รายงานการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ ๒๕ ปีที่ ๑
ครั้งที่ ๑๑ (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง)
วันพฤหัสบดีที่ ๑๑ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๖๒
ณ หอประชุมใหญ่ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน)
ท่านสมาชิกที่เคารพครับ เราก็ขอเริ่มด้วยข้อบังคับ ข้อ ๑๗ นะครับ ก่อนเริ่มประชุมก็อนุญาตให้สมาชิกปรึกษาได้ครับ เชิญเลยครับ ท่านวิรัชครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายวิรัช รัตนเศรษฐ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ จังหวัดนครราชสีมา ผมขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานว่าตามข้อตกลงกับพรรคร่วมฝ่ายค้าน เมื่อวานนี้ เราใช้เวลาในการปรึกษาอยู่ประมาณ ๑ ชั่วโมงเศษ ๆ แต่เนื่องจากว่าได้รับ การประสานงานจากทั้งร่วมรัฐบาลและทางวิป (Whip) ฝ่ายค้าน อยากจะขอเวลาเพิ่มขึ้น อีกประมาณครึ่งชั่วโมงครับท่านประธานครับ เพื่อเป็นการผ่อนคลายนำความทุกข์เดือดร้อน ปัญหาของพี่น้องประชาชนนำมาสู่สภา จากสภาก็จะได้รับการแก้ไข เมื่อวานนี้ท่านประธาน ก็จะได้ยินว่ามีบรรดาท่านสมาชิกหลายท่านบอกว่าปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน เวลานำมาเสนอสู่สภาแล้วได้รับการแก้ไขอย่างรวดเร็ว ผมคิดว่าตรงนี้จะเป็นทางหนึ่ง ที่จะเป็นการผ่อนคลายปัญหาทุกปัญหาของชาวบ้าน แล้วก็ขอขอบคุณท่านประธานครับ ที่กรุณาอนุญาตให้พวกเรามีโอกาสได้ปรึกษา ขอบคุณท่านประธานครับ
ผมก็อนุมัติให้ตามที่เสนอ แต่เรียนให้ทราบที่ไปที่มานะครับว่าในสภาปกตินั้นเขาให้เวลาปรึกษาครึ่งชั่วโมง เพราะฉะนั้นที่เราเปิดโอกาสมากนี่หลายท่านอาจจะไม่เข้าใจว่าให้ไปหลายชั่วโมง หรือ ๑ ชั่วโมงนี่โดยปกติในสภาทั่วไปเขาให้ครึ่งชั่วโมงครับ เพราะฉะนั้นก็ถือว่าเป็นการเปิด โอกาสให้เต็มที่ แล้วก็ขอร้องพวกเราว่า ๑. เราทำได้ดีอยู่แล้วก็คือเรื่องตรงเวลานะครับ ผมไม่ต้องเตือน ๒. ที่จะขอเพิ่มก็คือขอให้เอาเรื่องตามข้อบังคับ ข้อ ๑๗ คือเรื่อง ความเดือดร้อนชาวบ้านนะครับ ส่วนเรื่องอื่น เช่น พาดพิงบุคคล รัฐบาล หรือใครก็ตาม มันมีวาระอื่นที่เราสามารถอภิปรายได้ เช่น อภิปรายไม่ไว้วางใจ หรืออภิปรายในวาระอื่นต่อไป วาระนี้ขอให้เป็นเรื่องความเดือดร้อนของชาวบ้านนะครับ ผมขออนุญาตตั้งแต่อันดับแรก เลยนะครับ ท่านแรก นายคุณากร ปรีชาชนะชัย เชิญเลยครับ
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายคุณากร ปรีชาชนะชัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๓ จังหวัดสุรินทร์ พรรคเพื่อไทย วันนี้มีเรื่องนำมาหารือกับท่านประธานอยู่ ๓ เรื่อง เป็นความเดือดร้อนของ พี่น้องประชาชนในเขตพื้นที่ เขต ๓ จังหวัดสุรินทร์ครับ
เรื่องแรก เป็นความเดือดร้อนของพี่น้องตำบลนานวน อำเภอสนม ในเรื่องถนน จากบ้านนานวนไปบ้านโคกกลาง ระยะทางประมาณ ๑.๔ กิโลเมตร และจากบ้านนานวน ไปบ้านโนนแดงถึงแยกตำบลหนองระฆัง ระยะทางประมาณ ๑.๘ กิโลเมตร ถนน ๒ เส้นนี้ เป็นถนนดินเดิมแล้วก็เป็นลูกรังบางส่วน ขาดการดูแลจากภาครัฐมาอย่างยาวนานนะครับ จึงอยากจะฝากท่านประธานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการจัดสรรหางบประมาณมาดูแล ถนน ๒ เส้นนี้ครับ
เรื่องที่ ๒ เป็นความเดือดร้อนของพี่น้องชาวตำบลบุแกรง ตำบลบ้านผือ ถนนที่เชื่อมต่อกันระหว่าง ๒ ตำบล จากบ้านขาม ตำบลบุแกรงไปบ้านจบก ตำบลบ้านผือ ถนน ๒ เส้นนี้มีระยะทางประมาณ ๒.๖ กิโลเมตร ปัจจุบันเป็นหลุมเป็นบ่อจำนวนมากนะครับ เนื่องจากช่วงที่ผ่านมามีรถบรรทุกวิ่งเยอะ จึงทำให้เป็นหลุมเป็นบ่อ ก็อยากจะฝาก ท่านประธานไปถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งในการปรับปรุงแก้ไขโดยด่วนครับ
เรื่องสุดท้าย เป็นผู้ที่ใช้ถนนเส้นทาง ทางหลวงแผ่นดิน หมายเลข ๒๓๗๘ สายจอมพระไปถึงอำเภอสตึก คนใช้ถนนเส้นนี้เยอะเนื่องจากสัญจร ต้องไปขึ้นสนามบิน อำเภอสตึก ยังขาดในเรื่องของไฟส่องสว่างตามแนวถนน แล้วก็สัญญาณไฟกระพริบ ในการแจ้งเตือนในการเดินทาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งตรงโค้งบ้านเมืองลีง ตำบลเมืองลีง อำเภอจอมพระ เกิดอุบัติเหตุบ่อย จึงอยากฝากท่านประธานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ผมขออนุญาตเรียนชื่อ เพื่อพวกเราได้เตรียมตัวนะครับ หลังจากท่านคุณากรแล้ว ต่อไปก็เป็นท่านชูศักดิ์ คีรีมาศทอง หลังจากนั้นก็จะเป็นนางอนุรักษ์ บุญศล นี่ฝ่ายค้านนะครับ นางสาวสรัสนันท์ อรรณนพพร นางผ่องศรี แซ่จึง นายภาควัต ศรีสุรพล นายรัฐกิตติ์ ผาลีพัฒน์ นางสาวจิราพร สินธุไพร นายศรัณย์ ทิมสุวรรณ นายวิสาร เตชะธีราวัฒน์ และนายรังสรรค์ มณีรัตน์ ๑๐ อันดับนี้ เป็นฝ่ายค้านนะครับ ฝ่ายรัฐบาลนอกจากท่านชูศักดิ์แล้วก็จะเป็นนายสุรชาติ ศรีบุศกร นายทวิรัฐ รัตนเศรษฐ ร้อยเอก จองชัย วงศ์ทรายทอง นางกรณิศ งามสุคนธ์รัตนา นางบุญยิ่ง นิติกาญจนา นายอรรถกร ศิริลัทธยากร นายสัมพันธ์ มะยูโซ๊ะ นายอัครวัฒน์ อัศวเหม นางสาวธณิกานต์ พรพงษาโรจน์ ๑๐ อันดับนะครับ เพื่อท่านจะได้มีเวลา ได้เตรียมตัวครับ ต่อไปขอเชิญนายชูศักดิ์ คีรีมาศทอง ครับ
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายชูศักดิ์ คีรีมาศทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุโขทัย เขต ๒ พรรคพลังประชารัฐ ผมได้รับเรื่องร้องเรียนจากพี่น้องประชาชน ตำบลไทยชนะศึก อำเภอทุ่งเสลี่ยม จังหวัดสุโขทัย ปัญหาความเดือดร้อนคือน้ำเน่าในลำคลอง ซึ่งคลองนี้เป็นคลองสาขาของแม่น้ำแม่มอก แล้วก็เกิดความเหม็นเน่าและปลาตายเป็นจำนวนมากนะครับ และเมื่อวันที่ ๖ กรกฎาคม ที่ผ่านมา ผมและท่านสมศักดิ์ เทพสุทิน ได้ลงพื้นที่พบปะประชาชนชาวตำบลไทยชนะศึก แล้วก็ไปพบว่ามีประเด็น คือมีการก่อสร้างถนนขยายช่องจราจรและมีการก่อสร้างสะพาน และมีการปิดกั้นเพื่อสร้างสะพาน ทำให้เกิดน้ำเน่าเสีย
ประเด็นที่ ๒ อยากฝากให้ท่านอธิบดีกรมทางหลวงช่วยแก้ไขและสั่งการ ส่วนเรื่องน้ำที่เน่าก็อยากจะฝากถึงอธิบดีกรมชลประทาน ว่าให้เปิดน้ำจากอ่างเก็บน้ำแม่มอก เพื่อจะได้มาขับน้ำเสียนะครับ เพราะว่าถ้าเปิดน้ำจากอ่างเก็บน้ำแม่มอกแล้วก็จะได้ ๒ เด้งครับ เด้งที่ ๑ เป็นการขับไล่น้ำเสีย และเด้งที่ ๒ ประชาชนชาวเกษตรกรอำเภอทุ่งเสลี่ยม อำเภอสวรรคโลก อำเภอศรีสำโรง อำเภอเมืองสุโขทัย อำเภอกงไกรลาศ ก็จะได้รับ ผลประโยชน์ในการเปิดทางน้ำมาให้ครับ เพราะว่าอ่างเก็บน้ำแม่มอก มีแม่น้ำแม่มอก เป็นแม่น้ำที่สำคัญเพื่อให้ประชาชนชาวอำเภอทุ่งเสลี่ยมได้ทำการเกษตร ขอขอบคุณมากครับ
ขอบคุณมากครับ ต่อไป นางอนุรักษ์ บุญศล ครับ
ท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน นางอนุรักษ์ บุญศล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร พรรคเพื่อไทย ขออนุญาต กราบเรียนหารือท่านประธานผ่านไปถึงกรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม และสำนักงาน พระพุทธศาสนาแห่งชาติ ที่ขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรี เรื่องขอให้สร้างเมรุเผาศพแบบปิด ไร้กลิ่น ไร้ควัน ให้กับวัดและป่าช้าในหมู่บ้านดังต่อไปนี้
เมรุที่ ๑ วัดสว่างภูมิดล ในตำบลสว่างแดนดิน อำเภอสว่างแดนดิน วัดนี้ อยู่กลางชุมชนค่ะ เรียนให้ท่านประธานทราบว่าเมื่ออยู่ในกลางชุมชน ชุมชนหนาแน่น เวลาเผาศพกลิ่นไหม้เนื้อมนุษย์จะแพร่กระจายไปทั่วชุมชน ทำให้เกิดความสังเวชใจแก่ชุมชน เป็นอย่างยิ่ง บางครั้งสะเก็ดไฟตกใส่หลังคาบ้าน และถ้าวันใดวันหนึ่งสะเก็ดไฟจากปล่องเมรุ เผาศพนั้นตกใส่สายไฟแรงสูงจะเกิดอะไรขึ้นในย่านชุมชนที่หนาแน่นแห่งนั้น
เมรุที่ ๒ วัดสโมสรบ้านหนองหลวง ตำบลหนองหลวง อำเภอสว่างแดนดิน ก็ขอระบบปิดเช่นเดียวกันค่ะ เพราะว่าเป็นแหล่งชุมชนเช่นเดียวกัน เมื่อปีที่แล้วในช่วงฤดูฝน มีศพที่เผาในเมรุนี้ถึง ๒๙ ศพด้วยกันค่ะ
เมรุที่ ๓ ขอระบบเปิดให้ป่าช้าบ้านคำชน ตำบลโพนสูง อำเภอสว่างแดนดิน ร้องขอหน่วยงานข้างต้นดังที่กล่าวมาแล้ว เพราะว่าแบบเปิดนั้นเดี๋ยวนี้ยังเผาบนเชิงตะกอน ซึ่งถ้าใช้เมรุจะสามารถกลบกลิ่น กลบร่างเน่า เพราะการเผาบนเชิงตะกอนนั้นอุจาดตา เป็นอย่างยิ่ง
สุดท้ายที่เชิงตะกอน จะร้องขอเมรุเผาศพให้ทุกป่าช้า ด้วยแรงศรัทธาแห่ง พุทธศาสนา ให้ปราศจากเชิงตะกอน ขอบพระคุณค่ะ
ขอบคุณมากครับ ท่านต่อไปครับ นายสุรชาติ ศรีบุศกร
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายสุรชาติ ศรีบุศกร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพิจิตร เขต ๓ พรรคพลังประชารัฐ ขอหารือท่านประธานสภาผ่านไปยังอธิบดีกรมชลประทาน เนื่องจากชาวจังหวัดพิจิตร ส่วนใหญ่มีพื้นที่เกษตรกรรมใช้น้ำทำนาทำไร่จากชลประทานกำแพงเพชร ได้รับ ความอนุเคราะห์จากฝายส่งน้ำบำรุงรักษาที่ ๑ วังบัวและฝายส่งน้ำบำรุงรักษาที่ ๓ วังยาง มาโดยตลอด แต่ตอนนี้ผมได้รับเรื่องร้องเรียนจากพี่น้องชาวนาชาวไร่กลุ่มผู้ใช้น้ำ ชาวจังหวัดพิจิตร โดยเฉพาะอำเภอบึงนาราง อำเภอโพธิ์ประทับช้าง และอำเภอโพทะเลนั้น กำลังประสบปัญหาข้าวจะตายแล้ง ครอบคลุมพื้นที่ จำนวน ๔๐,๐๐๐ ไร่ครับท่านประธาน เนื่องจากน้ำที่ชลประทานกำแพงเพชรได้เปิดส่งมาให้ปริมาณน้ำน้อยมาก มาไม่ถึงในพื้นที่ เกษตรกรรมของอำเภอดังกล่าว จึงใคร่ขอความอนุเคราะห์และความเห็นใจจาก ท่านอธิบดีกรมชลประทาน โปรดได้พิจารณามีคำสั่งไปที่ชลประทานกำแพงเพชรได้เพิ่ม ปริมาณน้ำให้ชาวเกษตรกรจังหวัดพิจิตร ขอบพระคุณนะครับ
เรื่องที่ ๒ เนื่องจากถนนทางหลวงแผ่นดิน หมายเลข ๑๑๗ ตอนคลองด้านใต้ เนินสว่าง และถนนทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๑๐๗๓ ตอนคลองชะแวด สี่แยกโพธิ์ไทรงาม เนื่องจากทั้ง ๒ เส้นนี้มีจุดวางท่อเดิมนั้นมีขนาดเล็ก น้ำไหลผ่านไม่สะดวกและพื้นที่คลอง ต่ำกว่าท่อเดิม ทำให้มีผลกระทบกับเกษตรกรในการใช้น้ำ โดยเฉพาะถนนสาย ๑๑๗ กระทบ กับตำบลทะนง ตำบลท่าขมิ้น และตำบลท่าเสา วิธีการแก้ไขต้องก่อสร้างบ็อกซ์คัลเวิร์ต (Box culvert) แทนท่อเดิมทั้ง ๒ จุดนะครับ แขวงการทางพิจิตรได้มาสำรวจออกแบบแล้ว แต่ยังไม่มีงบประมาณครับท่านประธาน
เรื่องที่ ๓ งานซ่อมไฟฟ้าสัญญาณไฟจราจร ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๑๐๖๗ ตอนควบคุม ๐๑๐๑ ตอนตำบลบางมูลนากถึงตำบลหอไกร กม. ๐+๘๙๘ แยกบางมูลนาก สาเหตุเกิดจากฟ้าผ่าทำให้ตู้ควบคุมได้รับความเสียหาย จึงอยากให้แขวงการทางพิจิตร จัดหางบประมาณมาซ่อมแซม เพื่อให้พี่น้องประชาชนไม่ได้รับอุบัติเหตุนะครับท่านประธาน
ขอบคุณมากครับ ต่อไป นางสาวสรัสนันท์ครับ
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ดิฉัน นางสาวสรัสนันท์ อรรณนพพร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๘ จังหวัดขอนแก่น วันนี้จะขออนุญาตปรึกษาหารือท่านประธาน ๒ เรื่องนะคะ
เรื่องแรก เป็นเรื่องความเดือดร้อนของพี่น้องตำบลโสกนกเต็นทั้ง ๓ หมู่บ้าน ประกอบไปด้วย หมู่บ้านหนองบัว หมู่บ้านหนองบัวน้อย หมู่บ้านหนองบัวสันติสุข ที่ได้รับ ปัญหาภัยแล้ง จำนวน ๑,๕๐๐ ครัวเรือน เดือดร้อนเรื่องไม่มีน้ำอุปโภคบริโภค จึงขอให้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีมาตรการเร่งด่วนในการช่วยเหลือ ณ สภาพตอนนี้ที่เดือดร้อน ไม่สามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ แล้วก็ขอมาตรการระยะยาวในการแก้ไขปัญหา
เรื่องที่ ๒ เป็นเรื่องที่ส่งผลกระทบมาสืบเนื่องตั้งแต่ปี ๒๕๓๘ นายก อบต. ตำบลเพ็กใหญ่ อำเภอพล เข้าปรึกษาหารือดิฉัน นายวิชาญ มหาราช เนื่องจากเรือนจำ อำเภอพล มีระบบบำบัดน้ำเสียที่ไม่มีประสิทธิภาพ แล้วก็มีนักโทษเป็นจำนวนมาก และมีการปล่อยน้ำเสียลงที่นาของราษฎร และทำให้มีกลิ่นเหม็น ส่งความเดือดร้อนเป็นวงกว้าง อันนี้คือปัญหาที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปี ๒๕๓๘ ได้รับการแก้ไขแต่ก็ไม่เป็นผลสัมฤทธิ์ และที่สำคัญคือ ที่นาบริเวณโดยรอบทั้งสิ้น ๗๔ ไร่ ไม่สามารถทำการเกษตรได้ แล้วก็มีความเสียหาย จึงมีการตั้ง คณะกรรมการสืบสวนและสอบสวนแล้ว กรมราชทัณฑ์ได้ทำหนังสือส่งกรมบัญชีกลาง ขอสินไหมทดแทนตั้งแต่ปี ๒๕๕๗ แต่มาจนถึง ณ วันนี้ยังอยู่ในขั้นตอนกำลังพิจารณา จึงฝากท่านประธานส่งเรื่องถึงกรมบัญชีกลาง ขอสินไหมทดแทนให้กับทั้ง ๗ ครอบครัว แล้วก็ผู้เสียหายทั้งสิ้น ๘ ครอบครัวนี้ได้เสียชีวิตถึง ๒ ครอบครัวแล้ว จึงฝากท่านประธานค่ะ ขอบคุณค่ะ
ขอบคุณมากครับ ต่อไปครับ นายทวิรัฐ รัตนเศรษฐ ขอเชิญครับ
เรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ กระผม นายทวิรัฐ รัตนเศรษฐ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครราชสีมา พรรคพลังประชารัฐ วันนี้ผมมีเพียง ๑ เรื่องครับท่านประธานในการหารือ แต่ว่าเป็น ๑ เรื่องใหญ่ของพี่น้องจังหวัดนครราชสีมาในขณะนี้ พี่น้องในจังหวัดนครราชสีมา ๑๒ อำเภอ กำลังประสบปัญหาภัยแล้งอย่างหนัก พี่น้องจังหวัดนครราชสีมาปีนี้แล้งหนักที่สุด ในรอบ ๑๕ ปี ๑๒ อำเภอที่ว่า ได้แก่ อำเภอโนนสูง อำเภอโนนไทย อำเภอพิมาย อำเภอชุมพวง อำเภอประทาย อำเภอโนนแดง อำเภอเมืองยาง อำเภอลำทะเมนชัย อำเภอคง อำเภอห้วยแถลง อำเภอจักราช และอำเภอเฉลิมพระเกียรติครับท่านประธาน พี่น้อง ในหลาย ๆ อำเภอตอนนี้ขาดน้ำในการอุปโภคบริโภคครับท่านประธาน และที่สำคัญที่สุด ขาดน้ำในการทำการเกษตร ต้นข้าวที่เป็นความหวัง เป็นรายได้ของพี่น้องประชาชนตอนนี้ กำลังแห้งตายครับท่านประธาน จึงขออนุญาตนำเรียนปัญหานี้ผ่านท่านประธานถึงหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้อง ช่วยเร่งแก้ปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนโดยด่วน ๒ แนวทางนะครับท่านประธาน
แนวทางแรกคืออยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดทำฝนเทียมหรือฝนหลวง เพื่อเป็นการบรรเทาทุกข์ให้กับพี่น้องประชาชน
แนวทางที่ ๒ คือการจัดสรรงบประมาณในการพัฒนาแหล่งน้ำ พัฒนาแหล่ง น้ำที่ตื้นเขินต่าง ๆ ให้มีความพร้อมในการรองรับน้ำในช่วงฤดูน้ำมาก ตรงนี้จะเป็นการ แก้ปัญหาในระยะยาวให้กับพี่น้องประชาชนได้ดี และเป็นการเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส จึงขออนุญาตฝากความหวัง แล้วก็ปัญหาของพี่น้องประชาชนจังหวัดนครราชสีมา และชาวอีสานทั้งหมดไว้กับที่ประชุมแห่งนี้ด้วยครับ ขอบคุณครับ
ขอบคุณมากครับ ต่อไปครับ นางผ่องศรี แซ่จึง ครับ
ท่านประธานสภาที่เคารพ นางผ่องศรี แซ่จึง จังหวัดศรีสะเกษ เขต ๘ พรรคเพื่อไทย มีเรื่องปรึกษาท่านดังต่อไปนี้นะคะ
เรื่องที่ ๑ ถนนสาย ศก.ถ. ๑-๐๐๗ เชื่อมระหว่างเทศบาลตำบลเมืองคง กับบ้านหว้าน ตำบลหว้านคำ ความยาวแค่ ๗.๔๖ กิโลเมตรเท่านั้นเอง แต่ช่วงที่เสียหาย มากที่สุด ขอภาพด้วยนะคะ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)
ท่านประธานดูภาพก็แล้วกัน ๒๔ ๒๖ เมตร ท่านประธานดูรูปนะคะ ถนนสายนี้อดีตเจ้าคณะตำบลหว้านคำ ท่านมรณภาพไปแล้ว พระครูสุวิมลธรรมรังษี ท่านนายกกิตติศักดิ์ แซ่จึง ท่าน ส.อบจ. ยุทธศักดิ์ เย็นใจ ท่านประธาน สมจิตร แล้วก็ท่านกำนันวิไล ทิพวัน ได้ทำผ้าป่านะคะท่านประธาน เพื่อซ่อมแซม แต่มันก็ได้แค่นี้ กราบเรียนท่านประธานได้ส่งเรื่องไปยังกรมการปกครองส่วนท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย ได้ดำเนินการต่อด้วยค่ะ
เรื่องที่ ๒ สถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าบ้านหนองฮู ตำบลอีเซ อำเภอโพธิ์ศรีสุวรรณ จังหวัดศรีสะเกษ สูบน้ำจากลำห้วยทับทันโดยใช้ท่อขนาด ๔๐๐ มิลลิเมตร ยาว ๑๔.๗๕ กิโลเมตร วางท่อคู่ขนานกับถนนสาย ๒๐๗๖ บ้านส้มป่อยน้อย-รัตนบุรี สร้างเสร็จเมื่อปี ๒๕๕๗ ปี ๒๕๕๙ มีการขยายถนนเป็น ๔ ช่องจราจรค่ะท่านประธาน ท่อส่งน้ำถูกตัดไป ๘๐๐ เมตร ได้ถนนแต่ท่อส่งน้ำถูกตัดไป บริเวณสี่แยกบ้านหนองตอ หมู่ที่ ๑๓ ตำบลโดด ซึ่งเป็นที่ชุมชนขนาดใหญ่ มีโรงเรียน มีตลาดสด มีที่ตั้งที่ว่าการอำเภอ สำนักงาน อบต. และส่วนราชการเยอะแยะมากค่ะ และท่อส่งน้ำนี้จะส่งน้ำไปเลี้ยง ๕ ตำบล ของอำเภอโพธิ์ศรีสุวรรณ คือ ตำบลอีเซ ตำบลเสียว ตำบลโดด ตำบลหนองม้า แล้วก็ตำบลผือใหญ่ แต่เมื่อท่อถูกตัดไป ๘๐๐ เมตร ๓ ตำบลไม่มีสิทธิได้รับน้ำเลย เป็นที่น่าเศร้าใจมากว่า ถนน ๔ ช่องจราจรมา แต่น้ำไป พี่น้องขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภค ท่านนายอำเภอ ท่าน ส.จ. ประวิทย์ ท่านนายกเรวัตร จันทร อดีตนายกตำบลโดด ท่านประธานได้ทำเรื่อง ไปแล้วนะคะ แต่ยังเงียบอยู่ ขอบคุณท่านประธานส่งเรื่องให้ผู้ที่เกี่ยวข้องด้วยค่ะท่านประธาน ขอบพระคุณค่ะ
ขอบคุณมากครับ ต่อไป ร้อยเอก จองชัย วงศ์ทรายทอง ครับ
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพครับ กระผม ร้อยเอก จองชัย วงศ์ทรายทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดชลบุรี พรรคพลังประชารัฐ วันนี้ผมมีความเดือดร้อนของพ่อแม่ พี่น้องประชาชน มาหารือกับท่านประธานใน ๓ ประเด็น
ประเด็นที่ ๑ ในเรื่องความเดือดร้อนของประมงพื้นบ้านจากมาตรการ ไอยูยู (IUU) ในเบื้องต้นนั้นผมต้องขอชื่นชมรัฐบาลที่ได้ดำเนินนโยบายเป็นที่ยอมรับในระดับ สากล แต่ก็มีกลุ่มประมงพื้นบ้าน โดยเฉพาะในจังหวัดชลบุรีนั้นได้รับผลกระทบเป็นอย่างมาก บางครอบครัวถึงกับสิ้นเนื้อประดาตัว ผมจึงอยากหารือท่านประธานไปยังกระทรวงเกษตร และสหกรณ์และกรมประมง ได้หาวิธีช่วยเหลือเยียวยาให้กับกลุ่มคนเหล่านี้ไม่มากก็น้อย และที่สำคัญอยากเสนอให้มีการปรับปรุงกฎหมาย ให้มีการแยกระหว่างประมงเชิงพาณิชย์ และประมงพื้นบ้านให้มีความชัดเจนนะครับ
ประเด็นที่ ๒ ผมอยากจะหารือกับท่านประธานในประเด็นของปัญหาพื้นที่ ที่ดินที่อยู่อาศัยของพ่อแม่พี่น้องในจังหวัดชลบุรีในพื้นที่ชายฝั่งทะเล ในเบื้องต้นประชาชนเหล่านี้ บางพื้นที่รัฐได้ออกโฉนดให้ แต่ในบางที่นั้นก็ได้ถือครองที่ดินโดยใช้เอกสารในการเสียภาษีกับ ท้องถิ่น ผมทราบมาว่ากระทรวงมหาดไทยนั้นมีเทคโนโลยีที่ทันสมัยในการเดินสำรวจที่ดิน และออกโฉนดเรียกว่า อาร์ทีเค จีเอ็นดับเบิลเอส เน็ตเวิร์ก (RTK GNSS Network) ผมจึงอยากหารือท่านประธานไปยังท่านรัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทย ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี รวมไปถึงอธิบดีกรมที่ดินให้ช่วยออกโฉนดให้กับพ่อแม่พี่น้องประชาชน เพราะได้อาศัย อยู่ในพื้นที่มาแล้วไม่ต่ำกว่า ๒-๓ ชั่วคน เพื่อให้เกิดความเสมอภาคด้วยครับ
ประเด็นสุดท้าย ในเรื่องระบบสาธารณสุข จังหวัดชลบุรีนั้นมีโรงพยาบาล ที่สำคัญคือโรงพยาบาลชลบุรี เป็นโรงพยาบาลประจำจังหวัดที่เป็นโรงพยาบาลรัฐ แล้วก็ถือว่า เป็นโรงพยาบาลที่สำคัญในภูมิภาคตะวันออก ตอนนี้บุคลากรทางการแพทย์มีความขาดแคลน รวมถึงอุปกรณ์ทางการแพทย์ก็มีความขาดแคลนเช่นกัน ผมจึงกราบเรียนไปยัง รัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุขให้ช่วยอุดหนุนโรงพยาบาลชลบุรีให้มีงบประมาณเพิ่มขึ้น กราบขอบพระคุณครับ
ขอบคุณมากครับ ท่านต่อไปนะครับ นายภาควัต ศรีสุรพล ครับ
ท่านประธานสภาที่เคารพ ผม ภาควัต ศรีสุรพล จังหวัดขอนแก่น เขต ๕ พรรคเพื่อไทย วันนี้มีเรื่องจะมาขอปรึกษาหารือ ท่านประธานอยู่ ๒ เรื่องนะครับ
เรื่องแรก เป็นเรื่องถนนสู่แหล่งเกษตร เนื่องจากในเขตพื้นที่ของผม ประกอบไปด้วย อำเภอภูเวียง อำเภอเวียงเก่า อำเภอหนองนาคำ และอำเภอสีชมพู พี่น้องส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรกัน ต้องอาศัยเส้นทางเหล่านี้ในการเดินทาง ไปประกอบอาชีพและขนส่งสินค้าทางการเกษตรออกสู่ท้องตลาด อีกทั้งยังมีเด็กนักเรียน คนเจ็บป่วย ก็ต้องอาศัยเส้นทางนี้ในการเดินทางไปยังโรงเรียน โรงพยาบาล ซึ่งในบางช่วง บางตอนระยะทางเพียงไม่กี่กิโลเมตร แต่พี่น้องประชาชนกลับใช้เวลาเดินทางเกือบ ๑ ชั่วโมง เนื่องจากว่าสภาพปัญหาทางถนนเองเป็นถนนลูกรัง อีกทั้งบางช่วงบางตอนเป็นถนนลาดยาง แต่เกิดการชำรุดเสียหายมากมาย ยิ่งเข้าสู่ในช่วงฤดูฝนแล้วถนนเละเป็นหลุมเป็นบ่อ น้ำขัง พอมาช่วงเข้าสู่ฤดูแล้งก็เกิดปัญหาฝุ่นละออง เกิดมลพิษทางอากาศ ส่งผลต่อระบบ ทางเดินหายใจของพี่น้องประชาชนในเขตพื้นที่ของผม จึงนำเรียนท่านประธานสภา ให้ติดตามไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้มาแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชน โดยปรับปรุง แก้ไขให้เป็นถนนลาดยางทั่วทั้ง ๔ อำเภอ
เรื่องที่ ๒ เป็นเรื่องขอขยายถนนทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๒๐๓๘ จากอำเภอภูเวียงถึงสามแยกศรีบุญเรือง แล้วก็ถนนหมายเลข ๒๒๘ จากอำเภอสีชมพู จนถึง สามแยกอำเภอศรีบุญเรือง ตอนนี้เป็นช่องทางจราจร ๒ เลน (Lane) อยากจะขอปรับให้เป็น ๔ เลน (Lane) เนื่องจากว่าในเขตพื้นที่ของผมเองมีเส้นทางคมนาคมเดินทางไปได้ หลายจังหวัด ถ้าพี่น้องเดินทางมาจากกรุงเทพมหานครผ่านมาทางจังหวัดชัยภูมิเพื่อไป จังหวัดหนองบัวลำภู จังหวัดอุดรธานี หรือจังหวัดหนองคาย หรือแม้กระทั่งจะเดินทางขึ้นภาคเหนือ ก็ต้องอาศัยเส้นทางเหล่านี้ผ่านขึ้นไปในหลาย ๆ จังหวัด ซึ่งปัจจุบันยังเป็นถนน ๒ เลน (Lane) แล้วก็มีการจราจรเพิ่มขึ้นในทุก ๆ ปี จึงอยากจะนำเรียนท่านประธานสภาให้ติดตามไปยังกระทรวงคมนาคมให้มาขยายช่องทาง จราจรให้กับพี่น้องประชาชนด้วยครับ กราบขอบพระคุณครับ
ขอบคุณมากครับ ต่อไปครับ นางกรณิศ งามสุคนธ์รัตนา ครับ
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ดิฉัน กรณิศ งามสุคนธ์รัตนา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๔ เขตคลองเตย เขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร พรรคพลังประชารัฐ วันนี้ดิฉันมาขอปรึกษาหารือท่านประธาน เนื่องจากได้รับเรื่องร้องเรียนของชุมชน ล็อก ๔ ๕ ๖ เขตคลองเตย ได้ทำเรื่องมาขอให้ติดตั้ง สัญญาณไฟจราจร โดยให้ดิฉันได้นำเรื่องเรียนไปที่กรุงเทพมหานคร ก็ได้ส่งผ่านไปที่ ท่านผู้อำนวยการเขตคลองเตยเมื่อปีที่แล้วค่ะท่านประธาน ซึ่งบริเวณดังกล่าวสาเหตุที่ต้อง ขอติดตั้งสัญญาณไฟจราจรเนื่องจากว่าเป็นชุมชน แล้วก็จะมีในส่วนของมัสยิดที่อยู่ตรง บริเวณนั้น รวมไปถึงโรงเรียนศูนย์รวมน้ำใจของสังกัดกรุงเทพมหานคร ซึ่งตรงบริเวณนี้ ท่านประธานคะ เกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้งมาก ๆ เกือบจะทุกเดือนค่ะ แล้วเราก็ได้แจ้งเรื่องไป ท่านผู้อำนวยการเขตก็ได้ส่งเรื่องไปที่สำนักการจราจรและขนส่ง กรุงเทพมหานคร ติดตามไป ถึง ๓ ครั้งด้วยกันนะคะท่านประธาน แต่ตอนนี้ก็ยังไม่มีความคืบหน้า หลังสุดก็ได้รับเรื่องจาก ทางสำนักการจราจรและขนส่ง กรุงเทพมหานคร แจ้งว่าบริเวณดังกล่าวต้องประสานไปที่ สน. ท่าเรือ และรวมไปถึงการทางพิเศษแห่งประเทศไทย เพราะว่าตรงบริเวณนั้นถนนเส้นนี้จะมี ทางด่วนซึ่งเป็นพื้นที่ของการทางพิเศษแห่งประเทศไทย แต่ดิฉันอยากจะขอเรียนท่านประธาน ผ่านไปยัง ๓ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ช่วยเร่งรัดติดตามในการติดตั้งสัญญาณไฟจราจรด้วยนะคะ เนื่องจากว่าบริเวณนี้อย่างที่เรียนให้ท่านทราบ เกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง เป็นถนนที่วิ่งได้เร็ว มาก ๆ แล้วก็เป็นทางโค้งด้วยจึงเกิดอุบัติเหตุ ดิฉันอยากจะเรียนท่านประธานผ่านไปยัง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้ง ๓ หน่วยงานช่วยเร่งรัดติดตาม เพราะเกิดความเดือดร้อนทั้งชีวิต และทรัพย์สินของประชาชนจริง ๆ ค่ะ กราบขอบพระคุณค่ะท่านประธาน
ขอบคุณมากครับ ต่อไป นายรัฐกิตติ์ ผาลีพัฒน์ ครับ
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นายรัฐกิตติ์ ผาลีพัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุบลราชธานี เขต ๕ พรรคเพื่อไทย วันนี้ผมมีเรื่องปรึกษาหารือท่านประธาน ๒ เรื่องครับ
เรื่องที่ ๑ ปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องเกษตรกร โดยเฉพาะพี่น้องชาวนา ชาวสวนชาวไร่ในพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี จังหวัดอำนาจเจริญ และจังหวัดยโสธร โดยเฉพาะพี่น้องในเขต ๕ อำเภอตระการพืชผล อำเภอกุดข้าวปุ้น และอำเภอเหล่าเสือโก้ก ซึ่งขณะนี้เกษตรกรได้รับความเดือดร้อนจากภาวะฝนทิ้งช่วงอย่างหนักครับ ผมจึงอยากฝาก ท่านประธานไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ช่วยทำฝนเทียมเพื่อบรรเทา ความเดือดร้อนให้พี่น้องประชาชนด้วยครับ
เรื่องที่ ๒ ปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน เรื่องชีวิตและทรัพย์สิน เนื่องจากการใช้เส้นทางคมนาคม เนื่องจากการก่อสร้างถนน ๔ ช่องจราจร สาย ๒๐๕๐ จากอำเภอเมืองอุบลราชธานีถึงอำเภอเขมราฐ โดยเฉพาะช่วงบ้านยางกะเดา ตำบลท่าเมือง ถึงบ้านเซเป็ด ตำบลเซเป็ด อำเภอตระการพืชผล ขณะนี้อยู่ระหว่างการก่อสร้างถนน ๔ ช่องจราจร ซึ่งการก่อสร้างดังกล่าวมีการสร้างสะพานทั้งหมด ๕ แห่ง ซึ่งการก่อสร้าง สะพานบางแห่งก็มีการนำแท่งแบริเออร์ (Barrier) คอนกรีตมาวางกั้น แต่บางแห่งไม่มีการนำ แท่งคอนกรีตแบริเออร์ (Barrier) มาวาง ดังนั้นผมจึงอยากฝากไปยังท่านประธานไปยัง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมและกรมทางหลวงช่วยกำชับบริษัทรับเหมาก่อสร้าง ให้นำแท่งแบริเออร์ (Barrier) คอนกรีตมาวางเพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของ พี่น้องประชาชนด้วยครับ
อีกเรื่องครับ ท่าน ส.ส. สมคิด เชื้อคง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๑๐ จังหวัดอุบลราชธานี ฝากขอบพระคุณอธิบดีกรมทางหลวงชนบทที่ดำเนินการซ่อมแซมถนน สายบ้านหมากแหน่งไปบ้านโนนโฮม ตำบลตาเกา อำเภอน้ำขุ่น จังหวัดอุบลราชธานี ทำให้ประชาชนสัญจรไปมาสะดวก ขอบคุณครับ
ขอบคุณมากครับต่อไปครับ ขอเชิญ นางบุญยิ่ง นิติกาญจนา นะครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน บุญยิ่ง นิติกาญจนา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดราชบุรี เขต ๒ พรรคพลังประชารัฐ ดิฉันวันนี้มีเรื่องมาหารือ ๒ เรื่องนะคะ
เรื่องที่ ๑ จะมีการเปลี่ยนแปลงในวงการครูนะคะ ด้วยข้าราชการครู และอาจารย์ได้มาพบดิฉันเพื่อเสนอความคิดเห็นเรื่องร่าง พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ ฉบับใหม่ ที่คณะกรรมการได้ยกร่างขึ้นมา ซึ่งสร้างความไม่สบายใจให้แก่ข้าราชการครู และบุคลากรทางการศึกษาอย่างกว้างขวางทั่วประเทศ โดยเฉพาะเรื่องใบประกอบวิชาชีพครู ซึ่งในร่าง พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ ได้ปรับเปลี่ยนให้เป็นใบรับรองความเป็นครู ส่วนตำแหน่งผู้อำนวยการศึกษาปรับเปลี่ยนเป็นครูใหญ่นะคะ ทั้งนี้ข้าราชการครูได้ยื่น หนังสือข้อเรียกร้องผ่านมายังดิฉัน คือ ๑. ขอให้คงใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูไว้ ๒. ให้คงไว้ในตำแหน่งผู้อำนวยการสถานศึกษา ๓. กระทรวงศึกษาธิการต้องเป็นต้นแบบ ประชาธิปไตยนะคะ
เรื่องที่ ๒ ที่จังหวัดราชบุรีของดิฉันมีโรงไฟฟ้าจำนวนมากจริง ๆ ปัจจุบัน มีโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ใช้ก๊าซธรรมชาติผลิตในจังหวัดราชบุรีมีอยู่ประมาณ ๘ แห่ง ซึ่งมีกำลังผลิต รวมกันประมาณ ๖,๔๐๐ เมกะวัตต์ แต่เมื่อผลิตแล้วไฟฟ้าเหล่านี้จะถูกส่งไปใช้ในภาคอื่น ๆ ของประเทศไทย ส่วนคนจังหวัดราชบุรีได้อะไรบ้างจากการที่มีโรงไฟฟ้าที่มาตั้งอยู่ในบ้าน บนท้องฟ้ามีแต่กลุ่มไอน้ำทำให้อากาศร้อนมากกว่าปกติ ซึ่งในปีหน้านี้ พุทธศักราช ๒๕๖๓ บริษัทผลิตไฟฟ้าราชบุรีจำกัดจะมีการเพิ่มอีกนะคะ ก็ขอฝากท่านประธานด้วยว่าอย่ามาสร้าง อีกเลยนะคะ แล้วก็ให้ประโยชน์กับคนจังหวัดราชบุรีบ้างด้วยนะคะ ขอบพระคุณค่ะ
ต่อไปครับ นางสาวจิราพร สินธุไพร เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน จิราพร สินธุไพร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดร้อยเอ็ด เขต ๕ พรรคเพื่อไทย วันนี้ดิฉันมีเรื่อง ขอปรึกษาหารือท่านประธาน ๒ เรื่องค่ะ
เรื่องแรก เป็นปัญหาภัยแล้งในจังหวัดร้อยเอ็ด เนื่องจากเกิดภาวะฝนทิ้งช่วง ทำให้พื้นที่การเพาะปลูกข้าวได้รับความเสียหายเป็นจำนวนมาก ในจังหวัดร้อยเอ็ดมีพื้นที่ เพาะปลูกข้าวทั้งหมดประมาณ ๒,๘๐๐,๐๐๐ ไร่ รวมถึงพื้นที่ของทุ่งกุลาร้องไห้ซึ่งเป็นพื้นที่ ผลิตข้าวหอมมะลิชั้นดีของโลก คาดว่าปีนี้จะได้รับความเสียหายจากภัยแล้งกว่า ๔๐๐,๐๐๐ ไร่ โดยเฉพาะในพื้นที่ของดิฉันเองมี ๔ อำเภอ คืออำเภอพนมไพร อำเภออาจสามารถ อำเภอโพนทราย และอำเภอหนองฮี มีพื้นที่เพาะปลูกข้าวรวมกันประมาณ ๔๘,๐๐๐ ไร่ หากไม่ได้รับการแก้ไขปัญหาภัยแล้งโดยเร่งด่วน คาดว่าครึ่งหนึ่งของพื้นที่เพาะปลูกข้าว ทั้งหมดใน ๔ อำเภอนี้จะได้รับความเสียหายค่ะ ดังนั้นดิฉันจึงขอให้รัฐบาลเร่งรัดแก้ไข ปัญหาภัยแล้งทั้งในระยะเฉพาะหน้าและในระยะยาว เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของ พี่น้องประชาชนในจังหวัดร้อยเอ็ด
เรื่องที่ ๒ เป็นเรื่องการก่อสร้างถนนสาย อบจ.รอ. ๒๐๐๙ จากบ้านหว่านไฟ ตำบลบ้านดู่ อำเภออาจสามารถ จังหวัดร้อยเอ็ด ถึงบ้านโนนค้อ ตำบลอาจสามารถ อำเภออาจสามารถ จังหวัดร้อยเอ็ด ระยะทางประมาณ ๑๗ กิโลเมตรค่ะ เส้นทางนี้เอง ผ่านทั้งหมด ๔ ตำบล คือตำบลบ้านดู่ ตำบลหนองบัว ตำบลโหรา และตำบลอาจสามารถ เป็นเส้นทางหลักที่พี่น้องประชาชนใช้ในการสัญจรไปมาและลำเลียงสินค้าเกษตร เพื่อป้อนเข้าสู่ตลาดในเมืองค่ะ แต่ปรากฏว่าเส้นทางนี้ปัจจุบันยังเป็นถนนลูกรังค่ะ เนื่องจาก ไม่ได้รับการดูแลเป็นระยะเวลาเกือบ ๔๐ ปี ดังนั้นดิฉันจึงขอกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยัง กรมการปกครองส่วนท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย ให้เร่งรัดการก่อสร้างถนนลาดยางให้แล้วเสร็จ โดยเร็ว เพื่อบรรเทาปัญหาของพี่น้องประชาชนทั้ง ๔ ตำบลที่สะสมมาเป็นระยะเวลานานค่ะ ขอบพระคุณค่ะ
ขอบคุณมากครับ ต่อไป นายอรรถกร ศิริลัทธยากร ครับ
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายอรรถกร ศิริลัทธยากร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคพลังประชารัฐ แบบบัญชีรายชื่อจากจังหวัดฉะเชิงเทรา ต้องขอบคุณที่ท่านประธาน ให้ความกรุณาท่านสมาชิกหลาย ๆ ท่านในการปรึกษาหารือปัญหาของพี่น้องประชาชนตั้งแต่ เปิดสภามา ผมถือว่าเป็นปรากฏการณ์ เพราะว่าไม่เคยมีการให้โอกาสมากขนาดนี้มาก่อนนะครับ วันนี้ผมขอเรียนปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนชาวจังหวัดฉะเชิงเทรา จำนวน ๒ เรื่อง ด้วยกันครับ
เรื่องแรก เป็นความเดือดร้อนของพี่น้องที่ต้องใช้เส้นทางสัญจรไปมา เป็นความเดือดร้อนที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สิน โดยเป็นถนนเส้นตรงหน้าทางเข้า ขององค์การบริหารส่วนตำบลพนมสารคามไปตรงสี่แยกหนองยาว ที่พี่น้องละแวกนั้น เรียกกันนะครับ กระผมใคร่ขอกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังแขวงทางหลวง จังหวัดฉะเชิงเทรา ขอให้ท่านนั้นเร่งติดตั้งสัญญาณไฟจราจร ไฟเขียว ไฟแดง เพื่อที่จะชะลอ ความเร็วของรถที่วิ่งผ่านเส้นนั้น เพราะว่าที่ผ่านมานั้นมีจำนวนของพี่น้องประชาชน ที่ใช้เส้นทางนั้นประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตมากมาย โดยผมเชื่อว่าถ้ามีการติดตั้งสัญญาณ ไฟจราจรแล้ว จะสามารถชะลอความเร็วและสามารถลดจำนวนอุบัติเหตุ ลดความเสียหายได้ อย่างมากครับ
เรื่องที่ ๒ กราบเรียนผ่านท่านประธานครับ ที่หน้าวัดบางคา ตำบลบางคา อำเภอราชสาส์น จังหวัดฉะเชิงเทราครับ ตอนนี้คลองที่อยู่หน้าวัดมีผักตบชวาอยู่เป็นจำนวนมาก อย่างน้อย ๆ ก็ไม่สวยงาม แล้วก็เป็นการขัดขวางการไหลของน้ำ จึงอยากจะขอกราบเรียน ผ่านสภาแห่งนี้ไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ช่วยลงไปดูเรื่องผักตบชวา แล้วก็คลอง อีกหลาย ๆ คลองด้วยครับ ขอกราบขอบคุณครับ
ขอบคุณมากครับ ต่อไปครับ นายศรัณย์ ทิมสุวรรณ
ท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นายศรัณย์ ทิมสุวรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเลย เขต ๒ พรรคเพื่อไทย วันนี้ผมมีเรื่อง จะหารือกับท่านประธาน ๒ เรื่องนะครับ
เรื่องแรก เกี่ยวกับโครงการสะพานข้ามลำน้ำพอง ที่อำเภอภูกระดึง ระหว่างบ้านวังไผ่ไปบ้านหนองขอน ปัจจุบันเป็นถนนน้ำล้นก็ตามชื่อครับท่านประธาน ขับรถผ่านแล้วเหมือนได้ล้างรถ เป็นเส้นทางหลักในการใช้ขนสินค้าเกษตรของพ่อแม่พี่น้อง ทั้ง ๒ หมู่บ้าน แล้วถ้าหน้าไหนน้ำเยอะก็ไม่สามารถใช้การได้นะครับ รถมอเตอร์ไซค์ที่พ่อแม่ พี่น้องขับโดนซัดตกถนนเป็นว่าเล่น โครงการนี้ผ่านแล้ว แล้วก็ได้รับการศึกษาแล้ว ได้รับการ ออกแบบแล้ว จึงอยากจะขอฝากท่านประธานไปถึงกระทรวงคมนาคมให้ช่วยเร่งรัดโครงการ เพราะว่าเป็นปัญหาจริง ๆ เป็นอันตรายต่อทางพ่อแม่พี่น้อง แล้วก็กระทบต่อรายได้ของ พ่อแม่พี่น้อง สินค้าเกษตรก็ราคาต่ำอยู่แล้วนะครับ ถ้าต้องขับรถอ้อมเป็น ๑๐ กิโลเมตร เพื่อที่จะไปส่งแทบจะไม่เหลือกำไรแล้ว
เรื่องที่ ๒ เกี่ยวกับเขื่อนและแนวป้องกันตลิ่งพัง ในจังหวัดเลย แม่น้ำเลย ไหลผ่านหลายหมู่บ้าน หลายอำเภอ ในพื้นที่ของผมมีหลายหมู่บ้านที่ได้รับผลกระทบ จากการอยู่ตามแนวขอบของแม่น้ำเลย ซึ่งปัญหาก็คือแนวตลิ่งที่พังแล้วก็ไม่ค่อยได้รับ การดูแล หลัง ๆ นี่ก็คือเริ่มเข้ามาใกล้ชุมชนมากขึ้น เสี่ยงที่จะกระทบแล้วก็เป็นอันตราย ต่อทั้งทรัพย์สินแล้วก็ชีวิตของประชาชน เคยมีข่าวบ้านเกือบจะถล่มอยู่ริมตลิ่งโดนน้ำเซาะเรื่อย ๆ อย่างไรก็ฝากท่านประธานไปถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยหามาตรการที่จะดูแล ทั้งระยะสั้นและระยะยาว เพื่อที่จะป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาแล้วก็อันตรายกับพ่อแม่พี่น้อง ด้วยครับ ขอบคุณครับ
ขอบคุณมากครับ ท่านต่อไป นายสัมพันธ์ มะยูโซ๊ะ
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ และเพื่อนสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่าน ผม นายสัมพันธ์ มะยูโซ๊ะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนราธิวาส พรรคพลังประชารัฐ ผมมีปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน ในพื้นที่มีอยู่ ๑ เรื่องนะครับ ปัญหาเกี่ยวกับความเดือดร้อนของประชาชนผู้มีอรรถคดี ในอำเภอสุไหงโก-ลก อำเภอแว้ง อำเภอสุไหงปาดี และอำเภอสุคิรินที่ต้องเดินทางไกล ไปศาลจังหวัดนราธิวาส เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวตั้งอยู่ห่างจากศาลจังหวัดนราธิวาส ค่อนข้างมาก โดยทั้ง ๔ อำเภอนี้ห่างจากศาลประมาณ ๗๕ กิโลเมตร ในบางพื้นที่ต้องใช้ ระยะทางมากกว่า ๑๐๐ กิโลเมตร ซึ่งบางพื้นที่การคมนาคมยังไม่ได้รับความสะดวกสบาย และไม่มีระบบขนส่งสาธารณะที่ดี ปัญหาดังกล่าวได้ทำความเดือดร้อนให้แก่ผู้มีอรรถคดี ในอำเภอดังกล่าวเป็นอย่างมาก ในอดีตฝ่ายการเมืองและฝ่ายศาลยุติธรรมมีความพยายาม จัดตั้งศาลแห่งใหม่ ซึ่งมีเขตอำนาจในพื้นที่ดังกล่าว บัดนี้เหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ ๓ จังหวัดภาคใต้มีแนวโน้มที่ดีขึ้น ประกอบกับสถิติลดลง เป็นจำนวนมาก ประกอบกับอำเภอสุไหงโก-ลก มีความพร้อมและความปลอดภัยสูง สำหรับการรองรับแผนระยะสั้นในการเปิดที่ทำการศาลจังหวัดนราธิวาส สาขาสุไหงโก-ลก แผนระยะยาวในการจัดตั้งศาลจังหวัดที่สุไหงโก-ลกด้วยนะครับ กระผมเห็นว่าแผนในระยะ อันใกล้นี้การเปิดที่ทำการศาลจังหวัดนราธิวาส สาขาสุไหงโก-ลก เป็นวิธีที่บรรเทา ความเดือดร้อนให้แก่พี่น้องประชาชนใน ๔ อำเภอดังกล่าวรวดเร็วที่สุด เพราะไม่ต้อง ตราเป็นพระราชบัญญัติ แต่เนื่องจากการเปิดที่ทำการศาลจังหวัดนราธิวาส สาขาสุไหงโก-ลก เป็นอำนาจของคณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรม ซึ่งอาศัยอำนาจตามความในพระธรรมนูญ ศาลยุติธรรม มาตรา ๔ วรรคสอง จึงใคร่ขอความเมตตาจากท่านนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมช่วยทำหนังสือขอความอนุเคราะห์ไปยัง คณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรมและประธานศาลฎีกาในฐานะประธานกรรมการบริหาร ศาลยุติธรรม จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งแก่พี่น้องประชาชนผู้มีอรรถคดีในอำเภอสุไหงโก-ลก อำเภอแว้ง อำเภอสุคิริน ขอบคุณครับ
ขอบคุณมากครับ ต่อไปครับ นายวิสาร เตชะธีราวัฒน์ ครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม วิสาร เตชะธีราวัฒน์ พรรคเพื่อไทยจากจังหวัดเชียงราย วันนี้ต้องขออนุญาต ท่านประธานว่าครบรอบ ๑ ปีเหตุการณ์ถ้ำหลวงที่จังหวัดเชียงราย เหตุการณ์เมื่อปีที่แล้วนี้ครับ คนไทยและคนทั่วโลกจับตาเฝ้ามองว่าเด็กเหล่านี้จะรอดหรือไม่ แต่ท่านประธานครับ จากพระ บารมีขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบันท่านได้ให้แนวทางปฏิบัติและมีความ ร่วมแรงร่วมใจจากสมาชิกทุกหมู่เหล่า ไม่ว่าจะเป็นต่างชาติและคนไทย จนกระทั่ง ทำให้การกู้ภัยได้สำเร็จ สิ่งที่ผมจะเรียนท่านประธานวันนี้ก็คือว่าหลังจากนั้นครับท่านประธาน เรามี ครม. สัญจรที่เชียงรายเมื่อปลายเดือนตุลาคม แต่ปรากฏว่าไปรับปากพี่น้องประชาชน ที่จังหวัดเชียงรายว่าจะมีโครงการหลาย ๆ เรื่องที่จะพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเหล่านี้ แต่ปรากฏว่า ไม่มีอะไรคืบหน้าเลยครับ ปัจจุบันนี้ท่านประธานเชื่อไหมครับว่าเรามีนักท่องเที่ยวก่อนหน้านี้ ๕๐,๐๐๐ คนต่อปี แต่ปัจจุบันนี้มีถึง ๑,๓๐๐,๐๐๐ คน แต่ทุกคนที่มาผิดหวังครับ บางคนมา เพื่อนั่งชาร์เตอร์ไฟลต์ (Charter flight) จะมาดูถ้ำหลวง แต่ปรากฏว่าเจอแต่ฝุ่น เจอแต่ขี้โคลน ขี้ทราย สิ่งเหล่านี้ครับเรียนท่านประธานว่า อันที่ ๑ ผมต้องเรียนว่าต้องขอให้ ทางกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งขณะนี้ท่านวราวุธเป็นรัฐมนตรี ผมมั่นใจนะครับว่าท่านคงจะทำเรื่องราวเหล่านี้ได้ดีแน่นอน สิ่งที่อยากจะเรียนท่านประธาน ก็คือการหาประโยชน์กับเด็กเหล่านี้ครับ เวลาน้อยแต่ว่าต้องเรียนฝากไว้เพื่อเป็นข้อมูล ก็คือ ขณะนี้มีความไม่โปร่งใสในการจัดการเกี่ยวกับเรื่องลิขสิทธิ์ จริงอยู่ครับเด็กเหล่านี้ ไปต่างประเทศเพื่อไปขอบคุณและไปดูแลเกี่ยวกับเรื่องการเผยแพร่ชื่อเสียงประเทศ แต่ว่า มีคนแอบ คณะกรรมการสื่อสร้างสรรค์ ผมขออนุญาตประณามว่าท่านต้องโปร่งใส ท่านต้อง ชี้แจงให้ได้ว่าเรื่องราวเหล่านี้ท่านใช้เงินไปเท่าไร จนบัดนี้ตรวจสอบไม่ได้เลยครับ ผมฝาก ท่านประธานว่าเรื่องนี้เป็นรายได้มหาศาลของประเทศไทย เป็นแหล่งที่เราจะทำเป็นเวิลด์ เฮอริเทจ (World heritage) ได้ ขอความกรุณาว่าต้องทำให้โปร่งใสและทำให้เรียบร้อยครับ ขอบพระคุณท่านประธานครับ
ขอบคุณมากครับ ต่อไป นายอัครวัฒน์ อัศวเหม ครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นายอัครวัฒน์ อัศวเหม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสมุทรปราการ เขต ๑ พรรคพลังประชารัฐ ผมมีเรื่องขออนุญาตหารือกับท่านประธานในความเดือดร้อนของประชาชน ในจังหวัดสมุทรปราการซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ ๑ เรื่อง ก็คือเรื่องปัญหาน้ำกัดเซาะชายฝั่งทะเล โครงสร้างจังหวัดสมุทรปราการนั้นเรามีพื้นที่ที่เป็นแนวชายฝั่งรวมกันประมาณสัก ๕๗ กิโลเมตร แบ่งเป็นหาดทะเลโคลนประมาณสัก ๕๕ กิโลเมตร ปากแม่น้ำประมาณสัก ๒ กิโลเมตร แต่เนื่องจากว่ามีปัญหาน้ำกัดเซาะชายฝั่งรุนแรง ซึ่ง ๑ ปีในบางตำบลนั้นกัดเซาะไปถึงประมาณ ๕ เมตรต่อ ๑ ปี ซึ่งก็ถือเป็นอาการรุนแรงมาก แล้วที่ผ่านมานั้นในช่วงเวลา ๓๐ ปี จากภาพถ่ายดาวเทียมเราจะเห็นว่าการกัดเซาะชายฝั่งในจังหวัดสมุทรปราการนั้น ใน ๓๐ ปีนั้นพื้นที่หายไปประมาณ ๑๘,๐๐๐ ไร่ ถือว่ารุนแรงมาก แล้วแนวทางแก้ไขของ จังหวัดสมุทรปราการเองนั้นก็ดำเนินการแก้ไข ซึ่งคิดว่ายังไม่มีหลักทฤษฎีที่ถูกต้องในการแก้ไข ก็ปล่อยให้ท้องถิ่นดำเนินการแก้ไขไปเองบ้าง ยกตัวอย่างเช่น การปักเสา ปักไม้ไผ่ เพื่อเป็นการ ชะลอคลื่นก็ดีนะครับ หรือการทิ้งหินในบางส่วนก็ดี หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็น หน่วยงานหลัก ๆ ของทางรัฐบาลนั้น ก็ยังไม่ดำเนินการแก้ไขที่เป็นรูปธรรมชัดเจน เพื่อให้ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้นดำเนินการให้ถูกต้อง แล้วก็เป็นปัญหาซึ่งปัจจุบันนั้น องค์การบริหารส่วนจังหวัดสมุทรปราการก็ดำเนินการจัดโครงการซึ่งคิดว่าน่าจะดำเนินการ เพื่อบูรณาการร่วมกันกับทางส่วนภูมิภาคได้นะครับ แต่ว่าก็ขอความกรุณาท่านประธานสภานั้น ช่วยสั่งไปทางรัฐบาลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนั้นช่วยบูรณาการความเร่งด่วน ซึ่งเป็น ความเดือดร้อนปัจจุบันให้เป็นรูปธรรมในการแก้ไขด้วยนะครับ กราบขอบพระคุณอย่างสูงครับ
ขอบคุณมากครับ ต่อไป นายรังสรรค์ มณีรัตน์ หลังจากนั้นขอได้เตรียมตัวก็คือ นายศรีเรศ โกฎคำลือ นายมานะศักดิ์ จันทร์ประสงค์ นายประเดิมชัย บุญช่วยเหลือ นางสาวธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ นายนิติพล ผิวเหมาะ นายณัฐวุฒิ บัวประทุม นายสมเกียรติ ถนอมสินธุ์ นายคำพอง เทพาคำ นายรังสิมันต์ โรม นายไกลก้อง ไวทยการ ขอเชิญเลยครับ คุณรังสรรค์ครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นายรังสรรค์ มณีรัตน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดลำพูน พรรคเพื่อไทย ผมได้รับข้อห่วงใยจากท่านนายกสมยศ กันทะวัง นายกเทศมนตรีตำบลศรีวิชัย อำเภอลี้ จังหวัดลำพูนว่า สะพานไม้ซึ่งเชื่อมต่อระหว่างบ้านห้วยบง หมู่ ๓ ตำบลศรีวิชัย ไปยังพื้นที่ การเกษตรเป็นสะพานไม้ยาวประมาณ ๖๐ เมตร ข้ามน้ำลี้ เวลาน้ำลี้มาแรงสะพานไม้แห่งนี้ จะพังลง และทางเทศบาลก็ต้องมาซ่อมอีกเป็นอย่างนี้ทุกปี เทศบาลจึงดำเนินการทำเรื่อง ไปยังกรมทางหลวงชนบท เพื่อขออนุมัติงบประมาณก่อสร้างสะพานคอนกรีตเสริมเหล็ก พร้อมทั้งถนนยาวอีกประมาณ ๕,๖๐๐ เมตร แต่ปรากฏว่าระยะเวลาผ่านมาประมาณ ๓-๔ ปีแล้วนะครับ ยังไม่ได้รับการตอบรับจากกรมทางหลวงชนบทเลยว่าจะก่อสร้าง ให้เขาได้เมื่อไร ดังนั้นผมจึงขอท่านประธานผ่านไปยังกรมทางหลวงชนบทช่วยเมตตา พี่น้องชาวบ้าน สร้างสะพานถาวรให้พวกเขาด้วย
ประเด็นที่ ๒ เนื่องจากหนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุดระบาดหนักในอำเภอลี้ อำเภอทุ่งหัวช้าง อำเภอแม่ทา จังหวัดลำพูน พี่น้องเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดเสียหาย อย่างสิ้นเชิง จึงขอท่านประธานนะครับ ช่วยเร่งให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์หรือ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยก็ดี หน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ดีนะครับ ช่วยออกหา ชาวบ้าน ช่วยเร่งเยียวยาให้กำลังใจพวกเขา เพื่อพวกเขาจะได้มีกำลังใจที่จะต่อสู้กับชีวิตต่อ จะได้มีกำลังใจในการที่จะเพาะปลูกเกษตรกรรมต่อ ขอบพระคุณครับ ท่านประธานครับ
ขอบคุณมากครับ ต่อไป นางสาวธณิกานต์ พรพงษาโรจน์ และหลังจากนั้นที่เตรียมตัวก็คือนายจีรเดช ศรีวิราช นายอาสพลธ์ สรรณ์ไตรภพ นายธนยศ ทิมสุวรรณ นายสนอง เทพอักษรณรงค์ นายเกียรติ เหลืองขจรวิทย์ นายสฤษดิ์ บุตรเนียร นายเทพไท เสนพงศ์ นายประมวล พงศ์ถาวราเดช นางสาวรังสิมา รอดรัศมี นางศรีสมร รัศมีฤกษ์เศรษฐ์ ขอเชิญ นางสาวธณิกานต์ครับ
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน นางสาวธณิกานต์ พรพงษาโรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร เขตบางซื่อ เขตดุสิต แขวงถนนนครไชยศรี วันนี้มาเรียนปรึกษาหารือ ท่านประธานนะคะ ในประเด็นสืบเนื่องมาจากสถานการณ์ปัจจุบันนี้ที่โลกกำลังผลักดันให้เรา ไปเจอดิจิทัล (Digital) มากขึ้นและมากขึ้น พวกเราทำธุรกรรมต่าง ๆ ผ่านบนโลกออนไลน์ สะดวก รวดเร็ว เรียลไทม์ (Real time) รัฐเองก็ผลักดันนโยบายต่าง ๆ จะเห็นได้ว่าผลักดัน ให้ประชาชนใช้พร้อมเพย์ (PromptPay) หรือว่าเฟซบุ๊ก ก็กำลังจะล็อนช์ (Launch) คริปโท เคอร์เรนซี (Cryptocurrency) หรือว่าสกุลเงินดิจิทัล (Digital) เป็นของตัวเองแล้ว สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ค่ะท่านประธาน เปิดช่องให้มิจฉาชีพมากขึ้นหรือไม่ ข่าวที่ออกมาต่อเนื่อง ตามภาพข่าว มิจฉาชีพบนโลกออนไลน์ พี่น้องประชาชนโดนหลอกบนแพลตฟอร์ม (Platform) ที่ไร้พรหมแดน ไม่รู้แล้วว่าประเทศไหนเป็นประเทศไหน ไม่รู้แม้กระทั่งว่าจุดเกิดเหตุอยู่ตรงไหน ในส่วนนี้ค่ะ ดิฉันในฐานะที่ผลักดันเรื่องความปลอดภัยของผู้หญิงมาโดยตลอด ผู้หญิงก็เป็นผู้บริโภค สำคัญในกลุ่มออนไลน์ เป็นส่วนใหญ่ของประเทศเรา เราซื้อของและทำธุรกรรมต่าง ๆ ผ่านบนโลกออนไลน์ จุดนี้เลยไม่รู้แล้วว่าความปลอดภัยอยู่ตรงไหน เพราะเราไม่สามารถ ที่จะเซตบาวน์ดารี (Set boundary) ได้ ดังนั้นอย่างไรโลกของเราค่ะท่านประธาน ก็ผลักดัน ให้เราไปสู่ดิจิทัล (Digital) ไม่ว่าจะเป็นวิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ทันสมัย การค้าออนไลน์ อีคอมเมิร์ซ (e-Commerce) ต่าง ๆ อีวอลเลต (e-Wallet) หรือแม้กระทั่งแพลตฟอร์ม (Platform) เชื่อมคลังความรู้กลาง การเกษตร เอไอ (AI) ทุก ๆ อย่างถูกควบคุมด้วยเทคโนโลยี ดังนั้นดิฉันจึงขอปรึกษาและฝากถึงฝ่ายบริหาร ผ่านท่านประธานใน ๓ ประเด็นค่ะ
ประเด็นแรกคือเรามีมาตรการอย่างไรบ้างที่จะคุ้มครองดูแลผู้บริโภคบนโลก ออนไลน์ อย่างจริงจัง
ประเด็นที่ ๒ คือกฎหมายเท่าทันและคุ้มครองเทคโนโลยีแค่ไหน
ประเด็นสุดท้าย หน่วยงานที่จะรับผิดชอบดูแล หน่วยงานไหนเป็นแม่งานหลัก ในงานนี้ ขอบคุณค่ะ
ขอบคุณมากครับ ต่อไป นายศรีเรศ โกฎคำลือ ครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายศรีเรศ โกฎคำลือ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ เขต ๙ วันนี้ ผมขอหารือท่านประธาน ๒ เรื่องนะครับ
เรื่องที่ ๑ คือหนอนกระทู้ระบาดหนักกัดกินกิ่งข้าวโพดใน เขต ๙ มี ๓ อำเภอ อำเภอแม่แจ่ม อำเภอฮอด อำเภอดอยเต่า แบ่งเป็น ๓ อำเภอ มีทั้งหมด ๑๓ ตำบล มีผู้เสียหาย อยู่ ๔,๗๓๑ ราย พื้นที่การเกษตร ๖๔,๑๖๖ ไร่ ผ่านไปทางท่านประธานขอให้หน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องเข้าไปดูแล เยียวยาให้กับเกษตรกรในท้องที่นี้ครับ
เรื่องที่ ๒ ถนนหมายเลข ๑๑๐๓ ตอนตะเมาะถึงอำเภอฮอด เส้นทาง ประมาณ ๖๐ กิโลเมตร เส้นทางเส้นนี้เป็นเส้นทางสายหลักที่คนสัญจรมากที่สุด แล้วก็ มีอุบัติเหตุมากที่สุดนับไม่ถ้วน ส่วนบางช่วงก็ได้ซ่อมแซมไปแล้ว ยังขาดอีกประมาณ ๑๗ กิโลเมตร จะได้ซ่อมแซมนะครับ ขอยื่นเอกสารนี้ผ่านมาทางประธานสภาผู้แทนราษฎร ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าไปซ่อมแซมดูแล ขอขอบคุณครับ
ขอบคุณมากครับ ต่อไป นายจีรเดช ศรีวิราช ครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม จีรเดช ศรีวิราช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพะเยา เขต ๓ ต้องขอหารือท่านประธาน ผ่านไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ขณะนี้จังหวัดพะเยาประสบปัญหาไม่ต่างจากจังหวัดอื่น ๆ ก็คือปัญหาภัยแล้ง ซึ่งก็ขอฝากท่านประธานผ่านไปยังกระทรวงมหาดไทยได้เร่งดำเนินการ ตรวจสอบนะครับ ไม่ว่าเป็นปัญหาในเรื่องของการประกาศให้เป็นเขตภัยพิบัติภัยแล้ง ได้แล้วครับท่านประธาน ทางหน่วยงานส่วนท้องถิ่นที่เขามีงบประมาณเขาก็จะได้นำ งบประมาณเข้ามาช่วยเหลือเยียวยาผู้ประสบภัย วันนี้ต้นกล้าที่ปลูกไว้ได้ ๒-๓ รอบแล้วครับ ท่านประธาน ต่างล้วนแห้งเหี่ยวเฉาตายกันไปหมด น้ำที่กักเก็บไว้ตามอ่าง ตามสระ ในท้องไร่ปลายนาก็แห้งเหือดหายกันไปหมด นี่คือปัญหาที่ยิ่งใหญ่ พี่น้องชาวบ้านเกษตรกร ก็ทำทุกวิถีทางแล้วครับท่านประธาน ไม่ว่าจะเป็น แห่หมา แห่แมว ก็ทำกันมาหมดแล้ว ไปร้องขอต่อผีป่า ผีดอย ผีทุ่ง ผีนา ไม่ว่าจะ อินทร์ พรหม ยม ยักษ์ ร้องขอมาหมดแล้ว ผมเองเลยมีความจำเป็นต้องมาร้องขอต่อท่านประธานสภา เพราะยังไม่ได้รับความเมตตา จากท่านเทวดาทั้งหลาย วันนี้ในเมื่อไสยศาสตร์มันใช้ไม่ได้ ต้องมาพึ่งพาอาศัยวิทยาศาสตร์ ก็ขอฝากไปถึงกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ได้ช่วยทำฝนหลวงในพื้นที่จังหวัดพะเยา ด้วยนะครับ เพราะว่าตอนนี้ต้นกล้าที่ปลูกไว้ หนี้สินต่าง ๆ มากมายอีกที่ได้ไปกู้หนี้ยืมสิน ก็ต้องหามาตรการเข้ามาช่วยเหลือเยียวยาให้พี่น้องเกษตรกร ไม่ว่าจะเป็นการพักชำระหนี้ หรือลดดอกเบี้ย อะไรก็แล้วแต่ครับ แต่ที่เร่งรีบด่วนที่สุดก็ขอให้ทางจังหวัดได้ประกาศ เป็นเขตภัยพิบัติภัยแล้งโดยเร็วครับท่านประธาน ขอกราบขอบคุณครับ
ขอบคุณมากครับ ต่อไป นายมานะศักดิ์ จันทร์ประสงค์ ครับ
ขอบคุณท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายมานะศักดิ์ จันทร์ประสงค์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนนทบุรี มีประเด็นอยู่ ๒ เรื่องนะครับในรอบนี้ ต่อ ๆ ไปก็คงจะมีอีกหลาย ๆ เรื่อง
เรื่องแรก ผมได้รับการร้องเรียนจากพี่น้องประชาชนเกี่ยวกับความเดือดร้อน ในหมู่บ้านตะวันงาม อำเภอบางใหญ่ จังหวัดนนทบุรี นั่นก็คือลักษณะของหมู่บ้านตะวันงาม อำเภอบางใหญ่ จังหวัดนนทบุรีนั้น เป็นหมู่บ้านที่เก่าแก่เกิดมาหลายสิบปีนะครับ จึงทำให้ หมู่บ้านนี้มีพื้นที่ลักษณะที่ต่ำกว่าถนนหลักหรือว่าถนนเมน (Main) ดังนั้นเมื่อเวลาที่ฝนตก ไม่ว่าจะเป็นปริมาณน้ำที่มากหรือว่าน้อยก็จะทำให้เกิดน้ำท่วมขังอยู่ตลอดเวลานะครับ เพราะฉะนั้นตรงนี้จะเป็นปัญหาที่ถูกสะสมมานานนับสิบปี จนเปรียบเสมือนกับ หมู่บ้านตะวันงามนั้นเป็นแอ่งกระทะ ที่คอยรับน้ำและกักเก็บน้ำอยู่ตลอดเวลา ปัจจุบันเทศบาลตำบลบางใหญ่มีเครื่องสูบน้ำ ก็จะสามารถที่จะผลักดันน้ำออกไป จากหมู่บ้านได้มาก แต่ว่าก็ยังใช้ระยะเวลาอยู่ ๒-๓ ชั่วโมงกว่าน้ำจะแห้งขอดนะครับ ทางแก้ไขอย่างแรกก็คือต้องทำการชักลอกลอกท่อระบายน้ำของหมู่บ้านทั้งหมด หมู่บ้านตะวันงามนั้นอยู่ในเขตความรับผิดชอบของเทศบาลตำบลบางใหญ่ และ อบต. บางใหญ่ แต่ว่าทั้ง ๒ ท้องถิ่นนี้ไม่ได้มีงบประมาณมากมายขนาดนั้น จึงขอฝากเรื่องนี้ส่งต่อไปยัง ทางจังหวัดนะครับ โดยเฉพาะทางผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี โดยอาศัยจากงบประมาณ ซีอีโอ (CEO) หรืองบประมาณผู้ว่าแบบบูรณาการเพื่อตั้งงบประมาณปี ๒๕๖๓ มาเพื่อทำ โครงการชักลอกท่อระบายน้ำทั้งหมดของหมู่บ้าน และทำโครงการขยายท่อระบายน้ำ ในสายเมน (Main) ของหมู่บ้านจากเทศบาลบางใหญ่ไปทางเฟส ๓ (Phase 3) เฟส ๔ (Phase 4) พร้อมกับยกระดับถนนด้วยเพื่อบรรเทาทุกข์นะครับ
จริง ๆ มีอีกเรื่องหนึ่งไฟแดงของอำเภอบางใหญ่เป็นจุดเดียวที่มีสัญญาณไฟ จราจร แต่ว่าเกิดความชำรุดเสียหายมานาน ๖ เดือนกว่ายังไม่ได้รับการแก้ไข ขอฝาก หน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้วยครับ ขอบคุณครับ
ขอบคุณมากครับ ต่อไป นายอาสพลธ์ สรรณ์ไตรภพ ครับ
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายอาสพลธ์ สรรณ์ไตรภพ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดศรีสะเกษ พรรคภูมิใจไทย มีเรื่องขอปรึกษาหารือท่านประธานเกี่ยวกับความเดือดร้อนของ พี่น้องประชาชนจังหวัดศรีสะเกษ ๑ เรื่อง ซึ่งก็เหมือนกับหลาย ๆ ท่าน ก็คือเรื่องภัยแล้ง เรื่องนี้มีความสำคัญก็คือ วันนี้ปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนและปัญหาปากท้อง ประชาชน เป็นเรื่องที่ท่านอนุทิน ชาญวีรกุล หรือหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยได้เน้นย้ำกับ สมาชิก ส.ส. พรรคภูมิใจไทยมาตลอดว่า ปัญหาปากท้องและปัญหาความเดือดร้อน เป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด ช่วงวันหยุดที่ผ่านมาผมได้มีโอกาสรับฟังปัญหาของพี่น้องประชาชน ซึ่งก็คือปัญหาฝนทิ้งช่วง เกิดภาวะภัยแล้งอย่างรุนแรง จังหวัดศรีสะเกษมีพื้นที่ทำนา ทั้งสิ้น ๓,๕๐๐,๐๐๐ ไร่ แต่เป็นพื้นที่ทำนาที่อยู่ในเขตชลประทานเพียงแค่ ๔๐๐,๐๐๐ ไร่ หมายความว่าอีก ๓,๑๐๐,๐๐๐ ไร่ พี่น้องชาวนาวันนี้มีโอกาสเสี่ยงมากที่จะประสบปัญหา ขาดทุนสิ้นเนื้อประดาตัว ผมจึงอยากจะฝากท่านประธานผ่านไปยังหน่วยราชการที่เกี่ยวข้อง ก็คือกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงมหาดไทยให้ดำเนินการในการแก้ไขปัญหา พี่น้องประชาชน ๒ เรื่อง
เรื่องแรกก็คือแก้ปัญหาระยะสั้นโดยการจัดทำฝนเทียมให้กับพี่น้องชาวนา ในจังหวัดศรีสะเกษ และ
เรื่องที่ ๒ ให้เกษตรจังหวัดดำเนินการสำรวจพื้นที่ที่คาดว่าจะเสียหายจาก ภัยแล้งอย่างรุนแรง เพื่อประกาศเป็นเขตภัยพิบัติจะได้ดูแลปัญหาให้พี่น้องประชาชนได้ ส่วนการแก้ไขปัญหาในระยะยาวก็คือการจัดทำระบบชลประทานให้ครอบคลุม จากเดิมมีแค่ ๔๐๐,๐๐๐ ไร่ หรือคิดเป็น ๑๒ เปอร์เซ็นต์จากพื้นที่ทำนาทั้งจังหวัดศรีสะเกษ ให้มีอย่างน้อย ๕๐ เปอร์เซ็นต์ เพื่อที่วันนี้เราจะได้ไม่ต้องมาแก้ไขปัญหาซ้ำซากทุก ๆ ปี ขอบคุณครับ
ขอบคุณมากครับ ต่อไปครับ นายประเดิมชัย บุญช่วยเหลือ ครับ
ท่านประธานสภา ที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติครับ กระผม นายประเดิมชัย บุญช่วยเหลือ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย เขต ๕ เขตดินแดง เขตห้วยขวาง ขออนุญาตหารือ ท่านประธาน ๒ เรื่อง สำหรับเรื่องของการแก้ไขปัญหาจราจรในพื้นที่เขตดินแดง และเขตห้วยขวาง
ในประเด็นที่ ๑ ในพื้นที่เขตดินแดงที่บริเวณถนนประชาสงเคราะห์ ซึ่งมีปัญหา การจราจรค่อนข้างหนาแน่น แล้วก็เป็นปัญหาวิกฤต โดยเฉพาะในช่วงชั่วโมงเร่งด่วนในยามเช้า และยามเย็น โดยตรงบริเวณหัวโค้งโรงเรียนพร้อมพรรณวิทยาซึ่งปัจจุบันเป็นเส้นทาง ลักษณะคอขวดนะครับ ที่มีทางค่อนข้างแคบ เวลารถขนาดใหญ่ โดยเฉพาะรถ ขสมก. หรือว่ารถเมล์ที่จะต้องเลี้ยวตีโค้งในบริเวณตรงนี้ก็จะทำให้จังหวะการชะลอตัวของรถ ค่อนข้างมาก ก็อยากจะให้กรุงเทพมหานครนั้นได้มีการจัดเวนคืนที่ดินตรงบริเวณหัวโค้ง หน้าโรงเรียนพร้อมพรรณวิทยา เพื่อที่จะขยายผิวจราจร ซึ่งใช้พื้นที่ไม่มาก ประมาณ ๒๐ ตารางวาก็จะสามารถแก้ไขปัญหาการจราจรบริเวณถนนประชาสงเคราะห์ได้เป็นอย่างดี
เรื่องที่ ๒ ในบริเวณถนนประชาสงเคราะห์เช่นกัน ตรงบริเวณหน้าตลาดกลาง ดินแดง ซึ่งปัจจุบันเป็นตลาดที่มีผู้คนไปใช้บริการค่อนข้างมาก ตรงนั้นไม่มีสัญญาณไฟ ในการข้ามถนน ทำให้เกิดอุบัติเหตุค่อนข้างบ่อย ก็อยากจะให้กรุงเทพมหานครไปติดตั้ง สัญญาณไฟจราจรบริเวณหน้าตลาดกลางดินแดง หรือว่าบริเวณหน้าแฟลต ๕๑-๕๓ นะครับ ส่วนในพื้นที่เขตห้วยขวางที่ถนนประชาราษฎร์บำเพ็ญตรงสามแยกสำนักงานเขตห้วยขวาง ซึ่งเป็นจุดตัดที่มีรถผ่านไปมาค่อนข้างมาก ผมได้เคยร้องขอผ่านตำรวจ สน. ห้วยขวาง เพื่อที่จะให้จัดจราจรไปดูแล แต่ปัจจุบันนะครับ จากวันนั้นจนถึงวันนี้ประมาณ ๒๐ ปีที่ผ่านมา ก็ยังไม่มีตำรวจไปให้บริการ ก็อยากจะให้ตำรวจไปดูแลบริเวณนี้ครับ ขอบคุณครับ
ขอบคุณมากครับ ต่อไป นายธนยศ ทิมสุวรรณ ครับ
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นายธนยศ ทิมสุวรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเลย เขต ๓ พรรคภูมิใจไทย มีประเด็นจะหารือ กับท่านประธาน ๒ ประเด็น ดังนี้
ประเด็นที่ ๑ เรื่องด่านการค้าประเพณีชายแดน ตั้งแต่อำเภอนาแห้ว อำเภอท่าลี่ และอำเภอเชียงคาน ซึ่งติดกับประเทศลาว ถูกปิดโดยไม่ทราบสาเหตุ ทำให้ พี่น้องชาวลาวไม่สามารถข้ามมาฝั่งไทยได้ พี่น้องชาวไทยที่เคยค้าขายอย่างคึกคักได้รับ ความเดือดร้อนเป็นอย่างมาก การปิดด่านในครั้งนี้ไม่ได้แจ้งให้ทราบล่วงหน้า ทำให้สินค้า ที่เตรียมไว้จำหน่ายเสียหาย ปัจจุบันชาวบ้านทั้ง ๒ ฝั่ง ไทย-ลาว ก็ยังไม่ทราบว่าทางรัฐ จะดำเนินการต่อไปอย่างไร จึงขอเรียนฝากท่านประธานมีหนังสือไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในจังหวัดเลย ชี้แจงสาเหตุในการปิดด่าน และเร่งรัดในการเปิดด่านให้กลับมาสู่สภาพปกติ โดยด่วน
ประเด็นที่ ๒ อำเภอนาแห้วเป็นสถานที่ที่มีศักยภาพในการท่องเที่ยวสูง ได้รับสมญาว่า ภูฏานเมืองไทย มีคณะทูตภูฏานมาเยือนและเห็นว่าอำเภอนาแห้ว มีภูมิประเทศ วิถีชีวิตคล้ายคลึงกับชาวภูฏาน ประเด็นปัญหาอยู่ที่ทางหลวงแผ่นดิน หมายเลข ๒๑๑๓ เส้นทางนี้สำคัญมาก ใช้ส่งสินค้าทางการเกษตร ท่องเที่ยว สัญจรหลัก เข้าตัวเมือง แต่มีปัญหาในการสัญจรมากว่า ๒๐ ปี เนื่องจากมีขนาดเล็ก เป็น ๒ เลน (Lane) ไม่มีไหล่ทาง และยังไม่มีการดูแลซ่อมแซมเท่าที่ควร จึงขอความกรุณาฝากท่านประธาน มีหนังสือไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ช่วยเร่งดำเนินการแก้ไขโดยด่วนด้วยครับ ขอบคุณครับ
ขอบคุณมากครับ ต่อไป นางสาวธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ ครับ
เรียนท่านประธานสภา ที่เคารพค่ะ ดิฉัน ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคเพื่อไทย ดิฉันได้รับเรื่องราวจากพี่น้องประชาชนร้องมาทางศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ พรรคเพื่อไทย เขตลาดกระบัง ในเรื่องแรกดิฉันจะขอเรียนปรึกษาเกี่ยวกับถนนที่ชำรุด เสียหายในพื้นที่เขตลาดกระบัง เรื่องที่ ๒ เรื่องการลอกท่อคูคลองในชุมชนต่าง ๆ เพื่อป้องกันปัญหาน้ำท่วมที่กำลังจะเกิดขึ้นนี้ และปัญหาที่ ๓ คือการแก้ไขน้ำเสีย ที่ดิฉันเอง ได้เคยหารือไว้เมื่อ ๒ อาทิตย์ที่แล้วค่ะ
เมื่อวันเสาร์-อาทิตย์ที่ผ่านมา ท่านประธานคะ ดิฉันเองได้รับเรื่องราว ร้องทุกข์และลงพื้นที่ไปรับฟังปัญหาโดยตรงจากพี่น้องประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณ ถนนพัฒนาชนบท ๒ ๓ ๔ ๓ เส้นด้วยกันนะคะท่านประธาน ถนนทั้ง ๓ เส้นนี้ ได้รับปัญหา จากจราจรที่ติดขัด รวมถึงถนนที่ชำรุดเสียหาย ทางพี่น้องประชาชนแจ้งมาว่าเกิดปัญหานี้ ขึ้นมาหลายปีแล้ว แต่ยังไม่มีหน่วยงานใดที่เข้าไปแก้ไขและรับผิดชอบ ดิฉันจึงขอเรียนประธานถึงกรุงเทพมหานคร ได้โปรดนำปัญหานี้ส่งต่อถึงหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องเพื่อที่จะแก้ไขปัญหาให้ประชาชนต่อไป ดิฉันเพิ่มเติมนิดหนึ่งนะคะ กับข้อเสนอแนะจากพี่น้องประชาชนที่เสนอเข้ามาว่า การแก้ปัญหานั้นถ้าหากได้รับความ ร่วมมือจากเจ้าหน้าที่นั้นไม่ยากเลยค่ะ สามารถที่จะบรรเทาทุกข์ให้พี่น้องประชาชนได้ โดยการที่เจ้าหน้าที่ลงไปซ่อมแซมจุดที่เป็นปัญหาในเรื่องของถนนที่ชำรุดเสียหาย รวมถึง พี่น้องที่ถนนพัฒนาชนบท ๔ บอกว่าตรงนั้นมีเส้นทางของเคหะแห่งชาติที่จะสามารถปรับ พื้นที่ให้เป็นช่องทางการจราจรเพิ่มเติมได้ ซึ่งจะลดการจราจรที่แออัดบนถนนเส้นร่มเกล้า พี่น้องสามารถใช้เส้นนั้นผ่านได้ทันที ถ้าหากว่าทางข้าราชการที่เกี่ยวข้องนั้นเล็งเห็นถึงปัญหา ดิฉันยินดีที่จะให้ข้อมูลเพิ่มเติมในระดับต่อไปด้วยนะคะ
เรื่องที่ ๒ ที่ดิฉันบอกว่าลอกท่อในชุมชน ไม่มีการลอกท่อมานานแล้วค่ะ โปรดส่งต่อถึงกรุงเทพมหานครให้ดำเนินการด้วย น้ำเน่าเสียที่ดิฉันเคยหารือไว้ยังไม่ได้รับ การแก้ไขเลย ฝากท่านประธานด้วยนะคะ ขอบพระคุณค่ะ
ขอบคุณครับมาก ต่อไป นายสนอง เทพอักษรณรงค์ ครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม สนอง เทพอักษรณรงค์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดบุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทย ท่านประธาน ที่เคารพ ผมได้รับหนังสือร้องเรียนจากสมาคมลูกจ้างส่วนราชการแห่งประเทศไทย ซึ่งมีสมาชิกทั้งประเทศอยู่ประมาณ ๑๕๐,๐๐๐ คน เป็นเวลากว่า ๓๐ ปีที่ผ่านมา ที่สมาคมลูกจ้างราชการแห่งประเทศไทยนั้น ได้มีความพยายามที่จะร้องขอความเป็นธรรม ต่อรัฐบาลทุกรัฐบาลที่ผ่านมา เกี่ยวกับเรื่องสิทธิประโยชน์ที่จะพึงมีพึงได้ของลูกจ้างประจำ ส่วนราชการที่กระจายอยู่ในหน่วยราชการทั่วประเทศ ซึ่งถือว่าเป็นส่วนที่มีความจำเป็น และมีความสำคัญในการสนับสนุนรับใช้ราชการมาตลอดจนถึงวาระเกษียณอายุราชการ ๖๐ ปี เพื่อให้ได้รับสิทธิประโยชน์เช่นเดียวกันกับข้าราชการบำนาญ ซึ่งก็ไม่ประสบผลสำเร็จ และยังคงจะได้รับเฉพาะเงินบำเหน็จก้อนเดียว ส่วนสวัสดิการค่ารักษาพยาบาลอื่น ๆ ก็ไม่ได้รับการเหลียวแลจากภาครัฐ สำหรับการคำนวณเงินบำเหน็จนั้นก็คำนวณ จากเงินเดือนครั้งสุดท้ายคูณด้วยอายุราชการครับ ในปี ๒๕๕๒ รัฐบาลของท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ขอประทานโทษที่เอ่ยนาม ท่านได้ให้ความอนุเคราะห์ได้เห็นชอบให้ลูกจ้างประจำ ที่เกษียณอายุราชการนั้น ได้รับบำเหน็จรายเดือนและบำเหน็จตกทอด ๑๕ เท่า เพื่อบรรเทา ความเดือดร้อนในระดับหนึ่ง แต่อย่างไรก็ตามลูกจ้างประจำที่มีอายุราชการไม่ถึง ๒๕ ปี ก็ไม่มีสิทธิเลือกรับบำเหน็จรายเดือน คงได้รับบำเหน็จก้อนเดียวเท่านั้น ดังนั้นในยามที่ เกษียณอายุ อายุมากขึ้น แน่นอนสุขภาพความเจ็บไข้ได้ป่วยย่อมเกิดขึ้น ทางสมาคมลูกจ้าง จึงขอส่งเอกสารให้ท่านประธานเพื่อส่งถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้ดำเนินการ ต่อไปด้วยครับ ขอบพระคุณมากครับ
ขอบคุณมากครับ ต่อไป นายนิติพล ผิวเหมาะ ครับ
เรียนท่านประธาน สวัสดี เพื่อนสมาชิก นิติพล ผิวเหมาะ ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ วันนี้ ผมได้รับข้อร้องเรียนจากนักสิทธิสัตว์และคนเลี้ยงช้างทั่วประเทศให้มายื่นปรึกษาหารือ กับท่านประธาน เพื่อขอให้พิจารณายกเลิกระเบียบกระทรวงพาณิชย์ว่าด้วยการส่งออกช้าง ไปนอกราชอาณาจักร นี่คือช้างเชือกแรกที่ส่งออกไปที่ประเทศญี่ปุ่นเมื่อ ๖๕ ปีที่แล้ว ชื่อฮานาโกะครับท่านประธาน การส่งออกช้างไปนอกราชอาณาจักรไม่ใช่ครั้งแรก แต่วันนี้ กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ท่านต้องตอบคำถามให้ได้นะครับว่าช้างที่เคยถูก ส่งออกไปต่างประเทศนั้น เคยติดตามไหมครับว่าเขาได้รับความเป็นอยู่มีสวัสดิภาพที่ดี หรือเปล่า ช้างที่เคยถูกส่งออกไป เหตุผลเดิม ๆ ครับท่านประธาน ๑. ก็คือว่าเพื่อเป็นการ เชื่อมสัมพันธไมตรี ๒. ก็คือเพื่อเป็นการศึกษาวิจัย ผลการศึกษาวิจัยเคยมีนะครับ ท่านประธาน กรมการค้าต่างประเทศต้องตอบคำถามนี้ให้ได้ รวมถึงเงินประกันช้างครับ ท่านประธานว่าเคยมีได้รับการกลับคืนมาไหม ท่านประธานครับ ในอดีตที่ผ่านมาเรามีการส่งออกช้างไปหลายครั้งหลายครา ไม่เคยมี ความชัดเจน จนกระทั่งถึงปัจจุบัน ยกตัวอย่างประเทศบ้านใกล้เรือนเคียงครับท่านประธาน ดินแดนล้านช้าง แปลว่าประเทศที่มีช้างล้านตัว ปัจจุบันนี้แทบไม่เหลือช้างแล้วครับ เพราะดำเนินนโยบายโดยการส่งออกช้างไป ขอสไลด์ (Slide) ภาพที่ ๒ ครับ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)
สัตว์พูดไม่ได้ครับท่านประธาน วันนี้ผมจึงมาเป็นตัวแทนพูดให้กับพวกเขาเหล่านั้นครับ ขอให้ทุกท่านดูแววตา ๒ คู่นี้ให้ดี นี่คือแววตาของช้าง ช้างไทย สัตว์คู่บ้านคู่เมืองของประเทศไทยที่ถูกทารุณกรรมโหดร้าย ท่านต้องดูให้ดีนะครับ ถามตัวเองให้ดี ขอบคุณมากครับ
ขอบคุณมากครับ ต่อไป นายเกียรติ เหลืองขจรวิทย์ ครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายเกียรติ เหลืองขจรวิทย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดลพบุรี พรรคภูมิใจไทย วันนี้มีเรื่องปรึกษาหารือกับท่านประธานสภาอยู่ ๓ เรื่องครับ
เรื่องที่ ๑ เรื่องไฟส่องสว่างบนถนน หมายเลข ๓๒๒๑ แยกทางหลวง หมายเลข ๓๒๒๖ อำเภอสระโบสถ์ อำเภอบ้านใหม่สามัคคี อำเภอชัยบาดาล ระยะทาง มีทั้งหมดหลายจุด ช่วง กม. ๔+๘๐๐ ถึง กม. ๕+๓๐๐ กม. ๗+๘๐๐ ถึง กม. ๘+๘๐๐ กม. ๑๒+๕๐๐ ถึง กม. ๑๓+๑๐๐ กม. ๑๖+๑๐๐ ถึง กม. ๑๖+๗๐๐ และ กม. ๒๐+๓๐๐ ถึง กม. ๒๑+๓๐๐ กม. ๒๕+๕๐๐ กม. ๒๖+๒๐๐ และ กม. ๒๘+๗๐๐ ถึง กม. ๒๙+๕๐๐ รวมทั้งหมด ๘ จุด ซึ่งระยะทางตรงนั้นไม่มากแต่เป็นทางที่มีความคดเคี้ยวและอันตรายมาก เกิดอุบัติเหตุบ่อยหลายครั้ง แล้วก็มีชาวบ้านที่อยู่ในจุดต่าง ๆ ที่เรียนมานี้มีการเคลื่อนไหว ตลอดเวลา แล้วก็มีรถที่วิ่งไปวิ่งมามาก เกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง อยากให้ได้ไฟส่องสว่างครับ และมีอีกจุดหนึ่งครับทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๓๓๒๖ สายตำบลวังเพลิง อำเภอสระโบสถ์ อำเภอยางโทน กม. ๑๔+๑๐๐ ถึง กม. ๑๖+๑๐๐ หน้าอำเภอสระโบสถ์ ถึงโรงงานน้ำตาล จังหวัดลพบุรี กม. ๑๖+๕๐๐ ถึง กม. ๑๘+๕๐๐ โค้งตลาดเทศบาล สระโบสถ์ และ กม. ๒๐+๐๐ ถึง กม. ๒๑+๕๐๐ หน้าโรงงานน้ำตาลจังหวัดลพบุรี มีไฟ ส่องสว่างอีกสายหนึ่งครับ สาย ๒๐๕ เส้นทางสายจังหวัดลพบุรีไปจังหวัดนครราชสีมา กม. ๑๐๐+๕๐๐ กม. ๑๐๔+๕๐๐ ตลาดหนองรีถึงหน้าวัดลำสนธิ ทางแยกเข้าสาย ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๒๒๖๐ หน้าอำเภอลำสนธิ ไฟส่องสว่าง หมายเลข ๒๒๖๐ สายบ้านสำราญ บ้านวังเงิน กม. ๙+๕๐๐ กม. ๑๑+๑๐๐ ขอบคุณมากครับ สวัสดีครับ
ได้ครับ ส่งเอกสารมา ได้เลยนะครับ ต่อไปครับ นายณัฐวุฒิ บัวประทุม ครับ
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพครับ ผม ณัฐวุฒิ บัวประทุม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ คนจังหวัดอ่างทองครับ ผมขออนุญาตหารือท่านประธานนะครับ ในประเด็นเรื่องของความมั่นคงของรัฐ ผมไม่แน่ใจว่าประเด็นนี้จะพูดในที่ประชุมแห่งนี้ ได้หรือไม่ครับ แต่ผมพูดในประเด็นเรื่องความมั่นคงของความเป็นมนุษย์ครับท่านประธาน ในประเทศไทยเรามีเด็กอายุต่ำกว่า ๑๘ ปีอยู่ทั้งหมดไม่น้อยกว่า ๑๖ ล้านคนครับ หนึ่งในนั้น คืออายุ ๑-๑๒ ปี จำนวน ๖,๐๐๐,๐๐๐ กว่าคนที่ต้องฉีดวัคซีนในทุก ๆ ปี ในจำนวนเหล่านี้ มีถึง ๗๐๐,๐๐๐ คนที่เป็นเด็กที่เกิดขึ้นใหม่ในแต่ละปีครับ ทุก ๆ วันที่เรามาประชุมสภา ก็มีเด็กที่เกิดขึ้นใหม่ไม่น้อยกว่าวันละ ๒,๐๐๐ คน ประเทศไทยเข้าเป็นภาคีสมาชิก ของอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กมาตั้งแต่ปี ๒๕๓๕ รับหลักการสำคัญคือบอกว่า การให้บริการ ด้านสาธารณสุขสำหรับเด็กในประเทศไทยนั้นต้องดีที่สุด แต่ท่านประธานทราบไหมครับว่า เด็กในประเทศไทยได้รับบริการด้านวัคซีน ๒ มาตรฐานไม่เหมือนกันครับ วัคซีนประการแรก เรียกว่า วัคซีนพื้นฐาน บาดทะยัก คอตีบ ไอกรน โรคแบบนี้โดยทั่วไปครับเด็กทุกคนได้รับฟรี เหมือนกันครับไม่แตกต่างกัน พวกผมเองก็เป็นหนึ่งในนั้น แต่ดันมีวัคซีนอีกตัวหนึ่งครับ คณะกรรมการวัคซีนแห่งชาติเขาใช้คำว่า วัคซีนทางเลือก หรือวัคซีนเสริม แปลกนะครับ ท่านประธาน เช่น โรคพิษสุนัขบ้า นิวโมคอคคัส (Pneumococcus) ไวรัสโรต้า (Rotavirus) โรคเหล่านี้สำคัญหมดเลยครับ แต่เขาบอกว่าถ้าท่านอยากรับวัคซีนเหล่านี้พ่อแม่ผู้ปกครอง ต้องจ่ายเงินเพิ่มครับ ไวรัสโรต้า (Rotavirus) ๒,๐๐๐ กว่าบาท นิวโมคอคคัส (Pneumococcus) ๔ เข็มหมื่นกว่าบาท ท่านประธานคิดดูนะครับสำหรับพ่อแม่ผู้ปกครองที่เดือนหนึ่งรายได้ เพียงหลักพัน เป็นไปไม่ได้หรอกครับที่เขาจะจ่ายเงินแบบนั้นได้ นี่หรือครับความเท่าเทียมกันในประเด็นเรื่องการคุ้มครองเด็กในประเทศไทย ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตหารือท่านประธานไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขในฐานะประธาน คณะกรรมการวัคซีนแห่งชาติ ๒ ประการด้วยกันครับ
ประการที่ ๑ ขอให้ประกาศออกมาเลยครับว่าอะไรคือวัคซีนที่ดีที่สุดที่เด็ก ทุกคนในประเทศไทยสมควรได้รับ ไม่ว่าเขาจะเป็นเด็กสัญชาติไทยหรือไม่
ประการที่ ๒ ขอให้เร่งดำเนินการให้เด็กทุกคนเข้าถึงวัคซีนที่ดีที่สุดครับ ขอบพระคุณท่านประธานครับ
ขอบคุณมากครับ ต่อไป นายสฤษดิ์ บุตรเนียร ครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายสฤษดิ์ บุตรเนียร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดปราจีนบุรี เขต ๓ พรรคภูมิใจไทย วันนี้กระผมมีเรื่องจะปรึกษาหารือท่านประธานในการหาทางออกแก้ไข จัดการขยะมูลฝอยที่ต้นทาง จากจุดเริ่มต้นด้วยการลดการใช้พลาสติกอย่างมีส่วนร่วม ของทุก ๆ ภาคส่วนที่กำลังเผชิญปัญหาขยะล้นเมือง จากรายงานของกรมควบคุมมลพิษ ปี ๒๕๖๐ ปัจจุบันเป็นที่น่าตกใจมากว่าแค่ขยะชายทะเลก็ติดอันดับ ๖ ของโลกแล้ว ๕๐,๐๐๐-๖๐,๐๐๐ ตัน ๘๐ เปอร์เซ็นต์ เป็นขยะพลาสติกครับ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ เป็นขวด พลาสติก องค์การบริหารส่วนท้องถิ่นของเราประมาณ ๗,๗๗๗ แห่ง มีขยะวันหนึ่งประมาณ ๗๕,๐๐๐ ตัน เฉลี่ยแล้ว ๑๐ ตันต่อแห่ง เฉลี่ยแล้วคนเราทุกคนในมนุษย์ ผลิตขยะวันละ ๑.๑๓ กิโลกรัมต่อวันครับ และปี ๒๕๖๐ ยังดีนะครับที่ขยะลดไป ๑.๐ และปี ๒๕๖๒ เราคาดว่าจะลดลงไปถ้าทุกคนมีส่วนร่วม ด้วยขยะวันนี้จึงขอบคุณผู้ร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญ ที่บรรจุเรื่องขยะเอาไว้ในกฎหมายรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๕๘ ช. (๓) ในเรื่องการปฏิรูป ประเทศชาติ จนถึงแผนปฏิรูป ฉบับที่ ๒๐ ตลอดไปจนถึงการพัฒนาประเทศแล้ว เราเชื่อว่า ถ้าประกาศเป็นวาระแห่งชาติทุกอย่างในนี้จนไปถึงโลกเราแล้วว่า วันที่ ๓ โลกก็ประกาศ ให้เป็นเขตปลอดขยะและงดใช้ขยะพลาสติก ต้องขอขอบคุณสภาที่กรุณาใช้ตะเกียบพลาสติก ซึ่งผมเห็นว่ามีประโยชน์อย่างมากทีเดียวนะครับ เป็นภาพลักษณ์ที่ดี ขอบคุณโรงพยาบาล ที่ใช้ถุงผ้านะครับ ขอบคุณสำนักงานส่งเสริมการประชุมและนิทรรศการที่ใช้ขวดน้ำ ที่มีการรณรงค์ด้วยเพลงรณรงค์ว่า เซย์ โน ทู พลาสติก (Say no to Plastic) ขอบคุณ กระทรวงสาธารณสุขครับ และจะเป็นแรงขับเคลื่อนให้ประเทศไทยเป็นซีโร (Zero) ของเวสต์โซไซตี (Waste Society) กราบเรียนทุกภาคส่วนครับ หวังว่าถ้าพรรคภูมิใจไทย ได้บริหารกระทรวงสาธารณสุข การท่องเที่ยว เราจะพยายามลดปริมาณขยะอย่างเร่งด่วนครับ ขอบคุณมากครับ
ขอบคุณมากครับ ต่อไป นายสมเกียรติ ถนอมสินธุ์ ครับ
เรียนท่านประธานที่เคารพ ผม สมเกียรติ ถนอมสินธุ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร เขต ๒๑ เขตบางนา และเขตพระโขนง พรรคอนาคตใหม่ ก่อนอื่นผมขอขอบคุณท่านประธานที่ให้โอกาสผม นำความเดือดร้อนของประชาชนมาหารือในวันนี้ ผมขอหารือในเรื่องการใช้เทคโนโลยี และการเปิดข้อมูลภาครัฐเพื่อบรรเทาและแก้ไขปัญหาวินมอเตอร์ไซค์รับจ้าง ที่ไม่ใช่เป็น ปัญหาแค่ในกรุงเทพมหานครหรือปริมณฑล แต่เป็นปัญหาที่พบเจอทั่วประเทศ จากเหตุ ทะเลาะวิวาทของวินมอเตอร์ไซค์ ปากซอยอุดมสุข เขตบางนา เมื่อเดือนที่ผ่านมา มีทั้งผู้ใช้บริการและผู้ขับวินเข้ามาพูดคุยและร้องเรียนกับผมถึงความไม่ปลอดภัยและ ความไม่เป็นธรรมในการให้บริการและรับบริการวินมอเตอร์ไซค์ ในเขตบางนามี ๑๒๘ วิน ผู้ลงทะเบียน ๒,๖๓๘ คน เขตพระโขนงมี ๔๕ วิน ๑,๓๒๐ คน ในเขตอื่นผมไม่มีข้อมูล เนื่องจากไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลได้อย่างสะดวก จึงขอหารือผ่านท่านประธานไปยัง กรมการขนส่งทางบกให้เปิดข้อมูล ๔ รูปแบบเป็นอย่างน้อย ๑. ชื่อวิน ๒. ที่ตั้งวิน ๓. จำนวนของคนขับในวินนั้น ๆ ๔. ชื่อ นามสกุลและรูปถ่ายของคนขับวินทั่วประเทศ ผ่านเว็บไซต์ (Web site) ภายใน ๑ เดือน เนื่องจากมีข้อมูลอยู่แล้วในรูปแบบแมชีนเลเบิลส์ (Machine Labels) ที่สามารถให้ประชาชนสืบค้นข้อมูลได้อย่างสะดวก และผู้พัฒนา โปรแกรมหรือแอปพลิเคชัน (Application) สามารถนำข้อมูลไปต่อยอดได้ตาม พ.ร.บ. การบริหารงานและการให้บริการภาครัฐผ่านระบบดิจิทัล พ.ศ. ๒๕๖๒ หรือ พ.ร.บ. รัฐบาลดิจิทัล และขอให้มีการเปิดรับลงทะเบียนผู้ขับวินรอบใหม่ในเร็ว ๆ นี้ เนื่องจาก สิงหาคม ๒๕๖๑ ที่มีการเปิดรับลงทะเบียนรอบล่าสุด ผ่านมา ๑ ปีเต็มแล้วยังไม่มีการเปิดรับ ลงทะเบียนอย่างถูกต้อง ผมขอจบการหารือท่านประธานเพียงเท่านี้ ขอขอบคุณครับ
ขอบคุณมากครับ ต่อไป นายเทพไท เสนพงศ์ ครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม เทพไท เสนพงศ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาผมได้ลงพื้นที่ไปสภากาแฟที่ร้านโกดำ บ้านป่ายาง ตำบลท้ายสำเภา อำเภอพระพรหม สภากาแฟที่นั่นก็จะมีการพูดคุยกันในหมู่พี่น้องประชาชน ร้านละ ประมาณสัก ๓๐ คน ๔๐ คน แล้วแต่จำนวน แต่ว่าสิ่งที่พบก็คือว่าวัฒนธรรมของการนั่ง สภากาแฟของภาคใต้ก็คือนอกจากดื่มกาแฟ ทานน้ำชากันแล้ว ก็มีการกินใบกระท่อมด้วย กระท่อมคือพืชสมุนไพรที่พี่น้องชาวภาคใต้นิยมรูดกินกับน้ำร้อน ซึ่งมีความเชื่อว่า ๑. แก้เรื่องโรคกระเพาะ โรคความดัน ปวดเมื่อย แต่ว่าที่พี่น้องประชาชนในสภากาแฟ ได้ปรารภกับผมก็คือว่า สภาพที่เกิดขึ้นก็คือว่าในขณะนี้มีกระแสการปลดล็อกกัญชาค่อนข้าง มาแรง เขาก็ถามผมว่าทำไมไม่ได้ปลดล็อกกระท่อมด้วย ในขณะที่กัญชามีกระแสค่อนข้าง มาแรง แต่ว่าใบกระท่อมก็ยังถูกระรานจากเจ้าหน้าที่ นั่นก็คือตามจับ ทำลาย เขาก็เลย อยากให้ผมนำเรื่องนี้มาเสนอให้เป็นนโยบายว่า ถ้าหากว่ากัญชามี ๖ ต้นต่อบ้าน เขาก็อยากจะได้กระท่อม ๑ บ้านต่อ ๑ ต้นด้วย เพราะฉะนั้นก็ฝากเรียนให้เป็นนโยบาย ของรัฐบาลชุดนี้ เพื่อช่วยเหลือพี่น้องที่บริโภคกระท่อมเป็นสมุนไพรรักษาสภาพร่างกาย ของเขาด้วย เพราะฉะนั้นขอฝากเรียนท่านประธานไปยังผู้ที่มีอำนาจครับ ขอขอบพระคุณครับ
ขอบคุณมากครับ ต่อไป นายคำพอง เทพาคำ ครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติครับ ผม คำพอง เทพาคำ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ มีข้อหารือท่านประธาน เพื่อการสำรวจตรวจสอบและดำเนินการแก้ไข ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนในเรื่องของแหล่งน้ำแห้งขอด ซึ่งปีนี้แล้งคั๊กครับ ท่านประธาน กรมอุตุนิยมวิทยาได้ประกาศให้ประเทศไทยเข้าสู่หน้าฝนในวันที่ ๒๐ พฤษภาคมไปจนถึงกลางเดือนตุลาคม แต่ขณะนี้ปรากฏว่าแล้งไปเกือบทุกพื้นที่ หลายปีก่อน สภาพเป็นอย่างนี้ละครับ ผมมีโอกาสได้ขึ้นบินทำฝนเทียม บินจากจังหวัดอุบลราชธานี ถึงสังขะ หาเมฆสักก้อนก็ยังไม่มี สภาพเช่นนั้นก็น่าจะเป็นเหมือนกับปีนี้นะครับ แหล่งน้ำ อุปโภคบริโภค ยกตัวอย่างอย่างห้วยปลาแดกที่จังหวัดอำนาจเจริญ ห้วยเสนงจาก จังหวัดสุรินทร์ แห้งขอดครับท่านประธาน แห้งจนน่าตกใจ แล้วก็โครงการปลูกพืชใช้น้ำน้อย น้ำไม่พอใช้ครับ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์บางพื้นที่ยืนต้นแห้งตายครับท่านประธาน สำหรับแหล่งน้ำ ที่เป็นชลประทานวันก่อนลงไปที่ตำบลคำพระ อำเภอหัวตะพาน จังหวัดอำนาจเจริญ ที่ลำเซบาย คันไดค์ (Dike) นี่สูงเท่ากับปลายหว้าเลยครับท่านประธาน แต่ว่าน้ำในลำเซบาย แห้งขอดเป็นตม ก็เคยมีโครงการขุดลอก แต่ว่ามันเป็นการขุดหัวเราเกาหัวย่า มันไม่ใช่เรื่อง การขุดลอก ที่จะเป็นลึกกว้างพอที่จะเก็บน้ำได้ จึงไม่มีประโยชน์ ท่านประธานครับ เรื่องนี้จึง ขอฝากไปทางรัฐบาลให้มีการสำรวจตรวจสอบว่าปีนี้แล้งเท่าไร แล้วมีกี่แสนไร่ กี่ล้านไร่ แล้วปีหน้าหรือโอกาสต่อไปจะมีแผนในระยะยาวแก้ไขปัญหาอย่างไรให้รัฐบาลได้ดำเนินการ ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ
ขอบคุณมากครับ ต่อไป นายประมวล พงศ์ถาวราเดช ครับ
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ ผม ประมวล พงศ์ถาวราเดช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เขต ๓ พรรคประชาธิปัตย์ วันนี้ผมหารือเรื่องโครงการบรรเทาอุทกภัยของอำเภอบางสะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เป็นประเด็นแรก สืบเนื่องจากวันที่ ๓๐ เมษายน ๒๕๔๗ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๑๐ ซึ่งประทับอยู่วังไกลกังวล หัวหิน ได้มี พระราชดำริให้แก้ไขปัญหาน้ำท่วมจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และหลังจากนั้นในปี ๒๕๔๙ ได้มีพระราชดำรัสให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องแก้ไขปัญหาน้ำท่วมอำเภอบางสะพานตามแนว พระราชดำริ ซึ่งเริ่มตั้งแต่ปี ๒๕๔๙ เป็นต้นมา แต่ปัญหาเกิดขึ้นจากหน่วยงานของรัฐด้วยกัน อย่างเช่น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมชลประทานจะทำอ่างเก็บน้ำขนาดกลาง เพื่อบรรเทากักเก็บน้ำไว้ในต้นน้ำ แต่มีปัญหากับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและ สิ่งแวดล้อมในการขออนุญาตใช้พื้นที่
ประเด็นที่ ๒ เราต้องหาทางออกทะเลให้มากขึ้นเพราะเป็นพื้นที่แคบลาดชัน จากไหล่ด้านทิศตะวันตกลงทะเลอ่าวไทย เพราะฉะนั้นเราจึงหาทางออกให้เพิ่มมากขึ้น จึงมีปัญหาจากการเวนคืนที่ดิน และในเร็ว ๆ นี้กรมชลประทานได้ผันน้ำโดยการขุดคลองออก ประมาณ ๕๓๐ เมตร และกว้างประมาณ ๔๐ เมตร ซึ่งใช้งบประมาณ ๑๖๐ กว่าล้านบาท และต้องชดเชยพื้นที่ให้พี่น้องประมาณ ๑๒ ราย ๕๓ ล้านบาท เพราะฉะนั้นผมอยากเร่งให้ กรมชลประทานขุดลอกคลองผันน้ำเส้นใหม่เพื่อระบายน้ำออกจากชุมชนอำเภอบางสะพาน เพื่อแก้ไขปัญหาน้ำท่วมให้เร็วยิ่งขึ้น และขอให้รีบดำเนินการก่อนที่จะเข้าฤดูฝนในปีนี้ เพราะฉะนั้นผมขอขอบคุณท่านประธานฝากไปถึงหน่วยงานที่รับผิดชอบด้วยครับ
ขอบคุณมากครับ ต่อไปครับ นายรังสิมันต์ โรม ครับ
เรียนท่านประธาน กระผม รังสิมันต์ โรม แบบบัญชีรายชื่อจากพรรคอนาคตใหม่ วันนี้ผมมีประเด็นที่จะหารือกับท่านประธานด้วยกัน ทั้งหมด ๓ ประเด็น เนื่องจากผมไปลงพื้นที่ในบริเวณจังหวัดนครศรีธรรมราชและจังหวัดภูเก็ต
ประเด็นแรก ชาวบ้านหมู่ที่ ๒ ตำบลกะรน อำเภอเมือง ได้ร้องเรียนว่ามีผู้บุกรุก ที่ดินป่าสงวนบริเวณผาหินดำ จังหวัดภูเก็ต ซึ่งในอดีตเคยเป็นพื้นที่ ส.ป.ก. แต่ถูกเพิกถอนแล้ว เมื่อปี ๒๕๔๖ แต่ยังมีผู้ครอบครองใช้ประโยชน์อยู่ จากการที่ผมได้ลงพื้นที่พบว่ามีการปลูกปาล์ม มีการก่อสร้างที่อยู่อาศัย และเตรียมที่จะพัฒนาเป็นสถานที่ท่องเที่ยวโดยผู้ครอบครอง ได้มีการอ้างว่าการเพิกถอนที่ดิน ส.ป.ก. ยังไม่ได้มีการประกาศในราชกิจจานุเบกษา จึงขอฝาก ท่านประธานไปยังสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดภูเก็ตให้ดำเนินการ ตามกฎหมายต่อไปครับ
ในประเด็นที่ ๒ ชาวบ้านหมู่ที่ ๙ ตำบลเทพกระษัตรี อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต เช่นเดียวกัน ได้มีการร้องเรียนว่าโรงงานผลิตและผสมยางมะตอยเปิดทำการในบริเวณชุมชน ทำให้เกิดผลกระทบหลายอย่างครับ เช่น ส่งกลิ่นเหม็น ส่งเสียงดังในยามวิกาล ทิ้งเศษวัสดุลงใน คูคลองสาธารณะ ผมไปลงพื้นที่พบว่ายังมีการก่อสร้างใต้แนวสายไฟฟ้าแรงสูงอีกด้วย แม้จะมี การสั่งระงับชั่วคราวเมื่อวันที่ ๘ กรกฎาคมที่ผ่านมา แต่ยังมีการเปิดให้เครื่องจักรทำงานอยู่ จึงขอฝากท่านประธานไปยังองค์การบริหารส่วนตำบลเทพกระษัตรีให้ดำเนินการให้ ถูกต้องด้วยครับ
ในเรื่องที่ ๓ เป็นเรื่องวิกฤตปลาทูไทย ในช่วง ๑๐ ปีที่ผ่านมาปลาทูไทยลดลง อย่างมากครับ จากเดิมที่สามารถได้มากถึง ๑๓๐,๐๐๐ ตัน วันนี้ได้เพียงแค่ ๑๐,๐๐๐ ตัน เท่านั้นเอง ผมได้รับการร้องเรียนมาขอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์คนใหม่ ดำเนินการให้ถูกต้องตาม พ.ร.ก. ประมงด้วยนะครับ ขอบคุณมากครับ
