เจิมศักดิ์ ป่ืนทอง หารือเรื่องการถือหุ้นและการเป็นเจ้าของสื่อ โดยเห็นด้วยกับมาตรา 47/1 ที่ห้ามการถือหุ้นและการเป็นเจ้าของสื่อของนักการเมือง โดยมีเหตุผลว่า การมีอิทธิพลของสื่อและทางการเมืองร่วมกันจะทำให้บ้านเมืองถูกบิดเบือน และเห็นใจสื่อท้องถิ่น แต่ไม่เห็นใจนักการเมืองท้องถิ่นที่จะทำสื่อ
ขอบคุณท่านประธานครับ ท่านประธานครับ มาตรา ๔๗/๑ เมื่อตอนที่อยู่ที่ ๔๗ นี่ ผมไม่ได้ติดใจอะไรทั้งสิ้น แล้วก็ ได้เคยปรึกษาหารือกับกลุ่มบรรดาที่สมาคมผู้สื่อข่าว และทั้งหลาย ผู้สื่อข่าววิทยุโทรทัศน์ ก็ดี หนังสือพิมพ์ก็ดี ได้เคยปรึกษาหารือเรื่องนี้ แล้วก็พูดคุยกันนี่ ทุกคนดีใจที่มีวรรคนี้ ที่เกิดขึ้นในมาตรา ๔๗ และเมื่อทางกรรมาธิการได้เปลี่ยนจาก ๔๗ มาเปึ้น ๔๗/๑ นี่ ผมก็คิดว่า ก็เหมาะสม ก็ไม่มีอะไรขัดข้องในหลักการ ผมต้องเรียนว่า ในอันนี้นี่ ผมพูดได้ เต็มปาก เพราะว่า ผมได้ไปฟังความเห็นจากบรรดาสื่อมวลชน แล้วก็ตัวเองก็คิดตรงกัน ที่เห็นดีด้วยกับกรรมาธิการยกร่างที่ได้คิดอันนี้เข้ามา ผมคิดว่า เมืองไทยมีปัญหาเรื่องนี้ เยอะ แม้เรื่องนี้นี่นะครับ ผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองนี่ มันจะตีความถึง สส. สว. ถึงรัฐมนตรี ถึงนายกรัฐมนตรี หรือถึงนักการเมืองอื่นใดก็ตามนี่ ผมคิดว่า ในหลักการแล้ว นี่ เหล่าบรรดาตำแหน่งทางการเมืองทั้งหลาย กับการเปึนเจ้าของกิจการ หรือถือหุ้นในสื่อ นี่มันไม่สมควร มันเปึ้นเรื่องที่ไม่ใช่เพียงแต่ว่ามีผลประโยชน์ทับซ้อน หรือว่ามีส่วนได้เสีย เท่านั้น แต่การถือหุ้นและการเปึนเจ้าของสื่อ มันมีความหมายมากกว่านั้นไปอีก ผมคิดว่า มันสามารถที่จะมีอิทธิพล ทำให้ทางการเมืองของประเทศไทยไม่ใช่เรื่องผลประโยชน์ อย่างเดียว แต่เปึนเรื่องของอิทธิพลทางการเมืองที่ผมเปึนห่วง เพราะท่านประธานก็คง จะรู้ว่า สื่อเรานี่มีอิทธิพลทางการเมือง อิทธิพลในการชี้นำ นักการเมืองก็มีอิทธิพล แล้วก็ สามารถจะชี้น้ำ แล้วนักการเมืองก็เปึ้นบุคคลที่เข้ามาแสวงหาอำนาจ ถ้าไม่มีอำนาจ ก็ไม่เรียกว่า เปึนนักการเมือง มาแสวงหาอำนาจ มาจัดสรรอำนาจ เมื่อมีอำนาจทางการเมืองกับอำนาจของสื่อร่วมกันนี่ ผมคิดว่า มันหนักหน้าสาหัสมาก ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งที่จะมีมาตรานี้นะครับ ผมพูดอย่างนี้นี่ เคยมีคนถามผมว่า แล้วผมเอง นี่มีหุ้นอยู่ในบริษัทที่ถือ ที่ทำสื่อหรือไม่ ผมกราบเรียนว่า ผมมี และเปึนหุ้นใหญ่ด้วย อยู่ใน บริษัทวอชด๊อก (Watch Dog) แต่ว่า ผมคิดว่า ความจริงก็คือความจริง หลักการก็คือ หลักการ มีคนบอกว่า แสดงว่า ผมไม่คิดจะเล่นการเมืองต่อไปแล้วใช่ไหม ผมบอกว่า เรื่องนั้นไม่มีใครรู้หรอก ตัวผมเองยังไม่รู้เลย แต่ถ้าถามวันนี้ผมก็ไม่เล่น แต่ผมก็ไม่ได้คิด จะปูทางว่า ถ้าตัวเองจะเล่นนี่ก็จะต้องเป่ดช่องไว้ก่อนว่า ต้องเป่ดช่องให้กับตัวเอง ผมคิดว่าหลักการคือหลักการ ผมตอบเขาไปอย่างนี้นะครับ เพราะฉะนั้นผมก็คิดว่า พวกเราทั้งหลายนี่ ก็น่าจะเห็นประโยชน์ของตรงนี้ ถามว่า เห็นใจนักการเมืองท้องถิ่นไหม เพราะว่าในนักการเมืองท้องถิ่นนี่ ก็เปึ้นเจ้าของสื่อท้องถิ่นกันอยู่เยอะ ผมต้องกราบเรียน ว่า ผมเห็นใจสื่อท้องถิ่น แต่ผมไม่เห็นใจนักการเมืองท้องถิ่น ท่านประธานครับ ผมว่า เรา ต้องแยกระหว่างเราเห็นใจสื่อท้องถิ่น สื่อคนที่จะส่วมหัวโขนสื่อ แล้วอยากจะทำหน้าที่สื่อ นี่ ผมเห็นใจครับ เพราะว่า เขานี่ บางทีก็อาจจะต้องพึ่งพาผู้มีอิทธิพลบ้าง อะไรต่อ อะไรบ้าง แต่เห็นใจกับเรื่องที่เรา ยอมกันได้ไหมนี่ มันคนละเรื่องกัน แต่ผมจะไม่เห็นใจ นักการเมืองท้องถิ่นที่อยากจะมีสื่อ แต่ผมเห็นใจสื่อที่บังเอิญไปเปึนนักการเมือง เพราะฉะนั้นเราต้องแยกตรงนี้นะครับ ผมคิดว่า สื่อในท้องถิ่นนี่น่าเห็นใจ แต่เมื่อท่านไป เปึ้นนักการเมืองแล้วนี่ ท่านต้องตัดให้ขาด แต่ถ้าขณะที่ยังไม่ได้ไปเปึนนักการเมือง ไม่ว่า ระดับใดก็ตาม ผมว่า ท่านก็มีสิทธิที่จะทําสื่อได้เต็มที่ แต่ถ้าท่านสอบได้ แล้วไปเปึ้น นักการเมือง จะโอนให้กับลูกก็ไม่ควร จะมีตัวแทนก็ไม่ได้ ผมคิดว่า อันนี้จะต้องชัดเจน เพราะว่า ๒ อํานาจนี้เปึ้นอํานาจที่สําคัญในบ้านเมือง และผมคิดว่า ถ้า ๒ อํานาจนี้ รวมกันนี่ ผมว่า บ้านเมืองจะถูกบิดเบือน และผมจึงเห็นด้วยกับกรรมาธิการ ส่วนถ้าท่าน จะบอกว่าจะอยู่ตรง ๔๗/๑ ตรงนี้ หรือว่าจะย้ายไปอยู่ที่ไหน แต่ขอให้ได้ข้อความครบนี่ ไม่ใช่ไม่เห็นใจสื่อท้องถิ่นนะครับ ผมต้องกราบเรียน ผมเห็นใจสื่อท้องถิ่น แต่ผมไม่เห็นใจ นักการเมืองท้องถิ่นที่จะมาทำสื่อ ผมว่า ต้องรื้อแยกกัน ท่านประธานครับ องค์กรสื่อนี่ เขาพูดกับผม แล้วผมมีหลักฐานเปึนเทปิด้วยซ้ำ เพราะว่า ในรายการ ผมใช้รายการทีวี ในการที่รับฟังความเห็นไปด้วย องค์กรสื่อทั้งหลาย ไม่ว่าจะเปึนนายกสมาคมผู้สื่อข่าว วิทยุโทรทัศน์ก็ดี ไม่ว่าจะเปึนคุณเชาวรงค์ ในตำแหน่งอะไรผมก็จำไม่ได้ เดี๋ยวจะถาม พี่มานิจก็จะตอบได้ แล้วก็วิทยุชุมชนก็ดี เคเบิลทีวีในต่างจังหวัดก็ดี ต่างเห็นตรงกันหมด ตรงนี้ ที่พูดกับผมว่า เห็นด้วยกับกรรมาธิการยกร่าง และเขาบอกด้วยซ้ำว่า ผู้ดำเนิน รายการทีวีอย่างผม คนอ่านข่าวและผู้ดำเนินรายการทีวี ถ้าจะให้ดีต้องห้ามด้วย เมื่อไป เปึ้นนักการเมืองแล้ว ยังมาดำเนินรายการโทรทัศน์ ก็ควรจะห้ามด้วย นี่เขาฝากผมมานะ ครับ ส่วนท่านจะคิดว่า เหมาะสมแค่ไหนนั้นเรื่องของท่าน ผมนี่เปึนคนตรงไปตรงมา ผม ดำเนินรายการโทรทัศน์ และผมก็เปึนสื่อมวลชนคนหนึ่ง เมื่อเขาฝากมาว่าให้มาบอก ผมก็ จะบอกอย่างตรงไปตรงมาว่า เขาบอกว่า อยากที่จะให้ห้ามด้วย ท่านไม่ต้องมาถามผมว่า ผมเห็นอย่างไร เมื่อมันมีผลประโยชน์ทับซ้อน ผมไม่พูดว่า ผมเห็นอย่างไรนะครับ ท่าน ประธานครับ เพราะฉะนั้นผมคิดว่า ดีแล้วครับ ท่านย้ายไปมาตราใหม่ ผมไม่ขัดข้องครับ ขอบพระคุณครับ