใจ ผมก็คิดว่า เราก็ไม่น่าจะต้อง มีการอภิปรายหรือแสดงความคิดความเห็นนะครับ
ประเด็นที่ ๒ ประเด็นที่กรรมาธิการไม่แก้ไขตามที่เราขอแปรญัตตินั้น ขออนุญาตให้กรรมาธิการได้ชี้แจงนะครับ อย่างที่เมื่อวานได้มีการเสนอแล้วว่า ขอให้ คณะกรรมาธิการได้ชี้แจงว่า เหตุใดที่ไม่แก้ตามที่ สสร. ได้ขอแปรญัตติไว้ เพื่อว่าถ้าเรา ฟังเหตุฟังผลแล้ว คนที่แปรญัตติอาจจะขอถอนไปเลยก็ได้ หรือพอใจ เพื่อจะได้ ประหยัดเวลา ไม่ต้องมีการอภิปรายนะครับ ถ้าเปึ้นอย่างนี้ได้ ผมก็คิดว่า จะทําให้การ พิจารณาของเรานั้นเปึนไปอย่างรวดเร็ว แล้วก็มีความรอบคอบมากยิ่งขึ้น แล้วก็จะได้ ฟังเหตุฟังผล และในกรณีที่ผมคิดว่า กรรมาธิการกับความเห็นของผู้แปรญัตตินั้น ใกล้เคียงกัน แต่ว่าอาจจะติดขัดในบางประการ ก็น่าจะได้มีสักห้องหนึ่งสำหรับที่จะได้ไป พูดคุยกัน เพราะผมเห็นกรรมาธิการไปเป่ดห้องข้างหลังไว้แล้ว ถ้าหากว่าทางฝ์าย ผู้แปรญัตตินี้สามารถที่จะเข้าไปชี้แจงหลังห้องได้นี่ ก็อาจจะทำให้การแปรญัตตินี่ ผมคิดว่าเปึนไปโดยความเรียบร้อย แล้วก็บรรยากาศก็จะดีนะครับ อันนี้ผมขออนุญาต ได้หารือท่านประธานไว้ครับ กราบขอบพระคุณครับ
ที่สำคัญ ท่านหารือเรื่องห้อง ทีนี้ห้องนั้นเปึนห้องของกรรมาธิการเข้าประชุมของเขาอยู่ คนอื่น จะเข้าไป หรือจะให้เอาอีกห้องหนึ่ง เรื่องห้องใช่ไหมครับ อาจารย์เจิมศักดิ์
เรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม เจิมศักดิ์ ป่ืนทอง ท่านประธานครับ ที่คุณศิวะได้หารือนี่ ผมคิดว่ามีเหตุมีผล หลายอย่าง อย่างแรกก็เห็นด้วยว่า จะทำให้งานของเราเร็วขึ้น แล้วก็สำหรับเรื่องห้องนี่ ผมคิดว่าเราอาจจะไม่สมควรนักที่จะต้องเข้าไปอยู่ในห้องที่ยกร่าง ท่านจะได้ปรึกษาหารือ ท่านอาจจะอยากปรึกษาหารือ แต่ว่าถ้าท่านอยากจะฟังพวกเรา เราก็ยินดีที่จะเข้าไปในห้องท่าน ผมว่าปล่อยให้ท่าน เปึ้นอิสระในการที่ท่านจะพิจารณา เผื่อว่าท่านอยากจะชวนพวกเราเข้าไปด้วย ไม่อย่างนั้นเราก็เข้าไปนั่ง แล้วท่านอาจจะรู้สึกว่า เราเกะกะ ไม่รู้เรื่อง เพราะเราอาจจะ ตามไม่ทันทั้งหมด ผมว่า อันนั้นให้เปึนสิทธิของท่าน ท่านจะชวน หรือไม่ชวนนะครับ ทีนี้ประเด็นที่คุณศิวะได้บอกว่า เมื่อมีผู้ขอแปรญัตติ แล้วก็กรรมาธิการได้แก้ไขได้ตรงกับ ผู้แปรญัตติแล้ว ก็ไม่ให้อภิปราย ให้ผ่านไปนี่ ผมต้องกราบเรียนว่า อันนั้นในหลักการ ก็เห็นด้วย แต่จะมีปัญหาอยู่นิดหนึ่ง ก็คือว่า ผู้แปรญัตตินี่ก็เปึ้นเพียงแค่บางคนที่แปรญัตติ แล้วก็กรรมาธิการไปแก้ตามผู้แปรญัตติ หรือเห็นด้วยกับผู้แปรญัตติ แต่ไปเห็นด้วย ในภายหลัง หมายความว่า กลุ่มอื่น ๆ หรือคนอื่น ๆ ก็ยังไม่รู้เรื่องเลยว่า ตกลงมันมีเหตุผล อะไรที่เห็นตรงกันระหว่างผู้แปรญัตติกับกรรมาธิการ ตรงนี้จะป่ดโอกาสเสียทีเดียวไม่ให้ คนอื่นถามหรืออภิปรายเลยก็คงไม่ได้ เพราะว่า ๑. คนอื่นเขาไม่ได้แปรญัตติ เขาเห็นด้วย กับร่างเดิม แต่ผู้แปรอยากจะเปึนอย่างนี้ อยากจะแปรออกไป และกรรมาธิการก็เห็นด้วย กับการแปรของท่านนั้นหรือกลุ่มนั้น แต่คนอื่นนี่ยังเห็นร่างเดิม และอาจจะเห็นด้วยกับ ร่างเดิมก็ได้ เพราะฉะนั้นไม่น่าจะเปึนสิทธิของผู้แปรกับกรรมาธิการเท่านั้น เมื่อมีการ เปลี่ยนแปลงจากร่างเดิม ก็ต้องให้โอกาสที่จะถาม หรือที่จะแสดงความไม่เห็นด้วย หากไม่เห็นด้วย ถ้าไม่อย่างนั้นแล้วก็เปึนการป่ดโอกาส กลายเปึ้นผู้แปรญัตติ กับกรรมาธิการเปึ้นคนกําหนดรัฐธรรมนูญไป ผมคิดว่า อย่างนี้ก็น่าจะเหมาะสม ขอบพระคุณครับ ท่านประธานครับ
ตรงนี้ คงหมายความว่า ถ้ากรรมาธิการไปแก้ไข ก็คงต้องถามนิดหนึ่งนะครับ และคงให้โอกาส แต่ถ้าพวกเราพยายามอภิปรายและให้กระชับหน่อยนะครับ เข้าใจว่า วันนี้ ๒ วันผ่านมา เราก็คงเห็นแล้วนะครับ มันใช้เวลาไปมาก แล้วเรามีเวลาล็อก (Lock) ปลายทางเอาไว้ นะครับ ขยับขยายไม่ได้ ถ้าจำเปึน เราก็อาจจะต้องไปประชุมวันเสาร์ วันอาทิตย์ เชิญท่านวิชัยครับ
ท่านประธานครับ กระผม วิชัย เรื่องเริงกุลฤทธิ์ สสร. ครับ ก็อยากจะกราบเรียนท่านประธานว่า ในการอภิปรายนั้น ท่านประธานครับ น่าจะต้องได้กำหนดเวลาให้ชัดเจนนะครับ หากว่าใช้เวลามากเกินไปนี่ กระผมคิดว่า เปล่าประโยชน์ กระนั้นแล้ว เพราะเรามีเวลาจำกัดเหลือเกินในการที่จะดำเนินการในเรื่อง นี้นะครับ ผมก็กราบเรียนท่านประธาน ขอได้โปรดกำหนดเวลาให้ชัดเจน ถ้ามิเช่นนั้นแล้ว มันจะเสียเวลาโดยเปล่าประโยชน์ท่านประธานครับ ขอบพระคุณครับ
เรื่องกำหนดเวลา ก็ต้องฟังท่านสมาชิก คือ ผมเห็นใจสมาชิก ที่ผ่านมานะครับก็ให้อภิปราย เพราะว่า สมาชิกนั้น ในตัวรัฐธรรมนูญยังไม่ได้เสนอความเห็น หรืออภิปรายในโอกาสอื่นเลย ก็ โอกาสนี้นะครับ แต่ถ้าจําเปึนนี่ เรื่องกําหนดเวลาก็ต้องคิดกัน ท่านสมาชิกว่า จะเอา อย่างไร คือ ใจผมตอนแรกว่า อยากจะดูวันนี้เสียอีกวันหนึ่งว่า สถานการณ์เปึ้นอย่างไร แต่ก็ขอร้องไว้ก่อนว่าต้องกระชับนะครับ ต่อไปด้วยท่านสุนทรครับ
ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม สุนทร์ จันทร์รังสี สสร. นม. กระผมขอทบทวนข้อตกลงนะครับ คิดว่า เปึนข้อตกลง ไม่ใช่เปึ้นมติ ถ้าเปึนมติ ผมก็จะไม่ขอทบทวน ข้อตกลงดังกล่าว ก็คือ การประชุมของสภาเรา เมื่อวานนี้ผมได้เสนอ ไว้แล้วว่า เราจะประชุมกันวันไหน หลังจากที่พูดคุยหารือกับท่านกรรมาธิการยกร่าง คนสำคัญแล้ว ขออนุญาตเอ่ยนาม ก็คือ ท่านสมคิดนะครับ ท่านก็เห็นชอบด้วย แต่ว่า ขณะที่พัก แล้วก็มาประชุมใหม่ ผมเข้าประชุมยังช้าไปนิด เนื่องจากไปประชุมกรรมาธิการ อีกคณะหนึ่ง ซึ่งภาระของพวกผม ผมกราบเรียนว่า แม้กระทั่งเย็น ช่วงเวลาพักท่านอาหาร เย็นนะครับ ก็ต้องไปประชุมกรรมาธิการ ต้องท่านข้าวไป ประชุมไป ในคณะกรรมาธิการ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือเมื่อเย็นนี้ และเช่นวันนี้ สองโมงเช้าก็ต้องมาประชุมกรรมาธิการ ประชาสัมพันธ์ จะเห็นว่า เราประชุมกัน ขออนุญาตใช้คำว่า หัวปักหัวปิา แต่ก็ไม่ เปึ้นไรครับ ก็ยินดีครับ ในเมื่ออาสาเข้ามาแล้ว แต่มีเรื่องอยู่เล็กน้อยที่อยากจะขอให้ ทบทวนใหม่เพราะว่า ผมขอเรียกร้องด้วยความที่เปึนตัวแทนของ สสร. ตจว. หลายท่าน ที่เรียกร้องมา กล่าวคือว่า ในการประชุมครั้งนี้เราจะประชุมทั้งอาทิตย์กัน ตั้งแต่จันทร์ ถึงศุกร์ ก็ไม่ว่า แต่ว่าโดยเฉพาะอาทิตย์นี้มีความสำคัญ เนื่องจากว่าเราเริ่มประชุมตั้งแต่วันอาทิตย์ ใช่ไหมท่าน ประชุมมาตั้งแต่วันอาทิตย์ จันทร์ อังคาร พฤหัส และท่านจะมีวันศุกร์ ท่านบอกว่า หยุดวันเสาร์ อาทิตย์ แต่ว่าวันอาทิตย์นี้เรามีกิจกรรมเทิดพระเกียรติ ที่จะต้อง เริ่มตั้งแต่หกโมงเช้า ถ้าท่านบอกว่า เราหยุดให้แล้วในวันเสาร์ ท่านลองตรองดูเถอะว่า ถ้าพวกต่างจังหวัดนี้ กว่าจะได้เลิกประชุมสี่โมงตามที่ท่านผู้มีเกียรติเสนอไปช่วงที่ผม ไม่อยู่ เสนอไป แล้วสมาชิกต่างจังหวัดซึ่งมีเกือบครึ่งของสภานี้ กว่าที่จะเดินทางจากเหนือ จรดใต้ กว่าจะไปถึงที่พัก แล้วก็เพื่อที่จะมาร่วมกิจกรรมในเช้าวันอาทิตย์ เขาก็ต้องมากัน ตั้งแต่เย็นวันเสาร์ หรือตีหนึ่ง ตีสองของเช้าวันอาทิตย์ แล้วท่านคิดว่า จะเปึนไปได้อย่างไร การทำงานจะได้ผลแค่ไหน ผมไม่ย่อท้อต่อการประชุม ผมกราบเรียนมา เพื่อการ ประสิทธิผลและประสิทธิภาพในการประชุม ถ้าเปึนไปได้ ขอเรียนว่า เฉพาะอาทิตย์นี้ อาทิตย์เดียวนะครับ เนื่องจากเราเริ่มตั้งแต่วันอาทิตย์แล้ว ขอหยุดวันศุกร์สักวัน เพื่อที่เรา จะมาทำกิจกรรมเช้าวันอาทิตย์ได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยครับ ขอเรียนเสนอ
ท่านสุนทรครับ อย่างนี้ครับ คือ เมื่อวานนี้ต้องอย่างนี้ เพราะว่า เดิมเรากำหนดประชุม ทุกวัน แล้วเราก็ไปขอทาง สนช. เขาไว้นะครับ ว่าเราจะประชุม แม้แต่วันที่เขาประชุมเราก็ ของด แล้วก็เลยคุยกัน ก็เลยขยับว่า ขอเลิกสักสี่โมงนะครับท่าน ก็เห็นใจนะครับท่าน ว่ามันมีปัญหาสำหรับท่านที่อยู่ต่างจังหวัด อยากขอความกรุณา เดี๋ยวเราดูวันนี้ว่า เปึ้นอย่างไร เราจะขยับอะไรได้ไหม แต่เรียนท่านว่า เหตุที่เราขอเปึ้นสี่โมงเย็น แล้วขอ ประชุมวันศุกร์นี่ เนื่องจากเราประชุมแล้วมันไปได้ช้า แล้วอีกประการหนึ่งเราขอเขาไว้ เรียบร้อย แล้วก็อาทิตย์นี้นะครับ สำหรับสัปดาห์ต่อไปเราก็คงต้องมาดูกัน การพิจารณา อย่างที่บอกไว้ว่า วันสิ้นสุดของเรามันขยับอะไรไม่ได้ แล้วเราก็ไม่ได้ไปเร็ว ตอนนี้เรายังติด ปัญหาอยู่ แล้วถ้าพอถึงเวลาที่อภิปรายนี่ เราจะไม่ให้อภิปราย ก็ลำบาก ก็อยาก เดี๋ยวจะ รับไว้ดูว่าจะทำอย่างไร ท่านสุนทรขอนิดหนึ่ง ต่อไปด้วยท่านเสริมเกียรติครับ
กราบเรียนท่านประธานสภา ท่านกรรมาธิการ และท่าน สสร. ที่เคารพทุกท่านครับ ในประเด็นที่ทางท่านวิชัย ขออนุญาตเอ่ยนาม และท่านสุนทร์ ได้หารือ ก็เปึนประเด็นที่ผมจะสนับสนุนแนวความคิดของท่านประธาน ตรงที่ว่า การอภิปรายนั้น ในเรื่องสําคัญ แล้วก็ไม่มีการได้พูดคุยระหว่างกรรมาธิการ ยกร่างกับ สสร. ผู้แปรญัตติ แล้วก็สงวนคําแปรญัตติ ดังนั้น ถ้าหากว่า จะให้อภิปราย อย่างจำกัดเวลา คงจะไม่ได้ก่อให้เกิดประโยชน์ เพื่อที่จะชี้ทิศทางว่า สสร. ในประเด็น แต่ละอย่างจะเอาอย่างไร ทั้งนี้ แต่ละประเด็นนั้น เท่าที่ผ่านมา ๒ วัน มีเรื่องสำคัญที่กว่า จะลงมติกันได้ ต้องฟังคำชี้แจงอย่างหลากหลาย ทั้งฝ์ายกรรมาธิการยกร่าง และฝ์าย สสร. ผู้ขอสงวนแปรญัตติ อย่างเช่น เรื่องของท่านสุรชัย อย่างเช่น เรื่องของท่านคมสัน ซึ่งหลังจากอภิปรายกันอย่างกว้างขวาง ละเอียด ชัดเจนแล้ว ถึงจะมีบทสรุป แล้วบทสรุป บางอย่างนั้นออกมา ก็อาจจะไม่ค่อยเปึนที่พอใจของบางหน่วย บางฝ์าย ซึ่งก็มีทางแก้ว่า อาจจะต้องมีการทบทวน ดังนั้น ถ้าหากว่า ให้อภิปรายในเวลาจํากัด แล้วก็รีบให้ลงมติ ทุกประเด็นไป ประโยชน์สูงสุดของการร่างรัฐธรรมนูญคงจะไม่เกิด ผมจึงขอกราบเรียน ในความเห็นของท่านประธานนั้นน่าจะเปึนสิ่งที่เหมาะสม เว้นแต่ว่า เมื่อเหลือใกล้ถึง วันที่ ๓๐ ในอาทิตย์สุดท้าย วันนั้นมีความจําเปึนอย่างไร ก็คงจะต้องมาตกลงกันอีกทีหนึ่ง สำหรับประเด็นของท่านสุนทรนั้น ผมก็เห็นว่า มีเหตุผล แต่เนื่องจากท่านประธาน ก็ได้กราบเรียนแล้วว่า เรามีเวลาทำงานเพียงวันที่ ๓๐ แล้วเราผ่านมา ๒ วัน เพิ่งได้แค่ ๔๐ ต้น ๆ เท่านั้นเอง แล้วเราก็ไปขอห้องประชุมจาก สนช. ประชาชนก็เฝัาดูเราว่า เราทำงานกันเต็มที่ ซึ่งผ่านมาประชาชนก็ยอมรับ ๒ วันผ่านมานี้ สิ่งที่บอกว่าพวกเราเริ่ม เมื่อยล้า ก็คือ ตอนเช้า ๆ พวกเราก็มากันไม่ค่อยจะครบเต็มที่นัก เพราะว่าคงจะชาร์จ แบต่ (Charge battery) ไฟก็ยังไม่ค่อยจะเต็ม ยังไม่พอ แต่ก็อย่างไรผมก็เห็นใจนะครับ ผมก็คิดว่า ถ้าหากว่าจะปรับหน่อยว่า วันศุกร์ถ้าสี่โมงเย็นเกิดเดินทางไม่สะดวกนัก ท่านประธานอาจจะเมตตาว่า สักสามโมงเย็นก็ได้ ผมก็คิดว่า คงพอรับได้ครับ ท่านประธานครับ
วันศุกร์ก็ขอ ประชุมนะครับ แต่ก็จะขยับเวลา เดี๋ยวไปคุยกันข้างนอกนะครับ ขออนุญาตรับที่ท่าน สุนทรเสนอไว้ เดี๋ยวไปคุยกันนิดหนึ่งว่าจะปรับได้ แต่ขอร้องกับท่านสุนทรว่า เราประชุมวัน ศุกร์เพราะว่าเราต้องการ มันมีเรื่องต้องประชุมอีกเยอะนะครับ แล้วก็เหตุว่า ขอสถานที่ เขาแล้ว แล้วเราก็อยากจะทำงานให้ตลอดทุกวัน ไปท่านศักดิ์ชัยก่อนครับ แล้วก็ ท่านสมเกียรติ เชิญครับ ระหว่างนี้นิดหนึ่งนะครับ มีอาจารย์และนักเรียนโรงเรียน นานาชาติ เซนต์ สตีเฟนส์ (St. Stephen’s International School) มานะครับ มาขอฟัง การประชุม มาดูงานที่สภา ก็ขอต้อนรับนะครับ เชิญครับท่านศักดิ์ชัย
กราบเรียนท่านประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ ที่เคารพ ผม ศักดิ์ชัย อุ่นจิตติกุล สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ท่านประธานครับ เมื่อสักครู่ ได้มีการพูดคุยหารือกันในเรื่องของการอภิปรายขอแปรญัตตินะครับ กระผมเองคิดว่า ในการอภิปราย แล้วก็มีการพูดคุยระหว่างสมาชิกกับกรรมาธิการยกร่างนั้น เปึนสิ่งที่เรา กําลังให้ความรู้กับประชาชน เพราะฉะนั้นการอภิปรายที่ผ่านมา เราเชื่อว่าไม่ได้มีการ อภิปรายเพื่อหาเสียงหรือฟุ์มเฟ๋อย แต่เปึนการทำความตกลง เพื่อให้เกิดความเข้าใจ ที่สำคัญที่สุด ผมเชื่อว่า ประชาชนที่ติดตามอยู่ ไม่ว่าจะถ่ายทอด หรือไม่ถ่ายทอดทาง โทรทัศน์ แต่ก็ยังมีการถ่ายทอดทางวิทยุ ผมเชื่อว่า ประชาชนนี่จะได้รับความรู้ และได้มี ความเข้าใจในเรื่องรัฐธรรมนูญอย่างแท้จริง ท่านประธานครับที่ผ่านมาเราจะพบว่า บางมาตราเราก็ไม่ได้มีการอภิปราย ถ้าเราเห็นชอบพร้อมกัน แต่บางมาตรามันเปึ้น ประเด็นสำคัญทางกฎหมายที่มีความสำคัญต่ออนาคตของชาติ ผมว่าสิ่งเหล่านี้จำเปึน จะต้องให้มีการพูดคุยกันอย่างเข้าใจ และมีการตกผลึกทางด้านความคิด ที่จะให้ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้เกิดประโยชน์สูงสุดกับประชาชน ดังนั้น ผมคิดว่า ผมไม่อยากให้ แนวคิดที่บอกว่า เป่ดอภิปราย แต่พยายามจะจำกัดเวลาตรงนี้นะครับ จะสร้างความรู้สึก ให้ท่านประธานที่นั่งอยู่ข้างบนทั้ง ๓ ท่าน แล้วพยายามที่จะบีบเวลาในการอภิปราย เพราะการอภิปรายบางครั้งมีเนื้อหาสาระที่น่าสนใจ น่าติดตามอย่างยิ่ง ผมขออนุญาต กราบเรียนครับว่า ผมเองบางครั้ง ในบางมาตราผมก็ไม่มีความเข้าใจ ก็ได้อาศัยตรงนี้ แหละครับที่จะทําให้เกิดความรู้ความเข้าใจในเรื่องของรัฐธรรมนูญไทยอย่างแท้จริง กราบขอบพระคุณครับ
ไม่ต้องกลัวครับ ไม่บีบเวลา มีแต่คนเขาบอกผมให้เวลามากไปนะครับท่าน เดี๋ยวก็ดูกัน เหลือท่าน สมเกียรติ และหลังจากนั้นเราจะเข้าเนื้อ ๆ แล้วนะครับ เชิญท่านสมเกียรติครับ ถ้าเผื่อท่านพิจารณาเห็นว่า ซ้ำซากแล้ว ท่านตัดได้เลยครับ ไม่ต้องเกรงใจครับ เพราะว่า เราต้องใช้เวลาให้เกิดประโยชน์สูงสุดนะครับ แล้วก็ขอความกรุณาครับ ในเรื่องการ ประท้วงนะครับ ท่านประธานครับ หลักการการประท้วงมันมีอยู่ครับ แต่ในการประท้วง ของพวกเราทุกครั้งที่ประท้วงอยู่ทุกวันนี้ ไม่ได้ประท้วงตามหลักตามเกณฑ์นะครับ ประท้วงเพื่ออะไรครับ ประท้วงเพื่อมีโอกาสขึ้นมายืน แล้วก็ได้พูดอภิปรายต่อ ซึ่งไม่ใช่ ประท้วงหรอกครับ อันนี้ขอความกรุณาท่านประธานครับ ถ้าเผื่อเห็นในลักษณะแบบนี้ ขอความกรุณาตัดบทได้เลยครับ ขอบพระคุณมากครับ
ขอบคุณครับ ขอเริ่มดำเนินการนะครับ เพราะทางกรรมาธิการยกร่างพร้อมนานแล้ว ขออนุญาต เริ่มดำเนินการ ท่านเลขาต่อไปครับ ท่านเลขา
ส่วนที่ ๗ เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของบุคคลและสื่อมวลชน ไม่มีการแก้ไข มาตรา ๔๕ ไม่มีการแก้ไข ท่านเจิมศักดิ์ ป่ืนทอง สงวนคําแปรญัตติครับ
เชิญครับ อาจารย์ เจิมศักดิ์ครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม เจิมศักดิ์ ป่ืนทอง ท่านประธานครับ มาตรา ๔๕ นี่ กลุ่มพวกผมได้แปรญัตติโดยการ เติมข้อความว่า ข้อมูลส่วนบุคคล ลงไป ทั้งนี้ เพราะว่า ได้พิจารณาจากร่างแรกของ กรรมาธิการ ที่ปรากฏอยู่ในเล่มสีเหลือง ที่ก่อนที่กรรมาธิการจะไปแก้ไขเพิ่มเติม มาตรา ๔๕ ที่ไปเติมคำว่า ข้อมูลส่วนบุคคล นี่ ก็เพื่อที่จะให้มีความหมายอย่างนี้นะครับ กรุณาตามนิดหนึ่งว่า ในมาตรา ๔๕ บอกว่า บุคคลย่อมมีสิทธิ มีเสรีภาพในการแสดง ความคิดเห็น การพูด การเขียน การพิมพ์ การโฆษณา และการสื่อความหมายโดยวิธีอื่น การจำกัดเสรีภาพตามวรรคหนึ่งจะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอำนาจของบทบัญญัติ แห่งกฎหมายเฉพาะ เพื่อรักษาความมั่นคง เพื่อคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ เกียรติยศ ชื่อเสียง สิทธิในครอบครัว หรือ ผมเติมว่า ข้อมูลส่วนบุคคล ตลอดจนความเปึนอยู่ส่วนตัวของ บุคคลอื่น ตรงนี้นี่นะครับ เพราะเหตุว่า ในร่างเดิมของกรรมาธิการ ในมาตรา ๓๕ ท่านมี เรื่องข้อมูลส่วนบุคคลด้วย เพราะฉะนั้นพวกผมก็นั่งดูว่า เพื่อที่จะให้รับกับมาตรา ๓๕ จากร่างเดิม เพราะผมไม่สามารถจะเห็นได้ว่า ในที่สุด มาตรา ๓๕ ท่านจะเปึนอย่างไร ผมก็มองว่า ถ้าเช่นนั้น มาตรา ๔๕ ก็ควรจะเติม ข้อมูลส่วนบุคคล ไปด้วย ก็เพื่อที่จะบอก ว่าจำกัดเสรีภาพตามวรรคหนึ่งนี่ทำไม่ได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติ แห่งกฎหมาย เพื่อ นะครับ เพื่อคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เพราะฉะนั้นพอมาถึงตรงนี้นี่ ผมถึงถามอย่างไรครับ เมื่อวานนี้ ก่อนที่จะป่ดว่า มาตรา ๓๕ นี่ บังเอิญท่านก็ไปแก้ที่หลัง หมายถึงแก้จนกระทั่งวันสุดท้ายที่ก่อนจะเข้าประชุม และผมเองนี่ก็ไปแก้ ๔๕ ให้รับกับ ๓๕ ของท่านเก่า พอเที่ยวนี้ ท่านไปตัด ๓๕ เก่า ผมก็เลยบอกว่า เอ๊ะ ถ้าอย่างนี้มันก็ไม่รับ กันไปตลอด ก็เลยเรียนท่านประธานเสรีเมื่อวานนี้ว่า ท่านจะกรุณากลับไปดู ๓๕ นะครับ จะได้ดูกันว่า เราจะเอาอย่างไร ๓๕ กับ ๔๕ เปึนหลักการเดียวกัน ให้สอดคล้องกัน ผมก็เลยไปดูว่า ตอน ๓๕ นี่ ตอนนั้นท่านสุรชัยเปึ้นอีกประเด็นหนึ่ง ท่านก็บอกว่า ของท่าน ไม่ติดใจ จบ เราก็ดูกันไม่ทันครับ ผมก็ต้องยอมรับว่า เพราะว่าในเอกสารเที่ยวนี้ มันต่างกันกับที่พวกผมเคยทำกฎหมาย ตอนที่พวกผมทำกฎหมายนี่ ร่างแรกว่าอย่างไร ถัดออกมา ก็คือ กรรมาธิการขอแก้ไขว่าอย่างไร ถัดออกมา ก็คือ พวกเราขอแปรญัตติ ว่าอย่างไร มันอยู่ด้วยกัน แต่เที่ยวนี้นี่เนื่องจากว่า ตอนที่พวกเราแปรญัตติ ท่านก็ไม่ตกลงใจว่า ท่านจะเอาอย่างไร ท่านบอกคิดไม่ทัน จะไปขอคิดทีหลัง แล้วท่านก็มี เอกสารแยกออกมา เสร็จแล้วเราก็ดูตามเอกสารในเล่มนี้ที่เรียงกันไปเรื่อย ๆ ว่า จะทําอย่างไร พอเราเห็นว่า คุณสุรชัยบอกว่า ไม่ติดใจ เลขาก็อ่านต่อ มาตรา ๓๖ ทุกคนก็ลืมคิดไปว่า มาตรา ๓๕ เลยไม่ได้จับมาพิจารณาตรงนี้ ผมไม่มีปัญหาอะไรเลยครับ ถ้าหากว่า ท่านเห็นว่า มาตรา ๓๕ ถูกต้อง ตามที่กรรมาธิการไปตัด ท่านก็ไม่ต้องเติม ๔๕ แต่ถ้าท่านเห็นว่า มาตรา ๓๕ ไม่ควรตัด ท่านก็ต้องเติม ๔๕ เพื่อให้มันรับกันเท่านั้นเอง ผมดูกฎหมายให้รับ กันเท่านั้นเอง ผมไม่มีเจตนาอะไรทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นก็แล้วแต่ท่านว่า ท่านประธานจะให้ดู หลักการว่า ควร หรือ ไม่ควร เรื่องข้อมูลส่วนบุคคล แล้วมันก็จะไปพร้อมกันทั้ง ๓๕ กับ ๔๕ ท่านเข้าใจใช่ไหมครับ ผมไม่ได้ว่า ๔๕ ต้องเปึนอย่างไร แต่ว่าถ้า ๓๕ เปึ้นอย่างไร มันก็ต้องล้อกับ ๔๕ เท่านั้นเองนะครับ ขอบพระคุณครับ
ครับ อาจารย์ธงทองครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม ธงท้อง จันทรางศุ กรรมาธิการครับ สำหรับประเด็นเรื่องของการคุ้มครองสิทธิ ในเรื่องของข้อมูลส่วนบุคคลนั้น ผมคิดว่าเปึนหลักการ ซึ่งเราเห็นพ้องต้องตรงกันว่า น่าจะได้มีการดูแล แล้วก็มีกฎหมายที่จะบทบัญญัติรับรองในส่วนนี้นะครับ ขออนุญาต กราบเรียนว่า นอกจากบทบัญญัติที่ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติได้อภิปรายอ้างอิงถึง มาตรา ๓๕ และบทบัญญัติ ในมาตรา ๔๕ ที่ปรากฏในร่างแล้วนะครับ ในเรื่องข้อมูล ส่วนบุคคลนั้น คณะกรรมาธิการได้ไปปรับเพิ่มขึ้นอีกส่วนหนึ่ง ในมาตรา ๕๕ ขอความกรุณาท่านสมาชิกได้โปรดพลิกไปดูที่ในส่วนมาตรา ๕๕ ด้วยนะครับ เขียนถึง เรื่องการคุ้มครองสิทธิของบุคคลที่ได้รับทราบและเข้าถึงข้อมูลข่าวสารสาธารณะ เว้นเสียแต่เปึนเรื่องข้อมูลส่วนบุคคล รวมทั้งมีวรรคสอง ซึ่งบัญญัติว่า บุคคลย่อมมีสิทธิ ได้รับความคุ้มครองจากการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบจากข้อมูลส่วนบุคคลที่เกี่ยวกับต้น กระผมเข้าใจว่า ถ้าอ่านประกอบกันทั้ง ๓ มาตราแล้ว คือ มาตรา ๓๕ ซึ่งว่างหลัก ในเรื่องของสิทธิ ในเรื่องของความเปึนส่วนเนื้อส่วนตัวที่เรียกว่า ไร่ท์ ไพรเวซี (Right privacy) ทั้งหลายแล้ว บทบัญญัติในมาตรา ๔๕ ที่พูดถึงเรื่องการแสดงความคิดเห็นของ สื่อมวลชนทั้งหลาย ประกอบกันกับมาตรา ๕๕ ประกอบกันทั้งหมด ๓ มาตราแล้ว ก็คงจะ ครอบคลุมเนื้อหาสาระที่เราต้องการจะถ่วงน้ำหนักในเรื่องของการที่จะได้รับการคุ้มครอง ดูแลสิทธิข้อมูลส่วนบุคคลเพียงพอครับ ขอประทานกราบเรียนอย่างนี้ครับ
ครับ ปรึกษาท่านอาจารย์เจิมศักดิ์ครับ ถ้อยคำที่อยู่ในมาตรา ๕๕ นี่ พอเพียงที่จะ ครอบคลุมไปถึงมาตรา ๔๕ กับ ๓๕ ไหมครับ
คือ ท่านประธานครับ อันนี้คือ ความยากลำบาก มันกลับกัน ตอนแรกพวกผมเสนอ ท่านบอก ท่านคิดไม่ทัน เที่ยวนี้ พอท่านเสนอนี่ ผมคิดไม่ทันจริง ๆ อันนี้ต้องกราบเรียนจริง ๆ ครับ เพราะว่า พอท่านเสนอ ท่านไปแก้ไขของเดิมนี่ ผมก็จําแต่ของเดิมว่า ของเดิมท่านเขียนอย่างนั้น แล้วผมก็จะ พยายามแก้ที่เหลือ มาตราถัด ๆ มา ให้มันรับกับของเดิมของท่าน แต่เรื่องนี้พอท่าน ไปแก้ร่างเก่าปัูบ แล้วท่านย้าย ผมก็เลยย้ายไม่ทัน สมองก็ต้องย้ายกันแหลกเลยทีนี้ นะครับ มันไม่ใช่ปัญหาของผมคนเดียวแน่ ผมเชื่อว่า เพื่อนสมาชิกโปรดค่อย ๆ ดูตรงนี้ ผมเห็นด้วยกับท่านอาจารย์ธงทองว่า ต้องดู ๓๕ ๔๕ และ ๕๕ ประกอบกันเสียทีเดียว เราจะได้มีรัฐธรรมนูญที่ล้อและรับกันทั้ง ๓ หมวด คราวนี้ ๓๕ นี่ ท่านดูนะครับ เรากำลัง คุ้มครองสิทธิ ๓๕ สิทธิของครอบครัว สิทธิของบุคคลในครอบครัว เกียรติยศ ชื่อเสียง ข้อมูลส่วนบุคคล ตลอดจนความเปึนอยู่ส่วนตัวย่อมได้รับความคุ้มครอง อันนี้ร่างแรก ท่านว่าอย่างนี้ คือ คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลด้วย แต่พอสุดท้ายกรรมาธิการขอแก้ไขเอง ก็คือ ตัด ข้อมูลส่วนบุคคล ออก ตีความได้ว่า สิทธิของบุคคลในครอบครัว เกียรติยศ ชื่อเสียง เท่านั้น แล้วก็ ตลอดจนความเปึนอยู่ส่วนตัวได้รับความคุ้มครอง แต่ข้อมูล ส่วนบุคคลไม่ได้รับความคุ้มครอง ตามมาตรา ๓๕ เสร็จแล้วพอมาถึง ๔๕ นะครับ ท่านค่อย ๆ ดูนะครับ ๔๕ พอมาถึง ๔๕ ๔๕ นี่พูดถึงเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ของบุคคล ทีนี้การแสดงออกแล้ว ของบุคคลและสื่อมวลชน บอกว่า บุคคล หลักใหญ่ คือ บุคคล ย่อมมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การพูด การเขียน การพิมพ์ การโฆษณา และการ สื่อความหมายโดยวิธีอื่น ก็หมายความว่า คุ้มครองว่า บุคคลมีเสรีภาพในการแสดง ความเห็น แล้วเพราะฉะนั้น จะมีข้อจํากัดแล้ว ไม่ใช่ว่าแสดงความเห็นอะไรก็ได้ การจํากัด เสรีภาพตามวรรคหนึ่งจะกระทำมิได้ บอกอีก จะไปจำกัดเสรีภาพ กระทำไม่ได้ เว้นแต่ เว้นของเว้นนะครับ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย เฉพาะเพื่อ รักษาความมั่นคง เพื่อคุ้มครองสิทธิ์ เสรีภาพ เกียรติยศ ชื่อเสียง สิทธิในครอบครัว หรือ ที่ผมเลยเติมว่า หรือข้อมูลส่วนบุคคล ให้มารับกับ ๓๕ ไม่อย่างนั้นแล้วมันก็ไม่รับกัน ถูกไหมครับ คราวนี้ท่านบอกว่า เอาล่ะ ๓๕ ท่านขอตัด ถ้าขอตัด ๓๕ ๔๕ ของผมก็ ไม่ควรอยู่ ถูกไหมครับ คราวนี้มาดู ๕๕ ว่า ของท่านนี่ใส่ไว้ ๕๕ แล้วเราพอใจไหม นี่ผมลองขอให้ท่านช่วยกันพิจารณาพร้อม ๆ กับในสมองของผม ๕๕ เปึ้นเรื่องสิทธิ ในข้อมูลข่าวสารและการร้องเรียน เปึนอีกเรื่องหนึ่งนะ เปึนเรื่องสิทธิในข้อมูลข่าวสารและ การร้องเรียนนะครับ สิทธิในการที่ประชาชนจะไปรับรู้แล้ว จะเข้าถึงแล้ว ๓๕ เปึ้นสิทธิ ของบุคคลที่คนจะละเมิดไม่ได้ ๔๕ เปึนสิทธิของสื่อที่จะแสดงได้มากน้อยแค่ไหน จะถึง ข้อมูลส่วนบุคคลไหม ๕๕ เปึนสิทธิในข้อมูลข่าวสารที่เราจะไปรู้คนอื่น ทีนี้ บอกว่า บุคคล ย่อมมีสิทธิได้รับทราบ และเข้าถึงข้อมูลหรือข่าวสารสาธารณะในครอบครองของหน่วย ราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือราชการส่วนท้องถิ่น เว้นแต่จะมีการเป่ดเผย ข้อมูลข่าวสารนั้นจะกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ความ ปลอดภัยของประชาชน หรือส่วนได้เสียอันพึงได้รับความคุ้มครองของบุคคลอื่น ท่านไป เติมว่า หรือข้อมูลส่วนบุคคล ตรงนี้ ก็หมายความว่า เวลาท่านจะไปร้องขอข้อมูลนี่ เปึ้นข้อมูลส่วนบุคคลนี่ไม่ได้ ใช่ไหมครับ หมายความว่าอย่างนั้นใช่ไหมครับ เวลาผมจะไป ข้อข้อมูลจากทางการ จากรัฐ ต้องให้ แต่ว่าพอไปขอปัูบ มันเปึนข้อมูลส่วนบุคคลของ ท่านกรรมาธิการท่านนั้นนี่ ท่านไม่ให้ได้ ตีความว่าอย่างนั้น ตกลงตรงนี้ท่านต้องตัดสินใจ แล้วครับ สมาชิกครับ ผมเพียงแค่มีหน้าที่หยิบ ๓ มาตราเชื่อมโยงกันให้ท่านดูว่า ๓๕ ท่าน ดูอีกทีนะครับ ๓๕ เปึนการบอกว่า เปึนสิทธิของเรา สิทธิของบุคคล ข้อมูลของบุคคลได้รับ การคุ้มครอง ใครมาเอาไม่ได้ แต่ ๕๕ เปึนสิทธิที่เราจะไปเอาข้อมูลจากคนอื่น แต่ ๔๕ เปึ้นสิทธิที่สื่อจะเผยแพร่ข้อมูล แล้วจะให้อยู่แค่ไหนอย่างไร ตรงนี้ท่านจะรับกันอย่างไร พอดีท่านไปย้าย สมองผมก็เลยย้ายตามท่านลำบากนิดหนึ่ง เพราะผมเริ่มจากท่านว่า บุคคลได้มีสิทธิเรื่องข้อมูลส่วนบุคคล ผมก็เลยบอก เอ้า ถ้าบุคคลมีสิทธิข้อมูลส่วนบุคคล สื่อนี่จะไปเผยแพร่ข้อมูลส่วนบุคคลอยู่ดี ๆ นี่ไม่ได้ ผมก็รีบใส่ให้ด้วย มันจะได้รับกัน และ เที่ยวนี้ท่านเอาออกหมดเลย ท่านไปใส่ใน ๕๕ ว่า เวลาคนใดคนหนึ่งจะไปเอาข้อมูลของ อีกคนหนึ่ง ไปขอจากทางการนี่ ถ้าเปึนข้อมูลส่วนบุคคล เขาไม่ให้ มันเรื่องเดียวกัน ไหมครับ ผมถามแค่นั้นเอง ผมยังไม่ได้ตัดสินใจ เพราะคิดไม่ทัน ท่านประธานครับ
ครับ
ผมอยากจะฟังเพื่อนสมาชิก เพราะว่าท่านแก้หมด ๓ มาตรานี้ ผมว่า น่าจะพิจารณาไปเสียด้วยกันก็ได้นะครับ ขอบพระคุณครับ
ครับ ก็จะพิจารณาไปด้วยกันละตอนนี้ครับ เพราะมันพันกันไปหมดแล้วครับ ท่านกรรมาธิการครับ ข้อเสนอในมาตราที่เกี่ยวข้องทั้งหมดนี่นะครับ ขออนุญาตพิจารณา ไปพร้อม ๆ กันทั้ง ๓ มาตราเลยนะครับ เพราะมันเกี่ยวข้องกัน จะได้ตัดสินในคราวเดียว
ท่านประธานครับ เสนอว่าพิจารณา หลักการพร้อมกัน แต่รายละเอียดมันยังมีอย่างอื่น เดี๋ยวค่อยว่ากันอีกทีครับ
เดี๋ยวค่อยว่ากัน เข้าใจครับ ท่านกรรมาธิการครับ อาจารย์สมคิดครับ อาจารย์มานิจครับ เชิญครับ
เรียนท่านประธานที่เคารพ เพื่อนสมาชิกผู้มีเกียรติ กระผม มานิจ สุขสมจิตร กรรมาธิการครับ ขอกราบเรียนถึง ท่านสมาชิกผู้แปรญัตติว่า ความคิดนั้นคงตรงกันนะครับ ในการให้ความคุ้มครองข้อมูล ส่วนบุคคล อันนี้การที่คณะกรรมาธิการได้ย้ายเอาเรื่องการคุ้มครองไปอยู่ในมาตรา ๕๕ นั้น ก็ด้วยเหตุผลดังที่ผมจะกราบเรียนต่อไปนี้นะครับ ในมาตรา ๔๕ นั้นนะครับ ที่ท่าน ได้ขอให้ใส่นั้น มาตรา ๔๕ ในวรรคสองนั้น เปึ้นเงื่อนไข เงื่อนไขของการจำกัดสิทธิของการ แสดงออกซึ่งความคิดเห็น การพูด การเขียน การพิมพ์ การโฆษณาอะไรต่าง ๆ เปึ้นเงื่อนไขในการจํากัดสิทธิ อันนี้มันก็ไปพันในมาตรา ๓๕ คือ ในมาตรา ๓๕ นั้น ถ้าหากว่ายังอยู่ในมาตรา ๓๕ นะครับ ก็จะเปึนความลำบากแก่สื่อมวลชนในการที่จะ อธิบายในการที่จะเผยแพร่ในบางสิ่งบางอย่าง ซึ่งไม่เปึ้นที่เสียหายแก่ผู้ตกเปึนข่าว เช่น บอกว่านาย ก สำเร็จการศึกษามาจากมหาวิทยาลัยนั้น นาย ข มีลูกกี่คน ซึ่งไม่ใช่เปึนเรื่อง เสียหาย เพราะฉะนั้น ถ้าหากว่าการที่จะต้องไปขออนุญาตเสียทุกสิ่งทุกอย่างนั้น ก็เปึนเรื่องซึ่งอาจจะทําให้เกิดความยุ่งยาก เพราะไม่เกิดความเสียหาย อย่างที่ผมเรียน ในตอนต้นว่า เจตนาในการที่จะคุ้มครองข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลนั้น ตรงกันนะครับ เพราะฉะนั้นถึงได้ย้ายมาไว้ในมาตรา ๕๕ ในมาตรา ๕๕ นั้น ถ้าเผื่อท่านสมาชิกจะกรุณา ดูต่อไปนะครับ ในมาตรา ๕๕ บรรทัดที่ ๒ แสดงว่า ข้อมูลที่ว่านั้น เปึนข้อมูล ซึ่งอยู่ในความครอบครองของราชการ คือ ข้อมูลที่อยู่ในมือราชการ อันนี้มี พรบ. ข้อมูล ข่าวสารราชการ พ.ศ. ๒๕๔๐ กำหนดไว้แล้วนะครับว่า ทางราชการจะนำไปเป่ดเผยไม่ได้ เว้นแต่เจ้าตัวจะยินยอม คราวนี้คณะกรรมาธิการก็ได้เอามาเขียนไว้ในมาตรา ๕๕ วรรคแรก บอกว่า การเป่ดเผยข้อมูลเหล่านั้นจะกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ กระทบต่อ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ กระทบต่อความปลอดภัยของประชาชน หรือส่วนได้เสีย อันพึงได้รับความคุ้มครองของบุคคลอื่น หรือเปึนข้อมูลส่วนบุคคลนี้ จะกระทำมิได้ แล้วคณะกรรมาธิการก็ยังได้ให้มากไปกว่าที่ได้แปรญัตติ นั่นก็คือว่า ในการคุ้มครอง ในการเอาข้อมูลส่วนบุคคลไปแสวงหาผลประโยชน์อีก นี่เปึนสิ่งซึ่งเกิดขึ้นใหม่ ตามข้อเท็จจริงแล้ว ท่านก็คงจะได้ทราบดีว่า ขณะนี้มีการเอาข้อมูลส่วนบุคคล โดยเฉพาะ อย่างยิ่ง ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ อะไรต่าง ๆ ออกไปเป่ดเผยมากมาย แล้วก็เปึ้นเงินเปึ้นทอง ด้วย เมื่อหลายป้มาแล้ว ค่าราคาของข้อมูลส่วนบุคคล คือ ชื่อและที่อยู่นั้น มีราคา ชื่อละ ๘ บาท เดี๋ยวนี้ผมคิดว่า คงแพงมากกว่านั้น ถามว่าเขาซื้อไปทำไมนะครับ พวกที่ซื้อไปนั้นมีทั้งพวกที่สมัคร สส. สว. สมัครสมาชิกบริหารท้องถิ่น มีทั้งผู้ที่ต้องการ จะขายสินค้า และท่านคงจะสังเกตเห็นว่า ทุกวันนี้มีแผ่นปลิวโฆษณาสินค้ามารบกวน อยู่ในตู้ไปรษณีย์ของท่านมากมายก่ายกองแล้วครับ ผมยังคิดว่า การที่ไปอยู่ ในมาตรา ๕๕ แล้วได้มีวรรคสองของมาตรา ๕๕ ด้วย ซึ่งกรรมาธิการได้เพิ่มเข้าไปนั้น น่าจะเปึนเรื่องที่ดี แล้วก็ได้ให้ความคุ้มครองข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลเปึนอย่างดีเลย นะครับ กรรมาธิการก็ขอยืนยันว่า ขอให้เปึนไปตามร่างครับ ขอบพระคุณมากครับ
ครับ ท่านเสริมเกียรติครับ
กราบเรียนท่านประธาน ท่านกรรมาธิการ ท่าน สสร. ทุกท่านครับ ในเรื่องข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งเปึ้นประเด็นที่จะต้องพิจารณา ในมาตรา ๓๕ ๔๕ และ ๕๕ นั้น กระผมเห็นว่า สำหรับข้อมูลส่วนบุคคลตามที่ทาง ขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านสุรชัย ได้พอใจในสิ่งที่ทางกรรมาธิการยกร่างได้ดำเนินการนั้น ซึ่งก็ไปพัวพันกับมาตรา ๔๕ ที่ท่าน สสร. เจิมศักดิ์ได้ขอแปรญัตติไว้ ในความเห็นของผมนั้น เห็นว่า สําหรับมาตรา ๔๕ ซึ่งในร่างของกรรมาธิการจะมีว่า ความเปึนอยู่ส่วนตัวของบุคคลอื่น ซึ่งเปึนบทบัญญัติเรื่องเสรีภาพในการแสดงความเห็น ของบุคคลและสื่อมวลชน ก็มีประเด็นที่อยากจะกราบเรียนท่านประธานว่า การจำกัด เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นในส่วนนี้มันครอบคลุมหรือไม่ ตามที่กรรมาธิการยกร่าง ได้มีข้อความยกเว้นเฉพาะ ความเปึนอยู่ส่วนตัวของบุคคลอื่น คำว่า ความเปึนอยู่ ส่วนตัว นั้นกับ ข้อมูลส่วนบุคคล ความหมายใดจะกว้างแคบกว่ากัน กระผมเห็นว่า ความเปึนอยู่ส่วนตัวของบุคคล นั้นเปึนความหมายที่แคบ ความหมายเรื่องข้อมูลส่วน บุคคลนั้นกว้าง ข้อมูลส่วนบุคคลจะหมายความรวมถึงการเปึนอยู่ส่วนตัวด้วย กระผม ขอกราบเรียนว่า ในกรณีพิจารณาของมาตรา ๔๕ ที่ว่า ความเปึนอยู่ส่วนตัวนั้น ถ้าหากว่า พวกสื่อต่าง ๆ อยากจะแสดงความเห็นเกี่ยวกับความเปึนอยู่ของคนที่ดัง ๆ พวกดารา ดาราฟุตบอล ดาราหนัง ดาราอะไรนี่ ไปทำข่าวว่า ชีวิตประจำวัน วันหนึ่ง ๆ เขา ทำอะไรบ้าง เขาไปไหนบ้าง เขากินอะไรบ้าง เขาไปกุ๊กกิ๊กที่ไหนบ้าง อันนี้ คือ ข้อมูลเปึน เรื่องความเปึนอยู่ส่วนตัว แต่ข้อมูลส่วนบุคคลนั้นมันกว้างกว่า ตรงที่ว่า ในกรณีที่เขาไป ถูกลอตเตอรี่ (Lottery) รางวัลที่ ๑ แล้วไปเป่ดเผย ตรงนี้ไม่ใช่เปึนความเปึนอยู่ส่วนบุคคล เปึ้นข้อมูลส่วนบุคคล เขาถูกลอตเตอรี่ ร่างวัลที่ ๑ ไปลงข่าวหน้า ๑ เขาเกิดภัย เกิดทุกข์ ทันทีเลย พวกญาติโกโหติกานับถือเปึนพี่เปึนน้องกันเต็มไปหมด มาขอแบ่งปัน พวกโจร ผู้ร้ายก็มาจ้องที่จะดักเอาเงินเอาท้องของเขา อันนี้เปึนข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งรัฐควรจะต้อง คุ้มครอง ไม่ยอมให้เป่ดเผย เว้นแต่เขาจะยอมให้เป่ดเผย ผมถึงกราบเรียนว่า การร่าง กฎหมายก็ต้องโยงใยกัน การยอมให้เป่ดเผย หรือการที่เราจะเป่ดเผยนี่มันสัมพันธ์กันอยู่ การจะเข้าถึงข้อมูล ฝ์ายที่อยากจะได้นี่ การอยากได้เปึนการไปล่วงละเมิดสิทธิของผู้อื่น การล่วงละเมิดสิทธิของผู้อื่นนี่ เราก็เคยวางหลักไว้แล้วว่า จะต้องระมัดระวัง อยู่ในกรอบที่ จำเปึนจริง ๆ กรอบจำเปึนจริง ๆ ก็เกี่ยวกับเรื่องที่ว่า ความมั่นคงของรัฐ เกี่ยวกับเรื่อง ประโยชน์ของสาธารณะ ประโยชน์ของประชาชน แล้วสิ่งพวกนี้มันก็จะไปโยงใยกับ กฎหมายอาญา เกี่ยวกับเรื่องความผิดฐานหมิ่นประมาท ซึ่งการหมิ่นประมาท หลักเรา ก็รู้ว่า แม้จะพูดเรื่องจริง ก็หมิ่นประมาท เว้นแต่ว่า จะเปึ้นประโยชน์สาธารณะ เปึ้นประโยชน์แก่ประชาชนส่วนใหญ่ การที่ผมไปมีกิ๊กกับคนอื่น แล้วท่านไปเป่ดเผยนี่ มันไม่เปึนประโยชน์ต่อสาธารณะ ครอบครัวผมก็เกิดความแตกแยก อันนี้เปึนข้อมูล ส่วนบุคคล ท่านเป่ดเผยไม่ได้ ผมถึงกราบเรียนว่า การที่จะเข้าถึงข้อมูล โดยเราอยากจะรู้ เรื่องของคนอื่นนั้น ต้องระมัดระวัง และวางกรอบให้จำเปึนจริง ๆ มิฉะนั้นแล้วจะทำให้ สังคมเดือดร้อน วุ่นวาย ก็กราบเรียนท่านประธานว่า ขออยากจะให้ทางกรรมาธิการ ยกร่างดู ๓๕ ๔๕ ๕๕ ประกอบกฎหมายอาญา ให้มันสอดคล้องกัน อย่าได้ขัดแย้ง กันครับ
ขอบพระคุณครับ คือ ถ้าไม่อยากเดือดร้อน ก็อย่าไปมีนะครับ อาจารย์เจิมศักดิ์ยังติดใจ อยู่ไหมครับ ฟังท่านสวิ่งก่อนครับ ฟังสมาชิกก่อนใช่ไหมครับ ท่านสวิ่งครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผมก็สับสนพอสมควร เพราะว่า กรรมาธิการไปย้ายนะครับ ทีนี้ก็พยายามที่จะใช้เวลาอันกระชับตรงนี้ที่จะติดตามว่า จริง ์ๆ แล้วควรจะอยู่ตรงไ์หน ผมคิดว่า จริง ๆ แล้ว ในเรื่องเกี่ยวกับมาตรา ๓๕ ที่ตรงนั้นก็อาจจะเปึ้นเรื่องเหมาะสม เพราะว่าเปึนเรื่องสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคล เพราะอยู่ในหมวดนี้นะครับ แต่บังเอิญ พอท่านย้ายไป ๕๕ นี่นะครับ ผมคิดว่า อันนี้จริง ๆ แล้ว ๕๕ นี่เปึนเรื่องเกี่ยวกับลักษณะที่ เรียกว่า เปึนสิทธิข้อมูลในลักษณะของการร้องเรียน ซึ่งผมคิดว่า เรื่องข้อมูลส่วนบุคคล เปึ้นลักษณะ์ของสิทธิส่วนบุคคล แต่ทีนี้ ประเด็นอันนี้เอง บังเอิญที่เราแปรญัตติ ก็เพื่อที่จะให้ล้อกับมาตรา ๓๕ ในมาตรา ๔๕ นี้ เพราะมาตรา ๔๕ นี่นะครับ เปึ้นเรื่องที่ อยู่ในหมวดของการกํากับที่จะไม่ให้สื่อไปรุกล้ําสิทธิของบุคคลอื่นนะครับ รวมทั้งในเรื่อง เกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคลด้วยนะครับ ตรงนี้ ถ้าสมมุติเปึนไปตามเดิม มันก็จะเหมาะสม ซึ่งผมคิดว่า อันนี้ อย่างไรก็ตาม ถ้าไปอยู่ ๕๕ นี่ ผมเข้าใจว่า ตรงนั้นมันจะไม่คุ้มครอง ในเรื่องเกี่ยวกับสิทธิส่วนบุคคล เพราะว่า มันเปึ้นเรื่องเกี่ยวกับการที่จะขอข้อมูล การร้องเรียนทั้งหลาย สิทธิในการเข้าถึงข้อมูลทั้งหลาย อันนี้เปึนประเด็นปัญหาอย่างที่ ว่านี่มาโดยตลอดว่า ทําอย่างไรถึงจะทําให้การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลได้รับการ คุ้มครองอย่างแท้จริง ถ้าสมมุติจะเหมาะ ก็อย่างที่ว่านี่ ต้องอยู่ใน ๓๕ แล้วก็ล้อมาอยู่ที่ ๔๕ นี่ถึงจะเหมาะ เพราะผมคิดว่า อย่างไรก็ตาม ตอนนี้เราถูกละเมิดเรื่องเกี่ยวกับข้อมูล ส่วนบุคคลกันมาก เวลาเราไปลงทะเบียน ไปเป่ดบัญชี ไปอะไรทั้งหลายตอนนี้ จะถูก เหมือนกับบังคับให้กรอกข้อมูล แล้วหลังจากนั้น วันดีคืนดีก็จะมีคนโทรศัพท์มาขาย ประกัน ขายเรื่องนั้นเรื่องนี้ให้แก่เราโดยตลอด แล้วข้อมูลเรื่องต่าง ๆ เหล่านี้ถูกละเมิด เยอะแยะเต็มไปหมด ถ้าเพียงแค่ใส่ชื่อของท่านประธานลงไปในอินเทอร์เน็ต (Internet) นี่ นะครับ ข้อมูลของท่านประธานออกมาเต็มหมดเลย เปึนร้อย ๆ ผมคิดว่า ทุกคนมีลักษณะ แบบนั้น อันนี้ คือ การละเมิดสิทธิส่วนบุคคล หรือข้อมูลต่าง ๆ แล้วหลายเรื่องเปึนการ รุกล้ำเข้ามาในลักษณะที่ต้องการผลประโยชน์จากข้อมูล และแม้กระทั่งการขายข้อมูล อย่างที่กรรมาธิการว่า ซึ่งผมคิดว่า อันนี้ต้องเขียนให้ชัดเจน เพื่อที่จะคุ้มครองเรื่องนี้ เพราะตอนนี้เราถูกรุกล้ําข้อมูลส่วนบุคคลเข้าไปมาก ซึ่งผมคิดว่า ถึงที่สุดนี่เราจะไม่มีอะไร เปึนความลับอีกเลยนะครับ เลขทะเบียนรถหมายเลขอะไร อยู่ตรงไหน มีที่ดินเท่าไร มีหนี้ เท่าไร มีลูกเท่าไร มีภรรยากี่คน อาจจะอยู่ในข้อมูลที่ถูกเป่ดเผยจากสาธารณะได้ทั้งสิ้น นะครับ แล้วก็ไปเปึ้นผลประโยชน์กับในด้านทางธุรกิจด้วย ซึ่งผมคิดว่าอยากจะให้ พิจารณาเรื่องนี้นะครับ เพราะว่าสิ่งที่สำคัญ ข้อมูลส่วนบุคคลน่าจะควรอยู่ในเรื่อง เกี่ยวกับสิทธิและเสรีภาพส่วนบุคคลที่ท่านย้ายไปนะครับ ไม่ควรจะไปอยู่ในลักษณะที่ การเข้าถึงข้อมูลอย่างที่ว่านั้น ขอบพระคุณมากครับ
อาจารย์เจิมครับ ท่านเกียรติชัยจะขอพูด ท่านฟัง ท่านเกียรติชัยก่อนดีไหมครับ
ครับ เพียงแต่อยากจะถาม ท่านประธานนิดเดียว เวลาเรียก อาจารย์เจิม นี่ เจ้าหน้าที่เวลาจด กรุณาจดว่า เจิมศักดิ์ นะ ประเดี๋ยวคนเขาเข้าใจว่า เปึนหมอดูที่ไหน อาจารย์เจิม นี่นะครับ ขอบพระคุณครับ
พอดีบางเรื่องมันต้องเจิมครับ ไม่เจิมมันไม่เดินหน้า ท่านเกียรติชัยครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม เกียรติชัย พงษ์พาณิชย์ สสร. ท่านประธานครับ ที่จริงแล้วผมไม่ได้เปึนผู้ร่วมแปรญัตติในมาตรา ๔๕ แต่ แต่เดิมนั้นผมเปึ้นผู้ขอแปรญัตติในมาตรา ๓๕ ซึ่งเรากำลังพูดเกี่ยวเนื่องกันอยู่ แล้วใน ข้อแปรญัตติที่ผมเสนอไปนั้น ก็ได้รับการยอมรับจากท่านคณะกรรมาธิการยกร่าง ได้ตัด ข้อความส่วนซึ่งผมเสนอขอให้ตัดออกไปทั้งหมด แล้วก็ได้ผ่านการรับรองจากการ พิจารณาของสภานี้ไปเรียบร้อยแล้ว ทีนี้ผมคิดว่า เมื่อจะพูดถึงส่วนที่เกี่ยวข้อง ผมคิดว่า มันล้อกันดีอยู่แล้ว ในความเห็นของผมนั้น เห็นว่า มาตรา ๓๕ เปึ้นเรื่องซึ่ง บุคคลภายนอกกระทำกระทบไปถึงสิทธิส่วนตัวของเขา ซึ่งถ้าหากว่า การเป่ดเผยในลักษณะอย่างนั้น ทำไม่ได้ แต่การที่จะไปต้องไปขออนุญาต อะไรต่าง ๆ เหล่านี้ ในทางปฏิบัติ หรือในความเปึ้นจริงมันเปึ้นไปไม่ได้ มันทำไม่ได้ ซึ่งก็เห็นดี เห็นชอบว่า ควรจะต้องตัดตรงนั้นออกไป และผมเห็นว่า การเขียนไว้ ในมาตรา ๓๕ นั้น ก็เปึนการให้ความคุ้มครอง เพราะบุคคลภายนอกจะกระทำกระทบ ไปถึงสิทธิส่วนตัวของเขา ไม่ว่าจะในเรื่องข้อมูล หรือในเรื่องสิทธิส่วนตัวนี่ทําไม่ได้ มาตรานี้ผมคิดว่า คุ้มครองส่วนบุคคลตรงนั้นอยู่ดีแล้ว ซึ่งก็ได้รับการยอมรับไปแล้ว ทีนี้ในส่วนของมาตรา ๔๕ ถ้าจะพูดว่า มันเกี่ยวเนื่องกันนี่ ผมคิดว่า ตรงนี้เปึ้นเรื่องสิทธิ ของตัวบุคคลในการที่จะแสดงออก ๓๕ เปึนเรื่องที่คนภายนอกทำกระทบเข้าไปถึง ตัวบุคคล แต่ ๔๕ เปึ้นเรื่องที่ตัวบุคคลมีสิทธิในการที่จะแสดงออก ซึ่งไม่ได้ไปจำกัดอะไร เลย จะจำกัดก็ต่อเมื่อว่ามันไปเพื่อการรักษาความสงบเรียบร้อย ศีลธรรมอันดี จะจำกัดได้ ก็เฉพาะตรงนั้น เพราะว่า ถ้าพูดถึงในปัจจุบัน การเป่ดเผย เขามีสิทธิที่จะเป่ดเผยข้อมูล ส่วนตัวของเขาก็ได้ นี่เปึนเรื่องเฉพาะตัวของเขา เขาจะไปออกอินเทอร์เน็ตเป่ดเผยอะไร ของตัวของเขาเอง เขามีสิทธิได้ แต่ถ้าหากว่า สิ่งที่เขาเป่ดเผยเหล่านั้นกระทบต่อศีลธรรม อันดีงาม อย่างนี้ก็ไปห้ามเขาได้ อันนี้ก็จําเปึนต้องมีอยู่สําหรับสังคมบ้านเรา เพราะฉะนั้น ผมเห็นว่า มันล้อกันดีอยู่แล้ว และผมไม่เห็นความจำเปึนว่า จะต้องเพิ่มข้อมูลส่วนบุคคล คือ เราไม่ได้ไปจำกัด ๓๕ มันคุ้มครองดีอยู่แล้ว ๔๕ เปึ้นสิทธิที่เขาจะแสดงออก จะไปออก อินเทอร์เน็ตโป็ อะไรต่ออะไร จะเป่ดเผยส่วนตัวอะไร อย่างไร ก็ไม่ว่า แต่ถ้าขัดกับศีลธรรม อันดี ตรงนี้ก็ต้องมาว่ากันอีกที ซึ่งผมคิดว่า ในความเห็นผมแล้วนี่ ผมคิดว่า ๓๕ ดีแล้ว แล้ว ๔๕ ก็ดีแล้ว ๕๕ นี่ ผมว่า ต้องไปพูดอีกหนึ่ง ซึ่งมันจะมีเรื่องนอกเหนือไปจาก ๒ อันนี้ ผมเอา ๒ ประเด็นนี้ก่อนก็แล้วกัน ขอบพระคุณครับ
ท่านสมาชิกครับ เดี๋ยวครับอาจารย์เจิมครับ อาจารย์ยกมือแล้ว เดี๋ยวผมเรียกนะครับ ขออนุญาตนิดหนึ่ง แป็บเดียวครับ คืออย่างนี้ ทำความเข้าใจกันก่อนนะครับว่า เราไม่ได้มาเหมือนกับลงมติ ๓๕ ไปแล้วจะย้อนกลับมานะครับ เพียงแต่ว่า มาตรา ๓๕ นั้นผ่านไปแล้ว ถ้าไม่มีมาตรา ๔๕ กับ ๕๕ นี่ เราก็คงไม่ได้พูดถึง ๓๕ เพียงแต่ว่า สมาชิกเสนอว่า ๔๕ กับ ๕๕ นี่ มันพันอยู่กับ ๓๕ เพราะฉะนั้นในการพิจารณา กฎหมาย ถ้ามาตราใดที่มันเกี่ยวข้องกันนี่นะครับ เราก็หยิบยกมาพิจารณากันได้ คือ เราตกลงอย่างนี้นะครับ คือ เราไม่ใช่ไปเปลี่ยนกลับไปกลับมา ไม่ใช่นะครับ ท่านอาจารย์เจิมศักดิ์ครับ
ท่านประธานครับ ผม เจิมศักดิ์ ครับ ไม่ใช่อาจารย์เจิมครับ คืออย่างนี้นะครับ ผมคิดว่า ที่ท่านอาจารย์เกียรติชัยพูดนี่ มีเหตุผล น่าฟังอย่างยิ่ง ผมลำดับนิดเดียวตรงนี้ ไม่เสียเวลา ๓๕ เปึนหลักการว่า เราจะคุ้มครอง ข้อมูลส่วนบุคคลหรือไม่ เปึนหลักการกว้าง ๆ ก่อน เราจะคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลหรือไม่ เฉกเช่นเดียวกับเราจะคุ้มครองเกียรติยศ ชื่อเสียง ข้อมูลส่วนบุคคลด้วยหรือไม่ และความเปึนอยู่ส่วนตัวด้วยหรือไม่ ร่างแรกนี่กรรมาธิการเขียนมาว่า คุ้มครองข้อมูล ส่วนบุคคล นะครับ อันนี้คือข้อเท็จจริงก่อน
ประการที่ ๒ มาตรา ๔๕ เปึนการบอกว่า สิทธิในการแสดงความเห็น อันนี้ เริ่มมาทางสื่อแล้ว แสดงความเห็น การพูด การเขียน นะครับ ได้รับการคุ้มครอง การจํากัด สิทธินี่จะทําได้อะไรบ้าง จะจํากัดสิทธิในเรื่องข้อมูลส่วนบุคคลไหม ร่างเดิมไม่มีข้อมูล ส่วนบุคคลนะครับ พอมาตรา ๕๕ เปึ้นสิทธิในการที่พวกเราแต่ละคนนี่ สนใจเรื่องหนึ่ง เรื่องใด เราจะไปขอข้อมูล แล้วบังเอิญไปเจอข้อมูลส่วนบุคคลนี่ เขาจะให้ได้ไหม นั่น ๕๕ ถ้าขณะนี้ ถ้าทําตามกรรมาธิการทั้งหมด แปลว่าข้อมูลที่เราจะไปเอา ถ้าเปึนข้อมูล ส่วนบุคคลนี่นะครับ เขาคุ้มครอง เราไปเอาไม่ได้ ถ้าถามผม เมื่อกี้ผมยังไม่ได้แสดงความเห็น ผมเห็นด้วย ๕๕ นี่ ถ้าใครจะมาเอาข้อมูล ส่วนบุคคลนี่ ผมว่า ควรได้รับการคุ้มครอง ไม่ควรจะให้ใครไปเอาข้อมูลส่วนบุคคลจาก ใครง่าย ๆ ผมเห็นด้วยใน ๕๕ เอานะครับ ค่อย ๆ ไปทีละเรื่อง ก็เหลือ ๔๕ กับ ๓๕ ทำอย่างไรให้มันรับกัน คราวนี้ ๔๕ กับ ๓๕ นี่ มันเปึนไปได้ทั้งคู่เลย ท่านประธาน ใส่ ๓๕ แล้วไม่ใส่ ๔๕ ก็เปึ้นไปได้ ไม่ใส่ ๓๕ แต่ใส่ ๔๕ เปึ้นไปได้ไหม ก็เปึนไปได้ ความแตกต่าง อยู่ตรงนี้ครับท่านประธาน ผมนี่ไม่ค่อยอยากพูด ถ้าผมทําสื่อนี่ แล้วผมก็ทําสื่อจริง ๆ ด้วย ผมชอบที่จะไม่ใส่ในมาตรา ๔๕ เพราะว่า ถ้าผมทํา ทํามาตรา ๔๕ ผมยุ่งหน่อย ผมอาจจะถูกจํากัด มีกฎหมายออกมาจํากัดผมได้ เพราะว่าเปึนข้อมูลส่วนบุคคลของ คนอื่น ผมเผยแพร่ แล้วอันนี้จะมีปัญหา ผมมีแนวโน้มที่จะชอบเหมือนกรรมาธิการที่ ไม่ต้องใส่ ๔๕ นะครับ คราวนี้ก็มาถึง ๓๕ อันนี้ผมพูดอย่างแฟร์ ๆ (Fair) นะครับ ท่านทั้งหลายไม่ได้ทําสื่อ ท่านคิดเอาเองว่า ท่านจะคิดชั่งน้ําหนักตามผมหรือไม่ แต่ ๓๕ ท่านจะคุ้มครองทิ้งไว้ก็ได้ ไม่คุ้มครองก็ได้ ท่านเข้าใจใช่ไหมครับ ๓๕ ถ้าใส่ ก็คือว่า คุ้มครองบุคคล แล้วไป ๕๕ ก็รับกันเลย คนอื่นก็ไปเอาไม่ได้ แต่บังเอิญ กรรมาธิการท่านเปลี่ยนใจจากเดิมที่ใส่แล้วตอนหลังท่านไปขอเอาออกนี่ ตรงนี้ ถ้าท่าน ใส่ไว้เหมือนเดิม ผมก็จะบอก ๕๕ เห็นด้วยร้อยเปอร์เซ็นต์ (Percent) มันรับกัน ตอนนี้ ๓๕ ท่านเอาออกไปแล้ว แต่ ๕๕ ท่านโผล่มา แต่ถ้าท่านใส่แค่ ๓๕ แล้วก็ไปใส่ ๕๕ ก็รับกันดี แล้ว ๔๕ ไม่ใส่ ให้สื่อยังทำงานได้สะดวกขึ้น ถ้าถามผม ผมชอบนะครับ แต่ท่านประธาน ครับ ท่านต้องเห็นใจผม เพราะในกลุ่มของผมนี่ มันไม่ใช่ผมคนเดียว ประเด็นนี้ ท่านอาจารย์จรัสก็อยากจะใส่ ๓๕ ๔๕ เพราะฉะนั้น ผมเลยเรียนนะครับ โดยสรุป เพื่อไม่ให้สับสน ๑. ท่านชั่งใจว่า ในหลักการทั่วไปท่านอยากจะให้ใส่ไหมว่า คุ้มครองสิทธิ ส่วนบุคคล ถ้าท่านคิดว่าใส่ กลับไปร่างเดิมของ ๓๕ อันนั้น คือ ใส่ แล้วพอมา ๔๕ ท่านจะ ให้สื่อทำงานสะดวกไหม ที่จะไปเจาะข้อมูลส่วนบุคคล สื่อนี่ทำได้ในการหาข้อมูล ส่วนบุคคล แล้วเอามาเผยแพร่ได้ ถ้าเห็นด้วยก็ไม่ต้องใส่ ๔๕ เหมือนกับที่พวกผม แปรญัตติให้ใส่ ไม่จำเปึนต้องเห็นด้วยกับพวกผม ก็ช่วยสื่อ ซึ่งผมอาจจะชอบส่วนตัว ผมมี ส่วนได้เสียตรงนี้ ไม่อยากพูดมาก แล้วสื่อนี่ ผมก็ต้องให้น้ําหนักทางสื่อ เพราะว่าผมทํามัน ง่ายขึ้น แต่ ๕๕ นี่ ผมเห็นด้วยเลยว่า ใส่ไว้ การที่คนจะไปเจาะข้อมูลของอีกคนหนึ่งนี่ มันไม่สมควร ผมเห็นด้วย ๕๕ ผมกล้าฟันธงอันเดียวคือ ๕๕ ที่เหลือท่านตัดสินใจ แล้วกันว่า จะไปเอาข้อมูลของคนอื่น ท่านจะเอา ไม่เอา นั่นคือ ๕๕ จะให้สื่อเจาะข้อมูล แล้วเผยแพร่ข้อมูลได้ไหม คือ ๔๕ ท่านว่าไป หรือท่านจะใส่หลักการคุ้มครองสิทธิไว้ก่อน กว้าง ๆ หรือไม่ คือ ๓๕ นะครับ ขอบพระคุณครับ ท่านประธานครับ
ครับ คือ เดี๋ยว ผมทำความเข้าใจนิดหนึ่ง จริง ๆ ก็เห็นใจท่านอาจารย์เจิมศักดิ์นะครับ เพียงแต่ว่า ๓๕ นี่ ที่กรรมาธิการเขาแก้ไขนะครับ ถ้าดูรายงานนี่ เขาแก้ไขตามที่คณะของ ท่านสุรชัยเสนอนะครับ ที่มีท่านอาจารย์เกียรติชัยอยู่ในชุดนี้นะครับ ที่อธิบายนี่ ก็เปึนไปตามที่สมาชิกเขาขอแปรญัตติ กรรมาธิการเขายอม เขาก็เลยตัดออกไป ทีนี้ถ้าเอา อย่างท่านอาจารย์เจิมศักดิ์ มันก็จะไปติดปัญหาว่า ของท่านเกียรติชัยกับท่านสุรชัยนี่ เขาบอกว่า ก็ผมไปขอตัดตั้งแต่ชั้นกรรมาธิการนะครับ ถ้าเกิดกรรมาธิการเขาไม่ตัดนี่ ชุดนี้ก็จะเปึนชุดที่สงวน เขาไม่สงวน เขาพอใจนี่นะครับ เพราะกรรมาธิการไปตัดข้อความที่เขาต้องการ อันนี้ทำความเข้าใจนะครับ มันก็เลยมาติด ของอาจารย์เจิมศักดิ์นะครับ ว่า ส่วนที่ไปแปรญัตติใน ๔๕ นี่ มันมาพัน ๓๕ อยู่นะครับ ท่านอาจารย์คมสันยกมือนานแล้ว เชิญครับ
