สุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย เสนอการเปลี่ยนแปลงมาตรา 35 เพื่อคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล โดยเฉพาะสิทธิในการเข้าถึงและเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล เพื่อปกป้องสิทธิของผู้เสียหายจากการกระทำของบุคคลอื่น
ขอบพระคุณครับ เรียนท่านประธาน ท่านกรรมาธิการ เพื่อนสมาชิกที่เคารพครับ ผม สุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย สมาชิก สภาร่างรัฐธรรมนูญ ในฐานะผู้ขอแปรญัตติมาตรา ๓๕ ผมเรียนอย่างนี้ครับว่า ได้ตั้งใจ ฟังคําอภิปรายของท่านสมาชิก และท่านกรรมาธิการ สําหรับประเด็นที่กําลังหารือกันอยู่ ทั้ง ๓ มาตรา ผมเรียนอย่างนี้ครับว่า สำหรับเรื่องของข้อมูลส่วนบุคคลนั้น มันมีประเด็น ที่เราจะต้องพิจารณาอยู่ ๓ ประเด็น ครับ ประเด็นแรก ก็คือ สิทธิในการที่เราจะได้รับการ คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ประเด็นที่ ๒ ก็คือ สิทธิในการที่จะเป่ดเผยข้อมูลส่วนบุคคล กับสุดท้าย ประเด็นที่ ๓ ก็คือ ประเด็นในการเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคล ผมขออนุญาต ไล่เรียงย้อนไปจากท้ายไปต้นนะครับ ความจำเปึนในการที่จะต้องเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคล ถามว่า มีความจำเปึนหรือไม่ ก็ต้องเรียนว่าบ่อยครั้งหรือหลายกรณีมีความจำเปึน ที่จะต้องเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคล ยกตัวอย่างเช่น การดำเนินการของเจ้าพนักงานตำรวจ การดำเนินคดีในศาล ท่านกรรมาธิการหลายท่านเปึ้นผู้พิพากษา ท่านคงทราบ การที่ผู้เสียหายจะดำเนินคดีกับบุคคลใดบุคคลหนึ่ง หรือโจทก์จะดำเนินคดีกับจำเลย ศาลท่านบอกต้องแนบสำเนาทะเบียนบ้านไปพร้อมกับคำฟัอง เพื่อที่จะต้องแสดงออก ซึ่งหลักฐานว่า จำเลยนั้นมีภูมิลำเนาอยู่ที่ไหน มีภูมิลำเนาอยู่ตามคำฟัองของโจทก์จริง หรือไม่ นั่นคือ การเป่ดเผยข้อมูลส่วนบุคคลต่อศาล ถามว่าอย่างนี้ทำได้ไหมครับ ถ้าบอกว่า ต้องได้รับความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลก่อน ไม่มีจำเลยที่ไหนเอาข้อมูล มาให้โจทก์ไปฟัองคดี กระบวนการพิจารณาในศาลจะเกิดขึ้นไม่ได้เลย นั่นคือ ประเด็น เรื่องการเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคล ที่โจทก์จำเปึ้นที่จะต้องมีสิทธิในการเข้าถึงข้อมูล ส่วนบุคคล เพื่อที่จะปกปัองสิทธิของโจทก์ที่ได้รับความเสียหายจากการกระทำของจำเลย เพราะฉะนั้นผมจึงได้ยื่นขอแปรญัตติในเรื่องของมาตรา ๓๕ ไว้ แต่ไม่ได้หมายความว่า ผมเห็นชอบในการที่จะนำมาตรา ๔๕ มาตรา ๕๕ มาปรับปรุงถ้อยคำใหม่ทั้งหมด แล้วจะมีผลกระทบไปถึงการปรับปรุงถ้อยคำในมาตรา ๓๕ ด้วย อันนี้ต้องขอกราบเรียน ส่วนประเด็นในการเป่ดเผยข้อมูลส่วนบุคคลนั้นนี่มันจะมีประเด็นเชื่อมโยงกับการเข้าถึง ข้อมูลส่วนบุคคลว่า ตรงนี้มันมีประเด็นที่จะต้องเขียนให้เชื่อมโยงกัน ไม่เช่นนั้นแล้ว การเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลก็อาจจะถูกแอบอ้างเปึนช่องทางในการที่จะไปเป่ดเผยข้อมูล ส่วนบุคคลให้เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลได้รับความเสียหายได้ ซึ่งก็จะส่งผลกระทบไปถึง ประเด็นแรก ก็คือ ประเด็นในเรื่องของการที่บุคคลย่อมได้รับการคุ้มครองเรื่องของข้อมูล ส่วนบุคคล ถามว่า การที่เราจะนำข้อมูลส่วนบุคคลไปใช้นั้น ประเด็นที่ปรากฏอยู่ใน มาตรา ๔๕ นั้น ก็คือประเด็นของการเป่ดเผยข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งส่วนใหญ่จะอยู่ที่ สื่อมวลชน ในการที่จะนำข้อมูลส่วนบุคคลไปใช้ ซึ่งในมาตรา ๔๕ นั้น จะพูดถึงเสรีภาพ ในการแสดงความคิดเห็น ตามร่างของท่านกรรมาธิการยกร่างนั้น ท่านมีข้อจำกัด แต่เฉพาะเรื่องของการเป่ดเผยความเปึนอยู่ส่วนตัวของบุคคลอื่น ซึ่งผมมีความเห็นว่า ถูกต้องแล้วในการที่เราจะขีดวงจำกัดในการที่จะให้เสรีภาพแก่บุคคลอื่นในการที่จะไป ล่วงล้ําเจ้าของ หรือล่วงล้ําสิทธิของบุคคลในการที่จะได้รับการคุ้มครอง เพราะฉะนั้น ถ้าท่านดูในมาตรา ๔๕ จะเห็นได้ว่า ๔๕ นั้น ห้ามมิให้เสรีภาพกับบุคคลอื่นในการแสดง ความคิดเห็น การพูด การเขียน การพิมพ์ การโฆษณา และการสื่อความหมายอื่นที่จะ ล่วงล้ำเข้าไปสู่ความเปึนอยู่ส่วนตัวของบุคคลอื่น ซึ่งมันต่างกับเรื่องของข้อมูลส่วนบุคคล กระผมเองกับคณะ จึงได้ขอแปรญัตติในมาตรา ๓๕ โดยข้อตัดข้อความ คำว่า ข้อมูลส่วนบุคคล ออก ทั้งนี้ เพื่อที่จะพยายามน้ำเสนอให้เห็นว่า ข้อมูลส่วนบุคคลนั้น มีความจำเปึ้นระดับหนึ่ง ที่จะต้องสามารถเข้าถึงและเป่ดเผยได้ ทั้งนี้ ก็คือ เพื่อให้เกิดการ คุ้มครองสิทธิกับผู้ที่อาจจะได้รับความเสียหายจากการกระทำของบุคคล หากเรายืนยัน หลักการในการที่จะคุ้มครองสิทธิเกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคล โดยไม่มีโอกาสเป่ดเผย โดยไม่มีโอกาสเข้าถึง ก็อาจจะทำให้มีเหตุขัดข้องในการที่เราจะคุ้มครองสิทธิของบุคคล อื่น ซึ่งถูกละเมิดโดยเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล ตรงนี้เปึ้นอีกประเด็นหนึ่ง ซึ่งอยากจะ นําเสนอให้ที่ประชุม โดยเฉพาะท่านกรรมาธิการยกร่างได้นําไปประกอบการพิจารณา สุดท้าย ก็คือ ถ้ากรรมาธิการยกร่างมีความต้องการที่จะปรับปรุงถ้อยคำทั้ง ๓ มาตราใหม่ ทั้งหมด ตามที่ท่านอาจารย์สมคิดได้นำเสนอ ผมเองต้องขออนุญาตว่า ถ้าเปึ้นเช่นนั้น ผมต้องขออนุญาตสงวนคำแปรญัตติ เพื่อที่จะได้ใช้สิทธิในการที่จะตรวจสอบและทบทวน ข้อความใหม่ของท่านด้วย ขอบคุณครับ