ขอบคุณมากครับ ต่อไปครับ นางสาวรังสิมา รอดรัศมี ครับ
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ดิฉัน นางสาวรังสิมา รอดรัศมี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดสมุทรสงคราม ดิฉันจะขอหารือทั้งหมด ๕ เรื่องนะคะ
เรื่องที่ ๑ ขอรับการสนับสนุนตั้งเรือหลวงพุทธเลิศหล้านภาลัยมาประจำ ที่จังหวัดสมุทรสงครามเพื่อการท่องเที่ยวและการเรียนรู้นะคะ เดี๋ยวดิฉันจะส่งโครงการไปให้ ท่านประธานค่ะ
เรื่องที่ ๒ ลิงแสมที่จังหวัดสมุทรสงครามมีเป็นจำนวนมากแล้วก็ไปสร้าง ความเดือดร้อนให้กับพี่น้องประชาชน และประชาชนร้องไปก็ไม่มีใครมาจับไปนะคะ เพราะฉะนั้นนางพรรณี หกเหลี่ยม ประชาชนชาวหมู่ที่ ๙ ตำบลบางแก้ว อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสงคราม ก็ขอให้ดิฉันมาร้องเรียนท่านประธานแก้ปัญหานะคะ
เรื่องที่ ๓ เรื่องการทำบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ขณะนี้คนจนจริงไม่ได้รับบัตรนี้ ก็ได้ร้องเรียนมาที่ดิฉัน ในครั้งนี้ก็มีในครอบครัวของคุณยิ่ง เต็มเปี่ยม เดี๋ยวดิฉันจะส่งเอกสาร ให้ท่านนะคะ และขอให้รัฐบาลไปทำให้กับคนจน จนจริงไม่ได้ แต่คนมีทอง มีเงินนี่ได้นะคะ เพราะฉะนั้นไม่ได้รับความเป็นธรรมนะคะ
เรื่องที่ ๔ ขยะและน้ำเน่าเสีย หลังโรงเรียนวัดป้อมแก้ว ติดกับบริษัท จีเอสอี คอร์เปอเรชั่น จำกัด เส้นบายพาส (Bypass) ช. ๑ นะคะ เพราะฉะนั้นทำให้มีกลิ่นเหม็น กระทบกับทางโรงเรียน ทางวัดนะคะ ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปจัดการ
อีกเรื่องนะคะ เรื่องตลิ่งพัง คือจังหวัดสมุทรสงครามมีประมาณ ๔๐๐ คลอง เมื่อตลิ่งพังแล้วเสาไฟจะไปอยู่กลางคลอง หลาย ๆ ตำบล อย่างเช่น ตำบลยี่สาร ตำบลบางแค และตามวัดต่าง ๆ หลาย ๆ วัด ไม่ว่าจะเป็นวัดศรัทธาธรรม วัดเพิ่มพูนสามัคคีธรรม วัดศรีศรัทธาธรรม วัดบางประจันต์ อันนี้ก็ขอให้ทางหน่วยงานไปทำเขื่อนนะคะ
อีกเรื่องหนึ่งเรื่องสุดท้าย เมื่อเช้าดิฉันประสานเลขาแล้ว ได้แจกเอกสารเรื่อง เครื่องประดับนะคะ ให้ทางเลขาธิการแจ้งเจ้าหน้าที่
ขอบคุณมากครับ คุณรังสิมาครับ ต่อไปครับ นายไกลก้อง ไวทยการ ผมเรียนเพิ่มเติมนะครับ ที่เตรียมตัวก็คือ นายเกษมสันต์ มีทิพย์ นางสาวกวินนาถ ตาคีย์ นายสมมุติ เบ็ญจลักษณ์ นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ นายอำไพ กองมณี เชิญนายไกลก้องครับ
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ ผม ไกลก้อง ไวทยการ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคอนาคตใหม่ แบบบัญชีรายชื่อครับ ผมมีเรื่องจะหารือท่านประธานเกี่ยวกับเรื่องของการอนุรักษ์ อาคารประวัติศาสตร์ที่ชุมชนบ้านตลาดขวัญ จังหวัดนนทบุรี ซึ่งชุมชนแห่งนี้อยู่บริเวณ ข้างโรงพยาบาลพระนั่งเกล้า ความสำคัญของชุมชนตลาดขวัญและมัสยิดบ้านตลาดขวัญ มีความสำคัญต่อชาวมุสลิมในจังหวัดนนทบุรี เนื่องจากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า เจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ท่านทรงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างมัสยิดแห่งนี้ เนื่องจากพระพี่เลี้ยงของท่าน หรือพระนมของท่าน ชื่อหยา เป็นชาวตลาดขวัญ นอกจากจะโปรดเกล้าฯ สร้างมัสยิดแห่งนี้แล้ว ยังโปรดเกล้าฯ ที่จะสร้างบ้านทรงไทยเป็นที่พำนักของพี่เลี้ยงของท่าน จะเห็นได้ว่ามัสยิด แห่งนี้นะครับ ภาพที่แล้วมีการทะนุบำรุงมาตลอด เนื่องด้วยมีคณะกรรมการของมัสยิด แต่ว่าบ้านทรงไทยที่เป็นที่พำนักของพระพี่เลี้ยงหยามีสภาพชำรุดทรุดโทรมเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะอีกภาพหนึ่งนะครับ เป็นภาพภายในที่มีสภาพชำรุดถึงโครงสร้างจะเห็นได้ว่า จั่วรับน้ำหนักหลังคา ซึ่งกระเบื้องแต่ละแผ่นมีน้ำหนักประมาณ ๕ กิโลกรัม ได้หักลงมา ดังนั้นเป็นไปได้ว่าอาคารหลังนี้อาจจะไม่พ้นหน้ามรสุมนี้นะครับ ดังนั้นอยากจะขอให้ ท่านประธานทำเรื่องไปยังกรมศิลปากร รวมถึงผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรีนะครับ ให้เข้ามา อนุรักษ์อาคารหลังนี้ เนื่องจากชุมชนมัสยิดบ้านตลาดขวัญเป็นชุมชนมุสลิม แล้วเรื่องของ การพัฒนาเศรษฐกิจ หากมีการอนุรักษ์อาคารประวัติศาสตร์ในชุมชนแล้วนะครับ ก็จะทำให้ เศรษฐกิจเรื่องการท่องเที่ยวในชุมชนดีขึ้น และชาวบ้านก็จะได้มีรายได้เสริม ขอบคุณครับ
ขอบคุณมากครับ ต่อไป นางศรีสมร รัศมีฤกษ์เศรษฐ์ นะครับ หลังจากนั้นก็จะเป็นนายสาคร เกี่ยวข้อง นายสมเกียรติ ศรลัมพ์ นายสุพล จุลใส นายสรชัด สุจิตต์ นายนพดล แก้วสุพัฒน์ ขอเชิญนางศรีสมรครับ
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน ศรีสมร รัศมีฤกษ์เศรษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ดิฉันได้รับการร้องเรียนจากนายวสันต์ สุนจิรัตน์ กำนันตำบลช่องสะเดา อำเภอเมืองกาญจนบุรี จังหวัดกาญจนบุรี เรื่องช้างป่าลงมาทำลาย สร้างความเสียหายทางการเกษตรและทรัพย์สินของชาวบ้าน ส่งผลให้เกิดอุบัติเหตุตามท้องถนน ซึ่งเป็นข่าวอยู่เป็นประจำนะคะ ในจังหวัดกาญจนบุรีมีผลกระทบจากช้างป่าขยายวงกว้าง หลายอำเภอค่ะ เช่น อำเภอเมืองกาญจนบุรี อำเภอศรีสวัสดิ์ อำเภอไทรโยค อำเภอทองผาภูมิ ดิฉันจึงกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ดำเนินการแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนด้วยนะคะ แนวทางแก้ไขก็คือ ให้จัดสรร งบประมาณทำรั้วกั้นช้างให้กับพี่น้องประชาชนตามมาตรฐานที่สามารถป้องกันช้างป่าได้ ซึ่งกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมดูแลพื้นที่ในอำเภอเมือง แล้วก็ อำเภอศรีสวัสดิ์ อำเภอไทรโยค อำเภอที่ประสบปัญหาช้างป่าอยู่ในขณะนี้นะคะ แล้วก็มีวิธี อีกวิธีหนึ่งก็คือมอบพื้นที่ให้กับท้องถิ่นหรือว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ได้ดำเนินการ ทำรั้วกั้นที่เป็นมาตรฐานเพื่อแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนค่ะ ดิฉันมีเอกสารที่จะมอบให้ ท่านประธานด้วยค่ะ ขอบคุณค่ะ
ขอบคุณมากครับ ต่อไป นายเกษมสันต์ มีทิพย์ ครับ
เรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ผม นายเกษมสันต์ มีทิพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่จากจังหวัดพิษณุโลก ขอเรียนปรึกษาท่านประธาน เรื่องการสร้างทางลอดแยกอินโดจีน จังหวัดพิษณุโลก ในแนวเหนือ-ใต้นะครับ รบกวน เจ้าหน้าที่ขอภาพสไลด์ (Slide) ด้วยครับ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)
จังหวัดพิษณุโลกถ้าเกิดว่า เรามองดูนะครับ ไม่ว่าเราจะดูจากทางไหนก็จะอยู่ในตำแหน่งของในแนวระเบียงเศรษฐกิจ ตะวันออก ตะวันตก และระเบียงเศรษฐกิจในแนวเหนือล่าง มีแยกอยู่แยกหนึ่งชื่อแยกอินโดจีน ปัจจุบันก็คือกำลังมีการปรับปรุงแยกอยู่ นี่ละครับ จะเป็นแยกก่อนที่จะมีการปรับปรุงนะครับ ก็จะเป็นแยกที่ตัดกันระหว่างทางในแนวเหนือ-ใต้ ปริมาณรถจะเยอะมาก ตอนนี้ก็คือ เริ่มปรับปรุงแล้ว เมื่อปรับปรุงแล้วท่านจะเห็นว่าในแนวตะวันออก ตะวันตก จะมีสะพาน ข้ามแยกอยู่ซึ่งเป็นโอเวอร์พาส (Overpass) นะครับ แต่ในแนวเหนือ ใต้ กลับมีวงเวียน เข้ามาแล้วก็จะมีรถเข้าวงเวียนนะครับ วงเวียนมีขนาดเล็กมาก ทำให้รถมีการติดในแต่ละทาง เป็นปริมาณรถที่ยาวมากเลย แทบจะไม่เห็นท้ายเลย ติดเป็นกิโลเมตร ซึ่งตรงนี้คือจริง ๆ แล้ว จะต้องเป็นระบบอันเดอร์พาส (Underpass) นี่ครับมีแยกเปรียบเทียบ ตรงนี้เป็นแยกวังสีสูบ จังหวัดอุตรดิตถ์นะครับ ในแนวเหนือ-ใต้จะเป็นระบบที่สร้างลอด สร้างรอบวงเวียน ตามแบบที่มีมาแต่แรกจะสังเกตได้ว่าจะมีทางลอดผ่านทางวงเวียนที่เป็นรูปวงรีไปทาง แนวเหนือ-ใต้ แต่พอสร้างจริงขึ้นมาไม่มี ตรงนี้ก็เลยสงสัยนะครับ ก็จะเรียนถามไปทาง กระทรวงคมนาคม เรื่องของการสร้างแยกหลักตัดกับแยกหลักนะครับ ถ้าเกิดว่าจะทำให้มี การระบายรถที่คล่องตัวจะต้องเป็นแบบโอเวอร์พาส (Overpass) หรืออันเดอร์พาส (Underpass) แล้วก็จะมีวงเวียนที่มีขนาดใหญ่หรือสร้างเป็นอินเทอร์เชนจ์ (Interchange) ไปเลยก็ได้ครับ ขอบคุณมากครับท่านประธาน
ขอบคุณมากครับ ต่อไป นายสาคร เกี่ยวข้อง ครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม สาคร เกี่ยวข้อง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดกระบี่ พรรคประชาธิปัตย์ ท่านครับ ผมได้รับการร้องเรียน จากผู้ปกครองท้องที่ ผู้บริหารท้องถิ่น และพี่น้องประชาชนในอำเภอปลายพระยา จังหวัดกระบี่ ในอำเภอปลายพระยานี้มีการปลูกปาล์มเป็นแห่งแรกของประเทศไทย และนอกจากมีการปลูกปาล์มแล้วก็ยังมีการทำเกษตรผสมผสาน ทำสวนปาล์ม สวนยางพารา สวนเงาะ สวนทุเรียน สวนมังคุด สวนลองกอง โดยเกษตรผสมผสานนี้ทำไปตามแนว พระราชดำริขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ นะครับ คือมีปัญหาอยู่ว่า บางพื้นที่ขาดน้ำ ต้องการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าไปพัฒนาแหล่งน้ำดิบตามธรรมชาติ โดยเฉพาะแหล่งน้ำดิบธรรมชาติพรุเจของตำบลเขาเขนและตำบลปลายพระยา อำเภอ ปลายพระยา จังหวัดกระบี่เพราะถ้ามีการพัฒนาแหล่งน้ำนี้แล้วจะสามารถบรรเทา ความเดือดร้อนได้ถึง ๒ ตำบล หลายหมู่บ้านด้วยกัน อย่างเช่น หมู่ที่ ๔ บ้านถ้ำธนาคาร หมู่ที่ ๖ บ้านคลองปัญญาของตำบลเขาเขน และหมู่ที่ ๑๐ บ้านทะเลหอย หมู่ที่ ๑๓ บ้านควนเขียว หมู่ที่ ๑๔ บ้านริมสวน ขอให้ท่านประธาน ได้ประสานไปยังกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยมีกรมชลประทาน กรมพัฒนาที่ดิน และกรมทรัพยากรน้ำได้ช่วยเหลือพี่น้องประชาชน ได้จัดหาแหล่งน้ำให้กับเกษตรผสมผสานให้พี่น้องที่ได้รับความเดือดร้อนในช่วงขาดแคลนน้ำ ขอบคุณท่านประธานครับ
ขอบคุณมากครับ ต่อไป นางสาวกวินนาถ ตาคีย์
กราบเรียนท่านประธานและสมาชิก ผู้ทรงเกียรติทุกท่านนะคะ ดิฉัน กวินนาถ ตาคีย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชลบุรี พรรคอนาคตใหม่ ขอปรึกษาหารือท่านประธานเกี่ยวกับปัญหาความเดือดร้อนของ พี่น้องชาวตำบลห้วยใหญ่ หมู่ที่ ๑๓ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี ตอนนี้มีปัญหาอยู่ ๓ เรื่อง
เรื่องแรก คือเรื่องของถนน ถนนเส้นนี้ชาวบ้านเรียกกันว่าซอยผู้ใหญ่บ้าน ซึ่งในซอยนี้มีประชากรพักอาศัยอยู่หลายหลังคาเรือนค่ะ แต่สภาพถนนนี้ยังเป็นทาง ลูกรังอยู่แล้วก็มีเป็นหลุมเป็นบ่อหลายจุด เวลาที่ฝนตกลงมาน้ำมักจะท่วมขังเกิดอุบัติเหตุ หลายครั้ง แล้วก็ในพื้นที่นี้ชาวบ้านได้ติดต่อไปยังหน่วยงานเรียบร้อยแล้วนะคะ แต่ว่า ขอมา ๗-๘ ปีแล้วก็ยังไม่ได้ทำการแก้ไขให้ ดิฉันคิดว่าระยะเวลา ๗-๘ ปี เป็นระยะเวลา ที่ค่อนข้างเนิ่นนานนะคะ ควรที่จะแก้ไขให้เขาได้แล้ว
เรื่องที่ ๒ เป็นเรื่องของการขอเลขที่บ้านในพื้นที่ของหนองผักกูด ส่วนใหญ่ จะเป็นพื้นที่ ส.ป.ก. นะคะ หลาย ๆ หลังก็ขอบ้านเลขที่ได้ แต่ก็ยังก็อีกกว่า ๒๐ หลังคาเรือน ที่ยังไม่ได้ แม้กระทั่งเลขที่บ้านชั่วคราวก็ยังไม่ได้ ตอนนี้ชาวบ้านไม่สามารถที่จะขอน้ำ ขอไฟได้ เดือดร้อนมากครับ
เรื่องที่ ๓ คือเรื่องการขยายเขตไฟฟ้าและน้ำประปา ในชุมชนนี้ยังมีอีก หลายพื้นที่ที่น้ำไฟเข้าไม่ถึงนะคะ ชาวบ้านต้องการการแก้ไข เพราะว่าเขาเดือดร้อน บางหลังยังต้องรองน้ำฝนไว้ใช้ และอีกหลาย ๆ หลังยังต้องปั่นไฟไว้ใช้อยู่ ทั้ง ๓ เรื่อง ล้วนแต่เป็นปัญหาในเรื่องของสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานควรที่จะมีทุกพื้นที่แล้วก็ควรที่จะมี ทั่วประเทศ ก็ปรึกษามายังท่านประธานนะคะ เพื่อผ่านไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแก้ไขต่อไป ขอบคุณค่ะ
ขอบคุณมากครับ ต่อไป นายสมเกียรติ ศรลัมพ์ ครับ
ท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่านครับ กระผม สมเกียรติ ศรลัมพ์ ขออนุญาตที่จะหารือ ท่านประธาน ๒ เรื่อง
เรื่องแรกนะครับ เรื่องที่ผมได้พูดเมื่อสัปดาห์ที่แล้วในการร้องทุกข์ให้กับ มหาเถรสมาคม ท่านเชื่อไหมครับว่าคำพูดวันนั้นสร้างความสุขให้กับพุทธศาสนิกชน เป็นหมื่นเป็นแสนคนให้มีความหวัง หลังจากที่พูดไปก็มีศาสนิกชนของศาสนาอื่นก็มา ให้กำลังใจ เขาเห็นว่าสิ่งเหล่านี้เขาเรียกว่าเป็นความยุติธรรมพื้นฐานที่สังคมหรือประชาชนไทย พึงจะได้รับ เพราะฉะนั้นผมฝากท่านประธานให้ส่งหนังสือไปให้กองทุนกระทรวงยุติธรรม ในการช่วยในการประกันให้ท่านด้วยในประเด็นแรก
ประเด็นที่ ๒ ผมขอให้ข้าราชการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ กลับมา เป็นสำนักงานที่รับใช้ดูแลเป็นพี่เลี้ยงให้กับพระสังฆาธิการทั้งประเทศ ประเทศไทยเรานั้น มีศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติในเชิงพฤตินัย ถึงแม้ในเชิงนิตินัยจะไม่บรรจุ ในรัฐธรรมนูญ แต่คนไทยทั้งหมดมีความตระหนักว่าความสำคัญของพระภิกษุสงฆ์ ความสำคัญของจริยธรรม คุณธรรมเชิงพุทธนั้น สร้างความสงบ สร้างความกลมเกลียว สร้างความรักปรารถนาดีต่อกัน เพราะฉะนั้นผมเป็นคนหนึ่งที่ได้เสนอตั้งกระทรวง พระพุทธศาสนาตอนเป็นวุฒิสมาชิก ท่านทราบไหมครับว่าท่านมหาโชนำพระภิกษุ มหาจุฬามาปิดสภาเป็นเดือน ๆ เพื่อจะให้ได้มาซึ่งกระทรวงพระพุทธศาสนา แต่ก็เจรจากันแล้ว ได้แค่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เป็นระดับกรม เราได้เอาข้าราชการ ๑,๔๐๐ คน ที่ยุบของกระทรวงศึกษาธิการ ๑๔ กรมที่ไปที่ไหนไม่ได้ มาบรรจุท่านทั้งหลาย
ท่านสมเกียรติครับ ส่งเรื่องมาครับ ส่งเรื่องเป็นลายลักษณ์อักษรมา ต่อไป นายสมมุติ เบ็ญจลักษณ์ ครับ
ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายสมมุติ เบ็ญจลักษณ์ พรรคประชาชาติ วันนี้มีปัญหาความต้องการของพี่น้องในพื้นที่ ซึ่งจะเรียนต่อท่านประธานเพื่อแจ้งต่อกระทรวงมหาดไทย
เรื่องแรกก็คือเรื่องในการสร้างประชาชนเป็นประชาชนที่ดี วันนี้เรามี ครูผู้สอนในโรงเรียนตาดีกา ซึ่งมีสอนอยู่ในเกือบทุกมัสยิด ในพื้นที่อำเภอยะรังมีประมาณ ๑,๐๐๐ กว่าคน ซึ่งวันนี้พวกเขาอยากจะได้ศูนย์จริยธรรม เพื่อที่จะเป็นที่ประชุม ปรึกษาหารือ แล้วก็ประชุมเกี่ยวกับการเรียนการสอน หลักสูตร และต่าง ๆ อีกมากมาย ซึ่งผมเคยพูดในสมัยที่เคยเป็น ส.ส. ครั้งที่แล้ว ก็ยังไม่ได้ วันนี้ผมหวังว่ารัฐมนตรีที่ฟังอยู่ กรุณาส่งสิ่งเหล่านี้ด้วย เพราะเป็นสิ่งที่สำคัญมาก
เรื่องที่ ๒ ก็คืออยากจะได้ถนนขยายจาก ๒ ช่องทางเป็น ๔ ช่องทาง บริเวณสี่แยกไฟแดงอำเภอยะรัง ก็คือวันนี้เราอยากจะได้ตั้งแต่หน้าอำเภอยะรังจนไปถึง บ้านพงสตา พร้อมคูระบายน้ำ แล้วก็มีเกาะกลางถนน และบริเวณสี่แยกตั้งแต่วัดจนกระทั่งถึง เมืองโบราณลังกาสุกะ พร้อมคูระบายน้ำ ถ้าสามารถทำตรงนี้ สิ่งที่จะตามมาก็คือสันติสุข ขอบคุณมากครับท่านประธาน
ขอบคุณมากครับ ต่อไปครับ นายสุพล จุลใส ครับ
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม สุพล จุลใส สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชุมพร เขต ๓ พรรครวมพลังประชาชาติไทย มีพี่น้องประชาชนชาวสวนทุเรียนอยากจะฝากมาหารือกับทางท่านประธานสภาครับ ขณะนี้การส่งออกทุเรียนไทยกำลังประสบปัญหาการส่งออกทุเรียนในประเทศจีน และได้ ส่งผลกระทบเป็นบริเวณกว้าง ซึ่งการส่งออกทุเรียนในประเทศจีนนั้น ผู้ประกอบการต้องมี ใบรับรองทั้งหมด ๓ ใบ มีกรมวิชาการเกษตรเป็นผู้อนุมัติ ๑. ใบรับรอง จีเอพี ถ(GAP) คือใบรับรองผลของชาวสวน ๒. ใบรับรอง จีเอ็มพี (GMP) คือใบรับรองการคัดบรรจุของล้ง ๓. ใบรับรอง ดีโอพี (DOP) คือใบขึ้นทะเบียนโรงงานผลิตสินค้า และทางกรมวิชาการเกษตร ต้องส่งมอบ ดีโอเอ (DOA) ที่ได้อนุมัติแล้วไปยังประเทศจีน เพื่อขอให้ทางการจีนอนุมัติ ส่งกลับมา เพื่อให้ผู้ประกอบการส่งออกและล้งได้นำเลขใบ ดีโอเอ (DOA) นี้ ดำเนินการ เพื่อการส่งออกต่อไป หมายเหตุ การได้มาและอนุมัติหมายเลข ดีโอเอ (DOA) นั้น ต้องได้รับ การอนุมัติจากทางประเทศจีนก่อน ซึ่งขณะนี้นั้นทางจังหวัดชุมพรได้มีผลผลิตทุเรียนเพิ่มขึ้น มากกว่าทุก ๆ ปี ประมาณ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ ถ้าหากใบรับรองทั้ง ๓ อย่างนี้ ไม่เสร็จสิ้นภายใน เดือนกรกฎาคม ก็จะทำให้เกิดปัญหา เพราะผลผลิตทางการเกษตรนั้นก็จะออกมา ในเดือนสิงหาคมครับ ขอบคุณมากครับ
ขอบคุณมากครับ ต่อไปครับ นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ ครับ
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๔ จังหวัดนราธิวาส พรรคประชาชาติ ประเด็นที่ผมจะเรียนหารือกับท่านประธานในวันนี้มีอยู่ประเด็นเดียวครับท่านประธาน จากกรณีที่ผมได้รับการสอบถามจากชาวบ้านในพื้นที่ เกี่ยวกับโครงการพัฒนาแหล่งเรียนรู้ มัสยิดตะโละมาเนาะ หรือที่เรารู้จักกันว่ามัสยิด ๓๐๐ ปี ซึ่งตั้งอยู่ที่ตำบลลุโบะสาวอ อำเภอบาเจาะ จังหวัดนราธิวาส เป็นที่ทราบกันดีนะครับว่ามัสยิด ๓๐๐ ปีแห่งนี้ มีความสำคัญทางจิตใจกับพี่น้องในพื้นที่ด้วยอัตลักษณ์ แล้วก็การแสดงถึงวัฒนธรรม การก่อสร้างที่มีมายาวนานเป็นหลายร้อยปีนะครับท่านประธาน เหตุผลที่ผมอยากจะหารือ ท่านประธาน เพราะว่าใคร่ขอให้ท่านประธานได้โปรดมีหนังสือสอบถามถึงหน่วยงาน ที่รับผิดชอบเกี่ยวกับโครงการก่อสร้างแหล่งเรียนรู้มัสยิดตะโละมาเนาะ นั่นก็คือ ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือ ศอ.บต. แล้วก็สำนักงบประมาณ กรมบัญชีกลาง เกี่ยวกับการก่อสร้างมัสยิดแห่งนี้ สืบเนื่องจากมัสยิดแห่งนี้ได้รับงบประมาณ อุดหนุนเฉพาะกิจเป็นงบผูกพัน ๔ ปี เมื่อประมาณปี ๒๕๕๖ ในรัฐบาลสมัยนั้น ปรากฏว่า ผ่านไป ๒ ปี หลังจากได้รับงบประมาณ ทางเลขาธิการ ศอ.บต. ในยุคปี ๒๕๕๙ ได้ทำสัญญากับบริษัท ๒ บริษัท เป็นบริษัทร่วมค้า ปรากฏว่าทำสัญญาวันที่ ๒๐ มกราคม ไม่ถึง ๑ เดือน วันที่ ๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๙ บริษัทนั้นถูกศาลพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด แล้วก็มีปัญหาจนถึงขณะนี้การก่อสร้างหยุดชะงัก แล้วก็ทราบข่าวว่างบประมาณตกไปแล้ว ประเด็นที่ขอความชัดเจนก็คือให้มีหนังสือสอบถามถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องถึงงบประมาณว่า ตกไปจริงหรือไม่เพียงใด ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ
ขอบคุณมากครับ นายสรชัด สุจิตต์ ครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายสรชัด สุจิตต์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุพรรณบุรี พรรคชาติไทยพัฒนา วันนี้ผมเองนั้นก็ขอกราบเรียนท่านประธานว่าวันนี้พื้นที่ของจังหวัดสุพรรณบุรีและ จังหวัดชัยนาท ซึ่งเป็นผู้ที่ใช้น้ำในปัญหาของภัยแล้งและการส่งน้ำเพื่อการเกษตรในคลอง มะขามเฒ่า-อู่ทอง ได้รับความเดือดร้อนอย่างมากมาย เพราะปริมาณน้ำที่ส่งเข้ามาในคลองนี้ คลองนี้ยาว ๑๐๔ กิโลเมตร เริ่มตั้งแต่วัดสิงห์ จังหวัดชัยนาท ยาวลงมาถึงอำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี ซึ่งเดิมทีคลองที่ออกแบบใช้เฉพาะฝั่งซ้ายของคลองเท่านั้น แต่ในปัจจุบัน พื้นที่การเกษตรในฝั่งขวาของคลองมีการขยายพื้นที่อย่างมากมาย ทำให้ลักษณะของคลอง ไม่สามารถจะส่งน้ำได้พอเพียงกับพื้นที่ในการทำเกษตรในทั้ง ๒ ฝั่ง ปัญหาในคลองตรงนี้ ที่เกิดขึ้นก็ทำให้พื้นที่ด้านตอนท้ายของคลองมะขามเฒ่า-อู่ทอง ก็คือตั้งแต่โดยประมาณ อำเภอดอนเจดีย์ของจังหวัดสุพรรณบุรี ไล่ไปถึงอำเภอเมืองและไปถึงสุดที่อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรีนั้น ก็จะไม่ค่อยได้รับน้ำ ซึ่งในบางปีเกษตรกรแม้กระทั่งเป็นฤดูฝนนั้น ก็ยังไม่ได้น้ำ แล้วก็ไม่ได้ทำนากันมา โดยเฉพาะบางคลองในคลองยี่สิบ บางพื้นที่ บางแปลง ก็ยังไม่สามารถจะทำนาได้ถึง ๔ ปีมาแล้วก็มี ก็เรียนฝากท่านประธานไปถึงกรมชลประทาน ทำอย่างไรก็ตามให้เพิ่มประสิทธิภาพในการส่งน้ำ ฝากถึงกรมฝนหลวงที่ช่วยเหลือในการ แก้ไขปัญหาในการทำฝนเทียม รวมถึงกรมพัฒนาที่ดินและกรมทรัพยากรน้ำในการขยาย พื้นที่ทำแหล่งน้ำ กักเก็บน้ำเพิ่มเติม แต่อันหนึ่งที่ผมเองนั้นได้ไปลงพื้นที่แล้วก็ไปติดตามดู บังเอิญก็จะเจอปัญหาอันหนึ่งที่ตามแผนขั้นตอนของคณะกรรมการการกระจายอำนาจที่จะมี แผนในการถ่ายโอนภารกิจไปสู่ท้องถิ่นที่มีการจัดเก็บน้ำน้อยกว่า ๒,๐๐๐,๐๐๐ ลูกบาศก์เมตร ก็ทำให้หน่วยงานราชการดังกล่าวนั้นไม่สามารถที่จะตั้งงบประมาณได้ และผมเองก็ติดต่อ ไปยังท้องถิ่น ท้องถิ่นก็ไม่มีวิศวกรที่เพียงพอ ก็ขอบพระคุณครับ
ขอบคุณมากครับ ต่อไป นายอำไพ กองมณี ครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายอำไพ กองมณี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเสรีรวมไทย จังหวัดปราจีนบุรี มีเรื่องหารือท่านประธานเกี่ยวกับพี่น้องประชาชนชาวจังหวัดปราจีนบุรี ได้รับความเดือดร้อน ถนนสาย ๓๐๗๙ ระยะทางประมาณ ๕๐ กิโลเมตร ขึ้นกับกรมทางหลวง หรือแขวงปราจีนบุรีกับกรมทางหลวง ขึ้นกับกระทรวงคมนาคม พี่น้องทั้งหมดได้รับความเดือดร้อน เพราะว่าช่วงหลังพี่น้องจังหวัดปราจีนบุรีก็ได้รับเป็น นิคมอุตสาหกรรม ถนนสาย ๓๐๔ มีอะไรเพิ่มเติมขึ้นมาอีกเยอะเลย ห้างสรรพสินค้า ธนาคาร รวมแล้วเขาเรียกโรงงานต่าง ๆ ใช้รถใช้ถนน พอเวลาช่วงเช้ากับช่วงเย็น มันจะเต็ม เขาเรียกว่าตึงไม่มีที่ขยับเดินเลยครับท่าน แล้วก็พอตอนเจ็บป่วยอะไรต่าง ๆ ก็แล้วแต่ ก็ลำบาก อย่างจะขนคนไปโรงพยาบาลก็มาติดตรงที่ถนนสาย ๓๐๔ แล้วก็มาติดตรง นิคมอุตสาหกรรม ๓๐๔ พี่น้องประชาชนได้รับความเดือดร้อนเป็นจำนวนมาก และเกิด อุบัติเหตุก็บ่อยครั้ง เจ็บตายก็บ่อยครั้ง ผมก็ฝากท่านประธานไปถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวง คมนาคมหรืออธิบดีกรมทางหลวงช่วยออกแบบอนุมัติงบประมาณ ช่วยก่อสร้างเพื่อให้ ชาวจังหวัดปราจีนบุรีของกระผมไม่เดือดร้อนเหมือนทุกวันนี้ ขอบคุณครับ
ขอบคุณมากครับ ต่อไปครับ นายนพดล แก้วสุพัฒน์ ครับ
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ผม นายนพดล แก้วสุพัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังท้องถิ่นไท ขอหารือท่านประธาน ๒ เรื่องดังนี้ครับ
เรื่องแรก เป็นความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนที่จะมาติดต่อกับราชการ ณ ที่ว่าการอำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี อบต. ละหาร จังหวัดนนทบุรี และสถานีตำรวจ เนื่องจากบนเส้นทางถนนที่จะเข้าสถานที่ราชการดังกล่าวบนถนนกาญจนาภิเษก-ตลิ่งชัน- สุพรรณบุรี มีที่กลับรถอยู่ แต่ว่าเวลากลับรถแล้วเกิดอันตรายมากเนื่องจากเป็นช่วง กระชั้นชิดที่จะเข้าส่วนราชการ จึงร้องขอให้สร้างสะพานกลับรถบนถนนสายกาญจนาภิเษก- ตลิ่งชัน-สุพรรณบุรี ช่วงหน้าที่ว่าการอำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี โดยให้กรมทางหลวง กระทรวงคมนาคมดำเนินการครับ
เรื่องที่ ๒ การที่กระทรวงการคลังและกระทรวงมหาดไทยยกเลิกการเก็บภาษี บำรุงท้องที่และภาษีโรงเรือนกับหน่วยราชการส่วนท้องถิ่น และไปใช้ภาษีที่ดินและ สิ่งปลูกสร้างแทน ทำให้รายได้ของท้องถิ่นที่จัดเก็บเองต้องลดลงเป็นจำนวนมาก ก็อยากจะฝาก ท่านประธานให้หามาตรการที่ชัดเจนของหน่วยงานดังกล่าวที่จะจัดงบทดแทนให้กับท้องถิ่น ที่มีรายได้ลดลงในปี ๒๕๖๓ ต่อไปครับ ขอบคุณมากครับ
ขอบคุณมากครับ เราได้ใช้เวลาประมาณเกือบ ๒ ชั่วโมง ก็ต้องขอบพระคุณสมาชิกให้ความร่วมมือเรื่องเวลา อย่างดีมากครับ ทำให้เป็นประโยชน์ ก็เชื่อว่าคำปรึกษาวันนี้เป็นเรื่องความเดือดร้อนของ ประชาชนทุกเรื่อง แล้วก็เป็นประโยชน์กับส่วนรวมครับ ต่อไปนี้ก็ต้องเข้าสู่ระเบียบวาระ การประชุมนะครับ
จำนวนสมาชิกที่มาประชุมทั้งหมดที่ลงชื่อไว้เมื่อเลิกประชุม ๔๙๑ คน
มีสมาชิกลงชื่อเข้าประชุม ๔๕๒ ท่าน ครบองค์ประชุมครับ ผมขอเปิดประชุมนะครับ
ระเบียบวาระที่ ๑ กระทู้ถาม ไม่มีนะครับ
ระเบียบวาระที่ ๒ เรื่องที่ประธานจะแจ้งต่อที่ประชุม
มีวาระที่แจ้งต่อที่ประชุมก็คือมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ประกาศ แต่งตั้งรัฐมนตรี จึงขอเชิญท่านสมาชิกยืนขึ้นฟังพระบรมราชโองการครับ ขอเชิญเลขาธิการ อ่านพระบรมราชโองการ
“พระบรมราชโองการ
ประกาศ
แต่งตั้งรัฐมนตรี
_____________ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว
พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้า เจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า ตามที่ได้ทรงพระกรุณา โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี ตามประกาศลงวันที่ ๙ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๖๒ แล้ว นั้น
บัดนี้ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้เลือกสรรผู้ที่สมควร ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีเพื่อบริหารราชการแผ่นดินสืบต่อไปแล้ว
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๑๕๘ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งรัฐมนตรี ดังต่อไปนี้
พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ เป็นรองนายกรัฐมนตรี
นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ เป็นรองนายกรัฐมนตรี
นายวิษณุ เครืองาม เป็นรองนายกรัฐมนตรี
นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ เป็นรองนายกรัฐมนตรีและ
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์
นายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นรองนายกรัฐมนตรีและ
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
นายเทวัญ ลิปตพัลลภ เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม
อีกตำแหน่งหนึ่ง
พลเอก ชัยชาญ ช้างมงคล เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม
นายอุตตม สาวนายน เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
นายสันติ พร้อมพัฒน์ เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง
นายดอน ปรมัตถ์วินัย เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา
นายจุติ ไกรฤกษ์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคม
และความมั่นคงของมนุษย์
นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา
วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม
นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร
และสหกรณ์
ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตร
และสหกรณ์
นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตร
และสหกรณ์
นายประภัตร โพธสุธน เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตร
และสหกรณ์
นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม
นายอธิรัฐ รัตนเศรษฐ เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม
นายถาวร เสนเนียม เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม
นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัล
เพื่อเศรษฐกิจและสังคม
นายวราวุธ ศิลปอาชา เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากร
ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน
นายวีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์
พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย
นายนิพนธ์ บุญญามณี เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย
นายทรงศักดิ์ ทองศรี เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย
นายสมศักดิ์ เทพสุทิน เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม
หม่อมราชวงศ์จัตุมงคล โสณกุล เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน
นายอิทธิพล คุณปลื้ม เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม
นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
นางกนกวรรณ วิลาวัลย์ เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
นายสาธิต ปิตุเตชะ เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข
นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม
ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป
ประกาศ ณ วันที่ ๑๐ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๖๒ เป็นปีที่ ๔ ในรัชกาลปัจจุบัน ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
นายกรัฐมนตรี”
รับทราบนะครับ เชิญนั่งครับ
ระเบียบวาระที่ ๓ รับรองรายงานการประชุม ไม่มีนะครับ
ระเบียบวาระที่ ๔ เรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว
ซึ่งก็เป็นเรื่องของข้อบังคับที่ค้างมาเมื่อวาน ผมถือโอกาสนี้รายงาน เมื่อวานนี้ รับปากว่าจะไปคุยกับท่านประธานคณะกรรมาธิการนะครับ แต่ว่าคงไม่มีผลอะไร แต่ว่า ได้เรียนให้ท่านทราบว่า ได้คุยกับท่านเมื่อคืนนี้ว่าถ้าจะเข้าสู่คณะกรรมาธิการวิสามัญจะต้อง ใช้เวลาเท่าไรท่านก็คำนวณเวลาว่า จะเสร็จได้ประมาณสักวันที่ ๒๓ หรือวันที่ ๒๔ ซึ่งเวลา ดังกล่าวนั้นทราบว่ารัฐบาลอาจจะขอเสนอแถลงนโยบายนะครับ เพราะฉะนั้นท่านอดีต ประธานคณะกรรมาธิการ ท่านก็บอกว่าระเบียบข้อบังคับอาจจะสามารถออกได้ ก็ประมาณปลายเดือนกรกฎาคม ซึ่งอันนี้ก็เป็นเวลาที่เรียนให้ทราบ แต่ว่าถ้าเราใช้วิธีคณะกรรมาธิการในนี้ก็อาจจะทำได้ ถ้าเราประชุมต่อเนื่องนะครับ ต่อเนื่องหมายถึงว่าตามที่ท่านเสนอ เช่นวันที่ ๑๘ ก็มาประชุมต่อ สมมุติไม่เสร็จวันนี้ หรือวันนี้ดึกหน่อย ถ้าเสร็จก็เสร็จ ถ้าไม่เสร็จก็ต่อวันที่ ๑๘ ตามที่ท่านเสนอ ผมไม่ได้เสนอ หรือข้ามไปสัปดาห์ต่อไปซึ่งไม่ให้ตรงกับวันที่รัฐบาลแถลงนโยบาย เวลาก็จะเป็นไปในทำนองนี้ แต่ว่าโดยที่เรื่องนี้มีประเด็นค้างอยู่ก็คือความเห็นว่าที่ประชุมนี้ ทั้งหมดเป็นคณะกรรมาธิการเต็มสภาหรือตามข้อเสนอของท่านเทอดพงษ์ ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ วันนี้ขอข้อยุติก็คือว่าก็ต้องลงมติ แต่โดยที่ข้อบังคับนี้ก็เหมือน พระราชบัญญัตินะครับ เราไม่อาจที่จะปฏิบัติโดยข้ามเงื่อนไขของกฎหมายที่ต้องมีการ ลงคะแนนโดยเปิดเผยและต้องมีการบันทึกผู้ลงคะแนนว่าเป็นอย่างไร ซึ่งอันนี้อาจจะต้อง รบกวนเวลาเราบ้างโดยการใช้วิธี ๑. ก็คือเรียกชื่อ ซึ่งวิธีนี้ก็จะใช้เวลานานมาก เพราะฉะนั้น วิธีที่คิดกันมาแล้วก็ใช้เมื่อวาน ซึ่งเราก็เห็นแล้วว่าได้ผลในเชิงที่ทำให้การใช้เวลาลงคะแนนนั้น ชัดเจน แต่ว่าไม่เสียเวลามากเกินไปก็คือการแจกบัตร เพราะฉะนั้นวันนี้ผมขอถามมติที่ประชุม ว่าเราจะเลือกวิธีไหน หลังจากนั้นก็จะให้เจ้าหน้าที่แจกบัตร ก็ต้องเชิญสมาชิกเข้ามาครับ
(นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร มีสัญญาณให้สมาชิก ที่มาประชุมทราบก่อนทำการตรวจสอบองค์ประชุม)
ขอเชิญนับองค์ประชุมนะครับ ท่านชลน่านมีอะไร เชิญนะครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายชลน่าน ศรีแก้ว พรรคเพื่อไทย จังหวัดน่าน ก่อนที่ท่านประธานจะทำการลงมติซึ่งเป็นไปตาม ข้อบังคับ ผมขออนุญาตกราบเรียนท่านประธาน เมื่อวานท่านประธานได้กรุณาแจ้งกับสภา บอกกับพวกเราทุกคนว่าท่านจะขอพักการประชุมโดยจะยังไม่มีการปิดอภิปราย และจะไป หารือกับท่านประธานกรรมาธิการวิสามัญยกร่างข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ถึงแนวทางที่จะดำเนินการต่อไปในวันนี้ ด้วยความเคารพท่านประธานครับ ผมเองไม่ได้ รับแจ้งหรือรับทราบใด ๆ ว่าข้อหารือของท่านประธานเป็นการยุติอย่างไร ถ้าท่านประธาน จะกรุณาแจ้งต่อสภาแห่งนี้ ผมก็คิดว่าจะเป็นประโยชน์ในการที่จะทำให้ท่านสมาชิก ผู้ทรงเกียรติทุกท่านได้ใช้ประกอบในการพิจารณาว่าจะลงมติอย่างไร ผมเองต้องกราบเรียน ท่านประธานด้วยความเคารพว่า ผมยอมรับเสียงข้างมากอยู่แล้ว เพราะเราอยู่ในระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ปกครองด้วยเสียงข้างมาก ยอมรับครับ เสียงข้างมาก แต่สิทธิของเสียงข้างน้อย พวกผมเองในฐานะเป็นผู้มีเสียงข้างน้อยก็ต้อง ขออนุญาตใช้เวทีแห่งนี้บอกกล่าวกับเสียงข้างมาก ในความเห็นในเหตุในผลที่พวกเรา ต้องการสะท้อน ผมต้องกราบขอบคุณท่านประธานครับ ท่านประธานได้อนุญาตตลอด ท่านประธานครับ สิ่งที่พวกเราอยากรู้ก็เป็นเรื่องที่ท่านประธานหารือ และอยากจะทราบด้วย ว่าท่านสมาชิกหลังจากไปพูดคุยกันแล้วได้ความเห็นอย่างไร ทางซีกเสียงข้างน้อยพวกผม ก็ไปปรึกษาหารือกัน วันนี้พวกเรามีหลายท่านหลายคนครับที่อยากจะมากราบเรียน ท่านประธานในความคิดความเห็นอยู่ เพราะฉะนั้นผมจะขออนุญาตกราบเรียนท่านประธาน ด้วยความเคารพว่าจะขอเวลาท่านประธานให้เพื่อนสมาชิกได้ให้เหตุให้ผลซึ่งกันและกัน ก่อนที่จะมีการลงมติ อย่าได้กรุณาปิดอภิปราย ด้วยความเคารพท่านประธานครับ ผมขอ อนุญาตในมุมของผมที่จะขออนุญาตกราบเรียนท่านประธาน
จบแล้วครับ ได้รายงาน ให้ทราบเมื่อสักครู่นี้แล้วว่าได้ไปหารือกับท่านประธานออกมาอย่างไรได้เรียนให้ที่ประชุม ทราบเรียบร้อยแล้วครับ และขณะนี้ก็นับองค์ประชุมเพื่อลงมติต่อไป ผมได้เปิดโอกาสเต็มที่ ทุกครั้งและไม่ปิด เสียงข้างมาก เสียงข้างน้อย ให้โอกาสอย่างที่เห็นตลอดมา อันนั้นกระบวนการก็ผ่านมาแล้ว ก็ขออภัยเมื่อสักครู่นี้ถ้าหากว่าหมอยังไม่ได้เข้ามานะครับ แต่ว่ารายงานไปแล้วครับว่าได้พบท่านประธาน และคำนวณเวลาไปแล้วว่าถ้าจะใช้วิธีตั้ง คณะกรรมาธิการจะใช้เวลาเท่าไร ก็ได้บอกที่ประชุมเมื่อสักครู่นี้ว่าถ้าเราใช้คณะกรรมาธิการ เต็มสภา ขอย้ำอีกครั้งหนึ่งนะครับถ้าคุณหมอไม่ได้ฟังเมื่อสักครู่นี้ ก็ปรึกษาท่านประธาน ท่านประธานก็ให้ข้อคิดว่าอาจจะต้องใช้เวลาประมาณถึงวันที่ ๒๒ หรือวันที่ ๒๓ น่าจะเสร็จ สมมุติตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญแปรญัตติใน ๓ วันก็อาจจะพิจารณาเสร็จในประมาณ วันที่ ๒๓ หรือวันที่ ๒๔ แต่ว่าผมเรียนเลยว่าวันที่ ๒๔ โดยประมาณนั้นที่มีการแจ้งภายในมา ว่ารัฐบาลอาจจะขอแถลงนโยบาย เพราะฉะนั้นท่านประธานก็บอกว่าประสบการณ์ที่ท่านทำ เรื่องนี้ ข้อบังคับนี้อาจจะออกมาได้ ประมาณปลายเดือนกรกฎาคม แต่ว่าถ้าสมมุติเราใช้วิธี คณะกรรมาธิการเต็มสภา ผมบอกเมื่อสักครู่นี้นะครับว่าเราพิจารณาวันนี้ ถ้าสมมุติว่ามัน ไม่เสร็จในวันนี้เราก็อาจจะเปิดวันที่ ๑๘ ตามที่หมอเสนอเมื่อวาน คือวันที่ ๑๘ พวกเรา กลุ่มหนึ่งบอกว่าวันที่ ๑๘ มันติดงานเข้าพรรษาอีก แต่ว่าหมอเสนอว่าวันที่ ๑๘ ถ้าเราประชุมต่อ ระเบียบวาระนี้ก็อาจจะเสร็จไปได้ หรือถ้าไม่เสร็จก็ต้องสัปดาห์ต่อไป ทีนี้ผมเคยคิดว่าเมื่อรัฐบาลได้จัดตั้งเรียบร้อยแล้ว ขั้นตอนต่อไปก็คือการเข้าปฏิบัติหน้าที่ คือถวายสัตย์ปฏิญาณ ซึ่งปกติแล้วเมื่อรัฐบาลถวายสัตย์ปฏิญาณแล้ว ก็ถือว่ารัฐบาลใหม่ เกิดขึ้นแล้ว ปฏิบัติหน้าที่ต่อไป ช่วงนั้นเรามักจะเว้นเพื่อรอแถลงนโยบาย สภาก็จะหยุดไป สักสัปดาห์สองสัปดาห์เพื่อรอ แต่ทราบว่าอาจจะไม่ต้องหยุด เพราะทราบว่าการแถลงนโยบายนั้น จะทำต่อเนื่องหลังจากมีการถวายสัตย์ปฏิญาณแล้ว เพราะฉะนั้นสภาเราก็สามารถ ประชุมต่อได้ ข้อบังคับถ้าเราใช้วิธีเช่นนี้ สภาเขาอาจจะพิจารณาข้อบังคับนี้เสร็จ ในระยะเวลาที่ไม่ถึง ๑ เดือน ถ้าสมมุติคณะกรรมาธิการเต็มสภา แต่ว่าต้องยอมรับสภาพว่า เราต้องลงมติอย่างนี้ สมมุติมีใครแปรญัตติ ก็ต้องลงมติว่าเห็นด้วยหรือไม่ ถ้าผู้แปรญัตติ ไม่เห็นด้วย ก็ต้องลงมติ มิเช่นนั้นเราจะถูกกล่าวหาว่าปฏิบัติข้อบังคับตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๐๐ ตามรัฐธรรมนูญที่บังคับให้การลงคะแนนโดยเปิดเผย ซึ่งเป็นเรื่องที่เราจำเป็น มาตรา ๑๒๐ วรรคสี่ ที่เราจำเป็นต้องทำ มิฉะนั้นจะมีคนมาประท้วงวันหลังว่าที่ทำมาแล้วผิด ผมก็พยายามป้องกันไม่ให้สภานี้ทำอะไรผิด อันนี้คือสิ่งที่เรียน บังเอิญหมอไม่เข้ามาตอนแรก ก็เลยอธิบายซ้ำอีกครั้งหนึ่งว่าได้ปรึกษาท่านแล้ว ขอให้ท่านคำนวณเวลาให้ ถ้าคณะกรรมาธิการวิสามัญ ผมเรียนนะครับว่าที่ผมเสนอนั้นก็เพื่อหวังผลว่าเราจะพิจารณา ข้อบังคับของเราด้วยความรอบคอบ ไม่ได้มีเจตนาอย่างอื่น แต่ว่าถ้าเสียงส่วนใหญ่ในนี้ ไม่ต้องการ ต้องการให้คณะกรรมาธิการเต็มสภาอย่างที่หมอเสนอ ก็ไม่มีปัญหาอะไร เราทำได้ ทั้ง ๒ ทาง แต่ว่าเรื่องจบไปแล้วครับ หมอครับ วันนี้ก็คือลงมติต่อไป ผมขออนุญาตเลยนะครับ
(นายชลน่าน ศรีแก้ว ได้ยืนและยกมือขึ้น)
หมอเชิญครับ ประท้วง เชิญครับ
ด้วยความเคารพท่านประธานครับ ผม ชลน่าน ศรีแก้ว พรรคเพื่อไทย จังหวัดน่าน ต้องขออนุญาตที่จะประท้วงท่านประธานที่พาดพิงมา ๒ เรื่องครับ ที่ผมคิดว่าผมเสียหายเลย
เรื่องที่ ๑ ครับ ท่านประธานเน้นย้ำมากว่าผมเป็นผู้เสนอให้มีการประชุม ในวันที่ ๑๘ ซึ่งในเรื่องการประชุมวันที่ ๑๘ โดยวาระแล้วท่านกำหนดไว้แล้ว ผมเพียงแต่บอกว่า ก็ประชุมตามวาระนั้น เราก็จะได้ประชุม มีข้อแม้ว่ากรณีถ้าถวายสัตย์ปฏิญาณของ ครม. และมี คาบเกี่ยวท่านจะงดประชุม ผมก็ถามว่าทำไมต้องงด ถ้าเราจะมีการประชุมเพื่อพิจารณา ระเบียบวาระ ต้องเรียนอย่างนี้นะครับ ข้อ ๑ ครับ
ข้อ ๒ ผมเองด้วยความเคารพท่านประธานครับ อยู่ฟังตลอด ก่อนที่ผม จะเดินเข้ามาผมฟังท่านประธานกรุณานำเสนอกับที่ประชุม แต่สิ่งที่ผมต้องการยกขึ้นมา ผมจะถามท่านประธานว่าเมื่อสภาแห่งนี้รับหลักการในวาระที่ ๑ ไปแล้วนี่ สถานะ ท่านประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญและตัวผมเองในฐานะเป็นกรรมาธิการด้วยนี่ หมดสภาพครับ หมดไปแล้ว ท่านจะอาศัยอำนาจประธานไปโน้มน้าวชักจูง ท่านประธาน ซึ่งหมดสภาพไปแล้วหลังจากรับหลักการไปแล้วนี่ มาปรึกษาหารือผมก็คิดว่าไม่ชอบครับ ถ้าจะเอาไม่ชอบจริง ๆ นะครับ ทุกอย่างมันเป็นมติสภาครับ ท่านประธานครับ ผมกราบเรียน ด้วยความเคารพว่าสิ่งที่เราเสนอนี่ต่างฝ่ายต่างมีเหตุมีผล สภาแห่งนี้จะเป็นผู้ตัดสิน และวินิจฉัย ผมย้ำอีกครั้งนะครับ ด้วยความเคารพท่านประธาน ท่านเองเหมือนผู้ใหญ่ใจดี ที่สอนลูกสอนหลาน แต่ท่านลืมไปว่าท่านกำลังทำผิดรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๑๙ ประธาน สภาผู้แทนราษฎร ประธานวุฒิสภา ต้องทำหน้าที่เป็นกลางครับ ท่านประธานครับ การทำหน้าที่ของท่านจนกระทั่งถึงวันนี้นะครับ เมื่อวานนี้เราเสียเวลาไป ๓ ชั่วโมง ถ้าท่านประธานเห็นว่าผมเสนอญัตติไปมีผู้รับรองถูกต้องตามข้อบังคับนะครับ คณะกรรมาธิการเต็มสภานี่มีผู้เสนอญัตติ มีผู้รับรองแค่ ๒๐ คน ก็เข้าสู่เป็นญัตติได้ ซีกโน้นเห็นเป็นอย่างอื่นก็เสนอมา อันนี้คือความสวยงามของประชาธิปไตย แต่สิ่งที่ปรากฏขึ้น เมื่อถึงวันนี้เพราะอะไรครับ เพราะความเป็นประธานใจดี ความเป็นประธานที่อยากเห็นสภา แห่งนี้เป็นไปอย่างที่ท่านเห็น ผมเข้าใจครับอย่างนั้น แต่สิ่งนั้นมันไปละเมิดสิทธิของสมาชิก ในการที่จะตัดสินใจ ด้วยความเคารพท่านประธานครับ ผมอยากให้วิธีการแบบนี้เป็นวิธีการ สุดท้ายของการประชุมสภา ถ้าท่านประธานรับญัตติผม หรือญัตติเพื่อนสมาชิกแล้ว หน้าที่ ของท่านต้องทำตามข้อบังคับอย่างเดียวครับ ไม่มีหน้าที่จะมาเป็นฝ่ายค้านในสภาที่คนส่วนใหญ่ เขาตกลงกันมาแล้วเห็นแล้ว ผมว่าถ้ามันเกิดขึ้นต่อไปสภาแห่งนี้เดินยากท่านประธานครับ ผมไม่ได้คิดว่าท่านจะมีอะไรแอบแฝงนะครับ ถึงแม้เพื่อนสมาชิกจะมาเล่าให้ผมฟังต่าง ๆ นานา งบประมาณกรรมาธิการที่ตั้งไว้ปีนี้ ๑๔ ล้านบาทต่อคณะ ถ้าคณะกรรมาธิการตั้งไม่ทัน เป็นงบเหลือจ่าย อำนาจท่านประธานสามารถที่จะเปลี่ยนแปลงหมวดรายจ่ายไปใช้ งบประมาณอย่างอื่นได้ เขาตั้งข้อสังเกต แต่ผมไม่เชื่ออย่างนั้น เพราะผมเชื่อมั่นความบริสุทธิ์ ของท่าน เรื่องเหล่านี้ท่านประธานครับ มันเป็นอะไรที่เขาถามกัน ผมก็กราบเรียนให้ท่าน รับทราบในฐานะที่ผมเองรักเคารพท่าน
คุณหมอสรุปเลยครับ เดี๋ยวผมจะชี้แจงให้ฟัง
โดยสรุปนะครับ ถ้าจะไม่เปิดโอกาสให้เพื่อน สมาชิกอภิปรายให้เหตุให้ผลก็เป็นสิทธิของท่านครับ แต่การปิดอภิปรายก็ต้องเป็นมติ ของสภาด้วย ถ้าสมาชิกมีความเห็นเป็นอื่นที่อยากจะให้อภิปรายอยู่ หรือถ้าท่านจะปิด อภิปราย ผมขอสรุปว่าสิ่งที่พวกเราทำนี่ทำไปตามระบบของสภา เมื่อมีมติของพรรคร่วม ฝ่ายค้าน มีมติกับการหารือของวิป (Whip) ผมก็เสนอไปตามนั้น ผมก็ให้เหตุให้ผลไป ไม่ได้ขัดแย้งกันนะครับท่านประธาน แต่ขอให้ฟังเหตุฟังผลที่มีความต่างกันแล้วก็ลงมติ ไปตามนั้น ยอมรับครับว่าแพ้ แต่ถ้าลงเมื่อคืนผมเชื่อว่าผมชนะ แต่วันนี้แพ้แน่นอนครับ ยอมรับครับ ก็ทำตามระเบียบวาระไป ผลออกมาอย่างไรผมก็ยอมรับ เพราะว่าเหตุผล ของแต่ละท่านแต่ละคนก็มีความสวยงามทั้งนั้นละครับ โดยเฉพาะเรื่องระยะเวลา กราบขอบคุณท่านประธานครับ
ขอสรุปได้เลยนะครับ ๑. เรียนคุณหมอว่าด้วยความเคารพต่อสมาชิกทุกคนนะครับ ผมไม่มีอคติต่อเรื่องใด ๆ และ ๒. ก็คือว่าไม่มีผลประโยชน์เรื่องงบประมาณอะไรที่ท่านพูดถึง ไม่เคยรู้เลยครับ ผมมาจากระบบเลือกตั้งที่ไม่ซื้อเสียง เพราะฉะนั้นผลประโยชน์เรื่องอะไรนี่ผมไม่มีครับ ก็เรียนคุณหมอว่าโดยที่ทำไปทั้งหมดนั้นก็เพื่อประโยชน์ของสภา ผมมีความเป็นกลางครับ คุณหมอ แต่ผมเห็นว่าบางเรื่องผมถือโอกาสแนะนำ เพราะผมคิดว่าเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม ๓. ที่ปรึกษาท่านประธานวิเชียรนั้น เหตุผลก็คือท่านเป็นประธานพิจารณาเรื่องนี้ตอนต้น ก็เลยขอประสบการณ์ว่าถ้าเราจะใช้วิธีนี้จะใช้เวลาเท่าไร นี่คือเหตุผลไปถามท่าน แต่ความเป็น กรรมาธิการท่านหมดไปแล้วเมื่อเรารับหลักการ ทุกคนก็หมดไปเหมือนกัน แต่ไปถาม ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ ขอถามท่านส่วนตัวว่า ถ้าจำเป็นใช้เวลาเท่าไร นี่คือเหตุผล ไม่มีเรื่องอย่างอื่นนะครับ ขอเรียนให้ที่ประชุมทราบ ท่านประท้วงเชิญครับ ท่านขจิตร เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม ขจิตร ชัยนิคม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี พรรคเพื่อไทย ผมไม่ได้ประท้วงท่านครับ
ไม่ประท้วงนั่งลงครับ ถ้าไม่ประท้วงนั่งลงครับ
ข้อ ๖๓ ครับ
เชิญท่านชินวรณ์ต่อครับ
ผมขออนุญาตใช้สิทธิพาดพิง
ผมไม่ได้เอ่ยชื่อครับ ไม่ได้เอ่ยชื่อใคร
ขอเสนอให้ใช้วิธีตั้งคณะกรรมาธิการทั้งสภา ผมขออนุญาตท่านครับ
ท่านไม่ประท้วง ถ้าจะพูด ต้องนั่งลงและยกมือทีหลังครับ เชิญท่านชินวรณ์ครับ
ท่านประธานครับ
นั่งลงครับ
ใช้สิทธิพาดพิงตามข้อ ๖๓
เดี๋ยวท่านพูดได้ครับ เดี๋ยวต้องนั่งลงก่อน เพราะว่าถ้าท่านประท้วงเปิดโอกาสครับ แต่ถ้าไม่ประท้วงท่านนั่งลง และเดี๋ยวค่อยไล่ไปทีละท่านครับ มีผู้ขอเสนออภิปรายอยู่อีกหลายท่าน เชิญเลยครับ เชิญก่อน ประเดี๋ยวท่านขจิตรทีหลัง นั่งลง ท่านยกมือและผมชี้ให้ท่านพูด เชิญท่านชินวรณ์ครับ
ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม ชินวรณ์ บุณยเกียรติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ จากจังหวัดนครศรีธรรมราช ท่านประธานครับ ก็คงมีประเด็นที่ต่อเนื่องจากคุณหมอชลน่าน ศรีแก้ว ขอประทานโทษที่ต้องเอ่ยนามนะครับ เพราะว่าเป็นประเด็นที่ถ้าหากว่าฝ่ายของผม ไม่ชี้แจงก็อาจจะเกิดความเสียหายนะครับ
ประเด็นแรกก็คือว่าในการพิจารณายกร่างข้อบังคับการประชุมสภา ผู้แทนราษฎร เราถือว่าเป็นเรื่องของสภาที่ทุกฝ่ายก็ให้ความร่วมมือด้วยกันมาตลอดนะครับ และท่านประธานก็มีสิทธิที่จะหารือ ไม่ว่าจะเป็นประธานวิป (Whip) ฝ่ายค้าน ประธานวิป (Whip) ฝ่ายรัฐบาล โดยเฉพาะเหตุการณ์เมื่อคืนนี้ ท่านประธานได้กราบเรียนต่อที่ประชุมแห่งนี้ว่า เพื่อให้เกิด ประสิทธิภาพในการประชุมในวันพรุ่งนี้ ซึ่งจะดำเนินการอย่างไรก็แล้วแต่มติของที่ประชุม แต่ท่านจะได้ไปหาข้อมูลกับประธานคณะกรรมาธิการเป็นเบื้องต้นก่อน ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ชอบ และผมคิดว่าคงไม่มีใครจะไปกล่าวอ้างว่าท่านวางตัวไม่เป็นกลาง และแน่นอนที่สุดครับ เมื่อมีการหารือเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ท่านประธานคณะกรรมาธิการยกร่างก็ได้เสนอ ความคิดเห็นที่คิดว่าเป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย นั่นก็คือว่าถ้าหากว่าเราต้องการความรวดเร็วจริง และต้องการให้ข้อบังคับประกาศออกมาแล้วได้ดำเนินการในการใช้ต่อไป ก็เห็นว่า เราสามารถที่จะตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญตามข้อบังคับที่เราได้ดำเนินการมาตั้งแต่เมื่อวาน ก็คือว่าใช้กระบวนการการพิจารณาพระราชบัญญัติโดยอนุโลม นั่นก็คือตั้งคณะกรรมาธิการ วิสามัญ ท่านประธานคณะกรรมาธิการยกร่างก็เสนอว่าเราสามารถที่จะแปรญัตติได้ภายใน ๓ วัน เพราะว่าเพื่อนสมาชิกที่มีความสนใจสามารถที่จะนำประเด็นไปขอแปรญัตติ แล้วทางกรรมาธิการก็จะใช้เวลาอีกประมาณไม่เกิน ๕ วัน ก็จะเชิญเพื่อนที่แปรญัตติเข้ามา ชี้แจงและหลังจากนั้นก็เข้าใจว่าปลายเดือนกรกฎาคม สามารถที่จะนำร่างดังกล่าวนี้ เข้ามาพิจารณาในวาระที่ ๒ และวาระที่ ๓ ซึ่งผมต้องกราบเรียนรายละเอียดเรื่องนี้ ก็เพราะว่าต้องการจะชี้เหตุผลให้เห็นว่าการที่เพื่อนสมาชิกได้กล่าวอ้างว่าท่านประธาน ทำเกินไปกว่าข้อบังคับนั้น ไม่เป็นความจริงนะครับ นี่เป็นประเด็นแรกครับ
ประเด็นที่ ๒ คือประเด็นที่เพื่อนสมาชิกได้ลุกขึ้นมาแล้วจะขออภิปราย ผมคิดว่าผมก็เคารพในเพื่อนสมาชิกนะครับ แต่เราต่างคนต้องเคารพข้อบังคับครับ ท่านประธานครับ นั่นก็คือว่าเมื่อท่านประธานได้กรุณาเปิดการประชุมแล้วชี้แจงในที่ประชุม ตามที่ท่านประธานได้หารือมา ท่านประธานก็ดูเพื่อนสมาชิกทั้งหลาย เมื่อไม่มีใครขัดข้อง ก็ได้สั่งให้นับองค์ประชุม ซึ่งเป็นไปตามข้อบังคับ ถ้ามีการลงมติก็จะต้องมีการตรวจสอบ องค์ประชุมก่อน ก็แสดงว่าการอภิปรายนั้นจบลงไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วครับ นี่คือประเด็นที่ ๒ ครับ
ประเด็นที่ ๓ ที่ผมอยากจะกราบเรียนก็คือว่าผมคิดว่าสภาแห่งนี้ ผมอยากขอร้องเพื่อนสมาชิกนะครับว่า เราอย่าเอาความคิดเห็นโดยส่วนตัวและคาดเอาเอง ว่าเพื่อนสมาชิกแต่ละคนจะสามารถไปสั่งท่านประธานได้ ผมเชื่อว่าท่านชวน หลีกภัย ไม่มีใครสามารถสั่งได้ และที่สำคัญที่สุดที่น่าเสียใจเป็นอย่างยิ่ง แต่ผมไม่อยากให้ถอน หรอกครับ ที่ไปกล่าวหาว่าอาจจะเกี่ยวเลยไปถึงเรื่องการใช้งบประมาณของคณะกรรมาธิการ ผมคิดว่าถ้ามองอย่างนี้เป็นการมองโดยประสบการณ์ของตัวเอง ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง แต่ผมก็ไม่อยากให้ถอนคำพูดครับ ขอขอบคุณครับ
ขอบคุณมากครับ ท่านผู้ประท้วงข้างหลัง
ผมประท้วงท่านประธาน ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๑๙ วรรคหนึ่ง
ประท้วงนี่อนุญาตครับ
ประท้วงครับท่านประธาน ขออนุญาตท่านประธานครับ ผม คารม พลพรกลาง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคอนาคตใหม่ แบบบัญชีรายชื่อ ท่านประธานครับผมเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมัยแรก ตอนที่ท่านเป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร
ประท้วงเรื่องอะไรครับ
ประท้วงที่ท่านทำตัวไม่เป็นกลาง ผมนั่งเฝ้าดูท่านตั้งแต่เมื่อวาน ผมนั่งรอท่าน ๓ ทุ่มเพื่อจะโหวต ท่านประธาน คือประมุขของ ฝ่ายนิติบัญญัติ
ไม่เป็นกลางเรื่องอะไรครับ
พอแล้วครับ เพราะว่า ประเด็นนี้ผมได้อธิบายเมื่อวานแล้ว นั่งเถอะครับ ผมได้อธิบายเมื่อวานแล้วนะครับ
อย่างนั้นผมขอจบ
ผมเจตนาดีที่จะแนะนำ แม้กระทั่งเมื่อวานนี้ก็มีผู้หลักผู้ใหญ่ เช่น ท่านอดีตประธานวันมูหะมัดนอร์ ท่านก็เห็นด้วยกับผม ท่านเทอดพงษ์เห็นด้วยกับผมว่า กฎหมายหรือข้อบังคับที่มีวาระยาว ๆ ปกติเขาจะไม่ใช้วิธีตั้ง คณะกรรมาธิการเต็มสภากัน
เข้าใจครับท่านประธาน
อันนี้เป็นเจตนาดีนะครับ แต่ผมก็เสียดายที่เจตนานี้ไปมองว่ามีผลประโยชน์ เรื่องเงินเรื่องทองนี่ไม่มีนะครับ กับผมนี่ ไม่มีนะครับ และผมไม่เคยรู้เรื่องที่สมาชิกพูดถึง เพราะว่าเป็นเรื่องที่ท่านสมาชิกอาจจะมี ประสบการณ์อย่างนั้น แต่ผมไม่มีประสบการณ์เรื่องผลประโยชน์
ท่านประธานครับ ท่านประธาน ขออนุญาตให้ผม
ผมขออนุญาตนะครับ ต่อไปนี้ก็ขอดำเนินการต่อไปนะครับ
ท่านประธานขออนุญาตจบ แบบที่ให้ความเคารพท่านครับ ผมจะจบแบบให้ความเคารพท่าน ประเด็นแรกผมไม่ได้
ท่านคารมครับ จบเลยครับ ผมอธิบายตั้งแต่เมื่อวานแล้วว่า
ผมขอนิดเดียวครับ
ผมก็เสียดายที่เจตนาดีผม ไปมองเป็นในทางร้ายนะครับ
ผมนิดเดียวครับท่านประธาน นิดเดียวจบเลยครับ
ต่อไปนี้ ผมขออนุญาต เข้าสู่วาระ พอแล้วครับ เข้าใจแล้ว เพราะอธิบายไปเมื่อวานทีหนึ่งแล้ว
ที่ท่านประธาน ในการอธิบายความ ผมเสียใจนะครับ
หมอประท้วง เชิญเลยครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ชลน่าน ศรีแก้ว พรรคเพื่อไทย จังหวัดน่าน ผมขออนุญาตประท้วงแล้วก็ใช้สิทธิพาดพิงที่ท่านสมาชิกได้กรุณา เอ่ยถึงผม ตามข้อบังคับ ข้อ ๖๓ แล้วท่านประธานเองก็กล่าวไปทำนองว่าผมเป็นผู้ประพฤติ ปฏิบัติเองในเรื่องงบประมาณ ท่านประธานครับด้วยความเคารพ ถ้าท่านประธานฟังคำพูดผมนี้
หมอครับ หมอเป็นคน กล่าวหานะครับ
ท่านประธานฟังคำพูดผมก่อนนะครับว่า ผมกล่าวหาท่านหรือไม่
หมอเป็นคนกล่าวหา คนอื่นเขาก็มีสิทธิที่อธิบายได้ เพราะว่าเรื่องอย่างนี้ไม่มี หมออย่าไปคิดอคติครับ
ผมไม่ได้คิดอย่างนั้นครับ ผมเพียงแต่บอกว่า มีงบประมาณสำหรับคณะกรรมาธิการ ๑๔ ล้านบาทต่อคณะ ผมก็เพียงแต่บอกว่า ถ้าไม่มีคณะกรรมาธิการไปใช้ ถ้าตั้งไม่ทันในงบประมาณปีนี้ ขออนุญาตชี้แจงจริง ๆ ครับ งบประมาณก้อนนี้ก็ไม่ถูกใช้ ก็จะเป็นลักษณะงบเหลือจ่าย ซึ่งก็เป็นอำนาจของท่านประธาน ที่จะต้องเปลี่ยนไปใช้หมวดอื่น ผมไม่ได้กล่าวหาท่านนะครับ นี่เป็นกระบวนการของการใช้งบประมาณ ผมไม่เคยบอกว่าท่านเอาไปทุจริต ท่านจะเอาไปใช้ในทางที่ไม่ชอบ ผมเพียงแต่บอกว่า เราเสียดายงบประมาณที่ไม่ถูกใช้กับกรรมาธิการ
พอแล้วครับ ผมคิดว่าหมอ ไปทบทวนว่าพูดอะไรไป แล้วก็จะรู้ว่ามีความหมายว่าอย่างไร พอแล้วครับ ผมขออนุญาต เข้าสู่กระบวนการที่จะต้องลงมติต่อไปนะครับ พอแล้วครับหมอครับ เพราะว่าในที่สุดก็ซ้ำ ไปสู่ที่เดิม หมอครับ ผมไม่มีเจตนาร้ายต่อใคร และผมก็เปิดโอกาส ไม่เคยปิดโอกาสเลย หมอได้รับโอกาสมากที่สุดคนหนึ่ง เพราะผมก็เคารพในดุลพินิจของทุกคนนะครับ แต่ว่า ขอดำเนินการให้เป็นไปตามที่ได้นับองค์ประชุมแล้วครับ ขณะนี้นับองค์ประชุมแล้ว ขอตัวเลข เจ้าหน้าที่ครับ ขอนับองค์ประชุมอีกรอบนะครับ ขออนุญาตครับ ขอนับองค์ประชุมก่อนนะครับ เพื่อไม่ให้เสียเวลา
(นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร มีสัญญาณให้สมาชิก ที่มาประชุมทราบก่อนทำการตรวจสอบองค์ประชุม)
องค์ประชุมขณะนี้ ๔๕๔ ท่าน
ผมขออนุญาตถามมติที่ประชุม โดยที่มีท่านผู้เสนอให้ตั้งคณะกรรมาธิการ เต็มสภา เพราะฉะนั้นก็ขออนุญาตว่า
ดีแล้วครับ นั่งลงดีแล้ว ท่านมีอะไรครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม ขจิตร ชัยนิคม ผมขอเวลาสำหรับอธิบายวิธีที่ผมเห็นว่าตั้งคณะกรรมาธิการเต็มสภาจะเสร็จเร็ว เพราะท่านประธานได้หารือกันคืนหนึ่งแล้วมาพูด คำพูดของท่านประธานที่ปรึกษากันมา เป็นเรื่องที่ท่านคิดเหมือนผมคิดนี่ละครับ เวลาผมคิดจะตั้งกรรมาธิการเต็มสภาเสร็จวันนี้ก็ได้ ท่านคิดไม่ออกผมเสนอวิธี ความเป็นจริงวันนี้เริ่มจากความวิตกของท่านประธานว่าจะไม่เสร็จ แต่ท่านประธานรู้หรือไม่ว่าหลังจากท่านประธานวิตกมันก็ไปพรรคประชาธิปัตย์เสนอ เสร็จแล้วก็เกิดความคิดไม่ตรงกันในฝ่ายวิป (Whip) รัฐบาล เดิมทีผมก็คิดว่าตรงกันแล้ว มาถึงนาทีนี้ผมเสนอวิธีง่าย ๆ เสร็จวันนี้ก็ได้ ยอมรับความจริงหรือไม่ล่ะครับว่าปัญหาวันนี้ ข้อข้องใจอยู่ที่พรรคประชาธิปัตย์ส่วนใหญ่ ต้องการคณะกรรมาธิการ ๓๕ คณะ เป็น ๓๐ คณะ ต้องการประเด็น
ประเด็นนี้จบไปแล้วครับ ไม่เสียเวลาย้อนกลับ แล้วก็ผมเรียนอีกครั้งหนึ่งด้วยความเคารพ
ผมขอท่านประธานว่า
พอแล้วครับ ไม่ย้อนกลับ ไปแล้วครับ จบแล้วครับ ประเด็นนี้จบแล้ว ฟังแล้วครับ ฟังแล้ว ผมเรียนย้ำพวกเราอีกครั้ง หนึ่งว่า ที่ผมเสนอด้วยความปรารถนาดีนั้นไม่ใช่เข้าไปแทรกแซง แต่ว่าที่เสนอไปนั้น เพราะว่าตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๒๐ วรรคสี่ ข้อบังคับหรือพระราชบัญญัติวิธีการพิจารณา นั่งลงครับ อย่าให้ประชาชนเห็น สภาเราก็ไปสู่ในทางที่ดีแล้วครับ วิธีอย่างนี้ไม่ควรมีอีกแล้ว สภายุคนี้ไม่ควรมีอีกแล้ว นั่งลงดี ๆ ครับ นั่งลงดี ๆ นั่งลงเถอะครับ ท่านนั่งลงครับ ผมผิดข้อบังคับก็มีคนจะฟ้องอยู่แล้ว เชิญนั่งเลยครับ ไม่เป็นไรครับ ด้วยความเคารพทุกคน ด้วยความเคารพต่อทุกคนนะครับ ประธานก็ต้องเป็นกลาง ผมไม่มีทางเป็นอย่างอื่นได้เลยครับ เพราะว่าประสบการณ์ก็เป็นอย่างนี้ แล้วไม่มีอคติ ทุกอย่างทำด้วยความปรารถนาดีต่อพวกเรา ไม่ใช่ไปเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ไม่มี ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาพวกเราก็เห็น ผมพยายาม สร้างสิ่งที่ดีงามให้กับสภาของเรา ผมก็ต้องขอบพระคุณที่ร่วมมือด้วยดี ภาพที่เขาเคยเห็น แย่งกันพูดอะไรอย่างนี้ก็หมดไป เรื่องการไม่เคารพต่อเวลาก็หมดไป อันนี้เป็นสิ่งที่ดีงามที่เรา ต้องช่วยรักษาต่อกันไว้นะครับ ส่วนความเห็นนั้นไม่เป็นไรเลยครับ เราแตกต่างกันบ้าง แต่ว่าขอให้เชื่อ ผมก็เชื่อท่านนะครับว่าท่านก็หวังดี แต่ขอให้เชื่อเถอะว่าผมนี่เจตนาดี ผมเจตนาดี ไม่อย่างนั้นผู้หลักผู้ใหญ่เขาไม่เห็นด้วยกับผมหรอกครับ เพราะว่าต่างก็มี ประสบการณ์ด้วยกันทั้งสิ้น ข้อบังคับนี้ด้วยเหตุผลของกฎหมายที่ต้องการให้การลงมติ แต่ละประเด็นต้องปรากฏชัดเจน เปิดเผย ดังนั้นก็เลยทำให้ต้องเสียเวลาในการลงมติ สมัยก่อน เราไม่มีปัญหาครับ กดปุ๊บผู้แปรญัตติเห็นด้วย ไม่เห็นด้วย กดปุ๊บไม่ถึง ๑ นาที โผล่มาแล้วครับ ว่าเห็นด้วยเท่าไร ไม่เห็นด้วยเท่าไร ขณะนี้เราไม่มีเครื่องมือ เราทำไม่ได้ เราเลยต้องเสียเวลา สมมุติมีผู้แปรญัตติสัก ๑๐ ราย ก็ต้องลงมติอย่างนั้นละครับ ทั้ง ๑๐ ราย เพราะว่าอันนี้ คือสิ่งที่เราจะต้องปรากฏเวลาลงมติ แล้วเราอาจจะบ่นกันตอนนั้นว่าไม่รู้ว่ามันเป็นอย่างนี้ ก็กราบเรียนด้วยความเคารพและด้วยความปรารถนาดีต่อทุกคนว่า อย่าไปเข้าใจผิด ว่าผมไปเห็นแก่ข้างใดข้างหนึ่งนะครับ ข้อบังคับนี้จะต้องใช้บังคับกับพวกเราทุกคน ผมก็อยากให้เกิดความรอบคอบในทุกประเด็น อาจจะไม่มีการแก้ไขเลยก็ได้ ถ้ามันดีอยู่แล้ว แต่ว่าขอให้เป็นไปตามกฎเกณฑ์กติกาครับ ต่อไปนี้ผมขอถามมตินะครับ ด้วยมีผู้เสนอเรื่อง การแปรญัตติ เพราะฉะนั้นก็ต้องถามความเห็นพวกเราว่า ต้องแจกบัตรแก่สมาชิกเพื่อจะได้ ลงมติต่อไป คือผมจะต้องถามมติต่อไปนะครับ เรื่องของความเห็นของเราว่าจะเห็นด้วย ในการตั้งคณะกรรมาธิการเต็มสภาหรือจะเห็นด้วยกับการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ แจกบัตร ก่อนนะครับ แล้วเดี๋ยวจะตั้งคำถามเพื่อเราลงมติครับ เพื่อไม่ให้เราผิดพลาดในการลงมตินะครับ คำถามก็จะเป็นว่า เห็นด้วยกับการตั้งคณะกรรมาธิการเต็มสภาหรือเห็นด้วยกับการตั้ง คณะกรรมาธิการวิสามัญ เพราะฉะนั้นถ้าเห็นด้วยกับคณะกรรมาธิการเต็มสภาท่านใช้บัตร สีน้ำเงินนะครับ ถ้าเห็นด้วยกับคณะกรรมาธิการ คือไม่เห็นด้วยกับเต็มสภา แต่เห็นว่า คณะกรรมาธิการวิสามัญ ก็เป็นบัตรสีแดงนะครับ จำตรงนี้ไว้เดี๋ยวจะไม่ผิดพลาดนะครับ แล้วลงชื่อลำดับเลข ขอย้ำอีกครั้งครับ บัตรลงคะแนน ถ้าเห็นด้วยกับการตั้งคณะกรรมาธิการ เต็มสภาให้ใช้บัตรสีน้ำเงิน เห็นด้วยนะครับ ถ้าไม่เห็นด้วยใช้บัตรสีแดง คือไม่เห็นด้วยกับเต็มสภา แต่เห็นว่าควรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญนะครับ สมาชิกที่เคารพย้ำอีกครั้ง อย่าลืมลงชื่อ เพื่อให้เป็นไปตามมาตรา ๑๒๐ ของรัฐธรรมนูญนะครับ คือสมาชิกออกเสียงลงคะแนน ต้องบันทึกไว้ครับ ต้องบันทึก สมาชิกทราบอย่างเมื่อวานแล้วนะครับ ไม่ออกเสียงก็บัตรสีขาว เห็นด้วยที่ตั้งคณะกรรมาธิการเต็มสภาก็เป็นบัตรสีน้ำเงิน ไม่เห็นด้วยกับคณะกรรมาธิการเต็มสภา คือเห็นว่าเป็นคณะกรรมาธิการวิสามัญ ก็บัตรสีแดง ย้ำอีกครั้งหนึ่งเพื่อไม่ให้ผิดพลาดครับ
ขออนุญาตครับท่านประธาน ขอหารือนิดหนึ่งครับ ท่านประธานครับ คือทางสมาชิกสงสัยว่าเกิดฝั่งโน้นแจกใบแดงเยอะ กว่าฝั่งนี้จะทำอย่างไรครับ ใครจะไปรู้ว่าแจกฝั่งแดงเยอะกว่า จะทราบได้อย่างไรครับ
คนคิดอย่างนี้ได้ต้องมี ประสบการณ์พอสมควร
ไม่ใช่ มันไม่แน่ครับท่านประธาน ท่านประธานครับ ท่านประธานพูดอย่างนี้แสดงว่าท่านประธานก็มีประสบการณ์เหมือนกัน
ผมมีประสบการณ์ในทางที่ เชื่อความสุจริตของทุกคนนะครับ
ไม่ แต่ผมถามท่านประธานก็ตอบ ขอผมพูดบ้างสิครับ
เชิญนับคะแนนนะครับ ประเดี๋ยวท่านสมาชิกที่ลงคะแนนแล้วนะครับ
ท่านกรุณาตอบที่ผมถามด้วยครับ
ผมขอถาม ที่เห็นด้วยกับ คณะกรรมาธิการเต็มสภา กรุณายกมือเหนือศีรษะ แล้วเจ้าหน้าที่ก็จะไปเก็บครับ
มันเป็นไปได้ มันเป็นไปได้ทั้งนั้น
บัตรจะมีชื่ออยู่นะครับ ไม่อ่านครับ
มันเป็นไปได้ที่ผมพูด
ท่านประธานที่เคารพครับ
เดี๋ยวนะครับ รอให้การ ลงคะแนนจบก่อน
ผม พิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน
ท่านที่ไม่เห็นด้วยกับ คณะกรรมาธิการเต็มสภา บัตรสีแดง กรุณายกมือขึ้นแล้วก็เอาบัตรสีแดงมอบเจ้าหน้าที่ครับ ขอเชิญเจ้าหน้าที่ไปรวบรวมครับ ขอเชิญครับ
ท่านประธานครับ ผมประท้วง ท่านประธานครับ ท่านประธานเห็นไหมครับ
อย่าให้สับสนครับ ให้ลงคะแนนเรียบร้อยครับ ถ้ารวบรวมสีแดงเรียบร้อยแล้ว ต่อไปนี้ผมขอถามบัตร ผู้ไม่ลงคะแนนนะครับ บัตรสีขาว ยกมือขึ้นแล้วก็มอบบัตรให้กับเจ้าหน้าที่ด้วยครับ
(สมาชิกทำการลงคะแนน)
ท่านใดยังไม่ได้ลงคะแนน เดี๋ยวผมจะต้องปิดการลงคะแนนครับ เมื่อวานมีพวกเราเสียโอกาสไปท่านหนึ่ง เพราะไม่ทัน เพราะฉะนั้นท่านใดยังไม่ได้ลงคะแนนกรุณาลงคะแนนนะครับ เมื่อส่งบัตรแล้วประเดี๋ยว ตอนนับคะแนนเจ้าหน้าที่จะไปรับบัตรส่วนที่เหลือคืนมา แต่ขณะนี้อยู่ในช่วงลงคะแนน เพราะฉะนั้นท่านใดไม่ได้ลงคะแนน กรุณาลงคะแนน ประเดี๋ยวผมจะปิดการลงคะแนน เรียบร้อยนะครับ ผมขอปิดการลงคะแนน เจ้าหน้าที่รวบรวมการลงคะแนนมาครับ ถ้าเรียบร้อยนะครับ เจ้าหน้าที่เก็บบัตรที่เหลือที่ไม่ได้ลงคะแนนจากสมาชิกได้ครับ บัตรที่เหลือคืนมาครับ
(เจ้าหน้าที่ทำการตรวจนับบัตรลงคะแนน)
ขอประกาศผล การลงคะแนนนะครับ เห็นด้วยตั้งคณะกรรมาธิการเต็มสภา ๒๓๒ ท่าน ไม่เห็นด้วย เห็นควรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ ๒๔๗ ท่าน งดออกเสียง ๑ ท่าน
อันนี้คือผลนะครับ ขอขอบคุณสมาชิกทุกท่านครับ เมื่อเสียงส่วนใหญ่เห็นว่า ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญก็ต้องเสนอคณะกรรมาธิการครับ
ท่านประธานครับ คะแนนเกิน มาจากไหนครับท่าน เมื่อสักครู่นี้ท่านประธานนับองค์ประชุม ๔๕๑ แต่พอนับคะแนนเป็น ๔๗๙ เห็นไหมผมทักท้วงไว้มันเป็นความจริงไหมครับท่านประธานครับ
ท่านไปเอาตัวเลขมา จากไหนครับ
๒๓๒ กับ ๒๔๗ เมื่อสักครู่นี้ ท่านประกาศว่าองค์ประชุม ๔๕๑ ท่านครับ
สมาชิกตอนที่ประกาศนั้น นับองค์ประชุมครบองค์ประชุมหรือไม่นะครับ
ท่านประกาศตัวเลขด้วยครับ ท่านครับ ท่านย้อนดูได้เลยครับ
ใช่ครับ ในที่สุดเมื่อตอน ลงคะแนนมีสมาชิกเข้ามาตัวเลขเป็นอย่างนี้ครับ เห็นด้วย ๒๓๒ ไม่เห็นด้วยคือเห็นตั้ง คณะกรรมาธิการวิสามัญ ๒๔๗ งดออกเสียง ๑ ท่าน รวม ๔๘๐ ครับ
ก็มันเกินนี่ครับ เกินที่ท่าน ประกาศไว้ตอนแรกว่า ๔๕๑
ใช่ครับ ตอนนั้นนี่คือนับ องค์ประชุมว่าครบองค์ประชุมหรือไม่ครับ เมื่อครบองค์ประชุมแล้วก็มีท่านสมาชิก
ท่านดูในจอนะครับ เกินนะครับ ๔๗๖ เองครับท่าน อันนี้ ๔๘๐ ดูข้างหลังของท่านครับ
ท่านสมาชิกน่าจะเข้าใจว่า ยอดที่ลงชื่อกับที่เข้ามาตอนลงคะแนนอาจจะไม่เท่ากัน
อ้าว
ไม่อ้าวครับ
เอาตัวไหนครับท่านครับ เอาตัวไหนกันแน่ครับ
คือเอาตัวเลขของจริงว่า มีผู้ลงคะแนนเท่าไร
ก็เมื่อสักครู่ผมทักท้วงว่าเกิดเขา แจกใบแดงมากกว่าใบน้ำเงิน มันก็มากกว่าถูกไหมครับ
ผมก็บอกไปแล้วว่าเป็น อย่างไรนะครับ
ฉะนั้นแสดงว่าประธานพูดอะไร ต้องถูกหมดใช่ไหมครับ
ประธานพูดเรื่องจริง ก็ถูกหมดครับ อย่าไปข้องใจเลยครับท่าน อย่าไปข้องใจ เอาไว้ข้องใจเรื่องอื่น ๆ ดีกว่า เรื่องอย่างนี้ไม่ดี
ท่านประธานครับ เขาชมอยู่ ทั่วประเทศ พี่น้องประชาชนชมอยู่ทั่วประเทศ
ผมขออนุญาตนะครับ เมื่อเป็นอย่างนี้ คือต้องเข้าใจนะครับว่าพวกเราบางทีก็อยู่ข้างนอก แต่ว่าเมื่อถึงลงมติ กดกริ่งเรียกก็เข้ามา เพราะฉะนั้นตัวเลขเมื่อนับตอนแรกกับตัวเลขที่ลงคะแนนอาจจะ ไม่เท่ากัน ไม่ใช่ของแปลกอะไรครับ
ซึ่งองค์ประชุมตอนนี้ก็ยัง ๔๗๖ อยู่นะครับ แต่ว่าท่านรวมมาเป็น ๔๘๑ ครับ ท่านเกินมาตั้ง ๕ คน ท่านครับ
๔๘๐ นะครับ
แต่ข้างหลัง ๔๗๖ เองครับ
ผู้มาลงชื่อ ๔๗๖ ครับ
คนไม่ลงชื่อเข้าประชุมได้ไหมครับ
คนไม่ลงชื่อเข้าได้ครับ
ไม่ลงชื่อก็เข้าประชุมได้ใช่ไหมครับ
ได้ครับ
จะได้เป็นบรรทัดฐานครับ ใครไม่ลงชื่อก็นับได้ใช่ไหมครับ
ไม่ลงชื่อก็เข้าได้ครับ แล้วคนชื่อนั้นก็มักจะไปลงชื่อหลังจากเลิกประชุมก็มีครับ อันนี้เป็นปกติครับ อย่าทำให้ ประชาชนสับสนในสิ่งที่ไม่เป็นเรื่องสับสนครับ เดี๋ยวคนจะเข้าใจผิดว่าเป็นการโกงคะแนนกัน สมาชิกมีเพียง ๔๗๖ ท่าน มีพวกเราบางคนในที่นี้ยังไม่ลงชื่อ อันนี้คือเรื่องจริงนะครับ ผมบางที ก็ต้องลงไปลงชื่อทีหลัง เพราะเข้ามาแล้วก็ผ่านไปไม่ได้ลงชื่อ ผมขออนุญาตเข้าระเบียบวาระ ต่อไปนะครับ
ท่านประธานอย่าเพิ่งสิครับ อย่าเพิ่งผ่าน
เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพนะครับ กระผม อรรถกร ศิริลัทธยากร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคพลังประชารัฐ แบบบัญชีรายชื่อ จังหวัดฉะเชิงเทรา จริง ๆ แล้วไม่อยากให้พี่น้องประชาชน ทางบ้านเข้าใจผิดนะครับว่ามีความไม่โปร่งใสในสภาแห่งนี้ แต่ด้วยความสัตย์จริงเมื่อสักครู่นี้ ผมคนตาดีครับ หลังจากที่ท่านประธานนั้นเปิดโอกาสให้พวกเราสมาชิกทุกคนได้ลงมติแล้ว ผมยังเห็นครับว่ามีสมาชิกอีกหลายท่านก็เดินเข้ามาในห้องประชุมแห่งนี้ จึงอยากจะบอกไว้ ในที่ประชุมแห่งนี้เพื่อบันทึกไว้ครับว่าการลงมติเมื่อสักครู่นี้บริสุทธิ์และถูกต้องครับ
ขออนุญาตพวกเรา ดำเนินการต่อไปนะครับ ขอเสนอตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญครับ เชิญเลยครับ เชิญต่อไปครับ ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญนะครับ
ท่านประธานสักครู่เดียวครับ ผมขออนุญาตประท้วงครับ
คุณจิรายุ เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม จิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร คืออย่างนี้ท่านประธานครับ ขอประท้วงท่านประธานตามข้อบังคับ ข้อ ๘ นะครับ คือท่านประธานอย่าเพิ่งไปเร็วครับ ช้าสักครึ่งชั่วโมงนี่ผมว่าจะสง่างาม ด้วยเหตุผลก็เพราะว่านับคะแนนแล้วนี่นะครับ ๔๗๙-๔๘๐ ตอนนี้หน้าจอมัน ๔๗๘ เดี๋ยวอนาคตนี่มันจะเกิดปัญหาแบบนี้ ท่านประธาน ต้องพูดให้เคลียร์ (Clear) นะครับว่า เข้ามาแล้วไม่ไปลงชื่อถือว่าเป็นองค์ประชุมหรือไม่ ไม่ใช่ ท่านประธานจะผ่าน ผ่าน ผ่าน ใจเย็น ๆ นิดเดียวท่านประธานครับ เพื่อที่มันจะได้ขับเคลื่อนได้ อีกหน่อยใครไปร้องท่านประธานจะได้ไม่มีปัญหา ท่านประธานก็ให้คนที่ยังไม่ได้ลงชื่อ ด้านนอกนี่นะครับ ช่วยกรุณาเอาบัตรไปแตะ มันจะได้ครบ ๔๘๐ แล้วก็สมบูรณ์กับที่ท่านนับ อย่างนี้ดีไหมครับ ท่านประธานครับ ไม่ต้องรีบครับ อย่างไรก็ได้ตั้งคณะกรรมาธิการอยู่แล้ว ท่านประธานครับ ขอบพระคุณครับ
ไม่ได้มีปัญหาเลยครับ แล้วสิ่งที่เป็นอย่างนี้ก็เป็นมาตลอดระยะเวลา ๘๗ ปี ไม่ใช่เพิ่งเกิดวันนี้ คือสมาชิกส่วนหนึ่ง ไม่ได้ลงชื่อ ลืม หรือรีบเข้ามา ไม่ใช่เป็นเรื่องแปลกวันนี้เลยครับ ทุกครั้งก็เป็นอย่างนี้ บางทีไม่ใช่เฉพาะฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ทุกฝ่าย อันนี้เป็นเรื่องปกตินะครับ อย่าทำให้มีปัญหา เรื่องที่ไม่มีปัญหาอย่าทำให้ประชาชนสงสัยขึ้นมาว่าในที่นี้มันมีเรื่องไม่ถูกต้อง สมาชิกก็ต้องไป ลงชื่อเสียนะครับ ใครไม่ลงชื่อ บัดนี้ก็ไปลงชื่อเป็น ๔๘๐ นะครับ ใครที่ยังไม่ลงก็ไปลงเสีย ให้ครบ ก็จบแล้วนะครับ ขอตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญครับ
ท่านประธานครับ ผมประท้วง
เรื่องนี้จบแล้วครับ เชิญตั้ง กรรมาธิการวิสามัญ ผมชี้ทุกครั้งเวลาประท้วงนะครับ แต่ก็มักจะไม่เป็นการประท้วง ไม่ได้ ทำผิดข้อบังคับอะไร เชิญเลยครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม ขจิตร ชัยนิคม พรรคเพื่อไทย จังหวัดอุดรธานี ประท้วงท่านประธานให้ปฏิบัติตามข้อบังคับ ข้อ ๑๘ เป็นเรื่องสำคัญครับ ก่อนเข้าประชุมทุกครั้งให้สมาชิกมาลงชื่อในเอกสารที่จัดไว้ หรือแสดงตน ตามระเบียบที่ประธานกำหนด ต้องลงชื่อครับ ถึงเข้าประชุมได้ เพราะฉะนั้นเมื่อสักครู่นี้ ๔๗๖ เกิน ๔๗๖ ไม่ได้ครับ ข้อบังคับ ข้อ ๑๘ ท่านประธานเปิดดูครับ วรรคแรก ไม่ลงชื่อ เข้าประชุมไม่ได้ ออกเสียงไม่ได้ครับ
ไม่มีข้อห้าม เรานับองค์ประชุม ในห้องนี้ ถ้าสมมุติมาลงชื่อ ๔๘๐ และอยู่ในห้องนี้ ๒๐๐ คน เป็นองค์ประชุมไหมครับ
ก่อนเข้าประชุมทุกครั้ง
ก็ไม่เป็น เพราะฉะนั้น เขานับคนในห้องประชุมนี้
ข้อ ๑๘ ครับ ก่อนเข้าประชุมทุกครั้ง
อย่าไปสร้างปัญหาที่มัน ไม่เป็นปัญหา
ไม่ได้สร้างปัญหา ท่านประธานวินิจฉัย
ผมวินิจฉัยแล้วครับว่า เขาเข้าประชุมได้ แม้เขาจะไม่ลงชื่อ เขาเข้าประชุมได้ เป็นวิธีการอันหนึ่งในการประชุมว่า สมาชิกมาแล้วก็ลงชื่อไว้ เพราะลงชื่อนี้จะมีผลว่าเขามาประชุมหรือไม่ในทะเบียน ในทะเบียนครับ ถ้าปรากฏทะเบียนว่าเขามาลงชื่อแล้วตัวเขาไม่อยู่ หรือเขาไม่มาลงชื่อ เขาจะมีปัญหาว่า ขาดกี่ครั้งแล้วจะมีโทษอย่างไร อันนี้คือประเด็นของเขานะครับ เพราะฉะนั้นเราจะเห็นว่า เกือบทุกครั้ง ไม่ใช่มีสมัยนี้นะครับ สมัยก่อนก็เหมือนกันเกือบทุกครั้งมีคนลงชื่อแล้วไม่มา หรือลงชื่อเสร็จไปข้างนอก ห้องประชุมไม่ครบ ไปดูชื่อ ครบครับ เขาเลยนับคนในห้อง ประชุม ไม่ได้นับองค์ประชุม เพียงแต่ว่าเมื่อตอนเริ่มเปิดเขาจะดูตัวเลขครับว่าลงชื่อเท่าไร ก็ครบองค์ประชุม อันนี้ก็ถือว่าจบนะครับ จบแล้วครับ พอแล้วครับ จิรายุพอแล้วครับ ประเด็นเดิม ๆ พอแล้วครับ ขออนุญาตต่อไปครับ เชิญครับ เสนอคณะกรรมาธิการเลยครับ
ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ กระผม อรรถกร ศิริลัทธยากร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคพลังประชารัฐ
พอแล้วครับ เพราะว่า ประท้วงหลายครั้งแล้ว แล้วก็มาที่เดิมนะครับ แล้วทำเรื่องที่ไม่เป็นเรื่องให้เป็นเรื่องสับสนขึ้นมา คนนอกจะเข้าใจผิด ผมเลยต้องอธิบายให้คนนอกได้รู้ว่าวิธีนับองค์ประชุมเขานับอย่างไร ไม่ใช่เรื่องน่าแปลก ทุกคนเข้าใจ แต่ทำไมวันนี้ไม่เข้าใจขึ้นมา อันนี้ก็คือเรื่องที่อยากเรียน ให้ทราบ เพราะฉะนั้นประชาชนที่ฟังอยู่ข้างนอกต้องรู้ว่านับองค์ประชุม นับในนี้ แม้มาลงชื่อ เต็ม ๕๐๐ คน ๔๙๘ คน แต่ถ้าห้องนี้มี ๒๐๐ คน ก็ไม่ครบองค์ประชุม อันนี้ไม่ใช่เรื่องแปลก อะไรนะครับ เป็นเรื่องปกติที่เราหลายคนบางทีก็ลืม บางทีก็รีบเข้ามาในห้อง และลืมลงชื่อไป อันนี้ก็เป็นเรื่องปกติครับ
(นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
คุณจิรายุประท้วง ผมอนุญาต ถ้าประท้วงนะครับ
ท่านประธานครับ จิรายุ ห่วงทรัพย์ พรรคเพื่อไทย กรุงเทพมหานคร ที่ประท้วงท่านประธานตามข้อบังคับ ข้อ ๘ และข้อ ๑๘ ครับ คือท่านประธานบอกว่าเป็นเรื่องปกติ เป็นความสง่างามที่ผมอยากจะพูด ท่านประธานทนฟัง นิดเดียวนะครับ หลัง ๆ นี้ท่านประธานทนฟังอะไรไม่ค่อยนาน
เรื่องเดิมพอแล้ว ถ้าอย่างนั้น เข้าสู่เรื่องอื่น ที่ผมบอกเป็นเรื่องปกติหมายถึงว่าแม้สมาชิกจะมาลงชื่อแล้ว ประทานโทษ ในห้องมีมากกว่าลงชื่อเพราะลืมลงชื่อ เป็นเรื่องปกติที่เกิดทุกสมัยครับ ประเด็นนี้จบแล้วครับ ท่านจิรายุ พอแล้วครับ ไม่อนุญาตแล้ว เพราะว่าเข้าสู่ที่เดิม เชิญผู้เสนอชื่อครับ
ได้ครับ อรรถกร ศิริลัทธยากร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ จังหวัดฉะเชิงเทรา วันนี้ ขอเสนอตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ จำนวน ๓๘ ท่าน ขอผู้รับรองด้วยครับ
เสนอคณะกรรมาธิการ วิสามัญ ๓๘ ท่าน มีผู้รับรองถูกต้องนะครับ เชิญครับ
ขออนุญาตท่านประธานครับ เสนอรายชื่อท่านคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อยกร่างในสัดส่วนของพรรคร่วมรัฐบาล จำนวน ๒๐ ท่าน มีรายนามดังต่อไปนี้ครับ นางสาวธณิกานต์ พรพงษาโรจน์ นายนิกร จำนง
ประเดี๋ยวนะครับ คุณจุลพันธ์ประท้วง เชิญครับ
ท่านประธานครับ ผมไม่ได้ประท้วงครับ
ท่านประธานครับ ผมประท้วง ท่านประธานก็ทนฟังสักนิด ฝ่ายค้านก็ย่ำแย่พอแล้วครับท่านประธาน
คุณจุลพันธ์ยืนขึ้นประท้วง
ปราณีฝ่ายค้านหน่อยครับ
ตลอดเวลาครับ
คือท่านประธานมองแต่ทางโน้น ทางโน้น ทางโน้น อย่างนี้ก็ไม่ได้ครับท่านประธาน
ท่านจิรายุครับ มียกมือ
ถ้าประท้วงฝ่ายเดียวพวกผม ก็ไม่ประชุมครับท่านประธาน ฟังนิดเดียว
ไม่จำเป็นอย่างนั้นครับ คือคุณจิรายุมีหรือไม่ที่ยกมือแล้วไม่ได้พูด มีหรือไม่ครับ ได้พูดทุกครั้ง แต่ว่าบังเอิญประท้วงนี่ ๒ ครั้งแล้ว
ผมยังไม่ทันพูดนี่ครับท่านประธาน
คุณจุลพันธ์ไม่ประท้วง ต้องนั่งลงนะครับ
ท่านประธานครับ ผมยกมือ ท่านประธานไม่เรียกครับเมื่อสักครู่
เดี๋ยว ๆ ท่านนั่งลง และผมชี้ให้พูด ทำตามข้อบังคับ เราทำมาดีแล้วครับ ตลอดเวลาที่ผ่านมานี้ถือว่าทำมาดีแล้ว ประท้วงเชิญครับ
ท่านประธานครับ จิรายุ ห่วงทรัพย์ พรรคเพื่อไทย กรุงเทพมหานคร ประท้วงท่านประธานเมื่อสักครู่นี้ ตามข้อบังคับ ข้อ ๘ ยังไม่ทันพูดเลยท่านประธานบอกพอแล้ว พอแล้ว พอแล้ว แล้วก็ชี้ไปตั้งคณะกรรมาธิการ ฟังผมก่อนท่านประธาน ไม่ใช่บอกว่าเรื่องเดิม ที่ผมกำลังจะพูด นี่อย่างนี้
กำลังฟังอยู่ครับ
คือผมกำลังจะบอกท่านประธานว่า ที่ท่านประธานบอกว่าเป็นเรื่องปกตินี่ เราจะได้ประชุมกันอย่างสง่างาม สมมุติว่าคนมาลงชื่อ ถ้าไม่ครบ ๒๕๐ คน หมายความว่าองค์ประชุมต่อไปนี้เป็นของรัฐบาลใช่หรือไม่ครับ ถ้าอย่างนั้นพวกผมไม่ต้องมาลงชื่อ และถึงเวลาผมเข้ามาผมก็โหวตคะแนนอันนี้ถือว่า เป็นเอกฉันท์ เพราะพวกผมโหวต เอาอย่างนั้นหรือครับ ที่ผมถามท่านประธานเพื่อว่าให้เป็น บรรทัดฐาน ต่อไปนี้พวกผมมาทุกวัน นี่เช้ามาผมแตะบัตร เซ็นชื่อเพื่อให้ครบองค์ประชุม
ดีครับ
คำถามก็คือว่าถ้าฝ่ายค้าน ไม่มาเซ็นชื่อ แล้วไม่เกิน ๒๕๐ คน พวกท่านประชุมกันได้หรือไม่ครับ นี่ครับผมถึงบอกว่า ท่านประธานช่วยทำให้มันเป็นเอกฉันท์ เป็นแนวทางปฏิบัติว่ามาแล้วต้องลงชื่อ แล้วจะ ออกไปไหน ภารกิจใด ๆ ก็สิทธิของท่าน
เห็นด้วยครับ
แต่ท่านเข้ามาโหวต ในห้องประชุม เพราะมันไม่ใช่แค่การโหวตผ่านกฎหมายหรือเรื่องต่าง ๆ ท่านประธานครับ มันคือองค์ประชุมเกิน ๒๕๐ คน ท่านถึงประชุมได้ ขอบพระคุณท่านประธานที่กรุณา อดทนฟังครับ
ผมเห็นด้วยนะครับว่า พวกเราควรจะมาลงชื่อ แต่ที่ผมถือว่าเป็นปกติเพราะผมไม่เคยเห็นครั้งใดที่คนมาลงได้หมด ส่วนใหญ่จะลืม ๒ คน ๓ คน เป็นเรื่องปกติ อันนี้ความหมายของคำว่า ปกติ คือเหตุการณ์ อย่างนี้เกิดขึ้นเป็นปกติ แต่ไม่ใช่หมายความว่าไม่ลงชื่อเป็นเรื่องปกติ ไม่ใช่อย่างนั้น ก็ขอบคุณคุณจิรายุที่แนะนำ ฉะนั้นพวกเราก็ปฏิบัติตามนะครับ คือมาลงชื่อ แต่ก็เข้าใจว่า บางครั้งก็ลืมไปบ้าง อะไรไปบ้าง ซึ่งก็เป็นเรื่องธรรมดาที่เกิดขึ้นได้ ต่อไปนี้ผมขออนุญาต ให้เราได้เสนอชื่อคณะกรรมาธิการนะครับ เชิญครับ
ต่อเนื่องนะครับ
ท่านประธานครับ ผมยกมือ ท่านประธานไม่เรียกหรือครับ ถ้าอย่างนั้นผมประท้วงท่านประธานนะครับ
เชิญคุณจุลพันธ์ครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ พรรคเพื่อไทยจากจังหวัดเชียงใหม่ ค่อนข้างเป็นประเพณีที่เราทำกันมาตั้งแต่ เปิดสภาชุดนี้นะครับท่านประธาน เราเสนอกรรมาธิการ ๓๙ คน ผมเองขอเสนอที่ประชุม ใช้กรรมาธิการ ๓๙ ท่าน ขอผู้รับรองด้วยครับ
ขอเวลานิดนะครับ เจ้าหน้าที่รายงาน ขณะนี้มีผู้มาลงชื่อทั้งหมด ๔๘๒ ท่านแล้วนะครับ แต่ว่าเจ้าหน้าที่รายงาน มาอย่างนี้ครับ การลงคะแนนเมื่อสักครู่นี้ เจ้าหน้าที่ชี้แจงมาใหม่นะครับว่า ต้องขอแก้ไข ตัวเลขจากเจ้าหน้าที่นะครับว่า เห็นด้วย ๒๓๒ ท่าน ให้ตั้งคณะกรรมาธิการเต็มสภา ไม่เห็นด้วย ให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ ๒๔๒ ครับ งดออกเสียง ๑ คน รวมทั้งหมด ๔๗๕ คน
ขอเรียนตัวเลขใหม่ให้ทราบ อันนี้ก็เป็นความผิดพลาดของเจ้าหน้าที่ ที่รายงานตอนแรกนะครับ ก็เรียนที่ประชุมครับ เชิญครับคุณพิเชษฐ์
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงราย พรรคเพื่อไทย ท่านประธานมีข้อบังคับของการประชุมสภาผู้แทนราษฎรอยู่ในมือไหมครับ คือผมอยากให้ เป็นบรรทัดฐานจริง ๆ ผมก็ไม่ใช่ ส.ส. สมัยแรก ทุกครั้งที่มาลงชื่อถ้าเราไม่ลงชื่อหน้าห้อง เราไม่เป็นองค์ประชุม องค์ประชุมตามข้อบังคับ ข้อ ๑๘ ท่านประธานลองอ่านดูสิครับ
ประเด็นเดิมนะครับ
ประเด็นเดิมนี่ละครับ
ท่านพิเชษฐ์ผมขออภัย ประเด็นเดิมกระจ่างชัดแล้ว ทุกอย่างกระจ่างชัดแล้ว เราอย่าเสียเวลาเลยครับ
เอาอย่างนี้ท่านประธานอ่านดูไหม หรือให้ผมอ่านให้ฟัง
ได้ครับ คือเมื่อสักครู่ก็มี ผู้อ่านแล้วครับ มีผู้อ่านแล้ว และผมบอกแล้วว่าเห็นด้วยพวกเรามาก็ควรมาลงชื่อให้เรียบร้อย แต่ว่าจะบอกว่าทั้งหมดเรานับองค์ประชุมในนี้หรือข้างนอก เรานับองค์ประชุมในนี้ครับ
ถูกต้องครับท่านประธาน แต่ถ้าเขา ไม่เซ็นชื่อ
เมื่อเริ่มเปิดเราจะนับ องค์ประชุมจากตัวเลขผู้ลงชื่อว่าครบองค์ประชุม แล้วก็หลังจากนั้นเมื่อมีญัตติแต่ละเรื่อง ประเด็นขึ้นมาเราก็ต้องนับองค์ประชุมแต่ละครั้ง ซึ่งแต่ละครั้งก็ไม่เท่ากัน เพราะในห้องนี้ บางทีออกไปบ้าง เข้าห้องน้ำบ้าง ไปทานอาหารบ้าง ประเด็นนี้ขอจบนะครับ ไม่มีสับสน พอแล้วครับ
ท่านนิดหนึ่งครับ
ท่านพิเชษฐ์พอแล้วครับ ขออภัยด้วยครับ พอแล้วครับ เราได้ใช้เวลาพอสมควร ผมเข้าใจข้อบังคับครับ ผมเข้าใจดี เข้าใจเรื่องนี้ครับ ขออนุญาตที่ประชุม ขอเสนอกรรมาธิการครับ ท่านพิเชษฐ์ครับ เข้าใจแล้วเรื่องนี้ มีพูดหลายท่านแล้วครับ เชิญนั่งลงครับท่านพิเชษฐ์ ด้วยความเคารพ ผมก็ไม่เคยขัดข้องเวลาท่านยกมือ ผมไม่เคยปฏิเสธทุกครั้ง แต่ว่าประเด็นอะไรที่เห็นว่า เริ่มซ้ำแล้ว อธิบายแล้วก็ควรจะจบนะครับ ขอเชิญกรรมาธิการครับ
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม อรรถกร ศิริลัทธยากร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคพลังประชารัฐ แบบบัญชีรายชื่อ จังหวัดฉะเชิงเทรา ขอเสนอกรรมาธิการยกร่าง จำนวน ๓๘ ท่าน
๓๘ ท่านนะครับ
เนื่องจากอย่างนี้ครับ ท่านประธาน ขออธิบายเพิ่มเติม เพราะว่าชุดยกร่างที่ผ่านวาระแรกไปก็ทำงานได้ โดยใช้จำนวนกรรมาธิการวิสามัญยกร่าง จำนวน ๓๘ ท่านนะครับ ก็เลยคิดว่า ทางฟากรัฐบาลตั้งใจที่จะเสนอท่านกรรมาธิการชุดเดิมด้วยซ้ำครับ จำนวน ๒๐ ท่าน เป็นสัดส่วนของทางฝ่ายรัฐบาลครับ
เดี๋ยว ๆ เสนอ ๓๙ หรือครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ พรรคเพื่อไทยจากจังหวัดเชียงใหม่ เมื่อสักครู่ผมเสนอ ๓๙ ครับ เพราะว่า หลังจากที่มีการปรึกษาหารือระหว่างวิป (Whip) ๒ ฝ่ายมาหลายสัปดาห์ที่ผ่านมานี้ คณะกรรมาธิการทุกชุดหลังจากชุดแรกที่เราตั้ง เราตั้งที่ ๓๙ ครับท่านประธาน ผมเลยเสนอ เมื่อสักครู่นี้ ๓๙ มีผู้รับรองถูกต้อง ทางฝั่งนี้ยินดีที่จะใช้กรรมาธิการชุดเดิม แต่เราจะขอเพิ่ม อีก ๑ คนเท่านั้นครับ ท่านประธานครับ
ที่ประชุมรับรองหรือไม่ครับ กรุณารับรองหน่อยครับ
รับรองเรียบร้อยแล้วครับ เมื่อสักครู่นี้ครับ ท่านประธาน ที่ผมอภิปรายเมื่อสักครู่
ครับ ที่ประชุมรับรอง ขัดข้อง หรือไม่ครับ
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพครับ ทางฝั่งนี้ยืนยันครับ เพราะว่าเป็นข้อตกลงก่อนที่จะคิด สัดส่วนใหม่ ตอนแรกสุดนี้ผมกราบเรียนท่านประธานว่าเราได้พูดคุยทางการแบ่งสัดส่วนนี้ อยู่ที่ ๓๘ คนครับ ผมยืนยันครับ
คุณหมอเชิญครับ ประเด็น ตัวเลขถ้าตกลงกันได้ก็ดีนะครับ มิเช่นนั้นต้องแจกบัตรกันอีก
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ชลน่าน ศรีแก้ว พรรคเพื่อไทย จังหวัดน่าน ตามที่เพื่อนสมาชิกได้เสนอจำนวนกรรมาธิการ ๓๘ ท่าน และขอใช้กรรมาธิการชุดเดิมนี้ ผมเองในฐานะเป็นกรรมาธิการ ขอใช้กรรมาธิการชุดเดิม และผมเห็นด้วยนะครับ ไม่ได้คิดเข้าข้างตัวเอง แต่สิ่งที่ผู้เสนอญัตติ ท่านจุลพันธ์เสนอเป็น ๓๙ ท่าน กราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพครับ ในการคิดสัดส่วนของสมาชิกในสภา ซีกโน้น ๒๕๔ ท่าน ซีกนี้ ๒๔๖ ท่าน ถ้าเสนอกรรมาธิการลักษณะเป็นเลขคู่นะครับ จะเขย่งกัน ๒ คน ๘ คน เขย่ง ๒ คน ถือเป็นการ ผมใช้คำพูดภาษาบ้าน ๆ ครับ เอาเปรียบกัน ขออนุญาต ถ้าไม่สุภาพผมขอถอน จะเป็นการขี่กันเกินไปครับท่านประธาน หลังสุดมานี้ทางซีกด้านโน้น ก็เห็นความสำคัญว่าเป็นไปได้นะ ๓๙ ท่าน ด้านโน้น ๒๐ ท่าน ด้านนี้ ๑๙ ท่าน เราก็ทำงาน ด้วยกันดีมาตลอด ด้วยความเคารพท่านประธาน ท่านมาบอกว่าตกลงกันได้ ผมคิดว่าตกลง กันได้ ก็เพิ่มด้านนี้ขึ้นไปอีก ๑ ท่านเท่านั้นเองครับ เป็น ๑๙ ท่าน ด้านโน้นก็เป็น ๒๐ ท่าน อยู่เหมือนเดิม ก็ ๓๙ ท่านเท่านั้นเอง แล้วก็จะเสนอชื่อคณะกรรมาธิการเพิ่มเติมเข้าไป หลังจากที่ผู้เสนอญัตติเสนอชื่อกรรมาธิการด้านซีกโน้นแล้ว ด้วยความเคารพ ท่านประธานครับ เราเคยทำกันมาอย่างนี้ ผมก็คิดว่าน่าจะไปด้วยกันได้ โดยเฉพาะ กรรมาธิการชุดนี้นะครับท่านประธาน ฝ่ายค้านต่างหากที่ไปทำงานให้ฝ่ายรัฐบาล เถียงให้ตลอด สู้ให้ตลอดครับ แล้วก็จะเป็นภาพที่สวย ฝากท่านประธานช่วยพิจารณา และถ้าตกลงได้ผมก็คิดว่าไปด้วยกันได้ครับ ถ้าไม่อย่างนั้นเราก็คงต้องมาเขียนใบแดงกันใหม่
อันนี้เป็นข้อบังคับพวกเรา ไม่ใช่ฝ่ายค้านหรือรัฐบาล เป็นของพวกเราทุกฝ่าย วันหน้าฝ่ายนี้มานั่งตรงนี้ มันเปลี่ยนแปลง อยู่ตลอดเวลา เพราะฉะนั้นข้อบังคับนี้ก็เป็นของพวกเราทุกคน อย่าไปแบ่งฝ่าย เชิญครับ ท่านวิรัช
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายวิรัช รัตนเศรษฐ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ จังหวัดนครราชสีมา ผมขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานนะครับ ในตอนเบื้องต้นในการที่ มีการตั้งคณะกรรมาธิการ เราก็ตั้งมา ๓๘ ท่าน วิสามัญข้อบังคับเราก็ตั้ง ๓๘ ท่าน แต่พอมา หลังจากนั้นเป็นต้นมา เราก็มาปรับเป็น ๓๙ ท่าน เนื่องจากที่ทางด้านท่าน ขออนุญาต เอ่ยนาม ท่านสมพงษ์ บอกว่าไม่เอาเลขคู่ อยากได้เลขคี่ ผมก็ไม่ได้ขัดข้องครับ ตอนหลังมาก็เลย มาเป็น ๓๙ ท่าน แต่วันนี้ตอนแรกผมก็บอกทางท่านอรรถกรว่าให้ใช้คณะกรรมาธิการชุดเดิม ก็หมายความว่าใช้ตัวเลข ๓๘ ก็คงจะเป็นความคลาดเคลื่อนในเรื่องนี้เล็กน้อยครับท่านประธาน แต่ถ้าเผื่อทางนี้จะยืนยัน ๓๙ ก็ไม่ได้ขัดข้องอะไรครับท่านประธาน เพื่อให้เราสมานสามัคคีกันครับ ท่านประธาน ขอบคุณครับ
ขอบคุณนะครับ ถ้าไม่ขัดข้อง ๓๙ ท่าน ไม่ต้องแจกใบแดง ใบน้ำเงินต่อนะครับ ไม่ขัดข้องนะครับ สัดส่วน ก็เปลี่ยนไปเล็กน้อยสำหรับบางพรรค ก็เสนอเลยนะครับ ก็ถือ ๓๙ ท่าน ตามข้อเสนอ ของท่านจุลพันธ์ เชิญเลยครับ
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายอรรถกร ศิริลัทธยากร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคพลังประชารัฐ แบบบัญชีรายชื่อ จังหวัดฉะเชิงเทรา ขออนุญาตเสนอรายชื่อ ผู้ที่จะเข้ามาทำหน้าที่เป็นกรรมาธิการยกร่างนะครับ ท่านที่ ๑ นางสาวธณิกานต์ พรพงษาโรจน์ ท่านที่ ๒ นายนิกร จำนง ท่านที่ ๓ นายประทวน สุทธิอำนวยเดช ท่านที่ ๔ นายประสิทธิ์ มะหะหมัด ท่านที่ ๕ นายรังสิกร ทิมาตฤกะ ท่านที่ ๖ นายวัชรพล โตมรศักดิ์ ท่านที่ ๗ นายสฤษฏ์พงษ์ เกี่ยวข้อง ท่านที่ ๘ นายสันติ กีระนันทน์ ท่านที่ ๙ นายสุรสิทธิ์ นิธิวุฒิวรรักษ์ ท่านที่ ๑๐ นายธีรภัทร พริ้งศุลกะ ท่านที่ ๑๑ นายนริศ ขำนุรักษ์ ท่านที่ ๑๒ นายบุญสิงห์ วรินทร์รักษ์ ท่านที่ ๑๓ นายภราดร ปริศนานันทกุล ท่านที่ ๑๔ นายรณเทพ อนุวัฒน์ ท่านที่ ๑๕ นายวิเชียร ชวลิต ท่านที่ ๑๖ นายศุภชัย ใจสมุทร ท่านที่ ๑๗ นายสัณหพจน์ สุขศรีเมือง ท่านที่ ๑๘ นายสาคร เกี่ยวข้อง ท่านที่ ๑๙ นายสุรทิน พิจารณ์ ท่านที่ ๒๐ นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ ขอผู้รับรองด้วยครับ
(สมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
ขออนุญาตท่านประธาน นิดเดียวได้ไหมครับ เมื่อสักครู่นี้ที่ผมเสนอ ๓๘ ท่านไป ผมขอถอนครับ กราบขอบพระคุณครับ
ต่อไปขอเชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ พรรคเพื่อไทยจากจังหวัดเชียงใหม่ ในฟากของวิป (Whip) ร่วมฝ่ายค้าน ขอเสนอ รายชื่อคณะกรรมาธิการชุดเดิม โดยเพิ่มท่านชวลิต วิชยสุทธิ์ ขอผู้รับรองด้วยครับ
ถูกต้องครับ ขอบคุณครับ เชิญต่อไปครับ ส่วนที่เหลือเชิญนะครับ
ท่านประธานเมื่อสักครู่ผมได้เสนอ ของฝ่ายค้านทั้ง ๗ พรรคร่วมครับ
หมดนะครับ
เรียบร้อยครับ
ผมขอบคุณมากครับ ท่านเลขาธิการอ่านรายชื่อคณะกรรมาธิการครับ
รายชื่อคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างข้อบังคับ การประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. .... จำนวน ๓๙ ท่าน ๑. นายขจิตร ชัยนิคม ๒. นายจิรวัฒน์ อรัณยกานนท์ ๓. นายชลน่าน ศรีแก้ว ๔. นายชำนาญ จันทร์เรือง ๕. นายชวลิต วิชยสุทธิ์ ๖. นายซูการ์โน มะทา ๗. นายณัฐวุฒิ บัวประทุม ๘. นางสาวธณิกานต์ พรพงษาโรจน์ ๙. นายธีรภัทร พริ้งศุลกะ ๑๐. นายธีรัจชัย พันธุมาศ ๑๑. นายนริศ ขำนุรักษ์ ๑๒. นายนิกร จำนง ๑๓. นายบุญสิงห์ วรินทร์รักษ์ ๑๔. นายประทวน สุทธิอำนวยเดช ๑๕. นายประยุทธ์ ศิริพาณิชย์ ๑๖. นายประสิทธิ์ มะหะหมัด ๑๗. นายปิติพงศ์ เต็มเจริญ ๑๘. นายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ ๑๙. นายพินิจ จันทรสุรินทร์ ๒๐. นายไพจิต ศรีวรขาน ๒๑. นายภราดร ปริศนานันทกุล ๒๒. นางมุกดา พงษ์สมบัติ ๒๓. นายรณเทพ อนุวัฒน์ ๒๔. นายรังสิกร ทิมาตฤกะ ๒๕. นางสาววรรณวิภา ไม้สน ๒๖. นายวัชรพล โตมรศักดิ์ ๒๗. นายวิเชียร ชวลิต ๒๘. พลตำรวจโท วิโรจน์ เปาอินทร์ ๒๙. นายศุภชัย ใจสมุทร ๓๐. นายสฤษฏ์พงษ์ เกี่ยวข้อง ๓๑. นายสัณหพจน์ สุขศรีเมือง ๓๒. นายสันติ กีระนันทน์ ๓๓. นายสาคร เกี่ยวข้อง ๓๔. นายสามารถ แก้วมีชัย ๓๕. นายสุรทิน พิจารณ์ ๓๖. นายสุรสิทธิ์ นิธิวุฒิวรรักษ์ ๓๗. นายองอาจ วงษ์ประยูร ๓๘. นายอดิศร เพียงเกษ ๓๙. นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์
เป็นรายชื่อคณะกรรมาธิการ ๓๙ ท่านนะครับ ต่อไปก็ขอแปรญัตติครับ
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายอรรถกร ศิริลัทธยากร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคพลังประชารัฐ ขอเสนอแปรญัตติจำนวน ๗ วัน แล้วก็ระยะเวลาพิจารณา ๒๐ วันครับ ขอผู้รับรองด้วยครับ
แปรญัตติ ๗ วันนะครับ แต่จะไปบังคับให้เสร็จภายในกี่วันนี่มันไม่ได้ แต่ว่าต้องขอร้องเท่านั้นเองครับ ก็ถือว่าจบ ผมเลยถือโอกาสเรียนนะครับนี่เป็นข้อบังคับพวกเรานะครับ แล้ววันหนึ่งทุกพรรคในที่นี้ ท่านก็อาจจะต้องมานั่งเป็นประธาน ผมก็อาจจะไปนั่งอยู่ข้างล่าง อันนี้เป็นเรื่องธรรมดา เพราะฉะนั้นข้อบังคับนี้ก็คือข้อบังคับที่จะใช้กับพวกเราทุกคนในฐานะแตกต่างกันไป ตามระยะเวลา ไม่มีใครยืนยงอยู่กับที่ได้ตลอดไป อันนี้ขอให้เข้าใจ เพราะฉะนั้นเราจะได้ ช่วยกันดูแลว่าความเหมาะสมควรจะเป็นอย่างไร ผมก็เรียนฝากกรรมาธิการไปดูแล ให้รอบคอบ เรามีประสบการณ์พอสมควรแล้วว่าอะไรควรจะแก้ไข ควรปรับปรุงนะครับ ขอขอบคุณทุกฝ่ายนะครับ
วาระต่อไป ผมขอไปเรื่องที่ค้างพิจารณานะครับ เรื่องด่วนที่ค้างต่อไปนี้ก็คือ เรื่องญัตติของนายระวี มาศฉมาดล คือญัตติด่วน เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎร ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษากรณีการต่อสัญญาสัมปทานให้กับบริษัททางด่วนและ รถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ซึ่งมีญัตติทำนองเดียวกันของนายอนุรักษ์ ตั้งปณิธานนท์ คือญัตติด่วนที่ ๕ นะครับ เพราะฉะนั้นญัตติด่วนที่ ๑ กับญัตติด่วนที่ ๕ นี้เป็นญัตติ ที่เป็นเรื่องทำนองเดียวกันนะครับ นอกจากนี้ยังมีเรื่องของคุณยุทธพงศ์เข้ามาทีหลังนะครับ ยังไม่ได้บรรจุ แต่ว่าเป็นเรื่องทำนองเดียวกันเพราะฉะนั้นผมขออนุญาตที่ประชุม ให้ทั้ง ๓ เรื่องนี้พิจารณาพร้อมกันไป รวมพิจารณาด้วยกันครับ ก็ขออนุญาตที่ประชุมครับ ญัตติคุณยุทธพงศ์จะขอให้เจ้าหน้าที่แจกพวกเรานะครับเพิ่งเสนอเข้ามา
๑. ญัตติด่วน เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาศึกษากรณีการต่อสัญญาสัมปทานให้กับบริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) (นายระวี มาศฉมาดล เป็นผู้เสนอ)
๒. ญัตติด่วน เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาศึกษากรณีการต่อสัญญาสัมปทานให้กับบริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) (นายอนุรักษ์ ตั้งปณิธานนท์ เป็นผู้เสนอ)
๓. ญัตติด่วน เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาศึกษาโครงการรถไฟฟ้าส่วนต่อขยายสัญญาสัมปทาน (นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร เป็นผู้เสนอ)
ขอเชิญคุณหมอระวีเลยครับ เชิญครับ ขอบคุณหมอมากนะครับที่รอญัตตินี้ มาหลายสัปดาห์แล้ว
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพครับ ท่านประธานครับ ก่อนอื่นผมขออนุญาตท่านประธานที่จะใช้ แผ่นภาพประกอบการอภิปรายประมาณ ๘ ชาร์ต (Chart) นะครับ
ได้ตรวจแล้วอนุญาตครับ
ขอบคุณครับ ผมขออนุญาต เอาชาร์ต (Chart) ก่อนนะครับ
ท่านประธานครับ
เชิญเลยครับ
ผมขออนุญาตหารือ ในความสงสัยสักครู่เดียวได้ไหมครับ กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ อรรถกร ศิริลัทธยากร พรรคพลังประชารัฐนะครับ จากเอกสารที่เมื่อสักครู่นี้ที่ท่านสมาชิกหลาย ๆ ท่าน ในห้องประชุมได้รับจากทางเจ้าหน้าที่ผมมีความสงสัยว่า เรื่องที่ท่านประธานจะให้พิจารณา ในคราวเดียวกัน เอกสารผมมันเกี่ยวกับ บีทีเอส (BTS) มันน่าจะเป็นเกี่ยวข้องกับ กทม. แต่ว่าเรื่องทางด่วนก็น่าจะเป็นคนละส่วนกัน จึงอยากจะกราบเรียนถามท่านประธานว่าเรา เอามารวมกันได้หรือเปล่าครับ
ก็ขอบคุณมากที่ท้วงมานะครับ เป็นเรื่องที่เจ้าหน้าที่เองก็มา
ท่านประธานครับ ผมผู้เสนอญัตติ ผมขออนุญาต
เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดมหาสารคาม พรรคเพื่อไทย ในฐานะที่เป็นผู้เสนอญัตติด่วน ขอให้สภาผู้แทนราษฎรได้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ ศึกษาเกี่ยวกับเรื่องรถไฟฟ้าส่วนต่อขยายสัมปทาน บีทีเอส (BTS) ออกไปอีก ๔๐ ปี ผมกราบเรียน ท่านประธานอย่างนี้ว่า เนื่องด้วยมีญัตติเกี่ยวกับการต่อขยายอายุสัมปทานทางด่วนอีก ๓๐ ปี ซึ่งกำลังจะเข้าในขณะนี้ แล้วผมเองก็ได้เสนอญัตติเรื่องการต่อขยายสัมปทานรถไฟฟ้า บีทีเอส (BTS) ซึ่งผมกราบเรียนท่านประธานว่ามันเป็นเรื่องเร่งด่วน แล้วมันก็เป็นเรื่อง ทำนองเดียวกันกับเรื่องทางด่วน เพราะว่าทั้ง ๒ เรื่อง มันเป็นการต่อขยายอายุสัมปทาน ออกไปเป็นระยะเวลายาวนะครับ อันหนึ่ง ๓๐ ปีทางด่วน แล้วก็รถไฟฟ้า ๔๐ ปี แล้วก็ เกี่ยวข้องกับความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนในกรุงเทพมหานครเหมือนกัน แล้วก็เป็น เรื่องเร่งด่วน ซึ่งขณะนี้ทั้ง ๒ เรื่อง ทางรัฐบาลในขณะนี้ก็กำลังเร่งดำเนินการ เพราะว่า ทั้ง ๒ เรื่อง มันจะเป็นการแก้ไขปัญหาในเรื่องของการจราจร แล้วก็เป็นเรื่องของการต่ออายุ สัมปทานเหมือนกัน กระทบกับคนในกรุงเทพมหานคร แล้วก็ประชาชนที่เข้ามาใช้บริการ เหมือนกัน ผมอยากจะขอให้ท่านประธานได้พิจารณารวมเป็นเรื่องเดียวกัน เพราะว่า มันเป็นเรื่องในทำนองเดียวกันนะครับ
คนละหน่วยงานนะครับ แต่เรื่องก็ต่อสัมปทานเหมือนกัน ก็อนุญาตให้รวมพิจารณาเพื่อญัตติด่วนนี้จะได้เข้าพิจารณา ไปพร้อมกัน
ขอบคุณครับท่านประธาน
ได้ครับ คุณหมอ เชิญเลยครับ
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพครับ ผมขออนุญาตเปิดการอภิปรายในญัตตินี้นะครับ โดยจะขอใช้แผ่นภาพประกอบ ประมาณ ๘ แผ่น ที่มาของเรื่องนี้ก็มาจากการที่ทางรัฐบาลในอดีตหลายสิบปีมาแล้ว ๓๐-๔๐ ปีมาแล้วได้มีการสร้างทางด่วนขึ้น เริ่มต้นจากสร้างทางด่วนขั้นที่ ๑ ทางพิเศษ เฉลิมมหานคร ต่อมาก็ได้มีความคิดที่จะสร้างทางพิเศษศรีรัชเป็นขั้นที่ ๒ ขึ้น ซึ่งในการสร้าง ทางด่วนขั้นที่ ๒ ขึ้นมาก็เริ่มให้เอกชนมาทำ ทางด่วนขั้นที่ ๑ การทางพิเศษแห่งประเทศไทย ทำเอง เมื่อมีการทำ ในที่สุดสัญญาที่ได้มีการทำไว้ก็เกิดกรณีพิพาทขึ้น จนกระทั่งศาลปกครองสูงสุดได้มีคำพิพากษาให้การทางพิเศษแห่งประเทศไทยต้องชดใช้เงิน ๔,๓๐๐ ล้านบาท ๙๐ วันหลังจากวันที่ ๑๙ ธันวาคม ๒๕๖๑ อันนี้ก็เป็นที่มาของปัญหา ทาง ครม. เมื่อเห็นปัญหานี้เกิดขึ้นก็ได้ทำหนังสือถึงการทางพิเศษแห่งประเทศไทยให้หาทาง เจรจาเพื่อยุติข้อพิพาทโดยยึดถือผลประโยชน์ของประชาชนมากที่สุด ในที่สุดก็มีการ ดำเนินการของบอร์ด (Board) การทางพิเศษแห่งประเทศไทย ที่หาวิธีการแก้ไขปัญหา โดยวิธีการที่จะยกเลิกข้อพิพาททั้งหมด ๑๓๗,๐๐๐ ล้านบาท แลกกับการต่ออายุสัมปทาน ๓๗ ปี ในภายหลังก็มีการถูกทักท้วงจากสหภาพแรงงาน การทางพิเศษแห่งประเทศไทย ก็ได้นำมาซึ่งของการตัดสินใจลดเหลือ ๓๐ ปี ดังนั้นอันนี้คือเป็นที่มาของปัญหานี้นะครับ ผมขออนุญาตที่จะใช้ชาร์ต (Chart) แรกประกอบนะครับว่า ระบบทางด่วนของ กรุงเทพมหานครเราทั้งหมดและปริมณฑลมีทั้งหมด ๘ ระบบ แต่ที่เกี่ยวพันกับอันนี้มีอยู่แค่ ๓ ระบบ ประกอบด้วย
อันแรก ก็คือทางด่วนขั้นที่ ๑ ก็คือทางพิเศษเฉลิมมหานคร ต่อมาทางด่วน ขั้นที่ ๒ คือทางพิเศษศรีรัช ซึ่งมีส่วนประกอบอยู่ ๔ ส่วนก็คือ ส่วนเอ (A) ส่วนบี (B) ส่วนซี (C) และส่วนดี (D) นี่คือระบบที่ ๒ กับระบบที่ ๓ ก็คือทางด่วนขั้นที่ ๕ ก็คือทางพิเศษ อุดรรัถยา จากแจ้งวัฒนะมาบางปะอิน เพราะฉะนั้นที่จะพูดถึงในวันนี้จะเกี่ยวพันเฉพาะ ทางด่วน ๓ ระบบนี้เท่านั้น
ประการต่อไป ก็คือผมขอสรุปข้อพิพาทระหว่างการทางพิเศษแห่งประเทศไทย กับบริษัทเอกชนซึ่งก็คือบริษัท บีอีเอ็ม (BEM) ข้อพิพาททั้งหมดผมแยกเป็น ๖ หมวดนะครับ
หมวดที่ ๑ ก็คือคดีที่ศาลปกครองสูงสุดได้พิจารณาคือจบแล้ว ซึ่งการทางพิเศษ แห่งประเทศไทยจะต้องชำระ ๔,๓๐๐ กว่าล้านบาท
หมวดที่ ๒ ก็คือคดีที่อยู่ภายใต้การพิจารณาของศาลปกครองสูงสุด ก็คือ ตัดสินผ่านอนุญาโตตุลาการมาแล้ว ตัดสินผ่านศาลปกครองกลางมาแล้ว การทางพิเศษ แห่งประเทศไทยแพ้ ต้องชำระทั้งหมดเป็นเงิน ๖,๓๐๐ ล้านบาท อันนี้รออยู่นะครับ
หมวดที่ ๓ ก็คือคดีที่อยู่ในการพิจารณาของศาลปกครองกลางแพ้ขั้น อนุญาโตตุลาการมาแล้ว ตอนนี้อยู่ระหว่างการพิพากษาของศาลปกครองกลาง เป็นเงิน ๗,๒๐๐ กว่าล้านบาท
หมวดที่ ๔ คดีที่อนุญาโตตุลาการตัดสินให้เอกชนชนะแล้ว การทางพิเศษ แห่งประเทศไทยแพ้นะครับ อันนี้เป็นเงิน ๑๒,๐๐๐ ล้านบาท
หมวดที่ ๕ เป็นคดีที่เอกชนได้ส่งเรื่องให้อนุญาโตตุลาการพิจารณา ซึ่งอยู่ ระหว่างการพิจารณายังไม่ตัดสินแพ้ชนะ เป็นเงิน ๓๕,๐๐๐ กว่าล้านบาท
รวมทั้งหมดลำดับ ๑-๕ เป็นเงิน ๖๕,๐๐๐ กว่าล้านบาท อันนี้ก็มีการลบ ตัวเลข ๓,๗๐๐ ล้านบาท นี่คือส่วนที่การทางพิเศษแห่งประเทศไทยฟ้องบ้าง
ต่อมาในหมวดสุดท้ายก็คือคดีที่เอกชนเตรียมยื่นอนุญาโตตุลาการอีก ๗๕,๐๐๐ ล้านบาท รวมทั้งหมดคือ ๑๓๗,๐๐๐ ล้านบาท อันนี้คือข้อพิพาท หรืออาจจะ เรียกกันสั้น ๆ ว่าอาจจะเป็นค่าโง่ตามมา ซึ่งข้อสังเกตในเรื่องนี้ก็คือว่าตัดสินแล้ว เพียงคดีเดียว ที่เหลืออยู่ระหว่างการตัดสินของศาลปกครองสูงสุด และที่สำคัญก็คือตัวเลขนี้ ๔,๓๐๐ ล้านบาท ตัวเลขที่แพ้คดีจริง ๆ มันไม่ถึง ๒,๐๐๐ ล้านบาท แต่บวกดอกเบี้ยเข้าไป กลายเป็น ๔,๓๐๐ ล้านบาท ซึ่งดอกเบี้ยที่บวกเข้าไปบวกดอกเบี้ยตอนพิพากษา แต่คำพิพากษาบอกให้การทางพิเศษแห่งประเทศไทยชำระ ๔,๓๐๐ ล้านบาท ภายใน ๙๐ วันหลังจากวันที่ ๑๙ ธันวาคม ปัจจุบันนี้เกินมาอีก ๓ เดือน ปัจจุบันนี้การทางพิเศษ แห่งประเทศไทยถ้ายังไม่ชำระเงิน ๔,๓๐๐ ล้านบาท จะต้องเสียดอกเบี้ยวันละ ๓๐๐,๐๐๐ กว่าบาทจาก ๔,๓๐๐ ล้านบาทนะครับ
ผมขออนุญาตชาร์ต (Chart) ต่อไปครับ ต่อมานะครับ สิ่งที่ผมจะแสดงนี่ก็คือ ข้อตกลงที่เอกชนและการทางพิเศษแห่งประเทศไทยได้มีการตกลงว่าถ้าจะต่อ ๓๐ ปี รายละเอียดของสัญญาโดยคร่าว ๆ เพราะถ้าเอาในรายละเอียดจะกินเวลาของสภามาก ผมขออนุญาตที่จะสรุปคร่าว ๆ ว่านี่คือเนื้อหาสาระว่าทำไมจึงต้องตั้งคณะกรรมาธิการ เพราะอย่างนี้นะครับ ขอเริ่มที่ทางด่วนขั้นที่ ๑ นะครับ ทางด่วนพิเศษมหานคร ทางด่วนนี้การทางพิเศษ แห่งประเทศไทยเป็นผู้ทำเองเมื่อ ๓๐ กว่าปีที่แล้ว และหลังจากทำการทางพิเศษ แห่งประเทศไทยเป็นผู้เก็บเงิน ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ เพราะเป็นคนทำเอง แต่ภายหลัง เมื่อปี ๒๕๓๓ ได้มีการเสนอให้เอกชนทำการสร้างทางด่วนขั้นที่ ๒ เอกชนได้เสนอว่าถ้าจะให้ ทำทางด่วนขั้นที่ ๒ ในสมัยนั้นมีความเสี่ยงทางธุรกิจ ถ้าจะให้ทำโอเค (OK) แต่ต้องให้ การทางพิเศษแห่งประเทศไทยแบ่งรายได้ของทางด่วนขั้นที่ ๑ ให้กับเอกชน ในสัดส่วน ๙ ปีแรก เอกชนรับไป ๖๐ เปอร์เซ็นต์ การทางพิเศษแห่งประเทศไทยรับไป ๔๐ เปอร์เซ็นต์ ๙ ปีที่ ๒ ๕๐ : ๕๐ และ ๙ ปีสุดท้ายขณะนี้นะครับ การทางพิเศษแห่งประเทศไทยรับ ๖๐ เปอร์เซ็นต์ บริษัทเอกชนรับ ๔๐ เปอร์เซ็นต์ ดังนั้นสัญญาทางด่วนขั้นที่ ๑ ซึ่งได้มีการ ชดใช้ให้กับเอกชนในการสร้างทางด่วนขั้นที่ ๒ จะครบสัญญาในเดือนมีนาคม ปี ๒๕๖๓ อีกไม่กี่เดือนนี้ ซึ่งความจริงส่วนนี้การทางพิเศษแห่งประเทศไทยควรจะได้รายได้ครบ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ไม่ต้องแบ่ง แต่ในการต่อสัญญาครั้งนี้ได้มีการระบุว่าถ้าจะต่อสัญญา ๓๐ ปีนะครับ การทางพิเศษแห่งประเทศไทยมีสิทธิรับ ๖๐ เปอร์เซ็นต์ แต่เอกชนขอแบ่ง ๔ เปอร์เซ็นต์ ไปอีก ๓๐ ปี สิ้นสุดสัญญาปี ๒๕๙๓ อันนี้เป็นทางด่วนขั้นที่ ๑
ต่อไปในทางด่วนขั้นที่ ๒ นี่ซับซ้อนขึ้นนิดหนึ่งนะครับ ผมขอแยกทางด่วน ขั้นที่ ๒ เป็นระบบ เอ (A) กับ บี (B) ระบบ เอ (A) กับ บี (B) นะครับ สัญญาจะหมด ในเดือนกุมภาพันธ์ ปี ๒๕๖๓ เช่นกัน ตอนนี้ส่วนแบ่งก็คือ ๖๐ : ๔๐ การทางพิเศษ แห่งประเทศไทย ได้ ๖๐ เปอร์เซ็นต์ ทางเอกชนได้ ๔๐ เปอร์เซ็นต์ ถ้าต่อสัญญา ๓๐ ปี ก็จะไปหมดเดือนมีนาคม ปี ๒๕๙๓
ต่อไปนะครับ ทางด่วนขั้นที่ ๒ ส่วนซี (C) ทางพิเศษศรีรัช ส่วนซี (C) บริษัทเอกชนเป็นผู้สร้างสัญญาจะหมดปี ๒๕๖๓ เช่นกัน ถ้าต่อใหม่เอกชนขอรับ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ทุกวันนี้เอกชนรับ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ หมดปี ๒๕๙๓ เช่นกันถ้าต่อสัญญานะครับ
ต่อไปทางพิเศษศรีรัช ส่วนดี (D) เอกชนเป็นผู้สร้าง แล้วก็เอกชนรับ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์มาโดยตลอด อันนี้สัญญาจะหมดปี ๒๕๗๐ นะครับ สัญญาเดิมนะครับ ถ้าต่อสัญญา ๓๐ ปี สัญญานี้ส่วนดี (D) จะไปหมดอายุปี ๒๖๐๐ นะครับ
ส่วนทางด่วนขั้นที่ ๕ ทางด่วนสุดท้าย คือทางด่วนสายบางปะอิน-ปากเกร็ด หรือเรียกว่าทางพิเศษอุดรรัถยา ผู้สร้างคือบริษัทลูกของ บีอีเอ็ม (BEM) หมดสัญญาปี ๒๕๖๙ แล้วทางบริษัทรับผลประโยชน์ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ถ้าต่อสัญญา ๓๐ ปีหมดเดือนกุมภาพันธ์ ปี ๒๕๙๙ ซึ่งเอกชนขอรับเต็ม ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ อันนี้คือเนื้อหาหลักของสัญญา แต่ไม่ใช่ เพียงเท่านี้ครับ อันนี้คือเฉพาะผลประโยชน์ทางด่วน ในสัญญานี่ข้อตกลงมีการเพิ่มอีก ๒ หมวด
หมวดแรกคือการใช้พื้นที่ใต้ทางด่วนทางธุรกิจ เดิมพื้นที่ใต้ทางด่วนการทางพิเศษ แห่งประเทศไทยกับบริษัทเอกชนใช้เพื่อซ่อมบำรุงเท่านั้น ถ้าตกลงตามเซ็นสัญญานี้เอกชนกับ การทางพิเศษแห่งประเทศไทย ก็จะมีรายได้แบ่งกันอีกจากการใช้พื้นที่ใต้ทางด่วนทางธุรกิจ ซึ่งเดี๋ยวนี้มันอยู่ในศูนย์กลางของกรุงเทพมหานครจำนวนมาก ถ้ามีการตกลงกันตรงนี้ในอนาคต ท่านอาจจะเห็นป้ายโฆษณาใต้ทางด่วน หรืออาจจะเห็นร้านค้าใต้ทางด่วน อันนี้เป็นสัญญาที่เพิ่ม
กับอีกข้อหนึ่งคือการสร้างทางด่วนชั้นที่ ๒ เรียกว่า ดับเบิลเดก (Double Deck) สร้างทางด่วนชั้นที่ ๒ อันนี้ก็จะมีรายได้ที่จะแบ่งกันอีก ซึ่งตรงนี้ก็จะใช้หลักการแก้ไข ปรับปรุงสัญญาเพิ่ม ๒ เงื่อนไขนี้เข้าไปเป็นผลประโยชน์ที่จะเพิ่มเติม
ในประเด็นต่อไปนะครับ ผมขออนุญาตแสดงตัวเลขรายได้ของบริษัทเอกชน ในปี ๒๕๖๐ นะครับ เฉพาะเกี่ยวกับในสัญญานี้ปี ๒๕๖๐ อันแรก รายได้จากทางด่วน ขั้นที่ ๑ ทางพิเศษเฉลิมมหานคร ปี ๒๕๖๐ ปีเดียวนะครับ เฉพาะส่วนของเอกชนได้ไป ๒,๗๐๐ กว่าล้านบาท จากส่วนแบ่ง ๖ : ๔ ทางด่วนขั้นที่ ๒ ส่วนเอบี (AB) นะครับ สัดส่วน ๖ : ๔ เอกชนได้ไป ๒,๓๐๐ ล้านบาท ทางพิเศษศรีรัช ส่วน ซี (C) นะครับ เอกชนได้ไป ๙๑๐ ล้านบาท ได้รับ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ต่อไปทางด่วน ส่วน ดี (D) เอกชนได้รับ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ เป็นเงิน ๑,๗๐๐ กว่าล้านบาท ต่อไปอันสุดท้ายทางพิเศษอุดรรัถยา เอกชนรับ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ เป็นเงิน ๑,๔๐๐ ล้านบาท รวมทั้งหมดเฉพาะรายได้ของเอกชนในปี ๒๕๖๐ เป็นตัวเลข ๙,๓๐๐ ล้านบาท นี่เฉพาะ ส่วนแบ่งของเอกชนนะครับ ตัวเลขคร่าว ๆ ที่มีการรวมมาในปี ๒๕๖๑ ตัวเลขของเอกชน ทะลุจาก ๙,๓๐๐ ล้านบาท เข้ามาเกือบหมื่นล้านบาท และตัวเลขในปี ๒๕๖๒ คร่าว ๆ จากตอนช่วง ๖ เดือนแรก ก็ประมาณการว่าเอกชนน่าจะได้ทะลุ ๑๐,๐๐๐ ล้านบาทต่อปี ต่อไปครับ หลักฐานประกอบว่าปัจจุบันนี้รายได้มันจะเพิ่มขึ้นมากเท่าไรนะครับ อันนี้เป็นชาร์ต (Chart) ที่แสดงจำนวนรถที่ผ่านเฉพาะ ๓ ทางด่วนนี้ต่อวันนะครับ จำนวนปัจจุบันนี้คือ ๑,๑๗๔,๐๐๐ เที่ยวต่อวัน รวมรถทุกชนิดตัวเลขของปีนี้ แยกเป็น ตัวเลขนะครับ ก็คือทางด่วนขั้นที่ ๑ ซึ่งเป็นการทางพิเศษแห่งประเทศไทยสร้างเอง วันละ ๓๗๐,๐๐๐ เที่ยว ต่อมาครับ ขั้นที่ ๒ ส่วนเอ (A) ประมาณ ๓๐๐,๐๐๐ กว่าเที่ยว ส่วนซี (C) ๑๘๐,๐๐๐ กว่าเที่ยว แล้วก็ส่วนดี (D) ประมาณ ๒๐๐,๐๐๐ กว่าเที่ยวต่อวัน อุดรรัถยา ประมาณ ๙๐,๐๐๐ เที่ยว รวมทั้งหมดนี่ ๑,๑๐๐,๐๐๐ กว่าเที่ยวต่อวัน ลองคิดดูนะครับ เอาตัวเลขประมาณสัก ๕๐ บาท ไปคูณก็พอจะมองได้ว่ารายได้ที่จะเกิดขึ้นจากกรณีค่าทางด่วน จะตกที่ประมาณเท่าไรใน ๓๐ ปี อันนี้คือตัวเลขทุกวันนี้นะครับ ปีหน้าก็จะเพิ่มมากกว่านี้อีก เพื่อความรวดเร็วผมขออนุญาตที่จะแสดงให้เห็นว่าเปรียบเทียบระหว่างถ้ารัฐบาลต่อสัญญา ๓๐ ปี กับไม่ต่อ ๓๐ ปี มีข้อดี ข้อเสียต่างกันอย่างไร ให้ที่ประชุมได้พิจารณาในรายละเอียด ผมขอเริ่มที่ว่าถ้าต่ออายุ ๓๐ ปี จะเกิดอะไรขึ้น
ส่วนแรกก็คือรายได้ของการทางพิเศษแห่งประเทศไทยกับรายได้ของ บริษัทเอกชนใน ๓๐ ปี ตัวเลขนี้เอามาจากตัวเลขแนบท้ายสัญญาระหว่าง ๒ ฝ่ายนะครับ อยู่ในสัญญาที่มีการประเมินว่าจะมีรายได้เท่าไร รายได้ที่ประเมินก็คือ ๗๕๐,๐๐๐ ล้านบาทเศษ นี่คือรายได้ ๒ ฝ่ายที่จะได้รวมกันใน ๓๐ ปี
ต่อมานะครับ แยกในสัญญานี่เขาได้มีการแยกเลยครับว่าจากสัดส่วน ที่จะแบ่งกันนี่บริษัทเอกชนใน ๓๐ ปี จะได้ประมาณ ๔๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท
ต่อมาครับ ในช่วง ๓๐ ปี การทางพิเศษแห่งประเทศไทยจะได้รายได้ประมาณ ๓๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท สิ่งที่การทางพิเศษแห่งประเทศไทย จะได้ก็คือว่ายุติกรณีพิพาท ๑๓๗,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งตรงนี้นะครับ ยังไม่ทราบตัวเลขที่ชัดเจน เพราะว่าเพิ่งแพ้คดีเดียว ๔,๓๐๐ ล้านบาท ที่เหลืออาจจะมีการต่อสู้คดีได้อาจจะมีกรณีที่หมดอายุความหรืออย่างไร ต้องอาศัยคณะกรรมาธิการตั้งขึ้นมาและไปศึกษารายละเอียดจริงๆ ก็จะรู้ว่าตัวเลขจริง ๆ ที่จะเป็นค่าโง่เท่าไรแน่นอน ผมได้แต่รวบรวมตัวเลขมา แต่รายละเอียดเราต้องไปศึกษา รวมทั้งอาจจะเหมือนคลองด่านหรือไม่ แม้ว่าจะเป็นตัวเลขซึ่งเกิดจากไม่ได้ขึ้นค่าโดยสาร แต่ถ้าพบว่ามีการคอร์รัปชัน มีการทุจริต อาจจะนำเข้าสู่ศาลอื่นที่ไม่ใช่ศาลปกครอง พิพากษาว่า การทางพิเศษแห่งประเทศไทยไม่ต้องชำระเงินได้หรือไม่ อันนี้ต้องเป็นหนทางที่รัฐบาล ต้องดำเนินการต่อสู้ต่อไป แต่คิดคร่าวๆ นะครับ สมมุติว่าแพ้คดีหมดต้องชำระ ๑๓๗,๐๐๐ ล้านบาทนี่คือส่วนที่จะเสีย
ข้อต่อไปนะครับ จะเกิดรายได้จากการพัฒนาพื้นที่ใต้ทางด่วนและรายได้ จากการลงทุนสร้างดับเบิลเดก (Double Deck) ทางด่วนชั้นที่ ๒ ซึ่งเป็นรายได้ที่จะแบ่งกัน อีก ๒ ส่วน นอกเหนือจาก ๗๕๐,๐๐๐ ล้านบาทนี่นะครับ
ต่อไปนะครับ แม้ว่าในสัญญามีการพยายามจะระบุว่ากรณีพิพาท ๑๓๗,๐๐๐ ล้านบาทให้จบไป แต่อย่างไรก็ตามสัญญานี้ต้องดูให้ดีครับ เพราะถ้าไม่ทำการ ปรับปรุงสัญญาให้ดี อีก ๓๐ ปีอาจจะมีค่าโง่เกิดขึ้นมาได้อีก จากการที่ผิดสัญญาของรัฐ จากการที่ไม่สามารถจัดการเรื่องพื้นที่ใต้ทางด่วนให้กับเอกชนเมื่อเซ็นสัญญาไป มีโอกาส จะเกิดขึ้นอีกหลายเรื่องนะครับ เพราะว่าอีก ๓๐ ปีเราไม่รู้เกิดอะไรขึ้น เพราะฉะนั้นอาจจะมี ค่าโง่แสนล้านบาท ๑๕๐,๐๐๐ ล้านบาท หรืออาจจะถึง ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ในอีก ๓๐ ปี ข้างหน้า อันนี้คือความเสี่ยงที่จะเกิด อันนี้คือเปรียบเทียบนะครับว่าถ้าต่อสัญญาอายุ สัมปทานจะเกิดอะไรขึ้น
ประเด็นต่อไปนะครับ แล้วถ้ายกเลิกล่ะ ถ้ายกเลิกสัมปทาน การต่อสัมปทาน ในครั้งนี้ ถ้ารัฐบาลตัดสินใจว่ายกเลิกให้การทางพิเศษแห่งประเทศไทยทำเอง จะเกิดผลดี ผลเสียอย่างไรบ้าง สิ่งแรกก็คือรายได้ของทางการพิเศษแห่งประเทศไทย ต่อไปคือรายได้ หรือผลประโยชน์ของประชาชน สิ่งแรกผมขออนุญาต รายได้การทางพิเศษแห่งประเทศไทย ถ้าไม่ต่ออายุสัมปทาน ๓๐ ปี หมดสัญญาสัมปทานส่วนไหน การทางพิเศษแห่งประเทศไทย ก็เข้าดูแลเอง สิ่งแรกรายได้การทางพิเศษแห่งประเทศไทยตลอด ๓๐ ปี จะเป็นเงิน ประมาณ ๗๕๐,๐๐๐ ล้านบาท อันนี้คือตัวเลข
ต่อไปนะครับ การเสียค่าโง่ ถ้าเป็นแบบนี้รัฐบาลต้องให้การทางพิเศษ แห่งประเทศไทยสู้ทุกคดี แพ้ก็จ่าย เช่น ๔,๓๐๐ ล้านบาท ถ้าตัดสินใจในแนวทางนี้นะครับ ไม่ต่อสัญญาก็จ่ายเลย ๔,๓๐๐ ล้านบาท ไม่อย่างนั้นต้องมีดอกเบี้ยวันละ ๓๐๐,๐๐๐ กว่าบาท คดีต่อไป ๑,๙๐๐ ล้านบาท ที่กำลังรออยู่ ถ้าแพ้ก็จ่ายเลยนะครับ เพราะฉะนั้นนี่คือสิ่งที่ การทางพิเศษแห่งประเทศไทยหรือรัฐจะต้องเสียไป
ข้อต่อไปนะครับ รายได้จากการพัฒนาพื้นที่ใต้ทางด่วนและรายได้ จากการสร้างดับเบิลเดก (Double Deck) การทางพิเศษแห่งประเทศไทยก็จะรับเต็ม ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ไม่ต้องแบ่งใคร อันนี้คือส่วนของรายได้ รายจ่ายที่จะเกิดขึ้นจากการ ไม่ต่อสัญญา
ข้อต่อไปครับ ถ้าไม่ต่อสัญญาประชาชนจะได้อะไรบ้าง ที่เห็นชัด ๆ นะครับ ในสัญญาได้ระบุชัดเจนว่าถ้าต่อสัญญา ๓๐ ปี ต้องให้สิทธิเอกชนในการขึ้นค่าผ่านทาง ๑๐ บาท ทุก ๑๐ ปี ซึ่งอัยการได้ทักท้วงกลับมาแล้วว่าขอให้ดูให้ดี ถ้าเขียนแบบนี้ตายตัว แสดงว่าประชาชนต้องแบกรับ ๑๐ บาท ทุก ๑๐ ปี ควรจะมีการแก้สัญญาเพิ่มเติมหรือไม่ ว่าควรจะขึ้นอยู่กับอัตราเงินเฟ้อด้วย ถ้าอัตราเงินเฟ้อมันต่ำกว่า ๑๐ บาท ต้องไม่ขึ้นถึง ๑๐ บาท อันนี้คือสิ่งที่อัยการทักท้วงมานะครับ แต่ถ้าเกิดไม่ต่อสัญญาเลย การทางพิเศษ แห่งประเทศไทยหรือรัฐบาลหน้าสามารถยกเลิกการไม่ขึ้นค่าผ่านทางได้ เพราะอะไรครับ ทุกวันนี้เอาแค่ตัวเลขเดิมนะครับใน ๓๐ ปี การทางพิเศษแห่งประเทศไทยมีเงิน ๗๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ไม่รวมผลประโยชน์ดับเบิลเดก (Double Deck) กับใต้ทางด่วนนะครับ ถ้าเกิดเป็นแบบนี้ขึ้นรัฐบาลไม่ต้องขึ้นค่าทางด่วน ๓๐ ปีได้เลย เพราะอะไรครับ เพราะทางด่วน สร้างเสร็จหมดแล้วครับ ทุกวันนี้จะมีเฉพาะค่าใช้จ่ายของพนักงานการทางพิเศษแห่งประเทศไทย ที่ดูแลเก็บเงินตามด่านต่าง ๆ และค่าซ่อมบำรุงเท่านั้น ซึ่งตัวเลขทางวิศวกรรมเท่าที่สอบถาม คร่าว ๆ ไม่เกิน ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ที่เหลือก็เป็นรายได้เข้าการทางพิเศษแห่งประเทศไทย เข้ารัฐ เผลอ ๆ เงินที่ได้สะสมเอาไปสร้างทางด่วนเพิ่มเติมได้เลย โดยไม่ต้องอาศัยภาษี ของประชาชน แต่ถ้าเกิดคงค่าโดยสารไว้เท่าเดิมโดยไม่ขึ้น ประชาชนจะได้อีกเท่าไร ลองคูณ ณ วันนี้วันละ ๑,๑๐๐,๐๐๐ เที่ยว ถ้าไม่ขึ้น ๑๐ บาท อีก ๓๐ ปี ถ้าขึ้น ๓ ครั้ง ๓๐ บาท ในอีก ๓๐ ปี ผมว่ามันอาจจะทะลุ ๒,๐๐๐,๐๐๐ เที่ยวต่อวันนะครับ เพราะฉะนั้นนี่คือ สิ่งที่ประชาชนจะได้
ข้อต่อไปนะครับ ทุกวันนี้เราพบว่าเวลาเราขึ้นทางด่วน สมมุติว่าพอหมดจาก ทางพิเศษเฉลิมมหานครเข้าทางพิเศษศรีรัชแล้วเจอด่านที่ ๒ จากทางพิเศษศรีรัช ส่วนเอ (A) ไปเข้าส่วนบี (B) เจอด่านที่ ๒ บางครั้งเราไปถึง ๓ ด่าน เป็นเงิน ๑๐๐ กว่าบาท ถ้ารัฐบาล ให้การทางพิเศษแห่งประเทศไทยดำเนินการเอง ผลประโยชน์ของประชาชนอาจจะเกิด ถ้ารัฐบาลมีนโยบายยกเลิกด่านกลางทางเหมือนต่างประเทศหลายประเทศครับ หลังจากเขา รับสัมปทานครบเสร็จ เขายกเลิกการเก็บด่านที่แยกเป็นขั้นตอนนะครับ รัฐบาลอาจจะดำเนินนโยบาย ๓๐ บาทรักษาทุกโรค ขออภัยครับ ๓๐ บาทผ่านทางด่วน ได้ตลอด ขึ้นปั๊บเก็บเงินทีเดียว ๓๐ บาท จะวิ่งไปทางด่วนใดก็ได้ เพราะอยู่ในมือของ การทางพิเศษแห่งประเทศไทยหมดแล้ว สิ่งนี้ท่านลองคิดดูนะครับผลประโยชน์มหาศาล ขนาดไหน จากโดยเฉลี่ยน่าจะเป็น ๑๐๐ บาท เหลือ ๓๐ บาท หรือสัก ๕๐ บาท ขึ้นอยู่กับนโยบายรัฐและสิ่งนี้เกิดขึ้นได้โดยไม่ได้ใช้งบประมาณจากภาษีของพวกเราทุกคน รัฐบาลสามารถจะหาเสียงได้โดยใช้วิธีการลดภาระของประชาชน อาจจะมีรายได้เข้ารัฐ จากการทางพิเศษแห่งประเทศไทยน้อยลงหน่อย แต่ว่าปีละ ๕,๐๐๐ ล้านบาท ทำได้นะครับ
ข้อสุดท้ายนะครับ ถ้าไม่ต่อสัมปทานการทางพิเศษแห่งประเทศไทยทำเอง จะเป็นการจบมหากาพย์ค่าโง่ทางด่วน ซึ่งเป็นคดีกันตั้งแต่ปี ๒๕๔๐ กว่า ยาวเหยียดมา จนกระทั่ง ๓๐ กว่าคดี จะเป็นการจบมหากาพย์ค่าโง่ทางด่วน ใน ๓๐ ปีข้างหน้า ไม่มีอีกแน่นอน อันนี้คือสิ่งที่จะเป็นการแสดงว่าถ้าไม่ต่อเกิดผลดีต่อชาติอย่างไร ต่อการทางพิเศษแห่งประเทศไทยอย่างไร ต่อประชาชนอย่างไร
ผมขออนุญาตชาร์ต (Chart) สุดท้ายนะครับ ผมขออนุญาตสรุปให้ที่ประชุม ให้ท่านประธานได้เห็นว่าเปรียบเทียบระหว่างต่อกับไม่ต่อมีข้อดี ข้อเสียอย่างไร
ข้อแรก พูดถึงรายได้การทางพิเศษแห่งประเทศไทย ถ้าต่อสัญญา ๓๐ ปี การทางพิเศษแห่งประเทศไทยจะได้เงินรายได้แค่ ๓๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ใน ๓๐ ปี แต่ถ้าไม่ต่อจะมีรายได้ ๗๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ลบด้วยค่าโง่ประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ก็จะเหลืออยู่ประมาณ ๖๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ๒ อย่างนี้หักลบกัน ถ้าไม่ต่อสัญญาการทางพิเศษ แห่งประเทศไทยได้เงินเพิ่มใน ๓๐ ปี อีก ๓๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท
ข้อที่ ๒ ก็คือถ้าไม่ต่อสัญญาค่าโง่ในอนาคต ถ้าต่อสัญญายังมีความเสี่ยงครับ ไม่ว่าจะแก้สัญญาอย่างไร เอกชนจะยอมหรือไม่ เวลาแก้สัญญาถ้าเกิดมีข้อบกพร่องผิดพลาด ประชาชนชาวไทยซวยอีกครับ แต่ถ้าไม่ต่ออายุสัญญานะครับ จะไม่มีค่าโง่อีกแล้วในทางด่วน ๓ ระบบใหญ่ ซึ่งเป็นระบบหลักในปัจจุบันนี้ ระบบที่เหลือมันเป็นระบบปลายทาง ซึ่งจะมีผล น้อยกว่า
ต่อไปนะครับ รายได้จากการพัฒนาพื้นที่ใต้ทางด่วน ถ้าต่ออายุก็แบ่งกัน ระหว่างเอกชนกับการทางพิเศษแห่งประเทศไทย แต่ถ้าไม่ต่ออายุเป็นของการทางพิเศษ แห่งประเทศไทยเต็มร้อย
ข้อต่อไป รายได้จากการพัฒนาดับเบิลเดก (Double Deck) ถ้าจะสร้างนะครับ ถ้าไม่ต่ออายุ ผมไม่มั่นใจว่าจะมีการสร้างไหม เพราะยังไม่มีการศึกษารายละเอียดผลกระทบ ข้อดี ข้อเสีย อย่างเพียงพอ เผลอ ๆ อาจจะไม่ได้สร้าง แต่ถ้าสร้าง ถ้าต่ออายุให้เขาแบ่งกัน แต่ถ้าไม่ต่ออายุเป็นของการทางพิเศษแห่งประเทศไทยทั้งหมด
ข้อต่อไป การขึ้นค่าทางด่วนอันนี้ชัดเจนนะครับ ในสัญญาระบุว่าต้องให้เขา ขึ้น ๑๐ บาท ทุก ๑๐ ปี ในร่างสัญญาเดิมที่จะเซ็นกันนะครับ แต่ตอนนี้อัยการทักท้วงมา ก็อาจจะมีการแก้ว่าให้ขึ้นกับภาวะเงินเฟ้อ แต่ถ้าภาวะเงินเฟ้อขึ้นเกิน ๑๐ บาท ก็ต้องให้เขา ขึ้น ๑๐ บาท แต่ถ้าไม่ต่ออายุก็เป็นการทางพิเศษแห่งประเทศไทยไม่ขึ้นเลยใน ๓๐ ปี สามารถจะทำได้ ผลประโยชน์ประชาชนมหาศาล กับอีกอันหนึ่งนะครับ ถ้ารัฐบาลจะลด รถติด อย่างที่ทุกคนรู้ว่าเวลาขึ้นทางด่วนบางทีมันไปติดตรงด่านเก็บเงิน แล้วก็ลดค่าใช้จ่าย ของการทางพิเศษแห่งประเทศไทย ลดพนักงานตรงด่านกลางหมด ถ้ารัฐบาลใช้นโยบาย ขึ้นทีเดียวรวดเลย ขึ้นต้นทางเก็บเงินทีเดียว ที่เหลือจะไปวิ่งตรงไหนก็ขึ้นอยู่กับประชาชน ซึ่งหลายประเทศทำนะครับ เพราะว่าเรื่องทางด่วนเป็นสาธารณะที่ต้องอำนวยความสะดวก นึกดูนะครับทุกท่านในที่ประชุมนี้ ผมเชื่อนะครับเวลาเราขับรถไปจะต้องเกิดคำถามว่า ขึ้นทางด่วนหรือไปทางที่ไม่ด่วนดีเป็นคำถามที่เกิดขึ้นมาตลอด เพราะค่าทางด่วนมันแพง ถ้ารัฐบาลดำเนินการแบบนี้นะครับ ปัญหานี้จะน้อยลง ประชาชนบอกทางด่วน ๓๐ บาท ขึ้นไปเลย การจราจรข้างล่างก็จะลดการคับคั่ง แต่ขออภัยนะอาจจะไปติดข้างบนแทนนะครับ ดังนั้นถ้าเกิดรัฐบาลคิดจะลดภาระของประชาชน ถ้าต่ออายุทำไม่ได้ครับ แต่ถ้าไม่ต่ออายุ ทำได้ครับ อันนี้คือเนื้อหาสาระของร่างสัญญาที่ผมนำมาให้ที่ประชุมได้รับทราบ ผมขออนุญาตต่ออีกนิดเดียวครับ ก็คือว่าเมื่อเหตุผลเป็นแบบนี้ สิ่งที่ดีที่สุดก็คือควรจะอาศัย การตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญจากตัวแทนของ ส.ส. จากตัวแทนของประชาชนทั้งประเทศ มาร่วมกันศึกษา กรณีพิพาท ๑๓๗,๐๐๐ ล้านบาทจะเอาอย่างไร การต่อสัญญาจะเอาอย่างไร แล้วการที่จะต่อ ๓๐ ปีถูกกฎหมายหรือไม่ ผิด พ.ร.บ. ร่วมทุนระหว่างเอกชนกับรัฐบาล ปี ๒๕๖๒ หรือไม่ ซึ่งอัยการก็ได้ทักท้วงมาว่าดูให้ดีนะ มาตรา ๔๙ ผิดหรือไม่ สหภาพแรงงาน ก็ได้ทักท้วงว่ามันผิด พ.ร.บ. ร่วมทุนหรือไม่ รวมกับรายละเอียดอื่น ๆ ที่มีเป็นข้อปลีกย่อย อันนี้คือเฉพาะข้อหลักนะครับ ดังนั้นถ้าไม่อาศัยตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมาช่วยกัน ศึกษา เมื่อศึกษาได้เสร็จแล้วก็จะนำเสนอให้รัฐบาลใหม่เป็นผู้พิจารณาต่อไป ผมคิดว่า ทางออกนี้จะเหมาะที่สุดสำหรับสภานี้และเป็นผลประโยชน์ของประเทศชาติ เพราะว่า สัญญานี้ถ้าคิดมูลค่านะครับ ๘๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ในการต่อสัญญาฉบับนี้ ควรที่จะอาศัย การมีส่วนร่วมของคณะกรรมาธิการจากสภาจะเป็นผลดีที่สุด และถ้ามองในแง่ทางการเมือง ผมคิดว่าถ้ารัฐบาลไม่ให้ตั้งคณะกรรมาธิการ เท่ากับรัฐบาลพร้อมจะรับเผือกร้อนด้วยตนเอง ถ้าท่านตัดสินใจต่ออายุ ๓๐ ปี โดยมีข้อมูลเผยแพร่ออกมาชัดเจนแบบนี้แล้ว คิดดูนะครับ ถ้าผมเป็นฝ่ายค้าน ผมต้องยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจญัตตินี้แน่นอน แต่ถ้าเกิดผ่านการศึกษา ของคณะกรรมาธิการแล้ว คณะกรรมาธิการได้พิจารณาด้วยความรอบคอบ เพราะ คณะกรรมาธิการจะต้องเอาข้อมูลจากทุกฝ่าย จากสหภาพ จากผู้ว่าการ จากบอร์ด (Board) จากบริษัทเอกชน เชิญทุกฝ่ายมาให้ข้อมูล
คุณหมอ ช่วยสรุปหน่อยนะครับ เพราะว่าผมฟังมายาวนาน แล้วก็ค่อนข้างจะวนแล้ว เชิญสรุปครับ
ผมขออนุญาตอีก ๒ นาที จบเลยครับ ก็คืออย่างนี้นะครับ ถ้าเป็นแบบนี้ เราจะได้คนที่มีความรู้ความสามารถ มีวิศวกร มาดูว่าดับเบิลเดก (Double Deck) มันควรสร้างหรือไม่ ผิดสัญญาหรือไม่ เอานักกฎหมาย เข้ามาช่วยดู ทุกอย่างจะผ่านจากสภาอย่างรอบคอบ และถ้ามีหลักฐานอย่างนี้ไป ผมเชื่อนะครับ ว่าถ้าผมเป็นรัฐมนตรีกระทรวงคมนาคมหรือเป็นรัฐบาลใหม่ ผมจะตัดสินได้ด้วยความสบาย ใจเพราะมีข้อมูลมาพร้อมหมด ผมก็ขออนุญาตที่จะสรุปสุดท้ายนะครับว่าการตั้งญัตตินี้ ในส่วนตัวผม ไม่ได้มีอคติกับบริษัทเอกชนใด ๆ ทั้งสิ้น ผมเพียงแต่ว่าเอกชนเขาลงทุน ในภาวะที่ยากลำบาก เขาก็ต้องได้ผลประโยชน์ตอบแทน แต่เมื่อถึงตอนนี้แล้วต้องเอา ผลประโยชน์ที่พอดีที่จะแลกกัน แต่ถ้ามากเกินไป ในส่วนตัวไม่เห็นด้วย แต่ผมไม่ได้ตั้งธง ว่าต้องต่ออายุหรือต้องคัดค้านการต่ออายุให้การทางพิเศษแห่งประเทศไทยทำเอง ผมเพียงแต่นำเสนอข้อมูล ขอขอบพระคุณครับ
ขอบคุณ คุณหมอระวี มาศฉมาดล ที่ได้นำเสนอ ลำดับต่อไปก็จะเป็นผู้เสนอญัตติที่ ๒ ท่านอนุรักษ์ ตั้งปณิธานนท์ ขอเชิญได้แถลงเหตุผลครับ ท่านอนุรักษ์รอสักครู่หนึ่งนะครับ ท่านมีอะไร จะหารือหรือว่าอย่างไรครับ เชิญครับ
ผม วิรัตน์ วรศสิริน จากพรรคเสรีรวมไทย แบบบัญชีรายชื่อ อยากจะขออนุญาตท่านประธานเพื่อสนับสนุน เรื่องทางด่วนเมื่อสักครู่นี้เพื่อให้จบตรงนี้ไปก่อนจะได้หรือไม่ครับท่านประธาน ขออภิปรายครับ
ท่านมีสิทธิ ที่จะอภิปรายได้อยู่แล้ว หลังจากที่ผู้ยื่นญัตติได้แถลงเหตุผลจบไปแล้ว
เรื่องทางด่วนนะครับ ผมขออนุญาต เลยนะครับ
เรากำลัง พิจารณาญัตติเรื่องทางด่วนนั่นละครับ เราคงไปพูดญัตติอื่นไม่ได้แล้วครับ เชิญท่านนั่งครับ เชิญท่านอนุรักษ์ครับ
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกท่านครับ ผม อนุรักษ์ ตั้งปณิธานนท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดมุกดาหาร พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ ผมเป็นคนหนึ่งที่ยื่นญัตติให้สภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณา ศึกษากรณีต่อสัญญาสัมปทานให้กับบริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือตัวย่อว่า บีอีเอ็ม (BEM) ผมจะสรุปย่อ ๆ แล้วก็ไปเร็ว ๆ เพระว่าท่าน ส.ส. ระวี มาศฉมาดล ก็ได้ชี้แจงเรื่องรายละเอียดต่าง ๆ ไว้เยอะแล้ว ผมขอสรุปง่าย ๆ อย่างนี้ว่ากรณีทั้งหมด ที่เกิดขึ้นมันมีคดีที่อยู่ในศาลทั้งหมด อันที่ ๑ ก็คือคดีที่ศาลปกครองสูงสุดตัดสินแล้วว่าให้ เอ็นอีซีแอล (NECL) ชนะ เอ็นอีซีแอล (NECL) ก็คือบริษัทลูกของบริษัท บีอีเอ็ม (BEM) ฉะนั้นที่แพ้คดีก็คือ ๑,๗๙๐ ล้านบาท รวมดอกเบี้ยอีก ๒,๕๒๘ ล้านบาท ก็ทั้งหมด ๔,๓๐๐ ล้านบาท ที่อยู่ในศาลปกครองสูงสุดที่ตัดสินแล้ว คดีที่อยู่ระหว่างพิจารณาของ ศาลปกครองสูงสุดอีกประมาณ ๖,๓๓๒ ล้านบาท และคดีที่อยู่ในระหว่างการพิจารณาของ ศาลปกครองกลาง ๗,๒๒๖.๘ ล้านบาท และอันที่ ๔ คือคดีที่อนุญาโตตุลาการตัดสินให้ บริษัท บีอีเอ็ม (BEM) ชนะแล้ว อยู่ระหว่างดำเนินการก็คือ ๑๒,๐๕๕ ล้านบาท อันที่ ๕ คือ คดีที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของอนุญาโตตุลาการอีก ๓๕,๙๘๖ ล้านบาท ฉะนั้นรวมทั้ง ข้อ ๑-๕ เป็นเงินทั้งสิ้นประมาณ ๖๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท แต่ที่จริงศาลปกครองสูงสุด สั่งให้จ่ายแค่ ๔,๓๐๐ ล้านบาท แต่บริษัท บีอีเอ็ม (BEM) เอาคดีที่เตรียมกำลังจะยื่น อนุญาโตตุลาการ เตรียมเฉย ๆ ยังไม่ได้ฟ้องเลยอีก ๗๕,๔๗๓ ล้านบาท และเอาตัวเลข รวมกันคือ ๑๓๗,๐๐๐ ล้านบาท มาเจรจาขอต่อสัญญา และผมจะลำดับเหตุการณ์ดังนี้นะครับ ลำดับเหตุการณ์ให้ท่านประธานทราบก็คือ พอศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษา เมื่อวันที่ ๒๑ กันยายน ๒๕๖๑ ให้การทางพิเศษแห่งประเทศไทยชำระค่าชดเชยที่ได้ลดลงเมื่อปี ๒๕๔๒- ๒๕๔๓ กรณีสร้างทางยกระดับดอนเมืองโทลล์เวย์ (Tollway) จากช่วงอนุสรณ์สถานไปที่ รังสิต ก็เนื่องจากว่าในสัญญาทางด่วนเดิมห้ามรัฐสร้างทางด่วนขึ้นมาแข่งขัน แต่พอทาง การทางพิเศษแห่งประเทศไทยไปก่อสร้างทางยกระดับดอนเมืองโทลล์เวย์ (Tollway) ช่วงอนุสรณ์สถานถึงรังสิต ก็เลยเป็นปัญหาว่าทำผิดสัญญา ก็เลยเป็นกรณีประเด็น ที่นำมาฟ้องร้องกัน ฉะนั้นอย่างที่ผมกราบเรียนเบื้องต้นว่า พอวันที่ ๒๑ กันยายน ๒๕๖๑ ศาลปกครองสูงสุดสั่งว่าทางการทางพิเศษแห่งประเทศไทยแพ้คดี และต้องจ่าย ๔,๓๐๐ ล้านบาท ฉะนั้นหลังจากมีคำสั่งศาลปกครองสูงสุดแล้ว ทาง ครม. ก็มีมติวันที่ ๒ ตุลาคม เมื่อปี ๒๕๖๑ ให้ตั้งอนุกรรมการขึ้นมาเจรจาเพื่อเสนอบอร์ด (Board) การทางพิเศษแห่งประเทศไทย ต่อมาวันที่ ๒๐ ธันวาคม การทางพิเศษแห่งประเทศไทยมีมติให้ต่อสัญญา ๓๗ ปี อันนี้ผม ลำดับเหตุการณ์ครั้งแรกให้ฟัง ๓๗ ปี พอต่อสัญญา ๓๗ ปี อีก ๒ วัน สหภาพแรงงาน การทางพิเศษแห่งประเทศไทยจึงเรียกร้องให้คณะกรรมการการทางพิเศษแห่งประเทศไทย ชี้แจงว่าเพราะเหตุใดถึงไปต่อสัญญาให้เขาตั้ง ๓๗ ปี ฉะนั้นทางบอร์ด (Board) ก็กลับไป พิจารณาใหม่ พอต่อมาวันที่ ๑๕ พฤษภาคม ๒๕๖๒ อีกประมาณ ๖ เดือนต่อมา บอร์ด (Board) การทางพิเศษแห่งประเทศไทยก็มีการกลับมติจากการต่อ ๓๗ ปี มาเหลือ ๓๐ ปี ฉะนั้นหลังจากกลับมติมาแล้วก็อยู่ระหว่างที่จะเสนอ ครม. เพื่อต่อสัญญาสัมปทาน ก็เลยเกิดเป็นเรื่องตั้งแต่มีสหภาพแรงงานของการทางพิเศษแห่งประเทศไทยออกมาเรียกร้อง ความเป็นธรรมว่าทำไมถึงไปต่อ จึงเป็นเหตุเรื่องนี้ และเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ทำให้เกิดข้อสนใจ กับพี่น้องประชาชนมาก เนื่องจากว่าทางด่วนพวกเราก็ใช้แทบทุกวันนะครับ ใช้ทางด่วนกัน แทบทุกวัน แล้วก็เกิดปัญหาผลกระทบหลายด้าน ฉะนั้นการเสนอญัตติครั้งนี้ ผมไม่ได้ มีเจตนาที่จะไปจับผิดใคร ไม่มีเจตนาที่จะไปทำให้ทางเอกชนได้รับความเสียหายนะครับ ผมเรียนว่าการเสนอญัตติครั้งนี้ต้องคำนึงถึง ๓ ด้าน
ด้านแรก ก็คือทางด้านเอกชนผู้เข้าร่วมลงทุนกับรัฐบาลนั้น ทางเราเองก็ต้อง ให้ความเป็นธรรมกับเอกชนที่เขามาร่วมลงทุน เนื่องจากว่าถ้าไม่มีเอกชนร่วมลงทุนแล้ว ทางด่วนต่าง ๆ อาจจะยังไม่เกิดขึ้น เนื่องจากว่ารัฐบาลไม่มีเงินพอนะครับ ฉะนั้นหากเอกชน ได้รับความเสียหายทางรัฐเองก็ต้องมีหน้าที่เยียวยาให้กับเอกชนเหล่านั้นให้สมเหตุสมผล ประการที่ ๑
ประการที่ ๒ เราก็ต้องคำนึงถึงสิ่งที่รัฐควรจะได้รับในการต่อสัญญาสัมปทาน ครั้งนี้ มันเป็นหลักการและเหตุผลเลยต้องคำนึงถึงประโยชน์ของรัฐด้วย