เรียนท่านประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ ที่เคารพครับ ผม คมสัน โพธิ์คง กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ และสมาชิกสภาร่าง รัฐธรรมนูญครับ ประเด็นเรื่องของมาตรา ๓๕ ๔๕ และมาตรา ๕๕ นี่ ขอเรียนถามท่าน ประธานว่า อภิปรายไปพร้อมกันใช่ไหมครับ แล้วจึงจะค่อยมาดูเปึ้นเรื่อง ๆ ผมขอ อนุญาตกราบเรียนในเรื่องของมาตรา ๓๕ มาตรา ๔๕ และมาตรา ๕๕ อย่างนี้ครับ ท่านประธานครับ คือ ผมนี่ได้ขอสงวนความเห็นไว้ในมาตรา ๕๕ แต่ไม่ได้ขอสงวน ความเห็นไว้ในมาตรา ๓๕ และมาตรา ๔๕ ด้วยเหตุผลอย่างนี้ครับ ก็คือ ในบทบัญญัติ มาตรา ๓๕ นี่ จริง ๆ แล้วเปึ้นบทบัญญัติที่มาจากบทบัญญัติในมาตรา ๓๔ ของ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ ของเดิมนะครับ ซึ่งโดยหลักการ ส่วนใหญ่นี่ เราเข้าใจว่า ในบทบัญญัติ ในมาตรา ๓๔ ของรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ หรือที่อยู่ ในร่าง มาตรา ๓๕ นั้น เปึ้นเรื่องของการที่รัฐจะต้องให้ความคุ้มครองกับสิ่งที่เรียกว่า สิทธิในความเปึนส่วนตัวของบุคคล หรือที่เรียกว่า ไรท์ ทู ไพรเวซี (Right to privacy) ซึ่งในหลักการของมาตรา ๓๕ นี่ก็ได้เขียนนอกเหนือจากเรื่องของสิ่งที่เรียกว่า สิทธิความ เปึ้นส่วนตัว แล้วยังขยายถึงการคุ้มครองความเปึนส่วนตัวที่ถูกละเมิด แล้วกระทบต่อ ชื่อเสียง เกียรติยศ หรือความเปึนอยู่ในเรื่องของครอบครัวด้วย ซึ่งหลักการตรงนั้นนี่ ก็เปึนหลักการที่สอดคล้องกับเรื่องของสิทธิในความเปึนส่วนตัวอยู่ สิทธิความเปึนส่วนตัว หรือ ไร่ท์ ทู ไพรเวซี นี่เปึนสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานของมนุษย์ในสังคมยุคใหม่ ที่ใน รัฐธรรมนูญในหลายประเทศนี่ได้ให้ความสําคัญ แล้วก็ในหลักการของเรื่องของไรท์ ทู้ ไพรเวซี หรือว่า สิทธิความเปึนส่วนตัวที่อยู่ในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๓๔ ของรัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ แล้วก็ร่างมาตรา ๓๕ นี้ จริง ๆ แล้วมีความยากในการที่จะบัญญัติ แล้วก็ทำความ เข้าใจอยู่พอสมควรนะครับ เพราะว่า ถ้าเราพิจารณาถึงความหมายของ คําว่า ความเปึน ส่วนตัวแล้วนี่ มันก็จะมีความหมายที่เข้าใจได้หลากหลายมากนะครับ ซึ่งในเรื่องของสิ่งที่ เรียกว่า สิทธิความเปึนส่วนตัวนี่ ก็มีผู้ให้คำนิยามนะครับ ซึ่งเปึนชาวอเมริกัน ได้อธิบาย ความหมายของคําว่า ไร่ท์ ทู ไพรเวซี หรือสิทธิความเปึนส่วนตัวว่า คือ สิทธิที่จะอยู่ โดยลำพัง หรือ เดอะ ไรท์ ทู บี เลท์ อโลน (The right to be let alone) ซึ่งหลักการเหล่านี้ นะครับ มันทําให้เรื่องของสิทธิในเรื่องของความเปึนส่วนตัวนั้น ครอบคลุมเข้าไป ในปริมณฑลของสิทธิอื่นในหลายเรื่อง เช่น ในเรื่องของทรัพย์สิน สิทธิความเปึนส่วนตัวก็ อาจจะไปเกี่ยวข้องกับเรื่องของเคหสถาน เรื่องของการอยู่ครอบครองโดยสงบของ บุคคลได้ การที่บุคคลนั้นเข้าไปรบกวนการครอบครองโดยสงบของบุคคลนั้น ถูกจัดได้ว่า เปึนการละเมิดในเรื่องของความเปึนส่วนตัวในทรัพย์สิน หรือ เทอริทอเรียล ไพรเวซี (Territorial privacy) ซึ่งในบทบัญญัติของประมวลกฎหมายอาญาก็ไปบัญญัติรับรองไว้ ในความผิดฐานบุกรุกนะครับ ส่วนในเรื่องต่าง ๆ นะครับ ในเรื่องของสิทธิความเปึน ส่วนตัว อาจจะไปเกี่ยวข้องกับในเรื่องของชีวิต ร่างกายของบุคคลก็ได้ ซึ่งตรงนี้ในเรื่องของ ไพรเวซี หรือ บอดิลี ไพรเวซี (Bodily privacy) มันได้วางหลักการในเรื่องหลายประการ ที่ให้ความหมายของสิทธิความเปึนส่วนตัวในชีวิตร่างกาย การปัองกันชีวิตในร่างกายของ บุคคล้ไว้ ซึ่งเรื่องนี้ที่การคุ้มครองในเรื่องความเปึนส่วนตัวในตัวชีวิต ร่างกาย นั้น ต้อง คุ้มครองในลักษณะที่ไม่ให้ถูกละเมิดในเรื่องความเปึนส่วนตัวในการดำเนินการใด ๆ ยกตัวอย่างเช่น การโคลนนิง (Cloning) มนุษย์ หรือว่าการนำยาไปทดลองกับบุคคล นะครับ สิ่งเหล่านี้เปึนเรื่องของการกระทบในเรื่องของสิทธิความเปึนส่วนตัวในชีวิต ร่างกายของบุคคล ต่อมา ก็คือความเปึนส่วนตัวในการติดต่อสื่อสารของบุคคลนั้น ก็อาจจะมีการเข้าไปกระทบถึงสิทธิความเปึนส่วนตัวนั้น ก้าวล้ำเข้าไปในเสรีภาพในการ ติดต่อสื่อสารของบุคคลได้ด้วยนะครับ ก็คือ ในเรื่องของการที่มีการแอบดักฟังโทรศัพท์ การดักจดหมายต่าง ๆ หรือไปรษณีย์ ซึ่งหลักการเหล่านี้นะครับ จะเห็นได้ว่า สิทธิความเปึนส่วนตัวของบุคคลนั้น ไปก้าวล้ํา หรือทับซ้อนกับเสรีภาพในเรื่องอื่นอีกหลายประการ ดังนั้นนะครับ ในเรื่องของข้อมูล ข่าวสารส่วนบุคคล ที่เราเรียกว่า อินฟอร์เมชัน ไพรเวซี (Information privacy) นี่นะครับ เปึ้นสิ่งที่จริง ๆ แล้วหลักการนี่ ในมาตรา ๓๕ โดยหลักการครอบคลุมเพียงพอที่จะ คุ้มครองในเรื่องของข้อมูลส่วนบุคคลได้อยู่ เพราะว่าในสิ่งเหล่านี้เปึ้นส่วนที่เรียกว่า เปึ้นไพรเวซี (Privacy) ในส่วนของข้อมูล ทีนี้ในประเด็นเรื่องของสิทธิความเปึนส่วนตัว ในเรื่องข้อมูลส่วนบุคคล ผมขออนุญาตที่จะทำความเข้าใจ เพราะเนื่องจากผมได้ขอสงวน ไว้ในมาตรา ๕๕ ที่จะตัดข้อความเรื่องของข้อมูลส่วนบุคคล ในมาตรา ๕๕ ออก ด้วยเหตุผลอย่างนี้ครับ ในมาตรา ๕๕ นี่ เปึ้นเรื่องที่ได้เขียนบัญญัติไว้ในรูปแบบของเรื่อง ไรท์ ทู โนว์ (Right to know) ในมาตรา ขอประทานโทษท่านประธานครับ ในมาตรา ๕๘ คือ ๕๙ ในรัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ ซึ่งหลักการตรงนั้น วางหลักการว่า ประชาชนนี่มีสิทธิที่จะ ได้รู้ข้อมูลข่าวสารของราชการ ในเรื่องที่จะเกี่ยวข้องกับการครอบครองของหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ เพราะว่า สิทธิได้รู้ที่ว่านั้น เปึนไปตามหลักการประชาธิปไตยที่ว่าง หลักการในเรื่องของการที่ประชาชนย่อมมีส่วนร่วมในการที่จะบริหารประเทศ ตามหลักการของการปกครองของประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประชาชน เพราะฉะนั้นจึงวางหลักการในเรื่องของสิทธิได้รู้ ในมาตราดังกล่าวไว้ ซึ่งตรงกับ มาตรา ๕๕ แต่เนื่องจากเรื่องของ คำว่า ข้อมูลส่วนบุคคล นั้น เกิดความเข้าใจ คลาดเคลื่อนกันมาตลอด ตั้งแต่มีพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ เนื่องจาก พระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการนั้น ไปเขียนหลักการในเรื่องของข้อมูลไว้ ๒ ประเภท ประเภทที่ ๑ ก็คือ ข้อมูลข่าวสารของราชการ อีกประเภทหนึ่ง ก็คือ ข้อมูล ข่าวสารส่วนบุคคล ซึ่งโดยหลักการแล้ว ความเห็นของผมนี่ มีความเห็นมาตลอดว่า ในพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการนั้น ได้พูดถึงหลักการว่า เปึนประเภทข้อมูล นั้นไม่ถูกต้อง แต่เปึนการนำสิ่งที่เรียกว่า วิธีการในการเป่ดเผยข้อมูลมาปะปน เปึนการ แบ่งประเภทของข้อมูล เลยทำให้มีความเข้าใจ คำว่า ข้อมูลส่วนบุคคล นี่ หรือที่เรียกว่า เพอร์ซันนัล ดาตา (Personal data ) นี่ มีความเข้าใจกันในความเข้าใจคลาดเคลื่อนมาตลอด เพราะฉะนั้นนะ ท่านประธานครับ ในประเด็นเรื่องของสิทธิความเปึนส่วนตัวของบุคคลนี่ ในเรื่องของข้อมูลข่าวสารของราชการ หรือข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลนี่ ผมคิดว่า ในมาตรา ๓๕ นี่ ไม่ได้เปึนปัญหานะครับ การที่ไม่บัญญัติเรื่องข้อมูลส่วนบุคคลนั้น ก็สามารถที่จะคุ้มครองสิทธิความเปึนส่วนตัวของบุคคลในข้อมูลข่าวสารได้อยู่แล้วนะครับ ผมกราบเรียนเพิ่มเติมอีกนิดหนึ่งครับ ท่านประธานครับ ในต่างประเทศนี่ เวลาการพูดถึง สิ่งที่เรียกว่า ข้อมูลส่วนบุคคลนี่ ในกฎหมายของฮ่องกง ก็พูดถึงคำว่า เพอร์ซันนั้ล ดาตา หรือสิ่งที่เรียกว่า ข้อมูลส่วนบุคคล ไว้ว่า ไม่ได้กล่าวถึงเรื่องของการเปึนกรรมสิทธิ์หรือเปึน เจ้าของของบุคคลซึ่งเปึ้นที่มาของข้อมูล แต่กล่าวในทางที่ว่า ข้อมูลนั้นไปเกี่ยวข้องกับการ ดำรงชีวิตของมนุษย์ ซึ่งมนุษย์ที่ว่านั้น คือ ปัจเจกชน ซึ่งเปึนข้อมูลที่เกี่ยวกับบุคคลนั้น แต่ไม่ใช่เขาไม่อยู่ในฐานะของการเปึนเจ้าของข้อมูล เปึนข้อมูลที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าเปึน ทางตรง หรือทางอ้อม ที่หมายถึง และระบุถึงตัวบุคคลนะครับ ซึ่งหลักการเหล่านี้ ในกฎหมายที่เกี่ยวกับ กฎหมายที่เรียกว่า ดาตา โพรเทกชัน (Data protection) ก็ดี หรือกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับ ฟรีดอม ออฟ อินฟอร์เมชัน (Freedom of information) ในต่างประเทศ หรือข้อมูลข่าวสาร ก็จะวางหลักการในหลักการลักษณะเช่นนี้ แต่กฎหมายข้อมูลข่าวสารของราชการของไทย ที่เขียนเรื่องข้อมูลส่วนบุคคลนั้น บัญญัติ ในลักษณะของความเปึ้นเจ้าของ ซึ่งมีปัญหาในทางความหมายอย่างยิ่ง และทำให้เกิด ความเข้าใจผิด ในเรื่องสิ่งที่เรียกว่า สิทธิความเปึนส่วนตัวของบุคคลในข้อมูลข่าวสาร ของราชการ เพราะฉะนั้นท่านประธานครับ ในหลักการตรงนี้ กระผมจึงมีความเห็นอย่างนี้ ครับว่า จริง ๆ มาตรา ๓๕ ไม่ได้เปึนปัญหาในเรื่องนี้ แต่ผมคิดว่าเปึ้นปัญหาใน มาตรา ๔๕ เสียมากกว่านะครับ ขอประทานโทษ ในมาตรา ๕๕ เสียมากกว่า ในประเด็น ของมาตรา ๔๕ นี่ ผมเห็นว่า ในเรื่องของการคุ้มครอง เรื่องของสิทธิความเปึนส่วนตัวของ บุคคลนั้น ครอบคลุมถึงกรณีของมาตรา ๔๕ ด้วยนะครับ เพราะฉะนั้นในการที่จะใส่คําว่า ข้อมูลส่วนบุคคล ในมาตรา ๔๕ นี่ ผมจึงมีความเห็น แตกต่างจากเพื่อนสมาชิกอยู่หลายประการ ด้วยเหตุผลที่ว่า สิทธิความเปึนส่วนตัว ในมาตรา ๓๕ นั้น มันครอบคลุม และคุ้มครองในเรื่องเกียรติยศ ชื่อเสียง ซึ่งอาจจะถูก ละเมิดโดยสื่อสารมวลชนได้อยู่แล้ว แต่ในเรื่องของข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลนั้น โดยหลักการนี่ มันเกิดขึ้นเปึนหลักการใหม่ อันเนื่องมาจากการพัฒนาของเทคโนโลยี (Technology) สมัยใหม่ ในเรื่องของคอมพิวเตอร์ (Computer) ซึ่งการบัญญัติในเรื่องของ การระบุในเรื่องความเปึนส่วนตัวในข้อมูลส่วนบุคคลอย่างเปึนเรื่องเปึนราวในครั้งแรกนี่ นะครับ ก็บัญญัติในประเทศเยอรมัน (สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมัน) เมื่อป้ ๑๙๗๐ แล้วก็มี สวีเดน (ราชอาณาจักรสวีเดน) ในป้ ๑๙๗๓ ในสหรัฐอเมริกา ป้ ๑๙๗๔ ใช้ว่า ไพรเวซี แอกต์ (Privacy act) นะครับ แล้วก็ในระดับกฎหมายสหพันธรัฐของระดับ เยอรมัน แล้วก็ฝรั่งเศส (สาธารณรัฐฝรั่งเศส) ในป้ ๑๙๗๘ ในระดับองค์การระหว่าง ประเทศก็ไปพูดไว้ถึง ๒ องค์การ ก็คือ เคาน์ซิล ออฟ ยุโรป (Council of Europe) แล้วก็ ในส่วนของ โออีซีดี (OECD - Organization for Economic Cooperation and Development) ก็วางหลักการในเรื่องของการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล อันเนื่องมาจาก การพัฒนาทางเทคโนโลยีสารสนเทศให้เกิดขึ้น เพราะฉะนั้นผมจึงขออนุญาตกราบเรียน ท่านประธานอย่างนี้ครับว่า ในส่วนของมาตรา ๕๕ ซึ่งเปึนปัญหา และกระผมเองขอตัด คำว่า หรือเปึนข้อมูลส่วนบุคคล ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ ออกนั้น จะเห็นได้ว่า ในบทบัญญัติมาตรา ๕๕ นั้น เขียนในเชิงคุ้มครองเฉพาะเรื่องของข้อมูลข่าวสารของ ราชการแต่เพียงอย่างเดียว แต่ในเรื่องของกรณีที่ภาคเอกชนนี่ ใช้ข้อมูลข่าวสารนั้น เพื่อหาประโยชน์ในบางประการ ซึ่งไม่ใช่กรณีของสื่อสารมวลชนนี่นะครับ เช่น ธนาคารนี่ นะครับ เอาข้อมูลของลูกค้า ฐานข้อมูลของลูกค้าของธนาคารที่อยู่ในการฝากเงินของตน หรือที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกรรมทางการเงินของธนาคารนั้นออกมา แล้วก็นำเอา ข้อมูลนั้นไปขายให้กับเอกชน ซึ่งประสงค์ที่จะได้ข้อมูลนั้นไป เพื่อประโยชน์ในการ วิเคราะห์วิจัยทางการตลาด หรือดำเนินการต่าง ๆ แล้วก็มีจดหมายประเภทแปลก ๆ ที่มา จากห้างร้าน หรือจุดหมายที่มาจากให้ซื้อของ ขายของ ก็มาจากข้อมูลในลักษณะทำนอง อย่างนี้ ที่มาจากฐานข้อมูลของหน่วยงานทั้งในภาคเอกชนและธุรกิจ ที่รวมทั้งภาค ราชการด้วย ที่เอาข้อมูลนั้นไปให้ แล้วก่อให้เกิดการกระทบสิ่งที่เรียกว่า ความเปึนอยู่ ส่วนตัวในชีวิตประจำวัน จากการนำข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับบุคคลนั้นไปใช้ในทางธุรกิจ ค่อนข้างสูง เพราะฉะนั้นในประเด็นตรงมาตรา ๕๕ ที่ตัดออก เนื่องจากว่า โดยหลักการ นั้น ความเพียงพอของมาตรา ๓๕ นั้น พออยู่แล้ว แต่ว่า ถ้าจะประสงค์คุ้มครองในเรื่อง ข้อมูลส่วนบุคคลในหลักการที่ถูกต้อง ก็คือคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลจากการที่ ประมวลผลในทางเทคโนโลยีสารสนเทศ ซึ่งเกิดการแพร่กระจายของการละเมิดความเปึน ส่วนตัวของบุคคลจากการใช้ข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลที่เกี่ยวข้องกับบุคคลนั้น ท่านประธาน โปรดสังเกตว่า ผมไม่ได้ใช้ว่า ข้อมูลของบุคคลนั้น แต่ข้อมูลส่วนบุคคลที่ เกี่ยวข้องกับบุคคลนั้นนะครับ ตรงนี้นี่ต้องมีหลักเกณฑ์ของกฎหมายที่มีความชัดเจน เกิดขึ้น และมีก็บทบัญญัติในเชิงของการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่เกี่ยวข้องกับบุคคล นั้น ซึ่งกระผมเห็นว่า ในประเด็นนี้อาจจะแตกต่างในเรื่องของเสรีภาพของสื่อมวลชนอยู่ พอสมควร แต่เปึนเรื่องของการคุ้มครองบุคคลจากข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับบุคคลนั้น จากการ ดำเนินธุรกิจของภาคธุรกิจ และการดำเนินกิจกรรมของภาครัฐที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลส่วน บุคคล เช่น การจัดทำบัตรอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic) ที่เรียกว่า สมาร์ท การ์ด (Smart card) นะครับ ที่บรรจุข้อมูลของบุคคลอยู่ในบัตรนั้นทั้งหมด ซึ่งตรงนี้นี่นะครับ บัตรนั้นนี่ เมื่อบรรจุข้อมูลเกี่ยวกับบุคคลนั้นทั้งหมด สิ่งที่ตามมา ก็คือว่า ถ้าบัตรนั้นถูกน้ำไปใช้ ในที่ใด ข้อมูลของบุคคลนั้นอาจจะถูกระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ หรือคอมพิวเตอร์นั้น ดูดไปใช้ แล้วก่อให้เกิดความเสียหายกับบุคคลนั้นได้ในการที่เอาข้อมูลนั้นไปใช้ประโยชน์ ในเชิงที่ละเมิดบุคคลนั้น กระผมจึงมีความเห็นอย่างนี้ครับ ท่านประธานครับว่า ในประเด็นนี้จึงได้ขอสงวนให้ตัดออก เพราะว่า หลักการตรงนี้จะเข้าใจว่า เปึ้นการ คุ้มครองเฉพาะข้อมูลส่วนบุคคล แต่ในเรื่องของความเปึนส่วนตัวของบุคคลนั้นจะถูก ละเมิด เพราะว่าการเปึนสิทธิ เปึนข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลนั้น มันต้องสอดคล้องกับเรื่อง ของ อินฟอร์เมชัน ไพรเวซี คือ ข้อมูลนั้นส่งผลกระทบต่อสิทธิความเปึนส่วนตัวของบุคคล ในเรื่องนั้น ดังนั้น ท่านประธานครับ ถ้าตัดข้อความนี้ ข้อความในกรณีของมาตรา ๓๕ สามารถคุ้มครองประชาชนได้ โดยครบถ้วนสมบูรณ์กว่าการเขียนเฉพาะส่วนหนึ่งส่วนใด ของความเปึ้นส่วนตัวของบุคคล ในมาตรา ๕๕ ดังนั้น กระผมจึงขอสงวนความเห็น ในเรื่องนี้ตัดออก จริง ๆ มีหลายประเด็นแต่ขออภิปรายในประเด็นนี้ ขอเพิ่มเติมอีกนิดหนึ่ง ครับท่านประธาน
เดี๋ยวตรง ๕๕ เดี๋ยวว่าอีกทีได้ไหมครับ
ได้ครับ ขอบพระคุณครับท่านประธาน
เพราะฉะนั้นผมขออนุญาตหารือท่านสมาชิกอย่างนี้ได้ไหมครับ มาตรา ๓๕ กับ ๔๕ จากการฟังอาจารย์คมสั้นนี่นะครับ คือมั่นแยกกันนะครับ แล้วมาตรา ๓๕ นั้น ก็ลงมติ ผ่านไปแล้ว โดยกรรมาธิการยอมแก้ไขตามที่ท่านสุรชัยกับคณะเสนอนะครับ ดังนั้น เราจะ เข้าพิจารณา มาตรา ๔๕ นะครับ แล้วก็ถามสมาชิกว่า จะเอาอย่างไร ได้ไหมครับ มีท่านเห็นอย่างอื่นไหมครับ ตรงนี้ครับ เอาตรงนี้ก่อนนะครับ ท่านวัชรา เดี๋ยวผม ให้ท่านพูด ผมถามประเด็นนี้ก่อน จะได้ตัด ๓๕ ออกไป ให้มันจบไปก่อน อย่างนั้นก็จะมา พันกันอยู่ตรงนี้
ท่านประธานที่เคารพครับ
ท่านประเด็นนี้ใช่ไหมครับ
ผมจะพูดประเด็นนี้ครับ
เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม วัชรา หงส์ประภัศร สสร. กระผมเห็นว่า มาตรา ๓๕ นี่ ตัดออกไปนั้นดีแล้ว ในเรื่องข้อมูล ส่วนบุคคล เพราะเหตุว่า ไม่ได้อยู่ในหมวดสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคล แต่มันมาอยู่ในหมวด ข้อมูลข่าวสาร ในเมื่อพูดในเรื่องข้อมูลข่าวสาร ในเมื่อมีหมวดข้อมูลข่าวสารอยู่ ก็ควรที่จะ เอาเรื่องข้อมูลส่วนบุคคลมาพูดในข้อมูลข่าวสารครับ แล้วเดี๋ยวผมมีข้ออภิปรายครับ
ขอบพระคุณครับ อย่างนั้นเห็นพ้องต้องกันตามนี้นะครับ ท่านอาจารย์สมคิดครับ
ท่านประธานที่เคารพ ครับ เราพูด ๓ มาตราด้วยกัน มาตรา ๓๕ มาตรา ๔๕ และมาตรา ๕๕ โดยรวมผมเข้าใจ ว่าเปึนการพูดอยู่ ๒ เรื่องใหญ่ ๆ ๑. คือเรื่องการคุ้มครองข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคล ของแต่ละคน หรือสิทธิส่วนบุคคลของแต่ละคน ซึ่งเขียนอยู่ในมาตรา ๓๕ นะครับ กับมาตรา ๕๕ วรรคสอง ๓๕ วรรคหนึ่ง กับ ๕๕ วรรคสอง กับเรื่องการที่จะยอมให้มีการ เผยแพร่ข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคล ตัดออกไปไหม ซึ่งอยู่ใน ๓๕ วรรคสอง มาตรา ๔๕ นะครับ ๒ อันด้วยกัน เพราะฉะนั้นแบ่งออกเปึ้น ๒ กลุ่มนะครับ กลุ่มที่ ๑ คือ เรื่องการ คุ้มครองข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลของแต่ละคน กับ ๒. คือ เรื่องการเผยแพร่ออกไป ผมเองในฐานะกรรมาธิการ และได้หารือกรรมาธิการแล้ว คิดว่า การคุ้มครองส่วนบุคคล ควรจะเขียนคุ้มครองให้ชัดเจน แต่เรื่องการเผยแพร่ ยังเห็นด้วยกับอาจารย์เจิมศักดิ์ว่า น่าจะยอมให้สื่อเข้าสามารถดําเนินการในบางเรื่องได้นะครับ ก็ยังเห็นไปในทิศทางนั้น ถ้าเอาตามแนวนี้นะครับ กรรมาธิการก็จะขอปรับครับ อาจจะโยงไปถึงมาตรา ๓๕ ก็คือ ขออนุญาตว่า จะเติมใน ๓๕ วรรคแรก เรื่องข้อมูลส่วนบุคคล แต่ขอคงมาตรา ๔๕ ตามของอาจารย์เจิมศักดิ์ไว้นะครับ และมาตรา ๓๕ วรรคสอง ก็คงไว้ตามนั้น แล้วก็จะขอ ย้ายมาตรา ๕๕ วรรคสอง ขอความกรุณาท่านอาจารย์เจิมศักดิ์ และท่านสวิ่ง หรือท่านทั้งหลายที่ดูอยู่ ๕๕ วรรคสอง เนื่องจากเปึนเรื่องเกียรติยศ ชื่อเสียงส่วนบุคคล ด้วย ก็จะขอย้ายมา ๓๕ เลย วรรคสาม จะอยู่วรรคสาม โดยสรุป คือ กรรมาธิการขอว่า คงมาตรา ๔๕ ไว้นะครับ เพราะเปึนเรื่องที่อาจจะกระทบต่อสื่อทั้งหลายได้นะครับ คงไม่เติมตรงนั้น แต่ว่า มาเติมในเรื่องการคุ้มครองส่วนบุคคล ขอเติม ๓๕ วรรคแรก ว่า ข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคล นะครับ แล้วขอย้ายมาตรา ๕๕ วรรคสอง มาอยู่มาตรา ๓๕ นะครับ ขอหารือเร็วๆ แบบนี้นะครับ ท่านประธานครับ
คือ เดี๋ยวนะครับ ต้องเข้าใจว่า มันมีญัตติของท่านสุรชัยกับอาจารย์เกียรติชัยนะครับ ถ้าท่านย้ายตรงนี้ ท่านเกียรติชัยกับท่านสุรชัยก็ต้องยอมด้วยนะครับ อย่างนี้ดีไหมครับ เพื่อความชัดเจน ให้เจ้าหน้าที่นี่พิมพ์นะครับ พิมพ์ทั้ง ๓ มาตรา นี้มาแจกสมาชิก แล้วก็ ดูไปพร้อม ๆ กัน จะได้ไม่เกิดปัญหาความรีบเร่งจนเสียความไปนะครับ ท่านเกียรติชัย เดี๋ยวเอามาดูก่อนแล้วกันนะครับ เจ้าหน้าที่พิมพ์ตามที่ท่านอาจารย์สมคิดเสนอนะครับ ได้ไหมท่านอาจารย์เจิมศักดิ์ครับ อาจารย์เจิมได้ไหมครับ
เจิมได้ครับ ขอบพระคุณครับ เห็นด้วยครับ
กระผมมีข้อเสนอครับ
ท่านวัชราครับ ข้อเสนออะไรครับ
กระผมมีข้อเสนออย่างนี้ครับ ขออภิปรายด้วย นะครับ กระผมกราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม วัชรา หงส์ประภัศร สสร. ครับ คือในเรื่องข้อมูลมันเปึนเรื่อง ๓ ลักษณะ์ด้วยกันนะครับ ข้อมูลส่วนตัวที่เปึ้นประโยชน์ ข้อมูลส่วนตัวที่ไม่เปึนประโยชน์และไม่เสียประโยชน์ และข้อมูลส่วนตัวที่เสียหายแก่ตัวเจ้าของข้อมูลนะครับ ตอนนี้ในส่วนที่เราจะต้องดูแล ก็คือ ข้อมูลที่ทําให้เจ้าของข้อมูลเสียหาย ผมจึงขออภิปรายสั้น ๆ นะครับว่า วิธีแก้ไข ก็คือ เพิ่มมาตรา ๕๕ วรรคสอง เปึนมาตราต่างหาก แล้วเปลี่ยนที่ว่า การแสวงหาประโยชน์ เปึ้น การเป่ดเผยข้อมูลที่ไม่ชอบ แค่นี้ก็ดูจะได้ประโยชน์แก่กันทุกฝ์ายครับ
อย่างนี้ครับ ท่านวัชราครับ เดี๋ยวพอฝ์ายเลขานี่เขาพิมพ์เสร็จนี่นะครับ อาจารย์ก็ไปดูด้วย นะครับ อาจารย์เกียรติชัยครับ เจ้าของญัตติเดิมครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผมคิดว่า ก่อนที่ จะทางท่านเลขาจะเขียนออกมาให้เราได้ดูกันนี่ คงจะต้องพูดประเด็นนี้ให้ชัดเจนเสียก่อน เพราะเหตุว่า ถ้าเราย้อนกลับไปมาตรา ๓๕ ซึ่งผมได้แปรไว้ และเปึ้นที่ยอมรับ ผ่านการ ยอมรับ ผ่านมติไปแล้วนะครับ แล้วจะกลับมา เพื่อที่จะเอาข้อมูลส่วนบุคคลกลับเข้ามา อีกนี่ ผิดรูป ผิดร่าง ผิดเรื่องแล้วล่ะครับ สิ่งที่อาจารย์เจิมศักดิ์พยายามอธิบายถึง มาตรา ๔๕ ผมคิดว่า เปึนการอธิบายที่ไม่ชัดเจนเลย ผมได้เพียรพยายามพูดอธิบาย แล้วว่า สำหรับมาตรา ๓๕ นี่ เปึนเรื่องซึ่งบุคคลข้างนอกกระทำกระทบไปถึงสิทธิ ส่วนบุคคล หรือจะเปึนข้อมูลส่วนบุคคลของเขา ซึ่งคุ้มครอง เมื่อตัดข้อความที่ผมได้ แปรไว้ออกไปแล้ว ผมคิดว่า ได้คุ้มครองไว้อย่างดีแล้ว หากว่า ในมาตรา ๔๕ จะอธิบายถึง การแสดงออกที่จะไปกระทบถึงข้อมูล หรือสิทธิส่วนบุคคลแล้ว มันก็ต้องไปเข้ามาตรา ๓๕ ซึ่งคุ้มครองไว้แล้วว่า ท่านจะไปกระทบเขาไม่ได้ นอกจากว่า เพื่อประโยชน์สาธารณะอะไร ก็ว่าไป ๓๕ คุ้มครองชัดเจนดีอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นผมไม่เห็นความจำเปึ้นที่จะต้องลงข้อมูล ส่วนบุคคลในมาตรา ๔๕ ตามที่อาจารย์เจิมศักดิ์เสนอ ผมคิดว่า ถ้าคงไว้อย่างเดิมนี่ ก็ชัดเจนแล้ว เพราะวันนี้เพิ่งพูดถึงแต่มาตรา ๔๕ นี่ พูดถึงสิทธิเฉพาะตัวบุคคลในการที่จะ แสดงออกไป คือ ไม่ได้จำกัดเขาเลย จะแสดงอย่างไรก็ได้ แต่จะจำกัดเมื่อมันไปกระทบ ศีลธรรมอันดี หรืออะไรก็ว่าไป อย่างที่ผมยกตัวอย่างว่า สื่อสมัยใหม่ อย่างอินเทอร์เน็ต จะใช้สิทธิในการที่จะเป่ดเผยข้อมูลส่วนตัว เป่ดเผยสรีระอะไรของตัวเอง หรือทําอะไร ก็ทําไป มีสิทธิ ไม่ได้ไปจํากัดเลย ทางอินเทอร์เน็ต ทางอะไรก็ว่าไป แต่ว่าถ้ามันกระทบ ศีลธรรมอันดี มาตรานี้คลุมอยู่แล้วว่า ทำไม่ได้อย่างนั้น แต่ถ้าอธิบายว่า เปึนสิ่งที่สื่อจะทำ ในมาตรานี้ ไม่ใช่ นี่เปึนสิ่งที่แสดงออกไป ถ้าสื่อจะทำกระทบบุคคลอื่น มันเข้ามาตรา ๓๕ แล้ว ทําไม่ได้ เพราะฉะนั้นผมไม่เห็นความจําเปึนตามข้อเสนอของท่านเลข่าว่า จะต้องไป ปรับกลับเข้าไปที่ ๓๕ อีก จริง ๆ แล้วนี่ ถ้าหากว่าเอาว่า โอ.เค. (O.K. - Okay) นะครับ ผมเห็นว่า ไม่มีความจําเปึนในอันที่จะเอาข้อมูลส่วนบุคคลเข้ามาใส่ตามที่อาจารย์ เจิมศักดิ์เสนอ เสนอเข้ามาสิ เราจะยิ่งทำงานไม่ได้กันใหญ่ ในความเห็นของผม ในความ เปึ้นจริง ในทางปฏิบัติ แล้วก็จะทำงานลำบาก ซึ่งผมคิดว่า ถ้าตัดข้อนี้ออกไป คงข้อความ เดิมไว้ ผมยอมรับได้ แล้วไปว่ากันในมาตรา ๕๕ อีกทีหนึ่ง แต่ผมไม่เห็นด้วยตามข้อเสนอ ของท่านอาจารย์สมคิดเลยครับ ขอบพระคุณครับ
อะไรพอจะหาทางออกได้ไหมครับ อาจารย์เจิมศักดิ์ อาจารย์มานิจ เดี๋ยวนะครับ ดูหาทางออก เจ้าของญัตติครับ
ท่านประธานครับ ผม เจิมศักดิ์ ครับ ผมฟังอาจารย์เกียรติชัยบอกว่า มันอยู่ใน ๓๕ นี่ดีแล้ว หมายความว่า อาจารย์เกียรติชัย คิดว่า ควรจะมีคำว่า ข้อมูลส่วนบุคคล อยู่ใน ๓๕ ผมฟังดู ๒ ครั้ง ท่านเข้าใจว่า ยังอยู่ มาตรา ๓๕ ยังอยู่ ข้อมูลส่วนบุคคลใช่ไหมครับ คือ ในหลักการนี่ ท่านต้องการให้ยังอยู่ใน ๓๕ แต่ไม่ต้องใส่ ๔๕ ใช่ไหมครับ คือ ถ้าเปึ้นเช่นนั้น ผมก็เห็นด้วย ผมไม่มีปัญหา ผมถาม เพียงแค่ทำความเข้าใจกัน ที่ท่านพูดเมื่อกี้นี้ ๓๕ ยังอยู่นี่ หมายถึงร่างแรกนี่ยังอยู่ เห็นด้วย ที่ว่าจะมีคำว่า ข้อมูลส่วนบุคคล อยู่ ตามร่างแรกใช่ไหมครับ ถ้าใช่นี่ ก็ตรงกันหมดเลย พอเห็นท่านพูด ผมเห็นด้วยนะครับว่า ๔๕ ไม่ต้องไปใส่ ผมคิด ผมยังไม่อยากพูด เพราะว่าอย่างที่ผมเรียนไปแล้วเมื่อกี้ชั้นหนึ่ง เพื่อความเข้าใจนิดเดียว
ครับ
คือ ผมเองเห็นว่า ผมทําสื่ออยู่ ผมก็เห็นประโยชน์ว่า ๔๕ ไม่ควรใส่ ใส่ก็ไปป่ดกั้น อันนั้นผมก็พูด แต่ว่า ในสมาชิก ของผมนี่ท่านเห็นอีกอย่างหนึ่ง อาจารย์จรัส ผมก็พยายามพูดแยกให้เห็น และ ๓๕ ถ้าใส่แล้ว อย่างที่อาจารย์สมคิดบอก ไปใส่ ๓๕ แล้วก็ไม่ต้องใส่ ๔๕ ก็ตรงกันหมดเลย เพียงแต่อาจารย์เกียรติชัยเข้าใจว่านี่ ๓๕ มันมีอยู่ พอดีท่านไปตัดออก ก็ใส่กลับไป เหมือนเดิม ก็ตรงกันหมดแล้วครับ
ครับ อาจารย์มานิจก่อนนะครับ ใช่ไหมครับ
กราบเรียนท่านประธานครับ เรื่องที่ผมจะกราบเรียนต่อไปนี้ คงจะไม่เกี่ยวกับเรื่องที่กำลังจะประนีประนอมกัน ตกลงกันนะครับ แต่อยากจะเรียนอย่างนี้ว่า เมื่อสักครู่นี้มีท่านบางท่านได้พูดว่า สื่อมวลชนชอบเอาเรื่องส่วนตัว เอาเรื่องความเปึนอยู่ส่วนตัวของผู้อื่นมาเป่ดเผยนั้น อยากจะเรียนว่า คงไม่ใช่ทั้งหมดนะครับ พวกที่เปึ้นสื่อนั่งอยู่ในสภานี้หลายท่าน ไม่ว่า จะเปึนท่านเกียรติชัย ท่านสุนทร แม้กระทั่งท่านอาจารย์เจิมศักดิ์ด้วย ก็ไม่เห็นด้วยกับการ กระทำของบางพวก บางกลุ่ม ที่เอาเรื่องส่วนตัวของคนอื่นเข้ามาไปรบกวนความเปึนอยู่ โดยปกติสุขของคนอื่น พวกเราส่วนใหญ่ก็อยากจะให้เปึนไปตามกฎหมาย ผมเองนี่ ผมเคยเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ผู้รักษากฎหมายได้ทำหน้าที่ ก็ไม่เปึ้นผล ผมยกตัวอย่างให้ฟัง อย่างนี้ว่า มีกฎหมายอยู่หลายฉบับ รวมทั้ง พรบ. จัดตั้งศาลคดีเยาวชนและครอบครัว และ พรบ. วิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. ๒๕๓๕ ได้กำหนดห้ามไม่ให้ สื่อมวลชนถ่ายภาพนะครับ ไม่ใช่ลงนะครับ ถ่ายภาพ หรือเอาภาพไปลง หรือบอกให้ ประชาชนได้รู้ชื่อตัว ชื่อสกุล ชื่อบิดา มารดาของเด็ก หรือเยาวชนต้องหาว่ากระทำความผิด และเปึนความผิดตามกฎหมายแล้ว แต่ก็ปรากฏว่ามีการละเมิดกฎหมายกันอยู่ ทุกเมื่อเชื่อวัน ก็อยากจะเรียนว่า พวกเราไม่เห็นด้วย และที่เรียกร้องไว้ตรงนี้ ก็ไม่ใช่ เรียกร้องเพื่อที่จะได้สิทธิที่จะไปเขียนอะไร ต่ออะไรนะครับ ถ้าหากสื่อไปทําอะไร ผิดกฎหมาย ไม่ว่าจะเปึนประมวลกฎหมายอาญา นับตั้งแต่มาตรา ๓๑๖ ว่าด้วย หมิ่นประมาท จนกระทั่งถึงมาตรา ๓๓๓ นะครับ หรือว่า ความผิดว่าด้วยดูหมิ่น มาตรา ๓๙๓ ก็ดําเนินการไปได้เลยครับ ไม่ได้เรียกร้องเพื่อที่จะเอาสิทธิไปรุกล้ําสิทธิของ บุคคลอื่นโดยไม่ชอบธรรมครับ ขอกราบเรียนอย่างนี้ คือ ถ้าผมไม่ได้พูด เดี๋ยวคนจะ เข้าใจว่า ที่มาเรียกร้องนี้ เรียกร้องต้องการจะเข้าไปละเมิดสิทธิของผู้อื่น ขอบพระคุณครับ
ขอบพระคุณครับ ข้อเสนอดังกล่าวนี้ น่าจะตรงกันแล้วนะครับ และเดี๋ยวให้ทำเปึนเอกสาร มาดูอีกรอบหนึ่งแล้วกัน
ท่านประธานครับ ขออนุญาตครับ ในฐานะ ที่ผมเปึ้นผู้แปรญัตติ มาตรา ๓๕
ครับ ท่านสุรชัย
ขอบพระคุณครับ เรียนท่านประธาน ท่านกรรมาธิการ เพื่อนสมาชิกที่เคารพครับ ผม สุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย สมาชิก สภาร่างรัฐธรรมนูญ ในฐานะผู้ขอแปรญัตติมาตรา ๓๕ ผมเรียนอย่างนี้ครับว่า ได้ตั้งใจ ฟังคําอภิปรายของท่านสมาชิก และท่านกรรมาธิการ สําหรับประเด็นที่กําลังหารือกันอยู่ ทั้ง ๓ มาตรา ผมเรียนอย่างนี้ครับว่า สำหรับเรื่องของข้อมูลส่วนบุคคลนั้น มันมีประเด็น ที่เราจะต้องพิจารณาอยู่ ๓ ประเด็น ครับ ประเด็นแรก ก็คือ สิทธิในการที่เราจะได้รับการ คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ประเด็นที่ ๒ ก็คือ สิทธิในการที่จะเป่ดเผยข้อมูลส่วนบุคคล กับสุดท้าย ประเด็นที่ ๓ ก็คือ ประเด็นในการเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคล ผมขออนุญาต ไล่เรียงย้อนไปจากท้ายไปต้นนะครับ ความจำเปึนในการที่จะต้องเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคล ถามว่า มีความจำเปึนหรือไม่ ก็ต้องเรียนว่าบ่อยครั้งหรือหลายกรณีมีความจำเปึน ที่จะต้องเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคล ยกตัวอย่างเช่น การดำเนินการของเจ้าพนักงานตำรวจ การดำเนินคดีในศาล ท่านกรรมาธิการหลายท่านเปึ้นผู้พิพากษา ท่านคงทราบ การที่ผู้เสียหายจะดำเนินคดีกับบุคคลใดบุคคลหนึ่ง หรือโจทก์จะดำเนินคดีกับจำเลย ศาลท่านบอกต้องแนบสำเนาทะเบียนบ้านไปพร้อมกับคำฟัอง เพื่อที่จะต้องแสดงออก ซึ่งหลักฐานว่า จำเลยนั้นมีภูมิลำเนาอยู่ที่ไหน มีภูมิลำเนาอยู่ตามคำฟัองของโจทก์จริง หรือไม่ นั่นคือ การเป่ดเผยข้อมูลส่วนบุคคลต่อศาล ถามว่าอย่างนี้ทำได้ไหมครับ ถ้าบอกว่า ต้องได้รับความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลก่อน ไม่มีจำเลยที่ไหนเอาข้อมูล มาให้โจทก์ไปฟัองคดี กระบวนการพิจารณาในศาลจะเกิดขึ้นไม่ได้เลย นั่นคือ ประเด็น เรื่องการเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคล ที่โจทก์จำเปึ้นที่จะต้องมีสิทธิในการเข้าถึงข้อมูล ส่วนบุคคล เพื่อที่จะปกปัองสิทธิของโจทก์ที่ได้รับความเสียหายจากการกระทำของจำเลย เพราะฉะนั้นผมจึงได้ยื่นขอแปรญัตติในเรื่องของมาตรา ๓๕ ไว้ แต่ไม่ได้หมายความว่า ผมเห็นชอบในการที่จะนำมาตรา ๔๕ มาตรา ๕๕ มาปรับปรุงถ้อยคำใหม่ทั้งหมด แล้วจะมีผลกระทบไปถึงการปรับปรุงถ้อยคำในมาตรา ๓๕ ด้วย อันนี้ต้องขอกราบเรียน ส่วนประเด็นในการเป่ดเผยข้อมูลส่วนบุคคลนั้นนี่มันจะมีประเด็นเชื่อมโยงกับการเข้าถึง ข้อมูลส่วนบุคคลว่า ตรงนี้มันมีประเด็นที่จะต้องเขียนให้เชื่อมโยงกัน ไม่เช่นนั้นแล้ว การเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลก็อาจจะถูกแอบอ้างเปึนช่องทางในการที่จะไปเป่ดเผยข้อมูล ส่วนบุคคลให้เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลได้รับความเสียหายได้ ซึ่งก็จะส่งผลกระทบไปถึง ประเด็นแรก ก็คือ ประเด็นในเรื่องของการที่บุคคลย่อมได้รับการคุ้มครองเรื่องของข้อมูล ส่วนบุคคล ถามว่า การที่เราจะนำข้อมูลส่วนบุคคลไปใช้นั้น ประเด็นที่ปรากฏอยู่ใน มาตรา ๔๕ นั้น ก็คือประเด็นของการเป่ดเผยข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งส่วนใหญ่จะอยู่ที่ สื่อมวลชน ในการที่จะนำข้อมูลส่วนบุคคลไปใช้ ซึ่งในมาตรา ๔๕ นั้น จะพูดถึงเสรีภาพ ในการแสดงความคิดเห็น ตามร่างของท่านกรรมาธิการยกร่างนั้น ท่านมีข้อจำกัด แต่เฉพาะเรื่องของการเป่ดเผยความเปึนอยู่ส่วนตัวของบุคคลอื่น ซึ่งผมมีความเห็นว่า ถูกต้องแล้วในการที่เราจะขีดวงจำกัดในการที่จะให้เสรีภาพแก่บุคคลอื่นในการที่จะไป ล่วงล้ําเจ้าของ หรือล่วงล้ําสิทธิของบุคคลในการที่จะได้รับการคุ้มครอง เพราะฉะนั้น ถ้าท่านดูในมาตรา ๔๕ จะเห็นได้ว่า ๔๕ นั้น ห้ามมิให้เสรีภาพกับบุคคลอื่นในการแสดง ความคิดเห็น การพูด การเขียน การพิมพ์ การโฆษณา และการสื่อความหมายอื่นที่จะ ล่วงล้ำเข้าไปสู่ความเปึนอยู่ส่วนตัวของบุคคลอื่น ซึ่งมันต่างกับเรื่องของข้อมูลส่วนบุคคล กระผมเองกับคณะ จึงได้ขอแปรญัตติในมาตรา ๓๕ โดยข้อตัดข้อความ คำว่า ข้อมูลส่วนบุคคล ออก ทั้งนี้ เพื่อที่จะพยายามน้ำเสนอให้เห็นว่า ข้อมูลส่วนบุคคลนั้น มีความจำเปึ้นระดับหนึ่ง ที่จะต้องสามารถเข้าถึงและเป่ดเผยได้ ทั้งนี้ ก็คือ เพื่อให้เกิดการ คุ้มครองสิทธิกับผู้ที่อาจจะได้รับความเสียหายจากการกระทำของบุคคล หากเรายืนยัน หลักการในการที่จะคุ้มครองสิทธิเกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคล โดยไม่มีโอกาสเป่ดเผย โดยไม่มีโอกาสเข้าถึง ก็อาจจะทำให้มีเหตุขัดข้องในการที่เราจะคุ้มครองสิทธิของบุคคล อื่น ซึ่งถูกละเมิดโดยเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล ตรงนี้เปึ้นอีกประเด็นหนึ่ง ซึ่งอยากจะ นําเสนอให้ที่ประชุม โดยเฉพาะท่านกรรมาธิการยกร่างได้นําไปประกอบการพิจารณา สุดท้าย ก็คือ ถ้ากรรมาธิการยกร่างมีความต้องการที่จะปรับปรุงถ้อยคำทั้ง ๓ มาตราใหม่ ทั้งหมด ตามที่ท่านอาจารย์สมคิดได้นำเสนอ ผมเองต้องขออนุญาตว่า ถ้าเปึ้นเช่นนั้น ผมต้องขออนุญาตสงวนคำแปรญัตติ เพื่อที่จะได้ใช้สิทธิในการที่จะตรวจสอบและทบทวน ข้อความใหม่ของท่านด้วย ขอบคุณครับ
ครับ เชิญท่านเลขาครับ
ท่านประธานที่เคารพ สมคิด เลิศไพฑูรย์ ครับ กรรมาธิการครับ ขออนุญาตเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับว่า เดิมที่ผมเสนอว่า ให้มีการแก้ไขมาตรา ๓๕ นะครับ คือ ไปเพิ่มคำว่า ข้อมูลส่วนบุคคล ใน ๓๕ วรรคแรก ๓๕ วรรคสองนั้น ก็เปึนไปตามที่ท่านสุรชัยได้แปรญัตติไปแล้วนะครับ กรรมาธิการเห็นด้วยนะครับ ให้ตัดออก อันนั้นก็เห็นตรงกัน แล้วก็ขอย้ายมาตรา ๕๕ วรรคสอง มาอยู่มาตรา ๓๕ วรรคสาม เพื่อให้การหารือกันเปึ้นที่เข้าใจตรงกัน ท่านประธานครับ ขออนุญาตมาตรา ๕๕ นี่ ยังไม่ย้ายมาใน ๓๕ วรรคสามได้ไหมครับ มาตรา ๕๕ นี่แยกไปพิจารณาต่างหาก เพราะมีคนทั้งสงวนความคิดเห็น แล้วก็มีคนพูดจา เรื่องพวกนี้เยอะพอสมควร ก็ขออนุญาตเรียนชี้แจงสั้น ๆ แค่นั้นเองว่า เมื่อกี้ได้หารือกับ ท่านอาจารย์เจิมศักดิ์ หารือท่านเกียรติชัยแล้ว ได้ความตรงกันนะครับว่า มาตรา ๔๕ ขอคงไว้ตามเดิมนะครับ มาตรา ๓๕ นั้น วรรคที่ ๑ ข้อเติมคําว่า ข้อมูลส่วนบุคคลเข้าไป ถามว่า ทําไมต้องเติม ตรงนี้เข้าไป เรื่องนี้เปึนสิทธิของบุคคลแต่ละคน แต่ไม่ใช่เรื่องที่คนภายนอกมาใช้ข้อมูล ส่วนบุคคลอันนั้นนะครับ ส่วนวรรคสองนั้น ก็คงไว้ตามเดิมครับ ไม่ได้แก้ไขอะไร แล้วก็ ได้แก้ไขให้ท่านสุรชัยเปึ้นที่เรียบร้อยแล้ว โดยสรุป ก็คือ ขออนุญาตคงมาตรา ๔๕ ไว้ แล้วขออนุญาตเพิ่มใน ๓๕ วรรคแรกเท่านั้นนะครับ คำว่า ข้อมูลส่วนบุคคล ครับ เพื่อให้การคุ้มครองสิทธิของบุคคลในเรื่องข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลดียิ่งขึ้นกว่าเดิมนะครับ
ครับ วรรคสองก็เปึนอย่างที่ของท่านสุรชัยนะครับ ก็ตัดออกตามที่ท่านต้องการนะครับ ท่านวิทยาก่อนนะครับ แล้วเดี๋ยวอาจารย์คมสัน เห็นยกมือนานแล้ว ก่อนท่านอาจารย์ คมสัน เชิญครับ ในประเด็นนี้นะครับ ท่านอาจารย์วิทยาครับ ในประเด็นที่เราพูดคุยกันนี่ นะครับ เอาให้จบเปึ้นเรื่อง ๆ ไปก่อน เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม วิทยา ในเรื่องของมาตรา ๓๕ นะครับ ในการคงไว้ของข้อมูลส่วนบุคคลก็ดีนะครับ แต่ว่าถ้ามอง อีกมุมหนึ่งนะครับว่า การจะเข้าไปหาข้อมูลส่วนบุคคลที่ทำให้เกิดความเสียหายนี่ ก็ไม่น่าจะทำ แต่ถ้าอีกลักษณะหนึ่ง ซึ่งเราต้องการข้อมูลในการอภิปราย เช่น สมมุติว่า รัฐมนตรี หรือนายกรัฐมนตรีนี่เกิดทุจริตขึ้นมานะครับ เราต้องการข้อมูลสิ่งเหล่านั้น ข้อมูลส่วนตัว หรือข้อมูลต่าง ๆ ของทางราชการ เราก็สามารถจะเจาะเข้าไปได้ ในข้อนี้ ก็ต้องฝากให้เปึ้นที่สังเกตไว้ด้วยนะครับท่านกรรมาธิการยกร่างว่ามันมีทั้งข้อดีและข้อเสีย นะครับ ในส่วนของมาตรา ๕๕ บุคคลย่อมมีสิทธิได้รับทราบถึงข้อมูลหรือข่าวสาร สาธารณะในครอบครองของหน่วยราชการนะครับ นั่นก็เปึ้นส่วนหนึ่ง แต่ในส่วนของ วรรคสองนะครับ วรรคสองผมติดใจว่า ติดใจที่ว่า ข้อมูลนะครับ เพราะว่าโดยที่ ขออนุญาตยกตัวอย่างนิดหนึ่ง ย้อนไปนิดหนึ่งครับ ป้ ๒๕๔๗ นะครับ ผมโดนธนาคาร ธนาคารหนึ่ง ผมใช้บัตรเครดิตของธนาคาร ธนาคารหนึ่ง ไปกดในวันที่ ๔ และวันที่ ๕ ที่ผมจำได้ก็คือ เปึนวันที่ ๕ ธันวาคม นะครับ แล้วถูกฉีกเงินไปสองแสนกว่าบาท แล้วก็ มากดในวันรุ่งขึ้นอีกสองหมื่นกว่าบาทนะครับ ผมพยายามติดตาม ไม่ว่าจะเปึ้นเรื่องของ ตำรวจ แจ้งความใน สน. แจ้งความกับกองปราบ เอาไปยื่นกับธนาคารนะครับ ธนาคาร เขาบอกว่า มันเปึนการกดตามปกติ ผมก็ยั่งยืนยันว่าขออนุญาตที่จะเอ่ยนาม ผมทำหนังสือถึงท่านพิสิฐ ลี้อาธรรม เพื่อขอให้ดูเรื่องนี้ให้ที่ ท่านก็รับเรื่องไปแล้วนะครับ แต่ส่วนที่อยากจะฝากเปึนข้อสังเกตให้ท่านทั้งหลายได้เข้าใจ และพี่น้องประชาชน ทั้งหลายได้เข้าใจว่า ข้อมูลอย่างนี้นะครับ คนที่ทำได้ก็คือ ๑. ธนาคาร ๒. คือคนที่ เก่งกว่าธนาคาร นี่เปึนผลเสียที่เกิดกับเศรษฐกิจของประเทศ ไม่ใช่ผมรายเดียว เกิดมา หลายรายแล้วนะครับ แต่ว่าเขาได้คืนบ้าง ไม่ได้คืนบ้าง แต่ของผมยังไม่ได้คืน ผมก็ยัง จะต้องติดตามนะครับ ทั้งตำรวจด้วย แล้วก็ทั้งธนาคารชาติให้พิจารณาเรื่องนี้ นี่คือ ข้อเท็จจริงที่เราประสบนะครับ และไม่อยากให้เกิดการซ้ำร้อย เพราะฉะนั้นในวรรคสอง นะครับ ท่านจะย้ายไปอยู่ ๓๕ ผมก็ไม่ติดใจนะครับ หรือจะอยู่ที่เดิมก็ไม่ติดใจ ถ้าหากว่า มันไม่เกิดความแย้งกันในข้อความ เพราะผมไม่ใช่นักกฎหมาย ขอบพระคุณครับ
ขอบพระคุณครับ อาจารย์คมสันครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาร่าง รัฐธรรมนูญที่เคารพครับ ผม คมสัน โพธิ์คง กรรมาธิการ และสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ครับ ในประเด็นของการย้ายข้อมูลส่วนบุคคลไปไว้ในมาตรา ๓๕ นั้น ผมไม่เห็นด้วย เพราะท่านประธานลองอ่านดูให้ดีนะครับ สิทธิของบุคคลในข้อมูลส่วนบุคคล เขียนอย่างนี้เปึนการเขียนในเชิงกรรมสิทธิ์นะครับ แต่จริง ๆ แล้วนี่ ข้อมูลส่วนบุคคล ใครที่ เก็บรวบรวมข้อมูล อย่างเช่น ผู้ทำวิจัยเก็บรวบรวมข้อมูลของบุคคลต่าง ๆ มาเพื่อ ฐานข้อมูลของการวิจัย และเก็บไว้ในการทำประโยชน์เพื่อวิจัยนี่ เข้าเปึ้นเจ้าของกรรมสิทธิ์ ข้อมูลนะครับ แต่การใช้ข้อมูลนั้นต่างหากครับท่านประธาน ที่ไปกระทบต่อความเปึนส่วนตัวของบุคคล ที่เรียกว่า สิทธิในความเปึนส่วนตัว เพราะฉะนั้นการเขียนว่า เพิ่มคําว่า ข้อมูลข่าวสาร ส่วนบุคคล เข้าไปในคำนี้ จะทำให้ข้อมูลส่วนบุคคลนั้น ไปอยู่ในรูปของกรรมสิทธิ์ ซึ่งไม่ใช่ เรื่องของมาตรา ๓๕ เขียนเข้าไปเสมือนว่า เปึนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินอีกแบบหนึ่งนี่ ผมคิดว่าประเด็นนี้เปึ้นปัญหาในทางปฏิบัติของการเก็บข้อมูลต่าง ๆ เพราะถ้าเขียน ในทำนองอย่างนี้ หมายความว่า ข้อมูลส่วนบุคคลที่ส่วนราชการเองถือครอบครอง เนื่องจากใช้ประโยชน์ของทางราชการนี่ จะถูกตีความในเชิงของกรรมสิทธิ์ ในเชิงของสิทธิ ในทรัพย์สินไปหมด ปัจจุบัน คำว่า ข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคล ที่อยู่ในกฎหมายข้อมูล ข่าวสารของราชการ ก็เปึนปัญหาในการที่จะวินิจฉัยอยู่แล้วว่า จริง ๆ แล้วมันอยู่ในรูปของ กรรมสิทธิ์ หรืออยู่ในรูปของสิทธิ สิทธิที่ได้รับการคุ้มครองความเปึนส่วนตัวจากการใช้ ข้อมูลส่วนบุคคล ผมคิดว่า ทำความเข้าใจตรงนี้ให้เคลียร์ (Clear) นะครับ ท่านประธาน ครับ เพราะว่าถ้าเติมแล้วนี่ มีปัญหาต่อว่ามันเปึ้นในเชิงกรรมสิทธิ์ ไม่ใช่ในเรื่องของการ กระทบไพรเวซี อินฟอร์เมชัน นะครับ ผมจึงยังเห็นว่า การเติมมาตรา ๓๕ นี่ เปึนปัญหา แต่การจะย้ายวรรคสอง ผมไม่ขัดข้องนะท่านประธาน ถ้าจะย้ายวรรคสองมาเปึน วรรคสองของมาตรานี้ หรือเปึนวรรคท้ายมาตรานี้ คือ ถ้าเขียนนี่ต้องคำนึงให้ดีครับ ตอนนี้ ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน เก็บข้อมูลมากมายมหาศาลนะท่าน
ท่านดูอันนี้หรือยัง ดูหรือยัง ช่วยดูหน่อยได้ไหม
ที่เติมข้อความไปในมาตรา ๓๕ ใช่ไหมครับ
ครับ ดูหรือยัง
ยังครับ
ช่วยดูให้หน่อยได้ไหม ดูก่อนได้ไหมครับ ดูก่อนจะได้ตรงกัน
ใช่ครับ วรรคแรกนี่ล่ะครับ ที่เปึนปัญหาท่านประธาน
ที่ใส่ข้อมูลว่า ข้อมูลส่วนบุคคล ในวรรคแรก
ใช่ครับ เพราะมันจะอยู่ มองอยู่ใน รูปของกรรมสิทธิ์ในข้อมูล ซึ่งหลายส่วนราชการ แม้แต่มหาวิทยาลัยก็เก็บข้อมูลนักศึกษา เยอะแยะนะครับ เก็บไม่ได้นะครับ กลายเปึนสิทธิของนักศึกษาทั้งหมดนะครับ แต่จริง ๆ แล้วการเก็บข้อมูลนั้น มันไปละเมิดความเปึนส่วนตัวของนักศึกษา แต่อย่าไปใช้ในเชิง ละเมิด เพราะฉะนั้นการเขียนคําว่า สิทธิในข้อมูลข่าวสาร มันจะมีผลในการตีความ เปึ้นอีกเชิงหนึ่ง ไม่ใช่เรื่องของความเปึนส่วนตัวของบุคคล ผมถึงบอกว่า มาตรา ๓๕ เดิมที่ ไม่มีนั่นถูกต้องแล้ว ไม่เปึนปัญหา เพราะว่าความเปึนส่วนตัวที่เขียนอยู่ในคํานี้มันคลุมถึง อินฟอร์เมชัน ไพรเวซี อยู่แล้ว พอไปใส่อย่างนี้ มันกลายเปึ้นสิทธิอีกแบบหนึ่ง ในเชิง รูปของกรรมสิทธิ์ในข้อมูลขึ้นมาใหม่ อันนี้จะเกิดปัญหาในสิ่งที่ได้ทำไปในสถานที่ต่าง ๆ ทั้งหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ แม้แต่ ปปช. ศาล ก็จะเปึนปัญหานะครับ ที่เก็บข้อมูล เหล่านี้ ผมจึงเห็นว่า ท่านประธานครับ ประเด็นนี้ต้องพิจารณาให้เคลียร์ เพราะว่าใส่แล้ว จะเปึนปัญหา ความจริงย้ายวรรคท้ายมา ผมไม่ขัดข้อง ผมโอ.เค. ครับ แต่ข้อความแรกนี่ ผมไม่เห็นด้วย เพราะใส่แล้วจะเกิดสิทธิขึ้นมาใหม่ ซึ่งเปึนปัญหาขึ้นมาครับ ท่านประธาน ครับ
ครับ อย่างนี้เดี๋ยวนะครับ อาจารย์ธิติพันธุ์เดี๋ยวนะครับ เอาให้มันหมดทีละประเด็นไป นะครับ ประเด็นที่เปึนปัญหา ของท่านสุรชัยก็คงไม่มีปัญหานะครับ เพราะกรรมาธิการเขา ยอมตัดตามที่ท่านเสนอ แล้วท่านพอใจไปแล้วนะครับ ตอนนี้ส่วนวรรคท้ายของ มาตรา ๕๕ ขอย้ายมาอยู่ ๓๕ อาจารย์คมสั้นก็ไม่ติดใจนะครับ ก็คงมีปัญหามาตรา ๓๕ วรรคแรกนะครับ เฉพาะวรรคแรกนะครับว่า ที่กรรมาธิการเขาเสนอคำว่า ข้อมูลส่วน บุคคลนี่นะครับ มาอยู่ในวรรคแรกนี้นะครับ พอเอา ข้อมูลส่วนบุคคล มาไว้วรรคแรกใน มาตรา ๓๕ นี้แล้วนะครับ มาตรา ๔๕ นะครับ ก็คงไว้ตามร่างเดิมของกรรมาธิการ นี่สรุป ได้ตามนี้นะครับ คงมีความขัดแย้งกันตอนนี้ว่า วรรคแรกของมาตรา ๓๕ จะเติมคำว่า ข้อมูลส่วนบุคคล หรือไม่นะครับ มาอาจารย์ธิติพันธุ์ก่อนดีไหมครับ เชิญอาจารย์ธิติพันธุ์ ครับ
ขอบคุณ ท่านประธานครับ ผม ธิติพันธุ์ เชื้อบุญชัย กรรมาธิการ ผมต้องขออนุญาตไม่เห็นด้วยกับ สิ่งที่ท่านกรรมาธิการ แล้วก็ท่านสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งได้อภิปรายไปเมื่อสักครู่ ขออนุญาตเอ่ยนาม คือ ท่านคมสั้นนะครับ ความจริงนั้น ในส่วนของข้อมูลส่วนบุคคลนั้น ผมเข้าใจว่า เปึนสิทธิ สิ่งที่เราคุยกันในมาตรา ๓๕ นั้น เปึ้นการพูดถึงเรื่องสิทธิ ไม่ใช่ เปึนการพูดถึงเรื่องกรรมสิทธิ์ใด ๆ ซึ่งถ้าหากตีความในมาตรา ๓๕ ว่า หมายความรวมถึงกรรมสิทธิ์นั้น มันก็จะเกิดความ แปลกประหลาดขึ้นมา สิทธิในบุคคล หรือกรรมสิทธิ์ของบุคคลในครอบครัว กรรมสิทธิ์ ของบุคคลในเกียรติยศ กรรมสิทธิ์ของบุคคลในชื่อเสียง หรือแม้กระทั่งกรรมสิทธิ์ในข้อมูล ส่วนบุคคล ผมเองนั้นไม่ค่อยเห็นด้วยในกรณีที่บอกว่า ถ้าข้อมูลส่วนบุคคลซึ่งเปึนสิ่งที่ผม ครอบครอง หรือว่าสิ่งที่เปึนตัวตนของผมอยู่นั้น ไปอยู่ในความครอบครอง ของมหาวิทยาลัย ไปอยู่ในความครอบครองของธนาคาร ไปอยู่ในความครอบครอง ของหน่วยราชการใด ๆ กลายเปึนกรรมสิทธิ์ของหน่วยราชการแห่งนั้น กลายเปึน กรรมสิทธิ์ของธนาคารแห่งนั้น กลายเปึนกรรมสิทธิ์ของธนาคารแห่งนั้น ที่จะนําเอาไปทํา อะไรก็ได้ โดยถือว่าเปึนกรรมสิทธิ์ของเขา เพราะเมื่อพูดถึงเรื่องกรรมสิทธิ์นั้น เราต้อง พูดถึงว่า เจ้าของกรรมสิทธิ์ย่อมมีการทําอะไรอย่างนั้นก็ได้ และยิ่งจะประหลาดมากขึ้นไป อีก ถ้าหากจะบอกว่า กรรมสิทธิ์ในข้อมูลส่วนบุคคลนั้น สามารถเปึ้นเจ้าของได้หลายคน กลายเปึนเจ้าของกรรมสิทธิ์ร่วมหรือเปล่า ผมจะใช้ข้อมูลส่วนบุคคลต่อไปนั้น ต้องขออนุญาตจากคนที่เปึนเจ้าของกรรมสิทธิ์คนอื่น ๆ อีกหรือไม่ เพราะในตรงส่วนนี้ ผมเข้าใจว่า น่าจะเปึนความเข้าใจที่ไม่ตรงกันนะครับ สิ่งที่ผมอยากจะย้ําในตรงนี้ก็คง อยู่ตรงที่ว่า ข้อมูลส่วนบุคคลนั้นเปึนสิ่งที่ติดตัวผม ผมเองนั้นจะอนุญาตหรือไม่อนุญาต นั้นน่าจะเปึ้นสิทธิที่ผมกระทําได้ อย่างน้อยสิทธิตรงนี้ผมควรจะได้รับการคุ้มครอง เพราะว่าถ้าไม่ได้รับความคุ้มครอง ผมเองนั้นอาจจะถูกข้อมูลนั้นนําไปใช้ประโยชน์ใด ๆ ก็ได้ เพราะฐานการคุ้มครองไม่เกิด ก่อนที่เราจะไปใช้ในวรรคสองของมาตรา ๕๕ ซึ่งใน เอกสารที่ท่านเลขาได้จัดทำในปัจจุบันนี้ เปึนวรรคสามของมาตรา ๓๕ นั้น ซึ่งยังไม่ได้ อภิปรายนะครับ ก่อนที่จะมีการคุ้มครองนั้น มันต้องมีการคุ้มครองรวมในเบื้องต้นก่อน จึงจะสามารถนำไปให้ประโยชน์ หรือว่าให้ใช้อย่างอื่นได้ และขณะเดียวกัน สิ่งที่ผม อยากจะเรียน ณ จุดนี้คงอยู่ที่ว่า แม้ผมมีการเป่ดเผยข้อมูลส่วนบุคคล ผมให้หน่วยงานใด ก็ตาม ขอบเขตการใช้ข้อมูลนั้นในหน่วยงานนั้น มีเพียงเท่าที่ผมให้ หน่วยงานนั้น ไม่สามารถนำไปใช้เพื่อประโยชน์อื่นใด นอกเหนือจากสิ่งที่ผมให้ อันนี้ก็เปึ้นเรื่องที่ผม อนุญาตให้นำไปใช้นั่นเอง ขออนุญาตเรียนในเบื้องต้นเท่านี้ครับ ขอบคุณมากครับ
ขอบพระคุณครับ เดี๋ยวอาจารย์คมสั้น แล้วค่อยท่านเลขานะครับ
กราบเรียนท่านประธานสภา ร่างรัฐธรรมนูญที่เคารพครับ กระผม คมสั้น โพธิ์คง นะครับ กรรมาธิการ แล้วก็สมาชิก สภาร่างรัฐธรรมนูญ เรื่องนี้เปึ้นเรื่องใหญ่นะครับท่านประธาน มีผลกระทบต่อเรื่องของ กระบวนการในเรื่องข้อมูลข่าวสารมหาศาล ไม่มีที่ใดในโลก ไม่มีประเทศใดในโลกนะครับ ท่านประธาน ที่เขียนเรื่องข้อมูลส่วนบุคคลว่า เปึนสิทธิในเชิงกรรมสิทธิ์ ผมไปทําวิจัยกับ เนคเทค (NECTEC – The National Electronics and Computer Technology Center) เรื่องการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลมา ๓ ป้นะท่าน กฎหมายทั่วโลกนี่ไม่มีนะครับ
เดี๋ยว ผมไม่ได้แย้งอาจารย์นะ ไม่ได้ขัดคอนะ พอดีอาจารย์ธิติพันธุ์อธิบายไปแล้วว่า สิทธิตามมาตรานี้มันไม่ใช่กรรมสิทธิ์
ท่านประธานครับ
ท่านจะได้อธิบายได้ตรง
ผมจะอธิบายให้ตรงครับ คำว่า เปึ้นเจ้าของข้อมูล มีใช้เฉพาะในกฎหมายไทย ที่เขียนคำว่า เปึ้นเจ้าของข้อมูล แล้วก็ เข้าใจกันไปได้ว่า นั่นคือความเปึ้นเจ้าของ ที่จะเอาไปใช้โดยใคร เอาไปล่วงละเมิดไม่ได้ แต่ความเปึ้นจริงแล้ว ในที่ต่าง ๆ เขาไม่ใช้เขียนคําว่า เจ้าของข้อมูล เขาใช้คําว่า ดาตา ซับเจกต์ (Data subject) เขาไม่ได้เขียนในเชิงกรรมสิทธิ์ เพราะฉะนั้นโดยหลักการ นี่นะครับ ท่านประธานครับ การเขียนคำว่า ข้อมูลส่วนบุคคล จริง ๆ แล้วการล่วงละเมิด สิทธิความเปึ้นส่วนตัวของบุคคล โดยใช้ข้อมูลส่วนบุคคลนั้น มันเกิดขึ้นได้ แต่การ ล่วงละเมิดในสิทธิของบุคคล ในข้อมูลส่วนบุคคลนั้น มันเกิดไม่ได้ เพราะด้วยเหตุผลอะไร ครับ คำว่า ข้อมูล มีความหมายแค่ไหน ไม่ใช่กระดาษ ข้อมูลเปึ้นเรื่องของความรับรู้ของ บุคคล ท่านประธานจําชื่อผมได้ ท่านประธานจําชื่อสมาชิกได้ สิ่งนั้นคือข้อมูล แต่ไม่มี กระดาษใด ๆ เลยเพราะฉะนั้นต้องเข้าใจคําว่า ข้อมูล นิดหนึ่งครับว่า ข้อมูลในที่นี้ไม่ใช่ เปเปอร์ (Paper) ไม่ใช่ตัวกระดาษ เพราะฉะนั้นการตีความในเชิงความหมาย คําว่า ดาตา มันไม่ใช่เชิงของในรูปนี้นะครับ มันอยู่ในรูปแบบอีกหลายรูปแบบ เพราะฉะนั้นการเก็บ ข้อมูล ถ้าเขียนใส่ไปในลักษณะเช่นนี้ อีกหน่อยฐานข้อมูลการทำศึกษาวิจัยของ มหาวิทยาลัยที่ต้องรวบรวมข้อมูลต่าง ๆ จะถูกตีความว่า ทำไม่ได้ เนื่องจากมีบุคคล สามารถที่จะเรียกร้องว่า นี่คือสิทธิในข้อมูลส่วนบุคคล แต่จริง ๆ แล้วปัญหามันเกิดจาก การใช้ข้อมูลส่วนบุคคลว่า ใช้แล้วกระทบไพรเวซี หรือความเปึ้นส่วนตัวของเขาแค่ไหน เพราะฉะนั้นในข้อความที่เขียนไว้ว่า ตลอดจนความเปึนอยู่ส่วนตัว นั้นมันคลุมแล้ว เพราะ ถ้าใส่ไปเรื่องข้อมูลส่วนบุคคลเข้าไปอีก ๑ คํา ท่านประธานครับ มันเปึนคําว่า สิทธิใน ข้อมูลส่วนบุคคล ตีความได้เลยครับว่า เปึนในเชิงกรรมสิทธิ์ แล้วข้อสำคัญนะครับ กฎหมายฉบับนี้ที่เรียกว่า ดาตา โพรเทกชัน หรือคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล มันยังไม่ออก ครับ เมื่อไม่ออก สิ่งที่ตามมานี่ เราวางหลักการว่า บุคคลใช้สิทธิได้โดยตรงนะครับ ผมเปึน ห่วงเรื่องนี้ว่า การเขียนในตรงนี้ต้องทําความเข้าใจว่า คําว่า ความเปึ้นส่วนตัวของบุคคล มันไปได้ขอบเขตกินกว้าง และทับซ้อนในหลายเรื่อง ปัญหาที่เกิดจากการละเมิดบุคคล เนื่องจากข้อมูลข่าวสาร ไม่ได้ละเมิดจากการที่ตัวข้อมูลข่าวสาร ไม่ได้ละเมิดในตัวข้อมูล ข่าวสาร แต่ละเมิดจากการใช้ข้อมูลข่าวสารนั้น ไปกระทบความเปึ้นส่วนตัวของบุคคล ไปกระทบสิทธิและเสรีภาพของบุคคล ตัวข้อมูลข่าวสารนี่มันเปึ้นตัวสิทธิไม่ได้ แต่ตัวความ เปึ้นส่วนตัวของบุคคลนั้น เปึนตัวสิทธิได้ เพราะฉะนั้นผมถึงกราบเรียนตรงนี้ครับว่า เรื่องนี้ เปึ้นเรื่องใหญ่ ถ้าใส่อย่างนี้ ปัญหาในทางปฏิบัติจะเกิดขึ้นอย่างมากมายมหาศาล แล้วก็ หน่วยงานต่าง ๆ รวมทั้งภาคธุรกิจ เอกชน จะได้รับผลกระทบจากการเขียนว่า สิทธิใน ข้อมูลส่วนบุคคล ไว้ด้วย กระผมจึงไม่ค่อยเห็นด้วย และไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งที่จะเขียน ข้อมูลส่วนบุคคลไว้ในวรรคแรกครับ ท่านประธานครับ
ผมก็ไม่ค่อยเข้าใจนะครับ ถ้าข้อมูลของผม ผมก็อยากจะเก็บของผมไว้เหมือนกัน ได้รับการคุ้มครองน่าจะดี ไม่รู้ ฟังดูแล้วก็มันทางวิชาการนะครับ เดี๋ยวท่านใดจะชี้แจง ได้ไหมครับ เอากรรมาธิการสรุป หรืออาจารย์เจิมศักดิ์จะสรุปครับ อาจารย์เจิมศักดิ์ก่อน แล้วกันครับ อาจารย์เชิญครับ
ท่านประธานครับ ผม เจิมศักดิ์ ครับ ผมฟังแล้วผมก็กลุ้มใจ คือ ของอาจารย์คมสันที่พูดเมื่อสักครู่นี้ ฟังดูก็มีน้ำหนักนะครับ เมื่อกี้คุยกับอาจารย์สมคิดก็มีน้ำหนัก ที่มายื่นคุยดูนี่ ผมหนักใจมากเรื่องนี้ อาจารย์ ธิติพันธุ์ก็มีน้ำหนัก ใครหนักกว่ากันก็ต้องชั่งกันแล้ว
ตอนนี้หนักทั้งสภาแล้วครับ
เพราะว่าอย่างนี้ครับ ที่ฟังดู ที่แรก เราไปคิดว่า ข้อมูลส่วนบุคคลมันเปึนเรื่องของกรรมสิทธิ์ของเรา เราต้องคุ้มครองสิทธิ ของเรา คนอื่นไม่ควรจะมาล่วงละเมิด แต่พอมานึกถึง ถึงว่าเจิมศักดิ์ สูง ๑๘๗ คนอื่น มันก็น่าจะรู้ได้ เอาไปได้ พอรู้ว่าผมเปึนชาวไทย คนอื่นก็น่าจะรู้ได้ ผมนับถือศาสนาพุทธ์ คนก็น่าจะรู้ได้ แล้วผมพุทธจริง ไม่ใช่พุทธเก๊ พุทธเทียม ก็น่าจะรู้ได้ หรือว่าจะเปึนข้อมูล อะไรพวกนี้ มันไม่ใช่กรรมสิทธิ์ของผมที่ใครจะเอาไปทําอะไรไม่ได้ อันนี้ก็ถูกเลย เพราะฉะนั้นการคุ้มครองมันน่าจะคุ้มครองเรื่องอะไรที่มันเปึ้นเฉพาะที่เปึ้นส่วนตัว ก็จริง ตกลงถ้าใส่ว่า ตลอดจนเปึ้นส่วนตัว ก็น่าจะพอ ถ้าฟังดูอาจารย์คมสั้นว่าอย่างนั้น ไปใส่ตรงนี้เหมือนเปึนกรรมสิทธิ์เลย ใครทําอะไรไม่ได้ ผมก็ชักจะคล้อยตาม ท่านประธาน นี่พูดจริง ๆ ด้วยเหตุด้วยผล ผมก็ทำท่าจะคล้อยตามอาจารย์คมสั้น และอาจารย์ธิติพันธุ์ ก็คือไม่ต้องไปใส่มั่นในมาตรา ๓๕ แล้วก็ท่านจะไปใส่ก็ไปใส่ที่อื่น ผมก็ไม่ว่าอะไร คือ มันก็ต้องถกกันอย่างนี้ล่ะครับ มันถึงจะเข้าใจ ก็เอา ถ้าอย่างนั้นก็ ๓๕ ไม่ต้องใส่ ในวรรคแรก ก็เปึนไปตามที่กรรมาธิการว่ามาก่อน ก็ไม่ว่ากัน แล้วถ้าจะไปใส่ ก็ไปใส่ ในที่อื่น แล้ว ๔๕ นี่ เราไม่ได้เสียเวลาหรอกครับ ๔๕ นี่เอาเปึนว่า ผมเห็นด้วยว่า ไม่ต้องใส่ ไม่ติดใจที่แปรญัตติ ถอนเลย ๔๕ นะครับ ก็เร็ว ก็จบ ส่วน ๕๕ เดี๋ยวท่านว่ากัน ในวรรคสุดท้าย ท่านจะปรับถ้อยคำ จะย้ายไปที่ไหน จบเลย อย่างนี้ดีไหมครับ ท่านประธานครับ
ครับ ขอบพระคุณมากครับ ยุตินะครับ อาจารย์สมคิดสรุป เชิญครับ
ท่านประธานครับ กรรมาธิการเห็นด้วยกับข้อเสนอของท่านอาจารย์เจิมศักดิ์นะครับ ๓๕ กรรมาธิการ ก็ขอถอนนะครับ คำว่า ข้อมูลส่วนบุคคล ในวรรคแรก แล้วก็ ๔๕ เมื่อท่านอาจารย์ เจิมศักดิ์ถอนแล้ว กรรมาธิการก็เห็นด้วยนะครับ ก็ขออนุญาต น่าจะตรงกันแล้วครับ ขอบคุณครับ
ท่านสมาชิก ก็เปึนอย่างท่านอาจารย์สุรชัยนะครับ
ขออนุญาตครับ ขอถามว่า แล้ววรรคสาม ที่ย้ายมานี่ ย้ายมาหรือเปล่า
ไม่ย้ายแล้วครับ ไม่ย้ายแล้ว ไม่ย้ายแล้วครับ ก็เปึนไปตามเดิมหมดครับ แล้วก็ผ่าน มาตรา ๔๕ โดยท่านอาจารย์เจิมศักดิ์ไม่ติดใจแล้วครับ ท่านเลขาเชิญครับ
มาตรา ๔๖ มีการแก้ไข อาจารย์เจิมศักดิ์ ป่ืนทอง ขอแปรญัตติครับ
มาตรา ๔๖ มีการแก้ไข ท่านอาจารย์เจิมศักดิ์ติดใจไหมครับ ส่วนที่มีการแก้ไขนี่มีสมาชิก ติดใจไหมครับ ท่านศิวะหรือครับ เชิญครับ
ท่านประธานครับ ผม ศิวะ แสงมณี สสร. ผมเอง ยังงง ๆ ไม่ทราบตกลงเอาอย่างไรแน่ เพราะว่าเปลี่ยนกันไปเปลี่ยนกันมา แล้วผมก็คิดว่า ตอนแรกอาจารย์คมสันอภิปรายครั้งแรก ผมจำไม่ผิด ก็บอกว่า ข้อมูลส่วนบุคคล นี่รวมถึงเรื่องความเปึนอยู่ส่วนตัวนะครับ ท่านอภิปรายอย่างนั้นนะครับ แต่ผมไม่ทราบว่า แล้วตกลงในกรรมาธิการคิดว่า ความเห็นอย่างนี้เหมือนกันหรือเปล่านะครับ อันที่ ๒ ก็คือว่า ข้อมูลส่วนบุคคลนี่เปึนเรื่องกรรมสิทธิ์หรือไม่ อันนี้ผมว่า เปึนเรื่อง นักกฎหมาย ต้องไปถกเถียงกัน แต่ที่พวกเราคิด แต่ที่ผมคิดนี่คือ ข้อมูลส่วนบุคคล ผมว่าต้องได้รับการคุ้มครองนะครับ ผมยกตัวอย่าง
ท่านศิวะครับ ด้วยความเคารพท่านครับ เห็นตรงกันหมดแล้วครับ
ก็ต้องใส่ใช่ไหมครับ
ไม่ใส่แล้วครับ
อ้าว ถ้าไม่ใส่แล้วจะเรียกว่า ได้รับการคุ้มครองอย่างไร ครับ
เดี๋ยวไปคุ้มครองที่อื่น ท่านอาจารย์เจิมศักดิ์ก็ว่าไปนะครับ เดี๋ยวค่อยว่าในมาตรา ๕๕ อีกทีหนึ่ง
ขออภัยครับ คือ อันนี้เปึนมาตราหลักใช่ไหมครับ
มันก็หลักหมดนะครับ หลักหมดนะครับ ท่านครับ
อันนี้เปึนมาตราหลักอันแรกใช่ไหมครับ เพราะมัน เริ่มต้นมาตรา ๓๕ ก่อนใช่ไหมครับ
ถึงก่อนครับ
อยู่ในหมวดสิทธิใช่ไหมครับ ถ้าเราไม่เขียนในตัว มาตราหลัก แล้วเราจะไปเขียนตรงอื่นทําไม
คือ จริง ๆ ท่านศิวะครับ ถ้าหากว่านั่น เราก็ต้องมาว่ากันตั้งแต่แรกนะครับ แต่ทีนี้เลยมา เพื่อทำความเข้าใจในมาตรา
ที่ผมต้องพูดอย่างนี้ ขอประทานโทษท่านประธาน เพราะว่าพวกเราพูดกันไปพูดไปมา กลับกันไปกลับกันมาอย่างไรครับ
คือ ที่เรามาพูด ๓๕ นี่นะครับ เพราะจะได้ให้ชัดเจนเรื่อง ๔๕ นะครับ ทีนี้พอ ๔๕ เข้าใจแล้ว ๓๕ เขาก็ไม่ได้เปลี่ยนอะไร
ก็เห็นตอนแรกบอกว่า ๓๕ บรรจุได้ แล้ว ๔๕ ไม่ต้อง บรรจุ
คือ ๓๕ มันผ่านไปแล้วครับ เพียงแต่ว่า หยิบยกขึ้นมาเพื่อจะทำความเข้าใจว่า ๔๕ ให้มันสมเหตุสมผลนะครับ ทีนี้พอเข้าใจตรงกันหมดแล้ว มันก็เลย
ร่างมาตรา ๓๕ ผ่านไปแล้ว ประเดี๋ยวจะไปเอา มาตรา ๕๕ อะไรมาใส่ไว้อีกคงไม่ได้นะครับ เพราะถือว่าผ่านไปแล้ว
ครับ ก็เดี๋ยวถึงตรงนั้นค่อยพิจารณาอีกทีนะครับ
เดี๋ยวก็ต้องกลับมาอีก ก็จะบอกว่า ผ่านไปแล้วอีก
