สภาร่างรัฐธรรมนูญ · ครั้งที่ ๒๔ · ๑๓ มิถุนายน ๒๕๕๐

อภิชาติ ดําดี หารือเรื่องการจัดสรรคลื่นความถี่ และเรียกร้องการปฏิรูปสื่อตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ฉบับปี 2540

นายอภิชาติ ดําดี

ท่านประธานที่เคารพ กระผม อภิชาติ ดําดี สมาชิก สภาร่างรัฐธรรมนูญ ขอใช้สิทธิอภิปรายในฐานะที่เปึ้นผู้ลงชื่อสนับสนุนการแปรญัตติ ในมาตรา ๔๗ ท่านประธานครับ มาตรา ๔๗ ซึ่งเปึ้นเรื่องของการจัดสรรคลื่นความถี่และ องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่นั้น มีความสําคัญอย่างยิ่ง ที่ผมอยากจะให้สภาร่างรัฐธรรมนูญ แห่งนี้ได้พิจารณากันอย่างรอบคอบและรอบด้านครับ เพราะอะไรครับ คลื่นความถี่นั้น ถ้าสังคมไทยเราจัดสรรกันได้ดีนั้น ก็จะเปึนประโยชน์อย่างยิ่งที่จะขับเคลื่อนประเทศนี้ ให้ไปสู่สังคมฐานความรู้ จะเปึนประโยชน์อย่างยิ่งในการพัฒนาให้คนไทยนั้นได้เปึน ทรัพยากรมนุษย์ที่มีขีดความสามารถในการแข่งขันกับคนเขาได้ทั้งโลก แต่ถ้าเราจัดสรร ไม่ดี ทรัพยากรคลื่นความถี่กระจุกตัวอยู่กับกลุ่มหรือบุคคลใดบุคคลหนึ่ง หรือเพียงเพื่อ นำไปแสวงหาประโยชน์ทางการค้า เพื่อกำไรสูงสุด สุดท้ายทรัพยากรคลื่นความถี่ก็จะ นำไปสู่ความร่ำรวยผิดปกติ ท่านประธานครับ ผมเองนั้น จะอภิปรายเหตุผลในการ แปรญัตติ ในมาตรา ๔๗ โดยยึดโยงกับเจตนารมณ์การปฏิรูปสื่อของรัฐธรรมนูญ ฉบับป้ ๒๕๔๐ เพราะฉะนั้นไม่ต้องห่วงครับ การอภิปรายของผมในวันนี้จะไม่ไปไกล ถึงต่างด้าวครับ ผมจะยึดโยงกับรัฐธรรมนูญ ฉบับป้ ๒๕๔๐ ซึ่งครั้งกระนั้น เมื่อ ๑๐ ป้ ที่ผ่านมานั้น ไม่ได้มีเพียงความปรารถนาที่จะปฏิรูปการเมืองอย่างเดียวเท่านั้น แต่หัวใจสําคัญของรัฐธรรมนูญ ฉบับป้ ๒๕๔๐ นั้น ต้องการให้มีการปฏิรูปสื่อ คู่ขนาน กันไปกับการปฏิรูปการเมือง ตราบใดก็ตามที่ยังไม่มีการปฏิรูปสื่อ ก็ยากที่การปฏิรูป การเมืองนั้นจะประสบความสำเร็จ เพราะฉะนั้นผมจึงยึดโยงกับฉบับป้ ๒๕๔๐ และอยู่บน หลักคิดที่ว่า จะต้องรักษาข้อดีของ ป้ ๒๕๔๐ เดิม และเพิ่มเติมสิ่งใหม่เพื่อแก้ไขปัญหา ท่านประธานครับ สาระสําคัญของการปฏิรูปสื่อจากรัฐธรรมนูญ ฉบับป้ ๒๕๔๐ นั้น มีเรื่องใหญ่ ๆ อยู่ ๓ เรื่องครับ เรื่องแรก ก็คือ การตอบคำถามกับสังคมครับว่า บรรดา