และส่วนที่ ๓ เรื่องนี้มันเป็นเรื่องผลกระทบที่เกิดกับพี่น้องประชาชน โดยส่วนรวมและโดยส่วนมาก ฉะนั้นเรื่องนี้จึงอยากจะให้ทางรัฐบาลรอบคอบ การตั้งคณะกรรมาธิการขึ้นมาครั้งนี้เพื่ออะไรครับ เพื่อให้ทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็น ส.ส. ฝ่ายรัฐบาล ส.ส. ฝ่ายค้าน ไม่ว่าจะเป็นตัวแทนรัฐบาล หรือเป็นตัวแทนของบริษัท บีอีเอ็ม (BEM) เป็นตัวแทนสหภาพแรงงาน เป็นตัวแทนคู่เรียกร้อง ตลอดจนนักวิชาการ นักกฎหมาย วิศวกรต่าง ๆ เข้ามาร่วมประชุมกันครับท่านประธาน เพื่ออะไร เพื่อจะหาทางออกที่ถือว่า ให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย อย่าให้ทุกฝ่ายได้เดือดร้อน และผมเรียนว่าสภาแห่งนี้นะครับ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ผมเองได้รับเลือกมาจากพี่น้องประชาชน ก็มีหน้าที่จะต้อง รักษาผลประโยชน์ให้กับรัฐนะครับ ฉะนั้นการต่อสัญญาสัมปทานต่าง ๆ ที่ผ่านมานะครับ ในยุค ๔-๕ ปีที่ผ่านมา ผมเห็นว่าการต่อสัมปทานต่าง ๆ ผ่านแต่คณะรัฐมนตรีซึ่งมันอาจจะ ไม่มีความรอบคอบหรืออาจทำให้รัฐเสียหาย แต่ผมก็ไม่ได้กล่าวหาใครว่าทุจริตนะครับ แต่เพียงว่าการที่มีสภาขึ้นมา สภาแห่งนี้มีหน้าที่ตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล มีหน้าที่ เรียกสัญญาสัมปทานทั้งหมดมาดูว่า มันเป็นธรรมหรือรัฐเสียเปรียบหรือไม่ เอกชน ได้ประโยชน์หรือไม่ ฉะนั้นตรงนี้ถ้ามีการตั้งคณะกรรมาธิการผ่านสภาผู้แทนราษฎรแล้ว ผมเชื่อว่าจะเป็นประโยชน์กับรัฐบาลเสียอีกว่า ในการทำงานนั้นเกิดความรอบคอบ เพราะ ณ วันนี้เมื่อวานนี้ก็มีการแต่งตั้งคณะรัฐมนตรีเรียบร้อยแล้วนะครับ ฉะนั้นถ้ามีการ แต่งตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมาพิจารณาเรื่องนี้ ผมเชื่อว่าจะนำไปสู่ความเป็นธรรม กับทุกฝ่าย ทุกคนจะได้เข้ามาร่วมกันแสดงความคิดเห็นต่าง ๆ เพื่อจะให้เกิดประโยชน์กับ พี่น้องประชาชนและจะได้นำข้อสรุปทั้งหมดนั้นเสนอรัฐบาลเพื่อให้นำไปพิจารณาดำเนินการ ต่อไป ผมก็มีความเห็นเพียงแค่นี้ครับ ขอบคุณมากครับท่านประธานครับ
ขอบคุณ ท่านอนุรักษ์นะครับ ต้องขอชื่นชมท่านอนุรักษ์เป็น ส.ส. จังหวัดมุกดาหาร แต่ว่าต้องทำ หน้าที่ในฐานะที่เป็นตัวแทนปวงชนรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติ ที่ชมไม่ใช่ว่าจังหวัด อยู่ใกล้กันนะครับ
ลำดับต่อไปนะครับเป็นการแถลงเหตุผลของท่านผู้ที่ยื่นญัตติที่ ๓ ครับ เชิญครับ ท่านยุทธพงศ์ จรัสเสถียร เป็นผู้เสนอ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดมหาสารคาม พรรคเพื่อไทย ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณท่านประธานที่ได้บรรจุญัตติด่วนของผมและคณะ ที่ขอให้สภาผู้แทนราษฎรได้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมาพิจารณาในเรื่องของ การต่ออายุสัมปทานให้กับรถไฟฟ้าส่วนต่อขยายหรือ บีทีเอส (BTS)
ก่อนอื่นผมก็ต้องกราบเรียนท่านประธานว่า เดี๋ยวท่านประธานจะบอกว่า ท่านยุทธพงศ์เป็น ส.ส. มาจากจังหวัดมหาสารคามมาเกี่ยวอะไรกับรถไฟฟ้า บีทีเอส (BTS) เขาไปรู้เรื่องมาจากไหน ผมต้องกราบเรียนท่านประธานว่า ผมเองเป็น ส.ส. จังหวัดมหาสารคามก็จริง แต่ว่าผมได้ติดตาม แล้วก็ศึกษา แล้วก็ตรวจสอบเรื่องของ กรุงเทพมหานครมา ถ้าท่านประธานจำได้ ผมเองเป็นคนที่ตรวจสอบในเรื่องของการทุจริต การจัดซื้อรถและเรือดับเพลิงของกรุงเทพมหานคร แล้วก็มีผลออกมาอย่างที่ท่านประธาน ได้ทราบนะครับ อันนี้ในช่วงที่ผมติดตาม ตรวจสอบเรื่องความไม่โปร่งใสในการจัดซื้อรถ และเรือดับเพลิงของกรุงเทพมหานคร ผมก็ได้ติดตามในเรื่องของรถไฟฟ้า บีทีเอส (BTS) ครับท่านประธาน ก็เลยต้องเรียนท่านประธานก่อนนะครับ เดี๋ยวท่านประธานจะบอกว่า ผมมาจากจังหวัดมหาสารคามมาเกี่ยวอะไรกับกรุงเทพมหานคร ท่านประธานจะได้เข้าใจ ในญัตติผมนะครับ กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร การบริหารจัดการส่วนต่อขยาย สัมปทานการเดินรถไฟฟ้า ได้แก่ โครงการสัมปทานเดินรถไฟฟ้าสายสีเขียวของรถไฟฟ้า บีทีเอส (BTS) สายหลักก็คือช่วงหมอชิตไปอ่อนนุช และรถไฟฟ้า บีทีเอส (BTS) สายสนามกีฬาแห่งชาติ ไปถึงสะพานตากสิน และสัญญาสัมปทานเดินรถส่วนต่อขยายช่วงอ่อนนุชไปถึงแบริ่ง และจากสะพานตากสินไปถึงบางหว้า ซึ่งโครงการสัญญาทั้ง ๒ ส่วน ยังไม่ได้หมดอายุ สัมปทาน ยังมีเวลาเหลือมากกว่า ๑๐ ปี คือสัญญาเดินรถไฟฟ้า บีทีเอส (BTS) สายสีเขียว จะหมดในปี ๒๕๗๒ ปีนี้ปี ๒๕๖๒ ก็คือเหลืออีก ๑๐ ปี ส่วนต่อขยายสะพานตากสินไป บางหว้ากับช่วงอ่อนนุชไปแบริ่งก็จะไปหมดในปี ๒๕๘๕ ก็เหลืออีก ๒๓ ปี ผมขออนุญาต เรียนท่านประธาน แล้วก็ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติว่า เนื่องจากเมื่อวานนี้มันมีการผิดพลาด เรื่องธุรการในการพิมพ์ญัตติตรงนี้ ผมขออนุญาตได้แก้ไข ได้กราบเรียนท่านประธาน แต่ว่า ผมได้บอกกับทางเจ้าหน้าที่สำนักการประชุมแล้ว คือเขาไปพิมพ์บอกว่า แต่การทางพิเศษ แห่งประเทศไทยได้มีมติต่อสัญญาสัมปทานให้กับบริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) จริง ๆ ไม่ใช่ครับ เขาพิมพ์ผิดนะครับ จริง ๆ คือขณะนี้กรุงเทพมหานครกำลังจะมี การต่อสัญญาสัมปทานการเดินรถไฟฟ้าออกไปอีก ๔๐ ปี และการต่อสัญญาดังกล่าวเป็นไป อย่างรีบเร่ง ส่อไปในทางที่จะไม่โปร่งใส แล้วก็ยังไม่ได้มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ซึ่งการต่อขยายสัมปทานสัญญาดังกล่าวยังเป็นปัญหาที่หลายภาคส่วนในสังคมยังติดใจ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องค่าโดยสารรถไฟฟ้าที่มีราคาแพง ท่านประธานทราบไหมว่าค่าโดยสาร รถไฟฟ้า บีทีเอส (BTS) มีราคาแพงติดอันดับโลกเลยครับท่านประธาน และนอกจากนี้ยังมี ในเรื่องของอายุสัมปทานที่เหลืออีกยาวนาน แล้วก็กำลังจะรีบเร่งให้มีการต่ออายุสัมปทาน ทีนี้ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตได้ปูพื้นให้ท่านประธาน แล้วก็ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ได้ทราบครับว่า อยู่ ๆ ผมมาพูดเรื่องรถไฟฟ้า บีทีเอส (BTS) และมันคืออะไร ผมต้อง กราบเรียนท่านประธานอย่างนี้นะครับว่า รถไฟฟ้าในกรุงเทพมหานครมันมีอยู่ ๒ บริษัทใหญ่ ๆ ที่เดินรถอยู่ในขณะนี้ อันหนึ่งท่านประธานครับก็คือลอยฟ้า ก็คือไปวิ่งอยู่บนฟ้า ก็คืออยู่ตาม เกาะกลางของถนน คือรถไฟฟ้า บีทีเอส (BTS) เริ่มสมัยท่านจำลอง ศรีเมือง เป็นผู้ว่าราชการ กรุงเทพมหานคร แล้วก็ในขณะนั้นบริษัท บีทีเอส (BTS) เป็นคนลงทุนเองทั้งหมด ทั้งงานโยธา ที่งานซีวิล (Civil) พวกตอม่อ พวกสถานีต่าง ๆ แล้วก็เรื่องการเดินรถ ทั้งขบวนรถ ระบบอาณัติสัญญาณ ต่าง ๆ บริษัท บีทีเอส (BTS) ลงทุนเองทั้งหมดซึ่งเริ่มแรกท่านประธานครับ ก็คือเริ่มตั้งแต่ หมอชิต ก็คือผ่านถนนพหลโยธิน มาอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ แล้วก็ต่อไปสยาม แล้วก็ไปสุขุมวิท ไปสิ้นสุดที่สถานีอ่อนนุช อันนี้คือเส้นแรก แล้วก็เป็นรถไฟฟ้าสายแรกของประเทศไทย ขณะเดียวกันรถไฟฟ้า บีทีเอส (BTS) ที่ทำพร้อมกันในขณะนั้นก็คือจากสนามกีฬาแห่งชาติ ก็คือสนามกีฬาศุภชลาศัย ผ่านไปยังสยามสแควร์ แล้วก็ผ่านสีลม ออกไปตรงสาทร ไปสิ้นสุด ตรงนั้น ยังไม่ได้ข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา ยังไม่ได้ข้ามไปถึงฝั่งธน อันนี้ก็คือเป็นรถลอยฟ้าทั้งหมด แล้วก็บริษัท บีทีเอส (BTS) เป็นคนลงทุนแล้วก็ได้สัมปทาน ต่อมาครับท่านประธานครับ สมัยนั้นพรรคไทยรักไทยเป็นรัฐบาล นายกรัฐมนตรีในขณะนั้นก็คือท่านทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี ทางกรุงเทพมหานครตอนสมัยนั้นมีผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ชื่อนายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ก็มีความคิดที่จะทำส่วนต่อขยายรถไฟฟ้า บีทีเอส (BTS) จากสาทรข้ามสะพานตากสินไปยังวงเวียนใหญ่ ซึ่งรัฐบาลกลาง รัฐบาลใหญ่ในขณะนั้นก็คือ ท่านนายกทักษิณไม่เห็นด้วย บอกว่าคือการทำมันควรที่จะทำทั้งระบบเลย แล้วก็ทำเป็นทาง สายยาว ๆ ไม่ใช่ทำเฉพาะส่วนต่อขยายสั้น ๆ จากสาทรไปวงเวียนใหญ่ ก็ปรากฏว่า ทางกรุงเทพมหานครในขณะนั้นก็ได้ดำเนินการเลยครับ ใช้เงินของกรุงเทพมหานครเอง ในการลงทุนงานโยธาหรืองานซิวิล (Civil) ทั้งหมด รวมทั้งสถานีต่าง ๆ และสุดท้าย ทางบริษัท
ขออนุญาต ท่านยุทธพงศ์ ขอให้ท่านปูพื้นพอประมาณ อย่าปูพื้นยาวมากนัก เอาตรงประเด็นว่าญัตตินี้ เราเห็นว่าการต่อสัญญาสัมปทานนี้ไม่ชอบมาพากลอย่างไร ตรงนี้น่าจะได้รับประโยชน์ มากกว่า เชิญครับ
คือด้วยความเคารพท่านประธาน คือเนื่องจากว่าเรื่องนี้คือผมเองเป็นผู้เสนอญัตติ และผมก็มาขอให้สภาได้ตั้งคณะกรรมาธิการ ขึ้นมาศึกษาเรื่องนี้ ทีนี้เนื่องจากว่าเรื่องนี้มันก็ความสลับซ้ำซ้อนท่านประธาน คือถ้าผม ไม่ได้เรียนท่านประธาน ไม่ได้เรียนให้ท่านสมาชิกได้ทราบว่ามันมีที่มาที่ไปอย่างไร แต่ว่าผม ด้วยความเคารพท่านประธาน ท่านประธานให้ผมรวบรัด ผมก็จะรวบรัดท่านประธานครับ แต่ขออนุญาตท่านประธานนิดหนึ่งว่ามันต้องได้ปูพื้น เพราะว่ามันไปเกี่ยวกับว่าทำไมสัญญา สัมปทานถึงไปหมดปี ๒๕๘๕ อีกอันหนึ่ง มันปี ๒๕๗๒ ที่ผมเรียนท่านประธานไป อันนั้นคือ สายหลัก สายสีเขียว แต่อันนี้มันเป็นส่วนต่อขยายจะไปหมดปี ๒๕๘๕ ทีนี้ก็มีอีกอันหนึ่งครับ จากสถานีอ่อนนุชไปแบริ่ง แบริ่งก็อยู่ตรงแถวบางนาก็ยังอยู่ในเขตกรุงเทพมหานคร ก็ทำไป แล้วก็สุดท้ายส่วนต่อขยาย อ่อนนุชไปแบริ่ง แล้วก็จากสาทรไปถึงวงเวียนใหญ่ สุดท้าย บริษัท บีทีเอส (BTS) ก็ได้สัญญาสัมปทานในการเดินรถ เพราะว่ามันเป็นการขยายช่วงสั้น ๆ บริษัทอื่นมาแข่งขันมันก็ไม่คุ้ม และขณะเดียวกันประชาชนก็จะเดือดร้อน ถ้ามันเป็น ๒ บริษัท เพราะว่ามันจะต้องมาต่อรถเปลี่ยนขบวนรถ ทีนี้ท่านประธานครับ เอาละเรื่องก็ ดำเนินการต่อมา บริษัท บีทีเอส (BTS) ได้เส้นทางสัมปทานในการเดินรถว่าไปแล้วมันคือ หัวใจของกรุงเทพมหานครเลย เพราะว่ามันผ่านพหลโยธิน ผ่านสุขุมวิททั้งเส้น ผ่านสีลม ผ่านสาทร ก็เรียกว่าเป็นย่านธุรกิจแล้วก็เป็นย่านที่อยู่อาศัยที่หนาแน่นของกรุงเทพมหานคร แล้วก็เดินรถมา ก็ว่ากันไป แต่ขณะเดียวกันท่านประธานครับ เรื่องนี้มันมีความไม่โปร่งใส อย่างไรที่ผมจะชี้ให้ท่านประธานฟัง แล้วก็รีบร้อนอย่างไรนะครับ ท่านประธานครับ ส่วนต่อขยายที่ผมเรียนท่านประธานไปว่าจะหมดปี ๒๕๘๕ แล้วก็ อีกอันหนึ่งท่านประธานครับ สัญญาหลักสายสีเขียวก็จะหมดปี ๒๕๗๒ และอยู่ ๆ เหลืออีกอย่างหนึ่ง ๑๐ ปี อีกอย่างหนึ่ง ๒๓ ปี ก็จะมาต่อไปอีก และท่านประธานครับ วันนี้ที่สำคัญ ที่คนเขาได้รับความเดือดร้อน คนกรุงเทพมหานคร ท่านประธานเคยขึ้นรถไฟฟ้า บีทีเอส (BTS) ไหมครับ ผมต้องอาศัยรถไฟฟ้า บีทีเอส (BTS) นะครับ เพราะว่าบางทีในช่วงเร่งด่วน มันก็จำเป็นที่จะต้องขึ้น เพราะว่าไม่อย่างนั้นรถมันติดนะครับ คืออย่างนี้ท่านประธานครับ ขบวนรถโดยสาร โบกี้ (Bogie) รถไฟฟ้านี่ท่านประธานครับ มันก็มีอยู่แค่ ๔ โบกี้ (Bogie) ท่านประธานครับ วันนี้คนมันแน่นมากครับ บางทีผ่านเราไป ๒ ขบวน ๓ ขบวนถึงจะขึ้นได้ เพราะว่ามันไม่มีคนลงมีแต่คนขึ้นนะครับท่านประธาน อันนี้ก็คือความเดือดร้อน และทีนี้ท่านประธานครับมันก็มีปัญหาว่าอยู่ ๆ ที่มันมีเรื่องนี้เกิดขึ้นนี่ท่านประธานครับ เพราะว่ามันมีรถไฟฟ้ามหานคร ซึ่งดูแลพวกรถใต้ดิน ที่อีกบริษัทหนึ่ง บริษัท บีอีเอ็ม (BEM) ที่ได้สัญญาสัมปทานในการเดินรถซึ่งมันอยู่ใต้ดินนะครับ และมันไปขึ้นกับรถไฟฟ้ามหานคร เขาก็ไปได้ มันมีการก่อสร้างนะครับ รถไฟฟ้าส่วนต่อขยาย จากแบริ่งไปถึงจังหวัดสมุทรปราการ แล้วก็อีกช่วงหนึ่งครับ จากสถานีหมอชิตซึ่งเป็นต้นทางของ บีทีเอส (BTS) ในปัจจุบันต่อขยาย ไปถึงคูคต ท่านประธานรู้จักคูคตไหมครับว่าอยู่ที่ไหน ท่านประธานอาจจะไม่ทราบ เพราะว่า ท่านประธานอยู่แถวบ้านผมนะครับอาจจะไม่เชี่ยวชาญกรุงเทพมหานคร คูคตอยู่ที่ จังหวัดปทุมธานีครับท่านประธานครับ มันก็เป็นเรื่องของการแก้ไขปัญหารถติดนะครับ แล้วก็เอาคนจากชานเมืองเข้ามาทำงานอยู่ในเมืองเป็นการขนส่งคน มันก็เหมือนเมืองใหญ่ ๆ ทั่วโลกที่เขาทำกันนะครับ ทีนี้ท่านประธานครับ มันก็จะต้องมีในเรื่องของการเดินรถนะครับ ในส่วนของเส้นทางต่อขยายนี่นะครับ อันนี้ผมก็กราบเรียนท่านประธานว่าเรื่องนี้ มันไม่จำเป็นที่จะต้องเร่งรีบและรีบร้อน เพราะอะไรครับ เพราะว่าสัญญาสัมปทาน มันยังเหลืออีกยาว และขณะเดียวกันส่วนต่อขยายมันก็ควรที่จะเปิดให้บริษัทอื่น เข้ามาแข่งขัน แต่ท่านประธานครับ ที่ผมและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคเพื่อไทย และพรรคร่วมฝ่ายค้าน เพราะว่ามีพรรคอื่นร่วมเซ็นญัตติกับผมด้วย ที่ต้องรีบเสนอเรื่องนี้ เพราะอะไรท่านประธานครับ เพราะรัฐบาลของท่านนายกรัฐมนตรีประยุทธ์มีการใช้ มาตรา ๔๔ นะครับ ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาชุดหนึ่ง โดยมีปลัดกระทรวงมหาดไทยเป็น ประธาน มาเจรจาครับ เพื่อที่จะมาต่อขยายอายุสัมปทานในการเดินรถ แล้วก็ในส่วนต่อขยาย ที่บริษัทรถไฟฟ้ามหานครที่เขาเป็นเจ้าของนะครับ ซึ่งผมมองว่ามันไม่จำเป็น แล้วก็ มันไม่เร่งรีบขนาดที่จะต้องใช้มาตรา ๔๔ แล้วก็อยากจะให้สภาได้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ ขึ้นมาพิจารณาในเรื่องนี้ถึงข้อดี ถึงข้อเสียก่อน แล้วก็ขณะเดียวกันเรื่องค่าโดยสาร วันนี้ค่าโดยสารนี่แพงมากนะครับ คนที่ขึ้นรถไฟฟ้า บีทีเอส (BTS) เขาเดือดร้อน และขณะเดียวกันท่านประธานครับ ก็ต้องมาคุยนะครับว่าถ้าจะให้เขาต่อทางบริษัทรถไฟฟ้า บีทีเอส (BTS) คุณจะอำนวยความสะดวกอย่างไรครับ คุณจะซื้อตู้รถไฟฟ้าคุณเพิ่มขึ้นหรือไม่ เพราะว่าตอนนี้คนมันแออัดไปหมดนะครับ เพื่อเป็นการช่วยเหลือพี่น้องประชาชนที่ใช้ ซึ่งคนมาใช้มันไม่ใช่เฉพาะคนกรุงเทพมหานคร คนต่างจังหวัด หรือแม้กระทั่งผู้แทนราษฎร หลายคนก็ใช้ครับ ทำให้ผมและคณะ ส.ส. จากทั้งพรรคเพื่อไทยและพรรคฝ่ายค้านได้ร่วมกัน เสนอญัตติด่วนตรงนี้ขึ้นมานะครับ เพราะว่าถ้าสภาไม่รีบพิจารณาในเรื่องนี้เดี๋ยวเขาก็จะ ตกลงเซ็นสัญญาไปก่อน มันก็จะเกิดความเสียหายในระยะยาว เพราะว่าสัญญามันตั้ง ๔๐ ปี ท่านประธานครับ ในเรื่องของรถไฟฟ้า บีทีเอส (BTS) ญัตติผมจบครับท่านประธานครับ ทีนี้ผมขอหารือท่านประธานอย่างนี้ครับ คือมีคนเสนอเรื่องทางด่วนด้วย ทีนี้ถ้าผมจะขอ อภิปรายเรื่องทางด่วน ผมอภิปรายต่อไปได้เลยไหม หรือต้องรอก่อนครับท่านประธานครับ
ผมว่า ท่านนำเสนอเฉพาะในส่วนที่เป็นญัตติที่ท่านได้ยื่นขึ้นมา
แล้วก็เดี๋ยวเรื่องทางด่วน ผมค่อยอีกรอบหนึ่งถูกไหมครับท่านประธาน
ก็ต้อง พิจารณาดูอีกทีว่ามันสามารถที่จะนำมาอภิปรายได้ไหมนะครับ ถ้าจบการเสนอญัตติของท่าน แล้วก็เชิญนะครับ
เมื่อสักครู่นี้ก่อนท่านประธานมา ท่านชวนอนุญาตนะครับ บอกว่าให้ควบกันไปเลย ถ้าอย่างนั้นผมขออนุญาตได้อภิปราย เรื่องทางด่วนควบไปเลยจะได้ไม่เสียเวลาของสมาชิกท่านอื่นนะครับ
ถ้าท่าน ประธานชวนอนุญาตเอาไว้ ก็เชิญท่านครับ
เพราะว่าท่านบอกว่าเป็นเรื่อง ทำนองเดียวกัน และท่านอนุญาตให้บรรจุแล้วครับ ท่านประธานครับ ผมขออนุญาต เพราะว่ามันเป็น ๒ ญัตติด่วนนะครับ ให้พิจารณาควบรวมกัน ทีนี้ผมเอง ก็จะขออภิปราย ในเรื่องของทางด่วนที่บอกว่าจะมีการต่ออายุสัมปทานทางด่วนนะครับ ให้กับบริษัท ทางด่วน และรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) และรถใต้ดินของกรุงเทพมหานคร หรือ บีอีเอ็ม (BEM) ออกไปอีก ๓๐ ปี ท่านประธานครับ เรื่องนี้มันมีที่มาที่ไปอย่างไรนะครับ ผมขออนุญาต ได้เรียนท่านประธาน แล้วก็ได้เรียนท่านสมาชิกนะครับว่า อยู่ ๆ มันทำไมไปมีสัมปทาน ทางด่วน และสัมปทานทางด่วนนี่มันไม่ใช่ทั้งหมดนะครับ มันเฉพาะทางด่วนขั้นที่ ๒ ทางด่วนขั้นที่ ๒ ท่านประธานครับ หลายคนอาจจะไม่รู้ว่า อันไหนขั้นที่ ๑ อันไหนขั้นที่ ๒ อันไหนขั้นที่ ๓ นะครับ เพราะว่ามันไม่ได้เขียนไว้ ผมก็ขออนุญาตท่านประธานได้เรียน ท่านสมาชิกนะครับว่า ทางด่วนที่มันมีปัญหาที่สภากำลังพิจารณาที่บอกว่า ทางด่วนขั้นที่ ๒ มันอยู่ที่ไหนครับท่านประธาน อยู่ใกล้ ๆ สภาทีโอทีเรานี่นะครับ ท่านประธานครับ ถ้าออกจากสภาเราไปถึงแจ้งวัฒนะที่มันมีทางขึ้นทางด่วน ตรงไปจะมีด่านใหญ่ ๆ ที่เสียเงิน ๖๐ บาทนั่นนะครับ ด่านใหญ่ ๆ ตรงงามวงศ์วาน อันนั้นละครับ เขาเริ่มทางด่วนขั้นที่ ๒ จากตรงนั้นท่านประธานก็จะวิ่งไปผ่านไปทางพระราม ๖ ตรงกระทรวงการคลัง แล้วก็จะต่อไปที่บริเวณพระราม ๙ แล้วก็รัชดาภิเษกนี่นะครับ ตรงนี้เขาเรียกว่า ทางด่วน ขั้นที่ ๒ และอีกส่วนหนึ่งนะครับ ก็คือจากงามวงศ์วานก็วิ่งไปทางพระรามที่ ๖ นะครับ แล้วก็จะแยกออกไปทางยมราชที่เมื่อก่อนเราไปสภาเดิมของเราท่านประธานครับ ไปลงทางด่วนตรงยมราชก็ต่อไปครับ ไปสีลม แล้วก็ไปถนนจันทน์ แล้วก็จะไปเชื่อมกับ ทางด่วนขั้นที่ ๑ อยู่ตรงบางโคล่นะครับ แล้วก็จะข้ามสะพานแขวนตรงไปดาวคะนอง อันนี้ เขาเรียกว่า ทางด่วนขั้นที่ ๒ ท่านประธานครับ แล้วอยู่ ๆ เอ๊ะ ทำไมทางด่วนขั้นที่ ๒ มันถึงมี บริษัทเอกชนเข้ามาดำเนินการ และทำไมทางด่วนขั้นที่ ๑ มันเป็นของรัฐบาลเอง ผมต้องเรียน ท่านประธาน เพื่อให้พี่น้องประชาชนได้รับทราบด้วย ทางด่วนขั้นที่ ๑ ก็คือทางด่วนเส้นแรก ของประเทศไทยเลย ก็คืออยู่ด่านใหญ่ ๆ ตรงดินแดง ท่านประธาน พวกเราเป็นผู้แทนราษฎร ทางอีสานก็จะมาทางวิภาวดีมาถึงตรงด่านใหญ่ ๆ ตรงดินแดง แล้วจากดินแดงก็จะวิ่งไปทาง สุขุมวิทไปพระราม ๔ ไปท่าเรือ ไปบางนา นั่นนะครับเขาเรียกว่า ทางด่วนขั้นที่ ๑ อันนั้น รัฐบาลลงทุนเอง ของการทางพิเศษแห่งประเทศไทย แล้วก็อีกเส้นหนึ่งนะครับ เรียกว่า ทางด่วนขั้นที่ ๑ เหมือนกันครับ ก็คือวิ่งจากดินแดงไปเหมือนกันครับ วิ่งไปทางท่าเรือนะ ครับ แต่ว่าออกไปทางสาธุประดิษฐ์ไปข้ามสะพานแขวนไปดาวคะนอง อันนี้ก็เป็นของรัฐบาล ของการทางพิเศษแห่งประเทศไทย เรียกว่า ทางด่วนขั้นที่ ๑ ทีนี้ทางด่วนขั้นที่ ๒ ครับ และมันมาเกิดบริษัท เมื่อก่อนเขาเรียกว่า บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ บีอีซีแอล (BECL) นี่นะครับ เนื่องจากว่ารัฐบาลในขณะนั้นก็ไม่มีเงิน ที่จะลงทุนทำทางด่วนก็ไปให้บริษัทต่างประเทศเข้ามาลงทุนทำทางด่วน บริษัทนั้นเป็น บริษัทญี่ปุ่น ชื่อ บริษัท กูมาไก กูมิ จำกัด เข้ามาลงทุนทางด่วนประมาณ ๔๐,๐๐๐ ล้านบาทครับ ทางด่วนขั้นที่ ๒ ให้ญี่ปุ่นเขามาลงทุน สมัยนั้นท่านประธานครับ พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ เป็นนายกรัฐมนตรี ตอนนั้น พลเอก ชวลิตก็เร่งที่จะให้มีการเปิดทางด่วน เพราะอะไรท่านประธานครับ เพราะว่าจะเข้ามา แก้ไขปัญหาในเรื่องของรถติดในกรุงเทพมหานคร แต่ปรากฏว่าบริษัทญี่ปุ่นไม่ยอมครับ บริษัทนี้ท่านประธานครับ เขาจะเก็บค่าผ่านทางแพง พลเอก ชวลิต ท่านนายกรัฐมนตรี ในขณะนั้น ท่านก็หาทางที่จะแก้ปัญหาว่ามันตกลงกันไม่ได้ มันเจรจากันไม่ได้ ก็เลย ทำอย่างไรครับ ก็เลยหาบริษัทเอกชนไปซื้อทางด่วนมาจากบริษัทญี่ปุ่นชื่อ บริษัท กูมาไก กูมิ จำกัด ซื้อมาทั้งระบบเลย มันก็เลยเป็นที่มาของบริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) และ บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ก็ได้รับสัมปทาน ในการเก็บเงินจากทางรัฐบาล จากการทางพิเศษแห่งประเทศไทย แต่การเก็บเงิน ท่านประธานครับ มันก็จะต้องมีการแบ่งส่วนแบ่งระหว่างบริษัทเอกชนกับการทางพิเศษ แห่งประเทศไทย ทีนี้ปัญหาท่านประธานครับ มันเกิดจากอะไรครับ ที่มันมีการฟ้องร้องกัน แล้วก็อย่างที่ผู้เสนอญัตติที่ท่านบอกว่า สุดท้ายมันอาจจะต้องเสียค่าโง่เป็นแสนล้านบาท ผมขออนุญาตปูพื้นให้ท่านประธานได้ทราบ ปูพื้นให้ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติได้ทราบว่า อยู่ ๆ ไปฟ้องร้องกันเรื่องอะไร ไปฟ้องร้องกันที่ไหน ทำไมต้องมีการฟ้องร้องกันด้วย คือต่อมา ท่านประธานครับ ช่วงประมาณก่อนปี ๒๕๔๐ ประเทศไทยเราได้เป็นเจ้าภาพในการจัดการ แข่งขันกีฬาเอเชียนเกมส์ ซึ่งรัฐบาลในขณะนั้นก็ไปให้มีการสร้างสนามกีฬา และศูนย์กีฬา ในการแข่งขันเอเชียนเกมส์ ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์รังสิต ทีนี้รัฐบาลก็จะทำอย่างไรครับ ในเมื่อมีงานแข่งขันกีฬาเอเชียนเกมส์ มันก็จะต้องขนคน ขนนักท่องเที่ยว คนชมกีฬา ขนนักกีฬาจากในเมือง เพราะโรงแรมที่พักส่วนใหญ่อยู่ในเมือง เพื่อที่จะไปแข่งขันกีฬา แล้วก็ไปดูการแข่งขันกีฬาเอเชียนเกมส์ รัฐบาลก็จะต้องทำทางด่วนขึ้นมา เพื่อที่จะนำคน นำนักกีฬาไปที่สนามการแข่งขันกีฬาเอเชียนเกมส์ ก็เลยมีการทำส่วนต่อขยายทางด่วน ท่านประธานครับ จากตรงนี้จากตรงแจ้งวัฒนะต่อไปถึงบางปะอิน ซึ่งรัฐบาลก็ไม่มีเงินที่จะมา ลงทุนเอง ก็เลยขอให้กับบริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เป็นคนมา ลงทุน แล้วก็ในสัญญาที่ให้เขามาลงทุน เพราะว่ามันมองแล้วท่านประธานก็เหมือนที่ทุกวันนี้ ที่เราใช้อยู่ เพราะว่าผมกับท่านประธานก็เป็น ส.ส. ทางภาคอีสานนะครับ มันก็จะได้ใช้เส้นนี้ เพราะว่ามันออกไปถึงบางปะอิน และเราก็ไปต่อถนนพหลโยธินเพื่อกลับบ้านเรา ก็ปรากฏว่า มันก็ไม่มีคนใช้เท่าที่ควรนะครับท่านประธาน เพราะว่าแถวนั้นออกไปมันก็เป็นชานเมือง ในสัญญาเขาก็บอกว่ารัฐจะต้องไม่ไปทำทางแข่งกับเขา ก็หมายความว่าถ้ามีสายแจ้งวัฒนะ ไปบางปะอินแล้ว รัฐบาลจะต้องไม่ไปทำทางแข่งกับเขา เพื่อเขาเองก็จะได้มีรายได้จาก การเก็บค่าผ่านทาง นี่ในสัญญากับเอกชน ก็ปรากฏว่าท่านประธานครับ ก็มีการไปทำทาง แข่งขึ้นมา ก็คือดอนเมืองโทลล์เวย์ที่เวลาเราลงทางด่วนดินแดงและเราก็ต่อไปถ้าท่านประธาน จำได้เมื่อก่อนนี้ ชื่อมันก็บอกอยู่แล้วว่าดอนเมืองโทลล์เวย์ ก็คือไปถึงสนามบินดอนเมือง ใช่ไหมครับ ก็ปรากฏว่าเมื่อก่อนดอนเมืองโทลล์เวย์ ถ้าพวกเราจำกันได้ มันจะไปสิ้นสุด อยู่แค่อนุสรณ์สถาน ดอนเมืองตรงนั้นนะครับ ก็มีทำต่อไปถึงบริเวณรังสิตครับ ตรงนวนคร ตรงนี้ที่ยังใช้อยู่ปัจจุบัน มันก็เลยทำให้เกิดความขัดแย้งขึ้นมา ทางบริษัท ทางด่วน และรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ในขณะนั้นซึ่งเป็นบริษัทแม่ของบริษัท เอ็นอีซีแอล (NECL) เอ็น (N) ก็ย่อมาจากนอร์ธ (North) อี (E) ก็อีสต์ (East) ที่เป็นบริษัทแม่ คือ บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ก็ฟ้องเป็นข้อพิพาทกับทางรัฐบาล ว่าไปทำทางแข่งกับเขา ก็สู้กันจนกระทั่งศาลปกครองสูงสุดได้พิพากษาให้การทางพิเศษแห่งประเทศไทยแพ้ แล้วก็ต้องจ่ายเงินให้เขาประมาณ ๔,๓๐๐ ล้านบาท และขณะเดียวกันท่านประธานครับ มันก็มีเรื่อง คือแพ้ช่วงปี ๒๕๔๒-๒๕๔๓ แต่ว่าทางด่วนมันก็มีการวิ่งรถ แล้วก็มีความขัดแย้ง เพราะว่ามีการแข่ง มีคู่แข่งตลอดมาทุกวันนี้ก็ยังมี ก็มีการฟ้องร้องกันอีกหลายคดีต่อหลายคดี ตั้งแต่ปี ๒๕๔๒-๒๕๔๓ ปี ๒๕๔๔-๒๕๖๑ ก็ฟ้องกันนะครับ บางคดีศาลปกครองสูงสุดก็ตัดสิน ไปแล้ว บางคดีก็อยู่ในชั้นอนุญาโตตุลาการ อันนี้คือเรื่องหนึ่ง
อีกเรื่องหนึ่งท่านประธานครับ ก็คือเรื่องค่าผ่านทางที่ทุก ๆ ๕ ปี ในสัญญา ก็บอกว่าให้บริษัทที่เขาได้รับสัมปทานทางด่วนให้ขึ้นค่าทางด่วนตามอัตราเงินเฟ้อในทุก ๆ ๕ ปี แต่พอถึงครบ ๕ ปีก็ไม่ได้ให้เขาขึ้น ก็มีการฟ้องกันไปฟ้องกันมา มันเป็น ๒ เรื่องใหญ่ ๆ เรื่องไม่ให้ขึ้นค่าทางด่วนเรื่องหนึ่ง เรื่องส่วนต่อขยายแจ้งวัฒนะไปบางปะอินอีกเส้นหนึ่ง ซึ่งบางคดีศาลปกครองก็ได้ตัดสินแล้ว บางคดีก็อยู่ในชั้นอนุญาโตตุลาการนะครับ บางคดี ก็กำลังมีการตั้งเรื่องฟ้องร้องกัน ทีนี้ท่านประธานครับ หลังจากที่ศาลปกครองสูงสุด ได้พิพากษาแล้วอะไรเกิดขึ้นครับ ๔,๐๐๐ กว่าล้านบาท ทางบริษัท บีอีเอ็ม (BEM) บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เขาก็ขอให้ศาลได้ ดำเนินการ ให้จ่ายเงินให้กับทางบริษัทเขา ก็ปรากฏว่าทางรัฐบาลสมัยท่านนายกรัฐมนตรีประยุทธ์ ก็ได้มีมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๒ ตุลาคม ๒๕๖๑ บอกว่าให้หน่วยงานของรัฐ คือให้การทางพิเศษแห่งประเทศไทยคุณไปเจรจากับทางบริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้า กรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ บีอีเอ็ม (BEM) เพื่อเจรจาบรรเทาความเสียหายของรัฐ เพราะอะไรครับท่านประธาน เพราะว่าถ้าคดีฟ้องไป สุดท้ายถ้ามันแพ้ มันจะต้อง เสียดอกเบี้ยอีกร้อยละ ๗ และอะไรท่านประธานครับ มันก็จะเป็นมูลค่าความเสียหาย อย่างที่ท่านผู้เสนอญัตติท่านหนึ่งผมไม่ประสงค์จะไปเอ่ยนามท่าน เดี๋ยวท่านจะใช้สิทธิ พาดพิงนะครับ ที่บอกว่าเสียหายอีกเป็นแสนล้านบาท มันมาจากไหน มันก็มาจากว่า ใน ๒ เรื่องใหญ่ ๆ แต่มันมีหลายกรณีเพราะว่าเรื่องมันมีทุกปี ๆ ครับ มันก็ฟ้องกันเป็น วาระ เป็นแต่ละคดี แต่ละช่วงเวลา ทีนี้สุดท้ายก็มีการเจรจากันระหว่างบริษัทเอกชนกับ การทางพิเศษแห่งประเทศไทย สุดท้ายนี่ท่านประธานครับ มันไปได้ข้อยุติอย่างนี้ครับ ท่านประธาน ข้อพิพาทที่มันมีการฟ้องร้องกัน ทั้งหมด ๑๓๗,๕๐๐ ล้านบาท ทีนี้ถึงแม้ว่า บางคดีอยู่ในชั้นอนุญาโตตุลาการหรือศาลตัดสินไปแล้วก็เอาขึ้นมาบนโต๊ะมาเจรจากัน ทั้งหมดนะครับ
ท่านยุทธพงศ์ ขออภัยนิดหนึ่งครับ อยากให้ท่านช่วยสรุปเข้าสู่ประเด็นที่ท่านมีข้อข้องใจอะไรที่อยากให้ ศึกษาอะไรต่าง ๆ นะครับ ที่จริงแล้วมันไม่มีในญัตติของท่าน แต่ในเมื่อท่านประธานชวน อนุญาตเห็นว่าเป็นเรื่องที่เกี่ยวโยงกันก็อนุญาตท่านได้ แต่ว่าอยากให้ท่านกระชับ ๆ นิดหนึ่ง เพราะว่ามีท่าน ส.ส. เรายื่นความจำนงจะอภิปรายอีกหลายท่านครับ
กราบเรียนท่านประธานครับ ผม ยุทธพงศ์ จรัสเสถียร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดมหาสารคาม พรรคเพื่อไทย ผมกราบเรียนท่านประธานครับว่า ด้วยความเคารพท่านประธานผมจะสรุปแล้วนะครับ แต่เพียงแต่ว่าเรียนท่านประธานว่า เนื่องจากว่าผมใช้สิทธิของสมาชิกในการอภิปราย ที่จะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยในญัตติเรื่องทางด่วน ของผมนี่ผมจบไปแล้ว เพราะว่าผมเสนอ เรื่องรถไฟฟ้าไปแล้ว คือเพียงแต่ว่าท่านประธานชวนบอกว่ามันเป็นเรื่องการต่ออายุสัมปทาน เหมือนกันก็รวมมาเลย
ท่านเข้า เนื้อหาเลยครับ เชิญครับ
ผมจะจบแล้วท่านประธาน ยังไม่ได้เข้าเนื้อหาเลยครับ เพียงแต่ว่าที่ผมเรียนประธานนะครับว่าเรื่องมันมีที่มาที่ไปอย่างไร และผมเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยในการที่จะตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญในฐานะที่ผมเป็น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เป็นสมาชิกของสภาแห่งนี้ ท่านประธานครับ ก็ไปเจรจากันนะครับ สุดท้ายครับท่านประธาน ผลการเจรจากันก็ให้ หมายถึงว่ามีคณะกรรมการทั้ง ๒ ฝ่าย ที่รัฐบาลได้มีมติ ครม. ให้ไปเจรจากัน ว่าข้อพิพาท ๑๓๗,๐๐๐ ล้านบาท ให้เหลืออยู่ ๕๘,๐๐๐ ล้านบาท ให้ลดลงมาเหลืออยู่ ๕๘,๐๐๐ ล้านบาท คือรัฐบาลก็ไม่ได้จ่ายเป็นเงิน ให้กับบริษัท เพราะว่าเงินตั้ง ๕๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ใครจะเอาที่ไหนมาจ่าย ก็เลยเป็นที่มาว่า จะต้องต่ออายุ ขยายอายุสัมปทานให้กับบริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) แล้วก็รถใต้ดินกรุงเทพมหานคร บีอีเอ็ม (BEM) ออกไป ๓๐ ปี โดยประเด็นสำคัญเลยครับ ท่านประธาน คือที่มีการพูดเรื่องดับเบิลเดก (Double Deck) ที่ว่าจะมีรายได้ คือก็ต้องให้ ความเป็นธรรมกับทั้ง ๒ ฝ่าย ดับเบิลเดก (Double Deck) คืออะไรท่านประธานครับ ฐานะที่ผมจบวิศวะจุฬา ผมมีความรู้ด้านวิศวกรรมศาสตร์ คืออย่างนี้ครับท่านประธาน เหมือนที่เวลาเราไปดูงานต่างประเทศกัน อย่างที่ท่านประธานไปดูมา ท่านประธานครับ อย่างในเมืองใหญ่ ๆ เช่น โตเกียว ประเทศญี่ปุ่น อย่างนี้ครับท่านประธาน คือวันนี้ ในกรุงเทพมหานครเราท่านประธาน ถ้าบอกว่าจะไปตัดถนนใหม่ หรือจะไปทำทางด่วน เส้นใหม่นี้มันยากท่านประธาน มีปัญหาเรื่องเวนคืนที่ถูกหรือไม่ครับท่านประธาน ที่ง่าย ๆ แล้วก็ทำได้เร็ว แต่ว่ามันลงทุนสูง ก็คือทำทางด่วนยกระดับขึ้นไปอีกชั้นหนึ่งเลย มันลอยฟ้าอยู่แล้วชั้นหนึ่ง ก็เป็นดับเบิล (Double) ก็คืออีกชั้นหนึ่ง เป็นชั้น ๒ ก็จะทำตั้งแต่ ตรงงามวงศ์วาน ท่านประธาน ใกล้ ๆ สภาเรานี้ ไปถึงพระราม ๙ ยกระดับขึ้นไปอีกชั้นหนึ่งเลย เพื่ออะไรครับท่านประธาน เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหารถติดใช่หรือไม่ครับท่านประธาน เพราะว่าตอนนี้คนขึ้นทางด่วนไปแล้ว ขึ้นไปแล้วลงก็ไม่ได้ ไปไหนก็ไม่ได้ เพราะว่ารถติด ก็ทำอีกชั้นหนึ่งไปเลย แล้วก็จะได้แก้ปัญหา ตรงนี้ในข้อตกลงก็คือว่าให้เอกชนต้องลงทุนอีก ๓๑,๐๐๐ ล้านบาท ไม่ใช่ว่าอยู่ ๆ ดับเบิลเดก (Double Deck) มาจากไหน ลอยมาจากบนฟ้า ไม่ใช่นะครับ ตรงนี้เขาก็ต้องลงทุน ๓๑,๐๐๐ ล้านบาท ถ้าได้ข้อยุติ ก็จะได้แก้ไขปัญหา จราจรให้กับคนกรุงเทพมหานคร ผมก็กราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพว่าเรื่องนี้ ก็แตกต่างจากเรื่องรถไฟฟ้า บีทีเอส (BTS) ผม คือ ๑. เรื่องนี้ที่รัฐบาลต้องไปเจรจา เพราะมีคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดตัดสินแล้วในบางเรื่อง แล้วก็มีมติ ครม. ให้ไปเจรจา และขณะเดียวกันท่านประธานครับ มติ ครม. ก็ยังมีมาเร่งรัดอีก เมื่อวันที่ ๑๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๒ เร่งรัดให้ได้ยุติเรื่องโดยเร็ว เพราะอะไรครับท่านประธาน ไม่อย่างนั้น ดอกเบี้ยร้อยละ ๗ เปอร์เซ็นต์นะครับดอกเบี้ยศาล ก็จะวิ่งอยู่ทุกวัน ๆ ส่วนเรื่องของผมนี้ รถไฟฟ้า บีทีเอส (BTS) ท่านประธาน ไม่ได้มีมติ ครม. ยังไม่ได้มีศาลเลย แต่มีมาตรา ๔๔ ให้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาเจรจาต่อสัญญา นี่ละครับคือเรื่องต่อสัญญาที่เหมือนกัน แต่ที่มา ไม่เหมือนกัน อันหนึ่งมาจากศาล อันหนึ่งมาจากมาตรา ๔๔ ดังนั้นผมจึงขอให้เรื่องทางด่วนนี้ ก็ได้มาให้ข้อมูลกับทางท่านประธาน แล้วก็ท่านสมาชิกครับ ผมเองในฐานะที่เป็น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ก็ได้ให้ความคิดเห็น ได้ให้ข้อมูลกับสภาแห่งนี้ ขอขอบคุณครับ
ขอบคุณ ท่านยุทธพงศ์ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติครับ ท่านผู้ยื่นญัตติทั้ง ๓ ท่าน ๓ ญัตติได้แถลงเหตุผล ต่อที่ประชุมสภาเราแล้ว จบไปแล้ว จากนี้ไปก็จะเป็นการร่วมแสดงความคิดเห็น โดยท่านสมาชิกที่มีความสนใจในญัตตินี้ที่จะดำเนินการต่อไป ซึ่งตอนนี้ปรากฏว่ามีท่านผู้ที่ยื่น ความจำนงในการที่จะแสดงความคิดเห็นอยู่ทั้งหมด ๘ ท่านนะครับ คือจากฝ่ายค้าน ๔ ท่าน มีท่านสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ แล้วก็ท่านประเดิมชัย บุญช่วยเหลือ ท่านสุภาภรณ์ คงวุฒิปัญญา ท่านประสงค์ บูรณ์พงศ์ ส่วนทางฟากฝ่ายรัฐบาลโดย ท่านศุภชัย ใจสมุทร ท่านสุรทิน พิจารณ์ ท่านมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ แล้วก็ท่านปรีดา บุญเพลิง โดยผมจะขออนุญาตให้มีการอภิปรายสลับกันไปมาระหว่างฝ่ายค้านกับฝ่ายรัฐบาล ขอเรียนเชิญท่านสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ แล้วก็ตามด้วยท่านศุภชัย ใจสมุทร เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธาน สภาที่เคารพ ผม สุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ วันนี้ผมขอขอบคุณท่านประธานที่อนุญาตให้ผมอภิปราย แล้วผมก็ลงชื่อไว้ ขอเวลา ๓๐ นาที เนื่องจากพรรคอนาคตใหม่จะให้ผมพูดคนเดียวในประเด็นนี้ แต่ก่อนที่ผม จะพูดเข้าเรื่อง ผมขอเรียนว่าเมื่อสักครู่มีญัตติ ๓ ญัตติที่ผู้เสนอได้อภิปรายซึ่งเป็นคนละเรื่อง กันนะครับ ผมขอเรียนว่าเป็นคนละเรื่องกัน ไม่อย่างนั้นเดี๋ยวกระบวนการทางสภาจะมี ปัญหาตอนตั้งคณะกรรมาธิการไปตรวจสอบ เพราะว่าที่มาที่ไปเหตุผลรายละเอียดทุกอย่าง คนละเรื่องกัน วันนี้กรอบในการอภิปรายของผมจะเกี่ยวกับเรื่องทางด่วน เหตุผลที่ผมจำเป็น ที่จะต้องอภิปรายแล้วทางพรรคส่งผมมาเป็นตัวแทน เพราะว่าผมเป็นผู้ดูแลนโยบาย ด้านคมนาคม และผมก็เรียนมาและทำงานในสายคมนาคมมาตลอด และสิ่งหนึ่งที่ เพื่อนสมาชิกอาจจะยังไม่ทราบ ผมเคยเป็นอดีตพนักงานการทางพิเศษแห่งประเทศไทย ผมเคยอยู่ที่นี่มาก่อน และตอนนี้ก็มีเพื่อนพนักงาน มีลูกน้องเก่า มีลูกศิษย์ลูกหาที่ทำงานอยู่ ที่นั่นก็โทรมาหาผมแทบทุกวัน เพราะบ้านเขากำลังจะโดนเผา และมันก็เป็นบ้านเก่าของผม ฉะนั้นวันนี้ผมจำเป็นที่ต้องมาอภิปรายโดยวันนี้ผมขอโฟกัส (Focus) ในเรื่องของทางด่วน ยังไม่ไปแตะเรื่องรถไฟฟ้า นั่นก็มีปัญหาเหมือนกัน แต่เป็นปัญหาอีกเรื่องหนึ่ง ที่มาที่ไป ต่างกัน แนวทางแก้ไขปัญหาต่างกัน เอาตรงนี้ให้ชัดเจนก่อนนะครับท่านประธาน วันนี้ที่ผมจะอภิปรายผมขอแบ่งกรอบการอภิปรายเพื่อให้ใช้เวลาอย่างมีประสิทธิภาพ เป็น ๔ ประเด็นด้วยกัน โดยผมจะเริ่มจากที่มาที่ไปของประเด็นการต่อขยายสัญญาสัมปทาน ทางด่วน และผมจะให้ดูว่าธงจากท่านผู้นำคืออะไร ทำไมเขาถึงกล้าทำขนาดนี้ ประเด็นที่ ๓ ก็คือเรื่องของความไม่ชอบมาพากลที่เกิดขึ้น และสุดท้ายคือทางออกของเรื่องนี้ควรจะ เป็นอย่างไร ที่มาที่ไปถ้าท่านสังเกตในรูปตรงกลางของทางด่วน บริเวณนี้สายสีน้ำเงิน ตรงกลางภาพ เขาเรียกว่าทางด่วนขั้นที่ ๑ ทางด่วนขั้นที่ ๑ เป็นเหมือนกระเป๋าเงินใหญ่ของ การทางพิเศษแห่งประเทศไทย บริเวณเหมือนตราแฉกรถเบนซ์ (Benz) จากดินแดงลงมา ท่าเรือแยกไปทางซ้ายที่ดาวคะนอง แล้วก็แยกไปทางขวาบริเวณบางนา ส่วนคำว่า ทางด่วน ขั้นที่ ๒ คืออะไร ทางด่วนขั้นที่ ๒ ก็คือเริ่มจากบริเวณแจ้งวัฒนะใกล้ ๆ กับสภาทีโอทีของเรา โดยสภาทีโอทีของเรา พอเราออกไปจากสภาเลี้ยวซ้าย ตรงนั้นคือแจ้งวัฒนะ มันจะเริ่มจากตรงนั้น แล้วก็ลงไปเชื่อมกับขั้นที่ ๑ บริเวณบางโคล่ และจุดตรงกลางก็คือบริเวณของต่างระดับพญาไท ก็จะเชื่อมออกไปที่พระราม ๙ สัญญาณคอนเนกชัน (Connection) มันไม่ค่อยดี ส่วนประเด็นปัญหามันอยู่เส้นสีเขียว เส้นสีเขียวคือจากบริเวณแจ้งวัฒนะมุ่งหน้าไปที่บางปะอิน อันนั้นคือเส้นที่มีปัญหาอยู่ในการฟ้องร้อง ก่อนที่จะไปถึงรายละเอียดท่านต้องเข้าใจก่อนว่า คู่สัญญากับรัฐคนละคู่สัญญากัน เส้นสีเขียวที่มีปัญหาคดีค่าโง่เมื่อสักครู่ที่มีเพื่อนสมาชิกเรียน ก็คือทางเทคนิคเขาเรียกว่า ข้อพิพาทกับการแข่งขันกับบริษัท ดอนเมืองโทลล์เวย์ ซึ่งแย่งลูกค้ากันเอง อันนั้นเป็นกรณีของเส้นสีเขียว ซึ่งคู่สัญญากับรัฐในทางนิตินัยคือ บริษัท เอ็นอีซีแอล (NECL) คนละบริษัทกับคู่สัญญาของทางด่วนขั้นที่ ๒ ในเส้นสีแดงในภาพ แต่ความเป็นจริงที่กำลังจะเกิดขึ้นในความพยายามที่กำลังจะเกิดขึ้น คือเขาจะเอารายได้จาก ทั้งเส้นสีแดงทางด่วนขั้นที่ ๒ ทั้งเส้นสีน้ำเงินไปโปะให้กับเส้นสีเขียว คือถ้าเราฟ้องร้องกันอยู่ ในเส้นสีเขียว อันนี้ยังพอยอมรับได้ แต่เขาจะเอาตรงนั้นเป็นเหตุ แล้วก็จะประเคนรายได้ จากเส้นสีแดงกับเส้นสีน้ำเงินซึ่งอยู่ใจกลางกรุงเทพมหานคร มูลค่ามหาศาลโปะเข้าไปกับส่วนนั้น อันนี้คือความไม่ชอบมาพากลอย่างยิ่งนะครับ และผมจะอธิบายภาพให้ฟังนะครับ คดีนี้ เขาเรียกว่าคดีทางแข่งขัน ซึ่งเมื่อสักครู่นี้เพื่อนสมาชิกก็ได้อภิปรายไปแล้ว ซึ่งส่วนที่แพ้ไปนี่ มีมูลค่าแค่ประมาณ ๔,๓๑๘ ล้านบาท โดยเป็นคดีหมายเลขดำที่ ๙๙๔/๒๕๕๖ และคดี หมายเลขแดงที่ ๙๓๒/๒๕๖๑ ตรงนี้มันจบไปแล้วนะครับ จบไปแล้วแปลว่าอย่างไรก็ต้องจ่าย ศาลตัดสินเป็นที่สุดแล้ว แต่มันมีความพยายามที่จะพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสในทางมิชอบ โดยพ่วงก้อนใหญ่ ๆ เข้าไปอีก ๒ ก้อนด้วยกัน ก้อนที่ ๑ ก็คือเรื่องของคดีคงค้าง ๑๗ คดี คิดเป็นมูลค่าแสนกว่าล้านบาท อันที่ ๒ ก็คือโครงการดับเบิลเดก (Double Deck) เป็นโครงการใหม่ เริ่มจากคดีคงค้างก่อนนะครับ คดีคงค้างเมื่อสักครู่มีเพื่อนอธิบาย ในรายละเอียดก็คือตารางขวามือ มี ๑๗ คดี แต่ละคดีอยู่ในสถานะที่แตกต่างกัน บางคดี ยังไม่เข้าสู่ระบบศาลด้วยซ้ำ เป็นการขู่เฉย ๆ จากทางบริษัทว่าจะฟ้องร้อง แต่คดี ที่เข้าไปสู่ระบบศาลแล้วก็จะต้องผ่านกระบวนการคณะอนุญาโตตุลาการ จากนั้นก็เข้าสู่ กระบวนการศาลยุติธรรม ศาลปกครอง ซึ่งจบแล้วคดีเดียวคือ ๔,๓๐๐ ล้านบาท ส่วนคดี ที่คงค้างอยู่ ๑๗ คดี มูลค่า ๑๓๗,๕๑๗ ล้านบาทนั้นคืออะไร ผมแบ่งเป็น ๒ กลุ่มใหญ่ ๆ กลุ่มแรก คือเรื่องของทางแข่งขัน อย่างเมื่อสักครู่นี้ที่เพื่อนสมาชิกได้อภิปรายไปแล้ว ก็คือมันขนานกัน มันแย่งดีมานด์ (Demand) กันเองก็เลยโดนเขาฟ้องร้องนะครับ ส่วนอีกกรุ๊ป (Group) หนึ่งที่เป็นกรุ๊ป (Group) ใหญ่ก็คือเรื่องของค่าผ่านทาง การขึ้นค่าผ่านทาง ก็คือการทางพิเศษแห่งประเทศไทย รวมถึงเพื่อนสมาชิกที่เคยเป็นอดีตรัฐมนตรี หรืออะไรต่าง ๆ ก็พยายามจะขึ้นในลักษณะที่ประชาชนได้รับผลกระทบน้อยที่สุด อย่างเช่นว่า ขึ้น ๕ บาท ในขณะที่บริษัทเขาก็ต้องพยายามทำกำไรให้มากที่สุด เขาก็ขึ้น ๑๐ บาท ก็เถียงกัน ไม่ลงใช่ไหมครับ เพราะว่าเงื่อนไขในสัญญาเขาเขียนไว้ว่า ปรับเป็นจำนวนเต็มช่วงละ ๕ บาท ฝ่ายหนึ่งก็อยากปัดขึ้น อีกฝ่ายหนึ่งก็อยากปัดลง แต่ส่วนต่างแค่ ๕ บาท แต่ว่ารถมีวันละ ล้านคันนี่นะครับ มันก็เลยเป็นมูลค่ามหาศาลที่มันสะสมกันมาแล้วก็ฟ้องร้องกันมา ซึ่งตรงนี้ ทางอัยการสูงสุดก็เคยช่วยการทางพิเศษแห่งประเทศไทยในการร่างสัญญา แล้วก็เป็นคนใส่ เวิร์ดดิง (Wording) นี้ลงไปแล้วเขาก็บอกมาชัดว่าจุดประสงค์ในการใส่เวิร์ดดิง (Wording) นี้ เพราะเขาไม่ต้องการให้ปัดขึ้น นั่นแปลว่าอะไรครับ แปลว่าโอกาสชนะคดีก็มีเหมือนกัน แล้วก็ทางสำนักงานอัยการสูงสุดก็ช่วยการทางพิเศษแห่งประเทศไทยในการว่าความอยู่ ก็เป็นนักกฎหมายที่เก่งที่สุดของรัฐเท่าที่มี เพราะฉะนั้นเวลาเราพูดถึงค่าความเสียหาย เราจะพ่วง ๑๗ คดี แสนกว่าล้านบาท และเราจะเจรจาต่อรอง คำถามก็คือจุดที่สมดุล จุดที่ควรจะเป็นมันอยู่ที่เท่าไรครับ ถ้าเราชนะหมด ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ หรือเราแพ้หมด ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ มันก็คงไม่ใช่ ถ้าเราจะเจรจายอมความกันจะแอบมุบมิบเจรจาโดยเฉพาะ ในช่วงเวลาที่เป็นอำนาจพิเศษเข้าไปบีบเจรจามันยุติธรรมไหม นี่เป็นเหตุผลหลัก ที่คณะกรรมาธิการวิสามัญที่เราจะตั้งขึ้นต้องไปดูในประเด็นนี้ในรายละเอียด แล้วก็แยก เรื่องของ บีทีเอส (BTS) อะไรนั่นอีกเรื่องหนึ่งมันไม่เกี่ยวกันนะครับ ต้องเอาให้ชัดนะครับ ส่วนก้อนใหญ่ก้อนที่ ๒ ที่มีความพยายามจะพ่วงเข้าไปนี่นะครับ ก็คือเรื่องของโครงการ ดับเบิลเดก (Double Deck) นะครับ โครงการดับเบิลเดก (Double Deck) ก็แสดงโดย เส้นสีน้ำเงินในภาพนะครับ ก็คือเขาจะยกระดับจากประชาชื่นแล้วก็เลาะมาตามโครงสร้างเดิม ของทางพิเศษ แล้วไปจบลงบริเวณอโศกตามเส้นสีน้ำเงินตรงกลางภาพนะครับ ตรงเส้นสีน้ำเงินตรงนี้นะครับไล่ลงมา ก็จะเห็นได้ว่ามันก็จะมีปัญหาอื่น ๆ ตามมา อย่างเช่นว่าเสาจะเอาไปลงได้ไหมที่จะคร่อม นี่คือคลองประปา น้ำดื่มของคนกรุงเทพมหานครนะ จะเกิดปัญหาอะไรตามมาหรือเปล่า มูลค่าก็ยังไม่มีตัวเลขที่ชัดเจน ฝั่งบริษัทเสนอมา ๓๑,๕๑๘ ล้านบาท ในขณะที่เจ้าหน้าที่การทางพิเศษแห่งประเทศไทยประมาณการออกมาที่ ๒๖,๖๒๑ ล้านบาท ผลต่างถึง ๑๕ เปอร์เซ็นต์ และที่เจรจากันนี่เอาตัวเลขไหนไปเจรจา แบบก็ยังไม่มี แบบยังไม่มีในรายละเอียดนะครับ รายละเอียดที่ได้มาตรฐาน กรมบัญชีกลาง ไม่มี เป็นการเอสทิเมต ยูนิต คอสต์ (Estimate unit cost) คร่าว ๆ นอกจากนั้นรายละเอียด เวลาเราทำโครงการขนาดใหญ่อย่างเมื่อสักครู่นี้นะครับ มันจะใช้ความรู้สึกไม่ได้ว่าโครงการนี้ มันจะคุ้มหรือไม่คุ้ม มันต้องศึกษาในรายละเอียด อย่างยกระดับไปนี่รถจะหายติดหรือ ถ้ามันลงไม่ได้ และทุกวันนี้ทางด่วนติดเพราะอะไร ติดเพราะรถลงไม่ได้ ก็ข้างล่างก็ติด เหมือนกัน เพราะฉะนั้นต้องคิดให้ถี่ถ้วนนะครับ นี่คือเหตุผลว่าเวลาเขาดำเนินการโครงการใหญ่ ๆ จะต้องมีการศึกษา เขาเรียกว่า การศึกษา ความเหมาะสมของโครงการหรือว่า ฟีซิบิลิตี สตัดดี (Feasibility study) จากนั้นจะต้องมี กระบวนการออกแบบในรายละเอียดหรือว่า ดีเทล ดีไซน์ (Detail design) ต้องมีการทำ อีไอเอ (EIA) เอนไวเรินเมนทัล อิมแพกต์ แอสเซสเมนต์ (Environmental Impact Assessment) เรื่องของผลกระทบสิ่งแวดล้อม นี่จะไปคร่อมคลองประปานะครับ จะตอกเสา ได้หรือไม่ก็ยังไม่รู้นะครับ ถ้าตอกเสาไม่ได้แล้วเป็นอย่างไรเดี๋ยวโดนคดีค่าโง่แบบโฮปเวลล์ (Hopewell) อีก เพราะว่าไม่สามารถส่งมอบพื้นที่ได้ทันการ นี่ละครับ มันมีก้อนใหญ่ ๆ ๒ พวงที่จะเอาไปพ่วงนะครับ คราวนี้พอเรื่องมันมาเป็นอย่างนี้ก็จะเห็นได้ว่าจากค่าโง่ ๔,๓๑๘ ล้านบาท มันกำลังจะกลายเป็นค่าแกล้งโง่ ๔๒๔,๗๕๖ ล้านบาทที่จะเอาเงินไปประเคน ให้กับทางบริษัทในการขยายสัญญาออกไปอีก ๓๐ ปี โดย ๑๖ ปีแรกก็คือเรื่องของข้อพิพาท ก้อนใหญ่ก้อนแรก และอีก ๑๔ ปีหลังก็เพราะจะสร้างโครงการดับเบิลเดก (Double Deck) แบบไม่มีรายละเอียด นี่ละครับผลของการใช้อำนาจพิเศษเขาจะยัดอย่างนี้เลย
