คมสัน โพธิ์คง หารือเรื่องการบัญญัติหลักการในมาตรา 35 ของรัฐธรรมนูญ โดยอ้างถึงหลักการในมาตรา 34 ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 และหลักการของสิทธิความเป็นส่วนตัวในหลายประเทศ และเรียกร้องให้ประเมินความเหมาะสมของการบัญญัติในมาตรา 35
เรียนท่านประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ ที่เคารพครับ ผม คมสัน โพธิ์คง กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ และสมาชิกสภาร่าง รัฐธรรมนูญครับ ประเด็นเรื่องของมาตรา ๓๕ ๔๕ และมาตรา ๕๕ นี่ ขอเรียนถามท่าน ประธานว่า อภิปรายไปพร้อมกันใช่ไหมครับ แล้วจึงจะค่อยมาดูเปึ้นเรื่อง ๆ ผมขอ อนุญาตกราบเรียนในเรื่องของมาตรา ๓๕ มาตรา ๔๕ และมาตรา ๕๕ อย่างนี้ครับ ท่านประธานครับ คือ ผมนี่ได้ขอสงวนความเห็นไว้ในมาตรา ๕๕ แต่ไม่ได้ขอสงวน ความเห็นไว้ในมาตรา ๓๕ และมาตรา ๔๕ ด้วยเหตุผลอย่างนี้ครับ ก็คือ ในบทบัญญัติ มาตรา ๓๕ นี่ จริง ๆ แล้วเปึ้นบทบัญญัติที่มาจากบทบัญญัติในมาตรา ๓๔ ของ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ ของเดิมนะครับ ซึ่งโดยหลักการ ส่วนใหญ่นี่ เราเข้าใจว่า ในบทบัญญัติ ในมาตรา ๓๔ ของรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ หรือที่อยู่ ในร่าง มาตรา ๓๕ นั้น เปึ้นเรื่องของการที่รัฐจะต้องให้ความคุ้มครองกับสิ่งที่เรียกว่า สิทธิในความเปึนส่วนตัวของบุคคล หรือที่เรียกว่า ไรท์ ทู ไพรเวซี (Right to privacy) ซึ่งในหลักการของมาตรา ๓๕ นี่ก็ได้เขียนนอกเหนือจากเรื่องของสิ่งที่เรียกว่า สิทธิความ เปึ้นส่วนตัว แล้วยังขยายถึงการคุ้มครองความเปึนส่วนตัวที่ถูกละเมิด แล้วกระทบต่อ ชื่อเสียง เกียรติยศ หรือความเปึนอยู่ในเรื่องของครอบครัวด้วย ซึ่งหลักการตรงนั้นนี่ ก็เปึนหลักการที่สอดคล้องกับเรื่องของสิทธิในความเปึนส่วนตัวอยู่ สิทธิความเปึนส่วนตัว หรือ ไร่ท์ ทู ไพรเวซี นี่เปึนสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานของมนุษย์ในสังคมยุคใหม่ ที่ใน รัฐธรรมนูญในหลายประเทศนี่ได้ให้ความสําคัญ แล้วก็ในหลักการของเรื่องของไรท์ ทู้ ไพรเวซี หรือว่า สิทธิความเปึนส่วนตัวที่อยู่ในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๓๔ ของรัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ แล้วก็ร่างมาตรา ๓๕ นี้ จริง ๆ แล้วมีความยากในการที่จะบัญญัติ แล้วก็ทำความ เข้าใจอยู่พอสมควรนะครับ เพราะว่า ถ้าเราพิจารณาถึงความหมายของ คําว่า ความเปึน ส่วนตัวแล้วนี่ มันก็จะมีความหมายที่เข้าใจได้หลากหลายมากนะครับ ซึ่งในเรื่องของสิ่งที่ เรียกว่า สิทธิความเปึนส่วนตัวนี่ ก็มีผู้ให้คำนิยามนะครับ ซึ่งเปึนชาวอเมริกัน ได้อธิบาย ความหมายของคําว่า ไร่ท์ ทู ไพรเวซี หรือสิทธิความเปึนส่วนตัวว่า คือ สิทธิที่จะอยู่ โดยลำพัง หรือ เดอะ ไรท์ ทู บี เลท์ อโลน (The right to be let alone) ซึ่งหลักการเหล่านี้ นะครับ มันทําให้เรื่องของสิทธิในเรื่องของความเปึนส่วนตัวนั้น