คลื่นความถี่ทั้งหลายทั้งปวงที่มีอยู่นั้นนะครับ ใครควรจะเปึ้นเจ้าของ และใช้เพื่อประโยชน์ ของใคร เรื่องที่ ๒ ก็คือ แล้วบรรดาคลื่นความถี่ทั้งหลายทั้งปวงเหล่านี้นั้น ควรจะมีใครมา เปึ้นเจ้าภาพในการจัดสรรคลื่นความถี่ทั้งหมด และก็ข้อที่ ๓ ควรจะมีกติกาที่วางหลักการ ใหญ่ ๆ ในการจัดสรรคลื่นความถี่เหล่านี้อย่างไร ผมจะเรียนท่านประธานนะครับว่า อะไร คือ ข้อดีของ ป้ ๒๕๔๐ เดิม และอะไรคือการเพิ่มเติมสิ่งใหม่ เพื่อแก้ไขปัญหา ซึ่งเปึ้น แนวทางของการพิจารณารัฐธรรมนูญรายมาตรา ที่เราทํากันมาโดยตลอดทั้ง ๓ วัน ๒ คืน ที่ผ่านมา เพื่อยืนยันให้สังคมไทยได้เห็นว่า การร่างรัฐธรรมนูญครั้งนี้ ยืนอยู่บน เจตนารมณ์ของ ฉบับป้ พ.ศ. ๒๕๔๐ และมีความพยายามที่จะแก้ไขข้อบกพร่องต่าง ๆ ที่รัฐธรรมนูญ ฉบับ ๒๕๔๐ นั้น ยังไม่บรรลุผลสําเร็จ ท่านประธานครับ ในเรื่องแรก ใครจะ เปึ้นเจ้าของคลื่นความถี่ ซึ่งเมื่อสักครู่นี้ก็ได้มีการอภิปรายอย่างกว้างขวางแล้ว ไม่ว่า จะเปึนคลื่นความถี่วิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และวิทยุโทรคมนาคม ซึ่งเปึนคลื่นที่ มองไม่เห็น จับต้องไม่ได้ ล่องลอยอยู่ในอากาศ ฉบับป้ ๒๕๔๐ ได้วางเจตนารมณ์ไว้ว่า คลื่นความถี่ทั้งหมดเหล่านี้ เปึนทรัพยากรสื่อสารของชาติ เพื่อประโยชน์สาธารณะครับ ท่านประธาน เมื่อมาถึงฉบับ ๒๕๕๐ ผมก็ต้องขอบคุณท่านกรรมาธิการยกร่าง ที่ยั่งยืนยัน เจตนารมณ์ของการปฏิรูปสื่อ ด้วยการประกาศความเปึนเจ้าของคลื่นความถี่ว่า ยังคงเปึน ทรัพยากรสื่อสารของชาติ เพื่อประโยชน์สาธารณะ ตรงนี้เราเห็นตรงกันทั้งหมด ไม่ว่าจะเปึนกรรมาธิการยกร่าง หรือสภาร่างรัฐธรรมนูญในแต่ละกลุ่มที่แปรญัตติกันมา จะเห็นว่าวรรคหนึ่งนั้นนะครับ ทุกกลุ่มนั้นเห็นตรงกัน นี่คือความพยายามที่จะรักษาข้อดี ของป้ ๒๕๔๐ เดิม แต่สิ่งที่เราอภิปรายกันมาสองสามท่านนั้น เปึนความพยายามที่จะ เพิ่มเติมสิ่งใหม่เพื่อแก้ไขปัญหา นั่นก็คือ ข้อที่ ๒ ที่ว่าการจัดสรรคลื่นความถี่ ซึ่งมี มูลค่ามหาศาลนับแสนล้านเหล่านี้นั้น ควรจะมีใครที่เปึนองค์กรเจ้าภาพในการจัดสรร คลื่นความถี่ ควรจะออกแบบองค์กรอย่างไร ควรจะมีองค์กรเดียวหรือ ๒ องค์กร หรือมากกว่านั้น ท่านประธานครับ จากฉบับ ๔๐ นั้นทำให้เกิดพระราชบัญญัติซึ่งเปึน กฎหมายลูกขึ้นมา ๑ ฉบับ สมาชิกบางท่านได้อภิปรายถึงแล้ว นั่นก็คือ พระราชบัญญัติ องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ ป้ ๒๕๔๓ ๒๕๔๓ ถึง ๒๕๕๐ ครับ พระราชบัญญัติฉบับนี้ได้ ออกแบบองค์กรในการจัดสรรคลื่นความถี่ไว้ ๒ องค์กร องค์กรหนึ่งนั้นจะกำกับดูแล คลื่นโทรคมนาคม ในขณะที่องค์กรหนึ่งนั้นจะกำกับดูแลคลื่นวิทยุกระจายเสียง วิทยุ โทรทัศน์ ก็กลายเปึ้นที่มาของการทำงาน ๒ ข้า ระหว่าง กทช. กับ กสช. องค์กรที่กำกับดูแลคลื่นวิทยุโทรคมนาคมนั้น ก็คือ คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม แห่งชาติ ได้เกิดขึ้น ดำเนินการเปึ้นที่เรียบร้อย ส่วนองค์กรที่ทำหน้าที่กำกับดูแลคลื่น วิทยุกระจายเสียงและคลื่นวิทยุโทรทัศน์นั้น คือ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและ กิจการโทรทัศน์แห่งชาติ หรือ กสช. เมื่อสักครู่นี้ เราก็ได้ทราบภูมิหลังกันแล้วว่า ได้เกิด ปัญหาอะไรขึ้น เนื่องจากว่า เปึนองค์กรที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์มหาศาล กระบวนการ ของการสรรหา และที่มาของ กสช. ก็เปึนปัญหามาโดยตลอด จนกระทั่งวรรคสองของ รัฐธรรมนูญ มาตรา ๔๐ ของป้ ๒๕๔๐ นั้น ก็เดินมาได้แค่ครึ่งทาง ผมนับดูแล้ว มาตรา ๔๐ ของป้ ๒๕๔๐ นั้น มีอยู่ด้วยกัน ๓ วรรค์ วรรคแรก คือ ใครเปึนเจ้าของคลื่น ความถี่ วรรคที่ ๒ คือ จะจัดสรรคลื่นความถี่กันอย่างไร และวรรคที่ ๓ คือ กติกาในการ จัดสรรคลื่นความถี่นั้น ควรจะทำกันอย่างไร ปรากฏว่า เจตนารมณ์ของฉบับป้ ๒๕๔๐ เดินมาได้วรรคครึ่งครับ นับดูแล้วประมาณห้าบรรทัดครึ่ง มาสะดุดหยุดลงตรงที่มีเพียง กทช. แต่ยังไม่มี กสช. เพราะปัญหาความไม่ชอบธรรมในกระบวนการสรรหา ด้วยเหตุนี้ นะครับ จึงเปึ้นโอกาสที่ผมคิดว่า เราจะต้องเติมแล้วล่ะครับว่า ในข้อบกพร่องที่เกิดขึ้น ต่าง ๆ ของระบบสื่อโดยรวม ทั้ง กสช. และ กทช. นั้น ก็เปึนโอกาสที่เราจะเพิ่มเติมสิ่งใหม่ เพื่อแก้ไขปัญหาแล้วล่ะครับ นั่นจึงเปึ้นที่มาว่า ทำไมกระผมจึงได้เสนอแปรญัตติใน มาตรา ๔๗ ด้วยการขยายความเพิ่มเติมนะครับว่า ให้มีองค์กรที่เปึ้นอิสระ เรียกว่า สภา พัฒนาทรัพยากรสื่อสารแห่งชาติ ซึ่งประกอบด้วย สถาบันจัดสรรและพัฒนาคลื่นความถี่ แห่งชาติ ทำหน้าที่จัดสรรและพัฒนาคลื่นความถี่ และสถาบันพัฒนาสื่อเพื่อประโยชน์ สาธารณะแห่งชาติ ทำหน้าที่กำกับดูแลการประกอบกิจการ และพัฒนาเนื้อหาสาระของ สื่อตามวรรคหนึ่ง ท่านประธานครับ นี่คือนวัตกรรมการออกแบบองค์กรจัดสรรคลื่น ความถี่ ที่ยังคงยืนอยู่บนหลักการให้มี ๒ องค์กร เพื่อจะได้มีการค้านและดุลอำนาจ ระหว่างกันและกัน แต่ในขณะเดียวกัน เพื่อให้การดูแลคลื่นความถี่ ไม่ว่าจะเปึนวิทยุ โทรทัศน์ หรือโทรคมนาคม ซึ่งใช้งานได้เหมือนกันทั้งหมดแล้วนั้น ได้มีลักษณะบูรณาการ รวมกัน แนวคิดที่กระผมได้นำเสนอในการแปรญัตติ จึงเปึนแนวคิด ๑ สภา ๒ องค์กร องค์กรหนึ่งนั้น จะมีอํานาจหน้าที่ในการจัดสรรคลื่นความถี่ ซึ่งเปึนการทำหน้าที่ทางด้าน เทคโนโลยี อีกองค์กรหนึ่งนั้นเปึนองค์กรในการกำกับดูแลการประกอบกิจการ และที่ สำคัญ ที่เพิ่มเติมจากป้ ๒๕๔๐ ก็คือพัฒนาเนื้อหาสาระของสื่อ นี่คือสิ่งใหม่ที่เพิ่มเติม เข้ามา และมีนัยสําคัญอย่างยิ่งต่อการปฏิรูปสื่อ จึงมีความแตกต่างครับ ท่านประธานครับ ในฉบับป้ ๒๕๔๐ นั้น การแบ่งออกเปึน ๒ องค์กรนั้น แบ่งตามประเภทของคลื่น คลื่นวิทยุ โทรทัศน์ก็ไปเปึน กสช. คลื่นโทรคมนาคมก็ไปเปึน กทช. แต่แนวคิดที่เรานำเสนอในการ แปรญัตติในครั้งนี้ เปึนการแบ่งออกเปึน ๒ องค์กร โดยแบ่งตามอํานาจหน้าที่ นั่นหมายถึง การจัดสรรคลื่น และพัฒนาทางด้านเทคโนโลยี เปึนหน้าที่ของอีกองค์กรหนึ่ง ในขณะที่ การกำกับดูแลการประกอบการ และการดูแลเรื่องของการพัฒนาเนื้อหาสาระของสื่อเปึน อีกองค์กรหนึ่ง ผมขออนุญาตที่จะอภิปรายในแง่หลักการ ชื่อนั้นสำคัญไฉนนะครับ เพราะฉะนั้นในส่วนที่เปึนชื่อนั้นก็ยังอยู่ในวิสัยที่เราจะคุยกันต่อได้ แต่หลักการสำคัญก็คือ ระบบองค์กรที่เปึน ๒ องค์กร ๑ สภา แน่นอนครับ ของเดิมนั้น ทั้ง กทช. และ กสช. ต้องเปึนกรรมการร่วมกันในการจัดทำแผนแม่บทคลื่นความถี่ และกำหนดตารางคลื่นความถี่ นี่ก็เช่นเดียวกันครับ ๒ องค์กรที่ว่า ไม่ว่าจะเปึนฝ์ายที่ดูแล ด้านเทคโนโลยี หรือฝ์ายที่ดูแลด้านเนื้อหาสาระ ต้องเปึนองค์กรที่มาร่วมกันในรูปของ สภาพัฒนาทรัพยากรสื่อสารแห่งชาติ เพื่อวางแผนแม่บทในการบริหารคลื่นความถี่ ร่วมกัน และกำหนดตารางคลื่นความถี่ร่วมกัน