เจิมศักดิ์ ป่ืนทอง หารือเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยมีการอภิปรายเกี่ยวกับมาตรา 35, 45 และ 55 ของรัฐธรรมนูญ ซึ่งเกี่ยวข้องกับสิทธิของบุคคล สิทธิในการแสดงความคิดเห็น และสิทธิในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร
คือ ท่านประธานครับ อันนี้คือ ความยากลำบาก มันกลับกัน ตอนแรกพวกผมเสนอ ท่านบอก ท่านคิดไม่ทัน เที่ยวนี้ พอท่านเสนอนี่ ผมคิดไม่ทันจริง ๆ อันนี้ต้องกราบเรียนจริง ๆ ครับ เพราะว่า พอท่านเสนอ ท่านไปแก้ไขของเดิมนี่ ผมก็จําแต่ของเดิมว่า ของเดิมท่านเขียนอย่างนั้น แล้วผมก็จะ พยายามแก้ที่เหลือ มาตราถัด ๆ มา ให้มันรับกับของเดิมของท่าน แต่เรื่องนี้พอท่าน ไปแก้ร่างเก่าปัูบ แล้วท่านย้าย ผมก็เลยย้ายไม่ทัน สมองก็ต้องย้ายกันแหลกเลยทีนี้ นะครับ มันไม่ใช่ปัญหาของผมคนเดียวแน่ ผมเชื่อว่า เพื่อนสมาชิกโปรดค่อย ๆ ดูตรงนี้ ผมเห็นด้วยกับท่านอาจารย์ธงทองว่า ต้องดู ๓๕ ๔๕ และ ๕๕ ประกอบกันเสียทีเดียว เราจะได้มีรัฐธรรมนูญที่ล้อและรับกันทั้ง ๓ หมวด คราวนี้ ๓๕ นี่ ท่านดูนะครับ เรากำลัง คุ้มครองสิทธิ ๓๕ สิทธิของครอบครัว สิทธิของบุคคลในครอบครัว เกียรติยศ ชื่อเสียง ข้อมูลส่วนบุคคล ตลอดจนความเปึนอยู่ส่วนตัวย่อมได้รับความคุ้มครอง อันนี้ร่างแรก ท่านว่าอย่างนี้ คือ คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลด้วย แต่พอสุดท้ายกรรมาธิการขอแก้ไขเอง ก็คือ ตัด ข้อมูลส่วนบุคคล ออก ตีความได้ว่า สิทธิของบุคคลในครอบครัว เกียรติยศ ชื่อเสียง เท่านั้น แล้วก็ ตลอดจนความเปึนอยู่ส่วนตัวได้รับความคุ้มครอง แต่ข้อมูล ส่วนบุคคลไม่ได้รับความคุ้มครอง ตามมาตรา ๓๕ เสร็จแล้วพอมาถึง ๔๕ นะครับ ท่านค่อย ๆ ดูนะครับ ๔๕ พอมาถึง ๔๕ ๔๕ นี่พูดถึงเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ของบุคคล ทีนี้การแสดงออกแล้ว ของบุคคลและสื่อมวลชน บอกว่า บุคคล หลักใหญ่ คือ บุคคล ย่อมมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การพูด การเขียน การพิมพ์ การโฆษณา และการ สื่อความหมายโดยวิธีอื่น ก็หมายความว่า คุ้มครองว่า บุคคลมีเสรีภาพในการแสดง ความเห็น แล้วเพราะฉะนั้น จะมีข้อจํากัดแล้ว ไม่ใช่ว่าแสดงความเห็นอะไรก็ได้ การจํากัด เสรีภาพตามวรรคหนึ่งจะกระทำมิได้ บอกอีก จะไปจำกัดเสรีภาพ กระทำไม่ได้ เว้นแต่ เว้นของเว้นนะครับ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย เฉพาะเพื่อ รักษาความมั่นคง เพื่อคุ้มครองสิทธิ์ เสรีภาพ เกียรติยศ ชื่อเสียง สิทธิในครอบครัว หรือ ที่ผมเลยเติมว่า หรือข้อมูลส่วนบุคคล ให้มารับกับ ๓๕ ไม่อย่างนั้นแล้วมันก็ไม่รับกัน ถูกไหมครับ คราวนี้ท่านบอกว่า เอาล่ะ ๓๕ ท่านขอตัด ถ้าขอตัด ๓๕ ๔๕ ของผมก็ ไม่ควรอยู่ ถูกไหมครับ คราวนี้มาดู ๕๕ ว่า ของท่านนี่ใส่ไว้ ๕๕ แล้วเราพอใจไหม นี่ผมลองขอให้ท่านช่วยกันพิจารณาพร้อม ๆ กับในสมองของผม ๕๕ เปึ้นเรื่องสิทธิ ในข้อมูลข่าวสารและการร้องเรียน เปึนอีกเรื่องหนึ่งนะ เปึนเรื่องสิทธิในข้อมูลข่าวสารและ การร้องเรียนนะครับ สิทธิในการที่ประชาชนจะไปรับรู้แล้ว จะเข้าถึงแล้ว ๓๕ เปึ้นสิทธิ ของบุคคลที่คนจะละเมิดไม่ได้ ๔๕ เปึนสิทธิของสื่อที่จะแสดงได้มากน้อยแค่ไหน จะถึง ข้อมูลส่วนบุคคลไหม ๕๕ เปึนสิทธิในข้อมูลข่าวสารที่เราจะไปรู้คนอื่น ทีนี้ บอกว่า บุคคล ย่อมมีสิทธิได้รับทราบ และเข้าถึงข้อมูลหรือข่าวสารสาธารณะในครอบครองของหน่วย ราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือราชการส่วนท้องถิ่น เว้นแต่จะมีการเป่ดเผย ข้อมูลข่าวสารนั้นจะกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ความ ปลอดภัยของประชาชน หรือส่วนได้เสียอันพึงได้รับความคุ้มครองของบุคคลอื่น ท่านไป เติมว่า หรือข้อมูลส่วนบุคคล ตรงนี้ ก็หมายความว่า เวลาท่านจะไปร้องขอข้อมูลนี่ เปึ้นข้อมูลส่วนบุคคลนี่ไม่ได้ ใช่ไหมครับ หมายความว่าอย่างนั้นใช่ไหมครับ เวลาผมจะไป ข้อข้อมูลจากทางการ จากรัฐ ต้องให้ แต่ว่าพอไปขอปัูบ มันเปึนข้อมูลส่วนบุคคลของ ท่านกรรมาธิการท่านนั้นนี่ ท่านไม่ให้ได้ ตีความว่าอย่างนั้น ตกลงตรงนี้ท่านต้องตัดสินใจ แล้วครับ สมาชิกครับ ผมเพียงแค่มีหน้าที่หยิบ ๓ มาตราเชื่อมโยงกันให้ท่านดูว่า ๓๕ ท่าน ดูอีกทีนะครับ ๓๕ เปึนการบอกว่า เปึนสิทธิของเรา สิทธิของบุคคล ข้อมูลของบุคคลได้รับ การคุ้มครอง ใครมาเอาไม่ได้ แต่ ๕๕ เปึนสิทธิที่เราจะไปเอาข้อมูลจากคนอื่น แต่ ๔๕ เปึ้นสิทธิที่สื่อจะเผยแพร่ข้อมูล แล้วจะให้อยู่แค่ไหนอย่างไร ตรงนี้ท่านจะรับกันอย่างไร พอดีท่านไปย้าย สมองผมก็เลยย้ายตามท่านลำบากนิดหนึ่ง เพราะผมเริ่มจากท่านว่า บุคคลได้มีสิทธิเรื่องข้อมูลส่วนบุคคล ผมก็เลยบอก เอ้า ถ้าบุคคลมีสิทธิข้อมูลส่วนบุคคล สื่อนี่จะไปเผยแพร่ข้อมูลส่วนบุคคลอยู่ดี ๆ นี่ไม่ได้ ผมก็รีบใส่ให้ด้วย มันจะได้รับกัน และ เที่ยวนี้ท่านเอาออกหมดเลย ท่านไปใส่ใน ๕๕ ว่า เวลาคนใดคนหนึ่งจะไปเอาข้อมูลของ อีกคนหนึ่ง ไปขอจากทางการนี่ ถ้าเปึนข้อมูลส่วนบุคคล เขาไม่ให้ มันเรื่องเดียวกัน ไหมครับ ผมถามแค่นั้นเอง ผมยังไม่ได้ตัดสินใจ เพราะคิดไม่ทัน ท่านประธานครับ