ครอบคลุมเข้าไป ในปริมณฑลของสิทธิอื่นในหลายเรื่อง เช่น ในเรื่องของทรัพย์สิน สิทธิความเปึนส่วนตัวก็ อาจจะไปเกี่ยวข้องกับเรื่องของเคหสถาน เรื่องของการอยู่ครอบครองโดยสงบของ บุคคลได้ การที่บุคคลนั้นเข้าไปรบกวนการครอบครองโดยสงบของบุคคลนั้น ถูกจัดได้ว่า เปึนการละเมิดในเรื่องของความเปึนส่วนตัวในทรัพย์สิน หรือ เทอริทอเรียล ไพรเวซี (Territorial privacy) ซึ่งในบทบัญญัติของประมวลกฎหมายอาญาก็ไปบัญญัติรับรองไว้ ในความผิดฐานบุกรุกนะครับ ส่วนในเรื่องต่าง ๆ นะครับ ในเรื่องของสิทธิความเปึน ส่วนตัว อาจจะไปเกี่ยวข้องกับในเรื่องของชีวิต ร่างกายของบุคคลก็ได้ ซึ่งตรงนี้ในเรื่องของ ไพรเวซี หรือ บอดิลี ไพรเวซี (Bodily privacy) มันได้วางหลักการในเรื่องหลายประการ ที่ให้ความหมายของสิทธิความเปึนส่วนตัวในชีวิตร่างกาย การปัองกันชีวิตในร่างกายของ บุคคล้ไว้ ซึ่งเรื่องนี้ที่การคุ้มครองในเรื่องความเปึนส่วนตัวในตัวชีวิต ร่างกาย นั้น ต้อง คุ้มครองในลักษณะที่ไม่ให้ถูกละเมิดในเรื่องความเปึนส่วนตัวในการดำเนินการใด ๆ ยกตัวอย่างเช่น การโคลนนิง (Cloning) มนุษย์ หรือว่าการนำยาไปทดลองกับบุคคล นะครับ สิ่งเหล่านี้เปึนเรื่องของการกระทบในเรื่องของสิทธิความเปึนส่วนตัวในชีวิต ร่างกายของบุคคล ต่อมา ก็คือความเปึนส่วนตัวในการติดต่อสื่อสารของบุคคลนั้น ก็อาจจะมีการเข้าไปกระทบถึงสิทธิความเปึนส่วนตัวนั้น ก้าวล้ำเข้าไปในเสรีภาพในการ ติดต่อสื่อสารของบุคคลได้ด้วยนะครับ ก็คือ ในเรื่องของการที่มีการแอบดักฟังโทรศัพท์ การดักจดหมายต่าง ๆ หรือไปรษณีย์ ซึ่งหลักการเหล่านี้นะครับ จะเห็นได้ว่า สิทธิความเปึนส่วนตัวของบุคคลนั้น ไปก้าวล้ํา หรือทับซ้อนกับเสรีภาพในเรื่องอื่นอีกหลายประการ ดังนั้นนะครับ ในเรื่องของข้อมูล ข่าวสารส่วนบุคคล ที่เราเรียกว่า อินฟอร์เมชัน ไพรเวซี (Information privacy) นี่นะครับ เปึ้นสิ่งที่จริง ๆ แล้วหลักการนี่ ในมาตรา ๓๕ โดยหลักการครอบคลุมเพียงพอที่จะ คุ้มครองในเรื่องของข้อมูลส่วนบุคคลได้อยู่ เพราะว่าในสิ่งเหล่านี้เปึ้นส่วนที่เรียกว่า เปึ้นไพรเวซี (Privacy) ในส่วนของข้อมูล ทีนี้ในประเด็นเรื่องของสิทธิความเปึนส่วนตัว ในเรื่องข้อมูลส่วนบุคคล ผมขออนุญาตที่จะทำความเข้าใจ เพราะเนื่องจากผมได้ขอสงวน ไว้ในมาตรา ๕๕ ที่จะตัดข้อความเรื่องของข้อมูลส่วนบุคคล ในมาตรา ๕๕ ออก ด้วยเหตุผลอย่างนี้ครับ ในมาตรา ๕๕ นี่ เปึ้นเรื่องที่ได้เขียนบัญญัติไว้ในรูปแบบของเรื่อง ไรท์ ทู โนว์ (Right to know) ในมาตรา ขอประทานโทษท่านประธานครับ ในมาตรา ๕๘ คือ ๕๙ ในรัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ ซึ่งหลักการตรงนั้น วางหลักการว่า ประชาชนนี่มีสิทธิที่จะ ได้รู้ข้อมูลข่าวสารของราชการ ในเรื่องที่จะเกี่ยวข้องกับการครอบครองของหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ เพราะว่า สิทธิได้รู้ที่ว่านั้น เปึนไปตามหลักการประชาธิปไตยที่ว่าง หลักการในเรื่องของการที่ประชาชนย่อมมีส่วนร่วมในการที่จะบริหารประเทศ ตามหลักการของการปกครองของประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประชาชน เพราะฉะนั้นจึงวางหลักการในเรื่องของสิทธิได้รู้ ในมาตราดังกล่าวไว้ ซึ่งตรงกับ มาตรา ๕๕ แต่เนื่องจากเรื่องของ คำว่า ข้อมูลส่วนบุคคล นั้น เกิดความเข้าใจ คลาดเคลื่อนกันมาตลอด ตั้งแต่มีพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ เนื่องจาก พระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการนั้น ไปเขียนหลักการในเรื่องของข้อมูลไว้ ๒ ประเภท ประเภทที่ ๑ ก็คือ ข้อมูลข่าวสารของราชการ อีกประเภทหนึ่ง ก็คือ ข้อมูล ข่าวสารส่วนบุคคล ซึ่งโดยหลักการแล้ว ความเห็นของผมนี่ มีความเห็นมาตลอดว่า ในพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการนั้น ได้พูดถึงหลักการว่า เปึนประเภทข้อมูล นั้นไม่ถูกต้อง แต่เปึนการนำสิ่งที่เรียกว่า วิธีการในการเป่ดเผยข้อมูลมาปะปน เปึนการ แบ่งประเภทของข้อมูล เลยทำให้มีความเข้าใจ คำว่า ข้อมูลส่วนบุคคล นี่ หรือที่เรียกว่า เพอร์ซันนัล ดาตา (Personal data ) นี่ มีความเข้าใจกันในความเข้าใจคลาดเคลื่อนมาตลอด เพราะฉะนั้นนะ ท่านประธานครับ ในประเด็นเรื่องของสิทธิความเปึนส่วนตัวของบุคคลนี่ ในเรื่องของข้อมูลข่าวสารของราชการ หรือข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลนี่ ผมคิดว่า ในมาตรา ๓๕ นี่ ไม่ได้เปึนปัญหานะครับ การที่ไม่บัญญัติเรื่องข้อมูลส่วนบุคคลนั้น ก็สามารถที่จะคุ้มครองสิทธิความเปึนส่วนตัวของบุคคลในข้อมูลข่าวสารได้อยู่แล้วนะครับ ผมกราบเรียนเพิ่มเติมอีกนิดหนึ่งครับ ท่านประธานครับ ในต่างประเทศนี่ เวลาการพูดถึง สิ่งที่เรียกว่า ข้อมูลส่วนบุคคลนี่ ในกฎหมายของฮ่องกง ก็พูดถึงคำว่า เพอร์ซันนั้ล ดาตา หรือสิ่งที่เรียกว่า ข้อมูลส่วนบุคคล ไว้ว่า ไม่ได้กล่าวถึงเรื่องของการเปึนกรรมสิทธิ์หรือเปึน เจ้าของของบุคคลซึ่งเปึ้นที่มาของข้อมูล แต่กล่าวในทางที่ว่า ข้อมูลนั้นไปเกี่ยวข้องกับการ ดำรงชีวิตของมนุษย์ ซึ่งมนุษย์ที่ว่านั้น คือ ปัจเจกชน ซึ่งเปึนข้อมูลที่เกี่ยวกับบุคคลนั้น แต่ไม่ใช่เขาไม่อยู่ในฐานะของการเปึนเจ้าของข้อมูล เปึนข้อมูลที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าเปึน ทางตรง หรือทางอ้อม ที่หมายถึง และระบุถึงตัวบุคคลนะครับ ซึ่งหลักการเหล่านี้ ในกฎหมายที่เกี่ยวกับ กฎหมายที่เรียกว่า ดาตา โพรเทกชัน (Data protection) ก็ดี หรือกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับ ฟรีดอม ออฟ อินฟอร์เมชัน (Freedom of information) ในต่างประเทศ หรือข้อมูลข่าวสาร ก็จะวางหลักการในหลักการลักษณะเช่นนี้ แต่กฎหมายข้อมูลข่าวสารของราชการของไทย ที่เขียนเรื่องข้อมูลส่วนบุคคลนั้น บัญญัติ ในลักษณะของความเปึ้นเจ้าของ ซึ่งมีปัญหาในทางความหมายอย่างยิ่ง และทำให้เกิด ความเข้าใจผิด ในเรื่องสิ่งที่เรียกว่า สิทธิความเปึนส่วนตัวของบุคคลในข้อมูลข่าวสาร ของราชการ เพราะฉะนั้นท่านประธานครับ ในหลักการตรงนี้ กระผมจึงมีความเห็นอย่างนี้ ครับว่า จริง ๆ มาตรา ๓๕ ไม่ได้เปึนปัญหาในเรื่องนี้ แต่ผมคิดว่าเปึ้นปัญหาใน มาตรา ๔๕ เสียมากกว่านะครับ ขอประทานโทษ ในมาตรา ๕๕ เสียมากกว่า ในประเด็น ของมาตรา ๔๕ นี่ ผมเห็นว่า ในเรื่องของการคุ้มครอง เรื่องของสิทธิความเปึนส่วนตัวของ บุคคลนั้น ครอบคลุมถึงกรณีของมาตรา ๔๕ ด้วยนะครับ เพราะฉะนั้นในการที่จะใส่คําว่า ข้อมูลส่วนบุคคล ในมาตรา ๔๕ นี่ ผมจึงมีความเห็น แตกต่างจากเพื่อนสมาชิกอยู่หลายประการ ด้วยเหตุผลที่ว่า สิทธิความเปึนส่วนตัว ในมาตรา ๓๕ นั้น มันครอบคลุม และคุ้มครองในเรื่องเกียรติยศ ชื่อเสียง ซึ่งอาจจะถูก ละเมิดโดยสื่อสารมวลชนได้อยู่แล้ว แต่ในเรื่องของข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลนั้น โดยหลักการนี่ มันเกิดขึ้นเปึนหลักการใหม่ อันเนื่องมาจากการพัฒนาของเทคโนโลยี (Technology) สมัยใหม่ ในเรื่องของคอมพิวเตอร์ (Computer) ซึ่งการบัญญัติในเรื่องของ การระบุในเรื่องความเปึนส่วนตัวในข้อมูลส่วนบุคคลอย่างเปึนเรื่องเปึนราวในครั้งแรกนี่ นะครับ ก็บัญญัติในประเทศเยอรมัน (สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมัน) เมื่อป้ ๑๙๗๐ แล้วก็มี สวีเดน (ราชอาณาจักรสวีเดน) ในป้ ๑๙๗๓ ในสหรัฐอเมริกา ป้ ๑๙๗๔ ใช้ว่า ไพรเวซี แอกต์ (Privacy act) นะครับ แล้วก็ในระดับกฎหมายสหพันธรัฐของระดับ เยอรมัน แล้วก็ฝรั่งเศส (สาธารณรัฐฝรั่งเศส) ในป้ ๑๙๗๘ ในระดับองค์การระหว่าง ประเทศก็ไปพูดไว้ถึง ๒ องค์การ ก็คือ เคาน์ซิล ออฟ ยุโรป (Council of Europe) แล้วก็ ในส่วนของ โออีซีดี (OECD - Organization for Economic Cooperation and Development) ก็วางหลักการในเรื่องของการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล อันเนื่องมาจาก การพัฒนาทางเทคโนโลยีสารสนเทศให้เกิดขึ้น เพราะฉะนั้นผมจึงขออนุญาตกราบเรียน ท่านประธานอย่างนี้ครับว่า ในส่วนของมาตรา ๕๕ ซึ่งเปึนปัญหา และกระผมเองขอตัด คำว่า หรือเปึนข้อมูลส่วนบุคคล ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ ออกนั้น จะเห็นได้ว่า ในบทบัญญัติมาตรา ๕๕ นั้น เขียนในเชิงคุ้มครองเฉพาะเรื่องของข้อมูลข่าวสารของ ราชการแต่เพียงอย่างเดียว แต่ในเรื่องของกรณีที่ภาคเอกชนนี่ ใช้ข้อมูลข่าวสารนั้น เพื่อหาประโยชน์ในบางประการ ซึ่งไม่ใช่กรณีของสื่อสารมวลชนนี่นะครับ เช่น ธนาคารนี่ นะครับ เอาข้อมูลของลูกค้า ฐานข้อมูลของลูกค้าของธนาคารที่อยู่ในการฝากเงินของตน หรือที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกรรมทางการเงินของธนาคารนั้นออกมา แล้วก็นำเอา ข้อมูลนั้นไปขายให้กับเอกชน ซึ่งประสงค์ที่จะได้ข้อมูลนั้นไป เพื่อประโยชน์ในการ วิเคราะห์วิจัยทางการตลาด หรือดำเนินการต่าง ๆ แล้วก็มีจดหมายประเภทแปลก ๆ ที่มา จากห้างร้าน หรือจุดหมายที่มาจากให้ซื้อของ ขายของ ก็มาจากข้อมูลในลักษณะทำนอง อย่างนี้ ที่มาจากฐานข้อมูลของหน่วยงานทั้งในภาคเอกชนและธุรกิจ ที่รวมทั้งภาค ราชการด้วย ที่เอาข้อมูลนั้นไปให้ แล้วก่อให้เกิดการกระทบสิ่งที่เรียกว่า ความเปึนอยู่ ส่วนตัวในชีวิตประจำวัน จากการนำข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับบุคคลนั้นไปใช้ในทางธุรกิจ ค่อนข้างสูง เพราะฉะนั้นในประเด็นตรงมาตรา ๕๕ ที่ตัดออก เนื่องจากว่า โดยหลักการ นั้น ความเพียงพอของมาตรา ๓๕ นั้น พออยู่แล้ว แต่ว่า ถ้าจะประสงค์คุ้มครองในเรื่อง ข้อมูลส่วนบุคคลในหลักการที่ถูกต้อง ก็คือคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลจากการที่ ประมวลผลในทางเทคโนโลยีสารสนเทศ ซึ่งเกิดการแพร่กระจายของการละเมิดความเปึน ส่วนตัวของบุคคลจากการใช้ข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลที่เกี่ยวข้องกับบุคคลนั้น ท่านประธาน โปรดสังเกตว่า ผมไม่ได้ใช้ว่า ข้อมูลของบุคคลนั้น แต่ข้อมูลส่วนบุคคลที่ เกี่ยวข้องกับบุคคลนั้นนะครับ ตรงนี้นี่ต้องมีหลักเกณฑ์ของกฎหมายที่มีความชัดเจน เกิดขึ้น และมีก็บทบัญญัติในเชิงของการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่เกี่ยวข้องกับบุคคล นั้น ซึ่งกระผมเห็นว่า ในประเด็นนี้อาจจะแตกต่างในเรื่องของเสรีภาพของสื่อมวลชนอยู่ พอสมควร แต่เปึนเรื่องของการคุ้มครองบุคคลจากข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับบุคคลนั้น จากการ ดำเนินธุรกิจของภาคธุรกิจ และการดำเนินกิจกรรมของภาครัฐที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลส่วน บุคคล เช่น การจัดทำบัตรอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic) ที่เรียกว่า สมาร์ท การ์ด (Smart card) นะครับ ที่บรรจุข้อมูลของบุคคลอยู่ในบัตรนั้นทั้งหมด ซึ่งตรงนี้นี่นะครับ บัตรนั้นนี่ เมื่อบรรจุข้อมูลเกี่ยวกับบุคคลนั้นทั้งหมด สิ่งที่ตามมา ก็คือว่า ถ้าบัตรนั้นถูกน้ำไปใช้ ในที่ใด ข้อมูลของบุคคลนั้นอาจจะถูกระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ หรือคอมพิวเตอร์นั้น ดูดไปใช้ แล้วก่อให้เกิดความเสียหายกับบุคคลนั้นได้ในการที่เอาข้อมูลนั้นไปใช้ประโยชน์ ในเชิงที่ละเมิดบุคคลนั้น กระผมจึงมีความเห็นอย่างนี้ครับ ท่านประธานครับว่า ในประเด็นนี้จึงได้ขอสงวนให้ตัดออก เพราะว่า หลักการตรงนี้จะเข้าใจว่า เปึ้นการ คุ้มครองเฉพาะข้อมูลส่วนบุคคล แต่ในเรื่องของความเปึนส่วนตัวของบุคคลนั้นจะถูก ละเมิด เพราะว่าการเปึนสิทธิ เปึนข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลนั้น มันต้องสอดคล้องกับเรื่อง ของ อินฟอร์เมชัน ไพรเวซี คือ ข้อมูลนั้นส่งผลกระทบต่อสิทธิความเปึนส่วนตัวของบุคคล ในเรื่องนั้น ดังนั้น ท่านประธานครับ ถ้าตัดข้อความนี้ ข้อความในกรณีของมาตรา ๓๕ สามารถคุ้มครองประชาชนได้ โดยครบถ้วนสมบูรณ์กว่าการเขียนเฉพาะส่วนหนึ่งส่วนใด ของความเปึ้นส่วนตัวของบุคคล ในมาตรา ๕๕ ดังนั้น กระผมจึงขอสงวนความเห็น ในเรื่องนี้ตัดออก จริง ๆ มีหลายประเด็นแต่ขออภิปรายในประเด็นนี้ ขอเพิ่มเติมอีกนิดหนึ่ง ครับท่านประธาน