สุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย หารือเรื่องมาตรา 47/1 ในรัฐธรรมนูญ โดยมีปัญหาเกี่ยวกับความหมายของ "ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง" และเสนอให้ใช้มาตรฐานที่ชัดเจนในการเขียนกฎหมายรัฐธรรมนูญ เพื่อป้องกันการเข้าครอบงำกิจการสื่อสารมวลชนหรือโทรคมนาคม โดยเฉพาะการเข้าเป็นคู่สัญญากับกิจการสื่อสารมวลชนและโทรคมนาคม
เรียนท่านประธาน ท่านกรรมาธิการยกร่าง เพื่อนสมาชิกที่เคารพครับ ผม สุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย สำหรับมาตรา ๔๗/๑ นี้ ผมยังไม่ เห็นด้วยกับถ้อยคำที่ใช้นะครับ มี ๓ ประเด็น ที่จะขอนำเสนอ
ประเด็นที่ ๑ ก็คือ มาตรา ๔๗/๑ เริ่มต้นข้อความว่า ผู้ดํารงตําแหน่งทาง การเมืองจะเปึนเจ้าของกิจการหรือผู้ถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์ วิทยุกระจายเสียง วิทยุ โทรทัศน์ หรือโทรคมนาคม มิได้ มีปัญหา ก็คือ ความหมายของ คำว่า ผู้ดำรงตำแหน่งทาง การเมือง นั้นหมายถึงใครบ้างนะครับ ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่มีนิยาม คําว่า ผู้ดํารง ตำแหน่งทางการเมือง ไว้นะครับ ถ้าจะอาศัยเทียบเคียงก็คงต้องไปอาศัยเทียบเคียงจาก กฎหมายฉบับอื่น เช่น พระราชบัญญัติปัองกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ หรือกฎหมายของ ปปช. นะครับ ถ้าเปึนอย่างนั้นการเขียนกฎหมายรัฐธรรมนูญ แล้วต้อง ไปเทียบเคียงจากกฎหมายลำดับรอง ผมว่า ผิดด้วยเรื่องของทฤษฎีทางกฎหมาย
ประเด็นที่ ๒ ก็คือ เจตนารมณ์ของมาตรา ๔๗/๑ นั้น ต้องการควบคุมมิให้ ผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองเข้ามาครอบงํา หรือเข้ามามีอิทธิพลเหนือกิจการ สื่อสารมวลชนเพียงอย่างเดียว หรือรวมไปถึงกิจการโทรคมนาคม ซึ่งเปึนกิจการสื่อสาร มิใช่สื่อสารมวลชน เพราะว่า ตอนท้ายของข้อความที่เมื่อกี้ผมอ่านไปเมื่อสักครู่ ท่านจะ เห็นว่า มีต่อท้ายด้วยข้อความ คำว่า หรือโทรคมนาคม กิจการโทรคมนาคมกับกิจการ วิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์นั้น มันมีความหมายต่างกัน ท่านต้องให้ความกระจ่าง เลยว่า ท่านต้องการปัองกันมิให้ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมาทำธุรกิจสื่อสารมวลชน เพื่อที่จะครอบงำธุรกิจสื่อสารมวลชน แล้วใช้กิจการสื่อสารมวลชนนั้นเปึ้นสื่อ หรือใช้ให้มี อิทธิพลในการเผยแพร่ข้อความหรือข้อมูลของตัวเอง เพื่อครอบงำสังคม ก็ควรที่จะให้มี ความชัดเจน แต่ถ้าหลักการตรงนั้น ผมเห็นว่า มันไม่น่าจะเกี่ยวข้องกับกิจการ โทรคมนาคม ซึ่งเปึนกิจการสื่อสาร ประเด็นที่ ๒ นะครับ ก็คือ ประเด็นในเรื่องของการ ห้ามมิให้ผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองเข้ามาครอบงํากิจการต่าง ๆ ท่านใช้ข้อความ ว่า ไม่ว่าในนามของตนเองหรือให้ผู้อื่นเปึ้นเจ้าของกิจการ หรือถือหุ้นแทน หรือจะ ดำเนินการโดยวิธีการอื่นไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม ที่สามารถบริหารกิจการดังกล่าวได้ ในทํานองเดียวกับการเปึนเจ้าของกิจการ หรือถือหุ้นในกิจการดังกล่าวมิได้นะครับ ท่าน ห้ามแค่นี้ แต่ถ้าไปเป่ดดูมาตรา ๒๕๖ (๔) จะมีข้อห้ามมากกว่า ๒๕๖ (๔) เปึ้นข้อห้าม ของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองในฐานะ เฉพาะในฐานะที่เปึน สส. หรือ สว. การเปึน สส. หรือ สว.