ก็แล้วแต่สมาชิกนะครับ
ผมว่า ถ้าอย่างไรก็โหวต (Vote) ไปเลยดีไหมครับ ถ้าอย่างนั้น ผมเสนอให้โหวตเลยครับ
ท่านศิวะเอาเถอะครับ ขออภัยนะครับ ท่านครับ ขอบพระคุณมากครับ ๔๖ นะครับ เมื่อกี้ เข้า ๔๖ ไปแล้ว อาจารย์เจิมศักดิ์ เชิญครับ
ท่านประธานครับ มาตรา ๔๖ ผมได้ขอแปรญัตติอยู่ ๒ ที่ แล้วหลังจากที่ไปชี้แจงต่อกรรมาธิการ กรรมาธิการ ก็แก้ไขร่างของกรรมาธิการ ในส่วนแรกตรงกันกับที่ผมได้ขอแปรญัตติ แต่ว่า ส่วนที่ ๒ นี่ กรรมาธิการไม่ได้เติมให้ ไม่ได้เห็นด้วย แต่เห็นด้วยเฉพาะส่วนในวรรคแรกนะครับ ที่ผมพูดตรงนี้ ให้มันชัด ๆ นี่ เพราะว่า ผมอ่านสื่อมวลชนบางคนไม่เข้าใจ แล้วก็ไปใส่ว่า ไปพูดทํานองว่า กรรมาธิการเขาก็แปรอยู่แล้ว แล้วพวกผมนี่ยังอุตส่าห์ไปแปรญัตติอีก ผมคิดว่าอันนี้ผิดถนัดเลย จริง ๆ แล้วเราเคยไปขอแปรญัตติ แต่ท่านยังไม่ยอมสรุปว่า จะพิจารณาว่า ท่านจะแก้ตามหรือไม่ แล้วในที่สุดท่านมาแก้ แต่ว่าผมอ่านสื่อมวลชนบางฉบับนี่เขียนว่า กรรมาธิการแก้ แต่ว่าพวก สสร. ก็ยังอุตส่าห์ แปรให้มันเสียเวลา ผมคิดว่า อันนี้ผิดอย่างแรงนะครับ ต้องทำความเข้าใจ อย่างเช่น มาตรานี้ชัดเจน มาตรานี้นะครับ ผมได้แปรญัตติว่า จะต้องมีกลไกควบคุมกันเองของ องค์กรวิชาชีพ ซึ่งกรรมาธิการก็เห็นชอบ แล้วก็เติม ก็ขอบคุณ ผมก็คิดว่า ผมไม่ติดใจ แต่ประเด็นนี้ก็ต้องถามที่ประชุมนะครับว่า ที่ประชุมเห็นด้วยไหม เพราะกรรมาธิการนั่น ท่านแก้ตามผม ไม่ได้หมายความว่า ที่ประชุมต้องเห็นด้วยตามผมทั้งหมดนะครับ ก็แบบ ๓๕ นะครับ ที่ผมพูด ผมเน้นอีกทีนะครับ ตรงนี้ต้องขอมตินะครับว่า ท่านจะเห็นชอบตาม ผมไหม ผมพอใจประเด็นนี้ ส่วนประเด็นที่ ๒ ผมได้ขอเติมว่า เจ้าของกิจการของสื่อต้อง สนับสนุนให้พนักงานจัดตั้งองค์กร เพื่อปกปัองสิทธิเสรีภาพและความเปึนธรรม ผมไปใช้ คำว่า องค์กร ตั้งแต่ตอนแปรญัตติ จำได้ใช่ไหมครับ แต่เจ้าหน้าที่ก็ยังพิมพ์ว่า สหภาพ แรงงาน บอกว่า ตอนนั้นมันมีความผิดพลาดในการพิมพ์ ตอนที่อยู่ในห้องแปรญัตติ ผม บอกว่า ขอเปลี่ยนนะครับ ที่พิมพ์มานี่ขอเปลี่ยนเปึนองค์กร เพราะฉะนั้นท่านทั้งหลาย เอกสารยังพิมพ์มาเปึน สหภาพแรงงาน อยู่ ข้อความคือ องค์กร นะครับ ท่านประธานครับ ตรงนี้มีความหมายว่าอย่างนี้ว่า เราอยากจะเห็นองค์กรนี่ปกปัองสิทธิเสรีภาพและความ เปึ้นธรรม เพราะว่า ในเรื่องมาตรา ๔๖ นี่ ท่านดูทั้งหมด ท่านจะเห็นว่า พนักงาน ลูกจ้าง ของเอกชนนะครับ ที่ประกอบกิจการหนังสือพิมพ์ วิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และสื่อมวลชนอื่น ย่อมมีเสรีภาพในการเสนอข่าวสาร แสดงความคิดเห็นภายใต้ข้อจำกัด ของรัฐธรรมนูญ ว่าไป และผมเติมว่า ต้องมีกลไกควบคุมกันเองขององค์กรวิชาชีพ ท่านเห็นด้วย วรรคสองบอก ข้าราชการ พนักงาน หรือลูกจ้างของหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ ในกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ หรือ สื่อมวลชนอื่น ย่อมมีเสรีภาพเช่นเดียวกับพนักงาน ลูกจ้างของเอกชน ก็ดี การกระทำ ไม่ว่าทางตรง หรือทางอ้อมของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง เจ้าหน้าที่ของรัฐหรือเจ้าของ กิจการ อันเปึนการขัดขวาง หรือแทรกแซงการเสนอข่าว หรือแสดงความคิดเห็น ในประเด็นสาธารณะของบุคคลตามวรรคหนึ่ง หรือวรรคสอง ให้ถือว่า เปึนการจ้งใจ ใช้อํานาจหน้าที่โดยไม่ชอบ และไม่มีผลใช้บังคับ ท่านประธานครับ ตรงนี้ล่ะครับ มันมีปัญหา ในอดีตที่ผ่านมา ท่านประธานจำเรื่องกบฏไอทีวี (ITV - Independent Television) ได้ไหมครับ ๒๓ คน ท่านประธานจําเรื่องต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นกับคนที่ทําสื่อวิทยุโทรทัศน์ ถ้าเขาไม่รวมตัวกันนี่ ถึงแม้กฎหมายจะเขียนห้าม แต่ว่า ถูกเจาะไช่หมดครับ ในวงการสื่อ คนเดียวนี่ไม่สามารถหรอกครับที่จะต่อสู้หรือคัดค้านใครได้ แต่ถ้าเขามีองค์กรที่จะปกปัอง สิทธิเสรีภาพและความเปึนธรรมของคนทำสื่อเอง ไม่ใช่สหภาพที่เรียกร้องสวัสดิการ เงินเดือนนะครับ แต่เปึนองค์กรเพื่อปกปัองสิทธิเสรีภาพและความเปึนธรรมนี่ ท่านให้เขา ได้ไหมครับ เราส่งเสริมให้เขา ให้เจ้าของสนับสนุนให้พนักงานจัดตั้งองค์กร เพื่อที่จะมา ปกปัองสิทธิเสรีภาพในการเปึนสื่อที่เสรี เราควรจะเขียนตรงนี้ไหมครับ ที่จะช่วยเขา ผม ถามที่ประชุม ชั่งน้ำหนักตรงนี้ให้ผมนิดเดียว ถ้าคิดว่า เรื่องนี้กฎหมาย มันเขียนดีแล้วว่า ทำไม่ได้ แทรกแซงไม่ได้ ให้แทรกแซงมันก็ผิด ก็ไม่ต้องเติม แต่ถ้าคิดว่า ที่ผ่านมามันมี ปัญหา เขียนเหมือนกันเลยกับป้ ๒๕๔๐ แล้วมันก็แทรกแซง แล้วมันก็ต้องมีองค์กรอย่าง ก็บฏ ๒๓ ของไอทีวีที่ขึ้นมาเรียกร้องสิทธิ รวมตัวกันต่อสู้ แล้วก็มีที่อื่น ๆ อีก ที่ลุกขึ้นมา รวมตัวต่อสู้ ถามว่า ถ้ารัฐธรรมนูญไปเขียนช่วยเขาอีกนิดหนึ่งนี่จะดีไหม ถามแค่นั้นเอง ถ้าท่านคิดว่าไม่จำเปึน ท่านไม่ต้องเติมเหมือนพวกผม แต่ถ้าคิดว่าตรงนี้น่าจะมี เพราะว่าทำมา ๑๐ ป้ ๒๕๔๐ มาถึง ๒๕๕๐ มันถูกแทรกแซงเสียพินาศหมด ช่วยให้เขาได้ รวมตัวเปึนองค์กรปกปัองสิทธินะครับ ไม่ใช่องค์กรมาเรียกร้องสวัสดิการนะครับ ถามว่า อย่างนี้นี่ ถ้าท่านเห็นด้วย ท่านให้ใส่ แค่นั้นแหละครับ ส่วนกรรมาธิการจะชี้แจงอย่างไร ก็เชิญครับ
ครับ เชิญท่านกรรมาธิการครับ อาจารย์มานิจครับ
กราบเรียนท่านประธานครับ กระผม มานิจ สุขสมจิตร กรรมาธิการครับ ขอเรียนว่า ในวรรคแรกคงไม่มีปัญหาแล้ว นะครับ กรรมาธิการก็เห็นด้วยนะครับ ที่ท่านผู้แปรญัตติขอเติมว่า ทั้งนี้ ต้องมีกลไก ควบคุมกันเองขององค์กรวิชาชีพ นะครับ ก็ขอเรียนตรงนี้อีกว่า การมีกลไกควบคุมกันเอง ขององค์กรวิชาชีพนี้ ก็อยากให้บันทึกในเจตนารมณ์ไว้ด้วยว่า ไม่ต้องมาออกกฎหมายให้ พวกสื่อนะครับ เพราะสื่อเขาไม่ต้องการให้ออกกฎหมายนะครับ เพราะเขาต้องการ ตั้งกันเองตามธรรมชาติ ขอเรียนไว้ว่า เรื่องนี้เปึนเรื่องที่ได้พูดกันมายืดเยื้อยาวนานเต็มที่ สามสิบ สี่สิบป้มาแล้ว มีคนพยายามจะเสนอให้ออกกฎหมายให้นะครับ แต่ทางสื่อ ไม่ต้องการ เหตุที่ไม่ต้องการก็เพราะว่า ตราบใดที่ออกกฎหมายมา ตราบนั้นฝ์ายรัฐ ก็จะต้องส่งคนเข้ามาแจม (Jam) มีเด็กฝากอยู่ทุกครั้งไปนะครับ ก็เรียนว่า เจตนารมณ์ อันนี้ก็คงจะตรงกันนะครับ ไม่ต้องไปออกกฎหมายให้มีกลไกควบคุมกันเอง คราวนี้มาถึง ในวรรคที่ ๔ นะครับ วรรคที่ ๔ ที่บอกว่า เจ้าของสื่อต้องสนับสนุนให้พนักงานจัดตั้ง ท่าน ผู้แปรญัตติ ใช้คำว่า จัดตั้งองค์กรเพื่อปกปัอง ในนี้ยังเปึนคำว่า สหภาพ อยู่นะครับ เปลี่ยนเปึน องค์กร แล้วใช่ไหมครับ
ครับ แก้เปึน องค์กร แล้วครับ
แก้เปึน องค์กร แล้วนะครับ ก็อยากจะเรียนอย่างนี้ว่า มันก็คงตรงกันนะครับ แต่ว่า การตั้งองค์กรอะไรต่าง ๆ ไม่ว่า จะเปึนสมาคม ไม่ว่าจะเปึนสมาพันธ์ หรือว่าจะเปึนสภาการ ขณะนี้ก็มีสภาการ หนังสือพิมพ์แห่งชาติอยู่ ก็ตั้งกันขึ้นมาแล้วนะครับ สมาคมต่าง ๆ ก็มีมานมนานเต็มที่ อันนี้เปึ้นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่า ได้กระทำอยู่แล้วครับ แล้วก็มีเจ้าของมาร่วมอยู่ด้วย อยู่แล้วนะครับ ผมคิดว่า ถ้าเผื่อมีความคิดตรงกันอย่างนี้นะครับ คือต้องการให้ตั้งองค์กร ก็คงไม่จำเปึ้นจะต้องบัญญัติไว้ครับ ขอบพระคุณครับ
ครับ ท่านอาจารย์ปกรณ์ครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม ปกรณ์ ปรียากร กรรมาธิการ ขอเรียนชี้แจงเพิ่มเติมนะครับ ที่ได้มีผู้แปรญัตติเสนอข้อความ ซึ่งใน ความจริงแล้วในการเขียนมาตรานี้นี่นะครับ คณะกรรมาธิการ โดยอนุกรรมาธิการ กรอบที่ ๑ ได้มีโอกาสรับฟังความคิดเห็นโดยตรง ของบรรดาสื่อสารมวลชน และบรรดา ผู้ที่มีวิชาชีพทางด้านนี้ รวมทั้งองค์กรต่าง ๆ ที่เข้ามาชี้แจง และค่อนข้างจะเข้ามาชี้แจง ในลักษณะที่ค่อนข้างเปึนระบบกว้างขวาง ขณะเดียวกันในการประชุมนี่นะครับ ก็แลกเปลี่ยนปัญหากันอยู่หลาย ๆ รอบ มีทั้งผู้ดำเนินรายการ จากที่มีปัญหาจากที่ ขออภัยที่เอ่ยนาม ท่านอาจารย์เจิมศักดิ์ ก็คือ จากบรรดาผู้ที่เคยทำงานในไอทีวี รวมทั้ง องค์กรอื่น ๆ ที่เข้ามาเกี่ยวข้องเปึนจำนวนมากทีเดียว เราพิจารณาเรื่องนี้ด้วยความเข้าใจ ว่า สิ่งที่รัฐธรรมนูญในป้ ๒๕๔๐ ได้บัญญัติไว้นี่ ความจริงแล้วมีอยู่ ๒ วรรคนะครับ ก็คือ ในวรรคที่ ๑ และในวรรคที่ ๒ แต่เราได้มาเพิ่มข้อความในบางส่วน อย่างในวรรคที่ ๑ นั้น ที่อาจารย์เจิมศักดิ์เสนอเข้ามานั้น ก็ตรงกันอย่างที่ท่านกรรมาธิการท่านที่แล้วได้กรุณา ชี้แจงมาแล้ว แต่สิ่งที่เรามาเพิ่มขึ้นมานี่นะครับ ก็คือ ในวรรคสาม ซึ่งเดิมในรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ ไม่มี ในวรรคสามนี่ เปึนข้อความที่สำคัญ และผมคิดว่า จะครอบคลุมไปถึงเรื่อง ที่ท่านอาจารย์เจิมศักดิ์ห่วงใย ขออภัยที่เอ่ยชื่อท่านอาจารย์เจิมศักดิ์อีกครั้งหนึ่งครับ ในฐานะที่ท่านเปึ้นสื่อ ห่วงใยในแง่ที่ว่า การกระทําใด ๆ ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อมของ ผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือเจ้าของกิจการ ที่เปึนการขัดขวาง หรือแทรกแซงการเสนอข่าว หรือแสดงความคิดเห็นในประเด็นสาธารณะของบุคคล ตามวรรคหนึ่งและวรรคสอง คือ ไปครอบคลุมในวรรคหนึ่งและวรรคสองด้วย เพราะในวรรคสองนี่เปึนเรื่องข้าราชการ พนักงาน ลูกจ้างของหน่วยราชการ หน่วยงาน ของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ ในกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และเราก็เพิ่มข้อความ ว่า หรือสื่อมวลชนอื่น ซึ่งในรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ ไม่มี ย่อมมีสิทธิเสรีภาพเช่นเดียวกับ พนักงานหรือลูกจ้างเอกชนตามวรรคหนึ่ง เพราะฉะนั้นพอเรามาเขียนในตรงนี้ ในวรรคที่ ๓ นี่นะครับ เราก็บอกว่า ให้ถือว่า เปึ้นการจึงใจใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบ และไม่มีผลใช้บังคับ เว้นแต่เปึนการกระทำเพื่อให้เปึนไปตามกฎหมายหรือจริยธรรม แห่งการประกอบวิชาชีพ ท่านอาจารย์เจิมศักดิ์มีความกรุณาต่อสื่อสารมวลชนมาก ก็คือ มาเติมคำว่า เจ้าของกิจการหรือสื่อนี่ต้องสนับสนุนให้มีการจัดตั้งองค์กร แต่บังเอิญ ในกรณีนั้นนี่ มันมีกฎหมายอื่นมากมายรองรับ และในขณะเดียวกันสื่อมวลชนเองนี่เขาก็ บอกว่า เขาสามารถที่จะดำเนินการกันเองได้ เขาชี้แจงอย่างนั้นนะครับ ความจริงในตอน อภิปรายนี่ผมอยู่ในที่ประชุมด้วย และผมก็พยายามจะพูดเหมือนกับที่ท่านอาจารย์ เจิมศักดิ์พูด แต่เขาบอกว่า ไม่จำเปึน เรื่องนี้ เพราะเขาได้พัฒนาก้าวขึ้นมาเปึนสถาบัน ทางวิชาชีพอย่างสมบูรณ์แล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีของสภาการหนังสือพิมพ์ แต่ว่าใน กรณีของสื่อสารมวลชนรูปแบบใหม่นี่ ไม่ว่าจะเปึนวิทยุ โทรทัศน์ หรือว่าสื่อใหม่ ๆ ที่มัน เกิดขึ้น ซึ่งในท้ายที่สุดนี่ เขาก็คงจะพัฒนาขึ้นมาเปึนองค์กรที่มีความเข้มแข็งมากขึ้น เพราะฉะนั้นข้อความที่อาจารย์เจิมศักดิ์ได้กรุณาเติมเข้าไปว่า ต้องมีกลไกควบคุมกันเอง ขององค์กรวิชาชีพ มันก็น่าจะสมบูรณ์ เมื่อเข้ามาเทียบกับข้อความที่อยู่ในวรรคท้าย เพราะว่าตรงจุดนั้นนี่ มันก็มีกฎหมายอื่นที่มาควบคุมในเรื่องของการจัดตั้งองค์กร ดังนั้นนี่ ผมอยากจะขอเรียนต่อท่านผู้เสนอแปรญัตติว่า ถ้าเข้าใจตรงนี้แล้วนี่ เราก็คงจะไปต่อ ในมาตราอื่นได้ด้วยดีครับ
ท่านสวิงครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม สวิ่ง ตันอุด ครับ ผมอยากจะเพิ่มเติมประเด็นที่เราได้ขอแปรญัตติไว้ แล้วก็ต้องขอขอบคุณกรรมาธิการที่ได้ เพิ่มเติมในเรื่องเกี่ยวกับจะต้องมีกลไกการควบคุมกันเองขององค์กรวิชาชีพนี่นะครับ ผมคิดว่า เรื่องนี้ค่อนข้างจะสำคัญ เพราะว่าเรื่องเสรีภาพของสื่อที่ผ่านมาเปึนประเด็น สําคัญมากในแง่ของการที่จะทําให้สังคมเรามีดุลอํานาจขึ้นมาที่แท้จริง ที่จริงเราทราบ อยู่แล้วนะครับว่า ชั้นของเรื่องต่าง ๆ เหล่านี้มีอยู่หลายชั้นนะครับ ชั้นที่เรียกว่า เปึ้นสื่อ ของรัฐ ซึ่งเราจะอภิปรายกันต่อไป ในมาตรา ๔๗ ซึ่งผมคิดว่า อันนี้ก็สําคัญ ว่าด้วยเรื่อง เกี่ยวกับองค์กรอิสระที่จะต้องมาดูแลในเรื่องต่าง ๆ เหล่านี้ ซึ่งผมคิดว่า อันนี้มันก็จะต้อง ว่ากันอีกนะครับ ส่วนเรื่องเกี่ยวกับมาตรา ๔๖ ซึ่งเรากำลังพูดกันในขณะนี้ เปึ้นเรื่อง เกี่ยวกับองค์กรที่ประกอบวิชาชีพในเรื่องนี้นะครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งองค์กรเอกชนที่ ประกอบวิชาชีพเรื่องนี้ ซึ่งผมคิดว่า ในเรื่องนี้นี่นะครับ เปึ้นเรื่องที่พูดถึงคล้าย ๆ ลักษณะ ที่เปึนเจ้าของกิจการที่จะมารวมตัวกันเองได้ ควบคุมกันเองได้ในองค์กรวิชาชีพ เห็นไหม ครับว่า เปึนเรื่องขององค์กร ซึ่งผมคิดว่า อันนี้ก็เปึนเรื่องดีนะครับ แต่ว่า ทีนี้ที่ผ่านมามันก็ มีอย่างที่ว่านี่นะครับ หลายครั้งองค์กรต่าง ๆ เหล่านี้แม้จะควบคุมกันเองนี่นะครับ บางเรื่องบางราวก็อาจจะถูกแทรกแซงจากอํานาจรัฐ หรือสื่อของรัฐ หรือนักการเมือง หรือ ธุรกิจต่าง ๆ ที่เข้ามา เพื่อที่จะเบี่ยงเบนประเด็นต่าง ๆ นี้ ซึ่งผมคิดว่า เรื่องนี้เราพอทราบ กันอยู่แล้วนะครับว่า กระบวนการนี่ทําอย่างไร แต่จุดที่สําคัญอีกประการหนึ่งนี่นะครับ องค์ประกอบที่สำคัญในแง่ของการที่จะทําให้เสรีภาพของสื่อสมบูรณ์ขึ้นนี่นะครับ ก็คือ พนักงานหรือผู้สื่อข่าว หรือบุคคลที่ประกอบอาชีพในเรื่องนี้ ซึ่งไม่ใช่เฉพาะเจ้าของกิจการ ผมคิดว่าในประเด็นที่เราขอเพิ่มนี่นะครับ ก็จะทำให้เรื่องนี้เปึ้นองค์ประกอบในแง่ของการ ที่จะทำให้เสรีภาพครบถ้วนขึ้นนะครับ เพราะเราเห็นว่า จริง ๆ เรื่องของพนักงานนี่นะครับ ที่ประกอบอาชีพในองค์กรของเอกชนก็ดี หรือของรัฐก็ดี ก็ควรจะต้องได้รับการสนับสนุน ในการที่จะทำให้เกิดองค์กรของเขาเองนะครับ ไม่ใช่เปึนองค์กรของเจ้าของกิจการ ซึ่งผมคิดว่า อันนี้เองถึงแม้บอกว่า เราจะมีกฎหมายอื่น ๆ มีเรื่องเกี่ยวกับสหภาพแรงงาน หรือเรื่องอะไรก็แล้วแต่นี่นะครับ แต่อันนั้นเอง ผมเท่าที่ฟังมา ก็คือว่า เมื่อไรพนักงาน รวมตัวกันเพื่อที่จะจัดตั้งสหภาพ เมื่อนั้นเขาก็จะคลอนแคลนทันทีในการที่จะถูกกําจัด ออกไปจากองค์กร ซึ่งผมคิดว่า อันนี้มันเปึนการลิดรอนหรือการทำลายที่เราเรียกว่า เสรีภาพของสื่อขั้นพื้นฐานที่สําคัญ เพราะทําอย่างไรเราจึงจะสร้างเสรีภาพในเรื่องนี้ ได้อย่างแท้จริง ทั้งในแง่ขององค์กรของรัฐ องค์กรของเอกชน แล้วบุคคลที่ประกอบอาชีพ ในเรื่องนี้ ดังนั้นนี่นะครับ ในประเด็นเรื่องนี้ที่บอกว่า ต้องเขียนขึ้นมาเปึ้นพิเศษ ก็เพื่อที่จะ ทำให้เสรีภาพของสื่อได้รับการคุ้มครองทุกชั้นไปนะครับ ซึ่งผมคิดว่า อันนี้ก็อยากจะให้ กรรมาธิการหรือในสภานี้ได้ร่วมกันพิจารณาว่า ถ้าเราปลดปล่อยตรงนี้ แล้วทำให้ตรงนี้ เข้มแข็งขึ้น ฐานที่เข้มแข็งขึ้นก็ย่อมที่จะทำให้องค์กรเอกชนที่ประกอบอาชีพในเรื่องนี้ เข้มแข็งขึ้น แล้วสิ่งสําคัญก็จะทําให้เสรีภาพทั้งหมดในเรื่องนี้ รวมทั้งองค์กรของรัฐที่เรา จะต้้องพูดกันต่อไปนี่เข้มแข็งขึ้นด้วย ซึ่งผมคิดว่า อันนี้เปึ้นเรื่องที่สำคัญ ขอให้ช่วย พิจารณาในเรื่องนี้ด้วยครับ ขอบพระคุณครับ
อาจารย์เจิมศักดิ์ครับ ปรึกษาท่านนะครับ ผมไม่แน่ใจกรรมาธิการเห็นอย่างไรนะครับ คือ ถ้าไปบังคับเจ้าของกิจการต้องสนับสนุนนี่ ในทางปฏิบัตินี่มันจะยุ่งยากไหม อันที่ ๑ นะครับ ประการที่ ๒ ปีกติถ้าเราจะคุ้มครอง เราก็จะคุ้มครองว่า พนักงานมีสิทธิจัดตั้ง องค์กรเพื่อปกปัองสิทธิเสรีภาพด้วยความเปึนธรรม ผมว่า ให้รัฐธรรมนูญคุ้มครอง หรือรับรองสิทธินี่นะครับ ผมว่า มันจะปฏิบัติได้นะครับ ก็เลยหารือนะครับ แล้วแต่ ท่านครับ เชิญครับ
ท่านประธานครับ ผม เจิมศักดิ์ ป่ืนท้อง ครับ ผมคิดว่าคําหารือของท่านประธานนี่ฟังขึ้น แล้วก็น่าสนใจ ผมอยากจะเรียน อย่างนี้ครับ เอาหลักก่อนนะครับ ที่ท่านกรรมาธิการมานิจพูดนี่เปึนความจริงว่า ขณะนี้ มันมีองค์กร แต่เปึนองค์กรข้ามระหว่างสื่อ คือหมายความว่า พวกวิทยุก็มีสมาคมนักข่าววิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย อย่างนี้ เปึ้นต้น ซึ่งในมาตราถัดไปนี่ เขาได้ทําหนังสือมาถึงผมเมื่อวานนี้ แล้วผมก็ลงไปรับ เมื่อวานนี้ แต่ว่า ในองค์กรเองนี่มันไม่มี ในสถาบันเดียว ในช่องเดียว ในทีวีช่องใด ช่องหนึ่ง บริษัทใดบริษัทหนึ่งนี่มันไม่มี แล้วที่เราต้องการนี่ อยากจะเห็นองค์กรของ พนักงานเพื่อปกปัองสิทธิเสรีภาพ และความเปึนธรรมดังกล่าวเท่านั้นเอง ที่ท่านประธาน บอกว่า ไปบังคับเจ้าของนี่ ผมก็เห็นด้วยกับท่านประธานว่า ไม่ควรมี แล้วก็เห็นด้วยว่า ถ้อยคํา ทํานองท่านประธานเลยนะครับว่า จะพูดว่า ให้มีองค์กร หรือสนับสนุน หรือว่าให้ เปึ้นสิทธิของพนักงานที่จะจัดตั้งองค์กร เพื่อปกปัองสิทธิเสรีภาพและความเปึ้นธรรม ผม คิดว่าถ้าอย่างนี้นี่ เราเดินกันคนละหน่อย แล้วก็มาเติม จะเติมตรงนี้ หรือจะเติมตรงไหน ท่านเชี่ยวชาญกว่าผมเยอะเลย อย่างนี้ไม่ต้องโหวตเลยครับ ผมรับได้ ตามที่ท่านประธาน ขอประนีประนอมตรงนี้ ขอบพระคุณครับ
ครับ ท่านกรรมาธิการครับ ที่เสนอนี้ กรรมาธิการเห็นด้วยไหมครับ หรือจะไปคิดก่อนครับ อย่างนั้นท่านไปคิดก่อนนะครับ ถ้อยคำ แต่หลักการตามนี้นะครับ เข้ามา
ท่านประธานครับ เจิมศักดิ์ ครับ เห็นด้วยครับ แต่ขอหลักการตามนี้เลยนะครับ
ครับ หลักการตามนี้ครับ เพียงแต่ว่า จะเอาถ้อยคำอย่างไร
ถ้อยคําเปึนอย่างไร
จะไม่มาลงมตินะครับ เปึ้นที่เข้าใจกัน
ครับ คราวนี้มันต้องลงมติว่ามันแก้ จากของเดิม
อ๋อ ตรงนั้น ถ้าอย่างนั้นผมถามก่อนแล้วกันนะครับ
ถามเสียหน่อยนะครับ
เพื่อจะได้ไม่ขัดแย้งกันนะครับ ในส่วนวรรคหนึ่งนี่นะครับ กรรมาธิการแก้ไขตามที่มี ผู้สงวนคําแปรญัตตินะครับ มีท่านสมาชิกท่านใดเห็นเปึนอย่างอื่นไหมครับ
ท่านประธานครับ และถามวรรค์ เดียวกันนี้ไปด้วยเลยไหมครับ
ครับ วรรคหนึ่งที่แก้ไขนี่นะครับ เดี๋ยวครับ เดี๋ยวให้ผมถามทีละวรรคก่อน วรรคหนึ่งหรือ ครับ มันตรงกันหมดแล้วนี่ครับ อ๋อ ข้อความครับ เอ้า ดู วรรคหนึ่งนะครับ วรรคหนึ่ง ที่บอก ทั้งนี้ ต้องมีกลไกควบคุมกันเองขององค์กรวิชาชีพ ตรงนี้ท่านกรรมาธิการติดใจไหม
ไม่ติดใจแล้วครับ
ไม่ติดใจตรงนี้นะครับ เดี๋ยวตรงอื่นค่อยว่ากัน ตรงนี้ท่านสมาชิกมีท่านใดเห็นเปึนอย่างอื่น ไหมครับ วรรคหนึ่งครับ
(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเปึนอย่างอื่น)
ไม่มีนะครับ ไม่มี เปึนไปตามที่กรรมาธิการแก้ไข ตอนนี้ ส่วนนี้เองนี่นะครับ ที่เราพูดถึง วรรคท้ายนี่ ท่านจะเอาไว้ตรงไหนครับ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ครับ กระผม อัชพร จารุจินดา กรรมาธิการครับ อยากจะย้ายจากวรรคสาม ขึ้นมาสู่ วรรคหนึ่ง เพราะมันเปึ้นเรื่องที่ต่อเนื่องกันนะครับ ขออนุญาต ถ้าเติมข้อความในบรรทัด สุดท้ายของวรรคหนึ่งครับ แต่ต้องไม่ขัดต่อจริยธรรมแห่งการประกอบวิชาชีพ ตรงนี้ขอเติม ว่า และมีสิทธิจัดตั้งองค์กร เพื่อปกปัองสิทธิเสรีภาพ รวมทั้ง มีกลไกควบคุมกันเองของ องค์กรวิชาชีพ ต่อเนื่องกันไปอย่างนั้นจะได้ไหมครับ
ท่านประธานครับ ผม เจิมศักดิ์ ครับ ไม่ขัดข้องครับ
ไม่ขัดข้องนะครับ
ครับ ไม่ขัดข้องครับ
แล้วก็ยังต่อข้อความ ทั้งนี้ ต้องมีกลไกองค์กรวิชาชีพ อันนี้ตามเดิม
ครับ อันเดิมยังต่ออยู่ เห็นด้วยครับ ขอบพระคุณครับ
เปึ้นที่ตรงกันนะครับ ขอบพระคุณครับ อย่างนั้น จบมาตรา ๔๖ นะครับ เดี๋ยวมาตรา ๔๗ เอาตอนบ่ายโมงสิบนาที พัก ๑ ชั่วโมงนะครับ ขอพักการประชุมครับ
พักการประชุมเวลา ๑๒.๐๙ นาฬิกา
เริ่มประชุมต่อเวลา ๑๓.๐๙ นาฬิกา
ท่านสมาชิกที่เคารพครับ ถึงเวลาเราเริ่มอภิปรายในภาคบ่ายนะครับ ตามที่นัดหมายไว้ ขอเริ่มเลยนะครับ กรรมาธิการยังไม่อยู่ในที่ประชุมเลย อย่างน้อยกรรมาธิการ ต้องขึ้นที่ประชุมด้วยนะครับ ขอเชิญสมาชิกที่อยู่ข้างนอกนะครับ เข้าห้องประชุมนะครับ แล้วก็โดยเฉพาะกรรมาธิการ ครับ ระหว่างที่กรรมาธิการยังไม่เข้าห้องประชุมนะครับ สมาชิกมีอะไรที่จะปรึกษาหารือ ก่อนไหมครับ เชิญครับ ท่านวีนัสครับ
ขอบคุณท่านประธานครับ ผมเพียงแต่ว่า อยากจะผ่านเสียงเรียกให้สมาชิกเข้าประชุมครับท่านประธาน ขออนุญาตท่านประธาน นะครับ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติครับ ผม วีนัส ม่านมุงศิลปี สสร. ครับ เนื่องจากว่า กระผมได้มานั่งรอในห้องประชุมนี้ตั้งแต่เกือบบ่ายโมงนะครับ ล่วงเวลามากว่าสามสิบ นาที ยังไม่เห็นเพื่อนสมาชิกนะครับ ผมรู้ว่าท่านเพื่อนสมาชิกอยู่ในห้องน้ำนะครับ อยู่ใน ห้องประชุมกรรมาธิการหลาย ๆ คณะนะครับ อยู่ในห้องอาหารนะครับ ถ้าท่านได้ยินเสียง ที่ผมประชาสัมพันธ์แล้วนะครับ ขอความกรุณาท่านสมาชิกทุกท่านได้เข้าห้องประชุมใหญ่ เพื่อจะได้ดำเนินการประชุมอย่างต่อเนื่องนะครับ เราจะได้ประชุมในมาตราที่ ๔๗ ว่าด้วย คลื่นความถี่ หลังจากนั้นก็จะเปึนเรื่องของการศึกษานะครับ ผมขออนุญาตท่านประธาน เกริ่นนำนิดหนึ่งนะครับ ช่วงระหว่างรอนะครับ เนื่องจากว่า ประเด็นของการศึกษาอยู่ ในมาตราที่ ๔๘ นะครับ มีผู้แปรญัตติทั้งหมดอยู่ ๑๐ ท่าน แบ่งเปึ้นทั้งหมดอยู่ ๗ กลุ่ม นะครับ มีประเด็นทั้งหมดอยู่ ๑๐ ประเด็นเหมือนกัน ตั้งแต่การศึกษาระดับบังคับ คือ อนุบาล ๑ ถึง ๓ ตั้งแต่ปริญญาตรีฟรี ตั้งแต่ ๑๒ ป้ ฟรี ทีนี้ประเด็นอยู่ที่ว่า เราจะเอา ญัตติไหนเข้าเทียบเคียงกับยกร่าง เราก็ยังเห็นแตกต่างกันอยู่ ผมมีความเห็นอย่างนี้ นะครับว่า จะต้องเป่ดโอกาสให้สมาชิกได้อภิปรายในทุกประเด็นก่อน แล้วก็เอามติของ กลุ่มทั้ง ๑๐ กลุ่ม นี่ ว่าเราจะเอาประเด็นไหนให้สมาชิกได้เทียบเคียงกับยกร่างนะครับ หลังจากนั้น มันก็จะไปโยงถึงมาตรา ๖๘/๑ ๒ ๓ ๔ ที่ผมได้ยื่นญัตติไว้แล้วนะครับ ผมก็จะอภิปรายสรุปในภาพรวมของหมวดการศึกษาแห่งชาติด้วย แล้วก็เอามาโยงอยู่ ในมาตราที่ ๗๙ (๓) นะครับ ก็หารือท่านประธานล่วงหน้าไว้ก่อนว่า ระเบียบก็ขอให้เปึน ตามนี้ไปก่อนนะครับ แล้วหลังจากนั้นก็จะอภิปรายในภาพของการศึกษาทั้งหมด รวมถึง แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐด้วย ขอบพระคุณครับท่านประธานครับ
ขอบพระคุณครับ ช่วยประชาสัมพันธ์ให้หน่อย ท่านเลขามาหรือยังครับ ฝ์ายเจ้าหน้าที่เรา นะครับ เมื่อกี้นัดหมายที่ประชุมเวลากี่โมงครับ บ่ายโมงครึ่งหรือครับ บ่ายโมงสิบนาที ผมก็ได้รับแจ้งอย่างนั้นนะครับ ข้อสำคัญขณะนี้เลขาธิการไม่อยู่ในห้องประชุม เจ้าหน้าที่ ยังตามไม่ได้หรือครับ ท่านสมาชิกครับ ขณะนี้กรรมาธิการก็มาแล้ว ๒ ท่าน อย่างน้อย ๓ ท่านนะครับ คงจะ ดำเนินการประชุมไปได้ เพราะว่าเลขาธิการกลับมาแล้ว เชิญท่านเลขาธิการครับ มาตรา ๔๗ ครับ
โทษนะครับ ท่านประธานครับ ผม เจิมศักดิ์นะครับ ท่านประธานกรุณากดออดเรียก เพราะว่าข้างนอกนี่ เนื่องจากพอหยุด พักการประชุม เขาก็ไปเป่ดทีวีดูอย่างอื่น เพราะฉะนั้นเขาจะไม่ทันได้มาดูว่า ในห้องนี้ เรากำลังประชุมแล้ว ท่านกดออดสัก ๒ ครั้งสิครับ
ความจริงนี่ออดลงมตินะครับ แต่ว่าใช้ไปชั่วคราว เรียกประชุม ความจริงเจ้าหน้าที่เขากด ให้สองสามครั้งแล้วนะครับ เอาล่ะครับ ขณะนี้กำลังเดินเข้ามา ขอเชิญท่านเลขาธิการ เลยครับ
มาตรา ๔๗ มีการแก้ไข มีผู้แปรญัตติขอสงวนคำแปรญัตติ
เนื่องจากมาตรานี้มีการแก้ไขนะครับ เชิญท่านกรรมาธิการเสนอการเปลี่ยนแปลงของท่าน ก่อนนะครับ
ท่านประธานครับ ขอผู้แปรญัตติ ก่อนก็ได้มั้งครับ ถ้ากรรมาธิการยังไม่พร้อม
ยังไม่พร้อมหรือครับ กระผมเห็นท่านมานิจนั่งอยู่ จะแทนหรือเปล่าครับ
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผม อัชพร จารุจินดา กรรมาธิการครับ ขออนุญาตกราบเรียนอย่างนี้ นะครับว่า มาตรา ๔๗ นั้น โดยสาระทั้งหมดนั้น คณะกรรมาธิการยังคงไปตามร่างเดิม นะครับ เพียงแต่แก้ถ้อยคำ กล่าวคือ ถ้อยคำในวรรคสองที่เกี่ยวกับให้มีองค์กรของรัฐ องค์กรหนึ่งทำหน้าที่จัดสรรคลื่น ก็เพียงแต่เติมว่า ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ เพราะจะต้องมีกฎหมายบัญญัติเกี่ยวกับการจัดตั้งองค์กรนะครับ ในวรรคสาม แก้ไข ถ้อยคำให้สอดคล้องเท่านั้นเองนะครับ ส่วนวรรคสุดท้ายที่ตัดออกนั้น ย้ายไปอยู่เปึน มาตรา ๔๗/๑ เพราะเห็นว่า เนื้อหาสาระนั้นไม่สอดคล้องกับวรรคตอนต้น ก็จึงแยกมา บัญญัติเปึนมาตราโดยเฉพาะ กรณีผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองที่ต้องห้ามเปึนเจ้าของ กิจการ หรือถือหุ้นครับ ก็โดยสาระ ก็คือ ยังคงไว้ตามร่างเดิมที่เสนอนะครับ ก็ขออนุญาต ให้ทางท่านผู้แปรญัตติเสนอความเห็น แล้วคณะกรรมาธิการจะชี้แจงในภายหลังครับ
ในส่วนแรกนี่ท่านสมาชิกไม่มีความเห็นเปึนอย่างอื่นกันนะครับ หมายความว่า กับที่กรรมาธิการเปลี่ยนแปลงแก้ไข ถ้าอย่างนั้น ก็เชิญท่านฝ์ายผู้แปรญัตติครับ
ท่านประธานครับ มิได้หมายความว่า สมาชิกเห็นด้วยกับการเปลี่ยนแปลงของกรรมาธิการนะครับ เพียงแต่รับฟังไว้ก่อน ต้องเปรียบเทียบกัน เพราะฉะนั้นเมื่อกี้ไม่ได้เปึ้นมตินะครับ ขอบพระคุณครับ
ใช่ครับ เชิญท่านผู้แปรญัตติท่านแรกเลยครับ ท่านพิเชียรครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาร่าง รัฐธรรมนูญที่เคารพ ท่านกรรมาธิการ เพื่อนสมาชิก สสร. นะครับ รวมทั้งพี่น้องประชาชน ทั่วประเทศที่กําลังรับฟังอยู่ในขณะนี้นะครับ มาตรา ๔๗ นี้นี่ เปึนมาตราที่มีความสําคัญ อย่างยิ่งนะครับท่านประธาน เปึนมาตราที่ว่าด้วยเรื่องของกิจการกระจายเสียงวิทยุ และโทรทัศน์ รวมทั้งกิจการโทรคมนาคม ซึ่งเกี่ยวพันกับชีวิตความเปึนอยู่ของพี่น้องประชาชน ทั่วประเทศเปึนอย่างมาก อาจจะถือได้ว่า เปึนปัจจัยที่ ๕ ของคนไทยเราในขณะนี้แล้ว นะครับ ในเรื่องของการสื่อสาร ดังนั้น การอภิปรายในมาตรานี้นั้น จึงมีความสําคัญ ทั้งต่อ สื่อสารมวลชนทั่วประเทศ ซึ่งมีมูลค่าของกิจการในป้หนึ่ง ป้หนึ่งนะครับ ทางด้านยอด โฆษณาของทีวีนี่ เกือบ ๑ แสนล้านบาทนะครับ แล้วก็ของวิทยุ ก็จะอยู่ประมาณนับ หมื่นล้านบาทนะครับ รวมทั้งกิจการโทรคมนาคม ก็มีมูลค่าสูงนะครับ ถึงประมาณ ๕ แสน ถึง ๖ แสนล้านบาท นะครับ อันนี้ก็นับว่า เปึนกิจการที่มีความสำคัญอย่างใหญ่ หลวงต่อประเทศชาติและพี่น้องประชาชน ปัญหาใหญ่ในขณะนี้นะครับ ก็คือว่า ในร่าง รัฐธรรมนูญซึ่งทางคณะกรรมาธิการยกร่างนี่ได้จัดทําขึ้นนั้น ก็ได้ล้อมาจากรัฐธรรมนูญ เมื่อป้ ๒๕๔๐ นะครับ โดยรัฐธรรมนูญเมื่อป้ ๒๕๔๐ นี่ ก็ได้เขียนไว้นะครับว่า คลื่นความถี่ ที่ใช้ในการส่งวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์และโทรคมนาคมเปึนทรัพยากรสื่อสาร ของชาติ เพื่อประโยชน์สาธารณะ อันนี้ในวรรคหนึ่งนี่ตรงกันนะครับ แล้วก็ไม่มีการแก้ไข นะครับ แต่ว่าวรรคสองนี่นะครับ วรรคสองนี่มีความสำคัญครับ แล้วก็กลุ่ม ๑ ของกระผม ได้ขอแก้ไขนะครับ โดยได้แก้ไขจากถ้อยคํานะครับ ที่ว่า ให้มีองค์กรของรัฐที่เปึนอิสระ ๑ องค์กร นะครับ อันนี้เขาเขียนว่า ให้มีองค์กรของรัฐที่เปึ้นอิสระองค์กรหนึ่ง ทําหน้าที่ จัดสรรคลื่นความถี่ตามวรรคหนึ่ง นะครับ จริง ๆ แล้ว กระผมได้แก้ไขว่า ให้มีองค์กร ตัดคําว่า ของรัฐ นะครับ ตรงนี้เอกสารเล่มเขียวนี่ไม่ได้ตัดให้กระผมนะครับ ต้องขออนุญาตว่า ผมได้ขอตัดคำว่า ของรัฐ ออกนะครับ แล้วก็ให้มีองค์กร จริง ๆ ผมให้ ตัดคำว่า ที่เปึน ด้วยนะครับ คือให้มีองค์กรอิสระ นะครับ จากองค์กรหนึ่ง ผมเปลี่ยนเปึน ๒ องค์กร เพราะฉะนั้นข้อความที่ถูกต้องจะเปึ้นดังนี้นะครับ ก็คือ ให้มีองค์กรอิสระ ๒ องค์กร ทำหน้าที่จัดสรรคลื่นความถี่ตามวรรคหนึ่ง และกำกับการประกอบกิจการ วิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม โดยให้มีองค์กรทำหน้าที่จัดสรร คลื่นความถี่ และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียงและโทรทัศน์แห่งชาติ นะครับ ต้องมีคำว่า แห่งชาติ ด้วย เรียกว่า กสช. องค์กรหนึ่ง และให้มีองค์กรทำหน้าที่ จัดสรรคลื่นความถี่ และประกอบกิจการโทรคมนาคม มีคำว่า แห่งชาติ ด้วย เรียกว่า กทช. อีกองค์กรหนึ่ง หากมีกิจการใดต้องดำเนินการร่วมกัน ให้นำกฎหมายว่าด้วยองค์กรจัดสรร คลื่นความถี่มาใช้บังคับโดยอนุโลม นะครับ
เดี๋ยวคุณพิเชียรครับ เนื่องจากข้อความเติมไปตั้งเยอะแยะนะครับ ท่านเติมจริงหรือเปล่า หรือว่า ในหลักฐานที่ทางฝ์ายเลขา ยืนยันไหมครับ ถ้ายืนยันว่า เติมไปอย่างนี้จริง ก็จะได้ ดำเนินการต่อ ถ้ามิฉะนั้นเปึนการขอเพิ่มเติมนะครับ
อ๋อ ครับ
เพิ่มเติมญัตติ ท่านก็ต้องใช้แล้วครับ
ครับ ก็กรุณาดูตามเอกสารที่กระผมได้ ส่งไปนะครับ ซึ่งตรงนี้ ถ้าเผื่อว่าในเอกสารนั้นเปึนอย่างไร ก็ขอให้เปึนไปตามนั้นครับ ท่านประธานครับ
ใช่ครับ
ไม่ใช่ปัญหาครับ
เจ้าหน้าที่ เดี๋ยวบอกก็ได้
ไม่เปึนไรครับท่านประธาน คือให้ยึด ตามเอกสารที่กระผมได้ส่งไป
ตกลงครับ เชิญครับ เชิญต่อครับ
ขออนุญาตต่ออีกไม่ยาวนักนะครับ ก็คือว่า หลักใหญ่ใจความที่ทางกลุ่ม ๑ ของกระผมได้แปรญัตติไปนั้นนี่ ก็คือ ให้มีองค์กร อิสระ ๒ องค์กร แทนที่จะเปึน ๑ องค์กรนะครับ ซึ่งตรงนี้นี่ สาเหตุสำคัญที่กระผมอยากจะให้มี ๒ องค์กรนั้นนี่ ก็เพราะว่า กิจการกระจาย เสียงวิทยุและโทรทัศน์นี่ มีภารกิจที่สำคัญในการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารให้กับพี่น้อง ประชาชนทั่วประเทศเปึนด้านหลักนะครับ การเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารนั้น ก็มุ่งเพื่อ ประโยชน์สาธารณะนะครับ หรือที่เรียกว่า พับลิก อินเทอเรสต์ (Public interest) เปึนหลักนะครับ กิจการวิทยุและโทรทัศน์นั้น จริง ๆ แล้วนี่ เรามิได้มุ่งในเรื่องการทํากําไร สูงสุดนะครับ แต่ว่า มุ่งที่จะให้มีการสื่อสาร ทั้งจากรัฐสู่ประชาชน จากประชาชนสู่ ประชาชนนะครับ แล้วก็เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อสาธารณะให้มากที่สุด อันนี้ คือ เปัาหมาย หลักนะครับ แต่ว่า ถ้าเปึนกิจการทางด้านโทรคมนาคมนี่ ก็จะเปึนกิจการทางด้านของ โทรศัพท์พื้นฐาน โทรศัพท์มือถือนะครับ แล้วก็เรื่องของกิจการดาวเทียมสื่อสารนะครับ ซึ่งตรงนี้นั้นนี่ เปัาหมายในการดำเนินกิจการจะแตกต่างจากการดำเนินกิจการของวิทยุ และโทรทัศน์นะครับ โดยเปัาหมายของโทรศัพท์พื้นฐาน และโทรศัพท์มือถือ รวมทั้ง กิจการดาวเทียมนั้นนี่ ก็จะอยู่ในมือของบริษัทเอกชน แล้วก็มักจะเน้นในเรื่องการทำกำไร สูงสุด มากกว่าการที่จะทำประโยชน์เพื่อสาธารณะนะครับ จริงอยู่เขาอาจจะบอกว่า ก็มุ่ง ทำประโยชน์ เพื่อสาธารณะด้วยเช่นเดียวกัน แต่ว่า ในความเปึ้นจริงของการดำเนินธุรกิจ นั้นนี่ กิจการโทรคมนาคมนะครับ อย่างเช่น ทางด้านของโทรศัพท์พื้นฐานนี่ ก็จะมีบริษัท ทีโอที (TOT) ของรัฐบาล ซึ่งเดิมนั้น ก็คือ องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย แล้วก็จะมี บริษัทโทรคมนาคม หรือว่า แค่ต (CAT) นะครับ ซึ่งก็คือการสื่อสารแห่งประเทศไทย แล้วก็ มีบริษัททรู (True) มีบริษัททีที แอนด์ ที (TT&T) เหล่านี้นี่ เขาจะมุ่งเน้นในเรื่องของการทำ กําไรสูงสุด มากกว่าที่จะมุ่งเน้นเรื่องการเอื้อประโยชน์ต่อสาธารณะ แล้วก็ยิ่งกว่านั้น นะครับ ในกิจการที่ ๒ คือ กิจการโทรศัพท์มือถือ อันได้แก่ ยกตัวอย่าง บริษัทมือถือ ใหญ่ ๆ ๔ บริษัท ก็คือ บริษัทเอไอเอส (AIS) บริษัทดีแทค (DTAC) บริษัททรู และบริษัท ฮัทช์ (Hutch) ฮัทชิสัน (Hutchison) นี่ ทั้ง ๔ บริษัทนี่ ก็เปึ้นบริษัทจดทะเบียนในตลาด หลักทรัพย์ แล้วก็จะมุ่งเน้นเรื่องของการทำกําไรสูงสุด ที่เรียกว่า แม็กซิไมซ์ โพรฟ่ต์ (Maximize profit) มากกว่านะครับ นอกจากนั้นแล้ว กิจการที่ ๓ ของด้านโทรคมนาคม ก็คือ กิจการด้านดาวเทียมนะครับ ท่านประธาน กิจการด้านดาวเทียมนี้นี่ เรามีบริษัทที่ ดำเนินการหลัก ๆ อยู่เพียงบริษัทเดียว คือ บริษัท ชินแซทเทลไลท์ (Shin Satellite Public Company Limited) นะครับ ซึ่งอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ แล้วก็ได้ดำเนินกิจการของ ดาวเทียมไทยคม ๑ ถึง ๔ นะครับ แล้วก็ดาวเทียมไอพีสตาร์ (IPSTAR) ซึ่งเปึ้นดาวเทียม ดวงใหม่ที่เพิ่งยิ่งขึ้นไปเมื่อปลายป้ที่แล้วนะครับ จะเห็นได้ว่า กิจการด้านโทรคมนาคมนั้น นี่ ก็จะมุ่งเน้นในเรื่องของการสื่อสารและการทํากําไรสูงสุด มากกว่าที่จะเน้นประโยชน์ต่อ สาธารณะนะครับ ในขณะที่กิจการด้านวิทยุและโทรทัศน์ ก็จะมีกิจการหลัก ๆ ที่สำคัญ ดังนี้นะครับท่านประธาน คือ วิทยุนี่ก็จะประกอบไปด้วยวิทยุหลักนะครับ ประมาณ ๕๒๕ สถานีทั่วประเทศนะครับ แล้วต่อมานี่มีกิจการที่เรียกว่า วิทยุชุมชน ขึ้นมา วิทยุชุมชนนั้นนี่ เมื่อแรกเริ่มมีเพียงประมาณร้อยห้าสิบถึงสองร้อยสถานี แต่ว่า ต่อมานี่ได้มีการเพิ่มขึ้นมา อย่างรวดเร็วนะครับ ภายในเวลา ๒ ถึง ๓ ป้ วิทยุชุมชนนั้น ได้เพิ่มจำนวนขึ้นมาถึง ประมาณสี่พันกว่าสถานีทั่วประเทศนะครับ แล้วก็ตอนนี้ปัญหาใหญ่ก็คือว่า วิทยุชุมชน สี่พันกว่าสถานีเหล่านี้นี่ต้องการใบอนุญาตที่ถูกต้องตามกฎหมาย แต่ว่า เนื่องจากว่ายัง ไม่มีคณะกรรมการ กสช. หรือคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงวิทยุและโทรทัศน์ แห่งชาติ จึงไม่มีองค์กรที่จะออกใบอนุญาตให้กับวิทยุชุมชนทั่วประเทศเหล่านี้นะครับ ขณะนี้วิทยุชุมชนทั่วประเทศนี่ก็กําลังรับฟังการอภิปรายในมาตรา ๔๗ นี้นะครับว่า ในท้ายที่สุด สภาร่างรัฐธรรมนูญจะกำหนดองค์กรที่จะกำกับดูแลกิจการวิทยุทั่วประเทศนี่ เปึน ๑ องค์กร หรือเปึน ๒ องค์กร แต่ว่า ทางกลุ่มของกระผม เท่าที่ได้ไปรับฟังข้อคิดเห็น มาจากพี่น้องประชาชน รวมทั้งนักวิชาการ และองค์กรสื่อสารมวลชนต่าง ๆ นั้นมีความ ปรารถนาและต้องการที่จะให้มีมากกว่า ๑๑ องค์กรนะครับ เพราะว่าลักษณะงานของงาน ด้านวิทยุโทรทัศน์ กับงานด้านโทรคมนาคมนั้น แตกต่างกันค่อนข้างจะมาก นอกจากวิทยุ ดังที่กระผมได้กล่าวไปแล้วนะครับ ก็ยังมีทีวี ซึ่งทีวีก็แบ่งออกเปึนที่สำคัญดังนี้นะครับ คือ ฟรีทีวี (Free TV) ขณะนี้มี ๖ ช่อง ฟรีทีวี หมายถึง ทีวีที่ประชาชนสามารถเป่ดรับได้ โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใด ๆ ก็มีนะครับ ช่อง ๓ ๕ ๗ ๙ ๑๑ และไอทีวี ซึ่งตอนนี้เปลี่ยน ชื่อเปึ้นทีไอทีวี (TITV) นะครับ แล้วก็ส่วนเคเบิลทีวี (Cable TV) นั้น เคเบิลทีวีระดับชาติ ขณะนี้ เรามีเพียงบริษัทเดียว ก็คือ บริษัทยูบีซี (UBC) หรือว่า ทรูวิชันส์ (TrueVisions) นะครับ แต่ว่า เคเบิลทีวีในระดับท้องถิ่นนั้น ก็ได้เพิ่มจำนวนขึ้นมา จากเดิมที่ กรมประชาสัมพันธ์ได้ออกใบอนุญาตให้นี่ มีอยู่แค่ ๗๘ สถานี หรือ ๗๘ บริษัท แต่ว่า ในช่วงสุญญากาศ หลายป้ที่ผ่านมานี่ เคเบิลระดับท้องถิ่น ได้เพิ่มจำนวนขึ้นมาจาก ๗๘ สถานี ขึ้นมาเปึนประมาณแปดเก้าร้อยถึงเกือบหนึ่งพันสถานีนะครับ ซึ่งถือว่า ก็ค่อนข้างจะมาก แล้วก็เคเบิลทีวีท้องถิ่นทั่วประเทศเกือบหนึ่งพันสถานีนี้ ขณะนี้ก็กำลัง รับฟังการอภิปรายของสภาร่างรัฐธรรมนูญของเราว่า วันนี้ กิจการ กสช. กทช. นี่เราจะยัง แยกเปึน ๒ องค์กรเหมือนเดิมหรือไม่ หรือว่า จะรวมเปึน ๑ องค์กร อย่างที่กรรมาธิการ ยกร่างได้ร่างขึ้นนะครับ ดังนั้น วันนี้จึงถือว่า มาตรา ๔๗ นี้เปึ้นมาตราที่มีความสําคัญมาก ครับท่านประธาน แล้วก็พี่น้องประชาชนทั่วประเทศ โดยเฉพาะผู้ประกอบกิจการ ทั้งวิทยุหลัก แล้วก็วิทยุชุมชน เกือบ ๔,๐๐๐ สถานีทั่วประเทศ เคเบิลทีวี เกือบ ๑,๐๐๐ สถานีทั่วประเทศ กำลังรอคอยการตัดสินใจของพวกเรา สสร. แล้วก็ท่านกรรมาธิการ ยกร่างนะครับ ทางเคเบิลทีวีหนึ่งพันสถานีนี้ ก็ต้องการใบอนุญาตที่ถูกกฎหมาย เช่นเดียวกัน แต่ว่า ตลอดสี่ห้าป้ที่ผ่านมา เนื่องจากไม่มีองค์กร กสช. จึงไม่สามารถที่จะ ขอใบอนุญาตอย่างเปึ้นทางการได้นะครับ ตรงนี้ก็เปึ้นปัญหาในวงการวิทยุและโทรทัศน์ที่ กำลังประสบอยู่ ในขณะเดียวกัน ทางด้านกิจการโทรคมนาคมนั้น ก็มีปัญหาใหญ่ นะครับท่านประธาน ก็คือ ปัญหาเรื่องของสัญญาสัมปทาน หรือสัญญาร่วมการงาน ที่บริษัทเอกชนทั้งหลาย ได้กระทำกับรัฐวิสาหกิจในอดีต ขณะนี้ก็กำลังมีปัญหานะครับว่า สัญญาสัมปทานโทรคมนาคมเหล่านั้นยังมีผลบังคับใช้อยู่หรือไม่ ยังมีผลบังคับใช้อยู่ หรือไม่ และผลบังคับใช้นั้น มีปัญหามากน้อยแค่ไหน ทั้งนี้ เนื่องจากว่า ขณะนี้เรามีองค์กร ที่เรียกว่า คณะกรรมการ กทช. ขึ้นมาเรียบร้อยแล้ว เมื่อประมาณ ๓ ป้ก่อน และเรายังมี พระราชบัญญัติลูก ที่เรียกว่า พระราชบัญญัติกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ นะครับ ก็ได้ออกมาบังคับใช้อยู่ประมาณ ๒ ถึง ๓ ป้ที่ผ่านมา แต่ปัญหาใหญ่ในวงการ โทรคมนาคมขณะนี้ ก็คือปัญหาว่า สัญญาสัมปทาน หรือสัญญาร่วมการงานเดิมที่บริษัท ทั้งหลาย เช่น เอไอเอส ดีแทค ทรู ทีที แอนด์ ที เหล่านี้ได้ทำกับองค์การโทรศัพท์และ การสื่อสารแห่งประเทศไทย มาเจอปัญหาว่า คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ และกฎหมาย พรบ. ประกอบกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ มีความแตกต่างไปจาก พรบ. วิทยุโทรทัศน์เดิมที่ใช้อยู่ จึงทำให้เกิดปัญหาว่า สัญญาสัมปทานที่ได้เซ็นกันไปนั้น ยังมีผลโดยสมบูรณ์หรือไม่ เพราะว่า จะมีปัญหาในเรื่องของค่าสัมปทานนะครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ปัญหาตัวหนึ่งที่เห็นได้ชัด ก็คือ เรื่องที่เขาเรียกกันว่าค่าแอกเซส ชาร์จ (Access charge) นะครับ หรือว่าค่าอินเตอร์คอนเนกชัน ชาร์จ (Interconnection charge) ตัวนี้ก็ยังตกลงกันไม่ได้ว่า ตกลงแล้วจะทำอย่างไร แต่ว่าผมจะไม่ลงไปใน รายละเอียดเหล่านั้นนะครับท่านประธาน คือ ทั้งหลายทั้งปวงนี้ก็กำลังจะบอกว่า คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ซึ่งขณะนี้มีอยู่ ๗ คน แล้วก็ได้ดำเนินงาน มาเกือบ ๓ ป้นี่ แต่ว่า ขาดคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงวิทยุและโทรทัศน์แห่งชาติ นะครับ มันก็เลยไม่ครบถ้วนนะครับ เหมือนกับเดิมนั้นเขามี ๒ ขา แต่ตอนนี้เท่ากับมีอยู่ เพียงแค่ขาเดียว แล้วก็อีกขาหนึ่ง คือ ยังไม่เกิดนะครับ เพราะฉะนั้นการออกใบอนุญาต ต่าง ๆ รวมทั้งเรื่องสัญญาสัมปทานนะครับ ก็ไม่สามารถดำเนินการได้ นี่คือ ปัญหา ที่ประสบอยู่ ผมอยากจะเรียนว่า ถ้าหากว่า เราไปรวม ๒ องค์กรนี้เข้าด้วยกันอาจจะทำให้ เกิดปัญหาในระยะยาวในการทำงาน ซึ่งจะไม่เอื้อประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชนเท่าที่ควร นะครับ แล้วก็ถ้าแยกกัน กระผมคิดว่า ทั้ง ๒ องค์กรที่แยกกันนี้ คือ กสช. และ กทช. น่าจะทำหน้าที่ต่าง ๆ ได้ดีกว่าที่จะรวมเปึนองค์กรเดียวนะครับ คือ เหตุผลที่ทาง กรรมาธิการยกร่างได้ให้กับพวกเรา เมื่อตอนที่เราได้คุยกัน เมื่อวันที่ ๔ มิถุนายน นั้น ท่านบอกว่า เนื่องมาจากเหตุผลทางด้านของเทคโนโลยี (Technology) นะครับ ว่า เทคโนโลยีนี่มีการรวมตัวกันเข้ามาแล้ว ระหว่างโทรคมนาคมกับวิทยุโทรทัศน์ เราจะได้ยิน ศัพท์บางคำนะครับ ที่เขาเรียกกันว่า ค่อนเวอร์เจนซ์ (Convergence) นะครับ ค่อนเวอร์เจนซ์ ก็หมายถึงว่า กิจการวิทยุและโทรทัศน์กับโทรคมนาคม เทคโนโลยีมันได้มา รวมกัน อย่างเช่นโทรศัพท์มือถือที่ผมยกขึ้นให้เห็นนี้นะครับ เดิมเปึนเพียงแค่ เรารับฟัง เสียงโทรเข้า โทรออก แต่ว่า ขณะนี้ด้วยระบบที่เรียกว่าสามจี (3G) นะครับ หรือ ทรี เจนเนอเรชันส์ (Three generations) นี่ และต่อไปจะมีสี่จี (4G) และห้าจี (5G) ก็จะ สามารถที่จะทำให้โทรศัพท์มือถือนี้ จอภาพที่เห็นนี่สามารถที่จะรับเปึ้นทีวีได้ เรียกว่า โมบาย ทีวี (Mobile TV) หรือว่าทีวีมือถือนะครับ แล้วก็สามารถรับฟังวิทยุได้นะครับ เปึน วิทยุมือถือนะครับ ตรงนี้เองที่อาจจะเปึนจุดหนึ่งที่ทําให้เห็นว่า น่าจะรวมกันนะครับ กิจการ ๒ อย่างนี้นะครับ แต่ผมคิดว่า แม้เทคโนโลยีจะร่วมกันก็ตามนะครับ แต่ว่าโดยพื้นฐานขององค์กร แล้วก็การดำเนินงานนั้น มีความแตกต่างกันค่อนข้างจะมาก แล้วก็ในหลายประเทศ องค์กรที่กำกับดูแลกิจการเหล่านี้ก็ยังแยกกันอยู่เปึนส่วนใหญ่ นะครับท่านประธาน มีบางประเทศไม่กี่ประเทศเท่านั้นที่เขาได้ร่วมกิจการ ๒ อย่างนี้ เข้าด้วยกัน แล้วก็สิ่งที่ผมเปึนห่วงและกังวลมากที่สุด ก็คือว่า ถ้ารวมเข้าด้วยกันแล้ว กิจการด้านโทรคมนาคมก็จะเข้ามาครอบงำกิจการด้านวิทยุและโทรทัศน์ค่อนข้างจะมาก และในท้ายที่สุด กิจการวิทยุและโทรทัศน์นั้น อาจจะต้องเปลี่ยนเข็มทิศนะครับ จากที่จะ รับใช้ประชาชน เอื้อประโยชน์ต่อประชาชนเปึนหลักนี่ อาจจะต้องกลายมาเปึนว่า มุ่งที่จะ ทํากําไรสูงสุดมากกว่า ซึ่งตรงนั้นผมคิดว่า น่าจะเปึ้นผลเสียมากกว่าผลดีนะครับ นี่ก็คือ เหตุผล แล้วก็สิ่งที่กระผมคิดว่า น่าจะมีการแยกเปึน ๒ องค์กร มากกว่านะครับ แล้วก็ ในบรรด้านักวิชาการ รวมทั้งองค์กรวิชาชีพทั้งหลาย ก็ได้มีความเห็นพ้องกันนะครับว่า น่าจะแยกเปึน ๒ องค์กร จะมีประโยชน์มากกว่า ผมก็ขออนุญาตเพียงเท่านี้นะครับ แล้วก็ ถ้าหากมีสิ่งใด กระผมก็ขออนุญาตว่า จะอภิปรายเพิ่มเติมนะครับ ขอกราบขอบพระคุณ ท่านประธานมากครับ
ครับ ขอบคุณครับ มีผู้เข้าคิว (Queue) ไว้ก่อนแล้ว ท่านเศวตในฐานะผู้รับรองญัตตินะครับ เรียนเชิญท่านเศวตครับ
ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ ท่านประธานที่เคารพ ครับ ผม เศวต ทินกูล นะครับ สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ จังหวัดนครพนม ครับ ผมเปึน ในฐานะผู้รับรองญัตตินี้ของท่านพิเชียรนะครับ ผมขออภิปรายสนับสนุนท่านพิเชียร แต่ว่า ทั้งนี้ทั้งนั้น มิติที่ผมจะอภิปรายนี้ ผมอยากจะทําความเข้าใจกับคณะกรรมาธิการ ยกร่างนะครับ ผมเข้าใจว่า ท่านคณะกรรมาธิการยกร่างอาจจะคลาดเคลื่อนในด้านข้อมูลนะครับ ผมจึง อภิปรายในด้านข้อมูลทางเทคนิค (Technic) ให้ท่านกรรมาธิการได้พิจารณาครับ เรื่องคลื่นความถี่ ก่อนอื่นเราก็ต้องเข้าใจคําว่า คลื่นความถี่ ก่อนนะครับ มันมีคําว่า คลื่น อย่างหนึ่งนะครับ ความถี่ อีกอย่างหนึ่งนะครับ แล้วก็ คลื่นความถี่ อีกอย่างหนึ่งนะครับ ที่ท่านเขียนนี่ คลื่นความถี่ รวมเลยนี่ มันเปึนคำเดียวนะครับ มันคนละอย่างนะครับ เมื่อมันเปึนคนละอย่างนี่ มันเปึนศัพท์ทางเทคนิค ผลทางกฎหมายก็เปลี่ยนแปลงไปครับ ท่านประธานครับ แล้วมาตรานี้ เมื่อมั่นคนละอย่างแล้ว เรื่องทางกฎหมาย ผลทาง กฎหมายนี่ คลื่นความถี่ท่านไม่ได้เขียนเปึ้นทรัพยากรของชาติเลยครับ ที่จริงมันต้องเปึน เรื่องของทรัพยากรของชาตินะครับ คลื่นความถี่นี่ และนอกจากเปึนทรัพยากรของชาติ แล้ว ยังเปึนเอกสิทธิ์ของชาตินะครับ ในกรณีที่เปึนคลื่นความถี่ของเอเลียน (Alien) คือ มนุษย์ต่างด้าวนี่ หรือว่าพี่น้องประชาชนทั่วโลกอื่นนี่ เขาส่งคลื่นความถี่มายังประเทศไทย เข้าสู่อาณาบริเวณอาณาจักรของประเทศไทยในระดับ ๙๐ องศา ตั้งฉากกับพื้น ถึงอวกาศ สุดยอดจักรวาลไปนี่ จะต้องเปึนเอกสิทธิ์ของประเทศไทยเท่านั้นนะครับ ผู้ใดจะ ละเมิดน่านฟัาของราชอาณาจักรไทยไม่ได้นะครับ ท่านต้องคิดเรื่องนี้ก่อนนะครับ มันมีอยู่ ๒ มิติ มิติที่ ๑ เปึ้นทรัพยากรของชาติ มิติที่ ๒ นี่ทรัพยากรของคนอื่นที่ล่วงล้ำเข้ามา ในราชอาณาจักรไทย เราจะต้องมีกฎหมายควบคุมในเรื่องนี้นะครับผม
ต่อไปก็เปึนเรื่องของเทคโนโลยีครับ เทคโนโลยีสมัยก่อนนี่มันมาจาก เทคโนโลยีการเคาะรหัสมอร์ส (Morse) เทคโนโลยีการแพร่คลื่น การใช้คลื่นสนามแม่เหล็ก ไฟฟั้าส่งเข้ามา มาเปลี่ยนแปลงเปึนคลื่นความถี่ในระบบยิ่งตรง ระบบความถี่จากหลาย อย่าง หลายแบบ ที่ไม่ใช่แม่เหล็กไฟฟัาครับ อย่างเช่น คลื่นไมโครเวฟ (Microwave) หรือ ว่าคลื่นของการใช้หลากหลายหลายอย่าง เดี๋ยวนี้มีการส่งสัญญาณในคลื่นนั้น เปึน ระบบมัลติเวฟ (Multiwave) คือ หมายความว่า เปึนความหลากหลายของคลื่น ส่งไป พร้อมกัน ผสมกันเลยครับ สมัยก่อนจะคลื่นวิทยุก็ไปคลื่นเดียวเลย คลื่นโทรทัศน์ก็ไป คลื่นเดียว ใช้ระบบแพร่คลื่นทางราบ เดี๋ยวนี้เขาใช้มัลติเวฟรวมกัน ยิ่งเข้าไปสู่จาน หรือมี ดาวเทียมช่วย หรือไม่มีดาวเทียมช่วย แล้วผสมกลมกลืนกันกับภาพ สี แสง เสียง ไฟฟัา รหัส และสามารถโต้ตอบได้ ๒ ทาง พัฒนาการจากมีสาย และไร้สาย
(รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่สอง : ท่านเศวตครับ
ครับผม ครับ
ของท่าน: ท่านอาจจะไปไกลเกินกว่าที่เข้าแปรญัตติไว้หน่อยนะครับ ท่านแปรญัตติจริง ๆ จะมี ๒ องค์กร หรือว่ามี ๑ องค์กร
เปึนเหตุผลที่รองรับทั้ง ๒ องค์กรครับ
ทุกคนเข้าใจแล้ว เหตุผลนั้นยาวนานไปนะครับ โปรดกระชับเข้าไปสู่ว่า ควรจะมี ๒ องค์กร หรือ ๑ องค์กร ตามที่ท่านแปรญัตตินะครับ
มันควรจะมี ๒ องค์กร ครับ แต่ว่า ผมกําลังอธิบายว่า เหตุผลมันเปึ้นเพราะอะไรก่อน ท่านกรรมาธิการยกร่างถึงจะเข้าใจครับ ท่านประธานครับ เมื่อมันเปึนเช่นนี้แล้วนี่ มันจะต้องมีองค์กรหนึ่งเพื่อจัดการกับระบบฮาร์ดแวร์ (Hardware) คือ เครื่องรับ เครื่องส่ง ย่านความถี่ ย่านของดาวเทียม ซียู แบนด์ (CU Band) เคยู แบนด์ (KU Band) มันไม่เหมือนกันนะครับท่านประธาน องค์กรนี้จะต้อง เปึนองค์กรวิศวกรเปึนหลักนะครับ แล้วก็บวกกับองค์กรความมั่นคง เนื่องจากมาทำลาย ความมั่นคงทางด้านการทหาร หรืออื่น ๆ นะครับ ในประเทศของเรา ตรงนี้จะดูแลเรื่องนี้ โดยอย่างเดียว จัดสรรคลื่นความถี่ในการทำอะไรบ้าง คุณจะไปทำอะไรบ้าง และมี ข้อกำหนดว่า คุณจะไปทำเกินเลยไม่ได้นะ อย่างเช่น สัมปทานวิทยุนี่มันก็สามารถเปึน โทรศัพท์ได้ต่อ เปึนทีวีได้ต่อ อย่างอาจารย์พิเชียรพูดนั่น เพราะมันส่งได้พร้อมกัน มันต้อง มีองค์กรวิศวกรมาดูแลอย่างหนึ่ง ร่วมกันกับองค์กรของความมั่นคง แล้วอีกองค์กรหนึ่ง จะเปึนองค์กรที่เปึนซอฟต์แวร์ (Software) คือ หมายความว่า ไปดูว่าเนื้อหาสาระคุณเปึน อย่างไร เหมาะสำหรับเด็กและเยาวชน เขาพูดโจมตีประเทศเพื่อนบ้านไหม โจมตีความ มั่นคงภายในไหม หรือว่าสมควรไหม โป็ไหม ดีไหม นี่มันเปึ้นองค์กรหนึ่ง เพราะฉะนั้น อยากเรียนกรรมาธิการยกร่างว่า เหตุผลมันเปึนอย่างนี้ เราต้องแยกกันชัดเจน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ทั้ง ๒ องค์กร ต้องทำงานโค (Co - Coordinate) กัน เพื่อให้เกิดมรรคผลที่ดี เช่น เขาเอาไปใช้ทำอะไร อย่างไร มีการติดตาม ส่วนเรื่องการนำเสนอเปึนซอฟต์แวร์นั้น ก็มีการติดตามผลว่า เกินกรอบหรือเปล่า เพราะฉะนั้นผมอยากประทานกราบเรียน ท่านประธานไปยังกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญด้วยความเคารพนะครับ นั่นคือ เหตุผล ทางเทคนิค เมื่อเปึนเหตุผลทางเทคนิค ท่านก็พอจะคิดออก ข้อความ ถ้อยคํา คงไม่ต้องไป เขียนว่า จะต้องตัดอย่างไร แต่ว่า เมื่อเปึนหลักการแล้วท่านคิดออกเอง เมื่อท่าน คิดออกเอง เพื่อผลประโยชน์ชาติทั้งหมดนี้ ท่านก็จะต้องใช้ถ้อยคำทางกฎหมายจัดการ ผมก็ขออภิปรายแต่เพียงแค่นี้ครับ ขอบคุณครับ
ขอบคุณครับ สำหรับคุณอุทิศนี่ได้ขอแปรญัตติด้วยนะครับ แต่ว่าขณะนี้เรากำลังอยู่ใน ญัตติของคุณพิเชียร ไม่ทราบว่า ท่านยกมือขอพูดนี่ พูดในญัตตินี้ หรือว่าญัตติอื่น ถ้าพูด ในญัตติอื่น ยังไม่ถึงนะครับ ขออนุญาตในญัตตินี้ให้ผ่านพ้นไปเสียก่อน ได้ไหมครับ หรือว่า ท่านอาจารย์เจิมศักดิ์ครับ
ท่านประธานครับ ผมได้แปรญัตติ ที่มีข้อความคล้ายกัน แต่ไม่เหมือนกัน ถ้าท่านไม่ให้ ถ้าท่านมัวแต่ใช้แต่กลุ่มของ คุณพิเชียรนี่จะไม่เดินไปไหน แต่ถ้าท่านเทียบเคียงกันเสียนี่ ก็จะได้เห็นชัดเจนยิ่งขึ้น เพราะว่าเรื่องขององค์กรนี่จะมี ๒ องค์กร หรือมีองค์กรเดียว หรือว่ามีองค์กรเฉย ๆ นี่ มันเปึนสิ่งที่มีการแปรกันทั้งหมด เพราะฉะนั้น ถ้าท่านประธานอนุญาตให้ผมอภิปรายนี่ ผมจะได้อภิปรายในส่วนญัตติที่ผมเสนอ ซึ่งเปึนเรื่องเดียวกัน แต่ว่า มองคนละมุมกัน ท่านประธานอนุญาตไหมครับ
อย่าเพิ่งครับ ขออนุญาตครับ แต่เห็นด้วยกับที่อาจารย์เจิมศักดิ์เสนอก็แล้วกัน เดี๋ยวอภิปรายรวมกัน แต่ว่า ของอาจารย์เจิมศักดิ์ต้องรอเข้าคิวหลังของท่านอุทิศ เพราะท่านอุทิศขึ้นชื่อไว้ก่อน ถ้าจะอภิปรายรวม คือ เมื่อครู่ผมถามท่านอุทิศว่า จะอภิปรายเฉพาะญัตติที่ ๑ หรือไม่
ท่านประธานครับ
ขณะนี้เราตกลงว่า จะอภิปรายรวมทั้งหมดทุกญัตติในเวลาเดียวกัน เพื่อที่ฝ์าย กรรมาธิการจะได้ตอบได้สบาย เพราะฉะนั้น ผมก็ต้องกลับไปตามลำดับคิว คือ ท่านอุทิศ ก็ขอไว้ก่อน แล้วผมจะเติมชื่อท่านเจิมศักดิ์ไว้หลังท่านการุณนะครับ เพราะขณะนี้ที่ขึ้นคิว ขึ้นอย่างนั้นจริง ๆ มีท่านอุทิศ ท่านการุณ แล้วก็ต่อไปท่านเจิมศักดิ์
ท่านประธานกรุณาพิจารณานิดหนึ่ง นะครับว่า เราควรจะยึดเนื้อหาเปึนหลัก หรือจะดูคิวเปึนหลัก
ผมว่าต้องดูคิวครับ เดี๋ยวเนื้อหา ผมเรียนอาจารย์อย่างนี้ครับ เรื่องเนื้อหานี่มันตอบวัดกัน ไม่ได้หรอกครับ ต่อเมื่อฟังกันเสร็จเรียบร้อยแล้ว เราถึงจะบอกได้ว่า เนื้อหาของใครดีกว่า กัน ท่านจะมาทึกทักมาก่อนว่า เนื้อหาของผู้พูดคนนี้ดีกว่าอีกคนหนึ่งนั้น รับไม่ได้ครับ เพราะฉะนั้นจำเปึนต้องไปตามคิวครับ
ไม่ได้หมายความว่าดีกว่า ท่านประธานครับ ไม่ได้หมายความว่าดีกว่า ท่านดูนิดหนึ่งนะครับ
ไม่ได้ครับ เพราะต้องไปตามคิวนะครับ เพราะเราตกลงกันว่าตามคิวครับ มิฉะนั้นคนที่ ยกมือก่อนเขาก็ต้องต่อว่าผมอีกครับ
