สภาร่างรัฐธรรมนูญ · ครั้งที่ ๒๔ · ๑๓ มิถุนายน ๒๕๕๐

ศรีราชา เจริญพานิช เสนอการปฏิรูปการศึกษา โดยเฉพาะมาตรา 48 ในรัฐธรรมนูญ โดยเสนอให้ลดระยะเวลาการศึกษาภาคบังคับเหลือไม่เกิน 9 ปี และไม่เก็บค่าใช้จ่าย

รองศาสตราจารย์ศรีราชา เจริญพานิช กรรมาธิการ

ขอบคุณครับ ท่านประธาน ผม ศรีราชา เจริญพานิช สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ และกรรมาธิการ ยกร่างครับ ผมอยากจะกราบเรียนเพื่อนสมาชิกที่เคารพรักทั้งหลายนะครับว่า เรื่องของ การศึกษา ผมถือว่า เปึ้นเรื่องหัวใจ เปึนเรื่องหลัก โดยเฉพาะผมให้ความสำคัญมากที่สุด นะครับ ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้นะครับ แล้วก็อยากจะกราบเรียนว่า สิ่งที่ผมกําลังอภิปราย อยากจะขอให้ท่านให้ความสนใจ เพราะว่า อันนี้ผมถือว่า เปึนเรื่องหัวเลี้ยวหัวต่อของการ ที่เราจะมาพิจารณาที่จะดูเรื่องการศึกษา หรือปฏิรูปการศึกษาอีกครั้งนะครับ ผมคิดว่า ประเทศไทยเวลานี้มีปัญหาในหลาย ๆ เรื่อง แต่พื้นฐานเรื่องหนึ่ง ก็คือ มาจากพื้นฐาน การศึกษาของประชาชน ในรอบที่ผ่านมาประมาณสี่สิบห้าสิบป้นะครับจะเห็นได้ว่า การศึกษาของเราไม่ได้อยู่ในรูปแบบที่น่าพึงพอใจ ผลผลิตที่ออกมาก็รู้สึกว่า ไม่สามารถ ที่จะทัดเทียมกับนานาประเทศนะครับ เพราะฉะนั้นในเรื่องนี้ ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จึงสมควรอย่างยิ่งที่จะต้องมาพิจารณากันใหม่อีกครั้งนะครับว่า เราจะสามารถที่จะ ปรับปรุงบทบัญญัติในเรื่องของการศึกษา โดยเฉพาะเริ่มต้นจากมาตรา ๔๘ นี้นะครับ กันได้อย่างไร เพราะฉะนั้นผมอยากจะขอกราบเรียนว่า เรื่องนี้เปึนเรื่องใหญ่ของประเทศ นะครับ ถ้าเผื่อเราไม่สามารถที่จะเปลี่ยนแปลงระบบการศึกษาของชาติของเราให้ เจริญก้าวหน้าไปได้แล้ว ผมก็เปึ้นที่วิตกว่า ผมก็ไม่ทราบนะครับว่า อนาคตประเทศไทย ของเราจะเปึนอย่างไร เพราะว่า หากจะเปรียบเทียบกับเพื่อนบ้านมาเลเซีย สิงคโปร์ นะครับ เขาก็ไปไหนกันแล้วเวลานี้เรียกว่า ก้าวหน้าเจริญไป ก้าวหน้ากว่าเราประมาณ สิบป้สิบห้าป้ก็อาจจะว่าได้ และในขณะเดียวกันเวียดนาม ซึ่งกำลังจะวิ่งตามเข้ามา ก็อาจจะมาไล่เราทัน แล้วก็แซงเราในอนาคตอันใกล้ เพราะฉะนั้นผมคิดว่า มันถึงเวลา นะครับ ที่เราจะต้องให้ความสําคัญ และสามารถที่จะปฏิรูปการศึกษาได้อย่างจริงจังใน รัฐธรรมนูญ ฉบับป้ ๒๕๔๐ นะครับ ก็ได้ทุ่มเทกับการปฏิรูปการศึกษา แต่ผลพวงทั้งหลาย มันก็ดูเหมือนว่า มันไม่ออกมานะครับ มันจะแท้งหรือเปล่าก็ไม่ทราบนะครับ แต่ในท้ายที่สุดแล้วสภาพระบบการศึกษาที่ใช้อยู่นี่ก็ไม่ได้มีอะไรดีขึ้น แต่กลับจะมีปัญหา เลวลงกว่าเดิมด้วยซ้ำ เพราะฉะนั้นในแง่นี้ ผมอยากจะ หลังจากที่เคยสํารวจตรวจสอบ ข้อบกพร่องต่าง ๆ ในฐานะที่ได้ใกล้ชิด และดูแลการศึกษามาประมาณอย่างน้อย ๒๕ ป้นะครับ แล้วก็สอนหนังสือมาพอสมควรนะครับ ในส่วนนี้ ก็อยากจะกราบเรียน ท่านสมาชิก ท่านกรรมาธิการนะครับว่า ข้อมูลต่าง ๆ ที่มันมีปัญหาในอดีต ที่อยากจะ กราบเรียน เพราะฉะนั้นในมาตรา ๔๘ นี้นะครับ ผมจึงใคร่ขอเปลี่ยนแปลงข้อความ นะครับ โดยขอแปรญัตติว่า บุคคลย่อมมีสิทธิเสมอกันในการรับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ไม่น้อยกว่าเก้าป้ นะครับ สาเหตุที่แปรญัตติเช่นนี้นะครับ เพราะเหตุที่ว่า เท่าที่ผ่านมาเรา จะเห็นได้ว่า เราได้ทําขัดต่อรัฐธรรมนูญ ตรงที่ว่า ในการวิจัยของกระทรวงศึกษาธิการเล่ม นี้ ซึ่งเสร็จสิ้นเมื่อเดือนกันยายน ๒๕๔๙ ที่ผ่านมา ยังไม่ถึงป้เลยครับ ก็เปึนข้อมูลล่าสุด จะเห็นว่า ข้อมูลนะครับ ที่ผมได้แจกไปให้ท่านทั้งหลายแล้วนะครับ จะเห็นได้ว่า ข้อมูล เหล่านี้นะครับทางกระทรวงศึกษาได้ทำการวิจัย โดยสอบถามโรงเรียนทั้งหมดประมาณ ส่องหมื่นสามพันกว่าแห่ง ในระดับต่าง ๆ กัน ได้ข้อมูลตัวเลขที่เปึนค่าใช้จ่ายต่อหัว ก็คือ เปึนงบอุดหนุนค่าใช้จ่ายต่อหัว และงบดำเนินงานของสถานศึกษาต่าง ๆ ในต่างระดับชั้น ทั้ง ๔ ระดับ นะครับ จะเห็นได้ว่า ในระดับการศึกษาก่อนประถมศึกษานะครับ ค่าใช้จ่าย เฉลี่ยต่อหัวนะครับ กับโรงเรียนทุกประเภทและทุกขนาด อยู่ที่ ๑,๘๘๐ บาท ๓๖ สตางค์ นะครับ ประถมศึกษาอยู่ที่ ๒,๐๐๐ กับ ๘๘ บาท มัธยมศึกษาตอนต้นอยู่ที่ ๔,๑๓๗ บาท ๖๓ สตางค์ มัธยมศึกษาตอนปลายอยู่ที่ ๔,๔๗๙ บาท ๓ สตางค์นะครับ ในจำนวน ภาพรวมนี้นะครับ ก็จะเปึนเงินงบประมาณที่ได้จากงบอุดหนุนดังที่ผมกล่าวไปแล้ว นะครับ ส่วนหนึ่ง อีกส่วนหนึ่งเปึ้นเงินนอกงบประมาณ ก็จะเห็นได้ว่า ในเรื่องของ ค่าใช้จ่ายรายหัวที่รัฐจัดสรรให้ตามโรงเรียนต่าง ๆ แล้วนี่ ในทั้ง ๔ ระดับนี่นะครับ จะเห็น ได้ว่า ไม่เพียงพอนะครับ แล้วก็ถ้าเผื่อจะคิดเปึ้นอัตราส่วนนะครับ ในเรื่องของร้อยละหรือ เปอร์เซ็นต์นี่นะครับ ก็จะเห็นได้ว่า เงินนอกงบประมาณนี่นะครับ ที่จะต้อง พูดง่าย ๆ ว่า โรงเรียนต้องไปหา ไปหาเอาข้างหน้านะครับ โดยที่ไม่ได้รับจัดสรร ในชั้นก่อน ประถมศึกษามีถึง ๒๔.๒๙ เปอร์เซ็นต์ หรือ ๓๐ เปอร์เซ็นต์นะครับ ในชั้นประถมศึกษา ทั้ง ๖ ชั้นนี่นะครับ โดยเฉลี่ยแล้ว ขาดอยู่ถึง ๒๔.