นั้น จะถูกห้ามนอกเหนือจากการไม่เปึนหุ้นส่วน หรือไม่เปึนผู้ถือหุ้นในห้าง หุ้นส่วนจำกัด หรือบริษัทจำกัดที่ดำเนินกิจการเกี่ยวกับการสื่อสารมวลชนแล้ว ยังห้ามมิ ให้เข้าเปึนคู่สัญญากับห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทดังกล่าวด้วย เพราะฉะนั้นถ้าจะห้ามให้ เด็ดขาดจริง ๆ ผมว่า นอกเหนือจากการห้ามเข้าเปึนเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นแล้ว ท่านก็ควรจะ เติมเต็มเข้าไปด้วยครับ คือ ห้ามการเปึนคู่สัญญากับห้างหุ้นส่วน หรือบริษัทดังกล่าวได้ ด้วย ไม่เช่นนั้นแล้วมันก็คือจะเปึนช่องว่าง ผมไม่เปึนเจ้าของกิจการ ผมไม่เปึนผู้ถือหุ้นใน กิจการสื่อสารมวลชน แต่ผมจะเปึนคู่สัญญากับกิจการสื่อสารมวลชน ผมก็สามารถมี อิทธิพลเหนือกิจการสื่อสารมวลชนนั้นได้ ถ้าไม่ปฏิบัติตามสิ่งที่ผมต้องการ ผมถอนสัญญาที่จะเอื้อธุรกิจของสื่อสารมวลชน หรือ ถอนสัญญาที่จะทำให้สื่อสารมวลชนนั้นขาดรายได้ที่จะดำเนินกิจการต่อไปได้ ก็สามารถ กระทำได้นะครับ ขณะเดียวกันเราไม่สามารถอธิบายให้สังคมรับฟังได้ว่า เหตุใดในส่วน ของ สส. สว. เราจึงห้ามมากกว่าการเปึนเจ้าของกิจการ มากกว่าการเปึ้นเจ้าของผู้ถือหุ้น คือ ห้ามถึงการเปึนคู่สัญญา แต่ในฐานะที่เปึ้นผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง ซึ่งเริ่มตั้งแต่ นายกรัฐมนตรี เรากลับไม่ห้ามการเปึนคู่สัญญากับกิจการสื่อสารมวลชน แต่ห้ามเฉพาะ เรื่องของการเปึนเจ้าของกิจการ หรือผู้ถือหุ้นโดยตรงนะครับ ตรงนี้ก็คือประเด็นที่ ผมอยากจะกราบเรียนเสนอ สุดท้าย สิ่งที่ผมจะขออนุญาตนำเสนอเปรียบเทียบก็คือ ในส่วนของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา ที่เขียนอยู่ในมาตรา ๒๕๖ (๔) ขออภัยที่ผมจะต้องอภิปรายเลยไปถึงมาตรานี้ เพราะมันเชื่อมโยงกันครับ ท่านประธาน ครับ ใน ๒๕๖ (๔) นั้น มีจุดสังเกตอีกจุดหนึ่ง ก็คือ เราห้าม สส. สว. เข้าเปึนหุ้นส่วน หรือ ผู้ถือหุ้นในกิจการสื่อสารมวลชน แต่เราไม่ได้ร่วมเรื่องโทรคมนาคมไว้ด้วย แต่ในมาตรา ๔๗/๑ ท่านรวมถึงเรื่องของโทรคมนาคมไว้ด้วยนะครับ ก็มีความแตกต่างอีกประเด็นหนึ่ง ที่ผมอยากจะกราบเรียนว่า ถ้าจะทำให้กฎหมายง่ายต่อการเข้าใจ แล้วก็เพื่อให้ตาม ข้อห้ามนั้นสามารถปฏิบัติได้ ท่านต้องดูให้รอบคอบ แล้วก็ปรับปรุงถ้อยคำในเรื่องของการ บังคับใช้กฎหมาย โดยเฉพาะผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองนั้น ผมเห็นว่า น่าจะมีช่องทาง น่าจะมีโอกาสในการที่จะใช้กิจการสื่อสารมวลชน หรือกิจการโทรคมนาคมเข้าไปแสวงหา ผลประโยชน์ในทางที่ไม่ชอบได้มากกว่าบุคคลที่เปึ้นเฉพาะ สส. หรือ สว. นะครับ เพราะฉะนั้นข้อห้ามนั้น ควรที่จะห้ามมากกว่า ผมเองเสนอว่า ควรจะห้ามการเข้าเปึน คู่สัญญาของกิจการสื่อสารมวลชนและโทรคมนาคมด้วยครับ ขอบคุณครับ