ท่านกรุณาฟังนิดหนึ่ง ผมไม่ได้ ต้องการที่จะพูดก่อนหรอกครับ ท่านประธานฟังนิดเดียว ผมอยากจะเสนอแนะนะครับ คือ เรื่องนี้ มาตรา ๔๗ มันมีหลายเรื่องที่ประกอบกัน ท่านประธานจะกรุณาเอาเรื่องใหญ่ เสียก่อนไหมว่า เรื่องขององค์กรในการจัดสรรคลื่นความถี่นี่ เราจะมีกี่องค์กรดี ก็วิเคราะห์ กันไป โดยที่กลุ่มของคุณพิเชียรพูดไปแล้วว่า ควรจะมี ๒ องค์กร กลุ่มอื่นในเรื่ององค์กร จะเอาอย่างไร เราจะได้พูดเรื่องเดียวกันก่อน แล้วหลังจากนั้น จึงไปพูดเรื่องรายละเอียด อย่างอื่น หรือท่านจะไปกลุ่มพิเชียร พิเชียร เอ้า พิเชียร์ก็ต้องพูด กลุ่มนี้พูดไป พูดไป พูดไป พูดเสร็จแล้วก็ลงมติไม่ได้ แล้วก็ต้องรอกลุ่มอื่นอีก กลุ่มอื่นก็นั่งรอไป ก็จะพูดกันยืดยาว แต่ถ้าท่านจับประเด็นเสีย ท่านประธานครับ ผมเองนี่คุ้นกับมาตรานี้ดี เพราะว่าคือ มาตรา ๔๐ เก่า แล้วตอนที่ผมเปึนวุฒินี่ ผมเปึนคนดําเนินการตามมาตรานี้อยู่เปึนประจํา เพราะฉะนั้นพอจะจับได้ ถ้าท่านประธานกรุณานะครับ เอาเรื่องใหญ่ ๆ ก่อน แล้ว เอ้า กลุ่มนี้ว่าอย่างไร กลุ่มนั้นว่าอย่างไร แล้วก็เปึนเรื่องไป เปึนประเด็น ประเด็น ประเด็น มันก็จบ แต่ก็ตามใจนะครับ ถ้าท่านประธานบอกว่า ใครเข้าคิวก่อนก็พูดไป พูดไป พูดไป แล้วประเดี๋ยวก็ต้องมานั่งจับประเด็นกันใหม่ ก็พูดกันอีกรอบหนึ่ง ฉะนั้นท่านประธาน กรุณา ผมเสนอว่าอย่างนี้นี่ ลองพิจารณานะครับ ขอบพระคุณครับ
ครับ ก็ขอความกรุณาคุณอุทิศครับ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ท่านสมาชิก ผู้ทรงเกียรติครับ ผม อุทิศ ชูช่วย ครับ ในฐานะ สสร. ต้องขอกราบขอบพระคุณ เพื่อนสมาชิกที่ได้อภิปรายไปแล้วนะครับ แล้วก็ท่านอาจารย์เจิมศักดิ์ ผมคิดว่า เราคง จะต้องฟังกันนิดหนึ่งนะครับ มาตรา ๔๗ นี้ เกี่ยวกับคลื่นความถี่เปึนเรื่องที่สําคัญ เราก็ ต้องทนฟังให้เวลากันนิดหนึ่ง อภิปรายกันในแต่ละกลุ่ม แต่ก็คงจะกระชับละครับ แล้วเรา มาร่วมกันว่า ประเด็นไหนบ้างที่เราพอจะไปกันได้ในส่วนของผู้แปรนะครับ แล้วเราก็มา ยกประเด็นเพื่อที่จะสรุปกัน แล้วก็จะดีเบท (Debate) กันระหว่างพวกเราผู้แปร แล้วก็ทาง กรรมาธิการ ท่านประธานครับ สำหรับคลื่นความถี่ในมาตรา ๔๗ ที่กรรมาธิการยกร่าง ร่างมานี้นะครับ ตรงกับมาตรา ๔๐ ของรัฐธรรมนูญ ฉบับป้ ๒๕๔๐ ผมจําเปึ้นต้องอ้าง รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ ในรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ ก่อให้เกิดผลผลิตตามกฎหมายลูกที่ บัญญัติไว้นี่นะครับ ให้เกิดองค์กรขึ้นมาควบคุมดูแลคลื่นความถี่ ๒ องค์กร ด้วยกันครับ คือ กทช. และ กสช. ครับ เปึ้นที่ทราบกันดีครับว่า ในช่วงสี่ห้าป้ที่ผ่านมาเกิดได้องค์กร เดียวครับ คือ องค์กร กทช. ส่วน กสช. นั้นยังไม่เกิด ตั้งท่าจะคลอดก็มีอันเปึ้นไป ซึ่งผม คิดว่า เรื่องนี้เปึ้นเรื่องที่จําเปึนและสําคัญมากที่จะต้องพูดในรายละเอียดนะครับ ครั้น กรรมาธิการยกร่างได้ยกร่างขึ้นมาตามที่อยู่ในมือของพวกเรานี่นะครับ กําหนดให้มี องค์กรของรัฐที่เปึนอิสระทำหน้าที่จัดสรรคลื่นความถี่องค์กรเดียวนะครับ ถ้าดูตามนี้ นี่นะครับ ที่กรรมาธิการยกร่าง ในส่วนของพวกกระผมซึ่งมีผู้ขอแปรญัตติร่วม อีกท่านหนึ่ง ก็คือ คุณอภิชาติ ดำดี นะครับ เรามีความเห็นอย่างนี้ครับท่าน เนื่องจากว่า คลื่นความถี่ ที่ประกอบขึ้นด้วย ๒ ลักษณะ ลักษณะหนึ่งที่เปึนคลื่นโทรคมนาคม หมายถึง การติดต่อสื่อสารระหว่างคนหนึ่งกับอีกคนหนึ่ง นี่กลุ่มหนึ่ง อีกกลุ่มหนึ่งนี่นะครับ เปึนการ ติดต่อสื่อสารระหว่างคนหนึ่งกับมวลชน หรือกับคนส่วนใหญ่ เช่น สื่อวิทยุ สื่อวิทยุ โทรทัศน์ นี่ก็เปึ้นอีกกลุ่มหนึ่งนะครับ กลุ่มที่มีปัญหา ตามรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ ก็คือ กลุ่มที่ ๒ ครับ วิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ คณะกรรมการ กสช. ก็ยังไม่เกิด นะครับ ด้วยเหตุผลหลายประการนะครับ เปึนที่รู้กันว่า กิจการโทรคมนาคมประเภทนี้ นะครับ กิจการวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์นี่เปึนบ่อเกิด เปึ้นที่เกิด เปึนแหล่งที่ รวมของผลประโยชน์มหาศาล ทั้ง ๆ ที่ทรัพยากรเหล่านี้เปึนทรัพยากรของชาติครับท่าน ประธานครับ เปึ้นทรัพยากรของทุกคนครับ แต่หน่วยงานองค์กรต่าง ๆ ที่กำคลื่นความถี่ นี้ไว้นี่นะครับ ไม่สามารถที่จะทำให้เกิดเปึนประโยชน์สูงสุดของพี่น้องประชาชน ได้ จึงไม่สามารถที่จะคลอดคณะกรรมการ กสช. ออกมาได้ ผลก็เลยคาราคาซังมาจนถึง ทุกวันนี้ ท่านประธานครับ มาถึงวันนี้กรรมาธิการยกร่าง ร่างบอกว่า ต้องมี ๑ องค์กร ส่วนพวกกระผมนั้นนะครับ ได้มองเห็นว่า ในกลุ่มของกระผมนั้น มองเห็นว่า จะต้องมี หน่วยงานหรือองค์กรนะครับ ที่จะต้องดูในภาพรวม และจะต้องมาดูในภาพที่เปึน ลักษณะเฉพาะของแต่ละคลื่นความถี่ คือ คลื่นโทรคมนาคม ๑ ฟาก อีกฟากหนึ่งก็คือ คลื่นวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ ท่านประธานครับ แต่อย่างไรก็แล้วแต่ ๒ ฟากนี้ ก็จะต้องรวมศูนย์กัน เพื่อต้องการที่จะดูแลคลื่นความถี่ของชาติที่เปึ้นทรัพยากรของชาติ ให้เปึ้นไปในแนวทิศทางเดียวกัน เพื่อผลประโยชน์ของรัฐ ของประชาชนอย่างแท้จริง พวกกระผมได้พยายามนะครับ ที่จะแปรญัตติในเรื่องนี้ บอกว่า จะให้มีองค์กรที่เปึนอิสระ เรียกว่า สภาพัฒนาทรัพยากรสื่อแห่งชาติ ซึ่งประกอบด้วย ๒ องค์กรหลัก ๆ องค์กร ด้านซ้าย ให้ชื่อว่า สถาบันจัดสรรและพัฒนาคลื่นความถี่แห่งชาติ องค์กรด้านขวาให้ชื่อว่า สถาบันพัฒนาสื่อเพื่อประโยชน์สาธารณะแห่งชาติ ท่านครับ ทั้ง ๒ องค์กรนี้นะครับ เรามี สภาพัฒนาทรัพยากรสื่อแห่งชาตินะครับ เปึ้นศูนย์รวมในการที่จะดูแลกำกับทิศทางการ ใช้คลื่นวิทยุความถี่เหล่านี้นะครับ ให้เปึ้นไปในระบบเดียวกัน ทิศทางเดียวกัน ที่เปึน ประโยชน์ต่อสาธารณะอย่างแท้จริง สภาพัฒนาทรัพยากรสื่อแห่งชาตินี่นะครับ ผมคิดว่า พวกเราได้เสนอให้มีทั้ง ๒ สถาบันนี้อยู่ภายใต้ แล้วก็ทั้ง ๒ สถาบันที่ผมได้กราบเรียน ประธานสักครู่นี่นะครับ ก็จะส่งสมาชิกไปอยู่ในสภาพัฒนาทรัพยากรสื่อแห่งชาตินี้นะครับ เพื่อที่จะควบคุมทิศทางทั้งหมดของการดูแลเรื่องคลื่นความถี่นะครับ ทําไมต้องเปึน อย่างนั้นครับ ท่านประธานครับ เหมือนกับท่านผู้มีเกียรติคนที่ผ่านมานะครับ ได้อภิปราย ว่า ในอนาคตนี่นะครับ คือ คลื่นความถี่พวกนี้มันจะร่วมกัน ในวิทยุโทรคมนาคม หรือ ในโทรศัพท์มือถือ ๑ เครื่องนะครับ ท่านประธานครับ ในอนาคตมันจะใช้ได้ทุกอย่างครับ มันจะเปึนทั้งวิทยุที่ฟังเสียงได้ มันจะเปึ้นทั้งวิทยุโทรทัศน์ที่ดูภาพได้ ท่านประธานครับ ถ้าเราไม่รวมศูนย์ให้ไปในทิศทางเดียวกันนะครับ ในที่สุด ๒ องค์กร ที่ดูแลฟาก โทรคมนาคม อีกองค์กรที่ดูแล้วิทยุ และวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์นี่นะครับ ก็จะ ต่างคนต่างไม่เปึ้นเอกภาพ ถึงที่สุดก็ยังไม่สามารถที่จะเกิด หรือว่าบังคับทิศทางการดูแล คลื่นความถี่เหล่านี้ได้ ท่านประธานครับ เพราะฉะนั้นในกลุ่มของกระผมนี่นะครับ ได้เสนอ ไว้ว่า ทั้งสถาบันจัดสรรและพัฒนาคลื่นความถี่แห่งชาตินี่นะครับ ซึ่งทำหน้าที่จัดสรร พัฒนาความถี่ อีกฟากหนึ่ง ฟากด้านขวานี่นะครับ เปึนสถาบันพัฒนาเพื่อประโยชน์ สาธารณะแห่งชาตินะครับ ทำหน้าที่ในการกำกับดูแลการประกอบกิจการ และพัฒนา เนื้อหาสาระของสื่อ ท่านประธานครับ เรื่องนี้สำคัญมากครับ การพัฒนาเนื้อหาสาระของ สื่อนี่นะครับ พวกผม คุณอภิชาติ ดําดี นะครับ ก็พยายามคิดกันครับว่า ทําอย่างไรถึงจะ ไม่ให้เยิ่นเย้อในการใช้คํา แต่เราก็ยังคิดไม่ออกครับ ด้วยข้อจํากัด เพราะต้องการที่จะ อุดช่องว่างของรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ ให้ได้ ในเมื่อ กสช. มันยังเกิดไม่ได้นี่นะครับ ว่าจะ ทำอย่างไร และในขณะเดียวกันนี้นะครับ เราต้องยอมรับว่า ปัจจุบันนี้การพัฒนา เนื้อหาสาระของสื่อนี่นะครับ ไม่มีองค์กรเจ้าภาพที่จะมารับผิดชอบ เพราะฉะนั้นเราถึงได้ เห็นว่า สื่อที่ไม่ได้มาตรฐาน ไม่ได้รับการพัฒนาเนื้อหาสาระนี่ ยังไม่มีองค์กรที่รับผิดชอบ ฉะนั้น ถ้าเรามีสถาบันพัฒนาสื่อเพื่อประโยชน์สาธารณะแห่งชาตินี่ ก็จะทำหน้าที่ด้านนี้ ครับ ในรายละเอียดนี่ คุณอภิชาติ ดำดี ก็จะนำเรียนท่านประธานและคณะกรรมาธิการ ยกร่างอีกครั้งหนึ่งครับ ทั้งนี้ทั้งนั้น เราต้องการที่จะให้ทั้ง ๒ สถาบัน และ ๑ สภาพัฒนา ทรัพยากรสื่อแห่งชาตินะครับ ได้ทำหน้าที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับประชาชน ทั้งใน ระดับชาติและในระดับท้องถิ่น ท่านประธานครับ ความขมขื่นที่เกิดขึ้นกับตัวกระผมเอง และพี่น้องประชาชนที่รอคอย กสช. และค้อยไม่ไหวนะครับ จนกระทั่งต้องตั้งวิทยุชุมชน ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าผิดกฎหมายครับ ท่านประธานครับ ยกตัวอย่าง ผมในฐานะเปึนนักปกครอง ท้องถิ่นครับ เปึ้นนายกเทศมนตรีนครสงขลานี่ ผมก็พยายามที่ค่อยให้ถูกกฎหมาย แต่เมื่อ ค่อยไม่ไหวนะครับ เทศบาลนครสงขลาเราจึงตั้งวิทยุชุมชนขึ้นมา ทั้ง ๆ ที่รู้ว่ามันไม่ถูกต้อง ครับ ผมเข้าใจว่า วิทยุชุมชนขณะนี้มีเกือบหกพันสถานีทั่วประเทศนะครับ เราเข้าใจครับว่า ท่านไม่สามารถที่จะรอได้ ความต้องการของประชาชนที่อยากจะมีสื่อ มีความถี่ เปึนช่องทางที่จะสื่อถึงกันเองระหว่างประชาชนด้วยกัน ค่อยไม่ไหวหรอกครับ แต่เราต้อง ยอมรับว่า ด้วยการที่ค่อยไม่ไหวนี่ครับ มีประโยชน์มหาศาล ก็มีโทษอย่างอนั้นต์เช่นกัน ครับ เพราะไม่มีกรรมการที่เข้ามาจัดการดําเนินการเรื่องนี้อย่างแท้จริง เราจะเห็นว่า วิทยุ ชุมชนที่เปึนประโยชน์เพื่อสาธารณะก็มีครับ มีเยอะครับ แต่ที่ไม่เกิดประโยชน์ ต่อสาธารณะ เบี่ยงเบน ใช้ประโยชน์เพื่อส่วนตัว เพื่อกลุ่มของพวกเองนั้น เยอะมากครับ และรัฐทําอะไรไม่ได้ เพราะฉะนั้นผมขอกราบวิงวอนนะครับ ท่านกรรมาธิการยกร่างก็ดี ครับ เพื่อนสมาชิกสภาทั้งร้อยท่านก็ดีครับ ต้องคิดเรื่องนี้ให้หนักครับ อย่าให้เหตุการณ์ อย่างนี้มันเกิดขึ้นและคงอยู่ในสังคมเราอีกเลยครับ ไม่อย่างนั้นนะครับ ใครจะลุกขึ้น ใช้คำว่า ด่า ก็ได้ครับ ท่านประธานครับ ใครจะลุกขึ้นวิพากษ์วิจารณ์ใครนี่นะครับ โดยใช้สื่อ โดยใช้ความถี่เหล่านี้ก็ทําได้เลย เพราะไม่มีกรรมการ ท่านที่เคารพครับ ท่านประธานครับ นอกจากนั้นนะครับ ในส่วนของกลุ่มที่ ๓ นี่ เรายังเสนอให้มีการจัดตั้ง ให้มีกองทุนพัฒนาทรัพยากรสื่อสารของชาติ และส่งเสริมให้ภาคประชาชนมีส่วนร่วม ในการดำเนินการสื่อสารมวลชนสาธารณะ ท่านครับ นี่คือสิ่งที่พี่น้องที่อยู่ในภาค สื่อมวลชนก็ดีครับ พี่น้องประชาชนที่เขาอยากจะพัฒนาสื่อด้วยจิตใจที่อยากจะเห็น อยากจะใช้ความถี่เพื่อสาธารณะนี่นะครับโดยเร็ว เพราะฉะนั้นในส่วนของกระผมนี่ อาจจะเสนอแนะ อาจจะเสนอแปรญัตตินี่ค่อนข้างละเอียดไปนิดหนึ่ง ท่านกรรมาธิการ อ่านแล้วนี่ อาจจะบอกว่า ขอให้ไปอยู่ในกฎหมายลูกเถอะ เพราะอะไรครับ ท่านประธาน ครับ ในส่วนกลุ่มของกระผมที่ได้นำเสนอนั้นนะครับ เรายังได้บอกว่า สภาพัฒนาสื่อนี่ ประกอบด้วย ๒ สถาบันนี่ แล้วสมาชิกหรือกรรมการของสภานี่นะครับ มาจากไหนบ้าง อันที่ ๑ นะครับ มาจากนักวิชาการที่เกี่ยวข้องกับวิทยาการ ที่เกี่ยวข้องกับคลื่นความถี่ทั้ง ๒ รูปแบบ ใหญ่ ๆ นี้นะครับ ผู้เชี่ยวชาญทางด้านนี้ อันที่ ๓ ผู้ประกอบการ ซึ่งเราต้อง ยอมรับครับว่า ปัจจุบันนี้คลื่นวิทยุกระจายเสียงก็ดี คลื่นวิทยุโทรทัศน์ก็ดี ถึงแม้ชื่อมันจะ บอกว่า เปึนของส่วนราชการ แต่เวลาเปึนของเอกชนทั้งนั้นครับ เราต้องยอมรับ เพราะฉะนั้นเราต้องให้คนเหล่านี้เข้ามามีส่วนร่วมในการที่จะมาบริหาร เปึ้นกรรมการของ องค์กรที่ผมได้กราบเรียนมาแล้วนะครับ อันที่ ๕ ครับ สื่อมวลชน อย่างที่ผมได้กราบเรียน ไปแล้วนะครับ ต้องมีตัวแทนของสื่อมวลชนด้วย สื่อชุมชนครับ ไม่ใช่สื่อมวลชนครับ สื่อ ของชุมชนที่เราได้ก่อตั้งขึ้นมาแล้วนี่นะครับ นอกจากนั้น ก็มีองค์กรผู้บริโภค ซึ่งใน รายละเอียดนะครับ คุณอภิชาติ ดำดี ก็จะได้นำเรียนกราบเรียนท่านประธานและ กรรมาธิการอีกครั้งหนึ่งนะครับ ท่านกรรมาธิการครับ ผมคิดว่า เรื่องนี้เปึ้นเรื่องที่เราไม่ควร จะยกมือโหวตกันหรอกครับ แต่เราก็ควรจะต้องมาปรึกษาหารือกันว่า แล้วเราจะจัดการ กับเรื่องที่เปึนปัญหาของชาติเหล่านี้อย่างไร และจะเปึนหลักประกันอย่างไรครับว่า สิ่งที่ เราพูดหรือมีมติ หรือร่างอยู่ในมาตรา ๔๗ นี้ จะได้รับการปฏิบัติ แล้วก็นําไปสู่การใช้จริง ๆ หลังจากที่เราได้ประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ไปแล้วครับ ท่านประธานครับ นี่คือ สิ่งที่ผม อยากจะกราบเรียนเบื้องต้น แล้วก็ขอกราบเรียนท่านประธาน ได้ให้คุณอภิชาติ ดำดี ในฐานะผู้ขอแปรญัตติ ได้นำเรียนรายละเอียดครับ ท่านประธานครับ กราบขอบพระคุณ มากครับ
ขอบพระคุณครับ ก่อนที่ท่านอาจารย์เจิมศักดิ์จะว่าต่อไปนะครับ ขอประกาศว่า ขณะนี้ ค่ายผู้นำเยาวชนในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร ประจำป้ ๒๕๕๐ รุ่นที่ ๔ มาเยี่ยมนะครับ ขอต้อนรับนะครับ เรียนเชิญอาจารย์เจิมศักดิ์ครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม เจิมศักดิ์ ป่ืนทอง ท่านประธานครับ เรื่องนี้ต้องพูดกันเสียก่อนว่า รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ ได้บัญญัติไว้ค่อนข้างดี รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ ได้แก้ไข พยายามแก้ไขปัญหา เรื่องสื่อสารมวลชน โดยเฉพาะสื่อวิทยุและโทรทัศน์ เพราะประเทศไทยนี่ ตั้งแต่มีวิทยุและ โทรทัศน์มา รัฐบาลเปึนเจ้าของเองทั้งหมด เรามีสถานีวิทยุที่เปึนทางการหลายร้อยสถานี แล้วก็มีทีวีอยู่หลายช่อง ประเด็นมีอยู่ว่า ผู้ที่เปึนเจ้าของ คือ หน่วยงานของรัฐทั้งหมด แล้ววันดีคืนดี ผู้ที่ได้อํานาจรัฐเมื่อเข้ามาเปึ้นรัฐบาล ก็มีอํานาจในการแทรกแซงสื่อทั้งหมด ทั้งหลาย ขณะเดียวกันจะต้องเข้าใจต่อไปอีกว่า หน่วยงานของรัฐที่ได้รับจัดสรรคลื่น ทั้งหลายนั้น อย่างเช่น กรมประชาสัมพันธ์ มากที่สุด ทัพบก ทัพเรือ ทัพอากาศ แล้วก็ไป อสมท. แล้วก็ไปหน่วยงานอื่นที่ได้วิทยุและโทรทัศน์ อย่างที่ผมเรียนเมื่อสักครู่นี้ ก็มีหน่วยงานดังกล่าว เมื่อได้รับการจัดสรรทั้งคลื่นและใบอนุญาตประกอบสถานี ก็ไปหา รับประทาน ก็โดยให้เอกชนเข้ามาทำ แล้วก็จ่ายทั้งบนโต๊ะและใต้โต๊ะ ในวงการรู้ดี ผมพูด มาเปึนสิบเปึนร้อยครั้ง จ่ายทั้งบนโต๊ะตามหลักการ มีใบเสร็จ แล้วก็จ่ายกันใต้โต๊ะ เรื่องนี้ เปึ้นเรื่องที่รู้กันมานาน คนที่อยู่ในวงการนี้ก็รู้กันมาตลอด รัฐธรรมนูญ ฉบับป้ ๒๕๔๐ พยายามจะแก้ไขปัญหาเรื่องพวกนี้ ที่จะให้สื่อมีเสรีภาพ แล้วสื่อจะมีเสรีภาพ ก็หมายความว่า ประชาชนจะมีเสรีภาพในการรับรู้ข่าวสาร และประชาชนก็จะมีเสรีภาพ ในการแสดงความเห็น ระบอบประชาธิปไตยจะเกิดไม่ได้ครับท่านประธาน ถ้าประชาชน ไม่มีเสรีภาพในการรับรู้ และไม่มีเสรีภาพในการแสดงความเห็น ปัจจัยที่สำคัญอันหนึ่ง ก็คือความเปึนเจ้าของสื่อ และตัวที่ล็อก ความเปึ้นเจ้าของสื่อไว้ไม่ให้มีการแข่งขัน ก็คือ คลื่นความถี่ และใบอนุญาตประกอบการ ท่านประธานครับ ด้วยเหตุนี้รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ ที่เรานี่ก็ไม่ได้ต่างกับป้ ๒๕๔๐ เท่าไร แต่แก้ไขเพิ่มเติม ป้ ๒๕๔๐ เราต้องจับ หลักตรงนี้เสียก่อนครับว่า เราจึงอยากจะเห็นองค์กรอิสระที่อิสระจากรัฐเข้ามาดูแลจัดสรร คลื่นความถี่ และใบอนุญาตเสียใหม่ นั่นคือ หัวใจนะครับท่านประธาน ต้องมีองค์กรอิสระ อิสระจากอำนาจรัฐ อิสระจากรัฐบาล เพราะตัวรัฐบาลเองนั่นล่ะ หน่วยงานของรัฐเอง นั่นล่ะ เปึนเจ้าของคลื่นความถี่ และเปึนเจ้าของสถานีอยู่ในปัจจุบันนี้ เราต้องจับหลักตรงนั้น ให้ได้เสียก่อน พอจับหลักตรงนั้นได้แล้วนะครับท่านประธาน ปัญหามันก็มีอยู่ว่า องค์กรที่จะมาจัดสรรคลื่นความถี่นี่จะมีกี่องค์กร นั่นแหละครับถึงตามมา ก็บังเอิญสื่อ วิทยุโทรทัศน์ก็ใช้คลื่นความถี่จำนวนหนึ่ง และสื่อโทรคมนาคมก็ใช้คลื่นความถี่อีกจำนวน หนึ่ง แต่เดิมเราเข้าใจกันว่า คลื่นความถี่วิทยุก็เปึนของวิทยุ โทรคมนาคมก็เปึนของ โทรคมนาคม วิทยุ โทรทัศน์ หมายความว่า ท่านประธานกับผมพูดออกไป คนฟังเปึน มวลชน คนฟังเปึนหมื่น เปึนแสน เปึนล้าน เรียกว่า สื่อมวลชนออกไป แต่โทรคมนาคม แปลว่า ท่านประธานยกหูโทรศัพท์พูดกับผม เราส่งอีเมล์ (e – mail) ถึงกัน ใช้อินเทอร์เน็ต (Internet) ถึงกัน อย่างนี้เราเรียกว่า เราเปึนโทรคมนาคม เมื่อก่อนนี้เราคิดว่า มันต้องแยกกันเด็ดขาดระหว่าง ๒ เรื่องนี้ เพราะว่า มันแยกกันได้ มันดูแล้วมันแยกกันได้ ท่านประธานยกหูโทรศัพท์ถึงผม เราก็พูดกัน ๒ คน คนอื่นไม่ได้ยิน ยกเว้นเขาจะแอบฟัง แต่ท่านประธานกับผมรู้กัน ๒ คน นี่เรียกว่า โทรคมนาคม เพราะฉะนั้นพอเปึ้นอย่างนี้ ในรัฐธรรมนูญฉบับที่แล้ว ป้ ๒๕๔๐ มาตรา ๔๐ ผมยังจำได้ ขึ้นใจ เพราะมาตราที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ ๓๙ ๔๐ ๔๑ ในป้ ๒๕๔๐ นะครับ จึงกําหนดให้มี องค์กรอิสระขึ้นมาจัดสรรคลื่นความถี่ แล้วก็ไม่ได้กำหนดว่า ให้มีกี่องค์กร ท่านประธาน ครับ ตรงนี้คือหัวใจ เสร็จแล้วก็จะไปออกกฎหมายลูก กฎหมายลูกนั้นออกมาในป้ ๒๕๔๓ ชื่อว่า พระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ พุทธศักราช ๒๕๔๓ ตอนที่จะออก พระราชบัญญัติฉบับนี้ก็ทะเลาะกันอยู่นานว่า จะมีองค์กรเดียวหรือหลายองค์กร ในที่สุด เขาตัดสินใจมี ๒ องค์กร แต่มี ๒ องค์กร มิใช่เปึ้นเพราะรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ ท่านไป เป่ดดูรัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ ไม่ได้พูดเลยว่ามีกี่องค์กร ให้มีองค์กรอิสระขึ้นมาจัดสรรคลื่น ความถี่ เสร็จแล้วเข้าไปปรองดอง ตกลงกันว่า เรามี ๒ องค์กร แต่พอจัดสรรคลื่นความถี่ ก็เอา ๒ องค์กร นั้นมาร่วมพิจารณาร่วมกันในการจัดสรรคลื่นความถี่ ตอนนั้นเขาก็คิดกัน อย่างนี้ครับท่านประธาน ผมนี่อยู่ในเหตุการณ์ตลอด เขาก็ไปออกกฎหมายลูก เขาก็คิดว่า โทรทัศน์และวิทยุก็สามารถจะจัดสรรคลื่นช่วงหนึ่งได้ ไอ้คลื่นนี่นะครับ มันมีช่วงยาว ก็กะว่าช่วงนี้ให้วิทยุและโทรทัศน์ คลื่นช่วงนี้เอาไปโทรคมนาคม เอ็กซ์-แบนด์ (Ex - band) ไปของทหาร ซียู แบนด์ (Cu band) (ซี แบนด์ – C band) เคยู แบนด์ (Ku band) ไปของ ดาวเทียม เราแบ่งช่วงความถี่ได้ พอแบ่งช่วงความถี่ โทรทัศน์ใช้ระบบวีเอชเอฟ (VHF – Very High Frequency) ระบบยูเอชเอฟ (UHF – Ultra High Frequency) อย่างนี้เปึนต้น อันนี้ในโทรทัศน์ก็แบ่งย่อย ความถี่เหมือนเส้นยาวนี่นะครับ มันมีตั้งแต่ ถี่น้อยไปหาถี่มากก็แบ่ง ๆ กันได้ ตอนนั้น ความเข้าใจของเราเปึนอย่างนั้นหมดเลย ป้ ๒๕๔๐ พอเปึนอย่างนั้น เราบอกว่า เรามี ๒ องค์กร กสช. และ กทช. ก็เกิดขึ้น กสช. ส นี่มันแปล จำง่าย ๆ คือถ้าสื่อมวลชนนี่ มันมีตัว ส อยู่ตรงกลาง กสช. ถ้า กทช. คือ โทรคมนาคม ก็คือ มี ท อยู่ตรงกลาง ตกลง กสช. เราก็แบ่งกันง่าย ๆ เลย มี ๒ องค์กร ก็แล้วกัน แล้ว ๒ องค์กรนี้ อันหนึ่งไปทำโทรคมนาคม อันหนึ่งไปทำสื่อก็แล้วกันนะครับ จาก ๒ องค์กร นี้นี่ก็ไปสรรหา ขึ้นมา แล้วก็ปรากฏว่า ท่านประธานครับ ในพระราชบัญญัติองค์กร จัดสรรคลื่นความถี่ก็ให้มีกรรมการสรรหาเกิดขึ้น จำนวน ๑๗ คน ๑๗ คนนี้ประกอบ ไปด้วยเจ้าหน้าที่ของรัฐ ๕ ที่เหลือ ๔ ๔ ๔ ๔ หมด ๔ ๔ ๑๖ มีอยู่ ๔ องค์กร ยกเว้น หน่วยเจ้าหน้าที่ของรัฐมี ๕ เพิ่มจากคนอื่นอีก ๑ อีกที่เหลือนอกจากเจ้าหน้าที่ของรัฐ ก็จะ ไปอะไรครับ องค์กรพัฒนาเอกชน ๔ สมาคมวิชาชีพ ๔ นักวิชาการ ๔ ผมนี่เปึนคนที่ ตรวจสอบพวกนี้เปึนประจำ ปรากฏว่า ทั้ง กสช. และ กทช. ที่ไปพัวพันกับผลประโยชน์ เปึ้นแสนล้าน บรรดา นักธุรกิจ บรรดาหน่วยงานของรัฐที่มีคลื่นเยอะ ๆ เองนี่แหละครับ พยายามส่งคนของตัวเองไปเปึนกรรมการสรรหาทั้งหมดเลย ผมนี่ตรวจสอบ กทช. ท่านประธานจำได้ ผมเคยแฉกลางสภา ผมยืนตรงนี้ว่า ใครนี่รับสินบน จนกระทั่งที่ปรึกษา ของประธานวุฒิสภาในสมัยนั้นต้องหลุดจากตําแหน่ง เพราะไปเรียกรับสินบน ตัวประธาน ต้องหลุดจากตำแหน่ง ผมยืนพูดตรงนี้ครับท่านประธาน กทช. ในที่สุดเราล้มการสรรหา เปึนครั้งแรก โผล่มาครั้งที่ ๒ ผมเอาไม่อยู่ แนบเนียนมาก จนกระทั่งในที่สุดผ่านไป กทช. เลยยังมี กทช. อยู่ในขณะนี้ กสช. นี่เข้ามาในวุฒิสภา ผมก็เปึนคนตรวจ ครั้งแรกก็ปรากฏว่า กรรมการ สรรหาส่วนที่เปึนองค์กรพัฒนาเอกชนก็เอาแต่ตั้งองค์กรพัฒนาเอกชนใหม่ ยกรังเลยครับ ที่ตั้งอยู่บ้านเลขที่เดียวกันหมดเลย เปึนสิบ ๆ ร้อย ๆ แล้วมาเลือกกันเอง ในที่สุดก็ได้ ตัวแทนของคนกลุ่มหนึ่ง วัดก็อยากจะอยู่ในองค์กรพัฒนาเอกชนด้วย มีวัดเข้ามา บอกเปึนองค์กรพัฒนาเอกชนกับเขาด้วย อย่างนี้เปึนต้น องค์กรวิชาชีพก็กลายเปึน ผู้ประกอบการเข้าไป บอกเขาก็เปึนวิชาชีพ ในที่สุดเลือกไปเลือกมา ได้ผู้ประกอบการ แล้วผลในที่สุดนะครับท่านประธาน ก็เลือกพวกตัวเองขึ้นมา ผมก็ฟัองต่อศาล ในที่สุด กสช. รุ่นแรกก็ล้ม ศาลปกครองก็จับล้ม มารุ่นที่ ๒ ก็อีหรอบเดียวกันอีก ในที่สุดผมก็เปึน คนจัดการเรื่องนี้ แล้ว กสช. รุ่นที่ ๒ ก็ล้มไป เพราะฉะนั้นที่คุณอุทิศ ชูช่วย บอกว่า เราไม่มี กสช. ใครอยากไม่มีก็ไม่รู้ กสช. ถ้าดูเผิน ๆ ก็อาจจะบอกว่า เปึ้นเพราะนายเจิมศักดิ์มันล้ม เขาไปหมด แต่ถ้าดูลึก ๆ แล้วก็จะพอรู้ว่า ก็มันเล่นพรรคเล่นพวกกัน แล้วมันไม่ล้ม มันไม่ มากินบ้านกินเมืองกันหรือ ถ้าเขาเข้ามา แล้วถ้าการจัดสรรคลื่นความถี่ ทีนี้ละชอบธรรม ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ มีการจัดสรรคลื่นความถี่ แล้วมีคนได้ผลประโยชน์ ไปเลย อย่างถาวรด้วย ท่านประธานครับ ผมจำเปึนเหลือเกินที่ผมจะต้องดำเนินการ ในชั้นนั้น ปรึกษากันแล้วปรึกษากันอีก อยากให้มี กสช. เร็ว แต่ว่าถ้ามีเร็วแล้ว เขาเข้ามา จัดสรรคลื่น แล้วถาวร กระจายไปอย่างถาวร เราคืนไม่ได้ ตกลงเราคิดว่า จำเปึนที่จะต้อง จัดการก็จัดการ แล้วในที่สุดก็ดำเนินการ แล้วก็ประสบความสำเร็จ ปัจจุบันนี้ก็เลยมีแต่ กทช. และไม่มี กสช. ท่านประธานครับ ที่ผมพูดตรงนี้ เพื่อจะชี้ให้เห็นเปึ้นพื้นฐานว่า เราควรจะมีองค์กรเดียว หรือ ๒ องค์กร ทีนี้ล่ะ มาถึงประเด็นนี้แล้ว ตอนนั้น ผมกราบเรียน ท่านประธานว่า เราคิดว่า สื่อนี่เราแยกกันได้ แยกกันได้เปึน ๒ ประเภท ๒ ช่วง คลื่นความถี่แล้วแยกกัน แต่ปัจจุบันนี้เทคโนโลยีนี่ ปรากฏว่า โทรศัพท์ก็ดูโทรทัศน์ได้ อินเทอร์เน็ตได้ อินเทอร์เน็ตก็ดูโทรทัศน์ได้ ใช้โทรศัพท์ได้ พูดง่าย ๆ ว่า ทั้งโทรคมนาคม และทีวี วิทยุ มันใช้คลื่นตัวเดียวกันเลย ไม่ได้เปึนช่วง ๆ อีกต่อไป คลื่นเดียวที่ได้รับการ จัดสรร แตกคลื่น ผ่าคลื่น ในคลื่นเดียวกันที่ได้รับการจัดสรรมา ไม่ว่าจะกี่เมกะเฮิร์ตซ์ (Megahertz) ก็ตาม สามารถที่จะไปทำได้หมดเลยทุกประเภท ถามว่า โจทย์ขณะนี้ สภาต้องตัดสินใจแล้ว เราควรจะมี ๒ องค์กร หรือองค์กรเดียว ในเมื่อเทคโนโลยีมันทับ กันเปึนอันเดียวกันทั้งหมดเลย มันเปึนเรื่องเดียวกัน ท่านประธานเดโชได้รับจัดสรรคลื่น ความถี่ไปจํานวนหนึ่ง ท่านจะทําอะไรในคลื่นนั้นท่านทําได้ ผมได้รับจัดสรรจํานวนหนึ่ง ผมก็ทำได้หมด วิทยุ โทรทัศน์ โทรคมนาคม ผมทำได้หมดเลย ไม่มีอะไรขีดคั่น ไม่มีอะไร ต้องแบ่งแยกอีกต่อไป ยกเว้นเพียงแค่ ถ้าท่านได้ใบอนุญาตทำทีวี วิทยุ ท่านทำได้แค่นั้น ผมได้รับใบอนุญาตทำอีกอย่าง ผมทำได้อีกอย่างหนึ่ง โดยที่คลื่นที่ผมมีนี่ใช้ได้ด้านเดียว จะใช้อีกด้านหนึ่งไม่ได้ ทีนี้ล่ะ ตรงนี้ล่ะครับที่เราจะต้องตัดสินใจ ท่านประธานครับ ผมเกิดความยากลำบาก ที่ผมกราบเรียนท่านประธานว่า ผมจะอภิปรายวันนี้ เกิดความ ยากลำบากมาก ผมเองอาจจะมีความเห็นอย่างหนึ่ง แต่ท่านประธานครับ สภาแห่งนี้ ตั้งผมไปเปึนประธานกรรมาธิการรับฟังความเห็นของประชาชน เรื่องนี้เปึ้นเรื่องที่ วงการสื่อ ท่านประธานก็รู้ วงการสื่อ วงการการนักสื่อสารมวลชน อาจารย์มหาวิทยาลัย สถาบันการศึกษา สถาบันทั้งหลาย เขาพูดคุยกันมาชั้นหนึ่ง และให้ผมไปนั่งรับฟัง กับเขาอยู่ ท่านประธานครับ เขาอยากมี ๒ องค์กรครับ แต่ใจผมในขณะนี้ ผมบอกท่านประธานว่า ผมคิดว่า มีองค์กรเดียว ท่านประธานต้องแยก นะครับ ท่านประธานก็ต้องกรุณาผมด้วยว่า แล้วท่านสมาชิกต้องฟังผมอย่างแยก เพราะว่าผมต้องทําหน้าที่ ๒ อย่าง ในตัวคนคนเดียวกัน ต่อไปนี้ที่ผมจะพูดในช่วงแรกนี้ เปึนความเห็นของบรรดาสถาบันการศึกษา สมาคมนักข่าววิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย และสมาคมทั้งหลายที่เขาบอกกับผมมา แล้วเขากลัวว่า ผมจะพูดผิดอีก เมื่อวานนี้ เอาหนังสือมาให้ ผมบอกดี ผมจะได้ขออนุญาตอภิปรายไปตามหนังสือ จะได้ไม่ผิดเพี้ยน แล้วถ้าใครถาม ผมก็จะต่อสู้ให้ท่านอย่างใจที่เขาอยากจะพูด เพราะเข้ามาพูดในที่นี้ไม่ได้ เพราะฉะนั้นท่านประธานกรุณาผมว่า ช่วงแรกจะขอพูดในนามของเขาก่อน แล้วประเดี๋ยว เจิมศักดิ์จะมาพูดในนามของตัวเอง อาจจะเห็นต่างกันบ้างอีกเล็กน้อยในภายหลัง ท่านประธานครับ เขาทำหนังสือถึงผมเมื่อวานนี้ ทั้งหมดนั้นมีอยู่ยี่สิบกว่าองค์กรที่เขา ร่วมกันคิดและร่วมกันทํา ร่วมกันร่างหนังสือ มีสมาคมนักข่าววิทยุโทรทัศน์ไทย สภาสถาบันนักวิชาการสื่อสารมวลชนแห่งประเทศไทย คณะวารสารสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คณะกรรมการ สื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ นิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต คณะนิเทศศาสตร์ และคณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา เครือข่ายปฏิรูปสื่อภาคประชาชน สมาพันธ์สมาคมวิชาชีพวิทยุกระจายเสียงและวิทยุ โทรทัศน์ สมาคมเคเบิลทีวีแห่งประเทศไทย สมาคมผู้ประกอบวิชาชีพวิทยุท้องถิ่นไทย คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน สหพันธ์องค์กรผู้บริโภค มูลนิธิผู้บริโภค มูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม เครือข่ายสื่อภาคประชาชนภาคเหนือ เครือข่ายวิทยุชุมชนจาวล้านนา เครือข่ายวิทยุชุมชนภาคเหนือ ๑๗ จังหวัด สหพันธ์วิทยุ ชุมชนภาคตะวันออก สมาพันธ์วิทยุชุมชนคนอีสาน และเครือข่ายสื่อภาคประชาชน ภาคอีสาน ท่านประธานครับ เขาบอกว่า ต้องอภิปรายอย่างนี้ครับ คือ มาตรา ๔๗ ที่เรากำลังพูดอยู่นี้ เขาบอกว่า คลื่นความถี่ที่ใช้ในการส่งวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และโทรคมนาคม เปึ้นทรัพยากรสื่อสารของชาติ เพื่อประโยชน์สาธารณะ เขาเห็นด้วย เขาเห็นด้วยต่อไปอีกว่า ให้มีองค์กรของรัฐเปึนอิสระ เห็นด้วย แต่เขาขอตัดองค์กรหนึ่ง ออก เขาขอเพียงแค่ให้เปึ้นองค์กรอิสระเฉย ๆ นะครับ ท่านประธานครับ ที่ผมพูดนี้ตรงกัน กับที่ผมขอแปรญัตติทุกประการ เพราะเขาได้พูดคุยกับผม ผมไปนั่งรับฟังเข้ามา แล้วผมแปรญัตติให้เขา ผมไม่ได้แปรญัตติในส่วนที่ผมเชื่อหรือเห็น ท่านประธานเข้าใจ นะครับ ผมมีความยากลำบากที่ผมต้องทำงาน ๒ อย่างซ้อนกัน ถ้าผมไม่แปรไว้ให้เขา ก่อน เขาจะไม่มีโอกาสมาพูดในนี้ นี่ผมแปรตามที่ประชาชนต้องการ ท่านประธานครับ เขาขอให้ตัดคำว่า องค์กรหนึ่ง แปลว่าให้มีองค์กรอิสระเฉย ๆ ไม่ต้องระบุว่าจะมี ๑ องค์กร หรือ ๒ องค์กร แล้วเรื่องนี้ยังไม่ตกตะกอน ต้องไปว่ากันต่อที่จะมี ๑ หรือ ๒ แต่ยกร่างบอกว่า มี ๑ องค์กร เขาบอกว่า ตัดคำว่า ๑ องค์กร ไม่ต้องไปกำหนดได้ไหม เหมือนป้ ๒๕๔๐ ได้ไหม เขาบอกว่า อย่างนี้ครับ เนื่องจากบทบัญญัติในร่างรัฐธรรมนูญ ทั้ง ๒ มาตรา ยังขาดการมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นจากภาคส่วนต่าง ๆ ของ สังคมอย่างกว้างขวางเพียงพอ ว่าควรจะมีองค์กรของรัฐที่เปึนอิสระเพียงองค์กรเดียว หรือหลายองค์กร ขณะเดียวกันยังไม่มีงานวิจัยอย่างเปึนระบบ นักวิชาการก็นึกถึง งานวิจัยด้วยว่า มีอะไรยืนยันได้ไหม ยังไม่มีงานวิจัยอย่างเปึนระบบยืนยันจนเกิดความ ชัดเจนเปึนข้อยุติว่า การบัญญัติให้มีองค์กรเดียวจะเปึนผลดีต่อการปฏิรูปสื่อโดยภาพรวม อย่างแท้จริง เนื่องจากกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์และโทรคมนาคมเปึนกิจการที่มีลักษณะ เฉพาะที่ต้องการกำกับดูแลที่แตกต่างกัน การกำหนดให้องค์กรกำกับดูแล้วิทยุโทรทัศน์ และโทรคมนาคมมีเพียงองค์กรเดียว จึงอาจไม่สอดคล้องกับการปฏิบัติ และยังอาจนำมา ซึ่งการขาดการค้านอํานาจในการกํากับดูแลกิจการทั้งสอง ดังนั้น เพื่อให้เกิดการปฏิรูป สื่อเปึนรากฐานสำคัญของระบอบประชาธิปไตยทั้งระบบอย่างเปึนธรรมและทัดเทียม แก่ทุกภาคส่วนของสังคม รวมทั้งเปึนการไม่เพิ่มเงื่อนไขในการไม่ยอมรับร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่ของฝ์ายต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เครือข่ายองค์กรวิชาชีพสื่อมวลชน สถาบันวิชาการ เครือข่ายองค์กรพัฒนาเอกชนทั้งหลายที่ผมกล่าวนามมาแล้ว บอกว่า ไม่มีความจำเปึน อันใดที่สภาร่างรัฐธรรมนูญจะบัญญัติให้มีองค์กรกำกับดูแลเพียงองค์กรเดียว ท่านประธานครับ นั่นคือ ข้อความที่สำคัญ โดยสรุปก็คือว่า เรายังไม่มีงานวิจัยยืนยัน เปึ้นแต่เพียงแค่เราคาดเดาเอา และยังไม่ได้ตกตะกอน ยังไม่ได้พูดจากันอย่างกว้างขวาง น่ารับฟังนะครับท่านประธาน นี่คือสภาองค์กรวิชาชีพทั้งหลายที่เขาบอกเรา นี่คือ สถาบันการศึกษาทั้งหลายที่เขาบอกเราว่า อย่ากำหนดไปเลย อย่ากำหนดให้ตายตัว ไปเลยได้ไหม รัฐธรรมนูญนี่อย่าบีบว่า ต้องมี ๑ หรือมี ๒ ให้เป่ดไว้กว้าง ๆ ได้ไหม ที่นี้ ผมจะขออนุญาตแสดงความเห็นในฐานะที่ผมเปึ้นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ท่านประธานครับ ส่วนหนึ่งผมเห็นด้วยกับเขา ผมคิดว่า นี่เปึ้นทางออกที่ดี ถ้าเราออก เหมือนกับที่บรรดาสถาบันทั้งหลาย สถาบันการศึกษา ครูบาอาจารย์ คนทำสื่อทั้งหลายที่ เกี่ยวข้องโดยตรงเขาให้ความเห็นอย่างนี้ ผมถือว่าเปึ้นทางออกที่ดี นี่คือความเห็นส่วนตัว แต่ใจหนึ่งนี่แม้ผมจะเห็นด้วยกับกรรมาธิการยกร่าง ผมบอกตรง ๆ ว่า ถ้าไม่มีหนังสือ ฉบับนี้มา ผมเห็นด้วยกับกรรมาธิการยกร่างร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะอะไรครับ เพราะ ปัจจุบันนี้สื่อวิทยุโทรทัศน์ โทรคมนาคม มันเปึนอันเดียวกันแล้ว มันคลื่นอันเดียว มันใช้ได้ หมด ๒. ถ้าเราร่วมกันได้ การจัดสรรจะมีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่อาจจะย่อหย่อน ในเรื่องของการกำกับ เพราะอะไรที่เปึนสื่อมวลชน มันพูดถึงเนื้อหาที่ประชาชนจะได้รับ มีซอฟต์แวร์เกิดขึ้น คือ มีตัวเนื้อหา ท่านประธานครับ แต่โทรคมนาคม ท่านประธาน กับผม ผมพูดไม่ดี ท่านก็โกธรผมเองก็แล้วกัน คนอื่นไม่ต้องรู้เรื่อง ไม่มีเนื้อหา ผมพูดดี ท่านก็รักผม ก็มีแค่นั้น แต่เมื่ออันหนึ่งมีเนื้อหา ซอฟต์แวร์กับฮาร์ดแวร์ก็มีทางแก้ได้ ก็คือ มีองค์กรหนึ่ง แต่พอถึงเวลากำกับ ก็แยก ในองค์กรเดียวกัน กระทรวงเดียวกันยังมี ตั้งหลายกรมได้ ก็แยกเปึนแต่เพียงแค่มือซ้ายกับมือขวา มีองค์กรย่อยลงไปทำงาน บางเรื่อง แต่เรื่องคลื่น เรื่องความถี่ เรื่องเทคนิคมาร่วมกันทําที่เดียวกันก็ทําได้ ท่านประธานครับ ดูให้ดีนะครับ ที่คุณอุทิศพูดนี่ คือ มือข้างซ้าย มือข้างขวา มันเหมือนกัน แหละครับ ในที่สุดเปึ้นเรื่องเดียวกันทั้งสิ้น เพียงแต่ว่า เราจะใส่ไว้ในหมวกเดียวกันหรือ เปล่า หรือเราจะแยกกัน ป้ ๒๕๔๐ เขาก็เถียงกันอย่างนี้ล่ะครับ ในที่สุดเขายอมแยกกัน แต่เขาบอกว่า เวลาทำงานต้องมาทำด้วยกันบ้างเรื่อง แต่เที่ยวนี้กรรมาธิการยกร่าง ท่านบอกว่าเปึนเรื่องเดียวกัน เวลาทำงานทำด้วยกันบางเรื่อง บางเรื่องแยกกัน มันก็ เหมือนกันแหละครับ คราวนี้ข้อดีอีกอันหนึ่งที่คนไม่ค่อยคิดของการที่มีองค์กรเดียว เมื่อวานนี้ผมบอกเขาอย่างตรงไปตรงมา เขามายื่นหนังสือกับผมที่ชั้นล่างของสภา ผมบอกว่า ท่านต้องกรุณาให้ผมพูดความจริงในสิ่งที่ผมคิดด้วย จะได้เปึนประโยชน์ต่อ สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญเขาได้ตัดสินใจกันได้ถูกว่า จะโหวตเอากันอย่างไร ผมต้อง ข้อพูดความจริงทั้งหมด ท่านประธานครับ ถ้ามีเสียองค์กรเดียว มีข้อดีในทางเทคนิค เฉพาะหน้า ที่มีข้อดี ในวันนี้ พรุ่งนี้เลย เมื่อประกาศใช้รัฐธรรมนูญเสร็จเรียบร้อย ภายใน ป้เดียวนี่มีข้อดีเกิดขึ้นเลย ก็คือว่า พระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ ป้ ๒๕๔๓ หลายมาตรา จะต้องใช้ไม่ได้ แปลว่าอะไรครับ แปลว่า คณะกรรมการสรรหาตามพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรร คลื่นความถี่ที่ไปกำหนดไว้มั่นใช้ไม่ได้ ถามว่า ทำไมผมจึงชื่นชอบให้กรรมการสรรหาที่เปึ้น องค์ประกอบ ๑๗ คน ที่ผมปูพื้นตั้งแต่ต้นว่า ใช้ไม่ได้ เพราะองค์ประกอบนั้น เปึน องค์ประกอบที่ถูกบิดเบือนไปเรียบร้อย แทรกแซงเสียจนไม่เหลือแล้ว ขาดความเชื่อถือ ไปทั้งหมด ท่านจำได้ใช่ไหมครับ ๑๗ คน มีเจ้าหน้าที่ของรัฐ ๕ มีสภาองค์กรวิชาชีพ ๕ ก็กลายเปึนสภาองค์กรของผู้ประกอบการ และเจ้าของกิจการ นักวิชาการสื่อสารมวลชน ๔ เอ็นจีโอ (NGO – Non Government Organization) ๔ เขาก็ไปตีความว่า สมาคมวิทยุ วอล์คกี้ ทอล์คกี้ (Walky talky) ก็ใช่ แล้วก็วอล์คกี้ ทอล์คกี้ ของจังหวัดต่าง ๆ ก็มาสมัคร แล้วเลือกกันเองได้เข้าไปอีก ท่านประธานครับ มันมีคนไปจัดตั้ง กวาดต้อนคนเข้ามา เลือกกันเอง แล้วมาเปึนกรรมการสรรหา เสร็จแล้วเวลาคัดเลือกนี่ มันมีส่วนได้เสียกัน หมดเลยในนั้น ผมนี่สามารถจะบรรยายให้ท่านประธานฟังได้ว่า นายพลคนนี้นี่มีส่วน ได้เสียมาอย่างไร เพราะนายพล คนไหนเข้าไปเปึนกรรมการสรรหา และมีนักวิชาการ อีกคนหนึ่งเข้าไปเปึนกรรมการสรรหา เพื่อที่จะได้คะแนนได้เปึ้นคนนี้ ได้เปึน กสช. ผมนี่ สามารถจะเขียนชาร์ท (Chart) โยงใยได้ เสียดายนะท่านประธาน ผมนี่ทิ้งไว้ที่วุฒิสภา เพราะผมเข้าใจว่า เมื่อผมหมดจากวุฒิสภาแล้ว ไม่เคยคิดจะเอากลับบ้าน เพราะนึกว่า จะใช้งานเมื่อไรก็มาขอได้ แต่พอหมดสมาชิกวุฒิสภา กลับมาขอเขา เขาบอกว่า ความลับ ราชการ ให้ไม่ได้ แม้กระทั่งงานผมเอง ผมเซ็นหนังสือส่ง ปปช. เอง เซ็นหนังสือส่งศาลเอง เขาบอกว่า ขอสำเนาหนังสือผม เขาบอกว่า เขาให้ผมไม่ได้ เจ้าหน้าที่ หมดอำนาจแล้ว แหม รู้อย่างนี้สำเนาเอาไว้ที่บ้านก็ดี เขาบอกว่า ต้องเข้ากรรมการข้อมูลข่าวสาร เหมือนกับที่เราพิจารณาเมื่อกี้นี้เลยมาตรา มาตราเท่าไรนะครับ ๕๕ ที่จะพิจารณา ผมนี่ ข้อหนังสือตัวผมเอง ต้องเข้ากรรมการข้อมูลข่าวสารของสภาว่า จะให้นายเจิมศักดิ์ไหม ผมเจ็บใจมากเลย เคยจะเอาไปยื่นต่อศาลในตอนหลัง ทำไม่ได้ ท่านประธานครับ กลับมา พูดถึงตรงนี้นี่ เพราะฉะนั้นถ้ามีองค์กรเดียวตามกรรมาธิการ ก็แสดงว่า องค์กรเก่าที่มันมี ๒ องค์กร มันต้องทิ้งไป โดยปริยาย กรรมการสรรหาก็ต้องว่ากันใหม่หมด กทช. ที่หลุดไป มีอยู่ ๗ คน ท่านประธานครับ ๗ อรหันต์นี่นะครับ บางคนนี่มาจากสถาบัน การศึกษาที่ไปรับงานวิจัยกับบริษัทบางบริษัทแล้วก็ออกมาว่า เวลาที่จะแปรสัญญา สัมปทานไม่ต้องจ่าย อย่าให้ผมเอ่ยเลยว่า ชื่ออะไร ถ้าเปึนการประชุมลับ ผมจะเป่ดเผย ให้หมดว่า คนคนนั้นชื่ออะไร บางคนนี่นะครับ อย่าพูดเลยนะครับ รายละเอียดว่าใครเปึน อย่างไรนั่นนะครับ รายละเอียด คือ ตัวบุคคลไม่พูดก็แล้วกัน เอาเปึนว่ามีปัญหาก็แล้วกัน หลายคนในนั้น ตกลงท่านประธานครับ ถ้าเปึนองค์กรเดียวนี่ ก็ดีไปอีกอย่างหนึ่ง มันต้อง เริ่มใหม่ แล้วจาก ๗ นี่อาจจะมีสัก ๑๑ เปึนองค์กรเดียว แล้วมี ๑๑ คน จาก ๒ องค์กร องค์กรละ ๗ ก็เปึน ๑๔ ผมว่าถ้าช่วยกันทำงาน ๑๑ ก็น่าจะพอ จะ ๑๓ ก็ได้ เสร็จแล้ว ทําอย่างไรครับท่านประธาน เสร็จแล้วก็แบ่งหน้าที่กันอีกทีหนึ่ง พอถึงเวลาซอฟต์แวร์ หรือเรื่องของการกำกับ ซึ่งมีความแตกต่างกัน ระหว่างสื่อสารมวลชนกับโทรคมนาคม ก็แยกกันไปกำกับ แยกกันไปออกใบอนุญาต ท่านประธานครับ ถ้าโมเดล (Model) อย่างนี้นี่ ก็จะเปึนประโยชน์ ถ้าโดยสรุป ท่านประธานจะเห็นว่า เดิมนี่ก่อนที่เราจะมี รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ รัฐเปึ้นเจ้าของ ผู้ใดเข้ามามีอํานาจรัฐแทรกแซง รัฐเปึ้นผู้กํากับ ตรวจสอบเอง ผู้ดําเนินการเปึ้นผู้กำกับ ตรวจสอบเอง มีปัญหาแน่ แล้วถ้านักการเมืองเข้ามา โดยที่ผู้มี ผลประโยชน์ในโทรคมนาคม ผู้มีผลประโยชน์ในสื่อวิทยุ โทรทัศน์ ผมไม่ต้องบอกว่าใคร เข้ามาเปึ้นรัฐมนตรี เข้ามาเปึนนายกรัฐมนตรี เข้ามาจัดตั้งพรรคการเมือง เข้ามาทำพรรค การเมือง แล้วกำกับตรวจสอบกิจการของตัวเองนี่ มีปัญหาแน่ เพราะฉะนั้นผมคิดว่า กรรมาธิการยกร่างท่านก็มีเหตุผล ๑. เปึนองค์กรอิสระของรัฐ ๒. มีองค์กรเดียว ท่านก็มี เหตุผลของท่าน แล้วท่านต้องชั่งแล้วละครับทีนี้ ผมกราบเรียนท่านประธานนะครับ ผมบอกแล้วว่า ในตัวผมเองยังเกิดความยากลำบาก ฟังสุ้มเสียงจากองค์กรทั้งหลายที่ให้ ความเห็นมา และกรุณามากเลย ไว้ใจว่า ให้ผมนี่มาแสดงความเห็นให้ได้ ผมแสดงให้แล้ว เขามีเหตุผลอย่างยิ่งที่ไม่อยากให้รวบรัดเหลือ ๑ องค์กร เพราะเขากลัว ฝ์ายนี้ก็มีเหตุผล ถ้าเปึนองค์กรเดียวก็มีประโยชน์หลายอย่าง ทั้งทางเทคโนโลยีก็เหมือนกัน ไม่มีเหตุผล อะไรเลยจะต้องมีหลายองค์กร ก็มีเหตุผล แล้วยิ่งกว่านั้น ถ้าเปึนองค์กรเดียวจะเกิดการ แข่งขันระหว่างเจ้าของโทรคมนาคม เจ้าของสื่อ เพราะมันจะมาร่วมกัน แล้วมันจะแข่งขัน กัน จำนวนผู้แข่งขันจะมีมากขึ้น โอกาสการผูกขาดจะน้อยลง เพราะต่อไปผู้ที่ทำ โทรคมนาคมก็ทำสื่อได้ ผู้ที่ทำสื่อก็ทำโทรคมนาคมได้ การแข่งขันก็จะมากขึ้น ประชาชน ก็จะได้ประโยชน์ ถ้ามองในมุมกรรมาธิการ นี่ผมลองวิเคราะห์ทั้ง ๒ มุมนะครับ แต่มุมของ ผู้เรียกร้องที่เรียกร้องให้ผมบอกว่า ฝ์ายโทรคมนาคมนี่มันยักษ์ใหญ่ บริษัทโทรคมนาคม นี่เงินมันเยอะ สื่อ ขนาดไม่ว่าจะช่องอะไรก็ตามนะครับ ช่อง ๓ ๕ ๗ ๙ ๑๑ ไอทีวี หรือ อะไรก็แล้วแต่ ที่บอกว่ามูลค่าเปึนแสนล้านป้หนึ่ง ๆ แต่ก็ยังเล็กกว่าพวกโทรคมนาคม กลัว ว่า โทรคมนาคมพอเป่ดเข้ามาด้วยกันแล้วมันก็จะมาครอบงำหมด สื่อก็จะไม่เหลือ ท่านประธานชั่งเอาเองก็แล้วกันนะครับว่า รูปการมันจะเปึนอย่างไร อะไรกันแน่ ผมนี่ นั่งคุยกับเขาไม่ใช่นิดเดียวนะครับ ถกกันนานนะครับเรื่องพวกนี้ เขาจึงเรียกร้องว่า ถ้าเรา ยังไม่มั่นใจ ท่านเขียนเสียว่า ให้มีองค์กรอิสระดีไหม อย่าเพิ่งล็อกตัวเอง แล้วไปตกตะกอน ความคิดกัน ไปรับฟังความเห็นกันให้มากกว่านี้ เขาเข้าใจว่า เรานี่มีเวลาจํากัด เราจําเปึน ที่จะต้องเสร็จรัฐธรรมนูญภายใน ๑๘๐ วัน นับแต่วันการประชุมวันแรก แต่ท่านอย่าไป ถึงกับไปสุ่มเสี่ยงล็อกตัวเองได้ไหม ท่านเอาแต่เพียงแค่ให้มีองค์กรอิสระเฉย ๆ แล้วไปทำ วิจัยกัน แล้วไปศึกษากันอีกหน่อยหนึ่ง แล้วไปออกกฎหมายลูก ไปแก้กฎหมายลูก ในพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ แต่พอถึงตรงนั้น ท่านประธานครับ ฟังดูมัน ก็ดี มันเหมือนกับเราเตะลูกออกไป เราก็สบาย แต่พอไปถึงตรงนั้นท่านประธาน ก็จะมี ปัญหาอีก พอไปถึงองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ แล้วใครล่ะจะเปึ้นเจ้าภาพ พอไปถึงรัฐบาล หน้า รัฐบาลหน้าอาจจะมีใครที่มีผลประโยชน์เกี่ยวข้องกับสื่อและโทรคมนาคม เจ้าภาพก็ เบี้ยวอีก แล้วร่างออกมามันจะเปึนอย่างไร แล้วเรื่องนี้ถ้าเขาร่างออกมามีอะไรที่มัน มีปัญหา ก็เกิดปัญหาอีก ก็คือเรื่อง ๒ องค์กร กับองค์กรเดียวนี่แหละ ท่านประธานครับ ผมก็พูดได้แค่นี้แหละครับทั้ง ๒ ด้าน ทั้งตัวผมเองทะเลาะกับตัวผมเองอีกฝัืงหนึ่ง แล้วท่านจะตัดสินใจอย่างไรนี่นะครับ อันนี้ก็เปึนประเด็นแรกที่ผมกราบเรียนในเรื่องของ องค์กรว่า จะมีองค์กรเดียวหรือกี่องค์กร ท่านประธานครับ ผมได้แปรญัตติในส่วนอื่น ซึ่งเปึนส่วนเล็ก ท่านประธานจะให้ผมพูดเลย หรือจะให้เก็บไว้ก่อน เราเอาเรื่องใหญ่ เสียก่อนไหม หรือจะเอาเรื่องเล็กด้วย
ถ้าคิดว่าเบรก (Break) ได้ ก็จะได้ฟังกันหลาย ๆ โทน (Tone) หน่อยนะครับ แต่ประเดี๋ยว ค่อยกลับมาพูดถึงเรื่องเล็ก ยืนยันว่าจะให้สิทธิพูดอีกครั้งหนึ่ง
ขอบพระคุณครับ ถ้าอย่างนั้นผม เอาแค่เรื่ององค์กรเดียวก่อน ขอบพระคุณครับ
ก่อนถึงท่าน เจ้าของญัตติก่อนนะครับ คุณวิชัยครับ
เรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม วิชัย รูปขําดี ครับ ผมได้ขอแปรญัตติไว้ ๒ ประเด็นนะครับ ประเด็นแรกนั้น เปึ้นเรื่องที่อยู่ในวรรคหนึ่ง เพื่อให้ ทางคณะกรรมาธิการยกร่างได้หมดห่วงไป ผมขอเรียนว่า ข้อความในวรรคหนึ่งที่ขอ เพิ่มเติมเรื่องความมั่นคงของรัฐนั้น ผมไม่ติดใจครับ ด้วยเหตุที่ว่า ข้อความนี้ได้มีปรากฏ อยู่ในวรรคที่ ๓ แล้ว เปึนข้อความอธิบายเปึ้นเรื่องเดียวกันนะครับ ดังนั้น จึงเหลือข้อความ ที่ขอตัด ก็เปึนประเด็นที่ตรงกันนะครับกับของคุณอุทิศและของอาจารย์เจิมศักดิ์ นั่นคือ เรื่ององค์กร จำนวนองค์กรว่า จะเปึนกี่องค์กร ในเรื่องนี้ผมคิดว่า เราคงจะต้องใช้พินิจ พิจารณาให้รอบคอบ ด้วยเหตุผลอย่างที่เรารับทราบกันแล้วว่า มันมีผลกระทบ มีเรื่องที่ เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์มหาศาล แล้วก็ที่ผ่านมา เราก็มีประสบการณ์ บทเรียนที่น่าจะ ต้องนำมาพิจารณาให้รอบคอบด้วยนะครับ ผมเคยอภิปรายไว้ตั้งแต่วันแรก ๆ ว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ใช่เปึ้นการนําเอาป้ ๒๕๔๐ มาเปลี่ยนอะไหล่ เรามีเวลาที่ เปลี่ยนแปลงมา ๑๐ ป้ สังคมเปลี่ยนเยอะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องเทคโนโลยีนะครับ ดังนั้น การจะออกแบบองค์กรควรจะเปึนกี่องค์กรนั้น เปึนเรื่องน่าจะต้องเป่ดกว้างนะครับ ผมขออนุญาตให้ท่านอาจารย์กิตติ ตีรเศรษฐ์ ซึ่งเปึ้นผู้รับรองในเรื่องนี้ได้อภิปรายนะครับ ขอบพระคุณครับ
ครับ แต่ก่อนถึงท่านนั้น ท่านอภิชาติก่อนนะครับ เชิญท่านอภิชาติก่อนครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม อภิชาติ ดําดี สมาชิก สภาร่างรัฐธรรมนูญ ขอใช้สิทธิอภิปรายในฐานะที่เปึ้นผู้ลงชื่อสนับสนุนการแปรญัตติ ในมาตรา ๔๗ ท่านประธานครับ มาตรา ๔๗ ซึ่งเปึ้นเรื่องของการจัดสรรคลื่นความถี่และ องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่นั้น มีความสําคัญอย่างยิ่ง ที่ผมอยากจะให้สภาร่างรัฐธรรมนูญ แห่งนี้ได้พิจารณากันอย่างรอบคอบและรอบด้านครับ เพราะอะไรครับ คลื่นความถี่นั้น ถ้าสังคมไทยเราจัดสรรกันได้ดีนั้น ก็จะเปึนประโยชน์อย่างยิ่งที่จะขับเคลื่อนประเทศนี้ ให้ไปสู่สังคมฐานความรู้ จะเปึนประโยชน์อย่างยิ่งในการพัฒนาให้คนไทยนั้นได้เปึน ทรัพยากรมนุษย์ที่มีขีดความสามารถในการแข่งขันกับคนเขาได้ทั้งโลก แต่ถ้าเราจัดสรร ไม่ดี ทรัพยากรคลื่นความถี่กระจุกตัวอยู่กับกลุ่มหรือบุคคลใดบุคคลหนึ่ง หรือเพียงเพื่อ นำไปแสวงหาประโยชน์ทางการค้า เพื่อกำไรสูงสุด สุดท้ายทรัพยากรคลื่นความถี่ก็จะ นำไปสู่ความร่ำรวยผิดปกติ ท่านประธานครับ ผมเองนั้น จะอภิปรายเหตุผลในการ แปรญัตติ ในมาตรา ๔๗ โดยยึดโยงกับเจตนารมณ์การปฏิรูปสื่อของรัฐธรรมนูญ ฉบับป้ ๒๕๔๐ เพราะฉะนั้นไม่ต้องห่วงครับ การอภิปรายของผมในวันนี้จะไม่ไปไกล ถึงต่างด้าวครับ ผมจะยึดโยงกับรัฐธรรมนูญ ฉบับป้ ๒๕๔๐ ซึ่งครั้งกระนั้น เมื่อ ๑๐ ป้ ที่ผ่านมานั้น ไม่ได้มีเพียงความปรารถนาที่จะปฏิรูปการเมืองอย่างเดียวเท่านั้น แต่หัวใจสําคัญของรัฐธรรมนูญ ฉบับป้ ๒๕๔๐ นั้น ต้องการให้มีการปฏิรูปสื่อ คู่ขนาน กันไปกับการปฏิรูปการเมือง ตราบใดก็ตามที่ยังไม่มีการปฏิรูปสื่อ ก็ยากที่การปฏิรูป การเมืองนั้นจะประสบความสำเร็จ เพราะฉะนั้นผมจึงยึดโยงกับฉบับป้ ๒๕๔๐ และอยู่บน หลักคิดที่ว่า จะต้องรักษาข้อดีของ ป้ ๒๕๔๐ เดิม และเพิ่มเติมสิ่งใหม่เพื่อแก้ไขปัญหา ท่านประธานครับ สาระสําคัญของการปฏิรูปสื่อจากรัฐธรรมนูญ ฉบับป้ ๒๕๔๐ นั้น มีเรื่องใหญ่ ๆ อยู่ ๓ เรื่องครับ เรื่องแรก ก็คือ การตอบคำถามกับสังคมครับว่า บรรดา คลื่นความถี่ทั้งหลายทั้งปวงที่มีอยู่นั้นนะครับ ใครควรจะเปึ้นเจ้าของ และใช้เพื่อประโยชน์ ของใคร เรื่องที่ ๒ ก็คือ แล้วบรรดาคลื่นความถี่ทั้งหลายทั้งปวงเหล่านี้นั้น ควรจะมีใครมา เปึ้นเจ้าภาพในการจัดสรรคลื่นความถี่ทั้งหมด และก็ข้อที่ ๓ ควรจะมีกติกาที่วางหลักการ ใหญ่ ๆ ในการจัดสรรคลื่นความถี่เหล่านี้อย่างไร ผมจะเรียนท่านประธานนะครับว่า อะไร คือ ข้อดีของ ป้ ๒๕๔๐ เดิม และอะไรคือการเพิ่มเติมสิ่งใหม่ เพื่อแก้ไขปัญหา ซึ่งเปึ้น แนวทางของการพิจารณารัฐธรรมนูญรายมาตรา ที่เราทํากันมาโดยตลอดทั้ง ๓ วัน ๒ คืน ที่ผ่านมา เพื่อยืนยันให้สังคมไทยได้เห็นว่า การร่างรัฐธรรมนูญครั้งนี้ ยืนอยู่บน เจตนารมณ์ของ ฉบับป้ พ.