นอกจากนั้นยังมีเรื่องของการพัฒนาพื้นที่ใต้ทางที่ใช้สิทธิเขาเรียกว่า สิทธิเฟิสต์ ไลฟ์ (First life) จะทำอะไรต้องให้บริษัทคู่สัมปทานได้รับสิทธิก่อนเพื่อน ได้รับผลประโยชน์ก่อนเพื่อน แล้วที่ดินใจกลางเมืองกรุงเทพฯ บริเวณใต้ทางด่วนมูลค่า มหาศาลนะครับ เพราะฉะนั้นโดยสรุปสิ่งที่เขาทำ ที่มาที่ไปของเรื่องที่เพื่อนสมาชิกกำลังเล่า ให้ฟังกันเมื่อสักครู่ก็คือ จากค่าโง่ก้อนเล็ก ๔,๓๐๐ ล้านบาท เขาจะแอบพ่วงอีก ๒ ก้อนใหญ่ ๆ คือเรื่องของคดีข้อพิพาทที่คงค้างกับทางด่วนใหม่เข้าไป แล้วขยายเวลาสัมปทานทางด่วน ไปอีก ๓๐ ปี คิดเป็นมูลค่ากว่า ๔๓๐,๐๐๐ ล้านบาท ทำไมเขาถึงกล้าทำอย่างนั้นครับ ผมให้ดูธงจากท่านผู้นำ อันนี้ผมเอามาจากสำนักข่าวอินโฟเควสท์ เมื่อวันที่ ๒๕ มิถุนายน ขออนุญาตท่านประธานไม่ใช้เสียงในฟิล์มกลัวจะไม่สุภาพนะครับ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้ให้สัมภาษณ์ไว้ว่า ตอนนี้ขั้นตอนอยู่ในระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการ กทพ. ซึ่งได้ให้นโยบายไปแล้วว่าสามารถทำได้เพราะเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมานานแล้ว แต่ก็จะ พยายามแก้ปัญหาให้ได้ นอกจากนั้นท่านยังกล่าวว่า การทางพิเศษจะต้องไม่จ่ายเงินสด ในกรณีแพ้คดี และการทางพิเศษจะต้องได้รับสิทธิประโยชน์ไม่ต่ำกว่าที่เคยได้และประชาชน ต้องได้ประโยชน์ รวมถึงเอกชนต้องปรับปรุงทางพิเศษศรีรัชและต้อง ไม่มีข้อพิพาทเกิดขึ้นอีก โดยยืนยันว่าเรื่องนี้ไม่ได้เอื้อประโยชน์ให้กับใครทั้งสิ้น ฟังเผิน ๆ เหมือนจะดูดีนะครับ และนี่ก็เป็นลักษณะการดำเนินการทางการเมืองของ คสช. มาตลอดครับ มีแต่คำพูดสวยหรู แต่มาดูรายละเอียดลึก ๆ เดี๋ยวผมจะถอดรหัสคำต่อคำให้ฟังว่านโยบายที่ท่านให้ วิสัยทัศน์ ของท่านผู้นำคืออะไรนะครับ ขอตัดไปที่สไลด์ (Slide) นะครับ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)
ประโยคแรกท่านบอกว่า ให้นโยบายไปแล้วว่าสามารถทำได้ ผมก็ต้องถามก่อนว่าท่านรู้เรื่องรู้รายละเอียดหรือยัง มันทำได้แต่ประชาชนหรือกลุ่มทุนที่ได้ประโยชน์ ประโยคที่ ๒ ท่านบอกว่าเพราะเป็น เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมานานแล้วแต่ก็พยายามจะแก้ไขปัญหาให้ได้ คือเหตุการณ์นี้มันเกิดขึ้น มานานแล้ว จริงครับ แต่ศาลตัดสินไปแล้วแค่ ๔,๓๑๘ ล้านบาท แต่ดันจะพ่วง ๒ ก้อนใหญ่ เข้าไปจนกลายเป็นหนี้ ๓๐ ปี ๔๓๐,๐๐๐ ล้านบาท แบบนี้เรียกแก้ปัญหาหรือสร้างปัญหา ครับท่านประธาน ประโยคที่ ๓ ท่านบอกว่าหลักในการเจรจาคือการทางพิเศษต้อง ไม่จ่ายเงินสดในกรณีแพ้คดี ผมก็งงนะครับ ทำไมจะจ่ายเงินสดไม่ได้หากมีเงินพอ แล้วผม ก็เช็ก (Check) ไปกับการทางพิเศษแล้วว่าเขาอยากจะจ่าย เขายินดีจ่าย เขามีเงินจะจ่าย เขาสามารถจ่ายได้หมดภายใน ๑ ปีแน่นอน เขาต้องการที่จะจ่าย แต่ธงนำมันมาเป็นอย่างนั้น มันมาจากมติ ครม. ให้ไปขยายสัมปทานไม่จ่ายเงินสด แต่ทำไมจะจ่ายไม่ได้ แล้วตอนนี้เงิน ไปกองอยู่ที่เขาเยอะมากนะครับ นี่ทำไทยแลนด์ ฟิวเจอร์ ฟันด์ อะไรกัน (Thailand Future Fund) อะไรกันอีกประเด็นหนึ่ง ถ้าว่าง ๆ จะอภิปรายให้ฟัง แต่เงินไปกองอยู่ที่เขาโดยเขา ไม่ได้ใช้ประโยชน์ แล้วก็ต้องจ่ายดอกเบี้ยทุกวันด้วยเพราะไม่รีบจ่ายค่าคดีสักทีนะครับ ประโยคที่ ๔ ท่านบอกว่า การทางพิเศษต้องได้สิทธิประโยชน์ไม่ต่ำกว่าที่เคยได้ อันนี้ผมก็ ไม่เข้าใจว่าใช้อะไรคิดเพราะมันผิดแล้วครับ การทางพิเศษต้องได้รับสิทธิประโยชน์ไม่ต่ำกว่า ที่ควรจะได้ เพราะมันไม่ควรแบ่ง มันหมดระยะเวลาสัมปทานไปแล้ว สัมปทานมัน ๓๐ ปี ประโยคที่ ๕ ประชาชนต้องได้ประโยชน์ คือทำแบบท่านผมว่าประชาชนเสียประโยชน์ชัด ๆ เพราะแบ่งเงินไปให้บริษัทตั้ง ๔๐ เปอร์เซ็นต์ คิดเป็นมูลค่ากว่า ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แทนที่จะเก็บไปพัฒนาประเทศ ประโยคที่ ๖ ท่านบอกว่าเอกชนต้องปรับปรุงทางพิเศษศรีรัช อันนี้ไม่เกี่ยวกันเลย อย่าเอา มาพ่วง รีบพ่วงโดยไม่มีรายละเอียดมันจะกลายเป็นค่าโง่ต่อไปในอนาคต อย่างเช่นกรณี โฮปเวลล์ (Hopewell) ที่รัฐไม่สามารถส่งมอบที่ดินให้ได้ทันเวลา และอย่างที่บอกอันนี้ ยังไม่เคยศึกษา อีไอเอ (EIA) จะได้ที่มาหรือเปล่าก็ไม่รู้ แล้วจะไปขยายสัญญาสัมปทานกัน ประโยคที่ ๗ บอกว่าต้องไม่มีข้อพิพาทเกิดขึ้นอีก อันนี้ยิ่งงงใหญ่ ท่านสั่งการกันอย่างนี้ ได้ด้วยหรือ การลัดขั้นตอนแบบไม่มีรายละเอียดนี่ที่มันจะทำให้เกิดข้อพิพาทขึ้นอีกในอนาคต แต่ท่านยืนยันว่าเรื่องนี้ไม่ได้เอื้อประโยชน์ให้กับใครทั้งสิ้น เดี๋ยวเรามาลองพิจารณากัน สำหรับผมนี่มันชัดเจน นี่มันเป็นการเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มทุนชัด ๆ เรามาดูความไม่ชอบมาพากล เราก็ไปไล่เอกสาร อย่างที่ผมบอกผมเคยเป็นพนักงานการทางพิเศษแห่งประเทศไทยมาก่อน เพื่อนฝูง ลูกศิษย์ลูกหาอยู่ในนั้นเพียบ ได้รับสายมาเพราะบ้านกำลังจะถูกเผา ผมมีคลิป (Clip) เสียง มีอะไรต่าง ๆ ที่ไม่สามารถนำมาพูดได้ในสภา แต่ผมพยายามจะปะติดปะต่อ เรื่องราวให้ท่านฟัง คือถ้าไปตรวจเอกสารกันนี่มันมีความเร่งรีบแบบผิดปกติเยอะมาก มีวาระลับ วาระจร นัดประชุมพิเศษ มีกันคนโน้นเข้า กันคนนี้เข้าต่าง ๆ ที่สำคัญเวลาเราพูด ถึงสัญญามูลค่า ๔๓๐,๐๐๐ ล้านบาท ปกติร่างสัญญาจะต้องร่างจากการทางพิเศษ แห่งประเทศไทยโดยแต่งตั้งคณะทำงานมาศึกษาอย่างรอบคอบ ค่อย ๆ ร่างกันมาไม่ให้รัฐ เสียหาย แต่ร่างสัญญาฉบับนี้ที่เรากำลังพูดกันนี่มันถูกยัดใส่มือจากบริษัทผู้มาขอสัมปทาน ร่างมาจากตรงนั้น ตรงนี้มีหนังสือที่ยืนยันได้ผมถึงกล้าพูด มันมีบางอย่างที่ผมไม่กล้าพูด ในที่สาธารณะ แต่ตรงนี้ยืนยันได้ว่าร่างสัญญาส่งมาจากทางบริษัท
ประเด็นที่ ๓ มีการปลดผู้ว่าการตามคำสั่งนายกรัฐมนตรี ที่ ๑๐/๒๕๖๒ เมื่อวันที่ ๒๔ เมษายน แน่นอนครับ มันมีหลาย ๆ เหตุผลที่พูดได้ กับหลาย ๆ เหตุผลที่พูด ไม่ได้ ผมขอพูดแต่เหตุผลที่พูดได้แล้วกัน ผมไปขุดเอกสารดูว่ามันเกิดอะไรขึ้น ทำไมถึงปลด ผู้ว่าการ ซึ่งแน่นอนการปลดผู้ว่าการมันไม่มีเหตุผลระบุในคำสั่งปลดหรอกครับ แต่เรามาดู เอกสารเหล่านี้กัน เอกสารเหล่านี้คือเอกสารที่คณะทำงานที่ท่านผู้ว่าการตั้งขึ้นมาพิจารณา ใน ๓ ด้านหลัก
ด้านแรกคือด้านกฎหมาย ด้านกฎหมายคณะทำงานก็ได้ให้ความเห็นออกมา ว่าการที่การทางพิเศษแห่งประเทศไทยนำคดีและข้อพิพาท ซึ่งสำนักงานอัยการสูงสุด มีความเห็นว่ามีเหตุเพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ และสำนักงานอัยการสูงสุดก็เป็น ผู้รับมอบอำนาจในการดำเนินคดี โดยคดียังอยู่ในระหว่างการพิจารณา การดำเนินการ ดังกล่าวอาจเป็นการตีความข้อสัญญาให้เอื้อประโยชน์แก่บริษัท ทำให้การทางพิเศษ แห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง ท่านลองคิด สภาพดู ถ้าท่านเป็นพนักงานหรือเป็นข้าราชการตัวเล็ก ๆ คนหนึ่ง การที่ท่านกล้าเขียน ประโยคอย่างนี้ลงไปในความเห็นของคณะทำงาน ทั้ง ๆ ที่ธงจากท่านผู้นำชัดเจนให้ขยาย สัญญาสัมปทานนี่นะครับ เขาต้องใช้ความกล้ามากขนาดไหน เขาเอาอาชีพหน้าที่การงาน ของเขามาเสี่ยง เพราะเขาทนไม่ได้ที่บ้านเขากำลังจะถูกเผา ดูความเห็นอื่นเป็นตัวอย่างกัน ในกรณีที่การทางพิเศษแห่งประเทศไทยมีความประสงค์จะเจรจาตามเงื่อนไขสัญญา สัมปทานระบบทางด่วนขั้นที่ ๒ อย่างน้อยต้องมีเงื่อนไขคือไม่นำรายได้ของขั้นที่ ๑ มารวม คือมันไม่เกี่ยวกัน จะเจรจาขั้นที่ ๒ และเอารายได้จากขั้นที่ ๑ มาพ่วงให้ แล้วก็ระยะเวลา ต้องไม่เกิน ๑๐ ปีตามสัญญาปัจจุบัน ข้อ ๒๑ ในสัญญาปัจจุบันก็มีเขียนว่าขยายเวลา ถ้ามีเหตุผลเพียงพอ ได้ ๑๐ ปี ไม่เกิน ๒ ครั้ง แต่นี่กำลังพูดถึง ๓๐ ปี แบ่งเป็น ๑๖ ปี เรื่องข้อพิพาทและ ๑๔ ปีสำหรับโครงการใหม่ที่ไม่มีรายละเอียด
ความเห็นด้านการเงิน บัญชีและความเสี่ยง อันนี้ก็คือเป็นความเห็นด้านที่ ๒ ของคณะทำงานอย่างที่ผมว่า คณะทำงานบอกว่าข้อมูลที่ใช้เจรจาไม่สอดคล้องกับข้อมูล ของคณะทำงาน เช่นปริมาณจราจรและมูลค่าโครงการ จึงมีข้อเสนอแนะ ๒ แนวทาง แนวทางที่ ๑ คือไม่ขยาย แต่จะจ่ายเงิน อยากจ่าย แนวทางที่ ๒ ก็คือขยาย แต่ขยายเฉพาะ ท่อนสีเขียว คุณอย่าเอาทางด่วนขั้นที่ ๑ กับขั้นที่ ๒ มาประเคนให้เอกชนเขา อันนี้คือ ความเห็นของคณะทำงานที่อยู่หน้างาน แต่ไม่รู้หายไปไหน เพราะว่าบอร์ด (Board) แต่งตั้ง โดยใคร และบอร์ด (Board) กระซิบว่าใครสั่งมา
ประเด็นที่ ๓ เรื่องของความเห็นด้านแผนงานการก่อสร้างทางพิเศษ อันนี้ ก็บอกว่าให้ที่ปรึกษาไปตรวจสอบมูลค่าการก่อสร้าง เพื่อให้การทางพิเศษแห่งประเทศไทย นำไปใช้ในการเจรจาและคำนวณระยะเวลาในการให้สัมปทาน คือพูดง่าย ๆ มูลค่าก่อสร้าง ก็ยังไม่ชัดเจน แบบก็ไม่มีรายละเอียด แล้ว ๒ ฝ่ายก็เจรจามาต่างกันแล้วคุณเอาอะไร ไปเจรจา สุดท้ายตัวเลขที่เจรจากันอยู่เป็นตัวเลขที่มาจากทางบริษัท ไม่ใช่มาจากทาง การทางพิเศษแห่งประเทศไทย อีกตัวอย่างหนึ่งก็บอกว่าการลงทุนยังไม่แน่นอน สามารถ ดำเนินการได้เมื่อไร ซึ่งแน่นอนจะส่งผลกระทบต่อการขยายสัญญาสัมปทาน แต่ก็จะรีบ ๆ เซ็นกันนี่ครับ เพราะฉะนั้นผมและพรรคอนาคตใหม่เราได้มีการพิจารณาเรื่องนี้เป็นอย่างดี และเราไม่ได้ด่าอย่างเดียว เราเสนอทางออกให้ด้วยนะครับ ทางออกก็คือขั้นตอนแรก จ่ายค่าโง่ไปก่อนเลย ๔,๓๐๐ ล้านบาท แล้วเขาอยากจะจ่ายด้วย และเขามีเงินพอ เงินไปกอง อยู่ที่เขาเยอะมากตอนนี้ จ่ายไปก่อนนะครับ ๒. ก็คือตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมา ซึ่งอย่างที่ผมเรียนต้องขออนุญาตท่านประธานนะครับ ญัตติ ๑ กับญัตติ ๒ เกี่ยวกับทางด่วน ญัตติ ๓ นี่ไม่เกี่ยว เพราะฉะนั้นคณะกรรมาธิการก็จะพิจารณาในรายละเอียดที่แตกต่างกัน คณะกรรมาธิการวิสามัญนี้ควรจะพิจารณาเรื่องของสัญญาสัมปทานทางด่วน ไม่อย่างนั้น พ่วงกันไปหลาย ๆ เรื่องมันจะมั่วมาก แล้วมันต้องไปดูในเอกสารในรายละเอียดต่าง ๆ เพราะว่าคณะกรรมาธิการชุดนี้มีเรื่องใหญ่ ๆ ๒ ประเด็นที่ต้องพิจารณา นั่นก็คือข้อ ๓ เรื่องแรกคือก้อนใหญ่ก้อนแรก เรื่องของข้อพิพาทที่จะเอามาพ่วงผมเรียกว่า เอกซ์เปกเทด ลอส (Expected loss) คือมูลค่าที่แท้จริงที่เราจะยอมความได้มันควรจะเป็น เท่าไร ตรงนี้จะอาศัยการทางพิเศษแห่งประเทศไทยอย่างเดียวไม่ได้ ต้องเอาหน่วยงาน ภาครัฐ นักกฎหมายมือดีเอามาช่วยกันทำ ช่วยกันรักษาผลประโยชน์ของชาติ
และสุดท้ายในเรื่องของโครงการดับเบิลเดก (Double Deck) จะทำ หรือไม่ทำ จะคุ้มหรือไม่ อย่าใช้ความคิดเห็นส่วนตัวกับโครงการใหญ่ ๆ อย่างนี้ แต่ประเด็นที่ ผมจะพูดก็คือมันต้องผ่านกระบวนการตามปกติ อย่าใช้อำนาจพิเศษมายัดเข้าไป
สุดท้ายนะครับ ผมอยากฝากให้ทุกท่านช่วยคิดนะครับ ผมจะเล่านิทานง่าย ๆ ให้ทุกท่านช่วยกันคิดนะครับท่านประธาน ท่านประธานครับ สมมุติว่าท่านเป็นเจ้าของ ร้านอาหารแห่งหนึ่งซึ่งมีอยู่เจ้าเดียวในละแวกนั้น ลูกค้าเยอะมาก กำไรงาม ลูกน้อง อุปกรณ์ และตัวอาคารก็เป็นของท่าน แต่ท่านมอบสิทธิให้นายบีมาเป็นผู้จัดการ หน้าที่ของนายบี ก็ไม่ได้มีอะไรมากแค่แบ่งเงินให้ท่าน ทำตามที่ท่านสั่งเอาเงินไปจ่ายลูกน้องท่าน ที่เหลือ เป็นเงินของนายบี พนักงานการทางพิเศษแห่งประเทศไทยเป็นพนักงานของการทางพิเศษ แห่งประเทศไทยหน้าที่ของบริษัทไม่ได้จัดหาพนักงานมาเก็บเงินด้วยซ้ำ เอาเงินมาจ่ายเงินเดือน ให้ เก็บรายได้มามาจ่ายเงินเดือนให้ เพราะฉะนั้นไม่มีเขาไม่ตาย ดำเนินการได้เลย การทางพิเศษ แห่งประเทศไทยสามารถเก็บเงินเองได้อยู่แล้ว โนฮาว (Know-how) อยู่ที่นี่นะครับ แต่ท่านได้มอบสิทธิให้นายบีมาเป็นผู้จัดการ หน้าที่ของนายบีก็ไม่ได้มีอะไรมากนะครับ แค่แบ่งเงินให้ท่าน ทำตามที่ท่านสั่ง เอาเงินไปจ่ายลูกน้องท่าน ที่เหลือเป็นส่วนของนายบี นายบีได้สิทธินี้มา ๓๐ ปีกำไรงามทีเดียว พิสูจน์ได้จากราคาบริษัทนะครับ จากผลกำไรต่าง ๆ ของบริษัท แต่นายบีไม่รู้จักพอ ตลอดเวลาคอยหาเรื่องฟ้องร้องท่านมาโดยตลอด เช่น ท่านไม่อยากขึ้นค่าอาหาร เพราะกำไรงามอยู่แล้วเดี๋ยวลูกค้าจะว่าได้ แต่นายบีอยากขึ้น เพราะกำไรจะได้มากไปอีกก็เลยมาฟ้องท่าน ในทางกลับกัน ท่านแทบไม่ได้ฟ้องร้องอะไรเขาบ้าง เลยครับ ท่านลองคิดดูนะครับ ถ้าท่านเปิดร้านอาหาร สมบัติทุกอย่างเป็นของท่าน กระทั่งลูกน้องพนักงานยังเป็นลูกน้องของท่านเลย เพียงแต่ท่านจ้างนายบีมาบริหารจัดการ เล็ก ๆ น้อย ๆ แต่เก็บเงินแบ่งเงินส่วนหนึ่งให้ท่าน อีกส่วนหนึ่งเป็นค่าใช้จ่ายในการมาจ่ายให้ ลูกน้องท่าน ไม่ใช่ลูกน้องของเขาด้วยซ้ำ และตลอดเวลา ๓๐ ปีที่ผ่านมาเขาหาเรื่องจะ ฟ้องร้องกับท่าน ซึ่งท่านก็ไม่ใช่คนเลวร้ายอะไรนะครับ เพราะท่านไม่อยากขึ้นค่าอาหาร เพราะท่านกลัวผู้ที่มาทานจะมาด่าท่านนะครับว่าจะเก็บอะไร ขูดรีดอะไรกันนักหนา แต่เพื่อนท่านอยากขึ้นราคาก็เลยมาบีบบังคับท่าน สุดท้ายก็ไปฟ้องท่าน ณ บัดนี้กำลังจะหมด ๓๐ ปีแล้วผมถามจริง ๆ เถอะ ถ้าในกรณีตัวอย่างเป็นร้านอาหารของท่าน เป็นสมบัติของท่าน ท่านจะเจรจาขยายสัญญากับเขาอีก ๓๐ ปีหรือไม่ครับ คือเป็นผม นอกจากไม่เจรจาแล้วนี่ยังมาโกรธกันด้วย จะมาฟ้องร้องอะไร แล้วกำไรต่าง ๆ เขาได้ไปเกิน ที่เขาลงทุนมากแล้วนะครับ ตรงนี้มีตัวเลข พิสูจน์ได้ รีเทิร์น ออน อินเวสต์เมนต์ (Return on Investment) ประมาณ ๙ เปอร์เซ็นต์ ถ้าผมจำไม่ผิด แต่มันสามารถพิสูจน์ได้ เพราะว่ารายได้ของบริษัทนี่เราก็มาดูว่ากำไรหรือไม่ เขาได้ผลตอบแทนเพียงพอแล้ว แล้วอย่างที่บอกคดีที่สู้กันอยู่เส้นสีเขียว แต่จะเอาเงินของเส้นสีน้ำเงิน ขั้นที่ ๑ กับขั้นที่ ๒ สีแดงมาโปะให้ มันมากกว่าที่เขาลงทุนก่อสร้างในเส้นสีเขียวนั้นอีกนะครับ นี่ครับคือสิ่งที่เกิดขึ้นกับ การทางพิเศษแห่งประเทศไทย นี่ครับคือสิ่งที่อำนาจพิเศษเข้าไปแล้วจะใช้วิธีลัด นี่หรือครับ คือสิ่งที่ผู้นำให้ไดเรกชัน (Direction) ไปทั้ง ๆ ที่ตัวเองรู้เรื่องหรือยัง รู้รายละเอียดหรือยังว่า เขากำลังจะทำอะไร ถ้าแอสซัมป์ชัน (Assumption) ของผมคือผู้นำของเราเป็นคนดี ผมก็คง ต้องบอกว่าไม่ฉลาดเท่าไรที่ให้นโยบายอย่างนี้ แต่ถ้าผู้นำของเราไม่ใช่คนดี อันนี้จบครับ คงไม่ต้องเถียง เพราะมันเห็นอยู่แล้วครับ สิ่งที่ทำมันทำเพื่อนายทุนหรือทำเพื่อประชาชน
ผมขอสรุปนะครับ ผมใช้เวลาช่วงสุดท้ายสรุปนะครับ ผมจึงขอเชิญชวน เพื่อนสมาชิกทุกท่านไม่ว่าท่านจะเป็นฝ่ายค้านหรือฝ่ายรัฐบาล ท่านจะเคยยกมือสนับสนุน ใครเป็นนายกรัฐมนตรี ท่านจะเคยกลับจุดยืนอย่างไร ไม่เป็นไรครับเรามาร่วมกันได้ในการ ตรวจสอบ ในการพิทักษ์ผลประโยชน์ให้กับประชาชนและประเทศชาติ ประเด็นที่ผม อยากจะเน้นย้ำนะครับ ถ้าเราไม่ให้สัมปทานไปแล้วการทางพิเศษแห่งประเทศไทยสามารถได้ ถือครองทรัพย์สินตรงนั้น เราสามารถคิดนโยบายอะไรดี ๆ ในแบบอนาคตใหม่เข้าไปพัฒนา การทางพิเศษแห่งประเทศไทยได้ ผมยกตัวอย่างให้ฟังนะครับ นโยบายหนึ่งที่ผมสามารถ ทำได้ถ้าผมไม่ต้องขยายสัญญาสัมปทานนะครับ ตอนกลางคืนที่ไม่ค่อยมีคนใช้รถ ผมเก็บค่าผ่านทางแค่ ๒๐ บาทพอ เพราะไม่ค่อยมีคนใช้รถอยู่แล้ว เผลอ ๆ รายได้จะเพิ่มมากขึ้น ด้วยซ้ำ เพราะคนไม่ได้ใช้ก็จะใช้ ที่สำคัญมันดีต่อโซเชียล เบเนฟิต (Social Benefit) เพราะว่าประชาชนไม่ต้องไปเสี่ยงตายอยู่บนท้องถนนธรรมดา วิ่งบนทางพิเศษมันปลอดภัยกว่า ฉะนั้นตอนกลางคืนจะไปเก็บเขาทำไมครับ ๕๐ บาท ก็เก็บแค่ ๒๐ บาทพอ แต่ทุกวันนี้ ถ้าเราจะลองสแทรทีจี (Strategy) ใหม่ ๆ แปลก ๆ อย่างนั้นทำได้หรือไม่ ทำไม่ได้ เดี๋ยวบริษัท เขามาฟ้องกันอีก นี่มีพ่วงอยู่ตั้ง ๑๗ คดี ๑๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทแล้ว เพราะฉะนั้นจะขยับ ตัวอะไรไม่ได้เลย แล้วเราไม่อยากทำอะไรเพื่อพี่น้องประชาชนใน ๓๐ ปีข้างหน้าหรือครับ
ประเด็นที่ ๒ ตอนนี้ขึ้นบางทางขึ้น ไปลงบางทางลงนี่ท่านต้องจ่าย ๓ ต่อ อย่างนี้ ถ้าเก็บดิสแทนซ์เบส (Distance-base) มันดีกว่าหรือไม่ วิ่งใกล้ก็จ่ายน้อย วิ่งไกล ก็จ่ายเยอะ อันนี้ก็ทำไม่ได้อีกถ้าให้สัมปทานทางด่วนเขาไป เพราะฉะนั้นผมถือว่าวันนี้ เป็นเรื่องที่ดีที่เราได้มาพูดคุยกันในสภาแห่งนี้ และผมพยายามชี้ให้เห็นผลงานชิ้นโบว์ดำ ของรัฐบาล คสช. ที่ผ่านมา ผมหวังว่าเพื่อนสมาชิกของผมไม่ว่าจะอยู่ทั้งฝ่ายรัฐบาลหรือ ฝ่ายค้านเรามาช่วยกันทำหน้าที่เพื่อพี่น้องประชาชนได้ มาร่วมกันตรวจสอบว่าสิ่งที่ผมพูด เป็นจริงหรือไม่จริง เอกสารมีเพียบ ส่วนเรื่องของท่านประธานก็ต้องฝากไปอย่างที่บอก คณะกรรมาธิการที่ต้องตั้งนี่ท่านต้องแยกแยะญัตติที่ ๑ กับญัตติที่ ๒ คนละเรื่องกับญัตติที่ ๓ แนวทางข้อพิจารณาอะไรต่างกัน ที่มาที่ไปต่างกันนะครับ ก็ยังเป็นโชคดีที่สภาแห่งนี้กลับมา ทำหน้าที่ทัน ตลอด ๕ ปีที่ผ่านมาทางผมและพรรคอนาคตใหม่ได้ติดตามโครงการการลงทุน โครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ของรัฐหลากหลายโครงการที่ไปใช้อำนาจพิเศษในการผลักดัน เอาแต่สร้างโดยไม่ได้คิดเรื่องของความคุ้มค่า ความซ้ำซ้อนของโครงการ เอาแต่ผลาญเงิน งบประมาณของพวกเราไป เพื่อน ๆ เราตอนข้อหารือมีปัญหาเรื่องซ่อมถนน แสงสว่าง อยากได้อะไรเพิ่ม อยากได้อะไรเพิ่ม พวกนั้นเงินเล็กน้อยมากครับกับที่เขากำลังผลาญไปกับ โครงการคมนาคมขนาดใหญ่ ฉะนั้นอย่างน้อยในเรื่องของสัญญาสัมปทานทางด่วนเรามีเวลา เพียงพอที่จะหยุดเขา เพราะหลายโครงการเราหยุดเขาไม่ทันเขาเซ็นสัญญาไปแล้ว เรามาช่วยกันเถอะครับ มาช่วยกันตรวจสอบรักษาผลประโยชน์ให้พี่น้องประชาชน ขอบคุณครับ
ขอบคุณ ท่านสุรเชษฐ์นะครับ ต่อไปท่านศุภชัย ใจสมุทร ๑๕ นาทีครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพรัก ผมขอขอบพระคุณสภาแห่งนี้ที่ให้โอกาสผมได้มีการแสดงความคิดเห็นในสิ่งที่พวกเรากำลังพูด ในเรื่องของประโยชน์ของประเทศชาติ ประโยชน์ของพี่น้องประชาชน ผมว่าห้วงเวลา ช่วงบ่ายนี้เป็นช่วงเวลาที่เราได้ใช้เวลาอันคุ้มค่าในการทำงานในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ท่านประธานครับ ผมขอเรียนว่าสิ่งซึ่งสมาชิกพี่น้องของเราในที่แห่งนี้ได้มีการเสนอ ต่อที่ประชุมเป็นญัตติในเรื่องดังกล่าวนี้ เป็นเรื่องที่สภาควรที่จะต้องให้ความสนใจ เพราะมันเป็นเรื่องของประโยชน์ของประชาชน ประโยชน์ของประเทศชาติ แต่สิ่งที่ผม อยากจะขอกราบเรียนก็คือว่าวันนี้ท่านได้มีการเสนอ โดยเฉพาะเรื่องของการทางพิเศษ แห่งประเทศไทยนะครับ ผมอยากจะเรียนว่าผมจะเสนอต่อที่ประชุมแห่งนี้ ต่อท่านประธาน เฉพาะเรื่องของการทางพิเศษแห่งประเทศไทย เรื่องการต่ออายุสัมปทานเท่านั้นนะครับ ก็คือญัตติที่ ๑ และญัตติที่ ๒ เรื่องนี้ผมขอเรียนว่าสิ่งที่ผมอยากให้เกิดขึ้นถ้าจะต้องมีการตั้ง คณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษา ควรที่จะพิจารณาให้มันครบถ้วนทั้ง ๒ ด้าน บวกหรือลบ ถ้าจะ ไม่ต่อก็ควรจะต้องมีเหตุผลในการที่จะต้องชี้แจงได้ว่า ถ้าไม่ต่อประเทศชาติหรือประชาชน จะได้ประโยชน์อะไร หรือถ้าต่อแล้วได้อะไร เพราะฉะนั้นถ้าจะต้องตั้งคณะกรรมาธิการ ผมก็ขอสนับสนุนให้สมาชิก ท่านกรรมาธิการทุกท่านได้พิจารณาในทั้ง ๒ ด้านให้มันครบถ้วน ให้มันฟังความทุกด้านเพื่อเป็นประโยชน์ สิ่งที่จะขอเรียนก็คือผมในฐานะที่เป็นสมาชิก พรรคภูมิใจไทย วันนี้พรรคภูมิใจไทยได้มีโอกาสในการที่จะเข้าไปดูและกำกับการทางพิเศษ แห่งประเทศไทย เพราะฉะนั้นผมคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ถ้ามีการตั้งคณะกรรมาธิการไป และได้ศึกษา สิ่งที่จะเป็นประโยชน์ต่อกระทรวงคมนาคมโดยท่านรัฐมนตรีศักดิ์สยาม ชิดชอบ ก็คือการนำสิ่งที่พวกเราที่นี่ในฐานะฝ่ายนิติบัญญัติ ได้ศึกษาและนำไปเป็นประโยชน์ ในการที่ท่านจะได้ทำอะไรเพื่อเป็นประโยชน์สูงสุดต่อชาติต่อบ้านเมือง และให้เกิดความเป็นธรรม ให้กับทุก ๆ ด้าน ท่านประธานครับ ในส่วนตัวผมอยากจะขอเรียนว่าผมก็ได้ศึกษามาว่า การทางพิเศษแห่งประเทศไทยเองเคยมีมติของบอร์ด (Board) ของการทางพิเศษ แห่งประเทศไทย ของ กทพ. เมื่อประมาณ ๒๐ กว่าปีที่แล้ว ในการที่จะออกมาเป็นมติว่า คดีทุกคดีของการทางพิเศษแห่งประเทศไทย หากจะต้องมีการสู้กับเอกชนผู้รับสัมปทาน หรืออะไรก็ตามนี่นะครับ จะต้องสู้ให้ถึงที่สุด ในแต่ละคดีจะไม่มีการประนีประนอมยอมความกัน ในระหว่างทาง ผมเข้าใจว่าเจตนาเรื่องนี้ก็คือต้องการที่จะทำให้ผู้บริหารของการทางพิเศษ แห่งประเทศไทยไม่ได้ใช้อำนาจโดยไม่ถูกต้อง ที่ไม่โปร่งใส ซึ่งอาจจะเป็นการแสวงหา ประโยชน์ให้กับคณะผู้บริหาร การทางพิเศษแห่งประเทศไทยเป็นรัฐวิสาหกิจ การดำเนินการ จะต้องดำเนินการด้วยความโปร่งใส แน่นอนครับ ถ้าท่านประธานเป็นผู้บริหาร ของบริษัทเอกชน ผมเป็นผู้บริหารของบริษัทเอกชน เราอาจจะใช้วิธีการในการตัดสินใจ ที่จะประนีประนอมยอมความกันในคดีแต่ละคดี เพื่อประโยชน์ของบริษัทได้ เพื่อประโยชน์ ของผู้ถือหุ้นซึ่งเป็นเจ้าของที่แท้จริง แต่ความเป็นการทางพิเศษแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจไม่อาจจะทำอย่างนั้นได้ แน่นอนครับ วันนี้สิ่งที่เกิดขึ้นคือได้พบว่ามีมติ ของคณะรัฐมนตรีเพื่อที่จะให้ดำเนินการ แต่นั่นคือเป็นมติของคณะรัฐมนตรีซึ่งเป็นอดีต คณะรัฐมนตรี เรื่องที่มันจะเกิดขึ้นในปัจจุบันว่า ครม. ปัจจุบัน หรือกระทรวงคมนาคมจะดำเนินการไปอย่างไรก็เป็นเรื่องที่ผมคิดว่าในที่สุดแล้ว ทุกฝ่ายก็คงที่จะต้องทำเพื่อประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติ ผมย้ำเสมอว่าวันนี้ฝ่ายของเรา คือฝ่ายนิติบัญญัติ มีหน้าที่ในการที่จะต้องตรวจสอบความไม่โปร่งใส ความไม่ชอบมาพากล ในการบริหารราชการแผ่นดินของฝ่ายบริหาร ของภาครัฐวิสาหกิจ อย่างการทางพิเศษ แห่งประเทศไทย ผมเชื่อว่าวันนี้สิ่งนี้พวกเราที่นี่ทุกคนก็กำลังจะทำหน้าที่ของเราให้สมกับที่ พี่น้องประชาชนเลือกมา และผมเชื่อว่าฝ่ายบริหารเอง กระทรวงคมนาคมโดยการนำของ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมท่านใหม่ คือท่านศักดิ์สยาม ชิดชอบ มาจากพรรคภูมิใจไทย ท่านคงที่จะมีความตั้งใจมีวิธีคิดที่ไม่แตกต่างจากพวกเราที่นี่ก็คือการตั้งใจ มุ่งหมาย ทำงาน เพื่อบ้านเพื่อเมือง เพื่อประโยชน์สุขของพี่น้องประชาชน เพราะฉะนั้นวันนี้ถ้าได้มีการศึกษากัน แล้วในฐานะที่พวกเราถ้าจะมีการตั้งกัน ซึ่งผมไม่ทราบว่าสภาแห่งนี้จะมีการตั้งคณะกรรมาธิการ วิสามัญกันหรือไม่อย่างไรนะครับ แต่ผมจะบอกว่าสิ่งที่เราได้พบจากการนำเสนอของ ท่านสมาชิก หรือข้อเท็จจริงที่ได้ปรากฏอยู่ในสื่อต่าง ๆ เราก็พบว่าความเป็นจริงแล้ว วันนี้การทางพิเศษแห่งประเทศไทยมีคดีที่แพ้แล้วถึงที่สุดต่อ บีอีเอ็ม (BEM) แค่คดีเดียว ๔,๐๐๐ กว่าล้านบาท เพราะฉะนั้นมันจะต้องเป็นโจทย์ที่จะต้องคิดว่าแล้วความเป็นจริง เมื่อแพ้ไป ๑ คดี คดีอื่นทุกคดีมันจะต้องแพ้ด้วยหรือ ผมประกอบวิชาชีพเป็นทนายความมา ๓๐ ปีแล้วครับ ผมสู้ทุกคดีนะครับ ทุกคดีมีช่องทางในการที่จะชนะคดีได้เสมอ เพราะฉะนั้น ในส่วนตัวผมจึงไม่เห็นด้วยในการที่เมื่อเราแพ้ไป ๑ คดี แล้วเราไปตีความในอนาคตว่า ยอมแพ้ ยกธงขาวไม่เอาดีกว่า จ่ายเสียเถอะ หรือมาต่อสัญญา วันนี้มีการพยายามสร้าง ตัวเลขที่น่าสะพรึงกลัวขึ้นมา ให้ประชาชนเกิดความสับสน เกิดความไม่เข้าใจว่าถ้าจะไม่ยอม ต่อสัญญา หรือไม่นำคดีทุกคดีมาตกลงกัน แล้วจะทำให้เสียหายเป็นหนี้นับเป็นแสนล้านอะไร อย่างนี้ เป็นหนี้ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เป็นหน้าที่ของสภาผู้แทนราษฎรของเราในการที่จะต้องทำ หน้าที่นำทุกเรื่องให้เกิดความกระจ่างต่อพี่น้องประชาชน และจะต้องเสนอต่อฝ่ายบริหารว่า สิ่งที่เราสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือคณะกรรมาธิการวิสามัญที่จะตั้งขึ้นมาได้ศึกษาแล้ว เป็นอย่างไร ความจริงในส่วนตัวผมถึงแม้ว่าคดีทุกคดีมันจะมีโอกาสชนะหรือว่าในทุกคดีจำเป็น ที่จะต้องมาศึกษาว่าจะต้องยอมกันหรือไม่ อย่างไร ในส่วนตัวผมก็ไม่ได้ปฏิเสธว่าถ้าจะทำ เช่นนั้นอาจจะทำได้ ถ้าเราพิจารณาว่าในที่สุดถ้าจะต้องต่อสัญญากับการไม่ต่อ ประชาชน ได้ประโยชน์อย่างใดมากกว่ากัน การทางพิเศษแห่งประเทศไทยจะได้ประโยชน์อย่างใด มากกว่ากัน ซึ่งเหล่านี้ผมว่ามันไม่เหลือบ่ากว่าแรงที่เราจะแสดงให้เห็น ได้พิสูจน์กันโดยใช้ กระบวนการในการศึกษา ไม่ว่าจะเป็นทางกฎหมายก็ดี ทางวิศวกรรม ซึ่งท่านสมาชิกเอง ก็ได้นำเสนอ ซึ่งผมคิดว่ามันเป็นประโยชน์ในการที่เราจะเข้าสู่รายละเอียดต่อไป เพราะฉะนั้น เรื่องนี้ในฐานะที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรคภูมิใจไทย ผมก็คิดว่าถ้าเราศึกษาแล้ว เป็นประโยชน์เราก็สนับสนุนและผมเชื่อว่า ผมอ่านใจว่าท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ท่านใหม่เองท่านก็คิดเหมือนพวกเราทุกคนที่นี่ คือการที่จะทำให้การทางพิเศษแห่งประเทศไทย จะไม่มีการเสียเปรียบในการที่จะทำให้การเป็นคู่สัญญากับผู้รับสัมปทานต่อไป และใน ขณะเดียวกันถ้าได้ศึกษาแล้วได้พบว่าไม่มีความจำเป็นที่จะต้องให้ต่อสัมปทาน สัญญา สัมปทานยังไม่ต้องต่อ ผมว่าตรงนั้นก็ต้องศึกษากันให้ดี ๆ ว่ามันอาจจะเป็นประโยชน์ อย่างมากมายที่สุดต่อประชาชนต่อการทางพิเศษแห่งประเทศไทย ในการที่จะมาแสวงหา ประโยชน์ วันนี้สัญญาบอกว่าต้องขึ้นค่าทางด่วนทุก ๕ ปี ทุก ๕ ปี แน่นอนครับ ถ้าการทางพิเศษแห่งประเทศไทยสามารถเอามาบริหารเองโดยไม่ต้องต่อสัญญา ถ้าไม่ต่อ สัญญามันก็จะเป็นประโยชน์กับประชาชนว่าอาจจะไม่ต้องขึ้นค่าทางด่วน ประชาชนก็จะได้ ประโยชน์ในการที่จะไม่ต้องจ่ายค่าทางด่วนที่ราคาสูงทุก ๕ ปี ในขณะเดียวกัน ในการที่ถ้าบริหารดี ๆ มีกำไรก็ขยายส่วนต่อไปตรงไหนอีกก็ได้ ล้วนแล้ว ที่จะเกิดขึ้นได้ทุกประการครับท่านประธานที่เคารพ เพราะฉะนั้นผมจึงเห็นว่าในที่สุดแล้ว ถ้าทุกอย่างได้มีการศึกษากัน โดยสภาของเรานำเสนอต่อฝ่ายบริหาร ผมว่าก็จะเป็นสิ่งที่เป็น ประโยชน์ เป็นการทำแบบคู่ขนานกัน ระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติของเรากับฝ่ายบริหาร ในขณะเดียวกันผมเชื่อว่าตอนนี้ถ้ารัฐมนตรีท่านใหม่ท่านเข้าไปบริหารกระทรวง และท่าน ได้มีข้อมูลต่าง ๆ ในส่วนภาคโน้น แล้วเอาทุกอย่างมารวมกัน ทุกอย่างเป็นผลบวกทั้งสิ้นครับ เพราะฉะนั้นผมไม่คิดว่าวันนี้เราจะไม่ได้อะไรจากการที่จะศึกษาเรื่องนี้ เพราะฉะนั้นวันนี้ ถ้าสภาผู้แทนราษฎรของพวกเราที่นี่ทุกคนเห็นพ้องต้องกันว่าจะศึกษา ผมว่าก็จะเป็นคู่มือ เครื่องมืออย่างดีในการที่จะทำให้ฝ่ายบริหารตัดสินใจ สิ่งสำคัญที่สุดวันนี้ก็คือว่าอย่าเพิ่งรีบ หมายถึงว่าสภาผู้แทนราษฎรเราก็ทำงานของเราไป ศึกษาให้ดี ในขณะเดียวกันฝ่ายบริหาร เมื่อทราบว่าพวกเราที่นี่ทุกคนได้มีมติว่าจะต้องศึกษากัน ก็ได้โปรดที่จะรอพวกเรา ก่อนที่จะ ได้ตัดสินใจไปในทางใดทางหนึ่ง เพราะว่าวันนี้รัฐบาลชุดที่แล้วท่านมีมติท่านจบไปแล้ว รัฐบาลชุดใหม่ โดยคณะรัฐมนตรีชุดใหม่อาจจะเป็นนายกรัฐมนตรีท่านเดิม แต่อันนี้เป็น อีกบุคคลหนึ่งแล้ว เป็นอีกมิติหนึ่งแล้ว เป็นห้วงเวลาที่ เมื่อสักครู่ท่านสมาชิกได้มีการพูดถึงว่า เป็นการตัดสินใจในช่วงเวลาของการใช้อำนาจของผู้มีอำนาจเบ็ดเสร็จ วันนี้ก็ต้องบอกว่า วันนี้รัฐบาลชุดใหม่ท่านก็ต้องฟังพวกเรา เรามีสภาซึ่งมาจากหลากหลาย มีฝ่ายค้าน มีฝ่ายรัฐบาล มีฝ่ายที่เห็นด้วยในเรื่องบางเรื่อง ไม่เห็นด้วยเรื่องบางเรื่อง พูดก็พูด ขออนุญาต ที่จะต้องเอ่ยว่า แท้จริงแล้วผมก็ค่อนข้างชื่นชมท่านผู้ที่ยื่นญัตตินะครับ ขออนุญาต ก็คือท่านนายแพทย์ระวี ผมก็คิดว่าท่านเป็นฝ่ายรัฐบาล แต่ดู ๆ เนื้อหาท่าน ท่านก็มี ความเป็นกลาง สิ่งที่ต้องการทำก็เพื่อประโยชน์ประชาชน เพราะฉะนั้นนี่คือมิติที่เกิดขึ้นว่า ถ้าท่านเป็นฝ่ายรัฐบาลก็ไม่จำเป็นว่าท่านจะต้องไม่ตรวจสอบรัฐบาล ไม่ตั้งคำถามกับรัฐบาล ในทางกลับกันผมว่าวันนี้บรรยากาศแบบนี้ก็เกิดขึ้นได้ในทุกพรรคการเมือง ปีกรัฐบาลถ้าเห็นว่า ฝ่ายค้านเสนออะไรดี ๆ ก็พร้อมที่จะสนับสนุนฝ่ายค้าน ในขณะเดียวกันฝ่ายรัฐบาลถ้าท่าน ยืนอยู่จุดนี้บางทีท่านก็ไม่จำเป็นที่จะต้องเป็นรัฐบาลในทุกกรณีไป เพราะฉะนั้นเรื่อง สิ่งที่เกิดขึ้นผมจึงคิดว่าเป็นนิมิตหมายอันดี บรรยากาศช่วงเช้า ๆ อาจจะดุเดือดดุดันบ้าง ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดา วันพฤหัสบดีก็อย่างว่าละดวงแรง เพราะฉะนั้นพอยามบ่ายเข้ามา บ่ายคล้อยมาอากาศเย็น ๆ ที่นี่ก็ทำให้บรรยากาศคลี่คลาย สิ่งสำคัญที่สุดที่อยากจะเรียน ท่านประธานก็คือว่าสิ่งที่พวกเรากำลังทำกันเป็นสิ่งที่ประชาชนที่อยู่ทางบ้าน ที่ได้ติดตาม การถ่ายทอดของเราฟังแล้วชื่นใจ เพราะพวกเรากำลังใช้สติปัญญาทุ่มเททำงานเพื่อ พี่น้องประชาชน พี่น้องสัมผัส พี่น้องรู้ได้ว่าพวกเราตั้งใจที่จะทำงานเพื่อพี่น้องประชาชน เพื่อผลประโยชน์สูงสุดของประชาชน เพราะฉะนั้นบรรยากาศแบบนี้เป็นบรรยากาศที่ดีครับ ทีนี้อยากฝากท่านผู้ชมทางบ้านนะครับ ขออนุญาตบอกว่าภาพที่ท่านเห็นกัน แล้วก็เห็นว่า เก้าอี้โล่ง ๆ นี่พวกผมยังอยู่กันครบนะครับ ไม่ได้ไปไหน อยู่รอบ ๆ บางทีอากาศห้องนี้หนาว ก็เลยเดินบ้าง วนบ้าง แต่เรียกไม่เกิน ๒ นาที เราก็จะอยู่กันเต็ม เพราะฉะนั้นวันนี้ ๔๘๐- ๔๙๐ คน ยังอยู่ครบทุกประการนะครับ อาจจะเห็นเก้าอี้เยอะไม่ได้แปลว่าเก้าอี้นั้น ไม่มีเจ้าของ ทุกเก้าอี้มีเจ้าของ แล้วก็พร้อมที่จะมาในทันที ก็ขอกราบขอบพระคุณ ท่านประธานที่เคารพนะครับ ท่านประธานก็อย่าดุผมนะครับ ผมกลัวท่าน ขอบพระคุณครับ ท่านประธานครับ
ขอบคุณครับ ท่านศุภชัย ผมก็ให้โอกาสท่านสมาชิกทุกท่านได้แสดงความคิดความเห็นอย่างเต็มที่ ลำดับต่อไป ท่านประเดิมชัย บุญช่วยเหลือ เชิญครับ ๒๐ นาทีครับ
ท่านประธานสภา ที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่านครับ กระผม นายประเดิมชัย บุญช่วยเหลือ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย เขต ๕ ดินแดง ห้วยขวาง วันนี้ผมมีความภูมิใจที่จะได้มีโอกาสมาทำหน้าที่เป็นปากเป็นเสียง ให้กับพี่น้องประชาชนที่เป็นเจ้าของแผ่นดินนี้ ในฐานะที่เป็นผู้ที่จะต้องเสียภาษีให้กับรัฐ และจะต้องเสียอีกหลายสิ่งหลายอย่างให้กับสิ่งที่จะต้องถูกกำหนดโดยรัฐ วันนี้เรากำลังมาพูด ถึงเรื่องที่จะส่งผลกระทบกับผู้ที่จะใช้ทางด่วนที่มีอยู่ทั้งในกรุงเทพมหานคร และเขตรอยต่อ ของพื้นที่กรุงเทพมหานคร โดยเฉพาะญัตติที่จะให้มีการต่อ หรือไม่ต่อสัญญาสัมปทาน ทางด่วน ท่านประธานครับ เมื่อสักครู่เพื่อนสมาชิกได้อภิปรายในรายละเอียดถึงลักษณะ ทางกายภาพของทางด่วนให้ท่านประธานได้เห็นภาพ และเหตุผลความจำเป็นหลายประการ ถึงผลดีและผลเสียที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ท่านประธานครับ ผมคิดว่าวันนี้ประชาชนคนที่ใช้ ทางด่วนกำลังติดตามโดยใจจดใจจ่อว่า ผลในอนาคตที่จะส่งผลกระทบต่อพวกเขาที่จะต้องใช้ ทางด่วนนั้น เขาจะต้องถูกรับภาระเพิ่มขึ้น หรือว่าเขาจะได้ประโยชน์จากการบริหารราชการ แผ่นดินของรัฐบาลที่กำลังจะเกิดขึ้น การกระทำในอนาคตจะเป็นเครื่องบ่งบอกและเป็น ตัวชี้วัดที่จะทำให้ประชาชนได้พิสูจน์ทราบได้ว่า ผู้ที่มีหน้าที่รับผิดชอบรักษาผลประโยชน์ ให้กับพี่น้องประชาชน หรือว่าประเทศชาติอย่างแท้จริงหรือไม่ ท่านประธานครับ เมื่อสักครู่ เรามีการพูดกันถึงตัวเลขถ้ามีการต่อสัญญาสัมปทานออกไปอีก ๓๐ ปี จะมีตัวเลขวงเงิน ที่เกี่ยวข้องประมาณ ๗๐๐,๐๐๐ ล้านบาท วงเงิน ๗๐๐,๐๐๐ ล้านบาทในระยะเวลา ๓๐ ปี เป็นวงเงินที่มหาศาลที่ใครทุกคนก็หมายปองจ้องมองอย่างตามัน อยากที่จะคว้าเอามาครอง หรือเป็นเจ้าของ ทางด่วนที่เรากำลังพูดถึงโดยเฉพาะทางพิเศษศรีรัช ท่านประธานครับ ทางพิเศษศรีรัชไม่ใช่ซากศพ ทางพิเศษศรีรัชเป็นขุมทรัพย์ขุมทองที่มีมูลค่ามหาศาล ผมคิดว่าวันนี้ถึงเวลาแล้ว คนที่มีหน้าที่รับผิดชอบจะต้องปลดพันธนาการจากการจองจำ จากในอดีตที่ผ่านมาที่ประชาชนจะต้องถูกจองจำเหมือนกับการเป็นตัวประกัน โดยเฉพาะ คนกรุงเทพมหานครและจังหวัดปริมณฑลที่จะต้องเดินทางเข้าออกเมืองในการที่จะต้อง ทำมาหากินในพื้นที่กรุงเทพมหานครหรือว่าจังหวัดปริมณฑล การใช้ทางด่วน ท่านประธาน ครับ ประสิทธิภาพของทางด่วนที่เรามุ่งหวังอยากเห็นก็คือว่า เราสามารถประหยัดเวลา ในการเดินทาง ในการที่จะไปทำมาหากิน หรือว่าไปทำงานประกอบอาชีพ แต่ในข้อเท็จจริง ในปัจจุบันเราจะเห็นว่าในบางช่วงเวลา โดยเฉพาะช่วงเวลาเร่งด่วนในยามเช้า ถ้าท่านประธานเป็นคนกรุงเทพฯ เหมือนผม ท่านประธานทำงานอยู่แถวสีลม ท่านประธานต้องตื่นตีห้า เพื่อที่จะไปทำงานแปดโมงเช้า ถ้าท่านประธานอยู่แถวเขตสายไหม ทำงานแปดโมงเช้า ท่านประธานออกจากบ้านหกโมงเช้า รับรองท่านประธานทำงานไม่ทัน ถึงแม้ว่าขึ้นทางด่วน เพราะว่าทางด่วนมันกลายเป็นที่จอดรถลอยฟ้าไปเสียแล้วในปัจจุบัน นั่นหมายความว่ามันเป็นตัวชี้วัดที่ทำให้เรามองเห็นภาพว่าปัจจุบันคนไม่มีทางเลือกมากนัก ในเรื่องของการที่จะเดินทางไปทำงาน มีความจำเป็นที่จะต้องใช้ เพราะว่าทุกคน มียานพาหนะ ระบบขนส่งมวลชนที่จะรองรับในการให้บริการ โดยเฉพาะในเขตเมือง อย่างกรุงเทพมหานครและปริมณฑลมันไม่เชื่อมโยงและสามารถที่จะสนองตอบที่จะให้ ประชาชนนั้นใช้เป็นทางเลือกในการใช้บริการได้อย่างมีประสิทธิภาพ ฉะนั้นทุกคนก็เลือก ในการที่จะมีรถยนต์เป็นของตัวเอง เพื่อที่จะใช้เป็นพาหนะในการเดินทางไปยังที่ทำงาน ทางพิเศษศรีรัชกำลังจะหมดอายุสัญญาสัมปทานในปี ๒๕๖๓ ซึ่งโดยเฉพาะทางพิเศษศรีรัช ถือว่าเป็นหัวใจที่สำคัญที่อยู่ใจกลางที่เชื่อมต่อออกไปในทุกทิศทาง ทางพิเศษศรีรัช เชื่อมต่อไปบางไทร เรียกว่าทางพิเศษอุดรรัถยา ทางพิเศษศรีรัชเชื่อมไปทางศรีนครินทร์ เรียกว่าทางพิเศษศรีรัช ส่วนดี (D) ทางพิเศษศรีรัชเชื่อมต่อออกไปทางบางโคล่เรียกว่า ทางพิเศษศรีรัช ส่วนบี (B) บังเอิญส่วนที่จะหมดสัญญาคือ ส่วนเอ (A) กับส่วนบี (B) ซึ่งส่วนบี (B) นี้ยังต่อไปอีกนะครับกับทางพิเศษเฉลิมมหานคร ซึ่งเป็นทางด่วนที่ การทางพิเศษแห่งประเทศไทยลงทุน ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ แต่ปัจจุบันยังมีการเอาเงินที่เป็น เงินภาษีของพี่น้องประชาชนที่ลงทุน ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ในทางพิเศษเฉลิมมหานคร แบ่งเข้าไปเป็นรายได้ให้กับบริษัทเอกชนที่เข้ามาบริหารทางพิเศษศรีรัช รวมทั้งในส่วนของ ทางพิเศษอุดรรัถยาและทางพิเศษศรีรัช ส่วนดี (D) ท่านประธานครับ ถึงเวลาแล้วหรือยัง ที่คนที่จะต้องรับผิดชอบที่จะต้องร่วมกันพิจารณาและคิด เพื่อที่จะบริหารจัดการเรื่องของ การจราจรของกรุงเทพมหานครและจังหวัดปริมณฑลอย่างครบทั้งระบบ ที่ผมเรียน ท่านประธานอย่างนี้ ก็เพราะว่าเรายังมีทางด่วน ไม่ว่าจะเป็นดอนเมืองโทลล์เวย์ ทางด่วน สายเอกมัย-รามอินทรา ซึ่งปัจจุบันทางด่วนเหล่านี้เชื่อมโยงต่อกันไปทั้งหมด ถามว่า วันนี้ถ้าคนที่มีหน้าที่รับผิดชอบ ตัดสินใจที่จะรักษาผลประโยชน์ของพี่น้องประชาชน อย่างแท้จริง จะต้องรีบดำเนินการในการทำตามคำพิพากษาที่พิพากษาให้การทางพิเศษ แห่งประเทศไทยแพ้คดีที่จะต้องจ่ายเงิน ๔,๓๐๐ ล้านบาท ท่านประธานครับ เราต้องยอมรับว่า ถ้าเราแพ้ เราต้องจ่าย เพราะว่าศาลพิพากษาไปแล้ว จากวันนั้นถึงวันนี้ จากวันที่ศาลพิพากษา จนถึงวันนี้ยังไม่มีการจ่าย ถามว่าวงเงิน ๔,๓๐๐ ล้านบาท หยุดอยู่ที่ ๔,๓๐๐ ล้านบาทหรือไม่ ท่านประธานครับ ไม่ได้หยุดนะครับ ปัจจุบันการทางพิเศษแห่งประเทศไทยยังมีภาระ ที่จะต้องจ่ายดอกเบี้ยอีกวันละ ๓๐๐,๐๐๐ บาท จากวงเงินที่จะต้องจ่าย อาจจะเรียกว่า ค่าโง่ หรือว่าค่ารู้เท่าไม่ถึงการณ์ หรือว่าค่าด้อยประสบการณ์ หรือค่าอะไรก็ตามแต่ ดอกเบี้ยวันละ ๓๐๐,๐๐๐ บาท เดินไปไม่มีวันหยุด ฉะนั้นตรงนี้ผมขออนุญาตนำเรียน ท่านประธานผ่านไปถึงผู้ที่รับผิดชอบในปัจจุบันว่าเรายอมที่จะตัดเนื้อร้ายเพื่อที่จะให้ เลือดหยุดไหล เพราะไม่อย่างนั้นวันละ ๓๐๐,๐๐๐ บาท ที่เป็นดอกเบี้ยที่การทางพิเศษ แห่งประเทศไทยต้องจ่าย เพราะว่าผู้มีอำนาจไม่ตัดสินใจที่จะจ่ายตามคำพิพากษา นี่คือประเด็นที่ ๑ ที่ผมขออนุญาตนำเรียนท่านประธาน