ที่ต้องแยกออกมาเปึน ๒ องค์กร เพื่อค้าน และดุลอำนาจ และที่สำคัญที่ต้องแยกออกมาเปึน ๒ องค์กร ตามอำนาจหน้าที่นั้น ก็เนื่องจากว่า ความเชี่ยวชาญทางด้านเทคโนโลยีและความเชี่ยวชาญทางด้านเนื้อหา สาระนั้นเปึนความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านที่แตกต่างกัน การออกแบบอย่างนี้ก็อาจจะเปึน ทางออกที่ใกล้เคียงกับที่ท่านผู้มีเกียรติได้อภิปรายไปก่อนหน้านี้แล้ว ผมเน้นว่า สาระสำคัญประการหนึ่งที่จะต้องจารึกไว้ในรัฐธรรมนูญ ฉบับป้ ๒๕๕๐ ก็คือ เรื่องของการ พัฒนาเนื้อหาสาระในสื่อ ความจริงแล้วปัญหาของคลื่นความถี่นั้น ไม่แต่จำเพาะเรื่องของ การจัดสรรเท่านั้นครับ หัวใจสำคัญ คือ คลื่นความถี่ที่ได้ส่งสายกระจายเสียง ส่งภาพ ออกไป มีเนื้อหาสาระที่ส่งเสริมสังคมมากน้อยแค่ไหน นี่ล่ะครับ คือ ปัญหาสำคัญของ บ้านเรา ท่านประธานครับ เห็นไหมครับ เดี๋ยวนี้ก่อนจะมีรายการต้องมีปัายขึ้นมาบอกว่า ท คือ ทั่วไป ฉ คือ เฉพาะกลุ่ม ในขณะที่ น คือ แนะนำ ผมไม่ได้ดูว่านี่เปึ้นการปัองกัน สังคมนะครับ แต่นี่เปึนการประจานตัวเองนะครับว่า ระบบสื่อของบ้านเรานั้น ต้อง ประกาศให้รู้ว่ามีพิษมาก มีพิษปานกลาง มีพิษน้อย เปึนอย่างนั้นนะครับ เรากำลัง ประจานตัวเองว่า เราได้เอาสื่อที่มีเนื้อหาที่เหมาะสมไปตั้งไว้ในเวลาที่ไม่เหมาะสมกับ กลุ่มเปัาหมายที่ไม่เหมาะสม ในขณะเดียวกันเราก็ได้เอาเนื้อหาของสื่อที่ไม่เหมาะสม กลับไปตั้งอยู่ในเวลาที่เหมาะสม เรากำลังสะท้อนให้เห็นว่า ระบบสื่อของเรานั้นมีปัญหา ในการจัดการเนื้อหาสาระของสื่อให้เปึนประโยชน์ต่อการสร้างสังคมอุดมปัญญา คำว่า สังคมอุดมปัญญา ที่เราได้ยินได้ฟัง ก็เลยกลายเปึนเพียงคำโฆษณาปาว ๆ เท่านั้น เพราะ แท้ที่จริงแล้ว สื่อในบ้านเรากำลังขับเคลื่อนสังคมไปสู่สังคมอุดมสตาร์ (Star) สังคมอุดมดารา ขออนุญาตครับท่านประธานครับ ปรากฏการณ์ทางสังคมบางอย่างเปึน ภาพที่สะท้อนอย่างชัดเจนกับความล้มเหลวของระบบสื่อ ได้มีเหตุการณ์เกิดขึ้น ในห้วงเดียวกัน นักเรียนเตรียมอุดม ๓ คนไปได้ร่างวัลชนะเลิศโครงงานวิชาการระดับโลก มาจากต่างประเทศ ห้วงเวลาเดียวกันนั้น มีน้องหนูคนหนึ่งเปึ้นดาราวีดิโอ (Video) ว่าบหวิว เธอชื่อ น้องแนท์ ขออนุญาตเอ่ยนาม