ปกรณ์ ปรียากร เสนอแนะการแก้ไขปัญหาการใช้คลื่นความถี่เพื่อประโยชน์สาธารณะ โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของเอกภาพในการบริหารและการจัดการขององค์กรที่รับผิดชอบ และการสร้างโครงสร้างที่เหมาะสมเพื่อรับมือกับความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและกฎหมาย
ท่านประธานที่เคารพ ผม ปกรณ์ ปรียากร กรรมาธิการ ความจริงเรื่องก็คงจะไม่ยาวนะครับ ท่านประธานครับ ทั้งนี้เพราะว่า ถ้าเราดูจากการอภิปรายของทั้ง ๔ กลุ่ม ค่อนข้างจะมีเจตนารมณ์ตรงกัน และเข้าใจเรื่องที่ เราพูดนี่ในทำนองเดียวกัน ก็คือ คลื่นความถี่ที่ใช้นี่เปึ้นทรัพยากรสื่อสารของชาติ และที่ สำคัญ น่าจะขีดเส้นใต้ ก็คือ เพื่อประโยชน์สาธารณะ เมื่อเปึนอย่างนี้ เจตนารมณ์หลัก ผมคิดว่า ทุกท่านได้พูด แล้วก็กรรมาธิการก็เห็นตรงกัน ไม่มีอะไรขัดแย้งว่า เราจําเปึนต้อง คำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของประชาชน และต้องขีดเส้นใต้อีกครั้งหนึ่งนะครับ ทั้งระดับชาติ และระดับท้องถิ่น ไม่ใช่อยู่ที่ระดับชาติอย่างเดียว ปัญหาที่อยู่ในระดับท้องถิ่นในเวลานี้ ผมเชื่อเปึนปัญหาใหญ่มาก ความมั่นคงของรัฐนั้น แล้วก็ประโยชน์สาธารณะอื่นเปึนหัวใจ สำคัญมาก เพราะถ้าเราไม่เน้นย้ำตรงจุดนี้ เราจะเห็นว่า ได้มีผู้ใช้ความพยายามในอันที่ จะทำให้คลื่นความถี่กลายเปึนผลประโยชน์ส่วนบุคคล ในกรณีอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งผมคิดว่า เปึ้นเจตนารมณ์ของกฎหมาย ถ้าเราดูในข้อความผมคงไม่จำเปึนต้องไปอ่านตามวรรค นะครับ ก็คือ การแข่งขันที่มีขึ้นโดยเสรี แต่ไม่ได้หมายถึงเสรีที่เปึนรองประธานสภา นี่นะ เปึ้นเสรีที่เปึนธรรม ตรงจุดนี้เปึนปัญหาที่ผมเชื่อว่า ท่านผู้อภิปรายทุกท่านมองเห็น กระจ่างชัด เปึนห่วงเปึนใย เราไปรับฟังความเห็นทุกที่ ผมไปกับท่านอาจารย์เจิมศักดิ์ ไป กับท่านประธานกรรมาธิการทุกภาคที่ผมมีโอกาสได้มีส่วนร่วมกับทุกภาค เรื่องนี้เปึน ข้อห่วงใยที่เกิดขึ้นทั้งสิ้นนะครับ และที่สำคัญก็คือ เราจะพัฒนาไปสู่ความรุ่งโรจน์ ในอนาคตไม่ได้ ถ้าหากว่าคลื่นที่เปึ้นทรัพยากรสื่อสารสาธารณะตรงนี้ ประชาชนขาดการ มีส่วนร่วม ในเวลานี้เราต้องยอมรับนะครับว่า ระบบของการผูกขาดในวงการสื่อได้นำไปสู่ความ ร่ำรวยมหาศาลของคนเพียงไม่กี่ตระกูล ของคนเพียงไม่กี่กลุ่ม ของคนเพียงไม่กี่พวก นะครับ กรณีที่เกิดขึ้นกับการแย่งชิงเข้าไปสู่การเปึนกรรมการในองค์กร เปึนเรื่องที่ เห็นชัดเจนว่า มีผลประโยชน์ทับซ้อนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะฉะนั้นตรงจุดนี้ คำถาม ที่สําคัญที่พวกเราต้องตระหนักก็คือว่า ทําไมกรรมาธิการจึงไปลงไว้ในรัฐธรรมนูญว่า องค์กรที่รับผิดชอบต้องมีเอกภาพ เพราะในหลักการบริหารราชการแผ่นดินนี่นะครับ ถ้าขาดเอกภาพในการบริหารและการจัดการเสียแล้ว การแทรกแซงจะง่ายมาก การแย่งชิงจะเปึนกรณีสําคัญ เพราะฉะนั้นเราก็จําเปึนที่จะต้องย้ําว่า เปึนองค์กรของรัฐ ที่เปึนอิสระ เพราะถ้าเราไม่เป่ดอย่างนั้น มันจะมีภาวะของการเลเพลาดพาด การตีความ แบบศรีธนญชัยจะตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ตรงจุดนี้ก็คงจะย้ำว่า องค์กรอิสระของรัฐ นั้นเปึนเรื่องที่สำคัญ และในพัฒนาการของกฎหมายทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อสักครู่ นี้ท่านอาจารย์ ท่านอธิการเทคโนโลยีลาดกระบังได้พูดถึง เรื่องของในกรณีของอังกฤษ ซึ่งเปึนตัวอย่างที่ค่อนข้างชัดเจน แต่ว่า ท่านทั้งหลายอาจจะเปึนห่วงว่า พอเรามีองค์กร เพียงองค์กรเดียวข้องรัฐแล้ว มันจะรับมือไหวไหมกับเรื่องของการดำเนินงานที่ตามมา ผมเชื่อว่า เราสามารถที่จะไปจัดโครงสร้างตามลักษณะของพัฒนาการของความ เจริญเติบโต ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่มันเกิดขึ้น รวมทั้งความก้าวหน้า ในทางกฎหมายด้วย และความก้าวหน้าในเรื่องของการตามทันการแข่งขันที่เสรีและ เปึ้นธรรม เพราะฉะนั้นองค์กรแม้จะมีองค์กรเดียว ก็จะมีโครงสร้าง คุณลักษณะ และองค์ประกอบ อาจจะมากกว่าที่กลุ่มของท่านอุทิศ ขออภัยที่เอ่ยนาม รวมทั้ง ท่านอภิชาติที่ได้กรุณาตั้งชื่อองค์กรไว้เสียด้วยซ้ำไป แต่ว่า ถ้าเราดูในหลักของการเขียน กฎหมายนี่ การไปตั้งชื่อองค์กรที่เคร่งครัดรัดตึงจนเกินไป มันก็อาจจะทำให้เกิดภาวะ ที่เหมือนกับการตีความซ้อนความ ดังนั้น ก็น่าที่จะให้ไปสู่จุดของการที่ว่า การไปออกแบบ ให้สอดคล้องกับเรื่องต่าง ๆ นั้น เปึนไปตามที่กฎหมายจะบัญญัติต่อไป ไม่ว่าจะเปึนเรื่อง ของความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี ความเชี่ยวชาญด้านคลื่นความถี่ ความเชี่ยวชาญ ที่สำคัญมากก็คือ ด้านกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการออกใบอนุญาตต่าง ๆ อันนี้ เปึ้นตัวอย่างเท่านั้นนะครับ ความเชี่ยวชาญทางด้านการกำหนดรูปแบบในการดำเนินงาน ด้านพัฒนาการสื่อสาร ที่เปึนไปเพื่อประโยชน์สาธารณะ ในเวลานี้ที่เราเปึนห่วงมากที่สุด ที่เราขาดความไว้วางใจกันมากที่สุด ก็คือว่า ประโยชน์สาธารณะซึ่งเปึนคำที่สวยงามมาก มันได้ถูกกระทำอย่างกว้างใหญ่ไพศาล ให้กลายเปึนผลประโยชน์ส่วนบุคคลไป นอกจากนั้น ก็อาจจะยังต้องมีความเชี่ยวชาญทางด้านของการกำหนดรูปแบบ ในด้านการดำเนินงาน ด้านพัฒนาการสื่อสาร เพื่อประโยชน์สาธารณะของตัวกรณี รายการ กรณีอะไรต่าง ๆ ทํานองนี้ ความใฝ์ฝันของเรา อยากที่จะไม่ทําให้วิทยุ โทรทัศน์ สื่ออิเล็กทรอนิกส์ สื่อต่าง ๆ ที่มันเกิดขึ้นในเวลานี้นะครับ มันถูกปลุกระดมให้บรรดาผู้คน รุ่นหลัง ๆ ตัดขาดจากสังคมอุดมปัญญา ตัดขาดจากคุณธรรม จริยธรรม ตัดขาดจาก ความรับผิดชอบ วินัยทางสังคม