ศ. ๒๕๔๐ และมีความพยายามที่จะแก้ไขข้อบกพร่องต่าง ๆ ที่รัฐธรรมนูญ ฉบับ ๒๕๔๐ นั้น ยังไม่บรรลุผลสําเร็จ ท่านประธานครับ ในเรื่องแรก ใครจะ เปึ้นเจ้าของคลื่นความถี่ ซึ่งเมื่อสักครู่นี้ก็ได้มีการอภิปรายอย่างกว้างขวางแล้ว ไม่ว่า จะเปึนคลื่นความถี่วิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และวิทยุโทรคมนาคม ซึ่งเปึนคลื่นที่ มองไม่เห็น จับต้องไม่ได้ ล่องลอยอยู่ในอากาศ ฉบับป้ ๒๕๔๐ ได้วางเจตนารมณ์ไว้ว่า คลื่นความถี่ทั้งหมดเหล่านี้ เปึนทรัพยากรสื่อสารของชาติ เพื่อประโยชน์สาธารณะครับ ท่านประธาน เมื่อมาถึงฉบับ ๒๕๕๐ ผมก็ต้องขอบคุณท่านกรรมาธิการยกร่าง ที่ยั่งยืนยัน เจตนารมณ์ของการปฏิรูปสื่อ ด้วยการประกาศความเปึนเจ้าของคลื่นความถี่ว่า ยังคงเปึน ทรัพยากรสื่อสารของชาติ เพื่อประโยชน์สาธารณะ ตรงนี้เราเห็นตรงกันทั้งหมด ไม่ว่าจะเปึนกรรมาธิการยกร่าง หรือสภาร่างรัฐธรรมนูญในแต่ละกลุ่มที่แปรญัตติกันมา จะเห็นว่าวรรคหนึ่งนั้นนะครับ ทุกกลุ่มนั้นเห็นตรงกัน นี่คือความพยายามที่จะรักษาข้อดี ของป้ ๒๕๔๐ เดิม แต่สิ่งที่เราอภิปรายกันมาสองสามท่านนั้น เปึนความพยายามที่จะ เพิ่มเติมสิ่งใหม่เพื่อแก้ไขปัญหา นั่นก็คือ ข้อที่ ๒ ที่ว่าการจัดสรรคลื่นความถี่ ซึ่งมี มูลค่ามหาศาลนับแสนล้านเหล่านี้นั้น ควรจะมีใครที่เปึนองค์กรเจ้าภาพในการจัดสรร คลื่นความถี่ ควรจะออกแบบองค์กรอย่างไร ควรจะมีองค์กรเดียวหรือ ๒ องค์กร หรือมากกว่านั้น ท่านประธานครับ จากฉบับ ๔๐ นั้นทำให้เกิดพระราชบัญญัติซึ่งเปึน กฎหมายลูกขึ้นมา ๑ ฉบับ สมาชิกบางท่านได้อภิปรายถึงแล้ว นั่นก็คือ พระราชบัญญัติ องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ ป้ ๒๕๔๓ ๒๕๔๓ ถึง ๒๕๕๐ ครับ พระราชบัญญัติฉบับนี้ได้ ออกแบบองค์กรในการจัดสรรคลื่นความถี่ไว้ ๒ องค์กร องค์กรหนึ่งนั้นจะกำกับดูแล คลื่นโทรคมนาคม ในขณะที่องค์กรหนึ่งนั้นจะกำกับดูแลคลื่นวิทยุกระจายเสียง วิทยุ โทรทัศน์ ก็กลายเปึ้นที่มาของการทำงาน ๒ ข้า ระหว่าง กทช. กับ กสช. องค์กรที่กำกับดูแลคลื่นวิทยุโทรคมนาคมนั้น ก็คือ คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม แห่งชาติ ได้เกิดขึ้น ดำเนินการเปึ้นที่เรียบร้อย ส่วนองค์กรที่ทำหน้าที่กำกับดูแลคลื่น วิทยุกระจายเสียงและคลื่นวิทยุโทรทัศน์นั้น คือ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและ กิจการโทรทัศน์แห่งชาติ หรือ กสช. เมื่อสักครู่นี้ เราก็ได้ทราบภูมิหลังกันแล้วว่า ได้เกิด ปัญหาอะไรขึ้น เนื่องจากว่า เปึนองค์กรที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์มหาศาล กระบวนการ ของการสรรหา และที่มาของ กสช. ก็เปึนปัญหามาโดยตลอด จนกระทั่งวรรคสองของ รัฐธรรมนูญ มาตรา ๔๐ ของป้ ๒๕๔๐ นั้น ก็เดินมาได้แค่ครึ่งทาง ผมนับดูแล้ว มาตรา ๔๐ ของป้ ๒๕๔๐ นั้น มีอยู่ด้วยกัน ๓ วรรค์ วรรคแรก คือ ใครเปึนเจ้าของคลื่น ความถี่ วรรคที่ ๒ คือ จะจัดสรรคลื่นความถี่กันอย่างไร และวรรคที่ ๓ คือ กติกาในการ จัดสรรคลื่นความถี่นั้น ควรจะทำกันอย่างไร ปรากฏว่า เจตนารมณ์ของฉบับป้ ๒๕๔๐ เดินมาได้วรรคครึ่งครับ นับดูแล้วประมาณห้าบรรทัดครึ่ง มาสะดุดหยุดลงตรงที่มีเพียง กทช. แต่ยังไม่มี กสช. เพราะปัญหาความไม่ชอบธรรมในกระบวนการสรรหา ด้วยเหตุนี้ นะครับ จึงเปึ้นโอกาสที่ผมคิดว่า เราจะต้องเติมแล้วล่ะครับว่า ในข้อบกพร่องที่เกิดขึ้น ต่าง ๆ ของระบบสื่อโดยรวม ทั้ง กสช. และ กทช. นั้น ก็เปึนโอกาสที่เราจะเพิ่มเติมสิ่งใหม่ เพื่อแก้ไขปัญหาแล้วล่ะครับ นั่นจึงเปึ้นที่มาว่า ทำไมกระผมจึงได้เสนอแปรญัตติใน มาตรา ๔๗ ด้วยการขยายความเพิ่มเติมนะครับว่า ให้มีองค์กรที่เปึ้นอิสระ เรียกว่า สภา พัฒนาทรัพยากรสื่อสารแห่งชาติ ซึ่งประกอบด้วย สถาบันจัดสรรและพัฒนาคลื่นความถี่ แห่งชาติ ทำหน้าที่จัดสรรและพัฒนาคลื่นความถี่ และสถาบันพัฒนาสื่อเพื่อประโยชน์ สาธารณะแห่งชาติ ทำหน้าที่กำกับดูแลการประกอบกิจการ และพัฒนาเนื้อหาสาระของ สื่อตามวรรคหนึ่ง ท่านประธานครับ นี่คือนวัตกรรมการออกแบบองค์กรจัดสรรคลื่น ความถี่ ที่ยังคงยืนอยู่บนหลักการให้มี ๒ องค์กร เพื่อจะได้มีการค้านและดุลอำนาจ ระหว่างกันและกัน แต่ในขณะเดียวกัน เพื่อให้การดูแลคลื่นความถี่ ไม่ว่าจะเปึนวิทยุ โทรทัศน์ หรือโทรคมนาคม ซึ่งใช้งานได้เหมือนกันทั้งหมดแล้วนั้น ได้มีลักษณะบูรณาการ รวมกัน แนวคิดที่กระผมได้นำเสนอในการแปรญัตติ จึงเปึนแนวคิด ๑ สภา ๒ องค์กร องค์กรหนึ่งนั้น จะมีอํานาจหน้าที่ในการจัดสรรคลื่นความถี่ ซึ่งเปึนการทำหน้าที่ทางด้าน เทคโนโลยี อีกองค์กรหนึ่งนั้นเปึนองค์กรในการกำกับดูแลการประกอบกิจการ และที่ สำคัญ ที่เพิ่มเติมจากป้ ๒๕๔๐ ก็คือพัฒนาเนื้อหาสาระของสื่อ นี่คือสิ่งใหม่ที่เพิ่มเติม เข้ามา และมีนัยสําคัญอย่างยิ่งต่อการปฏิรูปสื่อ จึงมีความแตกต่างครับ ท่านประธานครับ ในฉบับป้ ๒๕๔๐ นั้น การแบ่งออกเปึน ๒ องค์กรนั้น แบ่งตามประเภทของคลื่น คลื่นวิทยุ โทรทัศน์ก็ไปเปึน กสช. คลื่นโทรคมนาคมก็ไปเปึน กทช. แต่แนวคิดที่เรานำเสนอในการ แปรญัตติในครั้งนี้ เปึนการแบ่งออกเปึน ๒ องค์กร โดยแบ่งตามอํานาจหน้าที่ นั่นหมายถึง การจัดสรรคลื่น และพัฒนาทางด้านเทคโนโลยี เปึนหน้าที่ของอีกองค์กรหนึ่ง ในขณะที่ การกำกับดูแลการประกอบการ และการดูแลเรื่องของการพัฒนาเนื้อหาสาระของสื่อเปึน อีกองค์กรหนึ่ง ผมขออนุญาตที่จะอภิปรายในแง่หลักการ ชื่อนั้นสำคัญไฉนนะครับ เพราะฉะนั้นในส่วนที่เปึนชื่อนั้นก็ยังอยู่ในวิสัยที่เราจะคุยกันต่อได้ แต่หลักการสำคัญก็คือ ระบบองค์กรที่เปึน ๒ องค์กร ๑ สภา แน่นอนครับ ของเดิมนั้น ทั้ง กทช. และ กสช. ต้องเปึนกรรมการร่วมกันในการจัดทำแผนแม่บทคลื่นความถี่ และกำหนดตารางคลื่นความถี่ นี่ก็เช่นเดียวกันครับ ๒ องค์กรที่ว่า ไม่ว่าจะเปึนฝ์ายที่ดูแล ด้านเทคโนโลยี หรือฝ์ายที่ดูแลด้านเนื้อหาสาระ ต้องเปึนองค์กรที่มาร่วมกันในรูปของ สภาพัฒนาทรัพยากรสื่อสารแห่งชาติ เพื่อวางแผนแม่บทในการบริหารคลื่นความถี่ ร่วมกัน และกำหนดตารางคลื่นความถี่ร่วมกัน ที่ต้องแยกออกมาเปึน ๒ องค์กร เพื่อค้าน และดุลอำนาจ และที่สำคัญที่ต้องแยกออกมาเปึน ๒ องค์กร ตามอำนาจหน้าที่นั้น ก็เนื่องจากว่า ความเชี่ยวชาญทางด้านเทคโนโลยีและความเชี่ยวชาญทางด้านเนื้อหา สาระนั้นเปึนความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านที่แตกต่างกัน การออกแบบอย่างนี้ก็อาจจะเปึน ทางออกที่ใกล้เคียงกับที่ท่านผู้มีเกียรติได้อภิปรายไปก่อนหน้านี้แล้ว ผมเน้นว่า สาระสำคัญประการหนึ่งที่จะต้องจารึกไว้ในรัฐธรรมนูญ ฉบับป้ ๒๕๕๐ ก็คือ เรื่องของการ พัฒนาเนื้อหาสาระในสื่อ ความจริงแล้วปัญหาของคลื่นความถี่นั้น ไม่แต่จำเพาะเรื่องของ การจัดสรรเท่านั้นครับ หัวใจสำคัญ คือ คลื่นความถี่ที่ได้ส่งสายกระจายเสียง ส่งภาพ ออกไป มีเนื้อหาสาระที่ส่งเสริมสังคมมากน้อยแค่ไหน นี่ล่ะครับ คือ ปัญหาสำคัญของ บ้านเรา ท่านประธานครับ เห็นไหมครับ เดี๋ยวนี้ก่อนจะมีรายการต้องมีปัายขึ้นมาบอกว่า ท คือ ทั่วไป ฉ คือ เฉพาะกลุ่ม ในขณะที่ น คือ แนะนำ ผมไม่ได้ดูว่านี่เปึ้นการปัองกัน สังคมนะครับ แต่นี่เปึนการประจานตัวเองนะครับว่า ระบบสื่อของบ้านเรานั้น ต้อง ประกาศให้รู้ว่ามีพิษมาก มีพิษปานกลาง มีพิษน้อย เปึนอย่างนั้นนะครับ เรากำลัง ประจานตัวเองว่า เราได้เอาสื่อที่มีเนื้อหาที่เหมาะสมไปตั้งไว้ในเวลาที่ไม่เหมาะสมกับ กลุ่มเปัาหมายที่ไม่เหมาะสม ในขณะเดียวกันเราก็ได้เอาเนื้อหาของสื่อที่ไม่เหมาะสม กลับไปตั้งอยู่ในเวลาที่เหมาะสม เรากำลังสะท้อนให้เห็นว่า ระบบสื่อของเรานั้นมีปัญหา ในการจัดการเนื้อหาสาระของสื่อให้เปึนประโยชน์ต่อการสร้างสังคมอุดมปัญญา คำว่า สังคมอุดมปัญญา ที่เราได้ยินได้ฟัง ก็เลยกลายเปึนเพียงคำโฆษณาปาว ๆ เท่านั้น เพราะ แท้ที่จริงแล้ว สื่อในบ้านเรากำลังขับเคลื่อนสังคมไปสู่สังคมอุดมสตาร์ (Star) สังคมอุดมดารา ขออนุญาตครับท่านประธานครับ ปรากฏการณ์ทางสังคมบางอย่างเปึน ภาพที่สะท้อนอย่างชัดเจนกับความล้มเหลวของระบบสื่อ ได้มีเหตุการณ์เกิดขึ้น ในห้วงเดียวกัน นักเรียนเตรียมอุดม ๓ คนไปได้ร่างวัลชนะเลิศโครงงานวิชาการระดับโลก มาจากต่างประเทศ ห้วงเวลาเดียวกันนั้น มีน้องหนูคนหนึ่งเปึ้นดาราวีดิโอ (Video) ว่าบหวิว เธอชื่อ น้องแนท์ ขออนุญาตเอ่ยนาม เหตุการณ์ทางสังคมนี้เกิดขึ้นในห้วงเวลา เดียวกันครับ ท่านประธานครับ แต่ปรากฏว่า พื้นที่สื่อนั้นให้ความสำคัญกับน้องแนทมาก กว่านักเรียนเตรียมอุดมที่ได้รับชนะเลิศโครงงานทางวิชาการ ๓ คน ครับ คนหนึ่งเก่ง ฟ่สิกส์ (Physics) คนหนึ่งเก่งชีวะ คนหนึ่งเก่งคณิตศาสตร์ บูรณาการองค์ความรู้ ค้นพบ ทางเดินคลื่น ค้นพบคลื่นของทางเดินกิ้งกือ โลกยกย่องสรรเสริญเยินยอ กลับมาเมืองไทย ออกโทรทัศน์แว๊บเดียว หายไปเลยครับ แต่น้องแนทยึดพื้นที่ตลอด ๑ สัปดาห์ นี่คือภาพ ปรากฏการณ์ทางสังคม ที่สะท้อนความบิดเบี้ยวข้องการใช้พื้นที่สื่อ ผมจึงเน้นว่าสาระสำคัญที่ผมอยากจะเรียนกับท่านประธาน ในเรื่องของการจัดสรรคลื่น ความถี่ และองค์กรคลื่นความถี่นั้น ที่ลืมไม่ได้ แล้วก็ต้องติดพ่วงไปตลอดเวลา ก็คือ คำว่า พัฒนาเนื้อหาสาระของสื่อ เด็ก ๆ เขาร่างรัฐธรรมนูญกัน เด็ก ๆ เขาเรียกร้องกัน สิทธิในด้านสื่อ รัฐธรรมนูญฉบับเด็กและเยาวชนก็เรียกร้องสิทธิที่จะได้ร่วมพิจารณาและ จัดสรร ผลิต หรือนำเสนอสื่อของพวกเขา สิทธิที่เขาจะได้รับข้อมูลข่าวสาร หรือสื่อที่จะ เปึ้นประโยชน์ ท่านประธานครับ อีกประเด็นหนึ่ง ซึ่งเปึนเรื่องที่ ๓ หรือข้อที่ ๓ ก็คือ กติกา ในการจัดสรรคลื่นความถี่ควรจะเปึนอย่างไรนั้น ผมดูเหมือนว่า ทุกฝ์ายยอมรับ และ เห็นชอบกับกติกาที่ได้วางไว้เดิมในฉบับป้ ๒๕๔๐ นั่นก็คือ กติกาที่วางหลักใหญ่ไว้ว่า การจัดสรรคลื่นความถี่นั้น จะต้องคำนึงถึงประโยชน์สาธารณะ ทั้งด้านการศึกษา วัฒนธรรม และความมั่นคงของรัฐ การจัดสรรคลื่นความถี่นั้น ต้องคํานึงถึงประโยชน์ สูงสุดของประชาชนทั้งระดับชาติและระดับท้องถิ่น ผมคิดว่า ทั้งท่านกรรมาธิการยกร่าง และก็เพื่อนสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญทุก ๆ กลุ่ม เราเห็นชอบ เห็นพ้องกับเนื้อหาสาระ เดิมตรงนี้ แต่ที่ผมต้องขออนุญาตแปรญัตติเพิ่มเติม และต้องขอแสดงความชื่นชม ท่านกรรมาธิการยกร่าง ตรงที่ว่า มีสิ่งใหม่ที่เพิ่มเติมขึ้นมา นั่นก็คือ การส่งเสริม ภาคประชาชนให้เข้ามามีส่วนร่วมกับการจัดการสื่อมวลชนสาธารณะ ตรงนี้ถือเปึนสิ่งใหม่ ที่เพิ่มเข้ามา และภาคประชาชนจะเปึนผู้ได้ประโยชน์ แต่ท่านประธานครับ อะไรก็ตามที่ เปึ้นเรื่องของภาคประชาชน อะไรก็ตามที่ไม่ได้ยึดโยงกับระบบทุนแล้ว ปัญหาที่ตามมา คือ รูปธรรมในทางปฏิบัติจะเกิดได้อย่างไร นั่นจึงเปึ้นที่มาว่า ผมจึงได้ขออนุญาตที่จะ แปรญัตติในมาตรา ๔๗ นี้ ให้มีกองทุนพัฒนาทรัพยากรสื่อสารของชาติ และส่งเสริมให้ ภาคประชาชนมีส่วนร่วมในการดำเนินการสื่อมวลชนสาธารณะ เพราะผมคิดว่า รายการ ที่มีเนื้อหาสาระ รายการที่ส่งเสริมให้สังคมขับเคลื่อนไปสู่สังคมฐานความรู้ รายการที่ เพิ่มเติมให้ผู้คนในสังคมเปึ้นทรัพยากรมนุษย์ที่มีขีดความสามารถในการแข่งขันนั้น นะครับ ก็ต้องเปึ้นรายการที่น่าจะได้รับการสนับสนุนจากกองทุนที่ว่านี้ ปัญหาสำคัญที่เรา มักจะวิตกกังวลกันมาก เมื่อพูดถึงเรื่องงบประมาณ ก็คือ แล้วจะหาเงินมาจากไหน เหมือนอย่างหลายมาตราที่เมื่อเติมลงไปแล้วมีความผูกพันในเรื่องงบประมาณ ท่านประธานครับ เมื่อสักครู่นี้เราได้ไล่เลี้ยงกันแล้วนะครับว่า ผลประโยชน์ของ คลื่นความถี่ ซึ่งเปึ้นทรัพยากรสื่อสารของชาติ รวมกันทั้งหมดนี่ ผมนับ ๆ ดูแล้ว ตัวเลขที่ บวกลบกันเมื่อสักครู่นี้ ๓ แสนล้าน ถึงนะครับ เอาเพียงแค่ครึ่งป้ของ ๒๕๕๐ โทรทัศน์นี่ ประมาณ ๕๖,๐๐๐ ล้าน วิทยุประมาณ ๕,๖๐๐ ล้าน เคเบิลทีวีประมาณ ๑๖,๐๐๐ ล้าน ป้ ๒๕๕๓ นี่ครับ คนไทยจะมีโทรศัพท์มือถือ จะเปึนเจ้าของโทรศัพท์มือถือกัน ๔๕ ล้าน เลขหมาย ๑ เลขหมายนั้น จะมีถัวเฉลี่ยค่าใช้จ่ายตกอยู่ประมาณ ๓๗๔ บาท รวม ๆ ทั้งหมดที่เราคุยกันทั้ง ๓ คลื่น ไม่นับคลื่นใต้น้ำนะครับท่านประธาน ๓ คลื่น รวม ๆ กันแล้วนี่นะครับ ๓ แสนล้านบาท ก็ถึงครับ เพราะฉะนั้นเพียงแค่ ๑ หรือ ๒ เปอร์เซ็นต์ จากค่าธรรมเนียมในการออกใบอนุญาต ๑ ถึง ๒ เปอร์เซ็นต์ จากผลของ การประกอบการที่ได้ประโยชน์จากทรัพยากรสื่อสารของชาติ ตรงนี้ก็น่าจะอยู่ในวิสัยของ ความเปึนไปได้ที่จะเกิดกองทุนพัฒนาทรัพยากรสื่อสารของชาติ เพื่ออะไรครับ เพื่อวิจัย และพัฒนาทั้งในด้านเทคโนโลยีสื่อ และในด้านของเนื้อหาสาระสื่อ ตรงนี้จึงเปึ้นสาระสําคัญที่ผมอยากเห็นความก้าวหน้าของรัฐธรรมนูญ ฉบับป้ ๒๕๕๐ ที่ยืนอยู่บนหลักคิดว่า รักษาข้อดีที่มีอยู่เดิม และเพิ่มเติมสิ่งใหม่ เพื่อแก้ไขปัญหา ส่วนในวรรคที่ ๔ ที่ผมแปรญัตติไว้นั้น ก็เปึนการขยายความว่า สภาพัฒนาทรัพยากร สื่อสารแห่งชาตินั้น ควรจะประกอบด้วยใครบ้าง
คงต้องขอให้กระชับมากที่สุดแล้วนะครับ ขณะนี้ใช้เวลามากแล้วนะครับ
ท่านประธานครับ เปึนประเด็นสุดท้ายแล้วครับ
ขอให้สั้นหน่อยครับ
สําหรับสภาพัฒนาทรัพยากรสื่อสารแห่งชาติ ผมก็ เน้นว่า ก็ต้องมาจากผู้ที่เกี่ยวข้องและผู้ที่มีส่วนได้เสีย นั่นก็คือ นักวิชาการด้านสื่อ ผู้เชี่ยวชาญด้านสื่อ ผู้ประกอบการ และแก้ปัญหาเดิม ซึ่งมักจะเอาผู้ประกอบการ หรือ เจ้าของสื่อนี่มาร่วมกับพนักงานในนามของสมาคมวิชาชีพ มาร่วมกับพนักงานในนามของ องค์กรเอกชน ผมจึงแยกระหว่างผู้ประกอบการกับผู้ประกอบวิชาชีพสื่อ เพื่อแก้ปัญหา ภาพลวงตาของระบบตัวแทน และสื่อชุมชน สิ่งหนึ่งซึ่งจะต้องคำนึงถึง ก็คือ พ่อแม่ ผู้ปกครอง ที่ลูกหลานอาจจะต้องตกเปึนเหยื่อของมลพิษทางสื่อ ผมจึงให้น้ำหนักกับ องค์กรผู้บริโภคสื่อในสัดส่วนเท่า ๆ กัน สิ่งที่ผมเสนอแปรญัตตินั้น ก็ไม่ได้เรียกร้องเพื่อ ประโยชน์อื่นใดเลยครับ แต่ทั้งหมดนี้เปึ้นการเรียกร้อง เพื่อให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้มี ความก้าวหน้าจากฉบับ ป้ ๒๕๔๐ ในด้านของการปฏิรูปสื่อ เพราะผมเชื่อเหลือเกินว่า การปฏิรูปใด ๆ ในแผ่นดินนี้จะไม่มีวันประสบความสําเร็จได้เลย ถ้าปราศจากการ ปฏิรูปสื่อ ขอบพระคุณครับ ท่านประธานครับ
ขอบพระคุณครับ เหลืออีกท่านหนึ่งนะครับที่อยู่ในรายการของผม แล้วก็จะขอให้ กรรมาธิการชี้แจงนะครับ คุณกิตติ เชิญครับ ขอสั้น ๆ ครับ
กราบเรียนท่านประธานสภา ร่างรัฐธรรมนูญที่เคารพ ท่านกรรมาธิการยกร่าง และเพื่อนสมาชิกทุกท่านครับ ผม กิตติ ตีรเศรษฐ์ สสร. ครับ ก็เปึนเวลาเกือบสองชั่วโมงแล้วนะครับที่เพื่อนสมาชิกได้อภิปราย กันถึงมาตรา ๔๗ นะครับ และสาระส่วนใหญ่จะอยู่ในเรื่องของวรรคสอง ซึ่งในมาตรา ๔๗ ของร่างรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันจะตรงกับมาตรา ๔๐ ของรัฐธรรมนูญ ฉบับป้ ๒๕๔๐ นะครับ ซึ่งในร่างฉบับรับฟังความคิดเห็นของกรรมาธิการยกร่างที่ออกมาในตอนแรกนั้น จะมีอยู่ ๒ ประเด็น ที่แตกต่างกันกับป้ ๒๕๔๐ ก็คือ จะมีการเพิ่มคำว่า องค์กรหนึ่ง เข้ามานะครับ และตัดในตอนท้ายของวรรคที่ว่า ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ ออกนะครับ และสุดท้าย ในร่างปัจจุบันที่นำเสนอต่อสภาในเวลานี้ ก็ได้มีการเพิ่มเติมคำว่า ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ กลับเข้าไปใหม่ โดยมีเหตุผลที่เขียนไว้ในเอกสารที่ได้นำเสนอต่อ ที่ประชุมทุกท่านแล้วว่า เพื่อให้บทบัญญัติมีความสอดคล้องกันมากขึ้น และเกิดความ ชัดเจนตามที่กฎหมายบัญญัติ โดยองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ควรมีองค์กรเดียว ประเด็นนี้ ตัวผมเองแล้วก็จากข้อมูลที่ได้รับฟังมา หรือจากการศึกษาถึงเรื่องของพระราชบัญญัติ เกี่ยวกับองค์กรกำกับดูแลกิจการวิทยุ โทรทัศน์ หรือกิจการโทรคมนาคมในต่างประเทศ ก็จะมีลักษณะเปึนลักษณะเดียวกัน คือ การที่จะให้มีองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่เพียง องค์กรเดียว จากเดิมที่ป้ ๒๕๔๐ นั้น ก็ได้กำหนดให้องค์กรที่มีหน้าที่กำกับนั้น มีอยู่ ๒ องค์กร คือ กทช. และ กสช. ในป้ ๒๕๔๓ นะครับ อย่างไรก็ตามการที่ท่านกรรมาธิการ ยกร่างได้มาใส่คำว่า องค์กรหนึ่ง ลงไปในวรรคที่ ๒ นั้น กระผมมีความเห็นที่อยากจะขอ เสนอต่อท่านกรรมาธิการ ซึ่งจะสอดคล้องกับเพื่อนสมาชิกเกือบทุกกลุ่มที่ได้อภิปรายไป ก็คืออยากจะขอให้ตัดคำว่า องค์กรหนึ่ง ออกนะครับ เนื่องจากความชัดเจนในเรื่องนี้ ยังไม่มีข้อยุติที่แน่นอนว่า ในอนาคตเราควรจะมีกี่องค์กรนะครับ แน่นอนครับว่า ในป้ ๒๕๔๓ ที่มี พรบ. องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่นั้น กำหนดให้เปึ้น กทช. ดูแลเรื่องของ คลื่นความถี่ในกิจการโทรคมนาคม และ กสช. ดูแลในเรื่องคลื่นความถี่สําหรับกิจการวิทยุ โทรทัศน์ แต่เนื่องจากปัจจุบันเทคโนโลยีได้มีการพัฒนาไปเปึนอย่างมากนะครับ เพื่อนสมาชิกก็ได้ อภิปรายไปแล้วว่า โทรศัพท์มือถือเครื่องเดียวดูได้ทั้งโทรทัศน์ ฟังได้ทั้งวิทยุ ส่งข้อความ ส่งอีเมล์ ส่งภาพยนตร์ หรือส่งภาพนิ่ง ส่งอะไรสารพัดที่จะอยู่ในมือถือนะครับ ซึ่งเปึนการ ผสมผสานเทคโนโลยีทั้งหมดเข้าด้วยกัน เพราะฉะนั้นเรื่องของคลื่นความถี่ที่มีการแยก ออกมาว่า เปึนคลื่นของวิทยุโทรทัศน์ซึ่งอยู่ในย่านหนึ่ง กับคลื่นของโทรคมนาคมซึ่งจะอยู่ ในอีกย่านหนึ่ง รวมทั้งในย่านไมโครเวฟนั้น ปัจจุบันนี้ได้ถูกนำมาผสมผสานกันหมดแล้ว เพราะฉะนั้นองค์กรที่จะดูแลในด้านนี้จึงควรจะมีองค์กรเดียวนั้น เปึ้นที่ถูกต้องนะครับ แต่อย่างไรก็ตาม ในองค์กรส่วนนี้นะครับ กระผมมีความเห็นว่า ผู้ที่ทำหน้าที่อยู่ในองค์กร นี้ เนื่องจากจะเปึนองค์กรที่จะต้องดูแลด้านการกำกับดูแล แล้วก็จัดสรรคลื่นความถี่ หรือ จะทำหน้าที่ออกกฎระเบียบต่าง ๆ เกี่ยวกับการรับใบอนุญาต หรือว่า การขอประกอบ กิจการทางการสื่อสารทุกประเภทแล้วนี่นะครับ สาระของเทคโนโลยีที่มีการเปลี่ยนแปลง ไป ผู้ที่ดูแล หรือว่าเปึนกรรมการในชุดนี้ จึงควรจะต้องเปึ้นผู้ที่มีความรู้ทางด้านเทคโนโลยี อยู่ไม่น้อยนะครับ ทีนี้อย่างไรก็ตาม ในอีกด้านหนึ่งนะครับ เรื่องของเนื้อหาสาระที่สื่อมี การนำเสนอออกมา ซึ่งในประเด็นนี้ ก็น่าจะต้องมีองค์กรที่จะทำหน้าที่กำกับดูแลเนื้อหา สาระเช่นเดียวกันว่า สื่อต่าง ๆ ที่ได้มีการนำเสนอนั้นได้มีเนื้อหาสาระที่เปึนประโยชน์ต่อ ประชาชนหรือไม่ มีเนื้อหาสาระที่เปึนการมอมเมาประชาชน หรือขัดต่อศีลธรรมอันดีงาม ขัดต่อวัฒนธรรม หรือแม้กระทั่ง สุดท้ายอาจจะขัดต่อเรื่องของ หรือว่าเปึนภัยต่อเรื่องของ ความมั่นคงของรัฐ เพราะว่า สื่อเหล่านี้สามารถจะเผยแพร่ได้กว้างขวางนะครับ และยัง อาจจะมีหน่วยงานหรือองค์กรอื่น ๆ ปลีกย่อยลงไปอีกที่จะต้องมาทำหน้าที่ดูแล นอกเหนือจากการจัดสรรคลื่นความถี่ หรือการกํากับดูแลการประกอบกิจการ โทรคมนาคม เพราะฉะนั้นกระผมจึงเห็นว่า ในวรรคที่ ๒ ของมาตรา ๔๗ นี้ จึงยังมิควรที่ จะกำหนดลงไปให้ชัดเจนว่า มีเพียงองค์กรหนึ่งนะครับ แต่ว่าถ้าหากว่า ในส่วนของสิ่งที่ ทางกรรมาธิการได้เติมลงมาในตอนหลัง คือ ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ จะสามารถสื่อ ให้ผู้ที่จะไปทำหน้าที่ออกกฎหมายต่อไปในอนาคตได้ตระหนักว่า มิใช่เพียงการจัดสรร คลื่นความถี่เพียงอย่างเดียว แต่จะต้องมีองค์กร หรือว่าคณะกรรมการที่ค่อยกำกับดูแล เรื่องของการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียงหรือโทรทัศน์ ในลักษณะของดูแลในเรื่อง ของเนื้อหาสาระ และการพัฒนาเนื้อหาสาระ เช่นเดียวกับกรณีของ ขออนุญาต ยกตัวอย่าง ในต่างประเทศประเทศหนึ่งนะครับคือ ประเทศอังกฤษ ก็จะมีคอมมูนิเคชัน แอกต์ (Communication Act) ป้ ๒๐๐๓ ซึ่งอันนั้นก็จะมีบอร์ด ออฟ ฟอร์ม บอร์ด (Board of Form Board) เพียงชุดเดียว แต่ว่าในบอร์ด (Board) ชุดนั้น ก็จะมีบอร์ดย่อยลงไปอีกที่ จะทำหน้าที่ดูแลทั้งเรื่องของการจัดสรรคลื่นความถี่ ดูแลเรื่องของการควบคุมการประกอบ กิจการ และก็มีคณะกรรมการที่จะดูแลเรื่องของเนื้อหาสาระ และก็การพัฒนาเนื้อหาสาระ ดังที่เพื่อนสมาชิกก็ได้มีการอภิปรายไปแล้วในส่วนนี้เช่นเดียวกัน ดังนั้น กระผมจึงเห็นว่า ถ้าหากว่า ในส่วนนี้เปึนเรื่องที่จะกระทำได้ หรืออาจจะมีการแยกในอนาคตเปึ้นคนละชุด กัน ก็ทําได้เช่นเดียวกัน จึงขออภิปรายในส่วนสนับสนุนท่านสมาชิกว่า ในขั้นนี้ถ้าเปึ้นไป ได้ก็อยากจะให้ตัดคำว่า องค์กรหนึ่ง ออกจากวรรคสองของมาตรา ๔๗ ครับ ขอบพระคุณ ครับ
ขอบพระคุณมากครับ ขอท่านกรรมาธิการพิสิฐครับ เรียนเชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายพิสิฐ ลี้อาธรรม ครับ กรรมาธิการได้รับฟังข้อคิดเห็นจากท่าน สสร. นะครับ ซึ่งก็เปึนข้อคิดเห็นที่มีประโยชน์แล้วก็ได้เปึนข้อมูลในการที่เราก็ได้พิจารณากันมาก่อน หน้านี้กันมาพอสมควรนะครับ ก็มีประเด็นที่อยากจะขออนุญาตเพิ่มเติมให้ท่าน สสร. ในที่ประชุมแห่งนี้ได้รับทราบ ต่อเนื่องไปด้วยนะครับ ก็คือว่า ในรัฐธรรมนูญป้ ๒๕๔๐ ของเดิมนั้นนะครับ ที่จริงถ้าท่าน อ่านดูนี่ ในรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ นี่ ไม่ได้เขียนไว้ว่า ให้มี ๒ องค์กร นะครับ รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ เขียนว่า ให้มีองค์กรของรัฐที่เปึนอิสระทําหน้าที่จัดสรรคลื่นความถี่นะครับ และ กำกับการดูแลประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ แล้วหลังจากนั้นนะครับ ก็ปรากฏว่า เราก็ได้ไปออกกฎหมาย กันเองว่า ให้มี ๒ องค์กร องค์กรหนึ่ง ก็คือ กทช. อีกองค์กรหนึ่ง ก็คือ กสช. แล้วก็เกิด ปัญหาอย่างที่ ท่าน สสร. เจิมศักดิ์ ขออภัยที่ต้องเอ่ยนามนะครับ ได้ชี้แจงมาแล้ว แล้วก็ เกิดปัญหามาถึงทุกวันนี้ว่า เวลาผ่านไป ๑๐ ป้นี่นะครับ มีเกิดขึ้นเพียงองค์กรเดียว ก็คือ กทช. กสช. ยังไม่มีโอกาสได้เกิดนะครับ เพราะเกิดความขัดแย้งในเรื่องต่าง ๆ ขณะเดียวกัน บทบาทของการเปึนผู้จัดสรรคลื่นความถี่นี่นะครับ ก็ยังไม่ได้เกิดขึ้น เพราะ จะต้องให้ ๒ องค์กร นี้มาประชุมร่วมกัน แล้วก็มาจัดสรร เพราะฉะนั้นทุกวันนี้ ถึงจะมี กทช. นะครับ แต่ กทช. ก็ทำได้แค่ออกใบอนุญาตให้ผู้ประกอบการโทรคมนาคมได้ไป ดำเนินการ อย่างเช่น ออกใบอนุญาตให้กับทีโอทีหรือการสื่อสาร เหล่านี้เปึ้นต้นนะครับ ส่วนคลื่นความถี่ซึ่งเปึ้นทรัพยากรธรรมชาติของแผ่นดินนี่นะครับ ก็ยังคงอยู่เหมือนเดิม ยังคงเปึนไปอย่างที่เคยเปึน คือ ยังไม่ได้มีการจัดสรรเลยนะครับ ถึงแม้ว่า เราได้มีการ ประกาศเจตนารมณ์ในรัฐธรรมนูญมาร่วมสิบป้แล้วนะครับ ทั้งนี้ ก็เพราะว่า ผลประโยชน์ เหล่านี้มหาศาล เพราะฉะนั้นผู้ที่กำคลื่นความถี่เหล่านี้ก็ไม่อยากจะเปลี่ยนแปลง ไม่อยากจะเร่งรัดอะไรให้เกิดขึ้น แล้วก็เกิดปรากฎการณ์ต่าง ๆ ที่ท่าน สสร. ท่านหนึ่ง ได้กล่าวไปแล้วนะครับ เพราะฉะนั้นสิ่งที่กรรมาธิการเปึนห่วงนะครับ ก็ขออนุญาตเรียน ชี้แจงครับว่า ถ้าเราเขียนเนื้อความเหมือนกับ ป้ ๒๕๔๐ ก็คือ ไม่กำหนดว่า มี ๑ หรือมี ๒ องค์กร ก็คือว่า ให้มีองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่เหมือนเดิม ก็จะกลับไปสู่สภาพเหมือน ป้ ๒๕๔๐ ก็คือว่า กทช. ท่านก็ยังอยู่เปึนปกติ รอวันรอคืนให้ กสช. เกิด กสช. อีกสักกี่ป้ จะเกิดก็ไม่ทราบ แต่ผู้ที่ได้ประโยชน์ทุกวันนี้ก็นั่งทับประโยชน์อยู่ต่อไปนะครับ สุดท้าย ก็อาจจะเปึ้นอีกสิบป้ ยี่สิบป้ กว่าจะได้มีการจัดสรรคลื่นความถี่เสียใหม่ อย่างที่เรา ต้องการทุกวันนี้ นะครับ สิ่งที่เกิดขึ้นจากกฎหมายคลื่นความถี่ที่ได้ออกไปแล้วนี่ มีเพียง การออกใบอนุญาตเท่านั้นเองนะครับ ผมขอย้ำนะครับ ไม่ได้มีการดูแลในเรื่องของการ จัดสรรคลื่นความถี่ เพราะฉะนั้นถ้าเราเขียนแบบเดิมนะครับ ว่า ให้มีองค์กรเดียวนี่นะครับ ก็คงจะออกมาแบบเดิม ก็คือ ก็จะยื้อเวลากันไป คลื่นความถี่ก็ไม่ได้มีการจัดสรร ระบบ ต่าง ๆ ที่เราว่าดไว้สวยหรูก็จะไม่เกิดขึ้นนะครับ นี่คือ สิ่งที่กรรมาธิการเปึนห่วง ด้วยเหตุนี้ กรรมาธิการจึงประสงค์จะเขียนให้ชัดกว่าสิ่งที่ได้เขียนในรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ ก็คือ เขียนไว้ว่า ให้มีองค์กรหนึ่งทำหน้าที่จัดสรรคลื่นความถี่ ส่วนในเรื่องของการให้ใบอนุญาต ไม่ว่าจะเปึนใบอนุญาตโทรคมนาคม หรือใบอนุญาตของสื่อสารมวลชนนี่ ก็อาจจะเปึ้น องค์กรภายใน อาจจะเปึน ๒ ขา ขององค์กรหลักตัวนี้ที่เราได้กำหนดไว้ก็ได้นะครับ ซึ่งสิ่งนี้ เราก็ได้เห็นมาแล้ว ในองค์กรของรัฐต่าง ๆ ที่อาจจะมีหลาย ๆ ขา อย่างในมหาวิทยาลัย ก็จะมีคณะแพทยศาสตร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ เหล่านี้เปึนต้นนะครับ แต่ว่าหากแยก ออกเปึน ๒ องค์กรแล้วนี่ สิ่งที่เราเปึนห่วงอีกข้อหนึ่ง ก็คือว่า ในอนาคตเมื่อ ๒ องค์กรนี้ มาตกลงกันก็จะมีปัญหาว่า แล้วจะเอาหลักอะไรมาแบ่ง เพราะคลื่นความถี่ทุกวันนี้ เทคโนโลยีปรากฏว่า เปึ้นสิ่งที่สามารถที่จะมาใช้ร่วมกันได้ ของที่ใช้กับทีวี ก็จะใช้กับทาง ของมือถือได้ มือถือก็จะใช้คลื่นของทีวีได้ เปึนต้นนะครับ เรื่องของไร้สาย หรือบนสาย นะครับ ใยแก้วนำแสงนี่ ก็เปึนสิ่งที่สามารถที่จะใช้ข้ามกันได้ กระผมเองได้เคยอยู่ในธุรกิจ โทรคมนาคมมาหลายป้ ก็ได้ศึกษาเรื่องนี้นะครับ ก็ได้รู้ถึงปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น สิ่งที่ท่าน กรรมาธิการบางท่านได้เปึนห่วงว่า เขาจะหาประโยชน์ในเรื่องของกําไรสูงสุดก็ดีนะครับ หรือเรื่องที่ว่าจะมีการครอบงำฝ์ายใดฝ์ายหนึ่งอีกฝ์ายก็ดี สิ่งเหล่านี้ผมเชื่อว่า เปึ้นเรื่องของ ธรรมดาของธุรกิจ แต่สิ่งที่ต้องมีความสำคัญกว่า ก็คือ เรื่องขององค์กรกำกับ ที่เราต้องเขียนในรัฐธรรมนูญ ว่า มีองค์กรที่เปึ้นอิสระ แล้วก็ดูแลสิ่งเหล่านี้อย่างเปึนธรรมนะครับ ด้วยเหตุนี้ กระผมจึง ขออนุญาตเรียนสั้น ๆ ต่อท่าน สสร. นะครับ เพื่อจะไม่ให้เสียเวลานะครับ เพราะท่านก็ ได้รับฟังข้อมูลมามากมายแล้วว่า เหตุผลที่กรรมาธิการประสงค์จะให้มีการเขียนให้ชัดขึ้น นี่ ก็เพื่อไม่ให้เกิดประวัติศาสตร์ซ้ำร้อยแบบป้ ๒๕๔๐ อีกครับ ก็ขออนุญาตเรียนแต่เพียง เท่านี้ก่อนครับ
มีท่านกรรมาธิการอีกท่านหนึ่งนะครับ ท่านกรรมาธิการคมสันครับ เรียนเชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภา ร่างรัฐธรรมนูญที่เคารพ แล้วก็เพื่อนสมาชิกทุกท่านครับ สำหรับประเด็นเรื่องขององค์กร จัดสรรคลื่นความถี่นั้นนะครับ เนื่องจากสภาพปัญหาในปัจจุบันนี่เราพบว่า จริง ๆ แล้ว ขณะนี้เรามีองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่เพียงองค์กรเดียวนะครับ ซึ่งปรากฏปัญหาในทาง ปฏิบัติในเรื่องของการดำเนินการสรรหา ซึ่งไม่สามารถสรรหาคณะกรรมการอีกชุดหนึ่งได้ เนื่องจากมีปัญหาในเรื่องขององค์ประกอบของกฎหมายนะครับที่อยู่ภายใน ที่จะทำให้ การดำเนินการไม่สามารถเสร็จสิ้นได้ เพราะเนื่องจากจะต้องถูกดำเนินการ แล้วก็ถูก พิพากษาโดยศาลซ้ำแล้วซ้ำอีกในประเด็นเหล่านี้นะครับ นอกจากนี้ครับ ท่านประธาน ครับ ได้ปรากฏข้อเท็จจริงอันหนึ่งว่า ในกฎหมายที่จะต้องมีการตราขึ้นเพื่อรองรับอำนาจ ของคณะกรรมการที่เรียกว่า คณะกรรมการ กสช. นั้น ก็คือพระราชบัญญัติการประกอบ กิจการวิทยุและโทรทัศน์นี่นะครับ ซึ่งขณะนี้ยังไม่ได้มีกฎหมายดังกล่าวตราออกมา อยู่ในช่วงระหว่างของการดำเนินการจัดทำนี่นะครับ ปรากฏข้อเท็จจริงว่า ในการ ดำเนินการของวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์นะครับ แบ่งออกเปึน ๒ กลุ่ม กลุ่มหนึ่ง ก็คือ กลุ่มที่ใช้คลื่นวิทยุโทรคมนาคม อีกกลุ่มหนึ่ง ก็คือ ใช้วิทยุกระจายเสียงนะครับ ซึ่งปรากฏว่าประเด็นของกลุ่มที่ใช้คลื่นวิทยุกระจายเสียงนั้น ถ้าดำเนินการโดย กสช. แล้วจะมีองค์กรที่แน่ชัด แล้วขอใบอนุญาตเพียง ๑ ใบเท่านั้นนะครับ แต่ขณะที่ อีกกลุ่มหนึ่ง ยกตัวอย่างเช่น โทรทัศน์ผ่านดาวเทียม โทรทัศน์บอกรับสมาชิก หรือแม้แต่ เคเบิลทีวีนี่ จะต้องขอใบอนุญาตถึง ๒ ใบ จาก ๒ องค์กรนะครับ ซึ่งเปึนกฎกรณีที่ต้อง ขอใบอนุญาตในลักษณะที่ซ้ำซ้อนกัน ในปัจจุบันไม่ได้มีการขอใบอนุญาตลักษณะนั้น เนื่องจากไม่มี กสช. เกิดขึ้น ก็เลยไม่สามารถที่จะดำเนินการในเรื่องใบอนุญาตได้ ก็เกิด ปัญหาในเรื่องของวิทยุต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีของวิทยุชุมชน ซึ่งเกิดปัญหา อย่างมากมายในกระบวนการของการที่จะจัดสรรสำหรับวิทยุชุมชนและการให้ใบอนุญาต เพราะฉะนั้นนะครับ คณะกรรมาธิการเองก็ได้พิจารณาครับ คิดว่า ประเด็นนี้เปึ้นปัญหา ที่สำคัญ แล้วถ้ายังปล่อยให้กระบวนการในการดำเนินการจัดการตามกฎหมายเดิมนั้น มีอยู่ต่อไปนี่ คงจะไม่สามารถจะแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น ซึ่งนับวันจะรกรุงรัง แล้วก็มีปัญหาที่ ทับถมมากขึ้น จึงมีความจำเปึนที่จะต้องให้มีเพียง ๑ องค์กร ทำหน้าที่ในการจัดสรร ทั้ง ๒ ส่วนนะครับ ซึ่งโดยหลักการแล้วขณะนี้นี่ เทคโนโลยีที่ก้าวหน้าไปนั้นทำให้กิจการทั้ง ๒ ประเภทนั้น มาอาศัยช่องในคลื่นความถี่เดียวกันทั้งหมดนะครับ เพราะฉะนั้นนะครับ ในประเด็นนี้นะครับ ที่ประชุมของกรรมาธิการเองก็เลยมีความเห็นในลักษณะที่ออกมา เปึ้นเพียง ๑ องค์กร ทีนี้ถ้าจะตัดถ้อยคำออกไปว่า ไม่ต้องเขียนว่า มีองค์กรหนึ่งนะครับ ก็จะเกิดปัญหาในการตรากฎหมายลูกต่อว่า ตกลงมีกี่องค์กร สุดท้ายก็อาจจะกลายเปึน มากกว่า ๒ ๓ ๔ หรือ ๕ หรือซอยย่อยลงไปมากกว่านั้น ซึ่งก็จะเกิดปัญหาขึ้นในอนาคต ในเรื่องของการทับซ้อนอำนาจหน้าที่ ขณะที่เทคโนโลยีนั้น กลับมารวมอยู่ที่เดียวกัน นะครับ ในสภาพปัจจุบัน ปัจจุบันในหลายประเทศนี่ คณะกรรมการหรือองค์กรที่ทำหน้าที่ ในการจัดสรรคลื่นความถี่ ซึ่งแต่เดิมนั้น เคยแบ่งออกเปึนกิจการกระจายเสียง และกิจการ โทรคมนาคมนั้น เคยแบ่งออกจากกัน แต่ปัจจุบันในหลายประเทศก็เนื่องจากเทคโนโลยี ก้าวหน้าไปก็ยุบรวมกันเปึนคณะกรรมการ หรือองค์กรเพียงองค์กรเดียวทำหน้าที่จัดสรร เพียงองค์กรเดียว แล้วก็จะทำให้การดำเนินการประกอบกิจการของผู้ประกอบการนี่ สามารถทำได้ ไม่ต้องขอดำเนินการขอถึง ๒ องค์กร ในกรณีที่เทคโนโลยีนั้นไป ค่อนข้างมาก ในกรณีของฟรีทีวีนั้น ผมคิดว่า ประเด็นนี้ก็คงไม่สามารถจัดสรรได้มากนัก แต่ในประเด็นของวิทยุอื่น ๆ ที่ต้องใช้คลื่นโทรคมนาคม หรือวิทยุโทรทัศน์ที่ต้องใช้คลื่น โทรคมนาคม เช่น โทรทัศน์ผ่านดาวเทียมทั้งหลาย ซึ่งมีเปึ้นจำนวนเปึนร้อยช่องนั้น ผมคิด ว่าตรงนี้นี่การมีเพียงองค์กรเดียวจะเปึนประโยชน์กับผู้ประกอบการค่อนข้างมาก สำหรับปัญหาที่ท่านเพื่อนสมาชิกเกรงว่า องค์กรที่เกี่ยวกับกิจการโทรคมนาคม จะครอบงำนั้น ผมคิดว่า ตรงนี้สามารถแก้ไขได้ โดยการจัดสัดส่วนของคณะกรรมการให้มี ความเหมาะสมในระหว่างผู้ที่มีความรู้เชี่ยวชาญในเรื่องกิจการกระจายเสียง และกิจการ วิทยุโทรทัศน์ แล้วก็กิจการโทรคมนาคม ในสัดส่วนลักษณะที่อย่างเท่าเทียมกันนะครับ ว่า มาจากที่มา ๒ กลุ่ม หรืออาจจะแบ่งเปึน ๒ ภายในอยู่ในองค์กรนั้นก็ได้ ผมคิดว่า ตรงประเด็นนี้เปึ้นประเด็นที่สามารถไปบัญญัติอยู่ในกฎหมายลูกได้ ในประเด็นนี้ครับ ได้มีการหารือครับท่านประธาน ผมได้รับมอบหมายจากท่านประธานกรรมาธิการยกร่าง รัฐธรรมนูญนะครับ ได้มีการหารือ คิดว่า ถ้ามีการดำเนินการตรากฎหมายในการจัดสรร องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่เพียง ๑ องค์กร คงจะต้องมีบทเฉพาะกาลขึ้นมาบทหนึ่ง ก็คือ ให้มีการตรากฎหมายตามบทบัญญัติมาตรานี้ให้แล้วเสร็จโดยเร็ว ซึ่งได้มีการหารือว่า น่าจะเสร็จภายใน ๖๐ วัน นับแต่วันที่รัฐธรรมนูญนี้ใช้บังคับนะครับ ก็คงจะต้องเปลี่ยน ในหลักการเดิมที่จะเปึ้น ๒ ป้ ให้เสร็จภายใน ๖๐ วันนะครับ แล้วก็ให้มีการดำเนินการ สรรหา โดยคณะกรรมการสรรหาที่มีความเปึนอิสระและเปึนกลาง ทำหน้าที่ในการ ดำเนินการสรรหากรรมการองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ตามกฎหมายฉบับใหม่ ซึ่งต้องทำให้ เสร็จภายใน ๖๐ วัน นับจากกฎหมายนั้นใช้บังคับนะครับ แล้วก็ให้คณะกรรมการกิจการ โทรคมนาคมแห่งชาติ ซึ่งเปึนไปตามพระราชบัญญัติว่าด้วยองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ พ.ศ. ๒๕๔๓ คงอยู่ เพื่อปฏิบัติหน้าที่ที่ค้างค่า แต่ไม่ให้ดำเนินการจัดสรรคลื่นความถี่ใด ๆ จนกว่าจะมีคณะกรรมการชุดใหม่เข้ามาดำเนินการในเรื่องนี้ เพื่อให้เกิดความเปึน เอกภาพ แล้วก็จัดสรรเปึนไปภายใต้ระบบเดียวกัน จะได้ไม่เกิดปัญหาในทางภาคปฏิบัติ นะครับ ซึ่งตรงนี้ได้หารือกับท่านประธานกรรมาธิการและกรรมาธิการหลายท่านก็เห็นว่า น่าจะบัญญัติบทเฉพาะกาลในลักษณะเช่นนี้ ก็นำเสนอต่อที่ประชุมเพื่อพิจารณา ในความเห็นนี้ครับ
ขอบพระคุณครับ ท่านสมาชิกครับ พอจะมีความตกลงกันได้บ้างหรือเปล่าครับ ถ้าอย่าง นั้นท่านกรรมาธิการขอสิทธิที่จะชี้แจง ข้อสั้น ๆ นะครับ เพราะว่าขณะนี้เราก็ได้อภิปรายใน มาตรานี้ยาวนานเหลือเกินแล้วนะครับ ขอสั้น ๆ สัก ๑ นาที ๒ นาที ได้ไหมครับ เชิญครับ ท่านอัชพรครับ ท่านปกรณ์ เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม ปกรณ์ ปรียากร กรรมาธิการ ความจริงเรื่องก็คงจะไม่ยาวนะครับ ท่านประธานครับ ทั้งนี้เพราะว่า ถ้าเราดูจากการอภิปรายของทั้ง ๔ กลุ่ม ค่อนข้างจะมีเจตนารมณ์ตรงกัน และเข้าใจเรื่องที่ เราพูดนี่ในทำนองเดียวกัน ก็คือ คลื่นความถี่ที่ใช้นี่เปึ้นทรัพยากรสื่อสารของชาติ และที่ สำคัญ น่าจะขีดเส้นใต้ ก็คือ เพื่อประโยชน์สาธารณะ เมื่อเปึนอย่างนี้ เจตนารมณ์หลัก ผมคิดว่า ทุกท่านได้พูด แล้วก็กรรมาธิการก็เห็นตรงกัน ไม่มีอะไรขัดแย้งว่า เราจําเปึนต้อง คำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของประชาชน และต้องขีดเส้นใต้อีกครั้งหนึ่งนะครับ ทั้งระดับชาติ และระดับท้องถิ่น ไม่ใช่อยู่ที่ระดับชาติอย่างเดียว ปัญหาที่อยู่ในระดับท้องถิ่นในเวลานี้ ผมเชื่อเปึนปัญหาใหญ่มาก ความมั่นคงของรัฐนั้น แล้วก็ประโยชน์สาธารณะอื่นเปึนหัวใจ สำคัญมาก เพราะถ้าเราไม่เน้นย้ำตรงจุดนี้ เราจะเห็นว่า ได้มีผู้ใช้ความพยายามในอันที่ จะทำให้คลื่นความถี่กลายเปึนผลประโยชน์ส่วนบุคคล ในกรณีอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งผมคิดว่า เปึ้นเจตนารมณ์ของกฎหมาย ถ้าเราดูในข้อความผมคงไม่จำเปึนต้องไปอ่านตามวรรค นะครับ ก็คือ การแข่งขันที่มีขึ้นโดยเสรี แต่ไม่ได้หมายถึงเสรีที่เปึนรองประธานสภา นี่นะ เปึ้นเสรีที่เปึนธรรม ตรงจุดนี้เปึนปัญหาที่ผมเชื่อว่า ท่านผู้อภิปรายทุกท่านมองเห็น กระจ่างชัด เปึนห่วงเปึนใย เราไปรับฟังความเห็นทุกที่ ผมไปกับท่านอาจารย์เจิมศักดิ์ ไป กับท่านประธานกรรมาธิการทุกภาคที่ผมมีโอกาสได้มีส่วนร่วมกับทุกภาค เรื่องนี้เปึน ข้อห่วงใยที่เกิดขึ้นทั้งสิ้นนะครับ และที่สำคัญก็คือ เราจะพัฒนาไปสู่ความรุ่งโรจน์ ในอนาคตไม่ได้ ถ้าหากว่าคลื่นที่เปึ้นทรัพยากรสื่อสารสาธารณะตรงนี้ ประชาชนขาดการ มีส่วนร่วม ในเวลานี้เราต้องยอมรับนะครับว่า ระบบของการผูกขาดในวงการสื่อได้นำไปสู่ความ ร่ำรวยมหาศาลของคนเพียงไม่กี่ตระกูล ของคนเพียงไม่กี่กลุ่ม ของคนเพียงไม่กี่พวก นะครับ กรณีที่เกิดขึ้นกับการแย่งชิงเข้าไปสู่การเปึนกรรมการในองค์กร เปึนเรื่องที่ เห็นชัดเจนว่า มีผลประโยชน์ทับซ้อนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะฉะนั้นตรงจุดนี้ คำถาม ที่สําคัญที่พวกเราต้องตระหนักก็คือว่า ทําไมกรรมาธิการจึงไปลงไว้ในรัฐธรรมนูญว่า องค์กรที่รับผิดชอบต้องมีเอกภาพ เพราะในหลักการบริหารราชการแผ่นดินนี่นะครับ ถ้าขาดเอกภาพในการบริหารและการจัดการเสียแล้ว การแทรกแซงจะง่ายมาก การแย่งชิงจะเปึนกรณีสําคัญ เพราะฉะนั้นเราก็จําเปึนที่จะต้องย้ําว่า เปึนองค์กรของรัฐ ที่เปึนอิสระ เพราะถ้าเราไม่เป่ดอย่างนั้น มันจะมีภาวะของการเลเพลาดพาด การตีความ แบบศรีธนญชัยจะตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ตรงจุดนี้ก็คงจะย้ำว่า องค์กรอิสระของรัฐ นั้นเปึนเรื่องที่สำคัญ และในพัฒนาการของกฎหมายทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อสักครู่ นี้ท่านอาจารย์ ท่านอธิการเทคโนโลยีลาดกระบังได้พูดถึง เรื่องของในกรณีของอังกฤษ ซึ่งเปึนตัวอย่างที่ค่อนข้างชัดเจน แต่ว่า ท่านทั้งหลายอาจจะเปึนห่วงว่า พอเรามีองค์กร เพียงองค์กรเดียวข้องรัฐแล้ว มันจะรับมือไหวไหมกับเรื่องของการดำเนินงานที่ตามมา ผมเชื่อว่า เราสามารถที่จะไปจัดโครงสร้างตามลักษณะของพัฒนาการของความ เจริญเติบโต ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่มันเกิดขึ้น รวมทั้งความก้าวหน้า ในทางกฎหมายด้วย และความก้าวหน้าในเรื่องของการตามทันการแข่งขันที่เสรีและ เปึ้นธรรม เพราะฉะนั้นองค์กรแม้จะมีองค์กรเดียว ก็จะมีโครงสร้าง คุณลักษณะ และองค์ประกอบ อาจจะมากกว่าที่กลุ่มของท่านอุทิศ ขออภัยที่เอ่ยนาม รวมทั้ง ท่านอภิชาติที่ได้กรุณาตั้งชื่อองค์กรไว้เสียด้วยซ้ำไป แต่ว่า ถ้าเราดูในหลักของการเขียน กฎหมายนี่ การไปตั้งชื่อองค์กรที่เคร่งครัดรัดตึงจนเกินไป มันก็อาจจะทำให้เกิดภาวะ ที่เหมือนกับการตีความซ้อนความ ดังนั้น ก็น่าที่จะให้ไปสู่จุดของการที่ว่า การไปออกแบบ ให้สอดคล้องกับเรื่องต่าง ๆ นั้น เปึนไปตามที่กฎหมายจะบัญญัติต่อไป ไม่ว่าจะเปึนเรื่อง ของความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี ความเชี่ยวชาญด้านคลื่นความถี่ ความเชี่ยวชาญ ที่สำคัญมากก็คือ ด้านกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการออกใบอนุญาตต่าง ๆ อันนี้ เปึ้นตัวอย่างเท่านั้นนะครับ ความเชี่ยวชาญทางด้านการกำหนดรูปแบบในการดำเนินงาน ด้านพัฒนาการสื่อสาร ที่เปึนไปเพื่อประโยชน์สาธารณะ ในเวลานี้ที่เราเปึนห่วงมากที่สุด ที่เราขาดความไว้วางใจกันมากที่สุด ก็คือว่า ประโยชน์สาธารณะซึ่งเปึนคำที่สวยงามมาก มันได้ถูกกระทำอย่างกว้างใหญ่ไพศาล ให้กลายเปึนผลประโยชน์ส่วนบุคคลไป นอกจากนั้น ก็อาจจะยังต้องมีความเชี่ยวชาญทางด้านของการกำหนดรูปแบบ ในด้านการดำเนินงาน ด้านพัฒนาการสื่อสาร เพื่อประโยชน์สาธารณะของตัวกรณี รายการ กรณีอะไรต่าง ๆ ทํานองนี้ ความใฝ์ฝันของเรา อยากที่จะไม่ทําให้วิทยุ โทรทัศน์ สื่ออิเล็กทรอนิกส์ สื่อต่าง ๆ ที่มันเกิดขึ้นในเวลานี้นะครับ มันถูกปลุกระดมให้บรรดาผู้คน รุ่นหลัง ๆ ตัดขาดจากสังคมอุดมปัญญา ตัดขาดจากคุณธรรม จริยธรรม ตัดขาดจาก ความรับผิดชอบ วินัยทางสังคม ในขณะที่ผมอภิปรายนี้ ก็ด้วยความบังเอิญนะครับ เรามี นักเรียนหลายคนเข้ามาฟังเราจำนวนมากทีเดียวที่อยู่ข้างบน คนเหล่านี้เปึ้นคนที่ซื่อใส่ บริสุทธิ์ แต่ว่า สิ่งที่เราถูกล้างด้วยกระบวนการตั้งแต่เช้าจรดเย็นของการใช้สื่อเหล่านี้ ผมคิดว่า กรรมาธิการเห็นตรงกัน แต่การที่เราจะไปกำหนดรายละเอียดของรูปแบบใน กฎหมาย จนกระทั่งทุกเรื่องนี่มันถูกตีความโดยศรีธนญชัย มันก็จะทำให้เกิดปัญหาของ การใช้กฎหมายในระยะที่ตามมา เราคงจะต้องไม่เสียใจอีกครั้งหนึ่งนะครับ ของ เจตนารมณ์ที่ดีของกฎหมายรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ ที่ต้องการพยายามที่จะให้องค์กรที่ว่า นั้นเกิดขึ้น เพื่อการปฏิรูปสื่อ พวกเราหลายคนที่อยู่ในวงการสื่อ ผมเองแม้จะไม่ได้ทํางาน สื่อเปึนอาชีพ แต่ผมก็ทำสื่อในชุมชนมาตั้งแต่เด็กแต่เล็กนะครับ เราก็เห็นภาพชัดว่า สื่อใน ท้องถิ่นค่อนข้างจะเสียเปรียบ ถูกกินตัวไปเรื่อย ๆ ในลักษณะของการดำเนินการ วัฒนธรรมพื้นบ้าน วัฒนธรรมท้องถิ่นไม่ได้มีโอกาสที่จะเข้ามาสู่กระบวนการของการคิด กระบวนการของการสร้าง กระบวนการของการปลุกให้เกิดการทำงานในเรื่องนี้ นอกจากนั้น อาจจะจำเปึนต้องมีองค์กรที่ถนัดจัดเจนในการทำงานร่วมกับภาคประชาชน องค์กรที่ทำงานดูแลเกี่ยวกับการแข่งขัน การครอบงำ การควบรวมสื่อ การใช้เล่ห์กลที่ แยบยลในการที่จะทำให้สื่อสาธารณะต่าง ๆ นั้น ตกอยู่ในมือของคนเพียงไม่กี่กลุ่ม และที่ สําคัญ ก็คือ ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้นี่เราผดุงเรื่องสิทธิเสรีภาพ การมีส่วนร่วม ทําอย่างไร ที่จะทำให้การออกแบบองค์กรนี้ตอบสนองต่อเจตนารมณ์หลักของรัฐธรรมนูญที่เรา พยายามจะทำกันอย่างมากทีเดียว เพราะฉะนั้นในกรณีอย่างนี้ ผมคิดว่า มันแทบจะ ลงเอยกันได้โดยง่าย ความจริงการร่างกฎหมายทุกเรื่อง ผมคิดว่า การโหวตอาจจะไม่ จำเปึนเสียด้วยซ้ำไป เพราะว่า ถ้าเราจะสร้างประเพณีกันเสียใหม่ว่า เรื่องบางเรื่อง ไม่จําเปึนต้องโหวตเสียบ้างเลย แล้วนั่งคุยกัน แล้วก็ปรับข้อความ ซึ่งอาจจะนําไปสู่ความ สมบูรณ์มากกว่าการที่เราจะออกมาตัดสินกันด้วยมือของพวกเรา ซึ่งบางครั้งมันก็มี อารมณ์ความรู้สึก และที่สำคัญ ก็คือ หลายครั้งอาจจะมีผลประโยชน์ที่เกี่ยวข้องด้วยก็ได้ แต่ผมไม่ได้หมายถึงผลประโยชน์ของพวกเรา แต่ผลประโยชน์ที่คน คนอื่นเราอาจจะอ่าน ไม่ออก แล้วเราก็อาจจะมองข้ามในลักษณะของเรื่องที่สำคัญไป ก็คงจะนำเสนอ เพื่อให้ เกิดภาพรวมของการทำงานในเชิงการบริหาร ผมมอง ในเชิงกฎหมาย ผมคิดว่า มาตรานี้ ไม่น่าที่จะมีปัญหา แต่ว่าทำอย่างไรที่จะทำให้การออกแบบรายละเอียดในเชิงกฎหมาย นั้นมีที่ว่างพอที่จะทําให้เรามีการทํางานก้าวหน้าไป แต่เราจะไปเขียนบทเฉพาะกาลให้มัน ออกมาเร็วขึ้นอย่างไรนั้น ผมคิดว่า เราพอมีเวลาที่จะทำเรื่องนี้ได้ครับ
ท่านสมาชิกครับ ตกลงมาตรา ๔๗ ตกลงกันได้แล้วใช่ไหมครับ ท่านกรรมาธิการ ต้องโหวตไหมครับ เมื่อกี้ขอไว้ครับ มีผู้แปรญัตติอยู่ ๔ ท่าน ท่านพิเชียรแปรอยู่ด้วยใช่ไหม เชิญท่านพิเชียร ก่อน
กราบเรียนท่านประธานสภาร่าง รัฐธรรมนูญ กระผม พิเชียร อํานาจวรประเสริฐ สสร. คือประเด็นนี้ เท่าที่เราได้มีการ เป่ดอภิปรายกันมาเปึ้นเวลา ๒ ชั่วโมงเศษ เกือบ ๓ ชั่วโมง ผมคิดว่า เรื่องนี้เปึ้นเรื่องใหญ่ มากเรื่องหนึ่งที่พี่น้องสื่อมวลชนทั่วทั้งประเทศจับตามองดูอยู่ในขณะนี้ แล้วก็ขออนุญาต เรียนต่อที่ประชุมว่า ล่าสุด เมื่อสักครู่นี้เอง ผมเพิ่งว่างหูโทรศัพท์ก็มีเพื่อนในวงการ สื่อมวลชนวิทยุโทรทัศน์และหนังสือพิมพ์ ได้กรุณาโทรเข้ามือถือผม แล้วก็ขออนุญาตเรียน ให้ทราบว่า องค์กรสื่อมวลชนทั้งหลาย รวมทั้งอาจารย์ด้านสื่อมวลชน แล้วก็แวดวงของ สื่อมวลชนวิทยุโทรทัศน์นะครับ ท่านฝากมาบอกว่า ไม่อยากจะให้เขียนล็อกไว้ว่า มีองค์กรหนึ่ง อยากจะให้เป่ดกว้าง คือ ตัดคำว่า องค์กรหนึ่ง นี้ออกไปเท่านั้นล่ะครับ ในอนาคตนั้น หลังจากที่ได้มีเวลาอีกสักช่วงหนึ่งที่จะศึกษาดูว่า ข้อดีข้อเสียเปึนอย่างไร แล้วนี่ ในท้ายสุด อาจจะออกมาองค์กรหนึ่งหรือหลายองค์กร แต่ว่าไม่อยากจะให้เขียน ล็อกไว้ เพราะว่าถ้าเขียนล็อกไว้ ท่านบอกว่า เกรงว่า บรรดาสื่อ แล้วก็อาจารย์ แล้วแวดวง สื่อ เขาอาจจะไม่ยอมรับ อาจจะเปึนสาเหตุหนึ่งที่ไม่ยอมรับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ซึ่งกระผมก็ได้เรียนไปว่า เราก็ไม่อยากจะให้เปึนอย่างนั้น เพราะว่าส่วนตัวกระผมเอง และเพื่อน ๆ ที่ได้มีโอกาสออกไปรับฟังความคิดเห็นของประชาชน แล้วก็ในวงการต่าง ๆ นี่ ก็เรียนว่าเขาก็แจ้งมาว่า ไม่อยากจะให้ไปล็อกว่าเปึนองค์กรหนึ่ง ผมได้มีโอกาสไป สัมมนากับสมาคมโทรคมนาคมแห่งประเทศไทย ซึ่งทำธุรกิจด้านโทรคมนาคม เขาเอง ก็ฝากผมมาว่าก็ไม่อยากที่จะให้มีการล็อกเอาไว้ว่า เปึนองค์กรหนึ่ง แล้วก็ในแวดวง สื่อมวลชนทั้งหลายนี่ ก็หลายสมาคม เมื่อวานนี้ก็ได้ทราบว่า มายื่นหนังสือถึง ขออนุญาต เอ่ยนามนะครับ ถึงท่านอาจารย์เจิมศักดิ์ ป่ืนทอง ซึ่งท่านอาจารย์ก็ได้พูดไปแล้วในช่วงต้น ว่าเปึนองค์กรสื่อมวลชนต่าง ๆ มากมายเลย อาทิ สมาคมนักข่าววิทยุโทรทัศน์ไทย แล้วก็ เครือข่ายทั้งวิทยุชุมชนในหลายภาค เพราะฉะนั้นผมเกรงว่า ถ้าเราไปล็อกเอาไว้ว่า องค์กรหนึ่ง นี่ เกรงว่า อาจจะเกิดปัญหา ในอนาคตนะครับ ก็ขออนุญาตเรียนว่า ถ้าเปึนไปได้ อย่าเพิ่งล็อกตรงนี้ได้ไหมครับ ขอตัด คําว่า องค์กรหนึ่ง ออกไปตามที่ได้แปรเอาไว้นะครับ อันนี้ก็จะ
คือ ยังตกลงกัน ไม่ได้ใช่ไหม
ครับผม
แสดงว่ายังตกลง กันไม่ได้ใช่ไหม
คือ ผมคิดว่า เพราะว่านี่เขาก็โทรเข้ามือ ถือผมอีกนะครับ
ไม่ใช่ คุณพิเชียร ก็หมายความว่า คือเท่าที่ผมฟัง
สรุปแล้วนี่ ก็คิดว่า ยังตกลงกันไม่ได้ครับ ขอขอบคุณครับ ท่านอาจารย์ครับ
เอาให้ชัด ท่านสวิงว่าอย่างไรครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม สวิ่ง ตันอุด ครับ ผมฟัง ทุกกลุ่มแล้วนี่ ผมเข้าใจว่า ไปในทิศทางเดียวกันทั้งสิ้นนะครับ ท่านประธานครับ แล้วก็ สามารถที่จะหาข้อสรุปได้โดยที่ไม่ต้องลงมตินะครับ ผมคิดว่า สิ่งที่ไปในทางเดียวกันนี่ นะครับ บางทีเราเพียงแค่ตีความนี่แตกต่างกันเท่านั้นเอง แต่ว่าไปในทางเดียวกัน อย่างเช่น คําว่า องค์กรหนึ่ง นี่ ผมเข้าใจว่า กรรมาธิการพูดเรื่องนี้ก็ต้องการทําให้เปึน เอกภาพ เรื่องเกี่ยวกับของคุณอุทิศนะครับ คุณอภิชาติก็ดี หรือกลุ่มของอาจารย์เจิมศักดิ์ ที่ผมอยู่ด้วยก็ดีนี่ จริง ๆ แล้วนี่ไม่ได้ติดใจในเรื่องนี้ แต่อาจจะบอกว่า คำว่า องค์กรหนึ่ง ก็คือ ถ้าสมมุติยึดโครงของคุณอภิชาตินี่ ก็คือว่า เปึ้นสภาหนึ่ง แต่ว่าภายใต้สภา มีหลายองค์กร นั่นแสดงว่า เราไม่ได้เปึนองค์กรหนึ่งนะครับ แต่ว่า มีภายใต้หลายองค์กร ถ้าดังนั้นนี่นะครับ หลักสองสามหลักนะครับ ผมอยากจะสรุปอย่างนี้นะครับว่า ๑. ให้มีคล้าย ๆ ๑ สภา แล้วก็ ๒ องค์กร หรือมากกว่านั้น อันนี้คำว่า องค์กรหนึ่ง ก็จะไม่ใช่แบบนั้นแล้วนะครับ กลายเปึนหลายองค์กรได้ ภายใต้องค์กรของสภานี้นะครับ ซึ่งถ้าหลัก ๒ หลักนี้เราตรงกันนี่นะครับ ก็จะง่ายแล้วในการที่จะไปเขียนรายละเอียด เหล่านี้ ซึ่งอาจจะไปปรับความ ตบแต่งอย่างอื่นได้ รวมทั้งหลักอีกหลักหนึ่งนะครับที่น่าจะ ยืนไว้ตามกลุ่มของคุณอุทิศนะครับ ก็คือ เรื่องเกี่ยวกับกองทุนนะครับ หลักที่ ๓ คือ หลัก ของกองทุน หลักที่ ๔ ว่าด้วยองค์ประกอบที่หลากหลาย หลักที่ ๕ ก็คือ ว่าด้วยเรื่อง เกี่ยวกับการที่จะต้องไปเขียนในบทเฉพาะกาลนะครับ ดังนั้น ผมเข้าใจว่า ตอนนี้นี่ แต่ว่า จะมีติดกันอยู่นิดเดียวนะครับ คำว่า องค์กรที่ ถ้าผมใช้คำว่า องค์กรที่อยู่ภายใต้ หรือ สถาบันภายใต้ ตามคำพูดของคุณอภิชาตินี่นะครับ ตรงนี้จะขัดกันนิดเดียว ก็คือ เพียงแค่ บอกว่า จะแบ่งตามคลื่นหรือจะแบ่งตามภารกิจนะครับ ที่อยู่ภายใต้ เพราะว่า ตามของ อันเดิมนี่ คือ แบ่งตามคลื่นนะครับ ซึ่งถ้าแบ่งตามคลื่นอย่างไรนี่ มันก็จะอะไรนะครับ ก็จะเปึนไปตามคลื่นนั้นนะครับ ซึ่งอันเดิมนี่เขียนแบบนั้น แต่ถ้าแบ่งตามภารกิจนะครับ ผมเข้าใจว่า ก็จะมีหลายภารกิจ อย่างเช่น ภารกิจเรื่องเกี่ยวกับการจัดสรรกับภารกิจเรื่อง เกี่ยวกับการพัฒนา หรือเราจะสามารถที่จะไปทำอย่างอื่นอีกก็ได้ถ้ามีภารกิจเพิ่มเติม ซึ่งนั่นแสดงว่า เรามีหลายองค์กรใน ๑ สภานี้ หรือใน ๑ องคาพยพนี้นี่นะครับ ซึ่งผมคิดว่า อันนี้ถ้าเรายื่นหลักแบบนี้ เราก็สามารถที่จะปรับ แล้วก็เขียนข้อความใหม่ได้ทั้งหมด นะครับ เพราะไม่ต้องไปลงมติเปึนรายกลุ่มไปว่า จะเอาแบบไหนนะครับ ซึ่งในทิศทางของ หลักการนี่ ไปในทางทิศทางเดียวกันแล้วครับ ขอบพระคุณครับท่านประธาน
กรรมาธิการ ว่าอย่างไรครับ ผมนึกว่าตกลงได้ ตกลงไม่ได้อีกแล้วนี่
กราบเรียนท่านประธานสภาร่าง รัฐธรรมนูญที่เคารพครับ คือ หลักการในประเด็นนั้น เดี๋ยวทางกรรมาธิการขอรับตัวนั้น มาพิจารณาในบทเฉพาะกาลที่จะมาดูว่า ในประเด็นใดที่สามารถใส่ลงในบทเฉพาะกาล ได้เลย ขอรับตรงนั้นไปนะครับ สำหรับเรื่องระยะเวลา ต้องขอท่านสมาชิกนิดหนึ่งครับ เนื่องจากได้หารือกัน เกรงว่า ระยะเวลาในการที่จะได้องค์กรใหม่ ๑๒๐ วัน กลัวจะไม่ทัน ขอเปึน ๑๘๐ วันนะครับ ในทั้งกระบวนการออกกฎหมายและการได้องค์กรใหม่ อันนั้น ไม่ติดใจใช่ไหมครับ ขออนุญาตท่านประธานครับ ประเด็นนี้ก็เดี๋ยวเรารับมาดูครับ แล้วก็ เดี๋ยวจะร่างมาก่อนครับท่านประธาน
ท่านเศวต ผู้รับรองชุดท่านพิเชียรใช่ไหม เชิญครับ สั้น ๆ ก็ดีครับ
ขอบคุณครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ผม นายเศวต ทินกูล สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ จังหวัดนครพนมครับ ท่านประธานครับ ของผม ยังติดใจอยู่ในส่วนของถ้อยคำครับ เพราะผมเห็นที่หลังเรื่องถ้อยคำ อยากฝากถึง กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ อย่างที่เรียนเบื้องต้นนะครับ ใช้คําว่า คลื่นความถี่นี่ ผมเรียนเบื้องต้นครั้งหนึ่งแล้วว่า คลื่นต่างหาก ความถี่ต่างหาก คลื่นความถี่ต่างหาก นะครับ แล้วอยากให้เขียนคำว่า แสง เข้าไปควบคุมด้วยครับ เพราะเรื่องนี้มันมีแสงด้วยนะครับ เรื่องจริงนะครับ เดี๋ยวพวกที่มีปัญหาทางกฎหมายนี่ เขาหลีกเลี่ยงโดยการใช้วิธีทางแสงนะครับ เพราะว่าใยแก้วนำแสงนี่เขาวางไว้หมดแล้ว นะครับ ทั่วโลกตอนนี้ ถ้าท่านไม่เขียนครอบคลุมนะครับ มันเปึนการเลี่ยงบาลีนะครับ แล้วอํานาจทางกฎหมายก็จะจัดการไม่ได้นะครับ ตรงนี้สําคัญมากนะครับ เพราะฉะนั้น ผมขอฝากท่านกรรมาธิการยกร่างให้พิจารณาด้วยนะครับ แล้วก็อีกส่วนหนึ่งก็คือว่า ที่ผม วิตกมาก คือ ที่ผมเรียนครั้งหนึ่งแล้ว เปึนเรื่ององค์กรที่มันเปึนวิศวกรรมจริง ๆ นะครับ มันซับซ้อน แล้วมันมาก งานวิศวกรรมนี่มันมากเหลือเกิน มากพอ ๆ กับงานที่เปึนการ ดูแลกำกับในเนื้อหาสาระ แล้วมันฉีกแนวทางคนละสุดขั้วเลยครับ เพราะว่ามันไปอยู่ใน เรื่องของความมั่นคง คนที่คิดไม่ดีกับบ้านกับเมืองนี่คิดอะไรที่มันพิเรนทร์ได้ในเรื่องนี้ ได้มากมายก่ายกอง เดี๋ยวนี้ อย่างเช่น ผมยกตัวอย่าง เอาโทรศัพท์มือถือไปจุดระเบิด อย่างนี้ มันต้องมีกฎหมายโดยองค์กรอีกองค์กรหนึ่งที่ไปควบคุมเรื่องวิศวกร แล้วก็ ความมั่นคง และนักกฎหมายเข้าไปร่วมกันนะครับ แล้วแยกออกต่างหาก ขืนเปึนอย่างนี้ วุ่นวายนะครับ เพราะว่าเวลาประชุม ถ้าไม่แยกองค์กรนี่ เวลาประชุมบอร์ดเขานี่ เอาบอร์ดที่เรื่องของซอฟท์แวร์นี่ เรื่องเนื้อหาสาระมานั่งหลับกันเลยกับเรื่องวิศวกร คนละ เรื่องเลย แล้วเขาจะเบื่อกันครับ ผมก็ฝากครับ เพราะเปึนเรื่องสำคัญมากกับชาติ บ้านเมืองครับ แค่นี้ครับ ขอบคุณครับ
อย่างนี้นะครับ ท่านสมาชิก ผมต้องถาม ท่านกรรมาธิการว่าอย่างไร ได้ยินกรรมาธิการบอกว่า ได้ แต่ฟัง ดูทางคุณพิเชียร ยังตรงไหมครับ ดูให้ตรงกันหน่อย จะได้ไม่ต้องโหวต เชิญท่าน
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ครับ กระผม อัชพร จารุจินดา กรรมาธิการครับ ถ้าจะขอสรุปอย่างนี้ ไม่ทราบจะตรงไหม ครับว่า ในมาตรา ๔๗ วรรคหนึ่ง วรรคสอง และวรรคสามนั้น คงไปตามที่ร่างกรรมาธิการ เสนอ ส่วนบทเฉพาะกาลซึ่งจะอยู่ในภายหลัง ซึ่งความจริงมีเขียนไว้แล้ว แต่อาจจะยัง ไม่ครอบคลุมที่ท่านสมาชิกได้เสนอ ก็จะไปดูตรงบทเฉพาะกาล ซึ่งจะอยู่ในมาตรา ๒๙๕ เพื่อจะเขียนให้ครอบคลุมทั้งระยะเวลา แล้วก็เนื้อหา รายละเอียดที่ต้องการให้อยู่ ในกฎหมายนั้นอีกครั้งหนึ่ง
ระยะเวลา เมื่อกี้ กรรมาธิการสัญญากับเขาว่า เปึน ๑๘๐ วัน ใช่ไหม
ครับ
เอาให้ชัดนะ เดี๋ยวเราจะได้รู้ว่า พอใจ หรือไม่พอใจ
คือ จะมี ๒ ส่วน คือ เรื่องระยะเวลา ที่ท่านประธานได้กรุณาชี้แจง กับในด้านเนื้อหาของกฎหมายลูก จะให้เขียนว่า มีสาระ อะไร ที่จะกำกับไว้ว่า กฎหมายลูกจะต้องเปึนไปตามนั้น
ครับ คุณพิเชียร สั้น ๆ
ครับ ก็ขออนุญาตนะครับ ผม พิเชียร อํานาจวรประเสริฐ นะครับ สสร. ประเด็นเดียวเท่านั้นแหละครับ คือ ก็เห็นด้วยนะครับ ถ้าท่านจะไปเขียนไว้ในบทเฉพาะกาลในรายละเอียดนั้นนี่ แต่ว่า ขอให้ตัดคำว่า องค์กร หนึ่ง ออกไป ในวรรคสองเท่านั้นแหละครับ
แสดงว่า ยังไม่ตรงกัน ใช่ไหม
ให้ตัดคําว่า องค์กรหนึ่ง ในวรรคสอง ออกไป แล้วท่านจะไปเขียนในบทเฉพาะกาลเพิ่มอย่างที่ว่านั่น ผมไม่ขัดข้อง แต่ว่า ตรงนี้ ทางองค์กรสื่อและบรรดาคณาจารย์ รวมทั้งคณะวารสารศาสตร์ นิเทศศาสตร์ หลายมหาวิทยาลัย
เอาอย่างนี้ ท่านพิเชียร เมื่อกี้ท่านอธิบายมาแล้ว ตรงนี้ท่านบอกว่า ไม่ตรงกัน ท่านต้องใส่ให้เปึน ส่อง ใช่ไหม
ผมไม่ได้บอกว่าเปึน สอง ครับ ตัด องค์กรหนึ่ง ออกไปเท่านั้นเอง
ตัด องค์กรหนึ่ง จะได้ถาม
คําเดียวเท่านั้นเอง
อธิบายเหตุผล เชิญ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม อัชพร จารุจินดา กรรมาธิการครับ ต้องขออนุญาตกราบเรียนจริง ๆ ว่า ในมาตรา ๔๗ นั้น หลักการเรื่ององค์กรหนึ่งนั้นมีความจำเปึน เพื่อไม่ให้มีการเปลี่ยนแปลง ถึงแม้ว่า เราเขียนบทเฉพาะกาลรองรับเรื่องการออกกฎหมาย ก็จะออกกฎหมาย ในระยะแรก คือ ๑๘๐ วัน ที่ออกมาตามนั้น แล้วอย่างที่ท่านอาจารย์เจิมศักดิ์ได้กรุณา เคยชี้แจงว่า แล้วรัฐบาลต่อไปเขาก็สามารถเปลี่ยนแปลงกฎหมายเปึนอย่างอื่นได้อีก เพราะฉะนั้นหลักประกันขององค์กรหนึ่งนั้น ในมาตรา ๔๗ กระผมเข้าใจว่า คงไว้ แล้วในบทเฉพาะกาลนั้น เราจะเขียนแสดงให้เห็นถึงว่า ในเนื้อหาของมาตราของกฎหมาย ที่เปึนองค์กรหนึ่งนั้น จะแยกออกเปึนหน่วยงานที่จะรับผิดชอบงานด้านภาระต่าง ๆ อย่างไร เพราะฉะนั้นขออนุญาตคง องค์กรหนึ่ง ไว้ครับ
คุณพิเชียร ไปไหนแล้ว ท่านอาจารย์เจิมศักดิ์ เชิญ ตกลงไปตกลงกันที่คุณพิเชียรได้หรือยังครับ อาจารย์เจิมศักดิ์
คือเขาเอาข้อมูลมาให้ผมเท่านั้น ล่ะครับ ไม่ได้ตกลงนะครับ คือ ท่านประธานครับ มันมีเรื่องใหญ่คือเรื่ององค์กรเดียวหรือ จะเปึนหลายองค์กรนะครับ อันนั้นอันที่ ๑ หรือจะเขียนกว้าง อันที่ ๒ ก็คือเรื่อง รายละเอียดข้างใน และอันที่ ๓ ก็เปึ้นเรื่องบทเฉพาะกาล บทเฉพาะกาลนี่ ผมคิดว่า ท่าน ลองร่างมา เดี๋ยวเราดูกันดีไหมครับ หรือว่าให้หลักการไป แล้ววันหลังมาดูอีกทีหนึ่ง ก็แล้วแต่ คราวนี้ผมคิดว่า คงต้องโหวตไหมครับ เรื่ององค์กรเดียวหรือหลายองค์กร ฟังคุณ พิเชียรเดินมาคุยกับผมเมื่อกี้นี้ ก็คิดว่า ไม่อย่างนั้น คือ ทางองค์กรสื่อเขาก็โทรมาว่า เขา อยากที่จะให้ไม่มี ไม่เขียนล็อกว่ามีกี่องค์กร ส่วนผมฟังดูนี่ สมาชิกก็มีความเห็น ส่วนมาก ก็อยากที่จะให้เปึนองค์กรเดียว นี่ผมพูดตรง ๆ ผมฟัง ๆ ดู ผมคิดว่า ก็โหวตก็แล้วกันว่าจะ เขียนกว้าง ๆ ไว้ หรือจะเปึนองค์กรเดียว ส่วนที่เปึนองค์กรเดียวเราก็รู้อยู่แล้วว่า ในที่สุดก็ ต้องแยกเปึน ๒ องค์กร ที่หลังอยู่ดี ไม่มีทางที่จะทำงานได้หรอกองค์กรเดียวทำหมด ซึ่ง คุณอุทิศนี่ ก็ตรงกับที่คุณอุทิศ คุณอุทิศก็เปึนองค์กรร่วมกัน แล้วก็ไปแยกเปึน ๒ อัน ซึ่งอัน นั้นพอไปกันได้ คุณอุทิศกับทางอื่นนะครับ แต่ว่าของคุณพิเชียร์ก็มาบอกว่า ทางองค์กร สื่อก็ยังอยากที่จะให้ไม่ระบุว่าเปึนกี่องค์กร อันนี้ก็ชัดเจนนะคุณพิเชียรนะ ที่คุณเดินมา บอกผมเมื่อกี้นี้ ผมก็พูดตรง เอาละ ถ้าอย่างนั้นท่านประธานโหวตเลยว่า จะเอาองค์กร เดียวเหมือนกรรมาธิการ หรือจะตัดคำว่า องค์กรเดียว ออก เอาเหมือนกรรมาธิการหรือ ตัดออกเท่านั้นแหละครับ
