เจิมศักดิ์ ป่ืนทอง หารือเรื่องการแปรญัตติในมาตรา 46 และเรียกร้องการสนับสนุนให้พนักงานสื่อมวลชนจัดตั้งองค์กรเพื่อปกป้องสิทธิเสรีภาพและความเป็นธรรม
ท่านประธานครับ มาตรา ๔๖ ผมได้ขอแปรญัตติอยู่ ๒ ที่ แล้วหลังจากที่ไปชี้แจงต่อกรรมาธิการ กรรมาธิการ ก็แก้ไขร่างของกรรมาธิการ ในส่วนแรกตรงกันกับที่ผมได้ขอแปรญัตติ แต่ว่า ส่วนที่ ๒ นี่ กรรมาธิการไม่ได้เติมให้ ไม่ได้เห็นด้วย แต่เห็นด้วยเฉพาะส่วนในวรรคแรกนะครับ ที่ผมพูดตรงนี้ ให้มันชัด ๆ นี่ เพราะว่า ผมอ่านสื่อมวลชนบางคนไม่เข้าใจ แล้วก็ไปใส่ว่า ไปพูดทํานองว่า กรรมาธิการเขาก็แปรอยู่แล้ว แล้วพวกผมนี่ยังอุตส่าห์ไปแปรญัตติอีก ผมคิดว่าอันนี้ผิดถนัดเลย จริง ๆ แล้วเราเคยไปขอแปรญัตติ แต่ท่านยังไม่ยอมสรุปว่า จะพิจารณาว่า ท่านจะแก้ตามหรือไม่ แล้วในที่สุดท่านมาแก้ แต่ว่าผมอ่านสื่อมวลชนบางฉบับนี่เขียนว่า กรรมาธิการแก้ แต่ว่าพวก สสร. ก็ยังอุตส่าห์ แปรให้มันเสียเวลา ผมคิดว่า อันนี้ผิดอย่างแรงนะครับ ต้องทำความเข้าใจ อย่างเช่น มาตรานี้ชัดเจน มาตรานี้นะครับ ผมได้แปรญัตติว่า จะต้องมีกลไกควบคุมกันเองของ องค์กรวิชาชีพ ซึ่งกรรมาธิการก็เห็นชอบ แล้วก็เติม ก็ขอบคุณ ผมก็คิดว่า ผมไม่ติดใจ แต่ประเด็นนี้ก็ต้องถามที่ประชุมนะครับว่า ที่ประชุมเห็นด้วยไหม เพราะกรรมาธิการนั่น ท่านแก้ตามผม ไม่ได้หมายความว่า ที่ประชุมต้องเห็นด้วยตามผมทั้งหมดนะครับ ก็แบบ ๓๕ นะครับ ที่ผมพูด ผมเน้นอีกทีนะครับ ตรงนี้ต้องขอมตินะครับว่า ท่านจะเห็นชอบตาม ผมไหม ผมพอใจประเด็นนี้ ส่วนประเด็นที่ ๒ ผมได้ขอเติมว่า เจ้าของกิจการของสื่อต้อง สนับสนุนให้พนักงานจัดตั้งองค์กร เพื่อปกปัองสิทธิเสรีภาพและความเปึนธรรม ผมไปใช้ คำว่า องค์กร ตั้งแต่ตอนแปรญัตติ จำได้ใช่ไหมครับ แต่เจ้าหน้าที่ก็ยังพิมพ์ว่า สหภาพ แรงงาน บอกว่า ตอนนั้นมันมีความผิดพลาดในการพิมพ์ ตอนที่อยู่ในห้องแปรญัตติ ผม บอกว่า ขอเปลี่ยนนะครับ ที่พิมพ์มานี่ขอเปลี่ยนเปึนองค์กร เพราะฉะนั้นท่านทั้งหลาย เอกสารยังพิมพ์มาเปึน สหภาพแรงงาน อยู่ ข้อความคือ องค์กร นะครับ ท่านประธานครับ ตรงนี้มีความหมายว่าอย่างนี้ว่า เราอยากจะเห็นองค์กรนี่ปกปัองสิทธิเสรีภาพและความ เปึ้นธรรม เพราะว่า ในเรื่องมาตรา ๔๖ นี่ ท่านดูทั้งหมด ท่านจะเห็นว่า พนักงาน ลูกจ้าง ของเอกชนนะครับ ที่ประกอบกิจการหนังสือพิมพ์ วิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และสื่อมวลชนอื่น ย่อมมีเสรีภาพในการเสนอข่าวสาร แสดงความคิดเห็นภายใต้ข้อจำกัด ของรัฐธรรมนูญ ว่าไป และผมเติมว่า ต้องมีกลไกควบคุมกันเองขององค์กรวิชาชีพ ท่านเห็นด้วย วรรคสองบอก ข้าราชการ พนักงาน หรือลูกจ้างของหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ ในกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ หรือ สื่อมวลชนอื่น ย่อมมีเสรีภาพเช่นเดียวกับพนักงาน ลูกจ้างของเอกชน ก็ดี การกระทำ ไม่ว่าทางตรง หรือทางอ้อมของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง เจ้าหน้าที่ของรัฐหรือเจ้าของ กิจการ อันเปึนการขัดขวาง หรือแทรกแซงการเสนอข่าว หรือแสดงความคิดเห็น ในประเด็นสาธารณะของบุคคลตามวรรคหนึ่ง หรือวรรคสอง ให้ถือว่า เปึนการจ้งใจ ใช้อํานาจหน้าที่โดยไม่ชอบ และไม่มีผลใช้บังคับ ท่านประธานครับ ตรงนี้ล่ะครับ มันมีปัญหา ในอดีตที่ผ่านมา ท่านประธานจำเรื่องกบฏไอทีวี (ITV - Independent Television) ได้ไหมครับ ๒๓ คน ท่านประธานจําเรื่องต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นกับคนที่ทําสื่อวิทยุโทรทัศน์ ถ้าเขาไม่รวมตัวกันนี่ ถึงแม้กฎหมายจะเขียนห้าม แต่ว่า ถูกเจาะไช่หมดครับ ในวงการสื่อ คนเดียวนี่ไม่สามารถหรอกครับที่จะต่อสู้หรือคัดค้านใครได้ แต่ถ้าเขามีองค์กรที่จะปกปัอง สิทธิเสรีภาพและความเปึนธรรมของคนทำสื่อเอง ไม่ใช่สหภาพที่เรียกร้องสวัสดิการ เงินเดือนนะครับ แต่เปึนองค์กรเพื่อปกปัองสิทธิเสรีภาพและความเปึนธรรมนี่ ท่านให้เขา ได้ไหมครับ เราส่งเสริมให้เขา ให้เจ้าของสนับสนุนให้พนักงานจัดตั้งองค์กร เพื่อที่จะมา ปกปัองสิทธิเสรีภาพในการเปึนสื่อที่เสรี เราควรจะเขียนตรงนี้ไหมครับ ที่จะช่วยเขา ผม ถามที่ประชุม ชั่งน้ำหนักตรงนี้ให้ผมนิดเดียว ถ้าคิดว่า เรื่องนี้กฎหมาย มันเขียนดีแล้วว่า ทำไม่ได้ แทรกแซงไม่ได้ ให้แทรกแซงมันก็ผิด ก็ไม่ต้องเติม แต่ถ้าคิดว่า ที่ผ่านมามันมี ปัญหา เขียนเหมือนกันเลยกับป้ ๒๕๔๐ แล้วมันก็แทรกแซง แล้วมันก็ต้องมีองค์กรอย่าง ก็บฏ ๒๓ ของไอทีวีที่ขึ้นมาเรียกร้องสิทธิ รวมตัวกันต่อสู้ แล้วก็มีที่อื่น ๆ อีก ที่ลุกขึ้นมา รวมตัวต่อสู้ ถามว่า ถ้ารัฐธรรมนูญไปเขียนช่วยเขาอีกนิดหนึ่งนี่จะดีไหม ถามแค่นั้นเอง ถ้าท่านคิดว่าไม่จำเปึน ท่านไม่ต้องเติมเหมือนพวกผม แต่ถ้าคิดว่าตรงนี้น่าจะมี เพราะว่าทำมา ๑๐ ป้ ๒๕๔๐ มาถึง ๒๕๕๐ มันถูกแทรกแซงเสียพินาศหมด ช่วยให้เขาได้ รวมตัวเปึนองค์กรปกปัองสิทธินะครับ ไม่ใช่องค์กรมาเรียกร้องสวัสดิการนะครับ ถามว่า อย่างนี้นี่ ถ้าท่านเห็นด้วย ท่านให้ใส่ แค่นั้นแหละครับ ส่วนกรรมาธิการจะชี้แจงอย่างไร ก็เชิญครับ