ในขณะที่ผมอภิปรายนี้ ก็ด้วยความบังเอิญนะครับ เรามี นักเรียนหลายคนเข้ามาฟังเราจำนวนมากทีเดียวที่อยู่ข้างบน คนเหล่านี้เปึ้นคนที่ซื่อใส่ บริสุทธิ์ แต่ว่า สิ่งที่เราถูกล้างด้วยกระบวนการตั้งแต่เช้าจรดเย็นของการใช้สื่อเหล่านี้ ผมคิดว่า กรรมาธิการเห็นตรงกัน แต่การที่เราจะไปกำหนดรายละเอียดของรูปแบบใน กฎหมาย จนกระทั่งทุกเรื่องนี่มันถูกตีความโดยศรีธนญชัย มันก็จะทำให้เกิดปัญหาของ การใช้กฎหมายในระยะที่ตามมา เราคงจะต้องไม่เสียใจอีกครั้งหนึ่งนะครับ ของ เจตนารมณ์ที่ดีของกฎหมายรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ ที่ต้องการพยายามที่จะให้องค์กรที่ว่า นั้นเกิดขึ้น เพื่อการปฏิรูปสื่อ พวกเราหลายคนที่อยู่ในวงการสื่อ ผมเองแม้จะไม่ได้ทํางาน สื่อเปึนอาชีพ แต่ผมก็ทำสื่อในชุมชนมาตั้งแต่เด็กแต่เล็กนะครับ เราก็เห็นภาพชัดว่า สื่อใน ท้องถิ่นค่อนข้างจะเสียเปรียบ ถูกกินตัวไปเรื่อย ๆ ในลักษณะของการดำเนินการ วัฒนธรรมพื้นบ้าน วัฒนธรรมท้องถิ่นไม่ได้มีโอกาสที่จะเข้ามาสู่กระบวนการของการคิด กระบวนการของการสร้าง กระบวนการของการปลุกให้เกิดการทำงานในเรื่องนี้ นอกจากนั้น อาจจะจำเปึนต้องมีองค์กรที่ถนัดจัดเจนในการทำงานร่วมกับภาคประชาชน องค์กรที่ทำงานดูแลเกี่ยวกับการแข่งขัน การครอบงำ การควบรวมสื่อ การใช้เล่ห์กลที่ แยบยลในการที่จะทำให้สื่อสาธารณะต่าง ๆ นั้น ตกอยู่ในมือของคนเพียงไม่กี่กลุ่ม และที่ สําคัญ ก็คือ ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้นี่เราผดุงเรื่องสิทธิเสรีภาพ การมีส่วนร่วม ทําอย่างไร ที่จะทำให้การออกแบบองค์กรนี้ตอบสนองต่อเจตนารมณ์หลักของรัฐธรรมนูญที่เรา พยายามจะทำกันอย่างมากทีเดียว เพราะฉะนั้นในกรณีอย่างนี้ ผมคิดว่า มันแทบจะ ลงเอยกันได้โดยง่าย ความจริงการร่างกฎหมายทุกเรื่อง ผมคิดว่า การโหวตอาจจะไม่ จำเปึนเสียด้วยซ้ำไป เพราะว่า ถ้าเราจะสร้างประเพณีกันเสียใหม่ว่า เรื่องบางเรื่อง ไม่จําเปึนต้องโหวตเสียบ้างเลย แล้วนั่งคุยกัน แล้วก็ปรับข้อความ ซึ่งอาจจะนําไปสู่ความ สมบูรณ์มากกว่าการที่เราจะออกมาตัดสินกันด้วยมือของพวกเรา ซึ่งบางครั้งมันก็มี อารมณ์ความรู้สึก และที่สำคัญ ก็คือ หลายครั้งอาจจะมีผลประโยชน์ที่เกี่ยวข้องด้วยก็ได้ แต่ผมไม่ได้หมายถึงผลประโยชน์ของพวกเรา แต่ผลประโยชน์ที่คน คนอื่นเราอาจจะอ่าน ไม่ออก แล้วเราก็อาจจะมองข้ามในลักษณะของเรื่องที่สำคัญไป ก็คงจะนำเสนอ เพื่อให้ เกิดภาพรวมของการทำงานในเชิงการบริหาร ผมมอง ในเชิงกฎหมาย ผมคิดว่า มาตรานี้ ไม่น่าที่จะมีปัญหา แต่ว่าทำอย่างไรที่จะทำให้การออกแบบรายละเอียดในเชิงกฎหมาย นั้นมีที่ว่างพอที่จะทําให้เรามีการทํางานก้าวหน้าไป แต่เราจะไปเขียนบทเฉพาะกาลให้มัน ออกมาเร็วขึ้นอย่างไรนั้น ผมคิดว่า เราพอมีเวลาที่จะทำเรื่องนี้ได้ครับ