ถามกรรมาธิการ ตกลงถ้าต่างกัน ก็ต้องโหวตแล้วนะครับ ว่าอย่างไรครับกรรมาธิการครับ โหวตไหมครับ ขอโหวตนะ คุณพิเชียรว่าอย่างไรล่ะ สั้นนิดเดียวนะ น่าจะโหวต แล้วก็คุณ
ขออนุญาตนิดเดียวเอง ครับ คือ ก็เห็นด้วยกับท่านอาจารย์เจิมศักดิ์แล้ว ก็ขออนุญาตเรียนเพื่อน สสร. นะครับว่า ก็โหวต ๒ อย่างเท่านั้นเองนะครับ อันที่ ๑ คือตามกรรมาธิการในวรรคสอง ให้มีองค์กรหนึ่งกับอีก อันหนึ่งคือ ตัดคําว่า องค์กรหนึ่ง ออกไป แค่นั้นเองครับ ก็เปึน ๒ ประเด็นครับ
โหวตนี่ ๑. ตามกรรมาธิการ อันที่ ๒ นี่เอาเนื้อของใคร
ท่านประธานครับ ผม เจิมศักดิ์ นะครับ ถ้าเอาของใคร จะยุ่ง ต้องว่าตามกรรมาธิการเรื่ององค์กร มีองค์กรหนึ่ง กับไม่มี คำว่า องค์กรหนึ่ง เปึนองค์กรอิสระเฉย ๆ
นอกนั้นตาม กรรมาธิการ ต่างกันตรงมีว่า องค์กรหนึ่ง หรือไม่แค่นั้นใช่ไหมครับ
ใช่ครับ
เข้าใจตรงกัน นะครับ ท่านครับ ผมจะถามแล้วนะครับ
(นายนรนิติ เศรษฐบุตร (ประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ) มีสัญญาณให้ สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนลงมติ)
เชิญ ท่านพร้อม นะครับ ที่จะถาม ก็คือ ถ้าถามว่า เห็นด้วยกับกรรมาธิการ หมายความว่าตามในร่างที่ กรรมาธิการแก้ไขนะครับ นั่นก็คือที่เขียนว่า องค์กรหนึ่ง ส่วนถ้าไม่เห็นด้วยนั้น ก็เปึ้นที่ คุณพิเชียร
ตัดคําว่า องค์กรหนึ่งออกไปเท่านั้นเอง
ตัดคำว่า องค์กรหนึ่ง ออกนะครับ ตกลงนะครับ เชิญมาลงมติแล้วนะครับ ท่านสมเกียรติว่าอย่างไร เขาจะลงมตินี่
ผมทําความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องมตินะครับ เพียงแต่ว่า เปึนหลักการง่าย ๆ ที่พวกเราถือกันมา ถ้าเผื่อใครเห็นด้วยกับกรรมาธิการ ยกร่าง ก็บอกว่า เห็นด้วย ถ้าเผื่อไม่เห็นด้วย ก็ ไม่เห็นด้วย จบ ง่าย ๆ ครับ ขอบพระคุณ ครับ
ครับ อย่างนี้ครับ ทีนี้มันต่างกันตรงนี้นิดหนึ่งครับ เห็นด้วยนี่เห็นด้วยกับกรรมาธิการ แต่ถ้าไม่เห็นด้วยนี่ ก็คือไม่ใช่เห็นด้วยเรื่องอื่นนะ ให้ตัดคําว่า องค์กรหนึ่ง ออกใช่ไหมครับ ตรงนะครับ เพื่อไม่ให้โหวตโดยเข้าใจผิด ถ้าเห็นด้วยกับกรรมาธิการ เปึ้นไปตามนี้ แล้วกรรมาธิการ จะไปทําบทเฉพาะกาลอะไรที่ว่านั้น แต่ถ้าไม่เห็นด้วยนี่นะครับ ตัดคําว่า องค์กรหนึ่ง ออก จะโหวตแล้วนะคุณสวิ่ง เชิญครับ ว่าอย่างไรครับ จะโหวตแล้ว
ท่านประธานที่เคารพ ผม สวิ่ง ตันอุด ที่จริงแล้ว เมื่อกี้ ผมได้สรุปหลักการ แล้วผมเข้าใจว่า ค่อนข้างตรงกัน แต่ว่าไปหาข้อตกลงในห้องหนึ่งนี่ ด้วยกันก็ได้นะครับ เพราะว่าจริง ๆ แล้วไม่จําเปึนต้องโหวต ผมเข้าใจว่า ถ้าโหวตตอนนี้ ๑. สมาชิกทั้งหลายกำลังสับสนว่าจะอย่างไร ซึ่งอาจจะออกมาผิดพลาดก็ได้ แล้วเรา ไปเขียนด้วยกัน ไปดูด้วยกันทั้งหมด ทั้งกรรมาธิการยกร่าง และผู้ขอแปรญัตติ และผมเข้าใจว่า เรื่องนี้จะออกมาดีนะครับ อาจจะเขียนไว้ หรือไม่เขียนไว้ก็ได้ อันนี้ คือ ถ้าสมมุติเปึน เพราะว่าผมดูแล้วนี่นะครับ หลักการตรงกันหมดแล้วตอนนี้ แล้วก็เพียงแค่ ไปหาข้อตกลงร่วม เพราะคำว่า หนึ่ง หรือ สอง นี่ เพียงแค่ไปอธิบายกันคนละจุด คือ บาง ที่ไปอธิบายจุดที่ ๒ นี่ มันก็เลยต้องเขียนเปึน สอง หรือเขียนเปึนอย่างอื่นนะครับ แล้วทีนี้ พอบอกว่า หนึ่ง มันก็คืออันเดียว ซึ่งผมคิดว่า หาข้อตกลงได้ ไม่ต้องโหวตครับท่าน ประธานครับ
คุณสวิงครับ ผมเข้าใจว่า ตกลงกันไม่ได้นะครับ ยังเถียงกันเรื่อง เอาอย่างนี้มันจะแคบแล้ว เหลือว่าจะ เอาคำว่า องค์กรหนึ่ง ไว้ตามกรรมาธิการ กับ ไม่เอาไว้ ตรงนี้แค่นี้นะ คุณกิตติครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม กิตติ ตีรเศรษฐ์ ครับ คือ อยากจะขอให้กรรมาธิการไปเขียนบทเฉพาะกาลมา เพื่อที่นำเสนอ ให้เกิดความเข้าใจที่ตรงกัน น่าจะเปึนเรื่องที่ดีกว่าที่จะมาโหวตกัน โดยที่ยังหาข้อยุติไม่ได้ ในเรื่องของความชัดเจนที่กรรมาธิการจะรับไปปรับแก้ให้ในส่วนนั้น ถ้าตรงนี้ออกมา ชัดเจนผม คิดว่า เรื่องนี้ก็ไม่น่าที่จะต้องมีการใช้โหวตกันนะครับ ขอบพระคุณครับ
คืออย่างนี้ครับ ท่านสมาชิก แต่ผมฟังดู กรรมาธิการจะเขียนอย่างไร เพื่อให้เข้าใจตรงกันนะครับ ผมฟังดู คุณพิเชียรยืนยันว่าให้เอาคำว่า องค์กรหนึ่ง ออก นะครับ เพราะฉะนั้นมันตกลงไม่ได้ ทีนี้ กรรมาธิการรับแล้ว คุณพิเชียรขอความกรุณา ยกแต่มือ ไม่ต้องยกปากกา กรรมาธิการรับ ว่าจะไปเขียน ท่านก็ต้องเชื่อกรรมาธิการ บอกแล้ว ในบทเฉพาะกาลจะขอให้มีกฎหมาย ออกมา ๑๘๐ วันนะครับ ก็อย่างนี้ ในมาตราที่ว่าด้วยบทเฉพาะกาลใช่ไหมครับ ในส่วนที่ว่าด้วยบทเฉพาะกาล ท่านก็เชื่อไหม ตกลงประเด็นนี่นะ เข้าใจว่า ต้องโหวตนะ ท่านสมาชิก ใช่ไหมคุณพิเชียร เอาแค่ยืนยันนะ โหวต กับ ไม่โหวต ไม่ต้องอธิบายเพิ่มเติม ท่าน ขอความกรุณา
คือถ้าอย่างที่ท่านสวิงว่านี่ ว่า ถ้าสามารถที่จะตกลงกันได้โดยที่ไม่ต้องโหวต ก็ไม่เปึนไร ผมก็ไม่ได้ยืนยันว่า จะต้อง โหวตนะครับ
คือ เวลานี้ถ้าเอา ถ้าใส่ไว้ตามเดิมนะ ซึ่งฟังดูเขา บอกว่า ใส่ไว้ตามเดิม คือ กรรมาธิการเขาก็ยืน ข้อมีคําว่า องค์กรหนึ่ง อยู่ แล้วเขาจะไปแก้ตามอะไรที่ว่าไว้ ทีนี้ท่านก็บอกว่า ให้ตัด มันต่างกันตรงนี้
ครับ อย่างนั้นท่านประธานครับ เพื่อไม่ให้มีปัญหา ขออนุญาตให้โหวตเลยแล้วกัน โหวตว่า จะยังคง องค์กรหนึ่ง ไว้หรือไม่
ใช่
ถ้าท่านคิดว่าจะให้มี องค์กรหนึ่ง ตามที่ กรรมาธิการ ก็เห็นด้วยไป
ให้โหวต นะ คุณพิเชียรนะ
ให้โหวตครับ ตกลงให้โหวตเลยครับ
ท่านศักดิ์ชัย จะเลือกโหวตหรือเปล่า
ท่านประธานที่เคารพครับ ผมเสนอป่ดการ อภิปรายครับ ขอผู้รับรองครับ
ครับ ผู้รับรอง ครบแล้วนะครับ ผมจะโหวตนะครับ โหวตว่า ๑. ยืนตามกรรมาธิการนี่ ถ้าท่านเห็นด้วย ยืนตามกรรมาธิการ ให้กด เห็นด้วย ส่วนถ้าท่านไม่เห็นด้วยนั้น ก็คือ ที่คุณพิเชียรเสนอ คือ ตัดคําว่า องค์กรหนึ่ง ออก เข้าใจตรงกันนะครับ มีอยู่แค่นี้ ไม่มีความเห็นเปึนอย่างอื่น นะครับ
(นายนรนิติ เศรษฐบุตร (ประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ) มีสัญญาณให้ สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนลงมติ)
พร้อมนะครับ ขอเชิญออกเสียงครับ
(สมาชิกทำการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ์มลงคะแนน)
ท่านครับ มีท่าน ใดออกเสียงไม่ได้ไหมครับ ออกเสียงนะครับ มีท่านใดอยู่ในห้องนี้แล้วออกเสียงไม่ได้ ไหมครับ ไม่มีแล้วนะครับ ท่านอาจารย์เกริกเกียรติ เจ้าหน้าที่ช่วยดูท่านนิดหนึ่ง ขึ้นแล้ว เครื่องกลัวเจ้าหน้าที่ เพราะฉะนั้นร่วมคะแนนครับ ผู้เข้าร่วมประชุม ๗๑ เห็นด้วย ๖๐ ไม่เห็นด้วย ๑๐ งดออกเสียง ๑ นะครับ เปึนอันว่ายืนตามกรรมาธิการ
แล้วกรรมาธิการ เขาขอว่าถ้าไปเขียนให้เขาดูหน่อยก็ดี บทเฉพาะกาลอะไรก็ช่วยกรุณาหน่อยครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม วิชา มหาคุณ กรรมาธิการยกร่างครับ ก็ตามที่ตกลงกันไว้นะครับ อย่างไม่เปึน ทางการ แต่ก็ถือว่า ได้ร่วมกันคิด ร่วมกันทํานะครับ ก็คือ เรารับที่จะไปเขียนในรายละอียด ในบทเฉพาะกาล ตามความประสงค์ของท่านกรรมาธิการ และท่าน สสร. ส่วนมาก นะครับ ที่เห็นตรงกันว่า ให้มีรายละเอียดเพื่อคุ้มครองการดำเนินงานไม่ให้มีการแทรกแซง แล้วพร้อมกันนั้น ก็เรื่องการพัฒนาองค์กรที่เปึนไปตามหลักเกณฑ์สากล รวมทั้งระยะเวลา ภายใน ๑๘๐ วัน ในบทเฉพาะกาล เดี๋ยวขอ พร้อมเมื่อไรก็ไปเริ่มดำเนินงานในการเขียน ร่างได้เลยครับ
โอ.เค. ครับ ต่อไป นะครับ ท่านการุณมีอะไรครับ เชิญ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม การุณ ใสงาม นะครับ สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ด้วยความเคารพต่อทุกท่านนะครับ แล้วก็ด้วยความเกรงใจ เปึนอย่างยิ่ง แต่บังเอิญว่า มันเปึนเรื่องที่อาจจะกระทบกระเทือนกับเพื่อนสมาชิกอยู่ หลายคน ที่สำคัญ ก็อาจจะกระทบกระเทือนถึงสภาอยู่บ้าง กับบุคคลภายนอก หรือกับ พี่น้องประชาชนที่อยู่ภายนอก จากกรณีที่เราได้พูดคุยกันเกี่ยวกับเรื่องของหักหลัง หรือ ไม่หักหลัง ์ถูกตู้ม หรือไม่ถูกตู้ม ในกรณีญัตติที่ ๑ ของคุณพิเชียร ที่มีผู้รับรองครบ ๑๐ สุดท้ายผมจะเอาอย่างย่อ ๆ นะท่านประธานครับ สุดท้ายก็มีการถอนชื่อไป ๑ ท่าน คือ คุณสดศรี ท่านได้ถอนชื่อไป จนทำให้ญัตติตกไป เมื่อวันที่ ๖ มิถุนายน ในวันนั้นนะครับ ต่อจากนั้น จึงได้ทำการรวบรวมขึ้นมาใหม่ เปึนญัตติใหม่ จนครบเปึน ๑๐ คน และได้ นําเสนอในวันที่ ๘ มิถุนายน อีกครั้งหนึ่งนะครับ ตามที่ปรากฏในการประชุมครั้งนี้ บังเอิญ ว่า เราได้พูดคุยกันไปพอสมควรแล้ว ก็เสียเวลาไปพอสมควรในวันนั้น แต่สิ่งที่เกิดขึ้น เมื่อคืนนี้คือ คุณพิเชียร์ อำนาจวรประเสริฐ ได้ไปออกรายการของทีวีช่องเนชั่น (Nation) ใช่ไหมครับ ในรายการ คม ชัด ลึก ออกรายการเมื่อคืนนี้นะครับ ในช่วงเวลา ๒๑.๐๐ น. ถึง ๒๒.๓๐ น. และรายการนี้ได้นำมาถ่ายทอดอีกครั้งหนึ่ง เมื่อเวลาเที่ยงครึ่งของวันนี้ อีกรอบหนึ่ง เบื้องต้นนั้นนะครับ พิธีกรเขาก็เป่ดรายการโดยมีรายการภาพของพวกเราที่ นั่งประชุมกันและถกเถียงกันในเรื่องนี้ และพิธีกรก็ได้ตั้งคำถามคุณพิเชียรว่า เปึนอย่างไร ครับ เกี่ยวกับเรื่องของการแปรญัตติ เรื่องพระพุทธศาสนา อะไรทํานองนี้นะครับ เปึนศาสนา ประจำชาติ แล้วมีญัตติของคุณพิเชียรที่เสนอไป ปรากฏว่า มีเรื่องเกิดปัญหาในการ อภิปรายว่า มีการถูกต้ม มีการไม่ถูกต้ม มีการหักหลังกัน ไม่มีการหักหลังกัน คุณพิเชียร ก็ได้เริ่มพูดนะครับในรายการนี้ ตั้งแต่เวลา ๐๗ นาที ๓๗ วินาที จนถึงเวลา ๑๖ นาที ๕๖ วินาที ใช้เวลาประมาณทั้งหมด ๙ นาที อธิบายเกี่ยวกับเรื่องการถูกต้ม หรือไม่ถูกต้ม อย่างไรนะครับ รายการนี้นะครับ ปรากฏตามอันนี้นะครับ แผ่นที่ได้มาจากเดอะ เนชั่น (The Nation) และท่านที่เคารพทุกท่านคงได้ดู ๒ รอบแล้วล่ะครับ ตั้งแต่เมื่อคืนนี้ กับตอนเที่ยง อย่างย่อครับ คุณพิเชียร์ได้พูดเมื่อตอน ๐๗ นาที ๕๗ วินาที โดยใช้คำว่า เกี่ยวกับเรื่องการถูกต้มหรือหักหลังนั้น คุณพิเชียรบอกว่า มันไม่ถูกต้อง ไม่ดีงามเลย ไม่มีสิ่งเหล่านี้ มีบางคนเท่านั้นที่มาพูด ซึ่งเปึนการพูดไม่ถูกต้อง ตรงกันข้ามความเปึนจริง โดยสิ้นเชิงนะครับ และคุณสดศรีนั้นเข้าใจผิด คุณสดศรีท่านอยู่ทางขวามือผมนะครับ คุณสดศรีนั้นเข้าใจผิด ได้รับทราบข้อมูลไปแล้ว ผมก็พูดซ้ำแล้วซ้ำอีก เปึ้นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง คุณสดศรีนั้นเข้าใจผิด ผมก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่า ทําไมคุณสดศรีจึงพูดอย่างนั้นนะครับ สำหรับคุณการุณนั่นแหละให้ตัดออก ของคุณการุณอยู่ครบถ้วนแล้ว แล้วคุณพิเชียร์ก็เอา นี่นะครับ รายการเอาออกด้วยนะครับ นี่ ของคุณสดศรีมาตรา ๖๘ ก็อยู่ครบถ้วนแล้ว ชี้รายการให้ดู ของคุณการุณ ๑๓๘ ประเด็น ก็อยู่ครบถ้วนแล้ว คือท่านประธานที่เคารพครับ ผมก็ไม่อยากจะพูดซ้ำอย่างนี้นะครับ คุณพิเชียรพูดไปถึง เวลา ๐๑๖นาที ๕๖ วินาที แล้วที่เน้นตรงนี้ ตอนท้ายคุณพิเชียรยังบอกว่า เขาก็ถาม เกี่ยวกับเรื่องพระพุทธศาสนาเปึนศาสนาประจำชาติอยู่ในส่วนนี้ คุณพิเชียรบอกว่า อย่างนี้ครับ อย่างย่อนะครับ คุณพิเชียรบอกว่า มาตรา ๒ พระพุทธศาสนาเปึนศาสนา ประจําชาตินั้น ได้เลื่อน จนเดี๋ยวนี้ก็ยังไม่ได้อภิปรายแม้แต่ประโยคเดียว นี่ประเด็นที่ ๑ มีการร่วมกันดิสเครดิต (Discredit) คุณพิเชียร์ในเรื่องนี้ ทำให้การพูดคุยพระพุทธศาสนา เลื่อนพระพุทธศาสนาไป ไปรวมกับมาตรา ๗๘ อะไรต่าง ๆ แล้วจะไปพูดในคราวหลังนี่ จนเดี๋ยวนี้ยังไม่ได้พูดเรื่องพระพุทธศาสนาแม้แต่ประโยคเดียว ท่ามกลางการอภิปราย ส่วนนี้ ก็มีเกี่ยวข้องกับท่านประสงค์ด้วย มีท่านสดศรีด้วย มีผมด้วยนะครับ รายการอยู่ เทป (Tape) อันนี้นะครับ ท่านจะสนใจจะดูก็ได้ครับ ช่วงเวลามีกําหนดไว้แล้วชัดเจน เอาละครับ ผมจะพูดในส่วนนี้อย่างย่อ ก็คือว่า ผมก็นึกไม่ถึงครับ ท่านประธาน ผมไปเจอ เอกสารอีกชิ้นหนึ่งครับ คุณพิเชียรบังอาจไปขีดฆ่าชื่อผมในญัตติตัวนี้ครับ แล้วเซ็นชื่อ ตนเองกำกับ นี่จุดที่ ๑ ครับ แล้วก็บังอาจไปขีดฆ่าลบชื่อผมอีก ตรงนี้อีกอันหนึ่งครับ จากเอกสารการแปรญัตติชุดแรกครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ต่อจากนี้นะครับ คุณพิเชียรยังได้ไปทำเอกสารอีกฉบับหนึ่งนะครับ เปึนใบแก้คำผิดลงนามเมื่อวันที่ ๑ มิถุนายน ๒๕๕๐ เกี่ยวกับเรื่อง ให้เพิ่มเติมส่วนของผมเพียงมาตราเดียวเท่านั้น คือ มาตรา ๒๖๗ สำหรับ ๑๓๘ ประเด็นนั้นนะครับ ตัดออกไป ๑๓๗ ประเด็น คงไว้อยู่เพียง มาตราเดียว คือ มาตรา ๒๖๗ ลงชื่อ คุณพิเชียร อยู่ที่นี่ครับ เมื่อวันที่ ๑ มิถุนา ท่าน ประธานครับ เมื่อทำอย่างนี้ขึ้นมานะครับ ผมไปเจอ จึงพบเอกสารของเจ้าหน้าที่รายงาน อันนี้ตรงตามข้อเท็จจริงอย่างที่ผมเคยนำเรียนท่าน เจ้าหน้าที่ได้ทำรายงานให้กับท่าน ประธานคณะกรรมาธิการยกร่างนะครับ บอกว่า เมื่อวันที่ ๒๘ พฤษภาคม ป้ ๒๕๕๐ ข้าพเจ้าได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบคำแปรญัตติที่ ๑ คือ ของคุณพิเชียร ปรากฏว่า นายการุณ ใสงาม ได้ลงชื่อในคำแปรญัตติดังกล่าว ๒ ฐานะ คือ ผู้แปรญัตติร่วม และ ผู้รับรองคำแปรญัตติ เมื่อวันที่ ๒๙ พฤษภาคม ป้ ๒๕๕๐ นายพิเชียรได้มาพบข้าพเจ้า ที่ห้องประชุมกรรมาธิการ หมายเลข ๓๒๐๑ ชั้น ๒ อาคารรัฐสภา ๓ และได้ขีดฆ่าลายมือชื่อ นายการุณ ใสงาม ตรงตามเอกสารที่ได้มาครับ ขีดฆ่าลายมือชื่อของผมนะครับ ๒ จุด เลยครับ ตรงนี้ครับ เอกสารก็ตรงกัน ต่อไปครับ เจ้าหน้าที่รายงานต่อไปอีกว่า นายพิเชียร ได้สั่งให้ข้าพเจ้าเปรียบเทียบคำแปรญัตติอย่างไม่เปึ้นทางการของ สสร. ๓ คน ดังกล่าว กับของตน คือ ของคุณพิเชียรนะครับ ว่า มีกี่มาตราที่แปรญัตติตรงกัน และมีมาตรา อะไรบ้าง โดยให้ยึดคำแปรญัตติของตนเปึนหลัก ของตน คือ ของคุณพิเชียรนะครับ เมื่อจัดทำเสร็จแล้วให้แจ้งให้ นายพิเชียร์ อำนาจวรประเสริฐ ทราบ เพื่อจะได้ตัดสินใจ ต่อไป ตอนนี้สำคัญแล้วท่านประธานครับตรงนี้ ข้อ ๓ วันที่ ๓๑ พฤษภาคม ๒๕๕๐ ข้าพเจ้า คือ เจ้าหน้าที่นะครับ ได้ติดต่อประสานงานกับนายพิเชียร์ เพื่อให้มาดูเอกสาร แต่นายพิเชียรไม่ได้เข้ามา เนื่องจากติดภารกิจ จึงใช้วิธีสอบถามข้าพเจ้าทางโทรศัพท์ ต่อจากนั้นนะครับ เจ้าหน้าที่ก็บอกว่า ข้าพเจ้าจะได้ทําร้ายละเอียดคําแปรญัตติ จึงขอ หลักการในการที่จะจัดทำต่อไป นายพิเชียร์ อำนาจวรประเสริฐ จึงให้หลักการว่า ให้ยึด คำแปรญัตติของตนเปึ้นหลัก ถ้าของผู้ใดไม่ตรงกับตน ให้ใส่ในคำแปรญัตติ อย่างเปึ้นทางการได้ แต่ในกรณีของนายการุณ ใสงาม เนื่องจากเกือบทุกมาตรา จะเกี่ยวกับการให้มีสภาเดียว ซึ่งตรงกันข้ามกับความคิดของตน จึงไม่ให้นํามาใส่ไว้ ในคำแปรญัตติอย่างเปึ้นทางการ นี่ละครับ คือ จุดที่จะตก ๑๓๗ ประเด็นล่ะครับ จากนั้นข้าพเจ้าได้สอบถามในกรณีของมาตรา ๖๘ มาตรา ๖๘ คือ ของท่านสดศรี นะครับ ว่า จะให้แปรญัตติแบบใด เนื่องจากนายพิเชียรได้แปรญัตติมา ๒ แบบ คือ ให้ตัด วรรคสองออก และให้เพิ่มความ และผู้นำสามเหล่าทัพ ไว้ในวรรคสอง รวมทั้งนายการุณ ได้แปรญัตติให้ตัดมาตรา ๖๘ ออกทั้งมาตรา นายพิเชียรให้ข้าพเจ้าใช้แบบตัดวรรคสอง ออก นี่ล่ะครับ ของท่านสดศรีหลุดเลย ตัดวรรคสองนะครับ แต่เพื่อให้เกิดความชัดเจน ข้าพเจ้าจึงนัดให้ นายพิเชียร อำนาจวรประเสริฐ มาดูคำแปรญัตติทั้งหมดอีกครั้ง ในวันที่ ๑ มิถุนายน ๒๕๕๐ ตอนเช้า ข้อ ๔ ตอนนี้สำคัญ โดนตัดแล้วทีนี้ วันที่ ๑ มิถุนายน ๒๕๕๐ นายพิเชียรได้มาดูคำแปรญัตติทั้งหมดแล้ว ให้ข้าพเจ้าดำเนินการดังนี้ เอาละสิ ครับ คำแปรญัตติของนายการุณให้เอาเฉพาะมาตรา ๒๖๗ เท่านั้น เฉพาะมาตราอื่นที่ เรื่องเกี่ยวกับสภาเดียว ซึ่งไม่ตรงกับความคิดของตนที่ให้มี ๒ สภานะครับ ให้ตัดออก เกลี้ยงเลย เหลืออันเดียว หลุดหมดเลยครับของผม ท่าน ท่านประธานที่เคารพครับ ผมก็ เคยให้ที่ประชุมดูหลักการแล้วนะครับ นี่ท่านดูหลักการ หลักการข้อตกลงในการนำเสนอ นี่ลายมือคุณพิเชียรอยู่ที่นี่ครับ
หนังสือเมื่อกี้ หนังสือใครครับที่ท่านอ่าน
ของเจ้าหน้าที่ที่ทํารายงานท่านประธานกรรมาธิการ ยกร่างคือ รายงานท่านประสงค์ครับ
เปึนเอกสาร ของใคร
เปึ้นเอกสารของเจ้าหน้าที่ที่ทําโดย นายนาถะ ดวงวิชัย นิติกร ๗ ว สำนักกรรมาธิการ ๓ ซึ่งร่วมกันทำกับเจ้าหน้าที่เขาหลายคนครับ ที่รับผิดชอบเกี่ยวกับญัตติ ฉบับที่ ๑ กลุ่มนี้นะครับ ข้อตกลงของเรานะครับ คุณพิเชียร ก็บอกแล้วนี่นะครับ จนกระทั่งเรามาลงชื่อร่วมกันตรงนี้นะครับ พระพุทธศาสนาเท่านั้น คุณพิเชียร มาตรา ๖๘ ของท่านสดศรี นโยบายแห่งรัฐ คือ นายธีรวัฒน์ คุณอรรครัตน์ และคุณพิเชียร รัฐสภา สภาเดียว ๑๓๘ ประเด็น เมื่อลบของท่านสดศรีมาตรา ๖๘ ออก ก็หรือลบหนึ่ง จึงเหลือ ๑๓๗ ประเด็น คือ การุณ ข้อ ๕ คุณอรรครัตน์ อื่น ๆ เล็กน้อย ลงชื่อ การุณ พิเชียร์ นะครับ ท่านประธานครับ นี่คือหลักการแห่งการพูดคุยด้วยกัน ทั้งหมด ทีนี้คุณพิเชียรไปใช้อธิบายในเนชั่นนะครับ โยงใยไปถึงคุณสดศรี โยงใยไปถึงท่าน ประสงค์ แล้วสังคมเข้าใจว่า การที่เราเลื่อนมาตรา ๒ ไปก็ตาม รวมก็ตาม เปึนการ ดิสเครดิต ท่านต้องฟังทั้งหมดนะครับ จึงจะรู้นะครับ เปึนการกระทำที่ร่วมกันดิสเครดิตตัว เขาเอง คือ ตัวคุณพิเชียร จนเดี๋ยวนี้เขาบอก ใช้คำว่า จนเดี๋ยวนี้ ยังไม่ได้อภิปรายเกี่ยวกับ เรื่องพระพุทธศาสนาแม้แต่ประโยคเดียว คนก็เอาละสิทีนี้ ท่านประธานครับ คุณพิเชียร พยายามจะอธิบายว่า ของคุณสดศรีก็มีอยู่แล้วที่เราดูกันขณะนี้ มาตรา ๖๘ อยู่ในนี้ อย่างไร ของคุณการุณ ๑๓๗ ประเด็น ก็อยู่ในนี้อย่างไร ครบถ้วนแล้ว ท่านประธานครับ นี่คือเอกสารปกเขียวฉบับแรก เปึนฉบับแรกที่พิจารณา เมื่อวันที่ ๔ ๕ ๖ ๗ ๘ ก่อนที่จะ มาเกิดฉบับนี้ นั่นคือ เอกสารฉบับนี้ คือ เอกสารฉบับแรก ที่ไปปรากฏพบว่า ของท่าน สดศรีตก จนรุ่งขึ้นอีกวันผมไปนั่งประชุมตามเวลา ปรากฏว่า ของผมตก ๑๓๗ ประเด็น มีมาตรา ๒๖๗ เท่านั้นที่มีอยู่ จึงเกิดการซักถามขึ้นมา และเจ้าหน้าที่มารายงานอย่างที่ว่า และผมก็ได้เรียนกับท่านประธานกรรมาธิการและที่ประชุมทั้งคณะ นี่คือ เอกสารฉบับเดิม ครับ เอกสารฉบับเดิม ท่านดูครับ ตัวอย่าง ของคุณสดศรี ของท่านสดศรี มาตรา ๖๘ นี่อยู่ ที่นี่ พิเชียร อำนาจวรประเสริฐ นี่คือสิ่งที่ตรงตามที่เจ้าหน้าที่รายงานเลยครับ
ผมขออนุญาตประท้วงครับ ท่านประธาน มีข้อเท็จจริงที่คลาดเคลื่อนนะครับ เดี๋ยวผมจะขออนุญาตอธิบายนะครับเกี่ยวกับท่าน
ประท้วงว่า อย่างไรนะ
ประท้วงที่ คือ ผมไม่เข้าใจ แล้วตกลง ท่านจะเอาอย่างไรครับ คือ ที่ท่านพูดนี่
เอาอย่างนี้ท่านประธาน เดี๋ยว ทีละคนครับ
เพราะว่าข้อเท็จจริงนี้คลาดเคลื่อนจาก ความเปึนจริงครับท่านประธาน
คุณพิเชียร เดี๋ยว ๆ จะให้เวลา
ผมก็อดทนฟังมาโดยตลอดนะครับ
คุณพิเชียรเดี๋ยว จะให้คุณพิเชียร
เดี๋ยว ๆ ขอผมชี้แจงทั้งหมดเลยนะครับ เพราะว่า ผมคิดว่า ข้อมูลที่ท่านเอามาคลาดเคลื่อนหลายตอน
คุณพิเชียร จะประท้วงใช่ไหม เขากำลังชี้แจง
ครับ แล้วผมก็ไม่เข้าใจว่า ในท้ายที่สุดนี้ ท่านก็มีอยู่
คุณพิเชียร เดี๋ยวก่อนครับ เราต้องให้คุณชี้แจง
เอาล่ะครับ ท่านประธานครับ นี่คือข้อเท็จจริงที่ปรากฏ ทั้งหมดนะครับ ท่านเห็นไหมครับ
เอาให้กระชับ
นี่คือ ข้อเท็จจริงฉบับเดิมที่พิจารณา ที่ปรากฏ พบว่า ของท่านสดศรีก็ถูกดึงออก ตกไป ซึ่งท่านสดศรีก็บอกกับที่ประชุมหลายครั้งบอกว่า จะไปตกได้อย่างไร เจ้าหน้าที่จะไปตกได้อย่างไร ท่านประธาน ก็ในเมื่อมาตรา ๒ พระพุทธศาสนา อยู่หัวกระดาษ มาตรา ๖๘ เปึนลำดับต่อมา ซึ่งอยู่หน้าเดียวกัน ท่านประธานลองนึกดูว่า มันจะไปตกได้อย่างไร อันนี้ของท่านสดศรีนะครับ ของผมนี่นะ ครับ ทั้งเล่มเลยครับ ฉบับแรกทั้งเล่มนะครับ หายหมด ๑๓๗ ประเด็น มีมาตราเดียว คือ มาตรา ๒๖๗ เท่านั้น เจ้าหน้าที่ ทีนี้เมื่อเราจับโจรได้ วันที่ ๖
ท่านประธานครับ ผมขอประท้วงครับ ท่าน สสร. ที่พูดนั้นใช้คําพูดไม่สุภาพ แล้วก็เปึนการดูถูก ดูหมิ่น เหยียดหยามนะครับ ซึ่งผิดกฎข้อบังคับของสภาครับ ผมไม่ใช่โจรครับ แล้วผมก็ไม่เข้าใจว่า ท่านเอาตรงนี้ มาบดขยี้ มาคอยคิดจะทําลายผม
เดี๋ยว พูดทีละคน คุณพิเชียร คุณพิเชียรประท้วง เนื่องจากใช้คำนั่น คุณการุณครับ หยุดก่อนครับ
ข้อมูลของคุณการุณที่ชี้แจงมานี้
คุณพิเชียร เดี๋ยวก่อนสิครับ คุณบอกคุณประท้วงเข้าใช้คำไม่นั่น ผมกำลังจะพูดกับคุณการุณ
ข้อมูลคลาดเคลื่อนหลายอย่างเลยครับ ท่านประธานครับ
คุณพิเชียร ผมกําลังพูดกับคุณการุณที่คุณประท้วงว่า เขาใช้คําไม่สุภาพ คุณการุณครับ เมื่อกี้ใช้ คำว่า โจร นะครับ ขอให้ถอนเถอะครับ
ได้ครับ ท่านประธานครับ
ไม่ใช่โจรนะครับ ผมไม่ใช่โจร ผมเปึนคน ธรรมดาสามัญ เปึนสามัญชนครับ แล้วก็ท่านบดขยี้ผมตรงนี้เรื่อย ๆ เมื่อคืนผมไป คม ชัด ลึก นี่ เป่ดฉากมาก็เอาภาพวิดีโอของท่าน
เดี๋ยวคุณพิเชียร เมื่อกี้คุณพิเชียรประท้วง ผมให้เขาถอนไปแล้วนะครับ เดี๋ยวตอนคุณอธิบาย
(นายสมเกียรติ รอดเจริญ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
ท่านสมเกียรติ ประท้วงว่าอย่างไรครับ
กระผมไม่อยากเห็นบรรยากาศเหมือนตลาด คลองเตยครับ ขออนุญาตนะครับ ขอความกรุณาครับ ทีละท่านครับ จะได้จับใจความ และวิเคราะห์ถูกนะครับ ขอบพระคุณมากครับ
คุณการุณสรุป เร็ว ๆ นะครับ เดี๋ยวต้องให้คุณพิเชียรเขาชี้แจงเขาด้วย
เอาล่ะครับ ท่านประธานดูนะครับ การกระทำผิด กฎหมายอาญานะครับ ท่านมีอํานาจใช้สิทธิอะไรในการไปขีดฆ่าชื่อผมในเอกสาร
ท่านประธานครับ ผมประท้วงครับ
ประท้วงว่าอะไร
เพราะว่าตรงนี้ท่านทําผิดตั้งแต่แรกครับ เพราะท่านไม่ใช่ผู้แปรญัตติคู่กับผม ท่านเปึนแค่ผู้รับรอง แต่ท่านก็มาเซ็นชื่อร่วมกับผม เปึ้นผู้แปรญัตติ ก็เลยผิดพลาด ผมก็เลยต้องไปแก้ไขว่า ท่านไม่ใช่ผู้แปรญัตติ ท่านเปึ้นแค่ ผู้รับรองครับ ซึ่งตรงนี้ผิดพลาดครับ ท่านประธาน
ท่านประธานครับ ผมประท้วงท่านประธานครับ ฟังไม่รู้เรื่องจริง ๆ ครับ ท่านประธานครับ ทีละท่านสิครับ แล้วท่านประธานเปึ้นคนวินิจฉัย จะให้ใครพูดก่อน พูดหลังนะครับ
ผมก็ฟังไม่รู้เรื่อง นะครับ เอาอย่างนี้นะครับท่าน คุณพิเชียร์ เดี๋ยว ให้เขาพูด ถ้าให้เขาพูดแล้ว เดี๋ยวต้องให้ เวลาคุณพิเชียรชี้แจง
คือ ผมขออนุญาตครับ เพราะว่า ท่าน ผู้ที่มาพูดนี่ ๑. ไม่ได้อยู่ในวาระของการแปรญัตติรัฐธรรมนูญนะครับ ผมไม่เข้าใจว่า คุณการุณ ใสงาม นี่ใช้สิทธิอะไรที่มาพูดประเด็นนี้ย้ําแล้วย้ําอีก ท่านจะร่างรัฐธรรมนูญ หรือเปล่า หรือท่านจะทะเลาะกับผม ถ้าท่านจะทะเลาะกับผมนี่ ต้องไปทะเลาะกัน ข้างนอกครับ ไม่ใช่ในห้องประชุมสภาอย่างนี้ และผมขออนุญาต
คุณพิเชียรครับ เดี๋ยวผมจะให้คุณพิเชียรพูด
ไม่ได้ครับ ท่านประธานทำอย่างนี้ ไม่ถูกต้อง ผิดระเบียบของสภา
คุณพิเชียรครับ ใช่ คุณพิเชียร์ แต่เรื่องที่เขาพูดนี่เรื่องที่เกี่ยวพันกับเรื่องกิจการที่สภาทำนะครับ ไม่ใช่เรื่อง ข้างนอก เพราะว่า เรื่องเกี่ยวกับการแปรญัตติ แล้วเมื่อวานนี้ ผมถึงถามว่า เอกสารที่เขา เอามานี่เปึนเอกสารอะไร ก็ถามเขานะครับ
ท่านประธานนรนิติครับ ท่านกําลังทํา ผิดว่าระการประชุมครั้งยิ่งใหญ่เลยนะครับ สภาร่างรัฐธรรมนูญแห่งนี้ แทนที่จะมาพูดกัน แต่เรื่องของการแปรญัตติ ที่ไม่ถูกต้องนะครับ
ผมขออนุญาตประท้วงครับ
ที่เราจะคุยกันในรัฐสภา ท่านทําอย่างนี้ นะครับ สภาร่างรัฐธรรมนูญนี้อยู่ไม่ได้ครับ ท่านประธานครับ
คุณพิเชียรนั่งลง ครับ ประท้วงเรื่องอะไรครับ คุณพิเชียรนั่งลง
คุยกับคณะกรรมการได้
คุณพิเชียรครับ นั่งลงครับ เชิญท่านวุฒิชาติ
ท่านประธานครับ ผม วุฒิชาติ กัลยาณมิตร ครับ ท่านประธานครับ ระเบียบข้อบังคับการประชุมนี่เรามีอยู่นะครับ การที่ใครจะพูด อย่างไรนี่นะครับ เปึ้นสิทธิขาดของท่านประธานที่จะชี้ให้พูดนะครับ ผมขอให้ท่านประธาน ดําเนินการประชุมตามระเบียบข้อบังคับนะครับ ท่านประธานมีสิทธิเด็ดขาด มีอํานาจ เด็ดขาดนะครับในการวินิจฉัย ถ้าท่านประธานปล่อยให้สมาชิกไม่เคารพท่านประธานแล้ว นะครับ ผมว่า มันเปึนความเสื่อมเสียครั้งใหญ่ของสภานะครับท่านประธาน
คุณวุฒิชาติ ขอบคุณครับ คุณการุณ คุณการุณต้องรีบสรุป แล้วต้องให้ความเปึนธรรมให้คุณพิเชียร เขาชี้แจง
ท่านครับ ท่านทําอย่างนี้นี่
คุณพิเชียรนั่งลง ถ้าเขาพูดที่ผิดไปนี่ ผมก็ต้องนั่นเขา แล้วเขามีหลักฐาน ผมก็ถามว่า หลักฐานนี่เปึน หลักฐานในคณะกรรมาธิการ
ผมไม่เห็นด้วยกับท่านประธานแล้ว ถ้าทำแบบนี้นะครับ คือผมขออนุญาตท่านชี้แจงนะครับ
คุณพิเชียรนั่งลง ผมบอกว่าจะให้ และผมกำลังเร่งให้คุณการุณจบ เพราะว่า เขาโยงไปถึงคุณพิเชียร คุณพิเชียร์ก็จะต้องได้พูด เราไม่ให้คุณพิเชียรพูดไม่ได้ คุณพิเชียรต้องนั่งลง
อย่างนี้ยุ่งนะครับ สภาร่างรัฐธรรมนูญ ทําอย่างนี้ได้อย่างไร ทําไม่ได้ครับ ประเทศไทย
ท่านสมาชิกครับ นั่งลงเดี๋ยวครับ คุณพิเชียรครับนั่งลง เขาอยู่ในกลุ่ม คุณยอมให้เขาเซ็น แล้วเขาชี้แจงว่า เรื่องที่มันไม่ตรงกันนะครับ คุณพิเชียร นั่งลงครับ ท่านครับ ขอให้สมาชิกทั้งหลายนั่งลงครับ ท่านครับ
โอ.เค. ครับ ท่านประธานขอนะครับ ผมยอม แต่ผมไม่เห็นด้วยกับการที่ท่านประธานให้คุณการุณมาพูด ไม่ได้อยู่ในการ แปรญัตติเลย
คุณพิเชียรนั่งลง คุณการุณครับ ต้องสรุปเร็ว ๆ เพราะว่า ต้องให้เขาชี้แจง เพราะคุณกล่าวหามานั้น เร็ว ครับ ใช้เวลาไปนานแล้ว เราต้องพิจารณา เชิญคุณการุณครับ สรุปได้แล้วคุณการุณ
ข้อสรุปก็คือท่านประธานครับ ท่านประธานที่เคารพ ครับ ข้อสรุป ก็คือ เอกสารหลักฐานทั้งหมดยืนยันมัดตัวชัดเจน และมีการขีดฆ่าแก้ชื่อผม ครับ ชัดเจน ต่อจากนั้นครับ ข้อสรุปสุดท้าย คือ ปรากฏเอกสารแปรญัตติฉบับแรก ก็ชัดเจน ตกหล่นของท่านสดศรีและผม แปรญัตติ เมื่อจับตัวได้ วันที่ ๖ มิถุนา รู้ตัว
ผมประท้วงครับ จับตัวได้นี่ ไม่ได้ครับ ผมไม่ใช่ตัวครับ ไม่ใช่สัตว์ ไม่ได้ ท่านพูดอย่างนี้ได้อย่างไรครับ ผมไม่ยอมครับ ท่านประธาน ถ้าเปึ้นแบบนี้สภาร่างรัฐธรรมนูญ ท่านต้องห้ามครับ
ก็ผมห้ามอยู่ คุณพิเชียร คุณนั่งลงสิ คุณการุณครับ เรื่องที่คุณพูดนี่ซ้ำแล้วนะ อธิบายแล้ว คุณบอก คุณมีหลักฐาน หลักฐานนี่เห็นแล้ว ต้องยุติครับคุณการุณ
ได้ครับ คืออย่างนี้ครับท่านประธาน เมื่อได้อันนี้แล้ว วันที่ ๘ จึงเกิดการไปนั่งกับเจ้าหน้าที่ เมื่อนั่งกับเจ้าหน้าที่นั่นแหละ จึงครบถ้วน
อันนี้รู้แล้ว
หลังจากที่จับโจรได้แล้วครับ
คุณการุณครับ
ผมขอประท้วงครับ ท่านแหละเปึนโจร
คุณพิเชียร ผม กําลังพูดครับ
ที่ท่านทําคนเขาเห็นอยู่
คุณการุณ ขอให้ ถอนคำพูดว่า โจร ครับ ตัด โจร ครับคุณการุณ
ท่านประธานครับ ขออนุญาตครับ ขออนุญาต ให้ท่านวินิจฉัยพักการประชุมสักสิบนาทีได้ไหมครับ ท่านประธานครับ ขอพักการประชุม สัก ๑๐ นาที ได้ไหมครับ
ไม่ได้ครับ
ลดดีกรี (Degree) ลงหน่อยครับ ท่านครับ
ท่านสมเกียรติ ต้องให้คุณการุณต้องถอนก่อนครับ
ครับ ขออนุญาต ถ้าอย่างนั้น ท่านประธานให้ถอน นะครับ
ไม่ต้องซ้ำแล้วนะ ครับ
คําว่า จับโจร ก็ ถอนครับ แต่ยังคิดหาคำใหม่ไม่ได้ ครับ
ท่านสมาชิกครับ
น้อย ๆ หน่อย
ท่านสมาชิกครับ เมื่อฟังคุณการุณ ต้องให้ความเปึนธรรม ให้คุณพิเชียรพูด จะไปพักการประชุมอย่างนั้น ไม่ได้นะครับ คุณพิเชียรชี้แจง แล้วก็ไม่ต้องเปึนการทะเลาะกัน เชิญครับคุณพิเชียร
กราบขอบพระคุณท่านประธานสภาร่าง รัฐธรรมนูญนะครับ ท่านอาจารย์นรนิติ เศรษฐบุตร ท่านเสรี สุวรรณภานนท์ ผมเอง เรียนพี่น้องประชาชนทั่วทั้งประเทศเลยครับ ผมขอฟัองพี่น้องประชาชนทั่วทั้งประเทศ นะครับ ประเทศไทยเรามีประชากรอยู่หกสิบสี่ หกสิบห้าล้านคน ครับท่านประธาน แล้วสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญมีพฤติกรรมอย่างนี้ท่านประธาน เอกสารต่าง ๆ ที่เขา เอามาพยายามปะติดปะต่อ เพื่อที่จะมากล่าวหากระผม เปึนสิ่งที่ไม่ถูกต้องครับ ท่านประธาน แล้วก็ ๑. นะครับ ผิด ก็คือ วาระนี่ไม่อยู่ในวาระเลย ท่านประธานไม่ควรให้ คุณการุณ ใสงาม ขึ้นมากล่าวถึงเรื่องเหล่านี้นะครับ เพราะว่า ๑. ไม่ได้อยู่ในวาระการ แปรญัตติในวันนี้แต่อย่างใดเลย นี่ประการที่ ๑ ประการที่ ๒ เอกสารที่เอามานั้น ก็พยายามจะปะติดปะต่อ เพื่อที่จะกล่าวหากระผมนะครับว่า กระผมได้กระทำผิด อย่างโน้นอย่างนี้ ท่านอยากจะให้การร่างรัฐธรรมนูญออกมาเปึ้นอย่างนี้หรือครับ ผมมานี่ ด้วยจิตใจ ผมมานี่ด้วยการที่ต้องการที่จะเห็นร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ที่ท่านทั้งหลาย บอกว่า ต้องการ ร่วมคิด ร่วมสร้าง ร่วมร่างรัฐธรรมนูญ ผมก็เพียรพยายามที่จะมาทําให้ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ดีที่สุด เปึนของประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประชาชน แต่สิ่งที่ ผมมาประสบในสภาร่างรัฐธรรมนูญ ผมขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานนะครับ ว่า ผมรู้สึกเสียใจเปึ้นอย่างยิ่ง และผมก็มีความรู้สึกว่า สภาร่างรัฐธรรมนูญของเรานี่ พยายามที่จะขยี้ขยำผมนะครับ ในสิ่งซึ่งผมคิดว่า ไม่เปึนธรรมอย่างยิ่ง แล้วก็กระผม ก็ไม่ได้กระทำอะไรที่เกินเลย หรือผิดพลาด บกพร่องเลย เริ่มตั้งแต่กรณีของท่านสดศรี สัตยธรรม ขออนุญาตเอ่ยนามนะครับ ที่ท่านแปรญัตติอยู่ร่วมกับกระผม ผมขอบคุณ ท่านมาโดยตลอดที่ท่านได้กรุณาเซ็นรับรองคําแปรญัตติของกระผมเปึนคนที่ ๑ ผมยัง ซาบซึ้งน้ำใจของท่านอยู่โดยตลอดเวลานะครับ แล้วก็มาตรา ๖๘ วรรคสอง ที่ท่านแปร ให้มีผู้นำ ๓ เหล่าทัพอยู่นั้น ก็ยังคงอยู่ แม้จนวินาทีนี้ก็ยังอยู่ในเอกสารสีเขียวเล่มนี้ ท่านทั้งหลายเป่ดดูสิครับ แม้กระทั่งท่านได้ถอนชื่อออกไปแล้ว กระผมและคุณหมอ ธีรวัฒน์ ร่มไทรทอง ก็ยั่งยืนยันว่า ให้มีมาตรา ๖๘ วรรคสองของท่านสดศรี สัตย์ธรรม อยู่ อยู่ในเล่มนี้แหละครับ แล้วคุณการุณ ขออนุญาตเอ่ยนามนะครับ เสียอีก ที่บอกว่า ให้ตัด มาตรา ๖๘ วรรคสอง ออกไป เพราะว่า ท่านสดศรีได้ถอนชื่อออกไปแล้ว แต่ผมกับ คุณหมอธีรวัฒน์ ร่มไทรทอง ก็บอกว่า ไม่ควรน่ะ เพราะว่าเราไปสัญญาไว้เปึ้นสัญญา สุภาพบุรุษ จริงอยู่ แม้ท่านอาจจะตัดชื่อออกไป ก็ไม่เปึนไรครับ เปึนเอกสิทธิ์ของท่าน แต่กระผมก็ยังให้คงเอาไว้นะครับ มาตรา ๖๘ วรรคสอง และสาเหตุที่มาตรา ๖๘ วรรคสอง ครั้งแรกในเอกสารที่ท่านหยิบขึ้นมาสีเขียว เล่มแรกนั้น ที่มันขาดหายไปนี่ ก็เพราะเจ้าหน้าที่เขาเข้าใจผิด เขาคลาดเคลื่อนนะครับ ว่าผมจะตัดออกหรือเปล่า ในท้ายที่สุด ผมก็มาเรียนยืนยันว่า ผมไม่ตัดของท่านสดศรี จะตัดข้องท่านได้อย่างไร ตัด ผมก็ไม่ใช่คนแล้วนะครับ ผมก็ยืนยันแล้วยืนยันอีก ยืนยันแล้วยืนยันอีก เปึนสิบ ๆ ครั้ง ผมได้โทรศัพท์ไปเรียนท่านสดศรีก่อนที่เอกสารสีเขียวนั้นจะออกมาเสียอีกว่า นี่เจ้าหน้าที่ เขาไปตัดออกนี่ ไม่ใช่ผมตัดนะครับ ผมกราบท่านแล้วกราบท่านอีกนะครับ เพราะอะไร เพราะผมกลัวท่านถอนญัตติออก ท่านถอนชื่อออก นี่คือ สิ่งที่ผมกลัวครับท่านประธาน แต่แม้กระทั่งเมื่อท่านจะวินิจฉัยอย่างไร ท่านจะถอนออก กระผมก็ไม่เคยพูดอะไรใด ๆ ทั้งสิ้นเลยนะครับ นี่ครับ ท่านประธานลองซูม (Zoom) เข้ามาสิครับ มาตรา ๖๘ วรรคสอง ของท่าน อยู่ในหน้า ๕๒ ครับท่านประธาน ขอความกรุณาเถอะครับ ผมขอความเปึ้นธรรม ผมเปึนลูกผู้ชายคนหนึ่งครับ ถ้าผมกระทำผิด ผมกล้ารับครับท่านประธาน ท่านประธาน เห็นผมมาตั้งแต่ผมอยู่ป้ ๑ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่านก็รู้จักผมดีว่า ผมเปึนคน อย่างไร ผิด ผมยอมรับผิดครับท่านประธาน การแปรญัตตินั้นนี่ นี่ครับ ขอกล้องช่วยกรุณา ซูมเข้ามาใกล้ ๆ หน่อยครับ และผู้นำ ๓ เหล่าทัพนี้ ผมก็ยังอยู่ครับ มาตรานี้ ไม่ได้ตัดออก เลย นี่ประการที่ ๑ นะครับ ประการที่ ๒ ที่ท่านบอกว่า ผมไปบอกเด็กว่า ให้ตัดออกนั้นนี่ นะครับ ขออนุญาตเรียนครับว่า กระผมเข้าใจผิดในตอนแรกว่า การแปรญัตตินี้ ในมาตรา ๑ นี่ เราอาจจะมีความเห็นเปึน ๒ อย่างได้นะครับ ผมเข้าใจอย่างนั้น ผมก็ ยื่นเอกสารทั้งหมดของคุณการุณ ๑๓๗ ประเด็น ๗๒ มาตราที่ว่านี่ ผมก็ได้ยื่นเข้าไปหมด ครับท่านประธาน เพราะว่า เจ้าตัวมานั่ง โอ้โห คุมแจเลยนะครับ ก็ขออนุญาตเรียนว่า เรา ก็ได้ยื่นไป นี่อธิบายเปึนครั้งที่เท่าไรแล้วก็ไม่ทราบนะครับ แล้วในท้ายที่สุด แม้ในวันนั้นนี่ วันที่เราได้ไปอภิปราย วันพุธที่ ๖ มิถุนายน นะครับ เอกสารนี้มันไม่มีนะครับ ก็เมื่อท่านมา แล้วก็ท่านชี้แจงนะครับ ผมนี่จริง ๆ ก็เปึนน้องคนหนึ่งของท่าน ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ด้วยกันมาตั้งแต่หลายสิบป้ก่อน สามสี่สิบป้ก่อนนะครับ ท่านจะบดขยี้ผมให้ตายเลยหรือ ผมก็ไม่ได้ทำอะไรผิดร้ายแรงนะครับ ผมก็ได้ยื่นเอกสารของท่านเข้าไปแล้ว ท่านบอกท่าน ตุหรัดตุเหร่ ท่านไปหาใครเซ็นไม่ได้ ท่านมาเซ็นร่วมกับกระผม กระผมก็ให้ท่านร่วมอยู่แล้ว ท่านกรุณามา ผมก็แทบจะกราบท่านอยู่แล้วนะครับ เพื่อทำให้ญัตติของกระผมครบถ้วนนี่ ท่านแปรเยอะจริง ๆ ครับ ท่านแปรตั้ง ๑๓๗ ประเด็น ๗๒ มาตราครับ มากที่สุด ผมก็ เข้าใจท่าน เพราะว่า ท่านแปรสภาเดียว ท่านก็ต้องตัดมาตราอื่น ๆ เพื่อให้สอดคล้อง กันหมด ผมก็ได้ยื่นเอกสารให้ท่านแล้ว ท่านประสงค์ท่านก็กรุณาผม ท่านก็บอกว่า เอาล่ะ คือ ผมก็เข้าใจว่า ตอนแรกนี่ มาตราเดียวนี่ สามารถเสนอความเห็น ๒ ประเด็นได้ ผมเข้าใจอย่างนั้นนะครับ ซึ่งเอาละ ถ้าผมเข้าใจผิด ผมก็ต้องกราบขออภัย แต่ว่าท่าน ประสงค์ท่านก็ให้ความเมตตากรุณาว่า เอ้า ให้ท่านการุณชี้แจง วันพุธที่ ๖ มิถุนายน ท่านการุณก็ได้มีโอกาสชี้แจงในที่ประชุมถึง ๒ ชั่วโมงเต็ม ๆ และในท้ายที่สุดท่านประสงค์ ก็กรุณาให้เอาทั้งหมด ๑๓๗ ประเด็น ที่ตกหล่นไปนี่ ของท่านการุณกลับเข้ามาอยู่ใน เอกสารทั้งหมดนี้ พวกกระผมทั้งหมด ๙ คน ๑๐ คนนี่ก็ไม่มีปัญหาแต่อย่างใดเลย พวกกระผมดีใจว่า ท่านการุณก็ได้มาแปรญัตติอยู่ในตามที่ท่านปรารถนาและต้องการ เราต้องการแค่นี้เองครับท่านประธาน ส่วนที่ท่านเอาเอกสารมาบอกว่า ผมแปร พุทธศาสนาประเด็นเดียวนั้น ก็ไม่ถูกต้องนะครับ เพราะจริง ๆ ผมมีมาตราอื่นอยู่ด้วย อีกประมาณสิบกว่า ๒๐ มาตรานะครับ ซึ่งตรงนี้นี่ผมก็ไม่เข้าใจว่า ท่านอาจจะเข้าใจผิด คือผมอาจจะบอกท่านแล้ว เรียนท่านไม่ครบถ้วนหรืออย่างไร ถ้าตรงนี้กระผมผิดพลาด ที่บอกท่านว่า มีแต่ประเด็นพุทธประเด็นเดียวนะครับ อันนี้ผมยอมรับผิดนะครับ แต่ว่าผมก็ได้แปรมาตราอื่นอยู่ด้วย แล้วก็ท่านธีรวัฒน์ ร่มไทรทอง ท่านอรรครัตน์ รัตน์จันทร์ ท่านก็ได้แปรมาตราอื่น ๆ อยู่ด้วยนะครับ ไม่ใช่เฉพาะผมคนเดียวครับ ท่านการุณ มีเพื่อนของเราอยู่ด้วยนะครับ ที่แปรในมาตราอื่น ๆ นะครับ ดังนั้น ท่านก็ต้อง ให้ความเมตตากรุณาพวกเราบ้าง พวกเรายอมถอยให้ท่าน เพราะท่าน้อยากจะแปร สภาเดียว ผมก็ต้องถอย เพราะผมแปร ๒ สภา นะครับ ท่านหมอธีรวัฒน์ก็ต้องถอย ท่านอรรครัตน์ก็ต้องถอยให้ท่าน เราถอยให้ท่านแล้วครับ แล้วท่านจะเอาอะไรอีก เรื่องนี้ ผมก็เรียนจนผมก็ไม่ไหว ผมก็เหนื่อยมากจริง ๆ ท่านประธาน แล้วเมื่อคืนนี้ที่ไปออก รายการ คม ชัด ลึก ผมก็นึกว่า จะได้มีโอกาสพูดถึงเหตุและผลของเรื่องพระพุทธศาสนา เป่ดฉากมาก็เอาเทปของท่านการุณออกมาฉายแล้ว ท่านจะให้ผมทําอย่างไรล่ะครับ ผมก็เพียงแค่อธิบายให้เข้าใจเท่านั้นเอง ผมก็ใช้เวลายังไม่ถึงเจ็ดแปดนาที่ อย่างที่ท่านว่า นี่ ผมก็พยายามที่จะเซฟ (Safe) สภาของเราให้มากที่สุด ท่านต้องการอะไรหรือครับ ท่าน อยากจะเห็นความขัดแย้งภาพอย่างนี้ออกไปสู่สังคมสาธารณะ ท่านต้องการอย่างนั้นหรือ ครับ ประโยชน์ใดจะเกิดขึ้นเล่า ผมตัวเล็ก ๆ คนหนึ่ง ผมเปึนสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ตัวเล็ก ๆ คนหนึ่ง ผมเรียนท่านนะครับว่า ผมเหนื่อยหน่ายเหลือเกิน ในช่วงหลังนี้จิตใจผม ก็ เรียนตามตรง ผมก็ไม่ค่อยจะอยู่ที่สภาร่างรัฐธรรมนูญแล้วแหละ ผมเองนี่ก็เหมือนกับ ท่านทั้งหลายที่นั่งอยู่ ณ ที่นี้ทุกท่าน ผมอยากจะเห็นร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้เปึ้นร่าง รัฐธรรมนูญที่ดีที่สุดนะครับ เปึนของประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประชาชนอย่าง แท้จริงนะครับ ผมต้องการแค่นั้นเองท่านประธาน แม้กระทั่งภรรยาผมก็ยังบอกเลย ว่าเธอ นี่มาทำงานครั้งนี้เปลืองตัวเหลือเกิน แล้วก็มีเรื่องมีราวอะไรต่าง ๆ นี่ไม่ดีเลย ผมก็เรียน ตามตรง
คุณพิเชียร อาจารย์เจิมศักดิ์เขาประท้วง
ผมเข้าใจครับ ก็ขออนุญาตสั้น ๆ
ว่าอย่างไร อาจารย์เจิมศักดิ์ ให้อาจารย์เจิมศักดิ์เขาประท้วงผมก่อน
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม เจิมศักดิ์ ป่ืนทอง นะครับ ผมไม่ค่อยอยากจะประท้วงท่านประธานหรอกนะครับ แต่ว่าท่านประธานคงจะต้องควบคุมผู้ที่ชี้แจง หลังจากที่ถูกพาดพิงนี่ท่านมีสิทธิชี้แจง แต่ท่านไม่ควรจะพูดอ้อมและวนไปวนมา ผมคิดว่า ท่านชี้แจงอย่างตรง ๆ ว่าท่านไปพูด ที่รายการ คม ชัด ลึก จริงหรือไม่ และไปพูดในลักษณะนั้นถูกต้องไหม ไปกล่าวหาว่า อย่างนี้อย่างนั้น เท่าที่คุณการุณพูด ผมไม่ต้องพูดซ้ำ
ท่านเจิมศักดิ์ ท่านประท้วงผม แล้วก็บอกแล้ว พอแล้ว เดี๋ยวผมจะบอกเขา เดี๋ยวเขาหาว่าผมให้ท่าน อภิปรายอีก
ผมกําลังจะบอกท่านไงครับ ผมไม่ อภิปราย และท่านควรจะบอกว่า ที่ท่านไปลายเซ็นดังกล่าวจริงหรือไม่ แต่ท่านไม่ต้องอ้อน นะครับ ขอบคุณครับ
เมื่อกี่นี้นิดหนึ่ง นะครับ ท่านพิเชียร์ท่านพูดไปแล้วเรื่องลายเซ็น ท่านก็รับว่าลายเซ็น ทีนี้ถึงท่านพิเชียร ต่อสรุปเร็ว ๆ ครับ เวลาเสียไปมากด้วยกันทั้งคู่แล้ว
ผมกราบขอบพระคุณ
เดี๋ยวก่อน ท่านพิเชียรเข้าประท้วงผมแล้ว
ผมกราบขอบพระคุณท่านอาจารย์นรนิติ เศรษฐบุตร นะครับ
คุณกฤษฎา ประท้วงว่าอย่างไร
ท่านประธานครับ ผมประท้วงท่านประธาน ครับ คือ ผมยกมือแล้ว ด้วยความเกรงใจท่านประธานครับ ท่านประธาน ผม กฤษฎา ให้วัฒนานุกูล ผมประท้วงท่านครับ เนื่องจากว่า ผมในฐานะสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญคนหนึ่งครับ ซึ่ง ท่านประธานเปึนประธานอยู่ ณ ที่นี้ครับ เมื่อสักครู่ครับ ท่านผู้ทรงเกียรติเมื่อสักครู่นี้ครับ ได้ใช้คําพูดที่ไม่เหมาะสมกับสภาว่า สภานี้ได้ขย้ําขยี้นะครับ ผมคิดว่า คําพูดนี้ไม่เปึ้นสิ่งที่ เหมาะสมนะครับ แล้วสุดท้ายเมื่อสักครู่ ตอนที่ผมยกมือ ก่อนท่านเจิมศักดิ์จะพูดนะครับ ตัวท่านผู้ทรงเกียรติท่านก็บอกว่า ในที่สุดก็โดนดิสเครดิตนะครับ โดยสภาแห่งนี้เปึน ผู้กระทํา ผมคิดว่า ประเด็นตรงนี้ ท่านประธานควรจะต้องวินิจฉัยให้ถอนคําพูดนะครับ เพราะว่า ผมเองก็ไม่ได้ไปขย้ำขยี้ใครเลยนะครับ
ท่านกฤษฎา ที่เขาว่าขยำขยี้ ไม่ได้เปึนคำหยาบนะครับ คุณพิเชียรนิดหนึ่งครับ สภาไม่ได้ทำอะไรท่าน นะครับ
ถูกต้องครับ
ขอให้ถอนตรงนั้น เสีย
ด้วยความยินดีครับ
แล้วรีบสรุปเสีย ก็เห็นตรงกันแล้วว่า จะเดินหน้าร่างรัฐธรรมนูญ
ท่านประธานสภาที่เคารพครับ กระผม นายพิเชียร์ อำนาจวรประเสริฐ นะครับ กระผมเปึนตัวเปึนต้นขึ้นมาได้จนถึงทุกวันนี้ นะครับ กระผมมีเกียรติยศและศักดิ์ศรี แล้วก็ได้ดำเนินการทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อชาติ บ้านเมืองเปึนหลัก กระผมไม่ประสงค์สิ่งใดทั้งสิ้นนะครับ ที่กระผมได้มีโอกาสเข้ามาอยู่ในสภา อันทรงเกียรติแห่งนี้ กระผมก็ดีใจมาก ๆ ชื่นชม และกระผมอยากจะให้การทำหน้าที่ ของพวกเราทุกคนมุ่งไปที่เรื่องประโยชน์ของแผ่นดินเปึ้นที่ตั้ง สิ่งที่ท่านการุณ ใสงาม ได้กรุณากล่าวมาทั้งหมด ผมก็ขออนุญาตเรียนนะครับ ถ้ามีความผิดพลาด บกพร่อง เกิดขึ้นมา กระผมยินดีน้อมรับนะครับ กระผมไม่ใช่บอกว่า ผมไม่ผิดเลย มีครับ บางสิ่งบางอย่างที่กระผมอาจจะกระทำไป ที่ผิดพลาด บกพร่อง แต่กระผมกระทำไป มิได้มีจิตเจตนาอย่างอื่นใด ๆ ทั้งสิ้นเลยท่านประธาน
คุณพิเชียรสรุป เพราะว่า เขาประท้วงผมอีกแล้ว
ผมขออนุญาตสรุปนะครับว่า ๑. คือท่านการุณที่มาเซ็นเปึ้นผู้แปรญัตติร่วมกับกระผมนั้น ไม่ถูกต้องนะครับ จึงต้องไป ขีดฆ่าออก นี่คือ อันที่ ๑ เพราะว่า ผู้แปรญัตติได้เพียงแค่คนเดียว ๒ คนไม่ได้ คือจะต้อง เปึ้นผู้รับรองนะครับ คือ ตอนแรกที่ท่านมาเซ็นร่วมด้วย ผมก็เข้าใจว่า แค่เซ็นรับรอง เอกสาร แต่เมื่อเจ้าหน้าที่บอกว่า อันนี้จะกลายเปึนผู้แปรญัตติ ๒ คน ผมก็ต้องขอ อนุญาตท่านนะครับ แล้วก็ส่วนประเด็นอื่น ๆ นะครับ มีบางประเด็นที่ท่านเข้าใจผิดว่า ผม แปรเพียงพุทธเพียงเรื่องเดียว ก็ไม่ใช่ ผมมียังแปรมาตราอื่นอยู่ด้วยนะครับ อีกสิบกว่า ยี่สิบมาตรา แล้วก็ยังมีท่านอรรครัตน์ รัตนจันทร์ ยังมีท่านหมอธีรวัฒน์ ร่มไทรทอง ทั้งหลายทั้งปวงเหล่านี้ครับ เราทำไปก็เพื่อส่วนร่วมครับ
ท่านวุฒิชาติ ท่านประท้วงผมแล้ว คุณวุฒิชาติว่าอย่างไรครับ คุณพิเชียรหยุดก่อนครับ
ท่านประธานครับ ผมประท้วงท่านประธาน ครับ ว่าผู้กําลังอภิปรายนะครับ ทําผิดกฎข้อบังคับ ข้อที่ ๕๑ นะครับ การอภิปรายต้องอยู่ ในประเด็นที่จะเกิดกับประเด็นที่กำลังปรึกษา จริง ๆ ประเด็นที่ท่านการุณนะครับ ขออภัยที่เอ่ยนามท่านนะครับ ท่านน้ำขึ้นมาพูด ท่านยังไม่ได้ชี้แจงเราเลยครับ ท่านก็วนเวียนซ้ำซากอยู่ตรงนี้ครับ มันเสียเวลาครับ อยากให้ตอบคำถามให้ตรงประเด็น ครับ
คุณวุฒิชาติ ผมทราบแล้ว เดี๋ยวกำลังจะเร่งให้ คุณพิเชียร์ รีบสรุปนะ ถ้าไม่อย่างนั้นเข้าประท้วงผมอีก สามสี่หน ไม่ต้องทําอะไรกันหรอก
ผมกราบท่านอาจารย์นรนิติ เศรษฐบุตร ในฐานะประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ ผมกราบเพื่อน ๆ ทุกท่านเลยนะครับ ผมขอกราบ เพื่อน ๆ อีก ๙๙ ท่านนะครับว่า ขอความกรุณาเถอะครับ คือประเด็นของกระผม อย่าได้มาสนใจอะไรต่าง ๆ เลย ภารกิจและหน้าที่ของพวกเรา คือ การร่างรัฐธรรมนูญ ให้ประสบความสำเร็จมากที่สุดครับ
จบแล้ว
ถ้าจะให้ผมกราบทุกท่าน ผมก็ยินดี กราบทุกท่านเลยนะครับ หากมีสิ่งใดที่ผมทำให้ท่านทั้งหลายขุ่นเคืองใจ จะด้วยเหตุหนึ่ง เหตุใดก็แล้วแต่ ผมขอกราบขอโทษ
คุณพิเชียรจบแล้ว ก็คุณวุฒิชาติประท้วงมาอีกแล้ว
ผมต้องขอโทษเพื่อน ๆ ทุกท่านนะครับ แล้วก็ผมอยากจะให้การร่างรัฐธรรมนูญของเราประสบความสําเร็จมากที่สุดครับ ท่านประธานครับ
ครับ ก็จบแล้วครับ จบแล้วนะครับ ขออนุญาตต่อไป
ท่านประธาน ถ้าเขาขออภัยเพียงอย่างนี้ ถ้าเขา ยอมรับผิดเสียเถอะ จากหลักฐานทั้งหมด นี่ท่านผู้ใดถ้าจะสนใจก็ดูนะครับ เอกสารนี้
ท่านการุณครับ
เขารับผิดเสียเถอะครับ
ท่านการุณ เขาขออภัยแล้ว เชิญท่านสมเกียรติ จะได้ต่อไปได้เสียที
ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ ผม สมเกียรติ รอดเจริญ สสร. ครับ ผมจะขออนุญาตท่านประธานตั้งแต่เมื่อกี้แล้ว ขอให้พักการประชุม ไปสักพักเถอะ ช่วงนี้ก่อนพักการประชุมนี่ ช่วงเวลา ๑๐ นาที ที่ผมต้องการอยากเห็น เหตุการณ์ ที่เกิดขึ้นเมื่อคืนนะครับ เห็นมีแผ่น ก็เป่ีดให้ดูทั่ว ๆ กัน จะได้รู้นะครับว่า มีจริง เหมือนอย่างที่ท่านการุณได้ดำเนินการพูดจามาหรือเปล่า ถ้าเผื่อไม่มี จะได้ไปประณาม ท่านการุณได้ เป่ดเลยครับ ทุกคนอยู่ในนี้จะได้รับรู้รับทราบด้วยครับ ขอบพระคุณครับ
คุณสมเกียรติครับ เชิญ คุณพิเชียรเดี๋ยวก่อน
ท่านประธานครับ
คุณพิเชียรนั่งลง ก่อนครับ ถ้าให้คุณพูดแล้วปรากฏว่า กลายเปึนว่าได้พาดพิงอีก ๒ ท่าน ผมขอสั้น ๆ นะครับ ท่านประธานประสงค์ท่านถูกพาดพิงด้วย ท่านสดศรี ขอความกรุณาสั้น ๆ
ท่านประธานครับ ผมยกมือตั้งนานแล้ว ท่านประธานไม่ให้โอกาสผมพูดเลยครับท่านประธาน ผมมีข้อเสนอนิดเดียว
ท่านสุรชัย เดี๋ยวก่อนครับ ต้องให้ท่านประสงค์ ท่านประธานท่านขอพูด เชิญครับ ขอความกรุณา ตรงนิดเดียว อย่าไปโยงกันไปโยงกันมา เดี๋ยวไม่จบครับ
กราบเรียนท่านประธานนะคะ ดิฉัน สดศรี สัตย์ธรรม ดิฉันขอเรียนท่าน และต่อหน้าที่ประชุมอันทรงเกียรติ ณ แห่งนี้นะคะ เรื่องที่เกิดขึ้นจริง ๆ นะคะ ดิฉันกับท่านการุณก็คิดว่า มันน่าจะจบเรื่องกันไปแล้วนะคะ แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อคืนนี้ที่มีการไปออกรายการเดอะ เนชั่น ก็ทำให้เกิดประเด็น ขึ้นมาใหม่ว่า ดิฉันไม่ได้ดูนะคะวันนั้น เมื่อคืนนี้ดิฉันไม่ได้ดู เพราะดิฉันเหนื่อยมากในการ ประชุมทุกครั้งที่ผ่านมานะคะ เพราะดิฉันไม่ทราบว่า การประชุมมันจะเปึนลักษณะแบบนี้ นะคะ สิ่งที่เปึนประเด็นที่ท่านการุณเรียนต่อที่ประชุมก็คือ เมื่อคืนนี้มีการพูดพาดพิง ถึงสภาอันทรงเกียรติแห่งนี้หรือไม่นะคะ ว่า สภาแห่งนี้มีขบวนการที่จะลบล้างใครคนใด คนหนึ่งนี่จริงหรือไม่ ซึ่งจากจุดนี้เอง ดิฉันว่า ถ้าเพื่อความเปึนธรรมทั้งฝ์ายที่ถูกกล่าวหา และผู้กล่าวหา ดิฉันขอให้มีการฉายวีดิโอที่มีการบันทึกภาพไว้นะคะว่า มีอย่างนั้นจริง หรือไม่ เพราะอันนี้เปึนการเสียทั้งสภานะคะ ไม่ใช่เสียเฉพาะดิฉันกับท่านการุณหรือ ท่านประธานประสงค์ แต่เสียทั้งสภา ดิฉันว่า ผู้เสียหายนี่คือผู้เสียหายทั้งสภา ไม่ใช่เฉพาะ คนใดคนหนึ่ง เพราะฉะนั้นถ้าหากได้พยานเอกสาร หรือพยานวัตถุที่ชัดเจนยิ่งขึ้นแล้วนี่ เราคงจะพิจารณากันได้ว่า ควรจะดําเนินการอย่างไรกันต่อไปนะคะ ดิฉันในฐานะที่ถูก พาดพิงดิฉันขอความเปึ้นธรรมในสภา คือ ขอฉายภาพที่เกิดขึ้นเมื่อคืนนี้ เฉพาะในส่วน ที่มีการพาดพิงถึงสภาว่า มีขบวนการอะไรที่เกิดขึ้นมานะคะ เพราะว่าถ้าประชาชน ได้รับฟังแล้วนี่ ดิฉันว่า สภานี้เสียหายอย่างยิ่ง แล้วผู้ที่เสียหายมากที่สุด คือ ท่านประธาน นะคะ เพราะฉะนั้นดิฉันขอความเปึนธรรมว่า คือ ขอให้ฉายภาพที่เกิดขึ้นในช่วงระยะเวลา สั้น ๆ คือระยะที่มีการพูดถึงสภาแห่งนี้ค่ะ ขอบพระคุณค่ะท่าน
เชิญท่านประสงค์ ครับ
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ และท่านสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญผู้ทรงเกียรติ กระผม นาวาอากาศตรี ประสงค์ สุ่นศิริ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ เนื่องจากว่า กระผมได้ถูกล่ากเข้าไปพาดพิงในเรื่องนี้ จำเปึนต้องขออนุญาตท่านประธาน เพื่อที่จะได้กราบเรียนชี้แจงให้สภาแห่งนี้ได้รับทราบ ซึ่งจะกราบเรียนเฉพาะในประเด็นที่ เกี่ยวข้องกับตัวกระผม และคำพูดในตอนสุดท้ายของการไปออกรายการคม ชัด ลึก ทางเนชั้นทีวีเมื่อคืนนี้ แล้วก็มาฉายซ้ำอีกเมื่อตอนเที่ยงครึ่งนี่ ซึ่งเรื่องนี้ในส่วนที่เกี่ยวข้อง กับกระผม ก็คือว่า ต้นเรื่องมันมาจากญัตติที่ทางท่านพิเชียรได้เสนอเข้ามา ก็ครบ ทั้ง ๑๐ ท่านในการที่จะเซ็นรับรองมา กระผมก็เชิญมา เพื่อมาดูว่า ญัตติที่ขอแปรนั้นมี อะไร แล้วพอจะพูดตกลงอะไรกันได้บ้าง เพื่อที่จะปรับปรุงก่อนที่จะส่งสภาร่างรัฐธรรมนูญ พิจารณา ทีนี้บังเอิญท่านสดศรีท่านได้ถอนชื่อออกไป เมื่อถอนชื่อออกไป กระผมในฐานะ เปึ้นประธานกรรมาธิการยกร่าง มันก็ขัดข้อบังคับ ญัตติไม่สมบูรณ์ กระผมก็บอกว่า ญัตติ นั้นต้องตกไป ต้องตกไป แต่ว่า ยังมีเวลาที่ทางท่านพิเชียรจะไปหาผู้ที่มาเซ็นรับรองเสนอ ญัตติอันนี้ จนกระทั่งถึงวันก่อนการประชุมสภาร่างรัฐธรรมนูญ คือ ในวันที่ ๑๑ มิถุนายน กระผมก็ได้พูดอย่างนั้น ก็ยังบอกว่า ไม่ตก อันนี้ต้องพูดตามข้อเท็จจริง ท่านพิเชียรเองก็ได้ลุกขึ้นยืน บอกไม่ตก ก็เถียงว่า ไม่ตก แต่กระผมก็ยืนยันว่า ตกไปแล้ว นะครับ แล้วหลังจากนั้นมา ก็มีการเซ็นรับรองอะไรกันเข้ามาอีกอย่างไร มันก็เข้ามา พิจารณาได้อีก หรือแม้กระทั่งญัตติจะตกไปในวันนั้น กระผมในฐานะที่เปึนประธาน ยกร่าง ก็เห็นว่า เราน่าที่จะให้ผู้ที่เสนอการแปรญัตตินั้น ได้แสดงความเห็นหรือข้อคิดเห็น ของเขาว่า สิ่งที่เขาแปรญัตติมานั้น มันเปึ้นเรื่องอะไรบ้าง ผมก็เป่ดโอกาสให้พูด ไม่ใช่ว่า เมื่อญัตติตกไปแล้ว ผมเชิญออก ไม่ใช่ครับ ในขณะที่โต้เถียงกันระหว่างผู้ที่ขอแปรญัตติ ด้วยกันเอง กระผมก็ยังได้พูดว่า ไปตกลงกันข้างนอกก่อนได้ไหม ถ้ายังเถียงกันไม่จบ ตกลงกันไม่ได้ก็ไปพบกันหลังวัด กระผมก็บอกอย่างนั้น ในที่สุดก็มาพูดจากันแล้ว ผมก็เป่ดโอกาสให้ท่านการุณได้ชี้แจงเรื่องราวต่าง ๆ วันนั้นเหตุการณ์ก็ผ่านไป ท่านพิเชียร์ ก็โทรมาหาผม ขอความสนับสนุนจากผมที่จะให้ สสร. ที่อยู่ในกรรมาธิการยกร่าง รัฐธรรมนูญลงชื่อรับรอง กระผมก็บอก ก็เปึ้นเอกสิทธิ์ของแต่ละท่าน กระผมคงไปบังคับ อะไรไม่ได้หรอก แต่ถ้าเข้ามาถามผม ผมจะให้ความเห็น ไม่เปึนไรหรอก และต่อมาก็ได้มี เหตุการณ์ต่าง ๆ ผ่านมาอีก จนกระทั่งท่านพิเชียรเองให้นายพลเอก ความจริงเปึนรุ่นน้องผม โทรศัพท์มาขอโทษผมแทนท่านพิเชียร บอกว่า ท่านพิเชียรขอร้องให้โทรมาขอโทษด้วย อะไรต่าง ๆ ผมก็บอกว่า ผมไม่เคยถือโทษหรอก เรื่องมันเล็กเกินไป อาจจะไม่เข้าใจ หรือ อาจจะมีความคิดเห็นอย่างไรก็ตาม แต่ผมนั้นผมไม่ถือโทษใคร ผมก็ได้ตอบนายพลเอก ท่านนั้นไป และท่านพิเชียรเองก็ได้โทรศัพท์มาขอโทษผม ในขณะเดียวกันที่ห้องอาหาร ของรัฐสภา ท่านพิเชียรเข้ามานั่งลง แล้วก็ยกมือขอโทษ ผมสงสารครับ เพราะว่าท่าน พิเชียร์ก็อายุน้อย ประสบการณ์ต่าง ๆ ในทางการเมือง หรืออะไรต่าง ๆ ก็คงจะ ถ้าจะพูด กันก็คือยังมีน้อย อันนี้ผมไม่ถือโทษอะไรหรอก เหตุการณ์ผ่านมา จนกระทั่งเมื่อคืนนี้ไป ออก คม ชัด ลึก เนชั่นทีวี ทีนี้มันมาเกี่ยวข้องก็ตรงที่ว่า กระผมก็จำเปึ้นจะต้องชี้แจงให้ ทราบ เพราะในตอนสุดท้ายนั้น บอกว่า มีขบวนการดิสเครดิต จนกระทั่งไม่สามารถที่จะ หยิบยกเรื่องพระพุทธศาสนามาพูดได้แม้แต่คําเดียว อันนี้ทําให้สังคมเข้าใจผิดได้ หรือ พระสงฆ์องค์เจ้าต่าง ๆ แต่ละเย็นนี่ท่านก็สวดชะยันโต (ชย์นฺโต) ให้ผม ผมถือว่า ให้พร ท่านอาจจะเข้าใจผิด ผมก็ไม่ได้ถือโทษโกรธเคืองอะไร เพราะวันหนึ่ง ความจริงก็คงจะต้องทราบว่าเปึนอย่างไร และผมคิดอย่างไร ซึ่งเรื่องนี้ แหละครับ จากเหตุการณ์ในทีวีเนชั่นมา จนกระทั่งมาถึงคำ คำนี้ ทำให้กระผมต้องจำเปึน จะต้องชี้แจงให้สภาแห่งนี้ได้รับทราบว่า ข้อเท็จจริงทั้งหมดนี่ ไม่ใช่เปึ้นเรื่องที่กระผม หรือกรรมาธิการยกร่างพยายามที่จะไม่ให้พูดเรื่องพระพุทธศาสนา หรือแม้กระทั่งในสภา แห่งนี้ ก็ตกลงกันแล้วว่า มาตรา ๒ มาตรา ๓๗ มันคล้ายกับมาตรา ๗๘ ไปพูดกันเสีย ทีเดียว คราวเดียวกันเลยก็ได้ ซึ่งกระผมก็นั่งอยู่ที่นี่ ก็รับฟังอยู่ ก็ยังเห็นว่า ถ้าหากว่า เปึ้นอย่างนั้นก็สุดแล้วแต่ทางสภาจะพิจารณา ซึ่งกระผมพร้อมที่จะชี้แจงในนาม ของคณะกรรมาธิการยกร่าง เรื่องของเรื่องที่พาดพิงมาก็มีเพียงเท่านี้ แต่ที่กระผมต้องยืนขึ้นพูด เพื่อให้สังคมเข้าใจว่า กระผม หรือท่านสดศรี หรือท่านการุณ นั้น กระผมไม่คิดว่า จะอยู่ในกระบวนการดิสเครดิตท่านพิเชียร์ ต่างคนต่างทำหน้าที่ของ ต้น แต่ที่มากระทบมากก็คือว่า ทําให้ประเด็นเรื่องพระพุทธศาสนาเปึนศาสนาประจําชาติ ไม่มีโอกาสได้พูดสักคําเดียว ตรงนี้ต่างหากที่สังคม หรือพระสงฆ์องค์เจ้าจะเข้าใจผิด คิดว่ากระผม หรือกรรมาธิการยกร่าง หรือสภาแห่งนี้เปึ้นผู้ขัดขวางไม่ให้มีการพูดเรื่องนี้ ซึ่งมันไม่ตรงข้อเท็จจริง นี่คือ ข้อเท็จจริงทั้งหมดที่กระผมยืนขึ้นมา เนื่องจากว่า มาพาดพิง ถึงกระผม สำหรับท่านพิเชียรนั้น ผมกราบเรียนท่านประธานตรง ๆ ว่า ผมเมตตา เอ็นดู สงสาร แต่สิ่งที่ได้กระทำไปทั้งหมดนั้น เมื่อกี้นี้ท่านพิเชียร์ก็ขอโทษนะครับ ถ้าหากว่า ไม่มีคำนี้อยู่นี่ กระผมคงไม่ยอม แต่เมื่อท่านพิเชียร์ได้กล่าวขอโทษในที่ประชุมสภาแห่งนี้ เราก็ต้องถือว่า การขอโทษคือการยอมรับผิดนะครับ เพราะฉะนั้นท่านการุณก็อย่าไปขยี้ ขยำ แต่ความจริงนี่มันต้องขย้ำขยี้ ความหมายมันไม่เหมือนกัน เพราะฉะนั้นถ้าขยี้ขยำนี่ คนฟังแล้วเขาก็รู้สึกไม่พอใจ เพราะฉะนั้นต่อไปท่านการุณจะไปพูดที่ไหน ท่านต้องบอกว่า ขยำก่อน แล้วถึงขยี้นะครับ มันจะได้เสร็จ ๆ ไปเสีย กระผมขอขอบพระคุณท่านประธาน นะครับ ที่เสียเวลา เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริง จะได้ไม่เข้าใจกันผิด แล้วสังคมข้างนอก หรือแม้ พระสงฆ์องค์เจ้าต่าง ๆ ถ้าท่านรับฟังอยู่นะครับ กรุณาเข้าใจด้วยครับ กระผมและ กรรมาธิการยกร่าง รวมทั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญแห่งนี้นั้น ไม่ได้มีพฤติกรรม หรือพฤติการณ์ อะไรเลยที่จะไปทําให้ไม่มีการพูดกันถึงเรื่องพุทธศาสนาเปึนศาสนาประจําชาติ ไม่เปึนไป อย่างนั้นเลย กระผมขอขอบคุณครับ