เหตุการณ์ทางสังคมนี้เกิดขึ้นในห้วงเวลา เดียวกันครับ ท่านประธานครับ แต่ปรากฏว่า พื้นที่สื่อนั้นให้ความสำคัญกับน้องแนทมาก กว่านักเรียนเตรียมอุดมที่ได้รับชนะเลิศโครงงานทางวิชาการ ๓ คน ครับ คนหนึ่งเก่ง ฟ่สิกส์ (Physics) คนหนึ่งเก่งชีวะ คนหนึ่งเก่งคณิตศาสตร์ บูรณาการองค์ความรู้ ค้นพบ ทางเดินคลื่น ค้นพบคลื่นของทางเดินกิ้งกือ โลกยกย่องสรรเสริญเยินยอ กลับมาเมืองไทย ออกโทรทัศน์แว๊บเดียว หายไปเลยครับ แต่น้องแนทยึดพื้นที่ตลอด ๑ สัปดาห์ นี่คือภาพ ปรากฏการณ์ทางสังคม ที่สะท้อนความบิดเบี้ยวข้องการใช้พื้นที่สื่อ ผมจึงเน้นว่าสาระสำคัญที่ผมอยากจะเรียนกับท่านประธาน ในเรื่องของการจัดสรรคลื่น ความถี่ และองค์กรคลื่นความถี่นั้น ที่ลืมไม่ได้ แล้วก็ต้องติดพ่วงไปตลอดเวลา ก็คือ คำว่า พัฒนาเนื้อหาสาระของสื่อ เด็ก ๆ เขาร่างรัฐธรรมนูญกัน เด็ก ๆ เขาเรียกร้องกัน สิทธิในด้านสื่อ รัฐธรรมนูญฉบับเด็กและเยาวชนก็เรียกร้องสิทธิที่จะได้ร่วมพิจารณาและ จัดสรร ผลิต หรือนำเสนอสื่อของพวกเขา สิทธิที่เขาจะได้รับข้อมูลข่าวสาร หรือสื่อที่จะ เปึ้นประโยชน์ ท่านประธานครับ อีกประเด็นหนึ่ง ซึ่งเปึนเรื่องที่ ๓ หรือข้อที่ ๓ ก็คือ กติกา ในการจัดสรรคลื่นความถี่ควรจะเปึนอย่างไรนั้น ผมดูเหมือนว่า ทุกฝ์ายยอมรับ และ เห็นชอบกับกติกาที่ได้วางไว้เดิมในฉบับป้ ๒๕๔๐ นั่นก็คือ กติกาที่วางหลักใหญ่ไว้ว่า การจัดสรรคลื่นความถี่นั้น จะต้องคำนึงถึงประโยชน์สาธารณะ ทั้งด้านการศึกษา วัฒนธรรม และความมั่นคงของรัฐ การจัดสรรคลื่นความถี่นั้น ต้องคํานึงถึงประโยชน์ สูงสุดของประชาชนทั้งระดับชาติและระดับท้องถิ่น ผมคิดว่า ทั้งท่านกรรมาธิการยกร่าง และก็เพื่อนสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญทุก ๆ กลุ่ม เราเห็นชอบ เห็นพ้องกับเนื้อหาสาระ เดิมตรงนี้ แต่ที่ผมต้องขออนุญาตแปรญัตติเพิ่มเติม และต้องขอแสดงความชื่นชม ท่านกรรมาธิการยกร่าง ตรงที่ว่า มีสิ่งใหม่ที่เพิ่มเติมขึ้นมา นั่นก็คือ การส่งเสริม ภาคประชาชนให้เข้ามามีส่วนร่วมกับการจัดการสื่อมวลชนสาธารณะ ตรงนี้ถือเปึนสิ่งใหม่ ที่เพิ่มเข้ามา และภาคประชาชนจะเปึนผู้ได้ประโยชน์ แต่ท่านประธานครับ อะไรก็ตามที่ เปึ้นเรื่องของภาคประชาชน