๖๐ เปอร์เซ็นต์นะครับ และในชั้น มัธยมต้นนะครับ ขาดอยู่ ๓๐.๔๖ เปอร์เซ็นต์ ชั้นมัธยมปลายขาดอยู่ ๓๐.๗๙ เปอร์เซ็นต์ ก็จะเห็นได้ว่า เท่าที่ผ่านมานะครับ เราจัดการศึกษาที่อ้างว่า ไม่เก็บค่าใช้จ่ายนั้น กลายเปึนภาระของผู้ปกครอง เพราะรัฐไม่สามารถที่จะหาเงินมาอุดหนุนนะครับ ที่จะเปึน ค่าใช้จ่ายต่อหัวในงบดําเนินการได้อย่างเพียงพอนะครับ เพราะฉะนั้นก็แสดงให้เห็นถึงว่า รัฐไม่สามารถที่จะจัดสรรให้ได้ หากจะยังคงจัดสรรโดยใช้รูปแบบเดิมตามที่เปึ้นอยู่นะครับ ก็คือ ให้การศึกษาไม่น้อยกว่า ๑๒ ป้นะครับ เปึนการศึกษาขั้นพื้นฐานไม่น้อยกว่า ๑๒ ป้แล้ว ก็จะมีปัญหาที่ไม่สามารถกลบได้ต่อไป จริงอยู่ แม้ว่าบางท่านบอกว่า ทางรัฐ สัญญาว่า อาจจะจัดสรรให้ได้เพิ่มขึ้นให้เพียงพอตามตัวเลขที่วิจัยนะครับ แต่ผมก็ยัง ไม่แน่ใจว่า จริง ๆ แล้ว ศักยภาพทางด้านการเงินการคลังของประเทศนั้น จะสามารถที่จะ ทุ่มเทลงไปในส่วนนี้ได้เพียงพอ และถ้าเผื่อไม่สามารถเปึนอย่างนั้นได้นะครับ ก็จะเกิด ปัญหาซ้ำแล้วซ้ำเล่าเช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นในมาตรา ๔๘ วรรคหนึ่ง ผมจึงขอแปรญัตติ ในส่วนนี้ ในชั้นแรกนี่นะครับ ก็ขอแปรว่า จะต้องลด คือ ที่จริงไม่ได้พูดว่า ลด นะครับ พูด ว่า มาตั้งหลักกันตรงที่ไม่น้อยกว่า ๙ ป้ ดูเหมือนลดนะครับ แต่ที่จริงไม่ลด ก็คือ ไม่น้อย กว่า ๙ ป้ นี่หมายความว่า ถ้าเผื่อรัฐนี่นะครับ สามารถที่จะจัดสรรได้ มีศักยภาพเพียงพอ ก็เพิ่มขึ้นไปเรื่อย ๆ ๑๐ ๑๑ ๑๒ หรือจะมากกว่า ๑๒ ก็ได้นะครับ ก็จะไม่เปึนปัญหากับ เรื่องของการจัดสรรเงินงบประมาณนะครับ และก็สิ่งที่จำเปึน ส่วนที่ขาดอยู่นี่นะครับ มันมีปัญหาเกิดขึ้นหลายอย่างนะครับ ปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างแรก ก็คือ โรงเรียนนะครับ หรือทางราชการก็จะต้องเลี่ยงบาลี โดยที่ว่า จะต้องไปขออนุมัติจากกรรมการสถานศึกษา ขอเก็บ คือ พูดง่าย ๆ ขอบริจาคจากผู้ปกครองเพิ่มเติมนะครับ ซึ่งก็จะประมาณจำนวน เลขใกล้เคียงกับที่ขาดนะครับ แล้วแต่โรงเรียน เพราะว่า โรงเรียนจะต้องคำนวณนะครับ ว่า แต่ละชั้นในโรงเรียนจะต้องใช้เงินงบประมาณเท่าไร ป้ก่อนมาเคยได้เท่าไร ป้นี้เคยได้ เท่าไรนะครับ โรงเรียนแห่งหนึ่งซึ่งผมเปึนกรรมการสถานศึกษาด้วย เมื่อป้ก่อนหน้านั้น เคยได้ ๑๘ ล้านนะครับ ในภาคการศึกษา ปัจจุบันได้เพียง ๑๒ ล้านเศษครับ เพราะฉะนั้น ขาดไปอีกตั้ง ๖ นะครับ เท่ากับประมาณตั้งเกือบ ๓๓ เปอร์เซ็นต์ นะครับ อย่างนี้เปึนต้น แต่นี่ แต่ตัวเลขเฉลี่ยมันออกมาเปึนเพียง ๓๐ เปอร์เซ็นต์นะครับ เพราะฉะนั้น ถ้าเผื่อเรา จะให้การศึกษาทุกระดับได้รับการดูแลอย่างทั่วถึงและเพียงพอในแง่ของทุก ๆ ด้าน ในเรื่องงบประมาณนะครับ อุปกรณ์การศึกษา ครูที่จะสอน ก็คงจะต้องจัดสรรเงินให้มัน เพียงพอในแต่ระดับชั้น เพราะฉะนั้นเค้ก (Cake) ที่เคยได้มาหกหมื่นกว่าล้าน เปึ้นเงิน อุดหนุนนี่นะครับ ที่แต่เดิมแบ่งออกเปึน ๑๒ ชิ้น หรืออาจจะเปึน ๑๔ ชิ้นด้วยซ้ำ สำหรับ อนุบาลบางแห่งที่ได้รับอานิสงส์ไปด้วย ก็ควรที่จะต้องแบ่งเสียใหม่ให้มันเปึ้น ๙ ชิ้น และ แต่ละชิ้นให้มันโตขึ้นนะครับ ที่จะเพียงพอ ที่จะใช้ในแต่ละระดับชั้น เพื่อที่จะให้การจัด การศึกษานี่ครับ ได้มีขึ้นอย่างเต็มศักยภาพในแต่ละชั้น เพราะมิฉะนั้นก็จะเหมือนอย่างปัจจุบัน ในเมื่อ เต็มศักยภาพแต่ละชั้นนี่ เปึนระยะเวลา แม้ว่าจะ ๙ ป้ก็ตาม แต่เมื่อมันได้รับการศึกษาที่ดี จนกระทั่งเข้าฝักแล้วนะครับ ชั้นที่ ๑๐ ๑๑ ๑๒ ต่อไปมันก็จะได้ไม่มีปัญหา เพราะว่า คุณภาพการศึกษามันดีตั้งแต่ต้นแล้ว แต่ถ้าเผื่อยังคงจัดแบบไม่พออย่างนี้ในแต่ละชั้นนี่ ขาดประมาณ ๒๔ ถึง ๓๐ เปอร์เซ็นต์ มันก็จะเกิดปัญหา ทำให้อ่อนปวกเป้ยกในแต่ละชั้น แต่ละชั้น เพราะฉะนั้นการศึกษาของชาติก็จะพังครื่นในท้ายที่สุด เพราะฉะนั้นตรงนี้ ผมอยากจะใคร่ขอกราบเรียนว่า ผมเน้นในเรื่องนี้มาก ในเรื่องส่วนของ กระทรวงศึกษาธิการนี่นะครับ ก็ได้พูดไปแล้วว่า ผมจะขอให้เปึ้น ๙ ป้นะครับ แต่ต่อมา ผมได้ขอเสนอเพิ่มเติมในตอนยื่นครั้งสุดท้าย เมื่อวันที่ ๙ มิถุนายน คือ ผมขอปรับเปลี่ยน เปึนว่า ถ้าเผื่อจะไม่เปึน ๙ ป้ ไม่น้อยกว่า ๙ ป้อย่างที่ผมเสนอนี่ ผมอาจจะรอมชอมได้ ตรงที่ว่า จะยอมเปึนว่า ไม่น้อยกว่า ๑๒ ป้ แต่ ๓ ป้ ที่เพิ่มเข้ามานี่นะครับ จะขอปรับว่า ให้ ลงไปอยู่ในชั้นต่ำกว่าประถมศึกษาป้ที่ ๑ ก็คือ จะลงไปอยู่ที่อนุบาล ๑ ๒ ๓

อีกประการหนึ่ง ที่ผมอยากจะขอกราบเรียนตรงที่ว่า ทำไมผมถึงต้องยืนยัน อยู่ที่ว่า การศึกษาภาคบังคับ ๙ ป้ เพราะเหตุที่ว่า เรามีกฎหมายครับ พรบ. การศึกษา ภาคบังคับ ที่บังคับอยู่ ๙ ป้ มันก็จะสอดคล้องกับตัวที่เราจะจัดงบประมาณให้นะครับ ว่า ภาคบังคับก็จะไม่เก็บค่าใช้จ่าย เพราะฉะนั้นผมอยากจะขอเรียนว่า ในชั้นต้นนี่นะครับ ก็คือ ผมขอเสนอในชั้นต้นว่า ขอเปึนว่า จัดการศึกษาโดยขอให้ลดลงเหลือไม่เกิน ๙ ป้ และต้องถือว่า โดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย ตามที่เสนอไว้แล้วนะครับ อันนี้ประการที่ ๑

ประการที่ ๒ ในวรรคที่สองของมาตรา ๔๘