ขอบคุณครับ ท่านสมาชิกครับ ปัญหาที่มีนี่นะครับ ที่ผมให้พูดนะครับ เพราะมันโยงเกี่ยวกับเรื่องการ แปรญัตติ แล้วอาจจะก่อให้เกิดความเข้าใจผิดในบุคคลข้างนอกนะครับ ท่านอาจจะ เห็นว่า ในที่สุดเราต้องมาเถียงกัน ผมก็เห็นว่า การแปรญัตติที่ผ่านมานี่มันมีปัญหา เนื่องจากว่า รัฐธรรมนูญชั่วคราว ป้ ๒๕๔๙ ไปกําหนดเอาไว้นะครับ แล้วมันก็ต้อง แบ่งกลุ่ม แล้วก็ที่สําคัญ ผมคิดว่า เรื่องที่ทําให้คนเข้าใจผิด หรือแม้แต่คนที่อยากจะดูว่า เรื่องพระพุทธศาสนา แล้วก็เปึนปัญหาที่โยงไปนะครับ ทําให้มีการเข้าใจผิด จริง ๆ นี่ ในเรื่องนี้นี่ แม้แต่สมาชิกที่ตกลงกันไม่ได้ จนเกิดความเข้าใจผิดที่หลัง อย่างไรก็ตามนี่ ไม่ใช่เรื่องว่า ต่างกันในเรื่องที่จะแปรญัตติเรื่องพระพุทธศาสนาเปึนศาสนาประจำชาติ แต่ผมคิดว่า เปึ้นเรื่องอื่น ผมอยากเรียนให้ทราบว่า แม้แต่ท่านรองประธานนี่ ในที่สุดเมื่อ ไม่มีคนรับรอง ปกติท่านรองประธานท่านก็จะไม่ไปรับรองในญัตติไหน แต่ต้องการให้ ญัตติเรื่องนี้ได้รับการพิจารณา ทั้งท่านรองประธานเสรี ท่านรองประธานเดโช แม้แต่ ท่านกรรมาธิการบางคนในคณะกรรมาธิการยกร่างก็ไปลงชื่อให้ คือ ผมไม่อยากให้เกิด การเข้าใจผิดข้างนอกสภา เข้าใจว่า ข้างในสภานั้นจะดำเนินเพื่อมีเล่ห์เหลี่ยมอย่างไรก็ ตาม เพื่อให้ญัตตินี้ไม่ต้องพิจารณา ผมเรียนว่า ไม่ได้เคยกล่าว เพราะว่าท่านรองเสรีนั่งอยู่ ที่นี่ ก็ขออนุญาตนิดเดียวนะท่านครับว่า บอกว่า ญัตตินี้ต้องได้รับการพิจารณา จะ พิจารณาอย่างไร ไม่ใช่เอาออกไปจากการแปรญัตติ โดยใช้ประเด็นทางเทคนิค และท่าน จะเห็นว่า เรื่องต่าง ๆ ก็พยายาม และเข้ามา ผมเรียนท่านสมาชิกที่เคารพครับ สภาร่าง รัฐธรรมนูญเรานี่ เสียไม่ได้หรอกครับ เพราะคน คนเดียว แล้วก็ดีวิเศษไม่ได้ เพราะคน คนเดียว ในสมาชิกสภาร่าง อยู่ที่พวกเราร้อยคนนะครับ สิ่งที่เราทํา สิ่งที่เราเห็นแตกต่าง กันก็คงได้ แต่ผมเรียนว่า จะเสีย หรือจะดีนี่ อยู่ที่พวกเรานะครับ แล้วการที่เราพูดกันเสีย ให้เข้าใจ นะครับ ก็น่าจะไม่เปึ้นอะไร เพียงแต่ขอร้องว่า อย่าทําความเข้าใจในสภามาก นักเลยครับ เพราะว่ามั่นคงไม่ดีนัก และที่ร้ายที่สุดเราเสียเวลาไปในเรื่องนี้นะครับค่อนข้างมาก แต่ว่า ผมคิดว่าจำเปึน ถ้าไม่อย่างนั้นก่อให้เกิดความเข้าใจผิดข้างนอก หรือแม้แต่สมาชิกของเราก็ไม่เข้าใจ ในสิ่งที่ไม่ดีนะครับ ที่ผ่านมาที่ท่านสดศรีเสนอ เดี๋ยวผมขออนุญาตว่า จะรับไปดู เพราะท่านการุณรู้สึกเตรียมให้ผมไว้ดูก่อน ผมก็ยังไม่ได้ดูนะครับท่านครับ ก็ไม่รู้ว่าเปึน อย่างไร แล้วขอว่า เรื่องนี้จบแล้วนะครับในเรื่องที่จะพูดกันในสภานะครับ ท่านพิเชียร ก็กล่าวกับพวกเราไปเรียบร้อยแล้ว ท่านประสงค์ ท่านประธาน ก็เรียบร้อยแล้วนะครับ ขออนุญาตดำเนินการต่อไป ไม่อย่างนั้น เซสชัน (Session) นี้จะไม่ได้สักมาตราหนึ่งครับ ท่าน เชิญครับ ฝ์ายเลขาครับ
มาตรา๔๗/๑ คณะกรรมาธิการเพิ่มขึ้นใหม่
ท่านอาจารย์ เจิมศักดิ์ครับ
ท่านประธานครับ ก่อน ๔๗/๑ นี่นะครับ
เพิ่มขึ้น ใช่
ท่านประธานครับ ใน ๔๗ นี่มันมี วรรคอื่นที่ผมได้ถามท่านประธานเดโชไว้ว่า จะเก็บไว้ และหยิบขึ้นมาพูดเมื่อไรก็บอก และท่านก็รับปากว่า เดี๋ยวจะให้หยิบขึ้นมา เพราะฉะนั้นขณะนี้ท่านจะให้พูดหรือยัง ก่อนที่จะถึงวรรคหนึ่ง ๔๗/๑ นะครับ
๔๗/๑ ใช่ไหม ครับ
คือ ใน ๔๗ นี่ มันมีวรรคอื่นที่ก่อน จะถึง ๔๗/๑ นี่ะครับ อย่างเช่น ในกลุ่มของผมนี้ได้แปรญัตติไว้ในวรรคที่ ๔ ว่าการกำกับ การประกอบกิจการตามวรรคสองต้องมีมาตรการเพื่อ มิให้มีการควบรวมหรือการครองสิทธิ ข้ามสื่อ หรือการครอบงำระหว่างสื่อมวลชนด้วยกันเอง หรือบุคคลอื่นใด ซึ่งจะมีผลเปึน การขัดขวางเสรีภาพในการรับรู้ข่าวสาร หรือป่ดกั้นการรับรู้ข่าวสารที่หลากหลาย
อาจารย์กล่าวตรงนี้อยู่ตรงไหนนะ ๔๗/๑ นี่ คณะกรรมาธิการเพิ่มขึ้นใหม่นะครับ
ของผมเก่ามันยังไม่เสร็จครับ วรรคสี่ ยังไม่เสร็จครับ วรรคสี่ยังไม่ได้พูดกันครับ แล้วในวรรคสองตอนท้ายนี่ กลุ่มผมเติมว่า โดยการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน ท่านประธานจะกรุณาไหมครับ
ผมนึกว่าเมื่อกี้ ตกลงกันเหลือประเด็นเดียวแล้ว ผมอาจจะเข้าใจผิด
เมื่อกี้ เปึ้นแต่เพียงแค่ว่ามีจำนวนเท่าไรเฉย ๆ
ครับ
ถ้าอย่างนั้นเดี๋ยวผมจะขอให้คุณสวิ่ง เปึ้นคนอภิปรายตรงนี้ครับ ผมคิดว่า เราจะพยายามใช้เวลาสั้น ๆ ตรงนี้
เรื่องนี้ยังไม่ได้ พูดเลยใช่ไหม
ใช่ครับ ยังไม่ได้พูดกันเลยครับ
ครับ เชิญครับ ท่านสวิ่งอยู่ไหมครับ ที่จะอภิปรายแทนอาจารย์เจิมศักดิ์ อาจารย์เจิมศักดิ์อภิปรายเอง แล้วกันนะ
ถ้าอย่างนั้น ผมอภิปรายเองแล้วกัน ครับ ท่านประธานครับ ในร่างแรกนี่ ก็เขียนเรื่องการครอบงำระหว่างสื่อมวลชนด้วยกันเอง เฉย ๆ แต่ว่าในกลุ่มพวกผมมองเห็นว่า ขณะนี้มันไม่ใช่ครอบงำระหว่างสื่อมวลชน ด้วยกันเองเฉย ๆ ที่มันมี แต่มันมีเรื่องของการครองสิทธิข้ามสื่อ หมายความว่าอย่างไร ครับ หมายความว่า ตอนนี้สื่อมวลชนนี้ไปทำสิทธิ มีสิทธิในการไปทำอีกเรื่องหนึ่ง เช่น ทำหนังสือพิมพ์ ก็ไปเป่ดทำทีวี ทีวีมาทำหนังสือพิมพ์ ทำวิทยุ มันเปึนการครองสิทธิ ข้ามสื่อกันไปมา ตกลงตรงนี้เปึ้นลักษณะที่สภาหรือรัฐธรรมนูญอยากจะเห็นหรือเปล่า นั่นคือคำถามนะครับ คราวนี้ถ้าดูร่างของท่านนี่เขียนว่า มิให้ ของผมไปเติมคำว่า มิให้ นะครับ ท่านเขียนว่า ปัองกัน ปัองกันการควบรวม หรือการครอบงำระหว่างสื่อมวลชน ด้วยกันเอง อย่างนี้พอไหม ใช่ไหมครับ ตอนนี้พวกเราสมองต้องใส่เกียร์ (Gear) ใหม่ เมื่อ กี้เกียร์ถอยหลัง ตอนนี้เกียร์เดินหน้านะครับ ก็ช่วย ๆ กันคิดนิดหนึ่ง คือเราจะปัองกัน การควบรวม การครอบงำระหว่างสื่อมวลชนด้วยกันเอง นี่คือ ร่างแรก ร่างของท่าน ของผมนี่เขียนว่า มีมาตรการเพื่อมิให้มีการควบรวม หรือการครองสิทธิข้ามสื่อ หรือการ ครอบงำระหว่างสื่อมวลชนด้วยกันเอง ท่านเห็นใช่ไหมครับ ผมเติม เติมว่า กลัวว่ามันจะเปึนการครองสิทธิข้ามไประหว่างสื่อ สื่อมีหลายประเภท หนังสือพิมพ์ วิทยุ ทีวี ซึ่งท่านต้องยอมรับว่า ปัจจุบันนี้มีนายทุน บางคนทำทั้งวิทยุ ทำทั้งทีวี แล้วก็ไปทำหนังสือพิมพ์ด้วย หรือหนังสือพิมพ์ก็ข้ามมาทำ อย่างอื่น ถามว่า อย่างนี้เราอยากจะเห็นหรือไม่ที่สื่อเมืองไทย พอเราไปอ่านหนังสือพิมพ์ บอก เออ ใช่ ฟังวิทยุบอก ก็ใช่ ดูทีวีก็ใช่ แต่มันมีให้อิทธิพลมาจากเจ้าเดียวกันหมดเลย หรือว่า เราคิดว่า อันนี้น่าจะเป่ดเสรีตรงนี้ อันนี้เปึนประเด็นที่หยิบขึ้นมาเท่านั้นล่ะครับ ก็แล้วแต่ที่ประชุมนะครับ ท่านประธานจะเห็นว่า ผมหยิบประเด็นเท่านั้นละครับ เพราะว่า ท่านประธานครับ ผมบอกแล้วว่า ผมอภิปรายลําบากมาก ผมมีส่วนได้เสียในเรื่องพวกนี้ อยู่ และขณะเดียวกันท่านให้ผมไปเปึนประธานรับฟังความเห็น มันก็มีกลุ่มนี้เห็นอย่างนี้ กลุ่มนี้เห็นอย่างนี้ ผมก็แปรให้เขานะครับ ก็เปึ้นหน้าที่ล่ะครับ เราต้องทำให้ประชาชน แล้วประชาชนเขาหยิบขึ้นมา ประชาชนในที่นี้อาจจะตรงข้ามกับพวกสื่อ เขาหยิบขึ้นมา อย่างนี้ เขาบอกว่า ขอให้ล็อกได้ไหม อย่าให้สื่อ ความเปึนเจ้าของมันข้ามกันไปข้ามกันมา มันเหมือนกับผูกขาด แต่เปึนการผูกขาดระหว่างสื่ออีกนี่ เราจะใส่ไหม ก็ขอให้ท่าน พิจารณาแล้วกันครับ
ที่จริงกรรมาธิการ คงต้องฟังเยอะหน่อย เพราะว่าท่านอาจารย์เจิมศักดิ์พยายามอธิบาย เรื่องครองสิทธิ ข้ามสื่อ คำอาจารย์เยี่ยมเลย เชิญครับ ท่านกรรมาธิการครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ครับ กระผม อัชพร จารุจินดา กรรมาธิการครับ เข้าใจว่า ความต้องการหรือวัตถุประสงค์ จะตรงกันครับ เพียงแต่ว่า เหลืออยู่ถ้อยคํา เดิมกรรมาธิการนั้น เข้าใจว่า การใช้คําว่า การครอบงำระหว่างสื่อมวลชนด้วยกันเองนั้น มันครอบคลุมไปทุกเรื่อง เสร็จแล้วก็องค์กร ของรัฐที่เปึนอิสระนี้ ก็จะต้องไปแจกแจ้งว่า อะไรที่เรียกว่า ครอบงำข้ามสื่อ เดิมที่ไม่ได้ใส่ คำว่า ครองสิทธิข้ามสื่อ เพราะเข้าใจว่า เปึนเรื่องเดียวกัน ทีนี้พอใส่เข้าไปมันต้องอธิบาย ครับอาจารย์ว่า ครองสิทธิข้ามสื่อ กับ ครอบงำระหว่างสื่อ มันมีอะไร ตรงไหน ที่แตกต่างกัน ถ้ามันอยู่ในกรอบเดียวกันแล้ว กระผมเองยังคิดว่า ไม่ต้องใส่ก็ได้ แต่ถ้า คิดว่า แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง จะเพิ่มเติม กรรมาธิการก็ไม่ขัดข้อง แต่ว่า ต้องดูที่ว่า ความหมายแตกต่างกันหรือไม่ ต้องเรียนถามท่านอาจารย์
ท่านอาจารย์ ปกรณ์ ถ้าอย่างนั้น ท่านต้องให้ฝ์ายทางโน้นนิดหนึ่ง เดี๋ยวคุณสวิ่งครับ เชิญเลยครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผมก็คิดว่า อาจจะมีความ แตกต่างกันอยู่นะครับกับร่างเดิมของกรรมาธิการครับ ผม สวิ่ง ตันอุด ครับ ท่านประธาน ครับ ที่จริงแล้วในวรรคนี้นี่นะครับ การใช้คำว่า ครอบงำระหว่างสื่อ กับ ครองสิทธิข้ามสื่อ นี่นะครับ ก็จะแตกต่างกันโดยเนื้อหานะครับ เพราะว่า จริง ๆ แล้วคําว่า ครอบงํา นี่ นะครับ มันจะมีความหมายที่มีอิทธิพล มีบทบาทเข้าไป แต่ ครองสิทธิ มันหมายถึงการ เข้าไป ครอบครอง ซึ่งจริง ๆ แล้ว ๒ นัยนี้จะแตกต่างกัน ทีนี้ตรงนี้นะครับ ผมคิดว่า ถ้าสมมุติว่า เราทําให้ชัดเจนขึ้นนะครับว่า การครองสิทธิที่จะข้ามสื่อ เฉพาะขณะนี้เองก็ น่าจะทําไม่ได้นี่นะครับ ทีนี้ผมคิดว่า อาจจะเปึนคําที่เหมาะนะครับ แล้วก็จริง ๆ แล้ว ถ้า จะขอเปลี่ยนเปึนคำนี้เองก็น่าจะครอบคลุมได้มากกว่านะครับ
ผมเข้าใจแล้ว ของอาจารย์เจิมศักดิ์นี่ในที่สุดก็ใช้หมดทั้ง ๒ อย่างใช่ไหมครับ ครอบงำระหว่างสื่อ ก็เก็บเอาไว้ แล้วก็เพิ่มนะครับ ทางกรรมาธิการลองดู ท่านอาจารย์ปกรณ์ เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม ปกรณ์ ปรียากร กรรมาธิการนะครับ ความจริงที่ท่านผู้แปรญัตติได้พูด ตอนที่เราพิจารณา ในอนุกรอบที่ ๑ นะครับ ซึ่งได้มีการพูดคุยกับบรรดาตัวแทนของสื่อมวลชนหลายแขนงที่ เข้ามาพูดกัน เราก็คุยกันถึงเรื่องนี้ค่อนข้างมาก เพราะว่าในภาวะเหตุการณ์ของโลกในปัจจุบัน การครอบงำก็ดี การไปซื้อกิจการของ สื่อหนึ่งไปอีกสื่อหนึ่ง ที่มันเกิดขึ้น เหมือนกับเปึนปรากฏการณ์ทั้งโลกเลย บางกรณีนั้น จากประเทศหนึ่งไปซื้ออีกประเทศหนึ่งด้วยซ้ำไป แล้วในกรณีของประเทศไทย ผมก็เชื่อว่า มีแนวโน้มในลักษณะที่จะมีการเข้ามาซื้อ หรือว่าครองสิทธิ ในทำนองนั้น แต่ว่า ในตอนที่ เราพิจารณากันนี่ ก็อย่างที่ท่านอัชพรได้พูดนะครับ เราเข้าใจว่า การครอบงำสื่อด้วยกัน มันจะครบถ้วน แต่ว่า เมื่อท่านผู้แปรญัตติได้เสนอมา ผมคิดว่า ก็ไม่ขัดข้อง แล้วมันจะ ช่วยทำให้ความชัดเจนในเจตนารมณ์ตรงนี้มีอยู่ด้วย และความจริงในตอนที่เราพิจารณา กันนี่ ก็ได้ให้บันทึกในเจตนารมณ์ไว้ว่าประเทศเรานั้นก้าวหน้าไปถึงจุดที่จะปัองกันไม่ให้ เกิดในเรื่องนี้ด้วยนะครับ
ก็ดีนะครับ แสดงว่า ไม่ต้องโหวตใช่ไหม ตกลงได้แล้วนะครับกรรมาธิการ เปึ้นไปตามที่ผู้แปรญัตติ ใช่ไหมครับ อาจารย์เจิมศักดิ์และกรรมาธิการยอมหรืออย่างไร ว่าอย่างไรครับท่าน กรรมาธิการ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ครับ กระผม อัชพร จารุจินดา ครองสิทธิข้ามสื่อ คงเติมเข้าไป แต่เรียนหารือว่า มาตรการ เพื่อปัองกันนั้น มันจะกว้างกว่า คือ มันจะเปึนมาตรการก่อนที่จะเกิดเหตุ ตรงมาถึงเกิด เหตุแล้ว แต่ถ้ามาตรการเพื่อไม่ให้มีนี่ มันเฉพาะเหตุที่เกิดขึ้นแล้ว กระผมยังเข้าใจว่า ถ้อยคำเดิม อันนี้เปึ้นเพียงแต่ถ้อยคำครับท่านประธาน ว่า ถ้าใช้ถ้อยคำว่า มาตรการเพื่อ ปัองกัน มันจะยาวกว่า แล้วมันจะคลุมได้ น่าจะมากกว่าที่ใช้ว่า
อาจารย์เจิมศักดิ์ ยอมไหมครับ เขาขอใช้ ปัองกัน บอกว่า น่าจะดีกว่านี้ได้
ขอปรึกษาท่านนะครับ คําว่า ปัองกัน ขอปรึกษาอย่างนี้ คือ ถ้าคำว่า ปัองกัน แล้วถ้าเขาบอกว่า มันทำอยู่แล้ว คุณไปปัองกันไม่ได้ คุณก็ไปปัองกันรายใหม่ก็แล้วกัน รายเก่าผมทำอยู่แล้ว แต่ถ้ามันบอก มิให้มี ทำอยู่แล้วก็ไม่ได้
หารือแล้ว ใช่ไหมครับ กรรมาธิการจะตอบแล้วท่าน เชิญครับ ใครตอบ
จะขออนุญาตใช้ ๒ คำเลยนะครับ มาตรการเพื่อปัองกันมิให้มี คือ ทั้ง ๒ อัน
ได้นะครับท่าน ได้แล้ว ไม่ต้องอภิปรายแล้วอาจารย์
ไม่ จะได้บันทึกไงครับ ผมไม่ยกมือ นี่ เขาบันทึกไม่ได้ว่า เจิมศักดิ์ยกมือ ผมก็ต้องบอกว่า เห็นชอบด้วยครับ เขาจะได้บันทึกว่า เจิมศักดิ์ อันนี้ธรรมเนียมสภานะครับ ผมทำตามสภาเป็ะเลย
ตกลง อาจารย์ อยู่สภานานกว่าผม ไม่เปึนไร ตกลง ได้นะครับ ตกลงกันได้ แล้วก็ถ้อยคำ ท่าน กรรมาธิการนะครับ ผ่านอันนี้นะครับ มีวรรคอื่นอีกไหมนี่ ครบหรือยัง มาตรานี้ครบนะ ไป มาตราต่อไปครับ มาตรา ๔๗/๑
มาตรา ๔๗/๑ คณะกรรมาธิการเพิ่มขึ้นใหม่
ท่านประธานครับ นิดเดียวครับ ผม สุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย ครับ ผมมีข้อที่อยากจะเรียนให้ท่านอาจารย์เจิมศักดิ์ช่วยอธิบายความ นิดหนึ่งนะครับ คําว่า ครองสิทธิข้ามสื่อ ผมเกรงว่า รัฐธรรมนูญพอออกไปแล้วต้องไป ตีความ ท่านประธาน คําว่า ครองสิทธิข้ามสื่อ นี่มันมีความหมายอย่างไรครับ มันหมายถึง การได้สิทธิในสื่อหลาย ๆ ประเภท หรืออย่างไรครับ
เมื่อสักครู่นี้ อธิบายไปที่หนึ่งแล้ว ท่านอาจารย์เจิมศักดิ์ สั้น ๆ อีกที่สิ
ท่านประธานครับ ผม เจิมศักดิ์ ครับ ผมก็กลัวว่า อธิบายใหม่ไม่เหมือนเดิมนะครับ เปล่า ผมแหย่เล่น เราก็ต้องสร้าง บรรยากาศบ้าง คือคำว่า ครองสิทธิ มันหมายถึงความเปึนเจ้าของ เราไม่อยากจะเห็น หนังสือพิมพ์ไปเปึนเจ้าของทีวี เจ้าของวิทยุ เราไม่อยากจะเห็นเจ้าของทีวีไปเปึนเจ้าของ หนังสือพิมพ์ วิทยุ ลักษณะอย่างนี้เรากลัวความเปึนเจ้าของที่ข้าม ที่เปึ้นบริษัทนี้ไปเปึน เจ้าของบริษัทนั้น ผมไม่อยากยกตัวอย่าง เดี๋ยวจะหาว่ายกตัวอย่างเพื่อไปโจมตีรัฐบาลที่ แล้ว ผมพูดแค่นี้ก็คงพอฟังออกนะครับว่า มีใครพยายามจะไปซื้อใคร อย่างไร อะไรต่อ อะไรกันนั่นนะครับ ความเปึนเจ้าของมันจะมีปัญหา เพราะฉะนั้นก็อย่างที่ผมกราบเรียน นะครับ ถ้าคิดว่า มีปัญหาก็ช่วยบัญญัติ แต่ถ้าคิดว่า ไม่มีปัญหาก็ปล่อยไป ขอบพระคุณ ครับ
ตกลงได้แล้ว เข้าใจแล้วนะครับ ผ่านไป ขอไปมาตราต่อไปครับ เลขาครับ
มาตรา ๔๗/๑ คณะกรรมาธิการเพิ่มขึ้นใหม่
คณะกรรมาธิการ เพิ่มขึ้นใหม่ครับ ท่านว่าอย่างไรครับ ท่านอ่านตามเอกสาร เชิญท่านวัชราครับ และตามด้วยท่านสุนทร
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายวัชรา หงส์ประภัศร สสร. ครับ ในประเด็นมาตรานี้กระผมมีข้อสังเกตอยู่ ๒ ประการ ครับ ประการที่ ๑ เกี่ยวกับสิทธิ คือ สิทธิในการประกอบอาชีพว่า บุคคลผู้ดำรงตำแหน่ง ทางการเมืองนั้น เหตุใดจึงถูกจำกัดสิทธิในการประกอบอาชีพ เพราะว่า ตามมาตรา ๔๓ บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการประกอบกิจการหรือประกอบอาชีพ และการแข่งขันโดยเสรี อย่างเปึนธรรม ในประการที่ ๒ กระผมมีข้อสงสัยอยู่ว่า ทําไมห้าม ถ้าห้ามได้นะครับ ทําไมห้ามเฉพาะผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง ซึ่งไม่แน่ใจว่า ได้รวมถึง สส. หรือ สว. หรือไม่ และทำไมไม่ห้ามผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ เช่น กกต. ผู้ตรวจการแผ่นดินของ รัฐสภา ปปช. กรรมการตรวจเงินแผ่นดินของรัฐสภา กรรมการสิทธิมนุษยชน ยังมีอื่น ๆ อีกนะครับ ซึ่งถ้าเหตุผลในการที่ห้ามผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง น่าที่จะห้ามบุคคล ดังกล่าวด้วย กระผมขอคำอธิบายครับ ขอบคุณครับ
ท่านสุนทรครับ
ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม สุนทร์ จันทร์รังสี่ สสร. สายสื่อมวลชนภูมิภาค ในมาตราที่ ๔๗/๑ ซึ่งคณะกรรมาธิการยกร่าง ได้เพิ่มเติมมา ความจริงแล้วนอกจากจะเปึนการขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา ๔๓ ดังที่ ท่าน สสร. วัชรา ผู้มีเกียรติได้กล่าวไปก่อนหน้านี้แล้ว กระผมยังเห็นว่า จะไม่มีผล ทางปฏิบัติด้วย แต่นั่นก็ไม่สำคัญเท่ากับประเด็นที่ว่า ต้องการจะชี้แจงทำความเข้าใจกับ คณะกรรมาธิการ และดูเหมือนอยากจะหาทางออกให้ด้วย เพราะว่าในมาตรานี้เปึ้น เสมือนหนึ่งการมัดตราสังคนหนังสือพิมพ์ โดยเฉพาะคนหนังสือพิมพ์หรือ สื่อมวลชนภูมิภาค ซึ่งในประเทศไทยของเรา ต้องยอมรับว่า นอกจากเสี่ยงมากกว่า แล้วก็ ยังอ่อนแอมากกว่าสื่อมวลชนในเมืองหลวงอีกด้วย กระผมขอเรียนว่า ในมาตราที่ ๔๗/๑ นี้ ถ้าพิจารณาแล้วมันจะไปซ้ำ ซ้ำซาก ซ้ำซ้อนกับมาตราที่ ๒๕๖ (๔) มีความคล้ายคลึง กันมาก ผมว่า ควรที่จะแก้ไข เพราะว่าในมาตราที่ ๔๗/๑ นี่ ถ้าพูดถึงผู้ดํารงตําแหน่งทาง การเมือง จะเปึนเจ้าของกิจการหรือหุ้นส่วนกิจการหนังสือพิมพ์ วิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ หรือโทรคมนาคมมิได้ ไม่ว่าจะงานตนเอง หรือให้ผู้อื่นเปึ้นเจ้าของกิจการ หรือถือหุ้นแทน หรือจะดำเนินการโดยวิธีการอื่นใด ไม่ว่าจะทางตรง ทางอ้อมที่สามารถ บริหารกิจการดังกล่าวได้ ในทำนองเดียวกัน การเปึ้นเจ้าของกิจการหรือถือหุ้นในกิจการ ดังกล่าวมิได้ ความในข้อนี้ มาตรานี้ กระผมกราบเรียนว่า กระผมมิได้เดือดร้อนด้วย เพราะกระผม ละวางทางการเมืองแล้ว แต่กระผมได้รับคำปรารภ์ คำร้องทุกข์ คำร้องเรียนจากพี่น้อง สื่อมวลชนภูมิภาค ไม่ว่าจะเปึนภาคเหนือ ซึ่งน้ำโดย คุณผ่องพรรณ จึงยศยิ่ง ประธาน เครือข่ายบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ภาคเหนือ คุณจักรกฤชณ์ แววคล้ายหงษ์ ประธาน บรรณาธิการเครือข่ายภาคตะวันออกและภาคกลาง คุณสกนธ์ บรรณาธิการเครือข่าย หนังสือพิมพ์ภาคใต้ และคุณไชยยงค์ มณีพิลึก หนังสือพิมพ์จังหวัดสงขลา หลายคนก็มิได้ มีเจตนาที่จะทำงานด้านนักการเมืองท้องถิ่นไว้ด้วย แต่ก็ได้รับร้องเรียน ได้รับการ ร้องทุกข์จากสื่อมวลชนภูมิภาค ซึ่งกำลังเปึนกำลังหลักในการที่จะทำความเข้าใจกับพี่น้อง ประชาชนทั่วไป ในการที่จะผลักดันการเคลื่อนไหวต่าง ๆ ของประเทศเรา แม้กระทั่งการ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ บางท่านอาจจะมองข้ามความสำคัญของสื่อมวลชนภูมิภาค โดยคิดแต่เพียงว่า สื่อมวลชนส่วนกลางนั้นสำคัญแล้ว สื่อมวลชนภูมิภาคไม่ควรได้รับการ น่าสนใจ แต่ในความเปึ้นจริงในประเทศที่เจริญแล้ว สื่อมวลชนภูมิภาคหรือสื่อมวล ท้องถิ่นนั้น ประชาชนเขาจะนิยมอ่านควบคู่กันไปกับสื่อมวลชน หรือหนังสือพิมพ์ของ เมืองหลวง เพราะหนังสือพิมพ์ภูมิภาคย่อมใกล้ชิดกว่า ย่อมซึมซับได้มากกว่า เปรียบเสมือนการทําวิทยุชุมชนในเวลานี้ ซึ่งจําเปึนอย่างยิ่งที่จะต้องทําควบคู่กับวิทยุของ สถานีหลักด้วย การทำงานของสื่อมวลชนภูมิภาคนี้ สิ่งที่ผมน่าเห็นใจ ก็เพราะว่า อ่อนแอ ค่อนข้างอ่อนแอเปึนอย่างยิ่ง ทุนทรัพย์ก็เล็กน้อย และมีหลายคนที่อุทิศตัว อุทิศวิญญาณ ให้กับจรรยาบรรณ ให้กับบ้านเมือง ทุ่มเททั้งเลือดเนื้อ ร่างกายที่จะรักษาความสถาพร ความยุติธรรม และการทุจริต มิให้เกิดขึ้นในบ้านนี้เมืองนี้ แน่นอนครับ ทุกองค์กรย่อมไม่มี คนที่จะพิเศษสุด ดีพร้อม ก็คงจะมีบางสถานี บางฉบับ ที่ประพฤติผิดนอกลู่นอกทาง ผิดจรรยาบรรณ์ไปบ้าง แต่ท่านครับ ในหลักการนั้นเชื่อกัน มั่นใจกัน ยึดถือกันว่า ประชาชนเท่านั้นที่จะเปึนผู้พิพากษา สื่อมวลชนใดที่ประพฤตินอกลู่นอกทาง ประพฤติ ไม่มีจรรยาบรรณ สื่อมวลชนนั้นก็จะไม่ได้รับความเจริญ และไม่ได้รับความก้าวหน้าไปได้ แล้วในประการหนึ่ง ถ้าท่านไม่ไว้ใจระบบกลั่นกรองของประชาชน และท่านคิดว่า ท่านไปปัดปัอง ผูกขาดมิให้สื่อมวลชนบางคนที่จะเปึนนักการเมือง ได้เปึนนักการเมือง ควบคู่ไปกับการทำหน้าที่ตามอุดมการณ์ของเขาแล้ว ท่านคิดหรือว่า ท่านจะปัองกัน หนังสือพิมพ์มิให้ถูกแทรกแซงได้ คนทำหนังสือพิมพ์บางคน ซึ่งมิได้ทำงานการเมือง อย่างเป่ดเผยเหมือนกับบางคนที่สุจริตใจนั้น ก็อาจจะขายตัว ขายวิญญาณให้กับ นักการเมืองบางคนได้ สิ่งเหล่านี้มันมีข้อพิสูจน์ที่แน่ชัด เพราะฉะนั้นผมจึงเห็นว่า ประชาชนเท่านั้นที่จะเปึ้นผู้พิพากษาได้ว่า สื่อมวลชนฉบับใด สถานีใด ควรจะอยู่ได้ หรือไม่ได้ อีกทั้งในมาตรา ๒๕๖ คือ ผมกล่าวว่ามันซ้ำซ้อนกัน เพราะว่าใน (๔) ได้ระบุแล้วว่า ไม่ เปึ้นหุ้นส่วน หรือผู้ถือหุ้นในห้างหุ้นส่วน หรือบริษัทที่ดำเนินกิจการเกี่ยวกับสื่อสารมวลชน หรือเข้าเปึนคู่สัญญากับห้างหุ้นส่วน หรือบริษัทดังกล่าว มาตรานี้ในความเข้าใจของผม ส่วนใหญ่แล้วจะครอบคลุมนายทุนระดับชาติอยู่แล้วที่จะลงทุนเปึ้นร้อยล้านพันล้าน เพื่อที่จะเข้าครอบสื่อมวลชน เพราะฉะนั้นผมจึงเรียกร้องให้ท่านแก้ตราสังของสื่อมวลชน ภูมิภาคออก ไปให้สื่อมวลชนภูมิภาคได้ดิ้นรน ได้ต่อสู้ ให้สมกับอุดมการณ์และความตั้งใจ ของเขา กระผมขอฝากบทกลอนให้ท่านได้รับทราบว่า ท่านประธานหัวเราะทำไมครับ ใคร คนหนังสือพิมพ์ที่ทรนงในนามต้น ชื่อเสียงจะคงทนอยู่ค้ำฟัานภาบา ใครคนหนังสือพิมพ์ ที่ขายตัวเพื่อเงินตรา จารึกบนหนังหมาประจานนานชั่วหลานเหล่น สิ่งเหล่านี้ครับ ขอให้ ท่านกรรมาธิการยกร่างได้โปรดปรับปรุงแก้ไขมาตรานี้ด้วย ขอบคุณมากครับ
ขอบคุณครับ ผมหัวเราะ เพราะว่า ผมชอบฟังกลอนอยู่แล้ว แล้วในนี้มีนักกลอนหลายคน ท่านสมาชิก ครับ เดี๋ยวเข้าชื่อไว้แล้วกันนะครับ เหลืออีก ๒ นาทีตามเวลาที่นัดหมาย เราจะต้องพัก รับประทานอาหารนะท่านครับ เพราะเราตกลงกันว่า เราจะกลับมา ๖ โมงครึ่งนะครับ ไม่อยากข้ามเวลา มีอาจารย์เจิมศักดิ์ อาจารย์จรัส คุณสมเกียรติ และท่านสุรชัยยกมือ ก็ขอติดไว้นะครับ ขอพักรับประทานอาหารนะ เหลืออีกนิดเดียว
ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตเสียมารยาท ครับท่านประธานครับ ก็เมื่อกี้ได้ขอท่านประธานไว้ช่วงก่อนที่จะดำเนินการว่า ถ้าเผื่อ มีการพักนะครับ ขออนุญาตช่วยฉายให้ดูหน่อย ๙ นาที เพราะพวกเราอยากดูครับ ช่วงพักนี่นะครับ ช่วงพัก เมื่อกี้ผมขอไว้ครับ แล้วท่านสดศรีก็ขอด้วยครับ
เดี๋ยวเจ้าหน้าที่ ให้เขาไปดู เราไม่ควรดูที่ห้องนี้ ขออนุญาตพักการประชุมนะครับ
พักการประชุมเวลา ๑๗.๒๗ นาฬิกา
เริ่มประชุมต่อเวลา ๑๘.๓๐ นาฬิกา
ก่อนพัก ถึงมาตรา ๔๗/๑ นะครับ มีท่านที่ขออภิปรายไว้ ท่านแรกท่านอาจารย์เจิมศักดิ์ นะครับ ท่านอาจารย์จรัส ท่านเสริมเกียรติ ท่านสุรชัย เชิญต่อเลยดีไหมครับ เชิญครับ อาจารย์ครับ
ขอบคุณท่านประธานครับ ท่านประธานครับ มาตรา ๔๗/๑ เมื่อตอนที่อยู่ที่ ๔๗ นี่ ผมไม่ได้ติดใจอะไรทั้งสิ้น แล้วก็ ได้เคยปรึกษาหารือกับกลุ่มบรรดาที่สมาคมผู้สื่อข่าว และทั้งหลาย ผู้สื่อข่าววิทยุโทรทัศน์ ก็ดี หนังสือพิมพ์ก็ดี ได้เคยปรึกษาหารือเรื่องนี้ แล้วก็พูดคุยกันนี่ ทุกคนดีใจที่มีวรรคนี้ ที่เกิดขึ้นในมาตรา ๔๗ และเมื่อทางกรรมาธิการได้เปลี่ยนจาก ๔๗ มาเปึ้น ๔๗/๑ นี่ ผมก็คิดว่า ก็เหมาะสม ก็ไม่มีอะไรขัดข้องในหลักการ ผมต้องเรียนว่า ในอันนี้นี่ ผมพูดได้ เต็มปาก เพราะว่า ผมได้ไปฟังความเห็นจากบรรดาสื่อมวลชน แล้วก็ตัวเองก็คิดตรงกัน ที่เห็นดีด้วยกับกรรมาธิการยกร่างที่ได้คิดอันนี้เข้ามา ผมคิดว่า เมืองไทยมีปัญหาเรื่องนี้ เยอะ แม้เรื่องนี้นี่นะครับ ผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองนี่ มันจะตีความถึง สส. สว. ถึงรัฐมนตรี ถึงนายกรัฐมนตรี หรือถึงนักการเมืองอื่นใดก็ตามนี่ ผมคิดว่า ในหลักการแล้ว นี่ เหล่าบรรดาตำแหน่งทางการเมืองทั้งหลาย กับการเปึนเจ้าของกิจการ หรือถือหุ้นในสื่อ นี่มันไม่สมควร มันเปึ้นเรื่องที่ไม่ใช่เพียงแต่ว่ามีผลประโยชน์ทับซ้อน หรือว่ามีส่วนได้เสีย เท่านั้น แต่การถือหุ้นและการเปึนเจ้าของสื่อ มันมีความหมายมากกว่านั้นไปอีก ผมคิดว่า มันสามารถที่จะมีอิทธิพล ทำให้ทางการเมืองของประเทศไทยไม่ใช่เรื่องผลประโยชน์ อย่างเดียว แต่เปึนเรื่องของอิทธิพลทางการเมืองที่ผมเปึนห่วง เพราะท่านประธานก็คง จะรู้ว่า สื่อเรานี่มีอิทธิพลทางการเมือง อิทธิพลในการชี้นำ นักการเมืองก็มีอิทธิพล แล้วก็ สามารถจะชี้น้ำ แล้วนักการเมืองก็เปึ้นบุคคลที่เข้ามาแสวงหาอำนาจ ถ้าไม่มีอำนาจ ก็ไม่เรียกว่า เปึนนักการเมือง มาแสวงหาอำนาจ มาจัดสรรอำนาจ เมื่อมีอำนาจทางการเมืองกับอำนาจของสื่อร่วมกันนี่ ผมคิดว่า มันหนักหน้าสาหัสมาก ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งที่จะมีมาตรานี้นะครับ ผมพูดอย่างนี้นี่ เคยมีคนถามผมว่า แล้วผมเอง นี่มีหุ้นอยู่ในบริษัทที่ถือ ที่ทำสื่อหรือไม่ ผมกราบเรียนว่า ผมมี และเปึนหุ้นใหญ่ด้วย อยู่ใน บริษัทวอชด๊อก (Watch Dog) แต่ว่า ผมคิดว่า ความจริงก็คือความจริง หลักการก็คือ หลักการ มีคนบอกว่า แสดงว่า ผมไม่คิดจะเล่นการเมืองต่อไปแล้วใช่ไหม ผมบอกว่า เรื่องนั้นไม่มีใครรู้หรอก ตัวผมเองยังไม่รู้เลย แต่ถ้าถามวันนี้ผมก็ไม่เล่น แต่ผมก็ไม่ได้คิด จะปูทางว่า ถ้าตัวเองจะเล่นนี่ก็จะต้องเป่ดช่องไว้ก่อนว่า ต้องเป่ดช่องให้กับตัวเอง ผมคิดว่าหลักการคือหลักการ ผมตอบเขาไปอย่างนี้นะครับ เพราะฉะนั้นผมก็คิดว่า พวกเราทั้งหลายนี่ ก็น่าจะเห็นประโยชน์ของตรงนี้ ถามว่า เห็นใจนักการเมืองท้องถิ่นไหม เพราะว่าในนักการเมืองท้องถิ่นนี่ ก็เปึ้นเจ้าของสื่อท้องถิ่นกันอยู่เยอะ ผมต้องกราบเรียน ว่า ผมเห็นใจสื่อท้องถิ่น แต่ผมไม่เห็นใจนักการเมืองท้องถิ่น ท่านประธานครับ ผมว่า เรา ต้องแยกระหว่างเราเห็นใจสื่อท้องถิ่น สื่อคนที่จะส่วมหัวโขนสื่อ แล้วอยากจะทำหน้าที่สื่อ นี่ ผมเห็นใจครับ เพราะว่า เขานี่ บางทีก็อาจจะต้องพึ่งพาผู้มีอิทธิพลบ้าง อะไรต่อ อะไรบ้าง แต่เห็นใจกับเรื่องที่เรา ยอมกันได้ไหมนี่ มันคนละเรื่องกัน แต่ผมจะไม่เห็นใจ นักการเมืองท้องถิ่นที่อยากจะมีสื่อ แต่ผมเห็นใจสื่อที่บังเอิญไปเปึนนักการเมือง เพราะฉะนั้นเราต้องแยกตรงนี้นะครับ ผมคิดว่า สื่อในท้องถิ่นนี่น่าเห็นใจ แต่เมื่อท่านไป เปึ้นนักการเมืองแล้วนี่ ท่านต้องตัดให้ขาด แต่ถ้าขณะที่ยังไม่ได้ไปเปึนนักการเมือง ไม่ว่า ระดับใดก็ตาม ผมว่า ท่านก็มีสิทธิที่จะทําสื่อได้เต็มที่ แต่ถ้าท่านสอบได้ แล้วไปเปึ้น นักการเมือง จะโอนให้กับลูกก็ไม่ควร จะมีตัวแทนก็ไม่ได้ ผมคิดว่า อันนี้จะต้องชัดเจน เพราะว่า ๒ อํานาจนี้เปึ้นอํานาจที่สําคัญในบ้านเมือง และผมคิดว่า ถ้า ๒ อํานาจนี้ รวมกันนี่ ผมว่า บ้านเมืองจะถูกบิดเบือน และผมจึงเห็นด้วยกับกรรมาธิการ ส่วนถ้าท่าน จะบอกว่าจะอยู่ตรง ๔๗/๑ ตรงนี้ หรือว่าจะย้ายไปอยู่ที่ไหน แต่ขอให้ได้ข้อความครบนี่ ไม่ใช่ไม่เห็นใจสื่อท้องถิ่นนะครับ ผมต้องกราบเรียน ผมเห็นใจสื่อท้องถิ่น แต่ผมไม่เห็นใจ นักการเมืองท้องถิ่นที่จะมาทำสื่อ ผมว่า ต้องรื้อแยกกัน ท่านประธานครับ องค์กรสื่อนี่ เขาพูดกับผม แล้วผมมีหลักฐานเปึนเทปิด้วยซ้ำ เพราะว่า ในรายการ ผมใช้รายการทีวี ในการที่รับฟังความเห็นไปด้วย องค์กรสื่อทั้งหลาย ไม่ว่าจะเปึนนายกสมาคมผู้สื่อข่าว วิทยุโทรทัศน์ก็ดี ไม่ว่าจะเปึนคุณเชาวรงค์ ในตำแหน่งอะไรผมก็จำไม่ได้ เดี๋ยวจะถาม พี่มานิจก็จะตอบได้ แล้วก็วิทยุชุมชนก็ดี เคเบิลทีวีในต่างจังหวัดก็ดี ต่างเห็นตรงกันหมด ตรงนี้ ที่พูดกับผมว่า เห็นด้วยกับกรรมาธิการยกร่าง และเขาบอกด้วยซ้ำว่า ผู้ดำเนิน รายการทีวีอย่างผม คนอ่านข่าวและผู้ดำเนินรายการทีวี ถ้าจะให้ดีต้องห้ามด้วย เมื่อไป เปึ้นนักการเมืองแล้ว ยังมาดำเนินรายการโทรทัศน์ ก็ควรจะห้ามด้วย นี่เขาฝากผมมานะ ครับ ส่วนท่านจะคิดว่า เหมาะสมแค่ไหนนั้นเรื่องของท่าน ผมนี่เปึนคนตรงไปตรงมา ผม ดำเนินรายการโทรทัศน์ และผมก็เปึนสื่อมวลชนคนหนึ่ง เมื่อเขาฝากมาว่าให้มาบอก ผมก็ จะบอกอย่างตรงไปตรงมาว่า เขาบอกว่า อยากที่จะให้ห้ามด้วย ท่านไม่ต้องมาถามผมว่า ผมเห็นอย่างไร เมื่อมันมีผลประโยชน์ทับซ้อน ผมไม่พูดว่า ผมเห็นอย่างไรนะครับ ท่าน ประธานครับ เพราะฉะนั้นผมคิดว่า ดีแล้วครับ ท่านย้ายไปมาตราใหม่ ผมไม่ขัดข้องครับ ขอบพระคุณครับ
ขอบพระคุณครับ พอดีผมมารับช่วงต่อจากท่านประธานนะครับ แล้วมาตรา ๔๗/๑ กรรมาธิการเพิ่มขึ้นใหม่ แต่คือย้ายวรรคมานะครับ แล้วก็มีแจ้งผู้ขออภิปรายไว้ ดังที่ได้เอ่ยชื่อไว้แล้วนะครับ ขอหารือท่านนะครับ ท่านอาจารย์จรัส ท่านเสริมเกียรติ ท่านสุรชัยนะครับ ถ้าหากว่าเห็นด้วยกับกรรมาธิการ นะครับ ผมว่า ผ่านไปได้ไหมครับ เรามีมาตราอื่นเยอะมาก ถ้าเราใช้เวลานี้ อย่างน้อย ครึ่งชั่วโมง หรือชั่วโมงหนึ่ง ผมเข้าใจว่า เจตนาดีที่ท่านจะบันทึกเจตนาอะไรก็แล้วแต่ นี่นะครับ ถ้าไม่เห็นด้วยนี่ ผมว่าน่าจะอภิปราย แต่ถ้าเห็นด้วย ถ้าผ่านไปก็จะเปึนการ ช่วยงานสภานะครับ ท่านอาจารย์สุรชัยครับ
ขอบคุณครับท่านประธานครับ ผมมีประเด็น นิดเดียวครับ เรื่องเห็นด้วยนี่ ก็เรียนว่าเห็นด้วย แต่ว่า เท่าที่ทราบจากการหารือนอกรอบ ตอนที่เราพักรับประทานอาหารนะครับ ทางกรรมาธิการยกร่างเขาชี้แจงว่า จะย้าย ๔๗/๑ ก็คือถอน ๔๗/๑ ออกไป แล้วก็จะไปเพิ่มเติมไว้ในมาตรา ๒๕๖ (๔) ซึ่งผมก็ขออนุญาต ตั้งข้อสังเกตว่า ถ้าจะไปอยู่ใน ๒๕๖ (๔) แล้วนี่ เนื่องจากในมาตรา ๒๕๖ เราขึ้นต้นด้วย คําว่า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาต้อง แล้วก็ว่าไปเลยครับ (๑) (๒) (๓) (๔) เพราะฉะนั้นถ้า ๔๗/๑ ไปอยู่ใน ๒๕๖ (๔) นี่ผมไม่เห็นด้วย เพราะเนื่องจากมันจะ กลายเปึนคุณสมบัติต้องห้ามเฉพาะ สส. กับ สว. แต่ ๔๗/๑ นี้เราพูดถึงการห้ามของ ผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง ไม่ใช่ห้ามเฉพาะ สส. สว. นะครับ ก็ขอตั้งเปึนข้อสังเกตครับ
ขอบพระคุณครับ ก็คงไม่ได้ไปตรงนั้นนะครับ อยู่ตรงนี้แล้ว ครับอาจารย์จรัส
ท่านประธานครับ กระผม จรัส สุวรรณมาลา ปกติแล้วผมจะไม่ค่อยอยากจะอภิปรายเท่าไรนัก อยากจะพูดสั้น ๆ อย่างนี้ครับ คือ เห็นด้วยกับมาตรานี้ เพราะว่าโดยหลักรัฐศาสตร์สื่อมวลชนทำหน้าที่ ตรวจสอบรัฐบาล เพราะฉะนั้นจึงไม่ควรที่จะเปึนนักการเมืองเสียเอง เพราะฉะนั้นการ บัญญัติจึงเปึนความก้าวหน้าอย่างหนึ่งของรัฐธรรมนูญ กระผมเพียงแต่ต้องการจะให้ กรรมาธิการอธิบายให้ชัด ๆ นิดหนึ่งครับว่า คำว่า เปึนเจ้าของกิจการ หรือถือหุ้นในกิจการ หนังสือพิมพ์ วิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ หรือโทรคมนาคม ผมไม่แน่ใจว่า บางอันเปึน สื่อที่เราต้องการครอบคลุมแค่ไหน เช่น ในเรื่องโทรคมนาคม
ประการที่ ๒ ก็คือว่า ถ้าเราบัญญัติอย่างนี้ ในคุณสมบัติของผู้ดำรง ตำแหน่งรัฐมนตรี ในมาตรา ๑๗๐ ก็ต้องแก้เหมือนกัน เพราะว่า ก็จะไปเกี่ยวข้องกับ คุณสมบัติของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองด้วย แล้วก็องค์กรปกครองท้องถิ่นก็ต้องไปแก้ อีกเหมือนกัน ขอบพระคุณครับ
ขอบพระคุณครับ ท่านเสริมเกียรติครับ สั้น ๆ นะครับ
ผมกราบขอบคุณท่านประธานผู้ทรงเกียรติ ท่านกรรมาธิการยกร่าง ท่าน สสร. ของผมก็คงจะสั้น ๆ อย่างที่ท่านประธานบอก ก็คือว่า บทบัญญัติ ในส่วนที่ ๗ เปึ้นเรื่องเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของบุคคลและ สื่อมวลชน ส่วน ๔๗/๑ เปึ้นเรื่องห้าม และไปห้ามนักการเมือง ผมจึงเห็นว่า ข้อห้ามตรงนี้ เห็นด้วย แต่ว่ามาไว้ผิดที่ ควรจะไปไว้เรื่องข้อห้ามของนักการเมือง ก็คือ พวกรัฐมนตรี พวก สส. สว. ส่วนที่ว่า วิธีการไปไว้ที่หนึ่งแล้วไปโยงใช้อีกที่หนึ่ง ก็เปึ้นเรื่องกรรมาธิการ ยกร่างไปดู แต่ว่า ควรจะไปไว้ให้ถูกที่ เพราะอันนี้มันเรื่องเสรีภาพ แล้วอยู่ ๆ ก็ไปเอา ข้อห้ามของนักการเมือง ซึ่งเอาไว้ตรงนี้มันผิดที่ครับ แค่นั้นเองครับ ขอบคุณครับ
ขอบพระคุณครับ ท่านวิทยาด้วยหรือครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ขออนุญาตนิดเดียวครับ ในส่วนของมาตรานี้นะครับ ผมเห็นว่าถ้าบังเอิญว่า สื่อไปเปึ้นนักการเมือง หรือว่า ห้ามไม่ให้นักการเมืองดำเนินรายการนั้น ผมก็เห็นด้วยกับอาจารย์เจิมศักดิ์ แต่ว่าส่วนหนึ่งที่มีกิจการอยู่แล้วนี่นะครับ ไม่ว่าจะเปึนวิทยุ ไม่ว่าจะเปึนทีวี หรือว่า ดาวเทียม ถ้าหากกรณีอย่างนี้เกิดขึ้นมานี่ จะแก้ปัญหาอย่างไรในการที่ขายนะครับ ขายกิจการเหล่านั้นไปนี่ ถ้าหากไปตกอยู่กับมือของต่างประเทศนี่ ปัญหาก็จะตามมา เหมือนอย่างกับคราวที่แล้วนะครับ ก็เลยจะฝากให้เปึนข้อสังเกตสำหรับกรรมาธิการ ยกร่างว่า ถ้าในกรณีอย่างนี้ขอให้ท่านชี้แจงนิดหนึ่งครับ ขอบคุณครับ
ท่านกรรมาธิการครับ เชิญครับ เปึนข้อสรุปเลยนะครับ ของกรรมาธิการครับ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ครับ กระผม อัชพร จารุจินดา กรรมาธิการ กรรมาธิการได้ปรึกษาหารือโดยได้รับฟัง คำชี้แจงจากท่านสมาชิกทุกท่านแล้ว อยากจะขออนุญาตอย่างนี้ได้ไหมครับว่า มาตรา ๔๗/๑ แขวน เพราะว่า จะไปดูกับมาตรา ๒๕๖ ข้างหลัง ซึ่งเขียนคล้ายคลึงกัน รวมทั้งประเด็นใหม่เรื่องบทเฉพาะกาลรองรับสำหรับสิ่งที่ทันทีที่รัฐธรรมนูญใช้ด้วย จะได้ เปึนแพคเกจ (Package) แล้วก็จะเสนอมาพร้อมกันทีหลังอีกทีหนึ่งครับ
ท่านสมาชิกคงไม่ขัดข้องนะครับ อาจารย์เจิมศักดิ์ครับ
ท่านประธานครับ ผมไม่อยากให้ มาอยู่ ๒๕๖ ครับ เพราะ ๒๕๖ อย่างที่คุณสุรชัยพูดน่ะครับ มันเปึ้นเรื่องของ สส. สว. คุณสมบัติ ไม่อยากให้ไปเปึนข้อต้องห้ามของ สส. สว. แต่ว่า ผมว่า อยู่ตรงนี้พอไปได้ อยากจะเรียนปรึกษาท่านอัยการเสริมเกียรตินะครับ คือเรากำลังพูดถึงเสรีภาพสื่อ ประเด็นนี้เพื่อปกปัองเสรีภาพสื่อเลย ถ้าอ่านดูทั้งมาตรา ก็จะรู้ว่า เจตนาเปึนอย่างนั้น แต่บังเอิญท่านใช้คําขึ้นต้นว่า ผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง เท่านั้นเอง แต่ถ้าอ่าน ทั้งหมดแล้วได้ความว่าปกปัองสื่อ ไม่ให้ผู้มีอํานาจทางการเมืองแทรกแซง เพราะฉะนั้น ท่านมีวิธีเขียนใหม่ นิดเดียวก็เข้าแล้วผมว่า ผมเชื่อว่าทําได้ แล้วอยู่ตรงนี้ได้ครับ
ท่านกรรมาธิการท่านไหนครับ อาจารย์ชูชัย หรือท่านอัชพรครับ เชิญครับ
ผม ชูชัย ศุภวงศ์ ครับ กรรมาธิการ ยกร่างนะครับ เมื่อกี้ผมได้หารือบางส่วนแล้วก็เห็นว่า ข้อเสนอของท่านอาจารย์เจิมศักดิ์ ก็เปึนข้อเสนอที่น่ารับฟังครับ ด้วยเหตุที่ว่า มาตรานี้ขึ้นมาก็เพราะว่าสถานการณ์ที่เรา ห้าหกป้ที่ผ่านมานี่ครับว่า ผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองที่กุมอํานาจรัฐก็แทรกแซงสื่อ ทั้งทางตรงและทางอ้อมอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อนในทุกวิถีทาง ไม่เพียงเท่านั้นนะครับ ก็กว้านซื้อสื่อ มีสื่อเปึนเจ้าของ อันนี้ก็เปึ้นที่มาของการถือกำเนิดของมาตรานี้ขึ้นมา แล้วการที่ไปเปึนเจ้าของสื่อนี่ ก็ทําให้เกิดการแทรกแซงสิทธิเสรีภาพของสื่อ ซึ่งทำให้กลไก ในการตรวจสอบรัฐบาล หรือตรวจสอบอํานาจรัฐนี่ต้องพิกลพิการไป และที่สําคัญก็ไป กระทบกับสิทธิเสรีภาพของประชาชนในการที่จะรับรู้ข้อมูลข่าวสารที่เขาควรจะได้รับรู้ เพราะฉะนั้นถ้าจะอยู่ตรงนี้นี่ก็ย่อมได้ เพราะว่าไปละเมิดสิทธิเสรีภาพของสื่อ และสิทธิ เสรีภาพของประชาชน เพราะฉะนั้นถ้าคงไว้ตรงนี้เปึ้นมาตราหนึ่งนะครับ แต่ว่าก็เขียนให้ สอดคล้องผสมกลมกลื่นกัน ผมคิดว่าโดยหลักการก็รับได้ครับ
ส่วนใหญ่ผมเห็นว่าตรงกันหมดแล้วนะครับ เพียงแต่จะไปหาที่อยู่เท่านั้นเอง ท่านอัชพร ครับ ไม่ต้องย้ายแล้วครับ ผมว่า ตรงนี้นะครับ แล้วท่านไปปรับข้างหลังเอา
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ครับ กระผมเองกำลังจะ ส่วนมาตรา ๒๕๖ ที่เขียนข้อความซ้ำกันก็อาจจะปรับ
แล้วท่านโยงอันนี้ไปใช้นะครับ
ครับ
ท่านสุนทร มาตรา ๔๗/๑ นะครับ เชิญครับ ผมกราบเรียนแล้วว่า สื่อทั้ง ๒ ระดับ โดยเฉพาะในประเทศของเราแตกต่างกันมาก มีขนาดแตกต่างกัน ถ้าเราจะไม่ให้โอกาสเขาบ้าง ซึ่งแน่นอน ผมยืนยันแล้วว่า ไม่ใช่โอกาส ของผม เพราะผมละวางแล้วนะครับ แต่จากการที่ได้รับการร้องเรียนตามร้องขอมานี่ แล้วก็ถ้าเราเชื่อในหลักเกณฑ์ที่ว่า ประชาชนเปึ้นผู้พิพากษา ตามที่ผมได้กราบเรียนแล้ว เราก็สามารถที่จะให้เสรีภาพเขาได้ ไม่เช่นนั้น เราคงต้องออกห้ามไปหมดนะครับ ยิ่งถ้า เผื่อท่านไปดูว่า ๒๕๗ ของท่านนี่จะมุ่งเฉพาะ สส. สว. แต่กับ ๔๗/๑ นี่ ซึ่งจะกวาดล้าง ทุกนักการเมืองทุกระดับ หรือแม้แต่ผู้ทำงานด้านสื่อ หรือเล็ก ๆ น้อย ๆ ซึ่งอาจจะมีหุ้นอยู่ กับหนังสือพิมพ์ที่ตัวเองสังกัดอยู่บางฉบับนี่ เราคงได้กล่าวนะครับว่า บางคนอาจจะมีแค่ สองหมื่น สามหมื่น ซึ่งทางสำนักงานเขาจัดขายในราคาเท่าทุนมาให้ เราจะไปกีดกันเขา หมดเลยหรือ ผมว่า ในความเห็นของผมนี้ ถ้าเราวางใจให้สังคมดูแลกันเอง โดยให้คน ของเขาอยู่ระดับหนึ่ง ก็คงจะให้พัฒนาการเหล่านี้ดําเนินต่อไปได้ เพราะมิเช่นนั้นแล้ว เราคงต้องกวาดล้างไปทุกสิ่งทุกอย่าง จนทุกสังคมไม่เหลืออะไรเลย ขอบคุณครับ
ครับ ท่านอาจารย์มานิจครับ
เรียนท่านประธาน ผม มานิจ สุขสมจิตร กรรมาธิการ ท่านสมาชิก สสร. คุณสุนทรคงจะติดใจเรื่องที่เราไปห้าม นักการเมืองท้องถิ่นไม่ให้ไปเปึนเจ้าของสื่อ อันนี้อยากจะเรียนว่า ถ้าคุณสุนทรตั้งคำถาม ว่า เราไม่เชื่อประชาชนหรือ ก็อยากจะเรียนว่า ที่แล้วมานะครับ ก็เพราะเราเชื่อนั่นเอง บ้านเมืองถึงได้เปึนอย่างที่เราได้เห็นกัน อยากจะเรียนอย่างนี้ว่า เมื่อออกกฎหมายมาแล้ว ก็ควรจะออกกฎหมายมาใช้กับคนโดยเสมอหน้ากัน ไม่ใช่เลือกว่า อันนี้เปึนนักการเมือง ท้องถิ่น หรือนักการเมืองระดับชาตินะครับ อยากจะเรียนอย่างนี้ว่า คนอยู่ในกรุงเทพ อาจจะไม่รู้สึก ถ้าคนอยู่ตามต่างจังหวัด ก็ลองคิดสภาพดูว่า ถ้าหากนักการเมืองท้องถิ่น โดยเฉพาะ อย่างยิ่งนายกเทศมนตรี หรือเทศมนตรี เปึ้นเจ้าของหนังสือพิมพ์ท้องถิ่น แล้วถ้าท้องถิ่นนั้นปล่อยให้บ้านเมืองสกปรกเลอะเทอะ ประชาชนจะไปร้องเรียน หนังสือพิมพ์ก็ไม่ได้สนใจ ทางวิทยุก็ไม่ได้สนใจ แล้วประชาชนจะได้ที่พึ่งจากที่ไหน อันนี้ ก็อยากให้คิดดู ผมคิดว่า เมื่อห้ามแล้วนะครับ ก็ควรจะห้ามให้เสมอหน้ากัน ไม่ใช่ว่าจะไป รังเกียจนักการเมืองไม่ให้เปึนเจ้าของสื่อ หรือว่าไม่อยากให้เจ้าของสื่อไปเปึน นักการเมือง ผมคิดว่า เมื่อตัดสินใจจะไปอยู่ในหน้าที่ไหน ก็ควรจะเลือกเอาอย่างใด อย่างหนึ่ง เหมือนกับพวกเราอยู่ที่นี่ เราเปึนฆราวาส เมื่อกี้นี้เราก็ไปรับประทานอาหารกัน ในห้องนี้ แล้วท่านที่เปึนพระ ท่านไม่มีสิทธินะครับ ไม่มีสิทธิจะมารับประทานอาหาร เพราะเปึนเวลาวิกาลแล้ว พระฉันอาหารไม่ได้ ฉันใดก็ฉันนั้น ผมคิดว่าอันนี้ ถ้าห้ามก็ควร จะต้องห้ามให้เหมือนกันครับ แล้วก็ผมสัมผัสกับต่างจังหวัดมามากครับ ประชาชนไม่มีที่ พึ่งนะครับ เพราะว่านักการเมืองท้องถิ่นส่วนใหญ่เปึนเจ้าของหนังสือพิมพ์เสียเยอะนะ ครับ ไม่รายลอตเตอรี่ ก็ราย ๑๐ วัน ไม่ราย ๑๐ วัน ก็รายสะดวก ไม่รายสะดวก ก็ราย นักขัตฤกษ์ เพื่อนที่อยู่ในที่นี้อาจจะไม่รู้จักรายนักขัตฤกษ์นะครับ ไว้วันหลังผมจะอธิบาย รายละเอียดให้ท่านทั้งหลายฟัง แล้วก็คนที่อยู่ในกรุงเทพมีตัวอย่างให้เห็นหลายคน ถ้า ต้องการจะเล่นการเมือง เขาก็ลาออก อันนี้ไม่ใช่เจ้าของ ลาออกจากคอลัมนิสต์ (Columnist) ลาออกจากเปึนนักข่าว ไปสมัครรับเลือกตั้ง เมื่อได้ก็ได้ไป เมื่อไม่ได้แล้ว อยากจะกลับเข้ามา ก็อยู่ที่เจ้าของหนังสือพิมพ์เขาจะรับหรือไม่รับ ซึ่งก็ปฏิบัติกันอยู่เปึน ประจำ โดยเฉพาะหนังสือพิมพ์ท้องถิ่น ขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านสุนทรเองก็เปึ้นตัวอย่างที่ ดี เมื่อท่านไม่เล่นการเมืองท้องถิ่น และท่านถึงมาทำหนังสือพิมพ์ เมื่อท่านตัดสินใจจะมี อาชีพหนังสือพิมพ์แล้ว ท่านก็ไม่ไปเล่นการเมืองท้องถิ่น เพราะว่าท่านนี้เปึนตัวอย่างที่ดี แล้วนะครับ ก็อยากจะเรียนว่า อันนี้ก็เปึนเรื่องที่ถูกต้องที่ห้ามกันอย่างเสมอหน้า ไม่ได้ เลือกว่าห้ามเฉพาะคนนั้นคนนี้ครับ ขอบพระคุณครับ
ท่านสมาชิกครับ
ท่านประธานครับ ผม สุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย ขออนุญาตหารือครับ ตกลง ๔๗/๑ นี่จะแขวนหรือจะพิจารณาต่อครับ เพราะถ้าพิจารณา ต่อ ผมมีประเด็นที่จะขออภิปราย แต่เมื่อสักครู่ผมเข้าใจว่า จะขอแขวน ผมก็เลยเพียงแต่ ตั้งข้อสังเกตเฉย ๆ
เมื่อกี้ถามแล้ว ก็จะไม่ย้ายนะครับ จะเอาตรงนี้ครับ
ตกลงจะอยู่ที่เดิมตรงนี้ใช่ไหมครับ
ครับ
แล้วจะพิจารณาเลยใช่ไหมครับ ไม่แขวน ใช่ไหมครับ
ก็พิจารณามานานแล้ว
ถ้าอย่างนั้นผมขออภิปรายนะครับ
ท่านไม่เห็นด้วย เพราะเมื่อกี้ถามท่าน ท่านบอกว่าเห็นด้วย
เห็นด้วยที่จะแขวนไงครับ ว่าจะไปพิจารณา ปรับปรุง
เปล่า เมื่อกี้ถามว่า เห็นด้วยกับที่กรรมาธิการเพิ่มขึ้นใหม่ไหม ท่านก็อภิปรายไปรอบแรก บอก เห็นด้วยนะครับ ไม่เปึนไร ตอนนี้ท่านไม่เห็นด้วยใช่ไหมครับ
ถ้าจะพิจารณาเลย ผมจะขออภิปราย
ไม่เห็นด้วยใช่ไหมครับ
เชิญครับ
เรียนท่านประธาน ท่านกรรมาธิการยกร่าง เพื่อนสมาชิกที่เคารพครับ ผม สุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย สำหรับมาตรา ๔๗/๑ นี้ ผมยังไม่ เห็นด้วยกับถ้อยคำที่ใช้นะครับ มี ๓ ประเด็น ที่จะขอนำเสนอ
ประเด็นที่ ๑ ก็คือ มาตรา ๔๗/๑ เริ่มต้นข้อความว่า ผู้ดํารงตําแหน่งทาง การเมืองจะเปึนเจ้าของกิจการหรือผู้ถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์ วิทยุกระจายเสียง วิทยุ โทรทัศน์ หรือโทรคมนาคม มิได้ มีปัญหา ก็คือ ความหมายของ คำว่า ผู้ดำรงตำแหน่งทาง การเมือง นั้นหมายถึงใครบ้างนะครับ ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่มีนิยาม คําว่า ผู้ดํารง ตำแหน่งทางการเมือง ไว้นะครับ ถ้าจะอาศัยเทียบเคียงก็คงต้องไปอาศัยเทียบเคียงจาก กฎหมายฉบับอื่น เช่น พระราชบัญญัติปัองกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ หรือกฎหมายของ ปปช. นะครับ ถ้าเปึนอย่างนั้นการเขียนกฎหมายรัฐธรรมนูญ แล้วต้อง ไปเทียบเคียงจากกฎหมายลำดับรอง ผมว่า ผิดด้วยเรื่องของทฤษฎีทางกฎหมาย
ประเด็นที่ ๒ ก็คือ เจตนารมณ์ของมาตรา ๔๗/๑ นั้น ต้องการควบคุมมิให้ ผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองเข้ามาครอบงํา หรือเข้ามามีอิทธิพลเหนือกิจการ สื่อสารมวลชนเพียงอย่างเดียว หรือรวมไปถึงกิจการโทรคมนาคม ซึ่งเปึนกิจการสื่อสาร มิใช่สื่อสารมวลชน เพราะว่า ตอนท้ายของข้อความที่เมื่อกี้ผมอ่านไปเมื่อสักครู่ ท่านจะ เห็นว่า มีต่อท้ายด้วยข้อความ คำว่า หรือโทรคมนาคม กิจการโทรคมนาคมกับกิจการ วิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์นั้น มันมีความหมายต่างกัน ท่านต้องให้ความกระจ่าง เลยว่า ท่านต้องการปัองกันมิให้ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมาทำธุรกิจสื่อสารมวลชน เพื่อที่จะครอบงำธุรกิจสื่อสารมวลชน แล้วใช้กิจการสื่อสารมวลชนนั้นเปึ้นสื่อ หรือใช้ให้มี อิทธิพลในการเผยแพร่ข้อความหรือข้อมูลของตัวเอง เพื่อครอบงำสังคม ก็ควรที่จะให้มี ความชัดเจน แต่ถ้าหลักการตรงนั้น ผมเห็นว่า มันไม่น่าจะเกี่ยวข้องกับกิจการ โทรคมนาคม ซึ่งเปึนกิจการสื่อสาร ประเด็นที่ ๒ นะครับ ก็คือ ประเด็นในเรื่องของการ ห้ามมิให้ผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองเข้ามาครอบงํากิจการต่าง ๆ ท่านใช้ข้อความ ว่า ไม่ว่าในนามของตนเองหรือให้ผู้อื่นเปึ้นเจ้าของกิจการ หรือถือหุ้นแทน หรือจะ ดำเนินการโดยวิธีการอื่นไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม ที่สามารถบริหารกิจการดังกล่าวได้ ในทํานองเดียวกับการเปึนเจ้าของกิจการ หรือถือหุ้นในกิจการดังกล่าวมิได้นะครับ ท่าน ห้ามแค่นี้ แต่ถ้าไปเป่ดดูมาตรา ๒๕๖ (๔) จะมีข้อห้ามมากกว่า ๒๕๖ (๔) เปึ้นข้อห้าม ของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองในฐานะ เฉพาะในฐานะที่เปึน สส. หรือ สว. การเปึน สส. หรือ สว.นั้น จะถูกห้ามนอกเหนือจากการไม่เปึนหุ้นส่วน หรือไม่เปึนผู้ถือหุ้นในห้าง หุ้นส่วนจำกัด หรือบริษัทจำกัดที่ดำเนินกิจการเกี่ยวกับการสื่อสารมวลชนแล้ว ยังห้ามมิ ให้เข้าเปึนคู่สัญญากับห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทดังกล่าวด้วย เพราะฉะนั้นถ้าจะห้ามให้ เด็ดขาดจริง ๆ ผมว่า นอกเหนือจากการห้ามเข้าเปึนเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นแล้ว ท่านก็ควรจะ เติมเต็มเข้าไปด้วยครับ คือ ห้ามการเปึนคู่สัญญากับห้างหุ้นส่วน หรือบริษัทดังกล่าวได้ ด้วย ไม่เช่นนั้นแล้วมันก็คือจะเปึนช่องว่าง ผมไม่เปึนเจ้าของกิจการ ผมไม่เปึนผู้ถือหุ้นใน กิจการสื่อสารมวลชน แต่ผมจะเปึนคู่สัญญากับกิจการสื่อสารมวลชน ผมก็สามารถมี อิทธิพลเหนือกิจการสื่อสารมวลชนนั้นได้ ถ้าไม่ปฏิบัติตามสิ่งที่ผมต้องการ ผมถอนสัญญาที่จะเอื้อธุรกิจของสื่อสารมวลชน หรือ ถอนสัญญาที่จะทำให้สื่อสารมวลชนนั้นขาดรายได้ที่จะดำเนินกิจการต่อไปได้ ก็สามารถ กระทำได้นะครับ ขณะเดียวกันเราไม่สามารถอธิบายให้สังคมรับฟังได้ว่า เหตุใดในส่วน ของ สส. สว. เราจึงห้ามมากกว่าการเปึนเจ้าของกิจการ มากกว่าการเปึ้นเจ้าของผู้ถือหุ้น คือ ห้ามถึงการเปึนคู่สัญญา แต่ในฐานะที่เปึ้นผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง ซึ่งเริ่มตั้งแต่ นายกรัฐมนตรี เรากลับไม่ห้ามการเปึนคู่สัญญากับกิจการสื่อสารมวลชน แต่ห้ามเฉพาะ เรื่องของการเปึนเจ้าของกิจการ หรือผู้ถือหุ้นโดยตรงนะครับ ตรงนี้ก็คือประเด็นที่ ผมอยากจะกราบเรียนเสนอ สุดท้าย สิ่งที่ผมจะขออนุญาตนำเสนอเปรียบเทียบก็คือ ในส่วนของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา ที่เขียนอยู่ในมาตรา ๒๕๖ (๔) ขออภัยที่ผมจะต้องอภิปรายเลยไปถึงมาตรานี้ เพราะมันเชื่อมโยงกันครับ ท่านประธาน ครับ ใน ๒๕๖ (๔) นั้น มีจุดสังเกตอีกจุดหนึ่ง ก็คือ เราห้าม สส. สว. เข้าเปึนหุ้นส่วน หรือ ผู้ถือหุ้นในกิจการสื่อสารมวลชน แต่เราไม่ได้ร่วมเรื่องโทรคมนาคมไว้ด้วย แต่ในมาตรา ๔๗/๑ ท่านรวมถึงเรื่องของโทรคมนาคมไว้ด้วยนะครับ ก็มีความแตกต่างอีกประเด็นหนึ่ง ที่ผมอยากจะกราบเรียนว่า ถ้าจะทำให้กฎหมายง่ายต่อการเข้าใจ แล้วก็เพื่อให้ตาม ข้อห้ามนั้นสามารถปฏิบัติได้ ท่านต้องดูให้รอบคอบ แล้วก็ปรับปรุงถ้อยคำในเรื่องของการ บังคับใช้กฎหมาย โดยเฉพาะผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองนั้น ผมเห็นว่า น่าจะมีช่องทาง น่าจะมีโอกาสในการที่จะใช้กิจการสื่อสารมวลชน หรือกิจการโทรคมนาคมเข้าไปแสวงหา ผลประโยชน์ในทางที่ไม่ชอบได้มากกว่าบุคคลที่เปึ้นเฉพาะ สส. หรือ สว. นะครับ เพราะฉะนั้นข้อห้ามนั้น ควรที่จะห้ามมากกว่า ผมเองเสนอว่า ควรจะห้ามการเข้าเปึน คู่สัญญาของกิจการสื่อสารมวลชนและโทรคมนาคมด้วยครับ ขอบคุณครับ