อะไรก็ตามที่ไม่ได้ยึดโยงกับระบบทุนแล้ว ปัญหาที่ตามมา คือ รูปธรรมในทางปฏิบัติจะเกิดได้อย่างไร นั่นจึงเปึ้นที่มาว่า ผมจึงได้ขออนุญาตที่จะ แปรญัตติในมาตรา ๔๗ นี้ ให้มีกองทุนพัฒนาทรัพยากรสื่อสารของชาติ และส่งเสริมให้ ภาคประชาชนมีส่วนร่วมในการดำเนินการสื่อมวลชนสาธารณะ เพราะผมคิดว่า รายการ ที่มีเนื้อหาสาระ รายการที่ส่งเสริมให้สังคมขับเคลื่อนไปสู่สังคมฐานความรู้ รายการที่ เพิ่มเติมให้ผู้คนในสังคมเปึ้นทรัพยากรมนุษย์ที่มีขีดความสามารถในการแข่งขันนั้น นะครับ ก็ต้องเปึ้นรายการที่น่าจะได้รับการสนับสนุนจากกองทุนที่ว่านี้ ปัญหาสำคัญที่เรา มักจะวิตกกังวลกันมาก เมื่อพูดถึงเรื่องงบประมาณ ก็คือ แล้วจะหาเงินมาจากไหน เหมือนอย่างหลายมาตราที่เมื่อเติมลงไปแล้วมีความผูกพันในเรื่องงบประมาณ ท่านประธานครับ เมื่อสักครู่นี้เราได้ไล่เลี้ยงกันแล้วนะครับว่า ผลประโยชน์ของ คลื่นความถี่ ซึ่งเปึ้นทรัพยากรสื่อสารของชาติ รวมกันทั้งหมดนี่ ผมนับ ๆ ดูแล้ว ตัวเลขที่ บวกลบกันเมื่อสักครู่นี้ ๓ แสนล้าน ถึงนะครับ เอาเพียงแค่ครึ่งป้ของ ๒๕๕๐ โทรทัศน์นี่ ประมาณ ๕๖,๐๐๐ ล้าน วิทยุประมาณ ๕,๖๐๐ ล้าน เคเบิลทีวีประมาณ ๑๖,๐๐๐ ล้าน ป้ ๒๕๕๓ นี่ครับ คนไทยจะมีโทรศัพท์มือถือ จะเปึนเจ้าของโทรศัพท์มือถือกัน ๔๕ ล้าน เลขหมาย ๑ เลขหมายนั้น จะมีถัวเฉลี่ยค่าใช้จ่ายตกอยู่ประมาณ ๓๗๔ บาท รวม ๆ ทั้งหมดที่เราคุยกันทั้ง ๓ คลื่น ไม่นับคลื่นใต้น้ำนะครับท่านประธาน ๓ คลื่น รวม ๆ กันแล้วนี่นะครับ ๓ แสนล้านบาท ก็ถึงครับ เพราะฉะนั้นเพียงแค่ ๑ หรือ ๒ เปอร์เซ็นต์ จากค่าธรรมเนียมในการออกใบอนุญาต ๑ ถึง ๒ เปอร์เซ็นต์ จากผลของ การประกอบการที่ได้ประโยชน์จากทรัพยากรสื่อสารของชาติ ตรงนี้ก็น่าจะอยู่ในวิสัยของ ความเปึนไปได้ที่จะเกิดกองทุนพัฒนาทรัพยากรสื่อสารของชาติ เพื่ออะไรครับ เพื่อวิจัย และพัฒนาทั้งในด้านเทคโนโลยีสื่อ และในด้านของเนื้อหาสาระสื่อ ตรงนี้จึงเปึ้นสาระสําคัญที่ผมอยากเห็นความก้าวหน้าของรัฐธรรมนูญ ฉบับป้ ๒๕๕๐ ที่ยืนอยู่บนหลักคิดว่า รักษาข้อดีที่มีอยู่เดิม และเพิ่มเติมสิ่งใหม่ เพื่อแก้ไขปัญหา ส่วนในวรรคที่ ๔ ที่ผมแปรญัตติไว้นั้น ก็เปึนการขยายความว่า สภาพัฒนาทรัพยากร สื่อสารแห่งชาตินั้น ควรจะประกอบด้วยใครบ้าง