ให้สมาชิกอภิปราย แล้วท่านก็ตอบทีเดียวนะครับ เชิญท่านชาติชายครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายชาติชาย เจียมศรีพงษ์ สมาชิก สสร. ผมขออนุญาตหารือท่านประธานสั้น ๆ ครับว่า ในกรณีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองนี่นะครับ ไปถือหุ้นเกี่ยวกับสื่อสารมวลชนนี่ นะครับ ในบางกรณีนักการเมืองอาจจะไปเปึนนายกสมาคมศิษย์เก่า หรือเปึนนายก สมาคมอะไรก็แล้วแต่ เขาจะมีวารสารประจำเดือนที่เผยแพร่ของแต่ละสมาคมต่าง ๆ นะครับ เพราะฉะนั้นขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานไปยังกรรมาธิการยกร่างว่า ในกรณีอย่างนี้นี่ เดี๋ยวท่านจะตีความกันทีหลังครับ เพราะว่าหลายท่านครับที่ดำรง ตำแหน่งในทางการเมืองครับ เปึ้นสิ่งที่ดีครับ ที่เรานั้นได้ควบคุมนักการเมืองไม่ให้ครอบงำ สื่อนี่นะครับ แต่ว่าในรายละเอียดบางเรื่องนะครับ ผมขออนุญาตเรียนท่านกรรมาธิการว่า วารสารบางครั้งนี่ออกรายเดือนนะครับ บางครั้งออกรายป้ ไปมีชื่อนักการเมืองเข้านะครับ เปึ้นนายกสมาคมศิษย์เก่าโรงเรียน ไปเปึนนายกสมาคมของชาวต่าง ๆ ที่มีอยู่ในสังคม ก็ขออนุญาตกราบเรียนท่านกรรมาธิการด้วยความเคารพครับว่า เดี๋ยวจะตีความกัน ไปเรื่อยนะครับ ขออนุญาตเรียนท่านประธานครับ
ครับ ขอบพระคุณครับ ท่านอาจารย์วิชาครับ
ท่านประธานที่เคารพ ครับ ผม วิชา มหาคุณ กรรมาธิการยกร่างครับ เมื่อได้รับฟังความคิดเห็นของท่านสมาชิก สสร. แล้วนะครับ เราก็มาดู เห็นว่า อาจจะมีถ้อยคําอีกหลายคํานะครับที่เปึนประเด็น แต่ว่าสําหรับคําว่า ผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง นี่เปึ้นที่ยอมรับแล้วครับ เพราะสืบมา ตั้งแต่รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ แล้วครับ ท่านดูได้ทุกขั้นตอนนะครับ รวมทั้งศาลฎีกา แผนกคดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองครับ อันนี้เปึนถ้อยคําที่ไม่จําเปึนต้อง อ้างอิงพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญของ ปปช. นะครับ แต่ว่า เราเห็นตรงกันว่า ในเรื่องเหล่านี้นี่เปึ้นเรื่องที่มีความจําเปึน แต่อย่างไรก็ตาม ก็มีมาตรา ๒๕๖ อยู่นะครับ อีกมาตราหนึ่ง แล้วก็โยงใยไปใช้กับหลาย ๆ มาตรานะครับ เพราะฉะนั้นก็ขอรับไว้ แล้วก็แขวนไว้ก่อนนะครับ เพราะว่าจะเสียเวลาที่ท่านจะต้อง พิจารณาในเรื่องอื่น ๆ ซึ่งเปึ้นเรื่องใหญ่ รู้สึกว่าสมาชิกเปรี้ยวปากเต็มที่แล้วนะครับ กับเรื่องของการศึกษานะครับ เพราะฉะนั้นก็ขอรับไว้ แขวนไว้ แล้วก็จะพิจารณา รายละเอียดนะครับ ขอบพระคุณครับ
ท่านสมาชิกคงไม่ขัดข้องนะครับ จะแขวนไว้ก่อน แล้วเดี๋ยวไปดูถ้อยคำอีกทีหนึ่งครับ ท่านสุนทรครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม สุนทร จันทร์รังสี ขอเสริมท่านนิดเดียวนะครับ ฝากให้ท่านกรุณาคิดใคร่ครวญนะครับ หลายท่านคงรู้จัก หนังสือพิมพ์สยามรัฐนะครับ ในอดีตที่มีอดีตนายกรัฐมนตรีเปึ้นเจ้าของ ท่านคงรู้จัก หนังสือพิมพ์กระจกเงารายวัน ที่ใช้ชื่อภาษาอังกฤษนะครับ ที่มีอดีตรองนายกรัฐมนตรี เปึ้นเจ้าของ แล้วก็อีกหลายฉบับ แม้กระทั่งถ้าย้อนไปตั้งแต่ยุคสฤษดิ์ ยุคเผ่า เปึน ตันรายวัน กิโลรายวัน อะไรก็ตาม ธรรมชาติของหนังสือพิมพ์นะครับ ตราบใดถ้าไม่ยืนอยู่ ข้างประชาชน อย่างที่ผมเรียนแล้วว่า ไปรับใช้นักการเมืองนะครับ ประชาชนเปึ้น ผู้พิพากษาเองแหละครับว่า จะให้มีชีวิตอยู่ได้ต่อไปหรือไม่ ถ้ารัฐธรรมนูญออกไปเช่นนี้ ผมว่าเราจะไม่ดูถูกภูมิปัญญาของประชาชนหรือ ผมเชื่อว่า ประชาชนมีภูมิต้านท่านในตัว นะครับที่จะปัองกันเชื้อโรคที่จะมาเข้าสู่การรับรู้ ท่านจะปฏิเสธไหม ไม่ว่าจะเปึน เจ้าพระยารายวัน ที่มีทุนมหาศาลแค่ไหน ก็ไม่เห็นเคยอยู่ได้ใช่ไหมครับ ถ้าตราบใดที่ไปรับ ใช้นักการเมือง ผมถึงเรียนฝากท่าน ณ ทีนี้เปึนข้อคิดว่า มีแต่หนังสือพิมพ์ที่รับใช้ ประชาชน และซื่อตรงต่ออุดมการณ์เท่านั้นถึงจะอยู่ในสังคมได้ ขอบคุณครับ
จากการฟังอภิปรายของท่านสมาชิกนะครับ ไม่ว่า ท่านสุนทร ท่านชาติชาย และท่านอื่น ๆ นี่นะครับ เมื่อกรรมาธิการขอแขวนไว้แล้วก็ช่วยนำเรื่องเหล่านี้ไปพิจารณาให้รอบคอบด้วย นะครับ ไม่เสียหน้าเสียตาอะไร เอาดีที่สุดก็แล้วกันนะครับ อย่างนั้นแขวนมาตรา ๔๗/๑ ไว้ก่อนนะครับ ท่านสมาชิกไม่เห็นเปึนอย่างอื่น ผมขอให้ท่านเลขาดำเนินการต่อเลยครับ
ส่วนที่ ๘ สิทธิและเสรีภาพในการศึกษา ไม่มีการแก้ไข มีผู้แปรญัตติขอสงวนคําแปรญัตติ
ผู้สงวน ก็มีของท่านอาจารย์เจิมศักดิ์ ป่ืนทอง ท่านอาจารย์ติดใจไหมครับ เชิญครับ
ผม เจิมศักดิ์ นะครับ ขอคุณวีนัส ครับ
ท่านวีนัสครับ
ขอบคุณครับท่านประธานครับ ผม วีนัส ม่านมุ่งศิลปี ครับ ท่านประธานครับ ก่อนที่จะมีการอภิปรายเรื่องส่วนที่ ๘ นะครับ สิทธิและเสรีภาพในการศึกษา กระผมใคร่ขอปรึกษาท่านก่อนนะครับว่า ส่วนที่ ๘ นั้น นะครับ ผมไม่มีเนื้อหาอยู่ตรงนี้ เนื่องจากว่า ท่านได้เอาของผมไปไว้ในหมวดขององค์กร วิกฤติ คือมาตราที่ ๖๘/๑ /๒ /๓ /๔ นะครับ ตอนนี้ก็เลยไม่มีญัตติที่จะอภิปรายในตรง นี้นะครับ แต่ว่า ขอเสนอท่านประธานอย่างนี้นะครับว่า ในส่วนการศึกษานั้น มีการแปรอยู่ หลายท่านนะครับ รวมทั้งหมดประมาณ ๗ ท่าน ก็ขอเอาญัตติที่ผมแขวนตรงนี้ไปฝากไว้ที่ ๖๘/๑ ถึง ๔ นะครับ แต่หลังจากท่านสมาชิกได้อภิปรายในหมวดตรงนี้แล้วเสร็จถึงคน สุดท้ายนะครับ เราคุยกันว่า เราจะเทียบญัตติของเราเองก่อน เพื่อเลือกมาตราที่สมควรที่ จะเทียบกับของยกร่างนะครับ หลังจากนั้น ก็จะมีการโหวต ๑ ครั้งนะครับ หลังจากได้ ญัตติที่ได้จากการโหวตแล้วนะครับ ก็จะมาจัดอยู่ในหมวดการศึกษาแห่งชาติทั้งหมด คือ หมวดที่ ๖๘/๒ นะครับ ซึ่งผมได้แปรญัตติไว้ แล้วผมก็ขออนุญาตท่านประธานแปรญัตติ เปึ้นคนสุดท้าย เรื่องหมวดการศึกษาแห่งชาตินะครับ ขอให้ท่านประธานได้กรุณาวินิจฉัย ด้วยครับ
ขออภัยนะครับ ก็ไม่ค่อยเข้าใจเท่าไรนะครับ
ผมเองก็ยังงงอยู่ครับตอนนี้
เพราะว่าของท่านไม่มีอยู่ตรงนี้ มันหายไปไหนล่ะครับ โดนต้มอีกหรือเปล่าครับ
ผมถึงบอกว่า ผมมาจังหวะไม่ค่อยดีครับ ท่านประธานครับ อยู่ในหน้า ๕๓ หมวดที่ ๓ มาตราที่ ๖๘/๑ /๒ /๓ และ /๔ ครับ ท่านประธาน ซึ่งจะต้องโยงไปถึงมาตราที่ ๗๙ (๓) ในยกร่างครับ ท่านประธาน ถ้าไม่เข้าใจ ผมจะเริ่มใหม่นะครับ ท่านประธานครับ
ทําความเข้าใจนิดหนึ่ง ของท่านแปรญัตติมา แต่ท่านไปตกลงกันในกรรมาธิการยกร่างว่า ขอย้ายตรงนี้ไปใช่ไหมครับ
ในชั้นนี้ยังไม่ได้ตกลงครับท่านครับ ผมเสนอ ท่านก่อน อย่างนี้จะได้ไหมครับ
ลองเสนออีกครั้งนะครับ
เอาช้า ๆ นะครับ ผมจะเริ่มเลยนะครับ เนื่องจาก หมวดการศึกษาแห่งชาติผมได้แปรไว้ แต่ว่า ท่านกรรมาธิการยกร่างได้เอาของผมไปอยู่ที่ หมวดขององค์กรวิกฤติ คือ ที่ ๖๘/๑ ๖๘/๒ ๖๘ /๓ ๖๘ /๔ หน้า ๕๓ ครับท่าน ท่าน เห็นไหมครับ ทั้งหมวดเลยครับ ไม่รู้ไปอยู่ตรงนั้นได้อย่างไร สงสัยจะทราบว่า เรื่องของ การศึกษาเปึนเรื่องของวิกฤติ ผมก็ยังงงอยู่ว่ามันหายไปไหนนะครับ สมาชิกแซ้วอยู่ ข้างหลัง ผมไม่มีสมาธิ เขาบอกว่าผมถูกต้มแล้วท่านประธานครับ ในชั้นนี้นะครับ ท่านประธานครับ ผมจะแขวนญัตติตรงนี้ เอาไปไว้ในมาตราที่ ๖๘/๑ ๖๘/๒ ๖๘/๓ หมวดที่ ๓ นี้ไว้ก่อน ซึ่งยังไม่ต้องมีการอภิปราย แล้วก็จะให้ท่านประธานวินิจฉัยว่า ที่เหลือในส่วนที่ ๗ ท่านที่ได้แปรญัตติไว้ อย่างเช่น ของท่านศาสตราจารย์ศรีราชา (รองศาสตราจารย์ศรีราชา) ของท่านวิทยา งานทวี ของท่านพิเชียร ท่านอุทิศ ท่านสมชัย ของท่านอาจารย์เจิมศักดิ์ แล้วก็ท่านสุรชัย ให้ท่านได้เป่ดโอกาสอภิปรายไปก่อน แล้วหลังจากนั้น เราจะเทียบเคียงว่า ในส่วนที่ของเราเหมาะสมที่สุด ในชุดของที่เราอภิปรายให้สมาชิกได้ ๑. ญัตติเพื่อเทียบเคียงกับของยกร่าง อันนี้คือขั้นที่ ๑ เลยครับ แล้วหลังจากนั้นที่ เทียบเคียงแล้ว ผมรับได้นะครับ ในหมวดของการศึกษา ผมก็จะเอามาอภิปรายรวบ ทั้งหมด ในหมวดการศึกษาแห่งชาติ อยู่ในส่วนที่ ๓ คือ มาตราที่ ๖๘/๑ ถึง ๔ ครับท่าน ประธานครับ ขอให้ท่านวินิจฉัยนะครับ
ก็คงไม่ขัดข้องนะครับ ถ้าจะไปว่ากัน ๖๘ ขัดข้องไหมครับ เดี๋ยวท่านอาจารย์อัครวิทย์
ท่านประธานครับ ผม อัครวิทย์ สุมาวงศ์ มาเป่ดดูคำแปรญัตติของท่านอาจารย์เจิมศักดิ์ ซึ่งคงจะเปึนของท่านวีนั้สว่า จริง ๆ แล้วท่านแปรญัตติในหน้า ๓๔ ส่วนที่ ๘ สิทธิและเสรีภาพในการศึกษา ที่เรากำลัง จะดู มีผู้แปรญัตติขอสงวนคำแปรญัตติ คือ ท่านอาจารย์เจิมศักดิ์ ขอแปรญัตติตัด ส่วนที่ ๘ ออกทั้งส่วน คือ ตัดเรื่องของการศึกษานี่ออก ขณะเดียวกันก็คงจะเปึนหน่วยที่ เมื่อกี้ท่าน สสร. ได้เกรงว่า จะไปเพิ่มในหน้า ๕๓ ขอแปรญัตติเพิ่มความเปึนหมวด ๓/๑ ดังนี้ หมวด ๓/๑ การจัดการศึกษาของชาติ แล้วก็มีเปึ้น มาตรา ๖๘/๑ ๖๘/๒ ๖๘/๓ ๖๘/๔ แล้วก็มีข้อความเกี่ยวกับการศึกษาทั้งสิ้น ผมว่า น่าจะเปึ้นเรื่องที่ว่า ในเรื่องของ การศึกษา ขณะนี้เรากำลังดูในส่วนที่ ๘ สิทธิและเสรีภาพในการศึกษา ซึ่งท่านแปรญัตติ ข้อตัดออกหมด แล้วก็จะมาใส่เปึน จัดการศึกษาของชาติ แต่เปลี่ยน มาตราเปึ้น ๖๘/๑ ถึง ๔ มันก็เรื่องเดียวกับที่เรากําลังจะดูในขณะนี้ ผมคิดว่า น่าจะให้ท่านอภิปรายตรงนี้ ยกข้อความที่ท่านเขียนใน ๖๘ คือ เรื่องแรก ตรงชื่อของส่วน คงต้องพูดว่า ถ้าจะใช้คำว่า สิทธิและเสรีภาพในการศึกษาตามร่างกรรมาธิการ ซึ่งไม่ได้แก้ไข หรือจะใช้ของท่าน การจัดการศึกษาของชาติ จะเปึนอะไรหรือเปล่า แล้วก็ข้อความนี่ก็จะดูจากของร่าง กรรมาธิการ แต่ว่า คงจะขอความกรุณาให้ท่านดูของท่านทั้ง ๔ อนุไปในขณะนี้
ผมว่าผมน่าจะเข้าใจนะครับ อย่างนี้ครับท่านวีนัสครับ ของกรรมาธิการนะครับ มีส่วนที่ ๘ ในเรื่องสิทธิและเสรีภาพในการศึกษา โดยในส่วนที่ ๘ นี่นะครับ มีตั้งแต่มาตรา ๔๘ กับ มาตรา ๔๙ ๒ มาตรา ของท่านนี่นะครับ เสนอเข้ามานี่ เพื่อจะตัดส่วนที่ ๘ นี่นะครับ ออกทั้งหมด ก็คือ ตัดมาตรา ๔๘ กับ ๔๙ ด้วย ถูกไหมครับ การที่ท่านตัดมาตรา ๔๘ กับ ๔๙ ออกดังกล่าวนั้นนะครับ ท่านก็เสนอเข้ามาใหม่นะครับ ซึ่งอยู่ในหน้า ๕๓ นะครับ โดยเขียนว่า เปึนหมวดที่ ๓/๑ ในเรื่องของการจัดการศึกษาของชาตินะครับ แล้วก็มีเพิ่ม ในหมวดดังกล่าวนี้นะครับ ก็คือ เลข ๖๘/๑ ๖๘/๒ ๖๘/๓ และ ๖๘/๔ ถูกต้องไหมครับ ก็คือ ของท่าน ๖๘/๑ ถึง ๔ นี่ ขอแทนมาตรา ๔๘ กับ ๔๙ ถูกนะครับ ผมว่า ถ้าอย่างนั้น นะครับ ในส่วนที่ ๘ นี้นะครับ ก็เท่ากับว่า มีของท่านขอแก้ใหม่ทั้งหมดเลยนะครับ เพียงแต่ว่า พอท่านขอแก้ใหม่ทั้งหมดนี่นะครับ มันก็ไปมีในมาตรา ๔๘ นี่นะครับ ก็จะ ไปมีสมาชิกแปรญัตติไว้นะครับ มีแล้ว ๘ กลุ่มนะครับ รวมถึงกรรมาธิการเข้าสงวน ความเห็นด้วย ๘ ญัตตินะครับ ทีนี้ถ้าหากว่า ท่านขอแก้ในส่วนของท่านทั้งหมดเลยนะครับ ผมว่า อย่างนั้นเอาของท่านก่อน ดูว่า ของท่านนี่นะครับ เดี๋ยวขอหารือด้วยนะครับ เพราะว่า ของท่านนี่จะไปพันของคนอื่นเขา คนอื่นนี่เขาไม่ได้ตัดทั้งหมด แต่ของท่านขอตัด ทั้งหมด ทีนี้ ถ้าเกิดไปพิจารณาของคนอื่นก่อนนี่นะครับ เดี๋ยวก็ต้องย้อนกลับมาที่ท่าน อีกว่า ท่านไม่เอาของใครเลยนะครับ เพราะฉะนั้นนี่
คือมิได้อย่างนั้นครับ ท่านประธานครับ คือผม เห็นตามยกร่าง เดี๋ยวเรื่องของการศึกษา ๑๒ ป้ครับท่านครับ
เปล่า ตอนนี้ผมกําลังพูดถึงวิธีการนี่นะครับ ว่าเราจะพิจารณาตรงนี้ให้มันยุติอย่างไร พูดถึงวิธีการก่อนนะครับ ว่าตอนนี้เรามีของร่างกรรมาธิการ และของท่านที่ยกใหม่ทั้งหมด เลย กับมีสมาชิกอีก ๘ กลุ่มนี่นะครับ อีก ๘ ญัตตินี่ที่เขาเห็นตามกรรมาธิการ แต่เขาไป ขอแก้ ก็เลยจะหารือนะครับ อาจารย์ธงทองครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม ธงทอง จันทรางศุ กรรมาธิการครับผม ผมว่าเราเข้าใจสถานการณ์ ตอนนี้ตรงกันดีแล้วนะครับ แต่ว่า เปึ้นเรื่องที่ต้องมากำหนดวิธีพิจารณาว่า จะจัดลำดับ ขั้นตอนอย่างไร อันแรกก็คือ เรื่องโครงสร้างครับผม กรรมาธิการนั้น เสนอเรื่องการศึกษา นั้นเปึ้นส่วนหนึ่งอยู่ ในหมวดที่ ๓ สิทธิเสรีภาพ ส่วนท่านผู้แปรญัตติในกลุ่มนี่ครับ ขอให้ จัดเรื่องนี้เปึนหมวดหนึ่งต่างหาก เปึนหมวด ๓/๑ ถ้าหากว่า เราตกลงกันได้เสียก่อนว่า การวางตำแหน่งเรื่องการศึกษานี่ครับ จะคงตามที่กรรมาธิการเสนอ คือ เปึนประเด็นเรื่อง สิทธิเสรีภาพ อยู่ในหมวดที่ว่าด้วยเรื่องสิทธิเสรีภาพ หรือจะแยกหมวดออกไปเปึนหมวด หนึ่งต่างหาก ถ้าตกลงส่วนนี้ได้ สมมุติว่านะครับ ยืนว่า ยืนตามกรรมาธิการ ประเด็น ต่าง ๆ ที่ท่านแปรญัตติไว้ บางมาตรานี่ บางมาตราที่ท่านแปรไว้นี่ครับ เนื้อห้ามันจะตรง กับรายละเอียดในมาตราต่าง ๆ เหล่านั้น กระผมไม่รังเกียจเลยที่จะได้อภิปรายใน รายละเอียดต่าง ๆ ที่ประเด็นที่เปึนรายมาตราแตกต่างกัน แต่ว่า บางมาตราท่านดึงมา จากหมวดอื่นด้วยซ้ำไปครับ ถ้าหากว่า ท่านแปรญัตติตรงนี้ แล้วมันไม่ผ่านหมวดที่ว่านี้ แล้ว บางส่วนท่านอาจจะต้องเด้งกลับไปเปรียบกับเรื่องแนวนโยบายพื้นฐานของรัฐ ซึ่งอยู่ ในหมวดอื่นต่อไป เพื่อความเปึนธรรมสำหรับทุกฝ์ายนะครับ ถ้าหากให้เราชี้ไปเบื้องต้น ก่อนว่า โครงสร้างจะเขียนว่า เปึนส่วนอยู่ในหมวดว่าด้วยเรื่องสิทธิเสรีภาพตามที่ กรรมาธิการขอประทานเสนอ โดยจะแยกเปึนหมวดต่างหาก ถ้าหากว่า ที่ประชุมเห็น ไม่แยกเปึนหมวดต่างหาก ก็เก็บไว้ที่นั่น แต่ถ้าหากว่า ไม่เอาว่าตามเนื้อที่กรรมาธิการ เสนอ ก็มาตราไหนเทียบได้ ก็เอามาว่ารายมาตราไป ท่านจะได้ไม่ตกสักมาตราหนึ่ง ก็จะ เปึ้นที่ได้พิจารณากันโดยถี่ถ้วนรอบคอบครับผม ขอประทานเสนอดังนี้ครับผม
คือ ถ้าแยกหมวดต่างหากนี่นะครับ ถ้าเกิดว่า ในมาตรา ๔๘ กับ ๔๙ นี่ที่ประชุมเห็น แล้ว ก็แก้ไปเรียบร้อยแล้ว แล้วพอแยกหมวดต่างหากนี่นะครับ หมวดต่างหากนี่ต้องมาซ้ำซ้อน กับมาตรา ๔๘ ๔๙ หรือไม่
ท่านประธานครับ สมมุตินะครับ สมมุติที่ประชุมเห็นว่า น่าจะไม่แยกหมวดต่างหาก เดินตามแนวที่กรรมาธิการเสนอ พอถึงมาตรา ๔๘ นี่ะครับ ซึ่งพูดถึงเรื่องการศึกษา ๑๒ ป้ ไม่เก็บค่าใช้จ่ายอะไรก็แล้วแต่ ข้อความตรงนี้ครับ ก็จะตรงกันกับมาตรา ๖๘/๒ ที่ท่านเสนอไว้ เนื้อความเปึนข้อความ ซึ่งใกล้เคียงกัน ถ้าที่ประชุมนี้กรุณาอนุมัติ ก็จะเอาเนื้อความใน ๖๘/๒ ที่ท่านแปรญัตติไว้ นั่นนะครับ มาพูดเอาร่วมกันในเวลาที่เราพูดถึง ๔๘ เพราะจริง ๆ มันเปึนเรื่องเดียวกัน แต่ ที่มันไปเด้งตัวเลขอยู่ที่ ๖๘/๒ เพราะเทคนิคในเรื่องของการจัดหมวด แต่ถ้าเราวินิจฉัย เรื่องหมวดเสียได้แล้วนี่ ดึงเอาเนื้อมาพูดได้ไหม ขอประทานกราบเรียนหารือ
อย่างนั้นท่านก็ต้องเทียบก่อนนะครับ ว่าของที่ท่านวีนั้สเสนอไว้นี่นะครับ ในส่วนของ ท่านวีนัสที่ไปแยกเลขไว้นี้นะครับ มันอยู่ในส่วนไหนของมาตรา ๔๘ ๔๙ ใช่ไหมครับ อย่างนั้นเดี๋ยวมันก็ไม่ตรงกันนะครับ มันก็ต่างคนต่างพิจารณา ในที่สุดแล้ว พอมติไป อย่าง เดี๋ยวตอนหลังบอกไม่เอาแล้วมติแรก ใช่ไหมครับ ท่านสวิ่งครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม สวิ่ง ตันอุด ครับ ผมเห็น เจตนาอยู่นะครับว่า จริง ๆ แล้วนี้ จะเรียกว่า ส่วน หรืออะไรไปก่อนนี้นะครับ ตามร่างเดิม นี่นะครับ เรียกว่า ส่วนที่ ๘ ว่าด้วยสิทธิเสรีภาพในแง่ของการศึกษานี่นะครับ มีผู้ขอ แปรญัตติเยอะ คือ แปรญัตติยึดตามหลักเดิมนี่ก็มี แล้วก็แปรญัตติยกเปึนหมวดหนึ่งก็มี โดยเฉพาะอย่างยิ่งของ สสร. วีนัส ที่จะยกทั้งหมวด ซึ่งผมคิดว่า ทั้งหมดนี่มีเจตนารมณ์ เดียวกัน คือ หมายความว่า ในเรื่องนี้ก็คือ อยู่ในส่วนของมาตรา ๔๘ กับมาตรา ๔๙ นี้ เหมือนกันทั้งหมดนะครับ แต่ว่า จะเพิ่มมาตราขึ้นไป หรือจะทําให้มันเปึนหมวดนี่นะครับ ก็อยู่ในลักษณะเดียวกัน ซึ่งผมเห็นว่า ในเรื่องนี้นี่น่าจะพิจารณารวมไปด้วยกันทั้งหมดของ ผู้ขอแปรญัตติในเรื่อง ๔๘ กับ ๔๙ นี้นะครับ เพราะว่า อยู่ในลักษณะของส่วนของ การศึกษาทั้งสิ้นนะครับ พอถึงตรงนั้นเองนี่ สถานะจะยังเปึนส่วนหรือว่าจะยกขึ้นมา เปึ้นหมวดนี่ค่อยว่ากันอีกที ซึ่งผมคิดว่า อันนี้นี่จะได้พิจารณาองค์รวมทั้งหมดนี้นะครับ ของเรื่องการศึกษา เพราะว่ามีหลายแง่ หลายมุมมากครับ ท่านประธานครับ
ขอบพระคุณครับ คือตอนนี้ ตอนคิดนี้มันง่ายครับ แต่ตอนที่จะพิจารณานี่ ผมยกตัวอย่าง นะครับท่านวีนั้สครับ อย่างเราพิจารณามาตรา ๔๘ ก่อนนะครับ ถ้าเปึนไปตามร่าง นะครับ พอ ๔๘ วรรคหนึ่งนี่นะครับ ของท่านนี่มีอยู่ใน ๔๘ วรรคหนึ่งไหม หรือจะไปอยู่ใน วรรคอื่น มีไหมครับ ถ้าท่านบอก มี เดี๋ยวผมจะได้เริ่ม ๔๘ ไปเลย แล้วท่านก็ค่อยระวัง หน่อยว่า ของท่านอยู่ในวรรคไหน ท่านตอบได้ไหมครับ สิ่งที่ท่านเสนอนั้นนะครับ แม้เปึ้น เลขอื่นก็ตามนี่ แต่สามารถพิจารณาใน ๔๘ ๔๙ เลยได้ไหมครับ ได้นะครับ ท่านเลขาครับ เชิญครับ
ท่านประธานครับ ผม วีนัส ครับ ขออนุญาต ท่านประธานครับ เพื่อให้ง่ายสำหรับการอภิปรายครับท่านประธาน ผมขออนุญาตเปึ้น ท่านสุดท้ายได้ไหมครับ
ได้ครับ เริ่มก็คือ ส่วนที่ ๘ สิทธิและเสรีภาพในการศึกษา ขอแขวนไว้ก่อนนะครับ ชื่อส่วนนี้ ขอแขวนไว้นะครับ เพราะของท่านก็ไปตั้งชื่ออีกชื่อหนึ่ง ท่านกรรมาธิการครับ ชื่อส่วนนี่ ขอแขวนไว้นะครับ ท่านเลขาต่อครับ
มาตรา ๔๘ มีการแก้ไข มีกรรมาธิการขอสงวนความเห็น และมีผู้แปรญัตติขอสงวน คําแปรญัตติ
ส่วนที่กรรมาธิการแก้ไข อยู่ในวรรคสามนะครับ ที่เพิ่มคำว่า ที่เหมาะสม นะครับ มีท่านใด เห็นเปึนอย่างอื่นไหมครับ หรือไม่เห็นด้วยกับกรรมาธิการไหมครับ คําว่า ที่เหมาะสม หรือว่าเดี๋ยวจะรอไว้ก็ได้นะครับ ถ้าอย่างนั้นผมขออนุญาตรอนะครับ วรรคที่ ๑ นะครับ มีของท่านอาจารย์ศรีราชา เจริญพานิช ได้สงวนความเห็นไว้ โดยแก้ข้อความนะครับ เชิญท่านอาจารย์ศรีราชาครับ
ขอบคุณครับ ท่านประธาน ผม ศรีราชา เจริญพานิช สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ และกรรมาธิการ ยกร่างครับ ผมอยากจะกราบเรียนเพื่อนสมาชิกที่เคารพรักทั้งหลายนะครับว่า เรื่องของ การศึกษา ผมถือว่า เปึ้นเรื่องหัวใจ เปึนเรื่องหลัก โดยเฉพาะผมให้ความสำคัญมากที่สุด นะครับ ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้นะครับ แล้วก็อยากจะกราบเรียนว่า สิ่งที่ผมกําลังอภิปราย อยากจะขอให้ท่านให้ความสนใจ เพราะว่า อันนี้ผมถือว่า เปึนเรื่องหัวเลี้ยวหัวต่อของการ ที่เราจะมาพิจารณาที่จะดูเรื่องการศึกษา หรือปฏิรูปการศึกษาอีกครั้งนะครับ ผมคิดว่า ประเทศไทยเวลานี้มีปัญหาในหลาย ๆ เรื่อง แต่พื้นฐานเรื่องหนึ่ง ก็คือ มาจากพื้นฐาน การศึกษาของประชาชน ในรอบที่ผ่านมาประมาณสี่สิบห้าสิบป้นะครับจะเห็นได้ว่า การศึกษาของเราไม่ได้อยู่ในรูปแบบที่น่าพึงพอใจ ผลผลิตที่ออกมาก็รู้สึกว่า ไม่สามารถ ที่จะทัดเทียมกับนานาประเทศนะครับ เพราะฉะนั้นในเรื่องนี้ ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จึงสมควรอย่างยิ่งที่จะต้องมาพิจารณากันใหม่อีกครั้งนะครับว่า เราจะสามารถที่จะ ปรับปรุงบทบัญญัติในเรื่องของการศึกษา โดยเฉพาะเริ่มต้นจากมาตรา ๔๘ นี้นะครับ กันได้อย่างไร เพราะฉะนั้นผมอยากจะขอกราบเรียนว่า เรื่องนี้เปึนเรื่องใหญ่ของประเทศ นะครับ ถ้าเผื่อเราไม่สามารถที่จะเปลี่ยนแปลงระบบการศึกษาของชาติของเราให้ เจริญก้าวหน้าไปได้แล้ว ผมก็เปึ้นที่วิตกว่า ผมก็ไม่ทราบนะครับว่า อนาคตประเทศไทย ของเราจะเปึนอย่างไร เพราะว่า หากจะเปรียบเทียบกับเพื่อนบ้านมาเลเซีย สิงคโปร์ นะครับ เขาก็ไปไหนกันแล้วเวลานี้เรียกว่า ก้าวหน้าเจริญไป ก้าวหน้ากว่าเราประมาณ สิบป้สิบห้าป้ก็อาจจะว่าได้ และในขณะเดียวกันเวียดนาม ซึ่งกำลังจะวิ่งตามเข้ามา ก็อาจจะมาไล่เราทัน แล้วก็แซงเราในอนาคตอันใกล้ เพราะฉะนั้นผมคิดว่า มันถึงเวลา นะครับ ที่เราจะต้องให้ความสําคัญ และสามารถที่จะปฏิรูปการศึกษาได้อย่างจริงจังใน รัฐธรรมนูญ ฉบับป้ ๒๕๔๐ นะครับ ก็ได้ทุ่มเทกับการปฏิรูปการศึกษา แต่ผลพวงทั้งหลาย มันก็ดูเหมือนว่า มันไม่ออกมานะครับ มันจะแท้งหรือเปล่าก็ไม่ทราบนะครับ แต่ในท้ายที่สุดแล้วสภาพระบบการศึกษาที่ใช้อยู่นี่ก็ไม่ได้มีอะไรดีขึ้น แต่กลับจะมีปัญหา เลวลงกว่าเดิมด้วยซ้ำ เพราะฉะนั้นในแง่นี้ ผมอยากจะ หลังจากที่เคยสํารวจตรวจสอบ ข้อบกพร่องต่าง ๆ ในฐานะที่ได้ใกล้ชิด และดูแลการศึกษามาประมาณอย่างน้อย ๒๕ ป้นะครับ แล้วก็สอนหนังสือมาพอสมควรนะครับ ในส่วนนี้ ก็อยากจะกราบเรียน ท่านสมาชิก ท่านกรรมาธิการนะครับว่า ข้อมูลต่าง ๆ ที่มันมีปัญหาในอดีต ที่อยากจะ กราบเรียน เพราะฉะนั้นในมาตรา ๔๘ นี้นะครับ ผมจึงใคร่ขอเปลี่ยนแปลงข้อความ นะครับ โดยขอแปรญัตติว่า บุคคลย่อมมีสิทธิเสมอกันในการรับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ไม่น้อยกว่าเก้าป้ นะครับ สาเหตุที่แปรญัตติเช่นนี้นะครับ เพราะเหตุที่ว่า เท่าที่ผ่านมาเรา จะเห็นได้ว่า เราได้ทําขัดต่อรัฐธรรมนูญ ตรงที่ว่า ในการวิจัยของกระทรวงศึกษาธิการเล่ม นี้ ซึ่งเสร็จสิ้นเมื่อเดือนกันยายน ๒๕๔๙ ที่ผ่านมา ยังไม่ถึงป้เลยครับ ก็เปึนข้อมูลล่าสุด จะเห็นว่า ข้อมูลนะครับ ที่ผมได้แจกไปให้ท่านทั้งหลายแล้วนะครับ จะเห็นได้ว่า ข้อมูล เหล่านี้นะครับทางกระทรวงศึกษาได้ทำการวิจัย โดยสอบถามโรงเรียนทั้งหมดประมาณ ส่องหมื่นสามพันกว่าแห่ง ในระดับต่าง ๆ กัน ได้ข้อมูลตัวเลขที่เปึนค่าใช้จ่ายต่อหัว ก็คือ เปึนงบอุดหนุนค่าใช้จ่ายต่อหัว และงบดำเนินงานของสถานศึกษาต่าง ๆ ในต่างระดับชั้น ทั้ง ๔ ระดับ นะครับ จะเห็นได้ว่า ในระดับการศึกษาก่อนประถมศึกษานะครับ ค่าใช้จ่าย เฉลี่ยต่อหัวนะครับ กับโรงเรียนทุกประเภทและทุกขนาด อยู่ที่ ๑,๘๘๐ บาท ๓๖ สตางค์ นะครับ ประถมศึกษาอยู่ที่ ๒,๐๐๐ กับ ๘๘ บาท มัธยมศึกษาตอนต้นอยู่ที่ ๔,๑๓๗ บาท ๖๓ สตางค์ มัธยมศึกษาตอนปลายอยู่ที่ ๔,๔๗๙ บาท ๓ สตางค์นะครับ ในจำนวน ภาพรวมนี้นะครับ ก็จะเปึนเงินงบประมาณที่ได้จากงบอุดหนุนดังที่ผมกล่าวไปแล้ว นะครับ ส่วนหนึ่ง อีกส่วนหนึ่งเปึ้นเงินนอกงบประมาณ ก็จะเห็นได้ว่า ในเรื่องของ ค่าใช้จ่ายรายหัวที่รัฐจัดสรรให้ตามโรงเรียนต่าง ๆ แล้วนี่ ในทั้ง ๔ ระดับนี่นะครับ จะเห็น ได้ว่า ไม่เพียงพอนะครับ แล้วก็ถ้าเผื่อจะคิดเปึ้นอัตราส่วนนะครับ ในเรื่องของร้อยละหรือ เปอร์เซ็นต์นี่นะครับ ก็จะเห็นได้ว่า เงินนอกงบประมาณนี่นะครับ ที่จะต้อง พูดง่าย ๆ ว่า โรงเรียนต้องไปหา ไปหาเอาข้างหน้านะครับ โดยที่ไม่ได้รับจัดสรร ในชั้นก่อน ประถมศึกษามีถึง ๒๔.๒๙ เปอร์เซ็นต์ หรือ ๓๐ เปอร์เซ็นต์นะครับ ในชั้นประถมศึกษา ทั้ง ๖ ชั้นนี่นะครับ โดยเฉลี่ยแล้ว ขาดอยู่ถึง ๒๔.๖๐ เปอร์เซ็นต์นะครับ และในชั้น มัธยมต้นนะครับ ขาดอยู่ ๓๐.๔๖ เปอร์เซ็นต์ ชั้นมัธยมปลายขาดอยู่ ๓๐.๗๙ เปอร์เซ็นต์ ก็จะเห็นได้ว่า เท่าที่ผ่านมานะครับ เราจัดการศึกษาที่อ้างว่า ไม่เก็บค่าใช้จ่ายนั้น กลายเปึนภาระของผู้ปกครอง เพราะรัฐไม่สามารถที่จะหาเงินมาอุดหนุนนะครับ ที่จะเปึน ค่าใช้จ่ายต่อหัวในงบดําเนินการได้อย่างเพียงพอนะครับ เพราะฉะนั้นก็แสดงให้เห็นถึงว่า รัฐไม่สามารถที่จะจัดสรรให้ได้ หากจะยังคงจัดสรรโดยใช้รูปแบบเดิมตามที่เปึ้นอยู่นะครับ ก็คือ ให้การศึกษาไม่น้อยกว่า ๑๒ ป้นะครับ เปึนการศึกษาขั้นพื้นฐานไม่น้อยกว่า ๑๒ ป้แล้ว ก็จะมีปัญหาที่ไม่สามารถกลบได้ต่อไป จริงอยู่ แม้ว่าบางท่านบอกว่า ทางรัฐ สัญญาว่า อาจจะจัดสรรให้ได้เพิ่มขึ้นให้เพียงพอตามตัวเลขที่วิจัยนะครับ แต่ผมก็ยัง ไม่แน่ใจว่า จริง ๆ แล้ว ศักยภาพทางด้านการเงินการคลังของประเทศนั้น จะสามารถที่จะ ทุ่มเทลงไปในส่วนนี้ได้เพียงพอ และถ้าเผื่อไม่สามารถเปึนอย่างนั้นได้นะครับ ก็จะเกิด ปัญหาซ้ำแล้วซ้ำเล่าเช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นในมาตรา ๔๘ วรรคหนึ่ง ผมจึงขอแปรญัตติ ในส่วนนี้ ในชั้นแรกนี่นะครับ ก็ขอแปรว่า จะต้องลด คือ ที่จริงไม่ได้พูดว่า ลด นะครับ พูด ว่า มาตั้งหลักกันตรงที่ไม่น้อยกว่า ๙ ป้ ดูเหมือนลดนะครับ แต่ที่จริงไม่ลด ก็คือ ไม่น้อย กว่า ๙ ป้ นี่หมายความว่า ถ้าเผื่อรัฐนี่นะครับ สามารถที่จะจัดสรรได้ มีศักยภาพเพียงพอ ก็เพิ่มขึ้นไปเรื่อย ๆ ๑๐ ๑๑ ๑๒ หรือจะมากกว่า ๑๒ ก็ได้นะครับ ก็จะไม่เปึนปัญหากับ เรื่องของการจัดสรรเงินงบประมาณนะครับ และก็สิ่งที่จำเปึน ส่วนที่ขาดอยู่นี่นะครับ มันมีปัญหาเกิดขึ้นหลายอย่างนะครับ ปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างแรก ก็คือ โรงเรียนนะครับ หรือทางราชการก็จะต้องเลี่ยงบาลี โดยที่ว่า จะต้องไปขออนุมัติจากกรรมการสถานศึกษา ขอเก็บ คือ พูดง่าย ๆ ขอบริจาคจากผู้ปกครองเพิ่มเติมนะครับ ซึ่งก็จะประมาณจำนวน เลขใกล้เคียงกับที่ขาดนะครับ แล้วแต่โรงเรียน เพราะว่า โรงเรียนจะต้องคำนวณนะครับ ว่า แต่ละชั้นในโรงเรียนจะต้องใช้เงินงบประมาณเท่าไร ป้ก่อนมาเคยได้เท่าไร ป้นี้เคยได้ เท่าไรนะครับ โรงเรียนแห่งหนึ่งซึ่งผมเปึนกรรมการสถานศึกษาด้วย เมื่อป้ก่อนหน้านั้น เคยได้ ๑๘ ล้านนะครับ ในภาคการศึกษา ปัจจุบันได้เพียง ๑๒ ล้านเศษครับ เพราะฉะนั้น ขาดไปอีกตั้ง ๖ นะครับ เท่ากับประมาณตั้งเกือบ ๓๓ เปอร์เซ็นต์ นะครับ อย่างนี้เปึนต้น แต่นี่ แต่ตัวเลขเฉลี่ยมันออกมาเปึนเพียง ๓๐ เปอร์เซ็นต์นะครับ เพราะฉะนั้น ถ้าเผื่อเรา จะให้การศึกษาทุกระดับได้รับการดูแลอย่างทั่วถึงและเพียงพอในแง่ของทุก ๆ ด้าน ในเรื่องงบประมาณนะครับ อุปกรณ์การศึกษา ครูที่จะสอน ก็คงจะต้องจัดสรรเงินให้มัน เพียงพอในแต่ระดับชั้น เพราะฉะนั้นเค้ก (Cake) ที่เคยได้มาหกหมื่นกว่าล้าน เปึ้นเงิน อุดหนุนนี่นะครับ ที่แต่เดิมแบ่งออกเปึน ๑๒ ชิ้น หรืออาจจะเปึน ๑๔ ชิ้นด้วยซ้ำ สำหรับ อนุบาลบางแห่งที่ได้รับอานิสงส์ไปด้วย ก็ควรที่จะต้องแบ่งเสียใหม่ให้มันเปึ้น ๙ ชิ้น และ แต่ละชิ้นให้มันโตขึ้นนะครับ ที่จะเพียงพอ ที่จะใช้ในแต่ละระดับชั้น เพื่อที่จะให้การจัด การศึกษานี่ครับ ได้มีขึ้นอย่างเต็มศักยภาพในแต่ละชั้น เพราะมิฉะนั้นก็จะเหมือนอย่างปัจจุบัน ในเมื่อ เต็มศักยภาพแต่ละชั้นนี่ เปึนระยะเวลา แม้ว่าจะ ๙ ป้ก็ตาม แต่เมื่อมันได้รับการศึกษาที่ดี จนกระทั่งเข้าฝักแล้วนะครับ ชั้นที่ ๑๐ ๑๑ ๑๒ ต่อไปมันก็จะได้ไม่มีปัญหา เพราะว่า คุณภาพการศึกษามันดีตั้งแต่ต้นแล้ว แต่ถ้าเผื่อยังคงจัดแบบไม่พออย่างนี้ในแต่ละชั้นนี่ ขาดประมาณ ๒๔ ถึง ๓๐ เปอร์เซ็นต์ มันก็จะเกิดปัญหา ทำให้อ่อนปวกเป้ยกในแต่ละชั้น แต่ละชั้น เพราะฉะนั้นการศึกษาของชาติก็จะพังครื่นในท้ายที่สุด เพราะฉะนั้นตรงนี้ ผมอยากจะใคร่ขอกราบเรียนว่า ผมเน้นในเรื่องนี้มาก ในเรื่องส่วนของ กระทรวงศึกษาธิการนี่นะครับ ก็ได้พูดไปแล้วว่า ผมจะขอให้เปึ้น ๙ ป้นะครับ แต่ต่อมา ผมได้ขอเสนอเพิ่มเติมในตอนยื่นครั้งสุดท้าย เมื่อวันที่ ๙ มิถุนายน คือ ผมขอปรับเปลี่ยน เปึนว่า ถ้าเผื่อจะไม่เปึน ๙ ป้ ไม่น้อยกว่า ๙ ป้อย่างที่ผมเสนอนี่ ผมอาจจะรอมชอมได้ ตรงที่ว่า จะยอมเปึนว่า ไม่น้อยกว่า ๑๒ ป้ แต่ ๓ ป้ ที่เพิ่มเข้ามานี่นะครับ จะขอปรับว่า ให้ ลงไปอยู่ในชั้นต่ำกว่าประถมศึกษาป้ที่ ๑ ก็คือ จะลงไปอยู่ที่อนุบาล ๑ ๒ ๓
อีกประการหนึ่ง ที่ผมอยากจะขอกราบเรียนตรงที่ว่า ทำไมผมถึงต้องยืนยัน อยู่ที่ว่า การศึกษาภาคบังคับ ๙ ป้ เพราะเหตุที่ว่า เรามีกฎหมายครับ พรบ. การศึกษา ภาคบังคับ ที่บังคับอยู่ ๙ ป้ มันก็จะสอดคล้องกับตัวที่เราจะจัดงบประมาณให้นะครับ ว่า ภาคบังคับก็จะไม่เก็บค่าใช้จ่าย เพราะฉะนั้นผมอยากจะขอเรียนว่า ในชั้นต้นนี่นะครับ ก็คือ ผมขอเสนอในชั้นต้นว่า ขอเปึนว่า จัดการศึกษาโดยขอให้ลดลงเหลือไม่เกิน ๙ ป้ และต้องถือว่า โดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย ตามที่เสนอไว้แล้วนะครับ อันนี้ประการที่ ๑
ประการที่ ๒ ในวรรคที่สองของมาตรา ๔๘
อาจารย์ครับ เดี๋ยวขอทีละวรรคได้ไหมครับ
ทีละวรรคใช่ไหม ครับ
ครับ
ครับ เพราะฉะนั้น ในส่วนนี้นะครับ ผมขอกราบเรียนว่า ในส่วนของวรรคนี้ ตามข้อเสนอเดิมที่ผมเคยยื่นขอ สงวนไว้ตอนชั้นกรรมาธิการนั้น ผมขอสงวนไว้ว่า ๙ ป้ สำหรับกรณีที่ได้รับงบประมาณ จากรัฐ โดยกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อที่จะให้เพียงพอสำหรับ ๙ ชั้นนะครับ ถ้าเผื่อสมมุติ ว่า เราขอแปรญัตติว่า ไม่น้อยกว่าเก้าป้ นี่ เมื่อไรก็ตามที่รัฐมีความพร้อมในด้าน สถานการณ์การเงิน การคลังแล้วก็จะสามารถขยับขึ้นไปได้ แต่ถ้าเผื่อกำหนดไว้ ๑๒ ป้ เหมือนอย่างที่กรรมาธิการได้เสนอนะครับ ตามร่างที่ผ่านมาแล้วนี่ ผมเกรงว่า จะเกิด ปัญหา ก็คือจะจัดสรรไม่พอเหมือน้อย่างที่ผ่านมา แล้วจะทำให้คุณภาพการศึกษานั้นด้อย ลงนะครับ ส่วนอีกอันหนึ่ง ก็คือ เรื่องของการที่ขอให้ตัดว่า โดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย ออกนี่ เพราะว่าเท่าที่ผ่านมานะครับ ทําไม่ได้ และทําให้เกิดปัญหา ก็คือว่า ทําให้จะต้องไปขอ กรรมการบริหารการศึกษานี่นะครับ บริจาคเพิ่มเติม อันนี้ก็จะมีผลกระทบตามมาอีก ๒ ประการ อย่างน้อย ๆ ก็คือ ประการแรก ครูหรือข้าราชการที่เคยเบิกค่าใช้จ่ายเรื่อง การศึกษาของบุตรได้ รวมทั้งเอาไปหักภาษีได้ด้วยนี่นะครับ ตอนนี้ไม่ได้แล้วครับ เพราะเหตุว่า ค่าใช้จ่ายตัวนี้ไม่มีเบิกอีกต่อไปนะครับ เพราะฉะนั้นในส่วนนี้ก็จะมีปัญหา ตรงที่ว่า แทนที่ว่าคนที่เปึนครูหรือข้าราชการนี่จะได้รับเอาไปเบิกยกเว้น แต่กลับ ต้องถูกโรงเรียนมาขอให้บริจาคเพิ่มเติม คือ แทนที่จะขอไม่ต้องจ่าย หรือเอาไปเบิกได้ กลับเปึนว่า จะต้องจ่ายทบเพิ่มขึ้นเสียด้วยซ้ำ และอาจจะจำนวนมากกว่าเดิมนะครับ ประการที่ ๒ ที่ผมอยากจะกราบเรียนว่า เรื่องนี้นะครับ เมื่อเวลาเราออกกฎหมาย เราดูการศึกษาพื้นฐาน ซึ่งเปึนภาคของรัฐเปึนหลัก พอมาพูดถึงเรื่องของภาคของเอกชน แล้ว เอกชนได้รับผลกระทบเรื่องนี้อย่างมาก ตรงที่ว่า เอกชนเองถูกห้ามไม่ให้เก็บ ค่าใช้จ่ายด้วย เว้นแต่ว่าบางโรงเรียนจะเรียกแป็ะเจี๊ยะตั้งแต่ก่อนเข้า นั่นอีกเรื่องนะครับ แต่เมื่อเข้าสู่ ระบบโรงเรียนแล้ว ก็จะมีการที่ว่า ถูกห้ามให้เก็บค่าใช้จ่าย ในขณะที่โรงเรียนเอกชนที่ ไม่ได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐบาลเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์จะมีปัญหามาก หรือหากได้รับเงิน อุดหนุนประมาณ ๔๐ ๖๐ เปอร์เซ็นต์ บางส่วนก็จะมีปัญหารองลงมา ด้วยเหตุที่ว่า โรงเรียนเหล่านี้เมื่อไม่ได้เก็บค่าใช้จ่าย ตัวเองต้องจ่ายเอง ก็จะต้องจ่ายค่าใช้จ่ายของครู ด้วย ซึ่งจะทำให้โรงเรียนเอกชนทั้งหลายไม่สามารถที่จะอยู่ได้อีกต่อไปนะครับ อาจจะต้อง ค่อย ๆ ทยอยล้มไปทีละโรง เพราะเหตุที่ว่า เราไม่ได้คำนึงถึงโรงเรียนเอกชนนะครับ ในขณะที่เขามีปัญหา ทั้ง ๆ ที่เปึนนโยบายของรัฐอยู่เดิมที่ว่า อยากจะให้โรงเรียนของ เอกชนมามีส่วนแบ่งในการรับผิดชอบในการศึกษา เปึนการช่วยเหลือรัฐบาล แต่เวลานี้ นโยบายที่ทำอยู่กลับเปึนนโยบายที่ทำร้ายโรงเรียนเอกชนนะครับ จึงทำให้เกิดปัญหาขึ้น ในหลาย ๆ เรื่อง โดยสรุปนะครับ ผมอยากจะขอกราบเรียนว่า ในส่วนนี้ผมเองนั้น ผม ต้องการที่จะจัดค่าใช้จ่ายให้เพียงพอ เพราะฉะนั้นเพื่อจะให้เพียงพอ ก็จะต้องเปลี่ยนเปึน ว่า ไม่น้อยกว่าเก้าป้ แต่ในที่นี้ไม่ได้หมายความว่า จะทำให้ลดลงไป เพราะเหตุที่ว่า งบประมาณเพิ่มเมื่อไรก็สามารถจัดเปึน ๑๐ ๑๑ ๑๒ หรือมากกว่านั้นได้นะครับ เพราะฉะนั้นในเรื่องของการที่เราจะพิจารณาในเรื่องนี้ ถ้าเผื่อจะให้คุณภาพการศึกษา เปึนไปอย่างดี สมเจตนารมณ์ของเรานะครับ แล้วสามารถที่จะช่วยกันทำให้ผลิตคนที่มี คุณภาพออกมารับใช้สังคมได้แล้ว ผมเห็นว่า จำเปึนอย่างยิ่งนะครับ ที่จะต้อง เปลี่ยนแปลง โดยที่ไม่ใช้ระบบตามรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ ก็คือว่า ไม่น้อยกว่าสิบสองป้ เพราะฉะนั้นในส่วนนี้ อยากกราบเรียนวิงวอนให้ท่านสมาชิก สสร. ทั้งหลายได้กรุณาใช้ วิจารณญาณพิจารณาดูให้ดีว่า เราจะปล่อยให้การศึกษาของชาติเราล่มจมลงไปกว่านี้ โดยที่เพียงแต่ว่า ต้องการคงคำว่า ไม่น้อยกว่าสิบสองป้ เพื่อเอาใจประชาชนว่า รัฐธรรมนูญนี้ถ้อยหลังไม่ได้ ต้องดีกว่าเดิม แต่ในขณะเดียวกัน ผมได้ยื่นญัตติขอ เปลี่ยนแปลงเพิ่มเติมในส่วนนี้ว่า ถ้าเผื่อจะมีการประนีประนอม ก็คือ ผมจะยอมให้ใช้ ไม่น้อยกว่าสิบสองป้ ได้ แต่ต้องลดลงไปว่า ใน ๓ ชั้นล่างจะต้องไปอยู่ที่ความดูแลของ องค์กรบริหารส่วนท้องถิ่นนะครับ และจากนั้น ผมจึงจะยอมว่า ถ้าเผื่อเปึ้นเช่นนั้นแล้ว เรื่องของการที่จะตัดคำว่า ไม่เก็บค่าใช้จ่าย ออก ก็คงจะยอมได้ เพราะเหตุที่ว่าถ้าเผื่ออยู่ ในระดับ ๓ ชั้น จากประถม ๑ ถึง ม. ๓ ขึ้นไป ก็จะทำให้สอดคล้องกับ พรบ. การศึกษา ภาคบังคับนะครับ และอีกประการสุดท้าย ก็คือว่า การศึกษาในระบบของเราปัจจุบันนี้ ระบบมันค่อนข้างจะเละเทะนะครับ เพราะในเรื่องของจัดระบบนี่มีการก้าวก่ายกัน เพราะฉะนั้นมันถึงเวลาที่ว่า เราควรที่จะให้จุด ม. ๓ เปึนจุดเชื่อมต่อระหว่างทางที่เด็กของ เราจะเดินขึ้นไปต่อไปในอนาคต ก็คือว่า จะไปสายอาชีวะก็ไปเสียให้มันชัด ๆ หรือจะไป สายสามัญก็ไปเสีย เพราะฉะนั้นตรงนี้ทำให้เรื่องของการจัดการศึกษาจะมีภาพที่ชัดเจน ขึ้น เพราะเวลานี้เด็กสายสามัญก็เอาวิชาของอาชีวะมาเรียน เด็กของอาชีวะก็เอาวิชาของ สายสามัญมาเรียน มันเปึ้นระบบที่มั่ว และคร่อมกันไปหมดนะครับ เพราะฉะนั้นผมอยาก ให้มีการปรับปรุง หรือปฏิรูปการศึกษากันอย่างแท้จริงในยุคหลัง ซึ่งในส่วนนี้อาจจะ พาดพิงไปอยู่ในเรื่องของมาตรา ๗๙ (๓) ที่จะต้องมีการปฏิรูปการศึกษากันต่อไป ขอบคุณครับ
ขอบพระคุณครับ คือ ในมาตรา ๔๘ วรรคหนึ่ง นี่นะครับ พอดีของท่านอาจารย์ศรีราชามี ๒ ประเด็น ประเด็นเรื่องกำหนดการศึกษาขั้นพื้นฐาน อาจารย์ศรีราชาเสนอไว้ว่า ไม่น้อย กว่าเก้าป้ นะครับ แล้วอีกประเด็นหนึ่ง ก็คือ ไม่เก็บค่าใช้จ่าย ส่วนของกรรมาธิการกำหนด ไว้ว่า กำหนดการศึกษาขั้นพื้นฐานไม่น้อยกว่าสิบสองป้ ส่วนนี้คือส่วนที่ต่าง เพราะฉะนั้นถ้าดูตามญัตติของท่านอื่น ๆ นะครับ ก็จะมีความแตกต่างในเรื่องเกี่ยวกับว่า กำหนดการศึกษาขั้นพื้นฐานไม่น้อยกว่าเท่าไรนะครับ ในญัตติอื่น อย่างเช่น ของท่าน วิทยานี่นะครับ ไปกำหนดขั้นพื้นฐานไม่น้อยกว่าระดับปริญญาตรี กลุ่มท่านพิเชียรนะครับ ก็กำหนดเอาไว้ว่า ไม่น้อยกว่าปริญญาตรีเหมือนกัน กลุ่มท่านอุทิศนะครับ ไม่น้อยกว่า สิบสองป้ แต่ขอให้เพิ่มว่า ก่อนขั้นพื้นฐานไม่น้อยกว่าสามป้ นะครับ กลุ่มท่านอาจารย์ สมชัย ขั้นพื้นฐานไม่น้อยกว่าสิบสองป้ กลุ่มอาจารย์เจิมศักดิ์ก็ ไม่น้อยกว่าสิบสองป้ กลุ่มท่านสุรชัย นะครับ ไม่น้อยกว่าสิบห้าป้ ท่านวัชรา หงส์ประภัศร ไม่น้อยกว่าสิบห้าป้ ผมหารืออย่างนี้ได้ไหมครับ อยากให้ยุตินะครับ หาข้อยุติว่า เอากี่ป้ก่อนนะครับ เพราะว่า ตอนนี้มีขั้นพื้นฐานที่แตกต่างกัน อาจารย์เจิมศักดิ์ครับ
เรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม เจิมศักดิ์ ป่ืนทอง อยากจะให้สังเกตของท่านอาจารย์สมชัยไปพร้อม ๆ กับของ กรรมาธิการเสียงข้างน้อย คือ ท่านอาจารย์ศรีราชา เจริญพานิช ซึ่งมีอะไรคล้ายกัน ตัวหลักใหญ่ต่างกับคนอื่นหมดเลย ก็คือว่า การที่ไม่เก็บค่าใช้จ่ายนี่ไม่มี คือ หมายความ ว่า ให้เก็บค่าใช้จ่าย อันนั้นหลักใหญ่นะครับ
คืออย่างนี้อาจารย์เจิมศักดิ์ครับ เดี๋ยวค่าใช้จ่ายนี่ เดี๋ยวเอาไว้ว่าอีกทีหนึ่ง
ท่านฟังนิดหนึ่ง คือตัวเก็บค่าใช้จ่าย กับไม่เก็บค่าใช้จ่ายเปึนตัวหลัก ถ้าไม่เก็บค่าใช้จ่าย ผมเชื่อว่า พวกที่บอกว่า ๑๒ ป้นี่ แล้วก็รัฐไม่เก็บค่าใช้จ่าย คือ รัฐหางบประมาณมาจ่ายให้นี่ เปลี่ยนไปเลยนะ คนละอย่าง กันเลยนะ ตัวหลักนี่ คือ ระบบ ระบบว่า เราจะบริหารจัดการการศึกษาให้ได้ ให้ดีนี่ อย่างไร ระหว่างการบริหารจัดการทางด้านซัพพลาย ไซส์ (Supply size) ขออนุญาตใช้ ภาษาอังกฤษ กับทางด้านดีมานด์ ไซส์ (Demand size) ของท่านอาจารย์สมชัยนี่ อ่านดู ให้ดีครับนะครับ ท่านไม่บังคับว่า รัฐจะต้องเปึ้นผู้จัดการศึกษาให้ แต่เป่ดโอกาสให้ทุกคน จัดการศึกษา แล้วก็ไม่ฟรี แต่ไปจัดการทางด้านดีมานด์ ไซส์ว่า ให้คนมีโอกาสได้ใช้ จ่ายเงิน มีส่วนร่วมในการใช้จ่ายเงินเพื่อ
ท่านสมาชิกครับ ขอความกรุณานะครับ ขอความกรุณานะครับ เชิญต่อครับ
คือ ของอาจารย์สมชัยนี่ไปดูแล ทางด้านดีมานด์ ไซส์ ก็ว่าคือทางด้านผู้เรียน ถ้าผู้เรียนไม่มีเงินนี่ รัฐจะต้องออกให้ แต่ไม่ใช่ออกให้ทุกคน แต่เป่ดโอกาสให้คนนี่ต้องช่วยตัวเองก่อน คนที่มีสตางค์อย่างพวก เรานี่ มีลูกมีเต้านี่ตัวเองต้องจ่ายสตางค์ก่อน ส่วนคนไม่มีสตางค์นี่รัฐจึงช่วย แต่ของอีก สามสี่กลุ่มนี่ จะเปึ้นในลักษณะที่รัฐจัดการศึกษาให้ฟรี ซึ่งมันมีเหตุผลต่างกันเลยนะครับ คู่นี้ เพราะฉะนั้นถ้าเราดูตรงนี้เสียก่อนดีไหมครับว่าจะฝ์ายไหน เสร็จแล้วกี่ป้นี่มันจะ เปลี่ยนไปเลยครับ
ท่านวิทธยาครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม วิทธยา บริบูรณ์ทรัพย์ สสร. ครับ ขอบคุณครับที่ท่านประธานได้พยายามชี้ประเด็น ข้อตกลงที่ละขั้นตอนอย่างนี้ก็ดี ทำให้มันอาจจะได้ข้อยุติรวมกันได้ เพราะเรามีทั้งหมด เจ็ดแปดกลุ่ม เอากลุ่มแรกก่อนครับ เรื่องที่ท่านบอกว่า จะเอากี่ป้กันก่อน ผมกราบเรียน ว่าขณะนี้
คืออย่างนี้ ท่านวิทธยาครับ ขอโทษนะครับ ท่านอาจารย์เจิมศักดิ์บอกว่า ขอให้พิจารณา ว่าเก็บ หรือไม่เก็บค่าใช้จ่ายก่อนได้ไหมครับ
ได้ครับ เอาเรื่องเก็บ ไม่เก็บนะครับ ขณะนี้ นะครับ ผมต้องเรียนว่า ที่ผ่านมานี่ตั้งแต่มีพระราชบัญญัติการศึกษาเปึ้นต้นมา หรือตั้งแต่ พรบ. การศึกษาแห่งชาติประกาศใช้เปึนต้นมานะครับ เอารัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ เปึ้นต้นมา ดีกว่า ตั้งแต่ป้ ๒๕๔๐ นี่นะครับ ในมาตรา ๔๓ บอกว่า การจัดการศึกษาสิบสองป้ โดยไม่ ต้องเสียค่าใช้จ่าย แล้วขณะนี้นี่ครับ ใช้มาแล้วอันนี้ ๑๐ ป้ ตั้งแต่ ๒๕๔๐ ถึงวันนี้ ๒๕๕๐ ก็ยังใช้มาอยู่ คือ การศึกษาขั้นพื้นฐาน ๑๒ ป้ ไม่เสียค่าใช้จ่าย ผมไปเปรียบประดุจว่า ขณะนี้ประชาชนได้ทราบ แล้วก็มีผลบังคับ มีการเรียนโดยที่ไม่เสีย ค่าใช้จ่ายมา เรียกว่า ไม่เก็บดีกว่านะครับ ไม่เก็บค่าลงทะเบียนที่เปึนหน่วยกิต หรือค่า เล่าเรียน ๑๐ ป้แล้วครับ ทีนี้ถ้าเผื่อว่า มามองถึงว่า ๑๐ ป้ นี้หมายถึงรวมอะไรครับ หมายถึงว่า เราจัดตั้งแต่ ป. ๑ ถึง ม.๖ การศึกษาพื้นฐานปัจจุบันนี้ พอ ๑๐ ป้ที่ผ่านมานี้ ป.๑ ถึง ป. ๖ ไม่เสียค่าใช้จ่าย ไม่เก็บค่าลงทะเบียน ก็ปรากฏว่า ไปดูการศึกษาภาคบังคับ ที่ประกาศใช้ พรบ. การศึกษาภาคบังคับนั้น บังคับให้เด็กทุกคน ผู้ปกครองทุกคนนั้นต้อง ส่งลูกเข้าเรียนการศึกษาภาคบังคับ ๙ ป้ การที่เราจัดการศึกษาภาคบังคับ ๙ ป้ หมายความว่า คุณไม่ส่งลูกเรียนนั้นมีความผิด ผิดกฎหมาย ต้องเรียน ๙ ป้ ๙ ป้ ก็คือ นับตั้งแต่ ป. ๑ ถึง ม. ๓ ต้องเรียน และปัจจุบันนี้ไม่เก็บ เหตุผลที่ไม่เก็บ เพราะว่า เราบังคับเขาเรียนครับ ถ้าบังคับเขาเรียน แล้วก็ให้เขาจ่ายเงินอีกนี่เขาจะคิดอย่างไร ในเมื่อประชาชนรู้ว่า เปึนการศึกษาภาคบังคับ ผมเองผมอยู่โรงเรียนนะครับ ผมว่า ไม่เก็บ หรือเก็บนี่ ไม่กระทบกระเทือนนะครับสำหรับฝ์ายบริหารหรือโรงเรียน เพราะถ้าเก็บเราก็ เก็บจากผู้ปกครอง ถ้าไม่เก็บรัฐก็ต้องจ่าย แต่วันนี้มันปฏิบัติมาแล้ว ๑๐ ป้ คือ ตั้งแต่ ป้ ๒๕๔๐ ถึง ๒๕๕๐ ประชาชนเข้าใจอยู่แล้วครับว่า ถ้าเอาลูกหลานไปเรียนภาคบังคับนี่ มันก็จะไม่ต้องจ่ายเงิน ถ้าวันดีคืนดี วันนี้รัฐธรรมนูญฉบับนี้เราร่างมาว่า ต้องเก็บเงิน ความรู้สึกของประชาชนที่เขาเกี่ยวข้อง เอาลูกหลานมาเรียนอยู่ในการศึกษาภาคบังคับ และการศึกษาพื้นฐาน ๑๒ ป้ เขาจะมองว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้เขาเสียสิทธิ เขาเสียโอกาส ทำไมการศึกษาภาคบังคับ การศึกษาพื้นฐาน เดิมไม่เก็บ แต่วันนี้ต้องเก็บ เราเข้าใจครับ ท่านอาจารย์ศรีราชา ประทานโทษนะครับ ท่านอาจารย์ครับ อาจารย์ศรีราชาเปึ้นห่วงใย อาจารย์สมชัยเปึนห่วงใยว่า เงินมีไม่พอ อันนี้ผมเข้าใจครับ รัฐก็อาจจะมีเงิน ตอนนี้ อาจจะให้ไม่พอ แต่ไม่ใช่รัฐไม่มีเงิน รัฐมีเงิน แต่จัดให้ไม่พอ เพราะว่าไปจ่ายอย่างอื่นก็มี ครับ มากมายก่ายกองที่ไปจ่าย โครงการอะไรต่าง ๆ มากมาย ก็ถ้าจัดให้มันพอเสียจริง ๆ นี่ มันก็จบปัญหาคำว่า ไม่พอ นะครับ หรือจะหาอย่างไรก็ตาม แต่ผมเปึนห่วงว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้เปึ้นฉบับที่เรากำลังร่างขึ้นมาใหม่ ความหวังประชาชนคิดว่า ฉบับ ๒๕๕๐ น่าจะดีกว่า ๒๕๔๐ มาดูเรื่องการศึกษาปัูบ ๒๕๔๐ ให้เรียน ไม่เก็บ ค่าใช้จ่าย แต่พอ ๒๕๕๐ เก็บค่าใช้จ่ายเขา แล้วเขาจะคิดอย่างไรครับ ความรู้สึก แสดงว่า นี่ไม่ดีกว่าแน่ ฉบับนี้ เพราะเขาเสียสิทธิ เสียโอกาส และจะต้องมาจ่ายเงิน ทั้ง ๆ ที่ลูกคนที่ เรียนจบไปคนที่แล้วนี่ กำลังจะจบนี่ไม่ต้องเสียเงิน แต่ลูกคนต่อไปทำไมต้องเสียเงิน มันไม่ เปึ้นธรรม เพราะฉะนั้นเราต้องคิดถึงความเปึนจริงที่ผ่านมา แล้วความจริงแล้วนั้น ถ้าพูด ถึงการศึกษาภาคบังคับของรัฐ รัฐใด ๆ ก็ตามนะครับ หลาย ๆ ประเทศเราก็ทราบดีอยู่ว่า เขาก็ไม่ได้เก็บค่าใช้จ่ายในการศึกษาภาคบังคับ หรือการศึกษาพื้นฐานที่เรากำลังจัดอยู่ เพราะฉะนั้นผมจึงห่วงประเด็นว่า ถ้าตราบใดที่เราออกไปว่า เรายกเลิกการเก็บค่าใช้จ่าย หมายความว่า ทุกคนต้องจ่าย ใครมีก็จ่าย ใครไม่มีรัฐอาจจะช่วยจ่ายนะครับ แต่คนมี นะครับ บางทีก็ไม่อยากจ่าย เพราะถือว่าไม่เท่ากัน ไม่เปึนธรรมเท่ากัน ลูกคุณไม่จ่าย ลูกผมต้องจ่าย คนมีบางทีไม่สปอร์ต (Sport) เสมอไปหรอกครับ บางคนมีแล้วอยาก ได้มากยังมีเลย ยังโกงยังมีเลย เพราะฉะนั้นถ้าพูดตรงไปตรงมาว่า ให้เท่ากันเสียเลยดีไหม ครับ ทั้งยากดีมีจน ถ้าบังคับเราก็ต้องให้ ไม่เก็บก็ไม่เก็บ มันจะได้เปึ้นธรรมด้วยกันทั้งหมด นะครับ ส่วนในเรื่องกี่ป้ค่อยว่ากันทีหลัง ประเด็นของผมก็คือว่า ควรจะให้เปึนเหมือน ตามปกติที่ยกร่างเคยเสนอมา แล้วอย่าไปรวมถึงกับเด็กขนาดก่อนเรียนประถม เราเรียกว่า ปฐมวัย เด็กชุดนี้ ขณะนี้เด็กตัวเล็ก ๆ ตั้งแต่ ๓ ขวบนะครับ เข้าเรียนอนุบาลนี่ เด็กเดี๋ยวนี้ ชุดนี้ เด็กประเภทวัยขณะนี้ เดี๋ยวนี้ไม่มีลูกใครเลยครับ ที่เกิดมาตั้งแต่ ๓ ขวบ แล้วไม่เข้าเรียนอนุบาล แม้แต่ในชนบท ในตำบลต่าง ๆ ก็ไปเรียน ถ้าเราไม่จัดดูแลเขา ให้เขาเหลือเงินอีกนะครับ ภาวะเศรษฐกิจขณะนี้มันก็หนักพอสมควร ถ้าเราช่วยประชาชน เขาได้ ให้การศึกษาโดยที่ไม่ต้องเก็บค่าใช้จ่ายเขานี่ มันจะเปึนประโยชน์ต่อการพัฒนาเด็ก เปึ้นการสร้างเสริมพื้นฐานของเด็ก และเราก็มีส่วนช่วย โดยรัฐก็ต้องดูแล หรือรัฐอาจจะไม่ ดูแลเต็มที่ อาจจะให้ท้องถิ่นมีส่วนร่วมในการจัดการ โดยใช้งบประมาณจากท้องถิ่น อะไร ก็แล้วแต่ นั่นเปึนวิธีการ แต่ถ้าเผื่อว่า เราจะไม่เก็บเลยนี่ อย่างที่ท่านผู้ใหญ่ที่เคารพ ทั้ง ๒ ท่านเสนอมา ก็เห็นว่า พิจารณาให้ดีนะครับ ให้รอบคอบว่า มันจะเกิดผลกระทบ และเกิดการต่อต้าน เกิดความรู้สึก อาจจะถูกประชาชนพูดในทางไม่ดี หรือคิดไม่ดีว่า เอ๊ะ ทำไมเราทำแล้วคราวนี้เขาเสียสิทธิ์ เพราะว่าเราบอกว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้เราให้สิทธิ เราให้โอกาสประชาชน เราดูแลสิทธิของ เขานะครับ แต่เงินในกระเปิาเราไม่ช่วย มันก็ไม่ค่อยจะดีนัก ผมขอเสนอว่า น่าจะ พิจารณาเรื่องให้เปึ้นไปตามเดิม คือ ไม่เก็บค่าใช้จ่ายครับ ขอบคุณครับ
ท่านสมาชิกครับ คือ เก็บกับไม่เก็บนี่ครับ ผมว่า มันคิดง่ายนะครับ ผมว่า น่าจะคิดง่ายว่า เก็บหรือไม่เก็บ อาจารย์ครับ คนอื่นเขายกมือตั้งเยอะครับ
คือท่านประธานครับ ผมคิดว่า ตอนนี้เวลาก็ล่วงเลยมาพอสมควรแล้ว พวกเราก็เหนื่อยมาก เปึนไปได้ไหมครับว่า วันนี้ เราหยุดกันแค่นี้ก่อน แล้วเรามาเริ่มกันใหม่วันพรุ่งนี้ เมื่อเราสดชื่นกว่านี้ ผมขอเสนอให้
ถามผมก็ได้ครับ เดี๋ยวผมตัดสินใจให้นะครับ
ครับ ขอบคุณครับ
ก็เอาเปึนว่า ผมว่า มาตรา ๔๘ นี่นะครับ เปึนมาตราที่มีประเด็นเยอะนะครับ แม้ว่า จะ พิจารณาเพียงวรรคเดียวนะครับ ก็อาจจะทำให้เกิดความไม่ชัดเจน แล้วก็ไม่ครบถ้วนกับ การพิจารณานะครับ แล้วถ้าพิจารณาหมดทุกประเด็นนะครับในคืนนี้ ผมว่า เที่ยงคืนก็ ไม่เสร็จนะครับ ผมขอหารือที่ประชุมนะครับว่า วันนี้เราพักไว้ก่อนนะครับ แล้วเราก็มา ประชุมต่อในวันพรุ่งนี้ตามวาระที่จัดเอาไว้นะครับ ผมคิดว่า ขออนุญาตเปึ้นไปตามนี้ ได้ไหมครับ มีใครขัดข้องไหมครับ ขัดข้องครับ ขัดข้อง
ขัดข้อง มีครับ
ยกมือครับ เอาขัดข้องนะครับ
ท่านประธานครับ กระผมมีเรื่องขัดข้อง จะกราบเรียนหารือท่านประธานสักนิดด้วยครับ บังเอิญในการพิจารณาเชิญให้สมาชิกมา แสดงความคิดเห็น หรือแปรญัตตินะครับ บังเอิญในส่วนที่ ๓ ผมยกมือตั้งนาน ท่านประธานไม่อนุญาต หรือไม่เห็นก็แล้วแต่นะครับ กระผมกราบเรียนว่า การพิจารณา ถ้าไปตามลำดับ ซึ่งในกลุ่มที่ ๓ นี่เรามีความคิดเห็นไม่เหมือนกลุ่มอื่น อยากให้ท่านได้ กรุณาพิจารณาครับ เพราะฉะนั้นแล้วอยากกราบเรียนว่า ได้โปรดนะครับ ได้โปรดมองเห็น ถึงสมาชิก
กลุ่มที่ ๓ กลุ่มไหนครับ
กลุ่มที่ ๓ ที่มีคุณอุทิศเปึนหัวหน้ากลุ่มครับ กลุ่มภาคใต้ครับ แล้วก็มีสมาชิกอีกประมาณ ๔ ท่านที่จะอภิปรายนะครับ เพราะฉะนั้นที่ กระผมยกมือนี่ ผมทำหน้าที่แทนคุณอุทิศในวันนี้ ต้องกราบเรียนท่านประธานว่า จริง ๆ แล้วประเด็นของเราไม่เหมือนคนอื่น แล้วก็อีกประเด็นจะขอเสริมนิดหนึ่ง ไม่ใช่อภิปราย นะครับว่า ในการที่เราออกไปรับฟังความคิดเห็นมาทั่วประเทศในภาคของเรานั้น ในเรื่อง ค่าใช้จ่ายนั้น เขาบอกว่า ไม่เก็บ อย่างนี้เปึนต้นครับ
ทำความเข้าใจกับท่านวิชัยนิดหนึ่งนะครับ คืออย่างนี้ครับ พอดีญัตติของท่านอุทิศนี่ นะครับ ต่างกับญัตติท่านอื่นก็จริงนะครับ แต่ลำดับนี่ครับ เราให้กรรมาธิการที่สงวน ความเห็นอภิปรายก่อนนะครับ แล้วเราก็จะแยกประเด็นนะครับ ซึ่งประเด็นที่ไม่เห็นด้วย กับกรรมาธิการก็มี ๙ ป้ และมีปริญญาตรี และมี ๑๕ ป้ ของท่านอุทิศนี่นะครับ ตรงกับ กรรมาธิการ คือ ๑๒ ป้ แต่ไปมีส่วนพื้นฐาน ก่อนพื้นฐานอีก ๓ ป้ เพราะฉะนั้นมันยังไม่ถึง ครับ ไม่ใช่ว่าไม่เห็นความสำคัญ หรือไม่เรียกนะครับ อย่าเข้าใจผิดนะครับ ขอบพระคุณ นะครับ แล้วเดี๋ยวต่อพรุ่งนี้แล้วกันครับ
ครับผม
อาจารย์เกียรติชัยครับ ยังมีอะไรครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผมคิดว่าประเด็น โดยเฉพาะในมาตรา ๔๘ ซึ่งเรากำลังจะพิจารณากันนี้ เปึนเรื่องใหญ่ เรื่องสำคัญ เปึนช่วง หัวเลี้ยวหัวต่อ ซึ่งเราพูดกันตลอดมาว่า เรื่องการศึกษาเปึนวาระแห่งชาติ ผมกำลังจะ เสนออย่างนี้ครับ ท่านประธานครับ ว่า ถ้าอย่างนั้นแล้วเราจําเปึ้นจะต้องกําหนด สิ่งที่เรียกว่า เปึนกรอบของการที่จะพิจารณากันให้ชัดเจนเสียก่อน อันนี้เรียกว่า เฟรมเวิร์ก ออฟ ดิสคัสชัน (Framework of discussion) ซึ่งถ้าไม่อย่างนั้นแล้ว เนื่องจากว่า มาตรานี้ มีผู้เสนอแปรเข้ามามากมายทีเดียว ผมคิดว่า ประเด็นใหญ่ ๆ ของมาตรานี้ที่เราจะต้องพูด กันมีอยู่ ๒ เรื่อง ๑. ก็คือ เรื่องจำนวนป้ ๒. ก็คือ เรื่องค่าใช้จ่าย ถ้าเราเอาประเด็นเรื่องจำนวนป้ขึ้นมาพูด เสียให้ชัด แล้วตกลงกันได้ในเรื่องจำนวนป้เสียก่อน แล้วจึงจะมาพูดเรื่องค่าใช้จ่าย มันก็ จะเร็วขึ้น แล้วก็อยู่ในทิศทางซึ่งเปึนระบบในการที่จะพูดจากันมากขึ้น อย่างจำนวนป้ ซึ่งแต่ละกลุ่มเสนอมานี่ มันก็มี ๑๒ ป้ ตามกรอบเดิมของรัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ แล้วก็มี ๑๒ ป้ ที่ตัดยอด แต่มาเพิ่มฐาน อย่างของท่านอาจารย์ศรีราชา แล้วก็ยังมี ๑๕ ป้ ซึ่งรวม ๑๒ ป้เดิม แล้วก็มาเพิ่มฐานอีก แล้วก็ยังมีที่ขยายไปถึงปริญญาตรีด้วย ทีนี้ถ้าหากว่า เรา จะกำหนดกรอบของการที่จะพูดจากันในเรื่องจำนวนป้ให้ได้ตกลงกันเสียก่อน มันก็จบ เรื่องป้ว่าจะเอากันอย่างไร แล้วถึงมาพูดว่า ๑๒ ป้ หรือ ๑๕ ป้ หรืออะไรนี่ ตกลงค่าใช้จ่าย เราจะเอาอย่างไร มันก็มีที่เสนอแปรมาว่า มีค่าใช้จ่าย ค่าใช้จ่ายบางส่วน หรือไม่ต้องเสีย ค่าใช้จ่าย ตรงนี้ก็มาว่ากันอีกทีหนึ่ง ก็จะได้จบเปึนประเด็น แล้วมันก็เปึ้นประเด็น ซึ่งเปึนประเด็นหลักอยู่ในมาตรา ๔๘ จากนั้นแล้ว ประเด็นที่เกี่ยวข้องมันก็จะมาพูดว่า ถ้าสมมุติเอาเรื่องการศึกษาประถมวัยเข้ามาเกี่ยว แหม อันนี้มันไปเกี่ยวพันกันในเรื่องของ หลักการ ทฤษฎีอะไรต่าง ๆ มากมาย เราก็มาพูดตรงนั้นอีกที มันก็จะได้ประเด็นว่า ถ้าสมมุติไปตกลง ๑๒ ป้ อย่างเดิมมันก็ง่ายขึ้น หรือตกลง ๑๒ ป้ ถ้าเลื่อนมาอย่าง อาจารย์ศรีราชา ต้องมาพูดเรื่องการศึกษาปฐมวัย หรือถ้า ๑๕ ป้ครอบคลุมมาถึง การศึกษาปฐมวัย ต้องมาพูดเรื่องการศึกษาปฐมวัยอีก ตรงนั้นมันตามมาทีหลัง ทั้งหมด ผมคิดว่า เปึ้นเรื่อง เปึนประเด็นหลัก ซึ่งถ้าเรากำหนดกรอบของการพิจารณาอย่างนี้แล้ว จะง่ายขึ้นและตกลงกันได้ อย่างไรก็ตามเรื่องทั้งหมดนี่เปึนเรื่องใหญ่ ซึ่งผมเห็นว่า ถ้าจะ พูดวันนี้ไม่จบแน่ แล้วขณะนี้ผมเช็ก (Check) ข่าวอะไรต่ออะไรมาแล้ว เดี๋ยวเราจะไม่ได้ กลับบ้านกัน
ครับ ไม่เปึนไรครับ
ก็เสนอเฟรมเวิร์ก (Framwork) ที่จะพูดจา กันไว้อย่างนี้ดีกว่า แล้วถ้าเริ่มต้นเรื่องอย่างนี้ผมคิดว่าเราจะไปในทิศทางที่ตกลงกันได้
ครับ ขอบพระคุณครับ ที่เสนอไปทั้งหมดผมก็อธิบายไปหมดแล้วนะครับ ตรงกันนะครับ ไม่ได้ขัดแย้งกันเลยนะครับ วันนี้ขอบคุณท่านสมาชิกทุกท่านครับ ประชุมต่อพรุ่งนี้ เก้าโมงครึ่งครับ วันนี้ป่ดประชุมครับ