ประเด็นที่ ๒ ผมก็พยายามติดตามข้อมูล ถามว่าปัจจุบันในอดีตที่ผ่านมา เราให้เอกชนเข้ามาบริหารจัดการ แล้วนำรายได้มาแบ่งกันระหว่างการทางพิเศษ แห่งประเทศไทยกับเอกชน ผมพยายามถามจากเจ้าหน้าที่การทางพิเศษแห่งประเทศไทยว่า ถ้าสัญญาหมดเจ้าหน้าที่การทางพิเศษแห่งประเทศไทย เรามีความพร้อม ท่านมีความพร้อม ในการที่จะบริหารจัดการการทางพิเศษแห่งประเทศไทยที่อยู่ในความรับผิดชอบหรือไม่ ผู้รับผิดชอบคือ เจ้าหน้าที่การทางพิเศษแห่งประเทศไทยตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า จากประสบการณ์ที่ผ่านมาในการทำงานการทางพิเศษแห่งประเทศไทยมีความพร้อม ทั้งบุคลากร ทั้งความรู้ความสามารถที่จะเข้ามารับผิดชอบในการบริหารจัดการในการดูแล ทรัพย์สินที่มีอยู่ให้มีประสิทธิภาพและเป็นประโยชน์ให้กับพี่น้องประชาชนได้อย่างทั้งสิ้น ไม่จำเป็นจะต้องพึ่งเอกชน ท่านประธานครับ ตรงนี้เป็นเรื่องที่น่าดีใจที่เราสามารถ สร้างองค์กรที่มีบุคลากรที่มีความพร้อม โดยเฉพาะในส่วนของการทางพิเศษแห่งประเทศไทย ฉะนั้นตรงนี้ผมขออนุญาตที่จะได้นำเรียนผ่านท่านประธานไปถึงผู้ที่จะรับผิดชอบในอนาคต ช่วยพิจารณาเพื่อนำมาเป็นข้อมูลในการประกอบในการที่จะทำให้เกิดประโยชน์กับ พี่น้องประชาชนอย่างแท้จริง ที่ผมนำเรียนท่านประธานว่าจะทำให้เป็นประโยชน์กับ พี่น้องประชาชนอย่างแท้จริง เมื่อสักครู่ผมเรียนท่านประธานว่า ระบบทางพิเศษที่มีอยู่ ในปัจจุบันเรามีอยู่หลายเส้นทาง ปัจจุบันแต่ละเส้นทางก็อยู่ในความรับผิดชอบของ แต่ละองค์กร ของแต่ละหน่วยงาน ซึ่งตรงนี้ถ้าเรามองถึงอนาคตที่จะให้เกิดประโยชน์กับ พี่น้องประชาชนอย่างแท้จริงแล้ว ผมคิดว่าถึงเวลาแล้วครับท่านประธานที่รัฐจะต้องพิจารณา อย่างเป็นระบบ เพื่อที่จะทำให้ระบบทางด่วนทุกเส้นทางนั้นสามารถนำมาเชื่อมโยงให้เป็น โครงข่ายที่อยู่ในระบบเดียวกัน ในแต่ละสัญญา สัญญาแต่ละสัญญาเริ่มที่จะทยอย หมดสัญญาไปเรื่อย ๆ ยกตัวอย่างทางพิเศษศรีรัช ส่วนดี (D) จะหมดสัญญาในปี ๒๕๗๐ ก็เหลืออีกประมาณ ๘ ปี ทางพิเศษอุดรรัถยาจะหมดในปี ๒๕๖๙ อีก ๗ ปี ทางด่วนในส่วน เอกมัย-รามอินทรา ก็เหลืออีก ๑๐ กว่าปี ท่านประธานครับ ถ้าเรามองอย่างนั้นคิดว่าถ้าเรา จะบริหารจัดการให้เป็นประโยชน์ ในอนาคตรัฐบาลอาจจะตั้งกระทรวงทางด่วนหรือ กรมทางด่วนขึ้นมาเพื่อที่จะมาบริหาร ทำให้ทางพิเศษทุกเส้นทางที่มีอยู่ ให้มาอยู่ในระบบเดียวกัน แล้วก็จะสามารถกำหนดในเรื่องของอัตราค่าผ่านทาง ที่จะทำให้ ประชาชนนั้นสามารถที่จะประหยัดงบประมาณในการเดินทาง ปัจจุบันถ้าท่านประธาน ขึ้นจากบางโคล่ไปลงเอกมัย ไปลงรามอินทรา ท่านประธานต้องเสียถึง ๓ ต่อ ถ้าในอนาคต เราเชื่อมโยงเป็นระบบเดียวทั้งหมด ท่านจะขึ้นจากจุดไหน ไม่ว่าจะขึ้นจากบางโคล่ หรือว่าขึ้นจากบางไทร ไม่ว่าจะขึ้นจากศรีนครินทร์ ไม่ว่าจะขึ้นจากพระราม ๙ หรือแม้แต่ ขึ้นจากบริเวณใกล้ ๆ สภาทีโอทีของเราที่แจ้งวัฒนะ เราก็จะสามารถกำหนดอัตรา ค่าผ่านทางที่เป็นธรรม แล้วไม่ต้องมากังวลในเรื่องของข้อได้เปรียบเสียเปรียบ ในเรื่องของสัญญาในอนาคตว่า เราจะถูกฟ้องร้องจากผู้รับสัมปทานของเราไปหรือไม่ เหมือนกับการที่เราถูกฟ้องร้องในส่วนของทางพิเศษอุดรรัถยา ท่านประธานลองนึกภาพว่า สัญญาที่มีการเขียนกันไว้ ในลักษณะที่เป็นการปิดโอกาสสำหรับพี่น้องประชาชน ท่านสร้าง ทางพิเศษอุดรรัถยา เพื่อให้บริการกับพี่น้องประชาชน ในขณะเดียวกันรัฐมีนโยบาย ขยายทางด่วนดอนเมืองโทลล์เวย์ ออกไปรังสิต ท่านมองว่าเป็นการแข่งขันทำให้ท่าน เสียประโยชน์ ทั้ง ๆ ที่ทาง ๒ เส้นนี้อยู่ห่างกันหลายกิโลเมตร ท่านประธานครับ คนที่จะใช้ เส้นทางก็เป็นคนกลุ่มเป้าหมายที่ต่างกัน แต่ในลักษณะของสัญญาที่เขียนไว้ทำให้ มีการตีความว่าบริษัทเอกชนเสียหายจากการแข่งขันที่ทำให้มีการสร้างทางในลักษณะ ของการแข่งขัน อย่างนี้ผมคิดว่ามันเป็นการปิดโอกาสสำหรับการคิดโครงการใหม่ ๆ ที่จะทำให้เกิดประโยชน์กับพี่น้องประชาชนที่นับวันจะมีปริมาณเพิ่มมากขึ้น ซึ่งจะตามมาด้วย เรื่องของผลประโยชน์ในเรื่องของการเก็บเกี่ยวที่จะเกิดขึ้นในอนาคต สิ่งที่ผมนำเรียน ไปในวันนี้จะเป็นผลเป็นที่ประจักษ์ต่อไปในอนาคต ก็ต้องคอยเวลาและโอกาสคนที่มีหน้าที่ โดยเฉพาะรัฐบาลชุดปัจจุบันที่จะมาสานต่อจากรัฐบาลชุดที่แล้ว ว่าจะตัดสินใจบนพื้นฐาน ของการที่จะรักษาผลประโยชน์ของพี่น้องประชาชน โดยการปลดเปลื้องพันธนาการ จากการจองจำในสัญญาทาสอย่างที่ผ่านมาหรือไม่ หรือว่าเลือกที่จะเดินโดยหลับหูหลับตา ไม่ได้คิดว่าในอนาคตประชาชนจะต้องถูกแบกรับภาระมากน้อยแค่ไหน อย่างไร อันนั้นเป็น เรื่องของอนาคตที่เราต้องติดตาม เหมือนกับคำพูดที่มีอยู่ในภาษากฎหมายที่บอกว่า กรรมเป็นเครื่องชี้เจตนา กรรม ในที่นี้ก็คือการกระทำของคนที่รับผิดชอบว่าท่านจะยึดถือ หรือว่ามีเจตนาในการที่จะดูแลประโยชน์ให้กับพี่น้องประชาชนหรือไม่ ฉะนั้นตรงนี้ผมขอ อนุญาตนำเรียนท่านประธาน ฝากเป็นข้อสังเกตว่าถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องรื้อทั้งระบบ เพื่อที่รัฐจะต้องรักษาประโยชน์ให้กับพี่น้องประชาชน แล้วผมเชื่อว่าในขณะนี้องค์กร อย่างการทางพิเศษแห่งประเทศไทย มีเจ้าหน้าที่ มีบุคลากร ที่มีความพร้อมที่จะปกป้อง และยึดถือผลประโยชน์ของพี่น้องประชาชน เพียงแต่ว่าผู้มีอำนาจมากกว่าจะให้โอกาสเขา ได้ทำประโยชน์ให้กับประเทศชาติและประชาชนหรือไม่ ก็ขออนุญาตฝากท่านประธาน และขอบคุณท่านประธานมา ณ โอกาสนี้ด้วยครับ ขอบคุณมากครับ
ขอบคุณ ท่านประเดิมชัยนะครับ ลำดับต่อไปก็เชิญท่านสุรทิน พิจารณ์ สัก ๑๐ นาทีนะครับ
ขอบคุณท่านประธานครับ ท่านประธานครับ ผม สุรทิน พิจารณ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปไตยใหม่ แบบบัญชีรายชื่อ ในฐานะที่เป็นพรรคฝ่ายรัฐบาล ท่านประธานครับ มาวันนี้พรรคประชาธิปไตยใหม่หนุนให้ตั้ง คณะกรรมาธิการศึกษาค่าโง่ทางด่วนที่เกิดปัญหาอยู่ปัจจุบันนี้ ตามเหตุผลที่ผู้เสนอญัตติ ขอโทษที่เอ่ยนาม ท่านหมอระวีได้พูดเหตุผลไม่ว่าจะเป็นตัวเลขต่าง ๆ ที่ทางด่วน ๕ สายที่พูดมา คือ อันที่ ๑ ทางพิเศษเฉลิมมหานคร อันที่ ๒ ทางด่วนขั้นที่ ๒ เอ (A) บี (B) อันที่ ๓ ทางด่วน ๒ ซี (C) ๒ ดี (D) แล้วก็ทางพิเศษอุดรรัถยานะครับ อันนี้เป็น ความรับผิดชอบของการทางพิเศษแห่งประเทศไทยครับ ทำไปทำมาครบ ๓๐ ปีแล้ว ปรากฏว่า พี่น้องคนไทยกลายเป็นทาส เป็นทาสของสัญญาครับ ท่านประธานที่เคารพครับ แล้วจะต่อไปอีก ๓๐ ปี การเป็นทาสนั้นถูกปรับเงินเป็นแสน ๑๓๗,๐๐๐ กว่าล้านบาท ท่านประธานครับ เงินไม่ใช่น้อย ท่านประธานกับผมคงรู้กันดีว่าพวกเราไม่เคยเจอเงิน คำว่าล้านเลย เราเป็นคนบ้านนอกคอกนา เมื่อสักครู่นี้เห็นผู้เสนอบอกว่า คูคตมันอยู่ไหน อยู่บ้านผมครับ ท่านประธานครับ บ้านผมอยู่สถานีคูคตพอดีนะครับ ว่าง ๆ ผมจะพา ท่านประธานไปกินส้มตำที่บ้านผม นั่นละสถานีรถไฟฟ้าที่ส่วนต่อขยายออกไป แต่ว่าค่าโง่ ทางด่วนที่ผมขออภิปรายว่าควรจะตั้งคณะกรรมาธิการขึ้นมาศึกษานี้ ก็เพราะว่า ๓๐ ปี ที่จะต่อไปข้างหน้ารัฐเสียหายเป็น ๗๕๐,๐๐๐ ล้านบาทนะครับ รัฐคือใครครับ รัฐคือพี่น้อง ประชาชนคนไทย ไม่ใช่คนอื่น ผมยังแปลกใจคนที่ทำสัญญาตัวนี้เป็นคนไทยหรือเปล่า จิตใจเป็นคนไทยหรือเปล่า ๓๐ ปี ถ้าต่อให้ไปแล้ว หมด ๓๐ ปีไปแล้วจะต่ออีกหรือไม่ พวกเราตายไปแล้วละ ท่านประธานครับ อยู่ไม่ได้ เดี๋ยวนี้ก็ ๖๐ กว่าปีแล้ว อีก ๓๐ ปีก็เกือบ ๑๐๐ ปีแล้ว ถ้าต่ออีกเกือบ ๑๐๐ ปีแล้วพวกเราไม่มีใครอยู่แล้ว แต่ว่าลูกหลานเรา จะอยู่อย่างไรนะครับ เข้าใจเรื่องความสะดวกว่ารถมันติด เข้ามากรุงเทพฯ ใหม่ ๆ ท่านประธาน รถมันติดจริง ๆ แต่ว่ามีทางด่วนอำนวยความสะดวกให้ก็ขอขอบคุณ แต่ว่าสิ่งที่ เกิดขึ้นคือเราเป็นหนี้เป็นสินครับ แทนที่เราจะหมด ๓๐ ปีกลับมาเป็นไท กลายเป็นทาสไปอีก ท่านประธานครับ ดูจากระยะเวลาที่สมมุติว่าเราไม่ต่อสัญญาให้กับทางบริษัทนะครับ เรามาศึกษาปัญหา ขนาดเราเป็นผู้แทนราษฎร ท่านประธานครับ เรายังไม่รู้เลยว่าสัญญา ที่ทำไว้มันเป็นเงินมากมายขนาดนี้ ถ้าหากไม่ได้เป็นผู้แทนราษฎร นั่งอยู่บ้านเป็นครูน้อย อยู่บ้านธรรมดาเราไม่รู้เรื่องเลย ท่านประธานครับ แล้วราษฎรที่อยู่ทางบ้านจะรู้เรื่อง ได้อย่างไรนะครับ ถ้าหากไม่ตั้งคณะกรรมาธิการขึ้นมาศึกษา อันนี้ต้องฝากไปถึง พรรคร่วมรัฐบาลนะครับ ขอประทานโทษ คือพรรคภูมิใจไทยที่จะดูแลกระทรวงคมนาคม ต่อไปว่าควรจะศึกษาอย่างยิ่ง แล้วก็ตีแผ่คำศึกษาของคณะกรรมาธิการให้พี่น้องประชาชน คนไทยทั้ง ๗๗ ล้านคน ได้รู้ว่าลูกหลานต่อไปนี้สัญญาทาสที่เกิดขึ้นทั้งหมด ๗๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ที่จะเกิดขึ้นนี่เป็นผลประโยชน์ของคนไทยจริง ๆ นะครับ เราควรจะต่อ ไม่ต่อ จะต้องศึกษา ในสภาผู้แทนราษฎรนะครับ อันนี้ต้องขอกราบขอบคุณท่านนายกรัฐมนตรีที่ไม่ต่อในวันที่ ๙ ที่ผ่านมานะครับ นี่ ครม. นะครับ อีกวันหนึ่งคือ ๑๔ ที่ผ่านมานึกว่าจะเซ็นต่อ ปรากฏว่ารัฐมนตรีว่าการ กระทรวงคมนาคมถอนเรื่องออกไปนะครับ อันนี้ต้องขอขอบคุณอีกครั้งหนึ่ง ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมซึ่งเป็นคนอีสานด้วยกันนี่นะครับ ว่าจะต้องนำมา ศึกษาในสภาผู้แทนราษฎรก่อน เพราะว่าสภาผู้แทนราษฎร ๕๐๐ คนนี่มาจากทุกทิศ ทุกทาง ทุกอาชีพ ท่านประธานที่เคารพครับ ต้องศึกษาต้องผ่านคณะกรรมาธิการก่อนว่ามันดี มันเลวอย่างไร ท่านประธานครับ จากการที่ประมวลผลแล้วว่าถ้าตั้งคณะกรรมาธิการขึ้นมานั้น ผลดีมันก็คือ
ท่านสุรทิน เก็บเอกสารก่อนก็ได้นะครับ ผมอนุญาต เดี๋ยวไม่มีข้อมูลอภิปรายครับ
ท่านประธานอย่าหักเวลาผมนะครับ ผมเก็บเอกสาร ท่านประธานที่เคารพครับ ถ้าหากเราตั้งคณะกรรมาธิการขึ้นมาก็คือ ท่าน ส.ส. ทั้งฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล ตัวแทนรัฐบาลได้เข้าร่วมคณะกรรมาธิการของเรา เพราะว่าคณะกรรมาธิการวิสามัญเราสามารถจะตั้งคนนอกขึ้นมาศึกษาในกรณีนี้ได้นะครับ ประเด็นที่ ๑
ประเด็นที่ ๒ สามารถแต่งตั้งคณะกรรมาธิการจากนักวิชาการ นักกฎหมาย นักเศรษฐศาสตร์ วิศวกร มาร่วมศึกษาอีกด้านหนึ่ง
ประเด็นที่ ๓ เราจะได้รู้ที่มาที่ไปของค่าโง่ทางด่วนที่มากมายขนาดนี้ มีหลายฝ่ายที่ให้ความเห็นนอกที่ประชุมว่าหมอระวี ขอโทษที่เอ่ยนาม ว่าศึกษาด้านเดียว หรือไม่ ว่าให้เขาทางเดียวหรือไม่นะครับ มันจะได้เข้ามาศึกษาในคณะกรรมาธิการ ในคณะอนุกรรมาธิการที่เราตั้งขึ้น มาร่วมกันดูสิ อันนี้เป็นผลประโยชน์ของพี่น้องประชาชน คนไทยจริง ๆ นะครับ ไม่ใช่ว่าเป็นของใครคนใดคนหนึ่ง ผมต้องยอมรับเป็นรัฐบาล แต่อยาก ตรวจสอบรัฐบาลนี่ละว่าเป็นจริงหรือไม่ มีเสียงเดียวในสภา พรรคประชาธิปไตยใหม่ แต่ว่า มีความจำเป็นที่จะต้องตรวจสอบในค่าโง่ทางด่วน ที่จริงเรานี่ก็ไม่ได้ขึ้นทุกวันหรอกใช่ไหมครับ เพราะว่านั่งรถเมล์ ท่านประธานครับ นั่งรถเมล์มาประชุม นั่งรถเมล์ไปประชุมตรงโน้นตรงนี้ ไม่จำเป็นต้องขึ้นทางด่วน ขี่แท็กซี่ก็ไม่จำเป็นต้องขึ้นทางด่วน เพราะว่ามันเสียค่าทางด่วน นี่คือ ส.ส. บ้านนอกอย่างพวกเราท่านประธานครับ
อีกประเด็นหนึ่งก็คือประเด็นที่ ๔ การตั้งคณะกรรมาธิการเพื่อให้ศึกษา ค่าโง่ทางด่วนเป็นไปอย่างรอบคอบ ท่านประธานครับ ก่อนที่ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี พลเอก ประยุทธ์ ๒ จะขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีต่อไป มาบริหารประเทศชาติต่อไป มันจะได้ รอบคอบยิ่งขึ้น ท่านประธานครับ อย่าไปรีบร้อนเลยนะครับ ผมย้ำไปอีกว่าคนที่เป็นเจ้าของ สัญญาเป็นคนไทยหรือเปล่า จิตใจอยู่ตรงไหน ถ้าเป็นคนไทยทำไมทำอย่างนี้ ลาออกจาก ความเป็นคนไทยได้ไหม ถ้ามันเป็นจริงตามนี้นะ อันที่ ๑
ท่านสุรทินครับ กรุณาอย่าได้ใช้คำพูดที่รุนแรงมากนักนะครับ พูดธรรมดานะครับ
พูดธรรมดาครับ
อันที่ ๒ การทางพิเศษแห่งประเทศไทยทำงานสัญญาไหนก็เป็นหนี้เป็นสิน ผมว่าหน่วยงานอย่างนี้ยุบทิ้งเสีย ของกระทรวงคมนาคมฝากท่านรัฐมนตรีคนใหม่ด้วย พรรคเดียวกับท่านประธานครับว่า มันเป็นปัญหายิ่งนัก ยุบทิ้งเสีย การทางพิเศษ แห่งประเทศไทยมันพิเศษอย่างไร พิเศษเป็นหนี้บ่ ให้คนไทยเป็นหนี้บ่ นี่คือสิ่งที่มันเกิดขึ้น สัญญาเดียว ๔,๓๐๐ ล้านบาท ๑๗ สัญญา ๑๓๗,๐๐๐ กว่าล้านบาท ถ้าทำงานไปอีกสักประมาณ ๓๐ ปี หนี้จะไม่เกิดขึ้นอีก หรือครับท่านประธาน กราบเรียนท่านประธานว่า เราจำเป็นจะต้องตั้งคณะกรรมาธิการ ขึ้นมาศึกษารายละเอียด เพื่อให้เสนอว่านายกรัฐมนตรีที่จะลงนามต่อสัญญาจะได้มีข้อมูล อย่างครบถ้วน พี่น้องประชาชนคนไทยจะได้ศึกษาว่าหนี้สินต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นมันเกิดขึ้น จากเหตุผลอะไรบ้างนะครับ ผมก็เพิ่งเห็นว่าเงินมากมายขนาดนี้ท่านประธานครับ ไม่เคยเจอ ตัวเลขอย่างนี้มา เพิ่งมาเจอ ขอบคุณท่านประธานครับ
ขอบคุณ ท่านสุรทินนะครับ ลำดับต่อไปเชิญคุณสุภาภรณ์ คงวุฒิปัญญา ๑๕ นาทีนะครับ
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ ดิฉัน สุภาภรณ์ คงวุฒิปัญญา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคเพื่อไทย หัวข้อญัตติด่วนในวันนี้ การขอให้สภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาศึกษากรณีการต่อสัญญาสัมปทานให้กับบริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ บีอีเอ็ม (BEM) ท่านประธานคะ ปัจจุบันนี้การเดินทางไปไหนมาไหน ในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ดิฉันเชื่อเหลือเกินว่าทุกคนทุกบ้านที่มีรถยนต์ใช้ ล้วนแล้วแต่อยากจะหลีกหนีจากการจราจรที่ติดขัดคับคั่งบนท้องถนนด้วยกันทั้งสิ้น ด้วยการหลีกเลี่ยงไปใช้ทางด่วนต่าง ๆ ในการเดินทางเพื่อหวังสู่จุดเป้าหมายไปที่ทำงาน ให้เร็วยิ่งขึ้นนั่นเอง ถึงแม้ว่าการเดินทางนั้นจะช่วยได้ไม่มากก็ตาม ท่านประธานคะ จากกรณี ข้อพิพาทระหว่างการทางพิเศษแห่งประเทศไทยและบริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ซึ่งมีอยู่ด้วยกันหลายคดี ทั้งที่อยู่ในระหว่างการดำเนินการในชั้น ศาลปกครองสูงสุดและศาลแพ่ง มูลค่าความเสียหายจากที่เราได้รับทราบกันจากข่าว ประมาณ ๑๓๗,๕๐๐ กว่าล้านบาท เพื่อเป็นการยุติข้อพิพาทดังกล่าว คณะกรรมการ การทางพิเศษแห่งประเทศไทยได้มีการประชุมคณะกรรมการ เมื่อวันที่ ๑๕ พฤษภาคม ๒๕๖๒ และมีมติให้คณะกรรมการได้อนุมัติให้การทางพิเศษแห่งประเทศไทยนั้นขยายสัญญา สัมปทานเป็นระยะเวลา ๓๐ ปี ออกไปอีก ๓ สัญญา ได้แก่ ทางพิเศษศรีรัช ทางด่วนขั้นที่ ๒ เอ (A) บี (B) และซี (C) ๒. ทางด่วนพิเศษศรีรัช ส่วนดี (D) และ ๓. ทางพิเศษอุดรรัถยา หรือบางปะอิน-ปากเกร็ด ท่านประธานคะ ทางด่วนหลักของเราที่ใช้กันอยู่มีอยู่ประมาณ ๘ เส้นทาง เฉพาะทางพิเศษศรีรัชและทางพิเศษอุดรรัถยา เราถือได้ว่าเป็นเส้นทางด่วน พระเอก นางเอกของการเดินทาง เพราะเป็นเส้นทางที่มีปริมาณรถที่ใช้เมื่อปี ๒๕๖๑ อยู่ที่ ๗๙๔,๐๐๐ คันต่อวัน ปัจจุบันนี้เกือบล้านคันต่อวัน และมีรายได้เมื่อปีงบประมาณ ๒๕๖๐ อยู่ที่ ๒๕,๙๐๐ กว่าล้านบาท ท่านประธานคะ จากข้อพิพาทเป็นเรื่องของการขัดกัน ซึ่งผลประโยชน์ระหว่างรัฐและเอกชนคู่สัญญา ดิฉันมองถึงเรื่องการขาดรายได้ ไม่ว่าจะเป็น การแข่งขันในเรื่องของการผิดสัญญาต่าง ๆ ดิฉันมองเห็นโอกาสที่จะทำการเพิ่มรายได้ ให้กับการทางพิเศษแห่งประเทศไทยในอนาคต พี่น้องคะ เพื่อเป็นผลประโยชน์ของประชาชนแต่ได้รับและสามารถแก้ไขปัญหาการจราจร ได้อย่างตรงจุด ดิฉันในฐานะคนฝั่งธน เรามีถนนเพชรเกษมเป็นเส้นทางหลักของประเทศ ที่วิ่งผ่านอยู่ในถนนฝั่งธนบุรีของเราถึง ๔ เขตปกครอง ไม่ว่าจะเป็น เขตบางกอกใหญ่ ภาษีเจริญ บางแค หนองแขม และวิ่งลงไปสู่เส้นทางทางภาคใต้ผ่านไปทางถนนนครปฐม ท่านประธานคะ ระหว่าง ๒ ข้างทางของถนนเพชรเกษมนั้นมีจำนวนประชากรที่อาศัยอยู่ จำนวนนับล้านคน ซึ่งเป็นปริมาณที่ถือว่าคับคั่งแน่นหนา ดิฉันจึงอยากจะบอกว่าทุก ๆ วัน ทุก ๆ เช้าพวกเราจะต้องเข้าคิวเพื่อที่จะจ่ายสตางค์ขึ้นทางด่วนต่าง ๆ เพื่อไปทำงานและ เดินทางกลับทุก ๆ วัน ดิฉันจึงอยากจะบอกว่า ในทางกลับกันเพื่อเป็นการเพิ่มรายได้ให้กับ การทางพิเศษแห่งประเทศไทย เราอยากจะได้ทางด่วนพิเศษให้เชื่อมลงมาที่ถนนเพชรเกษม ไม่ว่าจะเชื่อมลงเส้นทางพุทธมณฑล สาย ๑ สาย ๒ สาย ๓ หรือสาย ๔ หรือแม้กระทั่ง เส้นกาญจนาภิเษกก็ย่อมทำได้ ถือว่าเป็นโอกาสในอนาคตที่จะเพิ่มปริมาณรายรับ ให้กับภาครัฐ ท่านประธานคะ และในขณะนี้ทางฝั่งธนของเราก็กำลังจะมีการจะเปิดใช้ รถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน เดิมทีนั้นวิ่งอยู่ด้วยกัน ๔ สถานี ปัจจุบันนี้มีการขยายออกมาอีก ๗ สถานี เพื่อที่จะเพิ่มโอกาสให้คนฝั่งธนนั้นได้เดินทางเข้าเมือง เส้นทางเส้นนี้เป็นเส้นทางพิเศษ มีด้วยกันครบทุกรถค่ะท่านประธาน ไม่ว่าจะดำดิน จากที่เดิมคือ หัวลำโพง-บางซื่อ มาที่หัวลำโพงแล้วมาโผล่ที่ตรงวัดมังกรกมลาวาสนะคะ จากนั้นเมื่อดำดินเสร็จแล้วก็มาลอด แม่น้ำเจ้าพระยา เรียกว่าดำน้ำ แล้วก็มาขึ้นอยู่ตรงสถานีอิสรภาพ จากนั้นก็เหินฟ้าค่ะ เหินฟ้าจากถนนอิสรภาพวิ่งผ่านขึ้นมาที่สถานีบางหว้า ผ่านสถานีบางไผ่ แล้วก็มาสถานี เพชรเกษม ไปจนถึงสถานีหลักสองเป็นสถานีสุดท้าย ซึ่งตรงจุดบริเวณนี้เองเป็นจุดหยุดของ รถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน ดิฉันอยากจะบอกว่า เพราะเหตุใดคะจะต้องหยุดอยู่ที่รถไฟฟ้า สายสีน้ำเงินตรงนี้ บริเวณห้างเดอะมอลล์ บางแค นั่นเองนะคะ ตรงบริเวณนี้ ทำไมคะ ที่ดิฉันได้กล่าวไป ถนนเพชรเกษมของเรานั้นสามารถที่จะสร้างเพื่อที่จะรับปริมาณคน อีกนับล้านคนที่จะใช้เส้นทางตรงนี้ เป็นไปได้ไหมคะที่เราจะเร่งการต่อส่วนขยายตรงนี้ ให้ไปรับผู้คนบนถนนเพชรเกษมให้ถึงจุดสุดท้ายที่บริเวณถนนพุทธสาคร บริเวณพุทธมณฑล สาย ๔ นั่นเอง ท่านประธานคะ เมื่อเรามองเห็นรายได้ในอนาคตที่จะเป็นกอบเป็นกำของการ ที่จะขยายเส้นทางที่ดิฉันได้นำเสนอมา แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในขณะนี้เป็นสิ่งที่ดิฉันจะไม่พูดไม่ได้ มันเป็นความเจริญที่มาพร้อมกับความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนที่ถูกเวนคืน ที่ข้อสังเกตว่าถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องรื้อทั้งระบบ เพื่อที่รัฐจะต้องบริเวณที่จะต้องทำ ศูนย์ซ่อมบำรุงของรถไฟฟ้านั่นเอง ขณะนี้มีพี่น้องประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณหมู่ที่ ๔ และหมู่ที่ ๗ ของแขวงบางหว้าที่ถูกผลกระทบจากการเวนคืนที่ดินบริเวณจุดนั้นประมาณ ๙๐ ไร่ อยู่ประมาณ ๑๐๐ กว่าหลังคาเรือน และมีปริมาณของพี่น้องประชากรเกือบ ๑,๐๐๐ คนที่ได้รับผลกระทบ ในขณะนี้จากการก่อสร้างศูนย์ซ่อมบำรุงของรถไฟฟ้า สายสีน้ำเงิน เดิมทีพี่น้องบริเวณนี้อาชีพทำสวน จากการถมดินของจุดที่ก่อสร้าง อู่ซ่อมบำรุงนี้เองทำให้เกิดการเปลี่ยนของระบบน้ำที่จะใช้ในการทำสวน ถูกปิดกั้น และที่สำคัญการเข้าออกของพี่น้องบริเวณนี้ปัจจุบันนี้ เปรียบเสมือนเป็นไข่แดงค่ะ ไม่มีทางเข้าออก พี่น้องที่อยู่ในนี้เกือบ ๑,๐๐๐ คน จะต้อง เดินเท้าค่ะท่านประธาน เดินเท้าทุกวันที่จะออกมาสู่ถนนเทอดไทและถนนกัลปพฤกษ์ ใช้ระยะเวลาในการเดินทางไปและกลับเกือบ ๓ กิโลเมตร ท่านเชื่อหรือไม่ว่าถ้าเกิดเหตุ มีผู้ป่วย ผู้สูงอายุ หรือเกิดเหตุเพลิงไหม้ พี่น้องบริเวณนี้ไม่สามารถที่จะเอาตัวรอด หรือเอาชีวิต รอดได้ สิ่งนี้เป็นสิ่งที่สร้างความเดือดร้อนหนักหนาให้กับพี่น้องในเขตพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ ครั้งนี้ และที่สำคัญที่สุดสิ่งที่พี่น้องฝากมา อยากจะได้ถนนเพื่อที่จะให้พวกเขานั้นได้ใช้ เข้าออกพร้อมกับกล้องวงจรปิด ถนนนี้เป็นถนนที่สามารถใช้ร่วมกับบริษัท การรถไฟฟ้า ขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทยที่กำลังทำอยู่ในขณะนี้ ท่านอนุญาตให้พี่น้องได้เข้าไปใช้ เพราะว่า ไม่มีหน่วยงานอื่นหรือหน่วยงานใดที่จะเข้าไปเยียวยาในจุดนี้ได้ค่ะ ท่านประธานคะ ในสิ่งที่ดิฉัน ได้พูดมาทั้งหมดนี้ ดิฉันอยากจะกราบเรียนว่าสิ่งที่พวกเรากำลังเข้าญัตติเพื่อที่จะพิจารณา ในการตั้งคณะกรรมาธิการนี้ มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเข้าพิจารณาถึงความเหมาะสม ความจำเป็นว่าส่วนต่อขยายต่าง ๆ ที่จะทำกัน มีความจำเป็นหรือไม่ที่จะต้องใช้อายุสัญญาถึง ๓๐ ปี แล้วอย่างที่ดิฉันได้นำเสนอไป อนาคตที่จะเกิดขึ้นกับรายได้ในส่วนต่อขยายที่ดิฉัน นำเสนอ ถ้าร่วมในการพิจารณาในข้อสัญญานี้ ก็จะสามารถลดหรือไม่จำเป็นจะต้องเพิ่ม ในการต่อสัญญานี้ และที่สำคัญเพื่อให้เป็นไปตามในหลักของสัญญาสัมปทาน สัญญาสัมปทานนี้ถือว่าเป็นสัญญาทางปกครอง ต้องเปิดเผยรายละเอียดสัญญาให้กับ พี่น้องประชาชนได้รับทราบเป็นการสาธารณะ เพราะว่ารัฐนั้นเป็นผู้เข้าทำสัญญา ประชาชนทุกคน จึงถือเป็นผู้ที่เป็นเจ้าของสัญญาด้วย และสุดท้ายเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับรัฐและประชาชน รวมทั้งการแก้ไขปัญหาการจราจรให้ตรงจุด ดิฉันจึงอยากจะขอให้สภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ ได้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้น เพื่อศึกษาถึงผลได้ผลเสียของสัญญาสัมปทานฉบับนี้ โดยที่เรามีความเห็นร่วมกัน เพื่อที่จะนำพาให้ประเทศ นำพาวิกฤตต่าง ๆ ของบ้านเมือง ให้ผ่านพ้นไปด้วยดี ดิฉันขอกราบขอบพระคุณ และขอกราบขอบคุณทางวิป (Whip) ที่ให้ โอกาสดิฉันได้พูดบรรยายในครั้งนี้ กราบขอบพระคุณค่ะ
ขอบคุณ ท่านสุภาภรณ์ คงวุฒิปัญญา นะครับ ลำดับต่อไปจะเป็นท่านเกียรติ สิทธีอมร แล้วก็ตามด้วย ท่านนายแพทย์ประสงค์ บูรณ์พงศ์ ตามด้วยท่านวีระกร คำประกอบ และท่านวิรัตน์ วรศสิริน และตามด้วยท่านพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ขออนุญาตแจ้งไว้ล่วงหน้าเผื่อท่านจะได้เตรียมตัวนะครับ ท่านเกียรติ สิทธีอมร ใช้เวลาประมาณ ๒๐ นาทีนะครับ
๑๕ นาทีครับ ขอบคุณครับท่านประธาน ผม นายเกียรติ สิทธีอมร ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์นะครับ
ผมเห็นท่านเกียรติ เวลาไม่พอสักทีก็เลยเพิ่มให้ครับ
กราบขอบพระคุณท่านประธานครับ ผมก็อยากขอแสดงความเห็นเกี่ยวกับเรื่องการต่อสัญญาเพื่อชดเชยในกรณีเกิดการผิดสัญญา สัมปทานขึ้น จริง ๆ แล้วกระบวนการทั้งหมดนี้ ผมคงจะไม่ไปลงรายละเอียดซึ่งผู้อภิปราย ท่านอื่นได้อภิปรายไปแล้ว แต่อยากจะเน้นประเด็นที่สังคมติดใจอยู่
ประการแรก ข้อพิพาทที่เกิดขึ้นนี้เป็นเรื่องของการไปสู่กระบวนการ อนุญาโตตุลาการ กระบวนการอนุญาโตตุลาการนี้ ถามว่าจริง ๆ แล้วประเทศไทยยอมรับหรือไม่ เราเป็นภาคีตั้งแต่ ค.ศ. ๑๙๕๘ แล้ว ต้องยอมรับ แล้วก็ต้องบังคับคดี แต่ถามว่าต้องบังคับคดี ในทุกกรณีไปหรือไม่ ก็ไม่ใช่นะครับ จริง ๆ แล้วกระบวนการอนุญาโตตุลาการต้อง พิสูจน์ทราบก่อน ด้วยความชัดเจนว่ากระบวนการทั้งหมดนั้นถูกต้อง การได้มาซึ่งสัญญานั้น ถูกต้อง ในกระบวนการพิจารณาในขั้นอนุญาโตตุลาการนั้น มีความพยายามในการที่จะไม่นำ ข้อเท็จจริงบางประเด็นมาพิจารณาหรือไม่ ท่านประธานครับ ผมเองเป็นประธาน คณะกรรมการของคณะกรรมการอนุญาโตตุลาการของไอซีซี (ICC) ที่กรุงปารีสอยู่ ๓ ปี แล้วก็เป็นประธานของคณะอนุญาโตตุลาการการค้าไทยอยู่หลายปี ก็ทราบดีว่าทุกขั้นตอน ในกระบวนการของอนุญาโตตุลาการนั้นต้องมีความมั่นใจว่า มันมีความโปร่งใสและไม่มี ที่ภาษาชาวบ้านเรียกว่า ไปเป่าคดี ทำได้หรือไม่ มีบางกรณีที่เกิดขึ้น แม้กระทั่งในกรณี ระหว่างประเทศก็เกิดขึ้นได้ เพราะฉะนั้นก่อนที่จะไปบังคับคดีในส่วนของอนุญาโตตุลาการนั้น ก็ต้องมีการตรวจสอบว่าทุกขั้นตอนของกระบวนการอนุญาโตตุลาการนั้นชอบด้วยกฎหมาย ในขณะเดียวกันข้อเท็จจริงทั้งหมดที่เกิดขึ้น สภาพแวดล้อมทั้งหมดที่เกิดขึ้นอันนั้นถูกต้อง หรือไม่ อันนี้ต้องถือว่าเป็นข้อพิพาททางสัญญาระหว่างคู่สัญญา ซึ่งฝ่ายหนึ่งเป็นฝ่ายรัฐ อีกฝ่ายหนึ่งเป็นภาคเอกชน ทีนี้เป็นที่ทราบกัน ที่ปรากฏเป็นข่าว ก็คือว่าจนถึงวันนี้แพ้ไป ๑ คดี ต้องชดใช้ ๔,๐๐๐ กว่าล้านบาท จริง ๆ เป็นเงินต้นไม่ถึงพันล้านบาท เป็นดอกเบี้ย สะสมมากลายเป็น ๔,๐๐๐ กว่าล้านบาท แล้วก็ด้วยเหตุที่บอกว่ามีการแข่งขัน ทั้ง ๆ ที่ ในสัญญาเขียนไว้ว่าต้องไม่แข่งขัน ตรงนี้ผมเองก็ติดใจว่าในแง่ของสัญญาที่ไปลงนามกันไว้ หลายสิบปีก่อนที่บอกว่าต้องไม่แข่งเป็นสัญญาที่ชอบหรือเปล่า แล้วการแข่งนี้อยู่ในสภาพ ลักษณะไหน แล้วการแข่งนี้เป็นการแข่งของคู่สัญญาหรือไม่ ถ้าเป็นคนละคู่สัญญาจะนำมา ผนวกรวมกันแล้วพิจารณาว่าเป็นการแข่งในสัญญาเดียวกันกับคู่สัญญาเดียวกันได้หรือไม่ ตรงนี้ก็เป็นประเด็น เมื่อสักครู่มีผู้อภิปรายท่านหนึ่งท่านอภิปรายไปแล้ว ผมคงไม่พูดซ้ำ แต่อันนี้ก็ต้องเป็นเรียกว่าเป็นข้อสงสัยที่เราต้องตั้งประเด็นขึ้นมาได้ ทีนี้พอดีผมก็รับทราบมา เหมือนกันว่า เนื่องจากเรามีคดีที่อยู่ระหว่างทางอีก ๑๗ คดี ผมก็ไปได้ยินมาว่ามีการจ้าง ที่ปรึกษามารายหนึ่งมาประเมินดูสิว่า ๑๗ คดีเราจะแพ้กี่คดี เราจะชนะกี่คดี ท่านประธานครับ การทำเช่นนี้ไม่เคยปรากฏไม่ว่าในสัญญาไหน หรือประเทศใด เพราะไม่มีผู้เชี่ยวชาญ คนไหนเลยที่จะมารู้รายละเอียดของคดีแต่ละคดีได้อย่างเด่นชัดเหมือนเป็นผู้พิพากษา อีกกลุ่มหนึ่ง แล้วมาบอกว่าคดีไหนจะชนะ คดีไหนจะแพ้เรื่องนี้ประหลาดมาก แปลกมากจริง ๆ และด้วยเหตุผลของที่ปรึกษากลุ่มนี้ที่ไปประเมินว่าเราคงจะแพ้เยอะ และจะมีค่าเสียหาย ถึงแสนกว่าล้านบาท แล้วไปเริ่มต้นเจรจากันบอกว่าถ้าอย่างนั้นเกี๊ยะเซี๊ยะกัน เหลือ ๖๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทพอแล้ว จบกันทุกอย่างไม่เคลม (Claim) กันอีก ผมว่าเรื่องนี้เป็นเรื่อง ที่ประหลาดที่สุดครับ แล้วก็ในประวัติศาสตร์ของประเทศเราเพิ่งเคยเกิดขึ้น ไม่เคยเกิดขึ้น มาก่อน ในประเทศอื่น ๆ ถามว่ามีหรือไม่ ตอนผมเป็นกรรมการอนุญาโตตุลาการอยู่ที่กรุงปารีส ไม่มีนะครับ ไม่มีที่ปรึกษาคนไหนที่ชำนาญการถึงขนาดมานั่งพินิจพิเคราะห์แต่ละคดี แล้วบอกว่าอันนี้จะแพ้ อันนี้จะชนะ มันขึ้นอยู่กับวิธีการสู้ ขึ้นอยู่กับประเด็นข้อกฎหมาย ขึ้นอยู่กับประเด็นข้อเท็จจริง เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็เป็นอีกส่วนหนึ่งที่ทำให้สังคมต้องสงสัย ทีนี้เมื่อมีการละเมิดโดยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งในสัญญาแล้ว ก็ต้องถามว่าประเด็นที่ฝ่ายหนึ่งในกรณีนี้ คือการทางพิเศษแห่งประเทศไทยที่ถูกกล่าวหาว่าผิดสัญญานั้น ผิดสัญญาเรื่องอะไร เป็นเหตุสุดวิสัยหรือไม่ เป็นความบกพร่องของเจ้าหน้าที่ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในโครงการหรือไม่ หรือเป็นความผิดร่วมกันระหว่างคู่สัญญาทั้ง ๒ ฝ่าย ตรงนี้ไม่มีความชัดเจนนะครับ เพราะฉะนั้นการที่อยู่ดี ๆ จะไปประเมินว่าเราผิดแล้วเราต้องไปเจรจา ทั้ง ๆ ที่คดียังไม่ถึง ที่สิ้นสุดนั้น ผมคิดว่าเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำอย่างยิ่ง โดยเฉพาะฝ่ายหนึ่งเป็นฝ่ายของภาครัฐ นะครับ และในกรณีที่เป็นความผิดพลาดของเจ้าหน้าที่มีความประมาทเลินเล่อเกิดขึ้น ที่จริงแล้วก็ต้องมีกระบวนการสอบข้อเท็จจริงภายใน แล้วก็ต้องเอาผิดคนที่เกี่ยวข้อง และทำให้เกิดความเสียหายเกิดขึ้นกับหน่วยงานของรัฐ เพราะฉะนั้นไปเจรจาเช่นนี้ครับ ข้อเสียที่เป็นข้อเสียอย่างยิ่งเลยก็คือว่าทุกคนลืมหมดเลยครับว่าใครผิดตรงไหน หาตัวคนผิด ไม่เจอแล้วครับ ทุกอย่างจบหมด แม้กระทั่งการลงบัญชีของการทางพิเศษแห่งประเทศไทย ผมยังนึกไม่ออกลงบัญชีอย่างไรครับ ทั้ง ๆ ที่ มีหนี้อยู่ ซึ่งต้องเป็นเงินชดเชย พอชดเชย ไปแล้วตั้งในบัญชีเป็นอย่างไรครับ จริง ๆ แล้วมันต้องฟ้องนะครับ การลงบัญชี สถานะ ทางการเงินต้องชัดเจนว่าหนี้ที่ต้องชำระมันเป็นเพราะอะไร ความเสียหายเกิดขึ้นจากอะไร แล้วมันผิดข้อสัญญาข้อไหน สิ่งเหล่านี้ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่ผมต้องตั้งข้อสงสัย เพราะอยู่ใน แวดวงนี้มาก็เห็นหลายคดีอยู่พอสมควร ในเรื่องสัญญาก่อสร้างก็ผ่านมาพอสมควรนะครับ ปกติแล้วถ้าผ่านกระบวนการอนุญาโตตุลาการ ขั้นแรกที่ต้องตรวจสอบก็คือชอบ ไม่ชอบ สัญญาชอบ ไม่ชอบ สัญญาได้มาชอบหรือไม่ เงื่อนไขในสัญญาเป็นธรรมกับคู่สัญญาหรือไม่ ผมชี้ไปแล้วว่าเงื่อนไขที่บอกว่าแข่งไม่ได้หรือห้ามแข่ง ผมยังสงสัย ผมยังติดใจ ว่าบังคับใช้ได้ หรือไม่ สัญญาลักษณะนี้ ถ้าทุกอย่างถูกต้องก็ไปบังคับคดี ก็ไปศาลไหนครับ ไปศาลยุติธรรม ศาลแพ่ง บังคับคดีครับ อันนั้นเป็นสิ่งที่กำหนดไว้ชัดเจนในสนธิสัญญาระหว่างประเทศ ของประเทศไทย ซึ่งเป็นภาคีอยู่ตั้งแต่ ค.ศ. ๑๙๕๘ เพราะฉะนั้นข้อสงสัยผมมีอย่างนี้ครับ ในเรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งหมด
ประการแรก ผมงงครับว่าทำไมคดีนี้ไปเป็นคดีทางปกครอง เพราะมันไม่ได้ เป็นเรื่องของคำสั่ง แต่เป็นเรื่องของการผิดสัญญาหรือไม่ อย่างไร จริง ๆ แล้วมันเป็นคดี ทางแพ่ง ถ้าต้องไปผ่านกระบวนการอนุญาโตตุลาการก็ไปได้ครับ เสร็จแล้วก็มีการบังคับคดี ก็ว่าไป แต่ไปศาลปกครองผมสงสัยมากเลยครับ ไม่ใช่คำสั่งทางปกครองนะครับ หรือเพราะว่าพอมองเห็นช่องทางว่าจะไปทางศาลปกครองแล้วคดีจะจบไปทิศทางใด ทิศทางหนึ่ง ผมไม่ทราบ แต่สงสัยได้ไหมครับ สงสัยได้ เพราะผิดปกติครับ พิพาททางแพ่ง พิพาทของคู่สัญญา แต่ไปคดีปกครอง ถ้าเป็นอย่างนั้นทุกหน่วยงานรัฐที่ลงนามเป็นคู่สัญญา กับภาคเอกชนต้องไปศาลปกครองทุกครั้งหรือครับ ไม่จริงกระมังครับ ที่ผ่านมาไม่ได้เป็น อย่างนั้นครับ มีหลายกรณีที่ไม่ได้เป็นอย่างนั้นเลย กรณีนี้ก็เป็นอีกกรณีหนึ่งที่ผมต้องตั้ง ข้อสงสัย
ประการที่ ๒ หลักคิดที่ว่ายังไม่ต้องพิสูจน์หรอกครับว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งผิด แต่ประเมินเอง และยินยอมที่จะไปชดเชย ทำได้หรือครับ หน่วยงานรัฐทำได้หรือครับ ตรงนี้ผมคิดว่าไม่น่าจะชอบนะครับ การจ้างที่ปรึกษาผมก็สงสัยเหมือนกันว่าที่ปรึกษานั้น หยั่งรู้ได้อย่างไร ตัวเลขทั้งหมดที่ใช้คำนวณค่าเสียหายใครตรวจสอบ มีความยอมรับ ของคู่สัญญาแล้วหรือยัง ตรงนี้ผมก็ต้องตั้งข้อสงสัยนะครับ เพราะประเมินง่ายมากครับ ในทางก่อสร้าง ถ้าผมจะผูกโยงค่าก่อสร้างให้มันสูงขึ้นมา ความเสียหายให้มันสูงขึ้นมา ใครประเมินครับ และคู่สัญญายอมรับกันหรือยัง มีบุคคลที่ ๓ ที่น่าเชื่อถือเป็นคนที่ยืนยัน ข้อมูลเหล่านี้หรือไม่ ต้องไม่ลืมนะครับทุกอย่างคือเรื่องผลประโยชน์ของคู่สัญญาทั้งสิ้น
ประการที่ ๓ ที่ผมต้องตั้งข้อสงสัยก็คือว่า อะไรคือหลักประกันว่ามีความผิด เกิดขึ้นจริงหรือไม่ และถ้าผิดจริงเงินชดเชยที่ควรจ่ายเป็นเงินเท่าไร เราต้องไม่ลืมนะครับ ท่านประธานครับว่า กรณีนี้เมื่อหมดสัญญาสัมปทาน ๓๐ ปีแรก เราคือเจ้าของทรัพย์สิน แล้วนะครับ เราไม่มีความจำเป็นที่จะต้องยืดสัญญาเลยครับ และต้องไปมีส่วนแบ่ง ๖๐ : ๔๐ ทำไมถึง จะต้องเป็นอย่างนั้น เราสามารถที่จะเก็บค่าใช้บริการทางด่วนได้เองด้วยบุคลากรของเราเอง ไม่ต้องแบ่งผลประโยชน์ให้ใคร ไม่ต้องไปผูกโยงกับโครงการใหม่ โครงการใหม่ก็ประมูลไป สิครับ ถ้าเป็นอย่างนั้นโครงการใหม่ที่จะเกิดขึ้นก็ไม่ต้องผ่านการประมูล กลายเป็นว่าเจ้าเดิม ได้อยู่ดี อย่างนี้โปร่งใสหรือเปล่า อันนี้ก็ไม่น่าจะถูกต้องนะครับ การทางพิเศษแห่งประเทศไทย มีความสามารถในการชำระหนี้ได้หรือไม่ถ้ามีหนี้ที่เกิดขึ้น ผมคิดว่าแม้กระทั่งคดีที่ว่ายุติ ในชั้นศาลปกครองแล้ว เมื่อสักครู่ผมตั้งข้อสังเกตไปแล้วว่าทำไมมันไปจบที่ศาลปกครอง ตรงนี้ผมคิดว่ายังมีประเด็นที่ยังต้องมีการตรวจสอบ แล้วก็วิธีที่จะตรวจสอบได้ดีที่สุดก็คือ การตั้งคณะกรรมาธิการที่เรากำลังพยายามที่จะทำกันตรงนี้นะครับ การชดเชยสมมุติ ถ้าพิสูจน์ทราบว่าเราผิดจริงมีกี่วิธีครับ เยอะมากเลยครับ วิธีหนึ่งก็คือว่านำรายได้ที่เกิดขึ้น ในอนาคตซึ่งเราเป็นเจ้าของทรัพย์สิน เราบริหารเอง เราได้รายได้เท่าไรผ่อนชำระหนี้ก็ได้ ก็เป็นวิธีหนึ่งไม่ต้องแบ่งรายได้ก็ได้นะครับ อีกวิธีหนึ่งก็คือแบ่งรายได้แต่ต้องเป็นรายได้ ที่เหมาะสม และการคำนวณตัวเลขทั้งหมดที่มีการคำนวณกันต้องเป็นที่ยอมรับโปร่งใส และตรวจสอบได้นะครับ
อีกประเด็นที่ผมตั้งข้อสงสัยแล้วผมอยากจะมีโอกาสเข้าไปตรวจสอบในเรื่องนี้ ก็คือว่า สัญญาเดิมที่เขียนไว้ที่บอกไม่ให้สร้างอะไรก็แล้วแต่ที่จะมาแข่งขันกับโครงการนี้ว่า สัญญาลักษณะนี้บังคับได้หรือไม่ ชอบหรือไม่ เป็นสัญญาที่เป็นธรรมหรือไม่นะครับ เพราะฉะนั้นผมก็คิดว่าเราเองมีเหตุผลเพียงพอว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องผลประโยชน์ของรัฐ เป็นผลประโยชน์หลายแสนล้านนะครับ จะทำกันง่าย ๆ ก็ไม่ได้ การที่มีปัญหาถึงจุดที่ต้องมี การชดเชยกันระหว่างคู่สัญญาและผู้เสียหายคือภาครัฐนั้น ต้องทำด้วยความรอบคอบ ต้องทำด้วยความถี่ถ้วนและถูกต้องตามกฎหมาย เพราะฉะนั้นการดำเนินการลักษณะนี้ ผมก็เห็นประเด็นความซับซ้อนของกฎหมายและความขัดแย้งของกฎหมายหลายประเด็นมาก ไม่ว่าจะเป็นการไปผนวกรวมโครงการใหม่เข้ากับการต่อสัญญาเพิ่ม หรือแม้กระทั่งการต่อ สัญญาเพิ่มทั้ง ๆ ที่เราเป็นเจ้าของทรัพย์สินอยู่แล้วควรทำหรือไม่ และส่วนแบ่งรายได้ เป็นธรรมหรือไม่กับภาครัฐ อันนี้เป็นความเสียหายที่จะเกิดขึ้นต่อประเทศไทย แล้วก็ที่มา ของเงินได้ของประชาชนด้วยนะครับ จึงเห็นสมควรให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ ขึ้นมาร่วมในการพิจารณาแล้วก็สืบหาข้อเท็จจริงทั้งหมดนะครับ ขอบคุณครับ
ขอบคุณมากครับ ต่อไป นายแพทย์ประสงค์ บูรณ์พงศ์ ครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ประสงค์ บูรณ์พงศ์ พรรคเสรีรวมไทย แบบบัญชีรายชื่อนะครับ ท่านประธานครับ ในเรื่อง ทางด่วนซึ่งเป็นเรื่องของค่าโง่เป็นเรื่องนานมาแล้วนะครับ ประมาณสัก ๒๐ ปี เป็นมหากาพย์ ทีเดียว เริ่มต้นตั้งแต่ปี ๒๕๔๒ รัฐบาลชุดนั้นการทางพิเศษแห่งประเทศไทยก็เริ่มสร้างทาง ที่คู่ไปแข่งกับเอกชน เขาพูดกันง่าย ๆ ก็ถูกเอกชนเขาฟ้องบริษัท บีอีเอ็ม (BEM) นี่ละครับ บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) ฟ้อง ศาลก็เลยตัดสินว่าแพ้นะครับ แล้วก็ฟ้อง กลับไปที่ศาลปกครองสูงสุดก็แพ้อีก ก็เสียไป ๖๐,๐๐๐ ล้านบาท ประมาณนั้นนะครับ มาปี ๒๕๔๖ อันนี้ไม่ใช่เรื่องของการแข่งขันทางด่วน แต่เป็นทางด่วนที่เขาจะขอขึ้น ค่าผ่านทางตามสัญญา แต่รัฐบาลชุดนั้นเห็นว่าจะรบกวนประชาชนก็ไม่ได้ให้เพิ่ม ไม่ได้ ให้เพิ่มอย่างนี้เขาก็ฟ้องอีกนะครับ ๗๕,๐๐๐ ล้านบาท รวม ๆ กันแล้วทั้ง ๒ สัญญาเข้าไป ๑๓๕,๐๐๐ ล้านบาทครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ก็พอดีครับ ผู้ว่าการทางพิเศษ แห่งประเทศไทยคนใหม่ของบ้านเราให้ความสนใจอย่างมากในเรื่องอย่างนี้ ก็เลยมีการนำ เข้าสู่รัฐบาลชุดที่ผ่านมานี่ละครับ ก็มีการศึกษาข้อเท็จจริง สรุปแล้วก็ให้มีการตกลงกัน มีการประชุมเพื่อตกลงกันว่า ทางฝ่ายบริษัทจะขอขยายสัญญา ไป ๓๘ ปี โดยให้อะไรบ้าง ให้หลายอย่างทีเดียวนะครับ ก็คือให้สร้างทางขึ้นใหม่ที่เรียกว่า เพิ่มขึ้นใหม่เป็น ๒ ชั้น จากอโศกไปงามวงศ์วาน ก็หมื่นกว่าล้าน แล้วก็ขอต่อสัญญา ค่าใช้จ่าย ของพี่น้องประชาชนก็ไม่เพิ่มขึ้นได้อย่างเดิมนะครับ อันนี้ก็เป็นเรื่องซึ่งเขาขอต่อสัญญา อย่างนี้ ทางฝ่ายการทางพิเศษแห่งประเทศไทยหรือรัฐบาลก็เห็นว่าน่าจะชอบแล้ว เพราะว่า มีข้อแลกเปลี่ยนอีกมากมาย เขาน่าจะตกลงกันได้ ก็เป็นเรื่องซึ่งเห็นว่าน่าจะเป็นไปได้ ถ้า ๒ สิ่ง ๒ อย่างนี้มีประโยชน์ต่อประชาชนมาก แล้วก็เป็นสิ่งซึ่งข้อพิพาทก็จะหมดไป ค่าใช้จ่ายก็จะน้อยลง แล้วก็ลดค่าใช้จ่ายลงไปในการที่จะชดใช้ค่าเสียหายที่เขาฟ้องร้องมา มากมาย ข้อพิพาททั้งหมดก็ประมาณ ๑๓๕,๐๐๐ ล้านบาท ก็จะเหลือประมาณ ๖,๐๐๐ ล้านบาท เท่านั้น แล้วทางบริษัทก็จะมีการก่อสร้างอย่างที่ผมกราบเรียนแล้ว ในงบประมาณ ๓๑,๕๐๐ ล้านบาท สัญญา ๓๘ ปี รัฐก็ไม่ต้องจ่ายเงิน ๑๓,๐๐๐ ล้านบาท เป็นวินวิน (Win Win) ทั้งคู่ ก็เป็นการแก้ปัญหาว่าจราจร ประชาชนไม่ต้องเสียเงินเพิ่ม ถ้าขืนทำต่อไป ก็คงจะเสียหายทั้ง ๒ ฝ่าย ฝ่ายบริษัทก็จะเสียหายในแง่สังคม ฝ่ายรัฐบาลหรือ ฝ่ายการทางพิเศษแห่งประเทศไทยก็จะเสียเงินเสียทองอีกมากมายก็ไม่จบสิ้น เรื่องนี้สำหรับ ตัวผมเองว่าน่าจะตกลงกันได้ น่าจะตกลงกันได้ทีเดียว เพราะว่าเป็นเรื่องซึ่งประชาชน ได้ผลประโยชน์ บริษัทหรือรัฐบาลก็ไม่เสียหายอะไรมาก แต่สิ่งที่น่าศึกษาในเรื่องรัฐบาลนี้ คือเรามาศึกษากันว่าทำไมตั้ง ๒๐ กว่าปี ทำไมมันยืดเยื้อมานานเหลือเกิน ท่านประธาน ที่เคารพ ที่ยืดเยื้อมานาน ก็เพราะว่าเป็นเรื่องของผลประโยชน์ สิ่งที่สกปรกได้เกิดใน การทางพิเศษแห่งประเทศไทยมากมายครับ มันเหมือนสิ่งที่ซ่อนอยู่ใต้พรมทีเดียว นั่นคือ การฉ้อฉล การคอร์รัปชันที่มีอยู่อย่างมากมาย มันถึงยืดเยื้อมาได้ ฝ่ายที่เป็นอดีตผู้ว่าการ หรืออดีตข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ในรัฐวิสาหกิจนี้ หรือในสหภาพบางกลุ่มเขาได้หาผลประโยชน์ ไว้มากมาย แล้วบางกลุ่มบางรายก็ถูกฟ้องศาลในการโกงเงินโกงทองทุจริตถูกฟ้องศาลบ้าง ถูกปรับเงิน ติดคุกก็มีนะครับ เรื่องทุจริตในนี้มีมากมายไม่ว่าจะเรื่องการสัมปทาน เรื่องที่ดิน เรื่องก่อสร้าง มีอยู่มากมายซ่อนเร้นกันอยู่ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้จึงทำให้การที่จะตัดสินที่จะต่อ สัญญาหรือว่าต่อสู้ในเรื่องของคดีความยืดไปเรื่อย ๆ ไม่จบสิ้นสักที เพราะถ้าจบสิ้นแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างใต้พรมนั้นมันก็จะแดงออกมา ก็เกิดผลที่เสียหายอย่างมากมาย เพราะในวันนี้ ในครั้งนี้การเลือกตั้งญัตติในเรื่องนี้ กระผมพรรคเสรีรวมไทย เป็นพรรคที่มองถึงการคอร์รัปชัน เป็นนโยบายสำคัญที่สุด หยุดคอร์รัปชันเป็นเรื่องสำคัญที่สุด เพราะบ้านเมืองของเราถึงจะ หามาได้อย่างไร ลดรายจ่ายอย่างไร หาเพิ่มเข้าไปอย่างไร แต่ถ้ามันมีรูรั่วอย่างนี้ประเทศ ก็อยู่ไม่ได้ เพราะฉะนั้นเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ กระผมได้กราบเรียนแล้วว่าเห็นดีด้วยในการที่ จะวินวิน (Win Win) กันระหว่างฝ่ายการทางพิเศษแห่งประเทศไทยกับฝ่ายบริษัท แต่ผม ขอละครับ ขอว่าสิ่งที่เกิดขึ้นมาแล้วนั้นอย่าปล่อยให้มันไป เราต้องเอาอย่างจริงจังครับ ท่านประธานที่เคารพ ไม่ว่าส่วนไหนจะเกิดขึ้น คนทำผิดก็ต้องติดคุกติดตะราง ถูกยึดเงิน ยึดทองไป ต้องเอาอย่างจริงจัง มิฉะนั้นมันก็ไม่จบสิ้นก็เป็นอย่างนี้ทุกปี ๆ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ ผมกราบเรียนท่านที่เคารพ ท่านประธานด้วย และสิ่งสำคัญที่สุดในเรื่องการคอร์รัปชัน ทุกรัฐวิสาหกิจมีหมดครับ ไม่ใช่ไม่มี เพราะฉะนั้นผมจึงฝากหน่วยงานของรัฐ ซึ่งเป็น หน่วยงานที่มีอยู่มากมายที่เกี่ยวกับคอร์รัปชัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของหน่วยงานที่เรียกว่า องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) ซึ่งผมเห็นท่านเลขาธิการ ประทานโทษที่เอ่ยนาม คือท่านดอกเตอร์มานะ นิมิตรมงคล ท่านตั้งใจมากเลย ก็ขอมาช่วยด้วยแล้วกัน ศูนย์อำนวยการต่อต้านทุจริตแห่งชาติ ซึ่งประกอบด้วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม คือขณะนี้การเมืองของเราเป็นประชาธิปไตย ผู้ที่เป็นเข้ามาปกครองกระทรวง มาเป็น รัฐมนตรีก็มาจากประชาชน ผมฝากด้วยครับ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมกับคณะ ที่ตั้งไว้มากมาย ขอให้มาช่วยในเรื่องนี้อย่างจริงจัง และที่สำคัญที่สุดก็คือพี่น้องประชาชน การมีส่วนร่วมของพี่น้องประชาชนนี่สำคัญเหลือเกินครับ ในหลักประชาธิปไตยนี่ไม่ใช่ เลือกตั้งผู้แทนแล้ว เลือกตั้ง ส.ส. แล้ว ตั้งรัฐบาลแล้วก็เงียบไปเลย ผมฝากในเรื่องนี้สำหรับผู้ฟัง ผู้ชมทั้งหลายที่เคารพ ว่าส่วนร่วมมีความสำคัญมาก ที่ผ่านมาไม่ว่าจะเป็นประชาธิปไตยหรือ เผด็จการ รัฐบาลกลัวท่านนะครับ ดูกันได้ง่าย ๆ ครับ เหมืองทองคำโวยขึ้นมาก็ต้องหยุดไป แต่หยุดอย่างไรก็ทราบกันอยู่นะครับ โพแทชหยุดไป พระราชบัญญัติปิโตรเลียมต้องหยุดไป เพราะพี่น้องโวย และสมัยก่อนนี้เหมืองคลิตี้ เหมืองตะกั่วที่จังหวัดกาญจนบุรีก็หยุดไป เพราะพี่น้องโวยวายไม่ยอมนะครับ เพราะฉะนั้นเรื่องของประชาชนที่มีส่วนร่วม มีความสำคัญมาก ผมจึงขอฝากในที่นี้ว่า ไม่ใช่เฉพาะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือนักการเมืองที่ท่านเลือกขึ้นมาเท่านั้น ส่วนร่วมของท่านมีความสำคัญมาก เพราะอำนาจ ของท่านเป็นสิ่งสำคัญ ท่านมีอำนาจจริง ๆ ครับ เพราะตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ ก็กล่าวไว้แล้วว่า อำนาจประชาธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย พระมหากษัตริย์ทรงใช้อำนาจ ทางนี้ ทางศาล ทางตุลาการ ทางนิติบัญญัติ เพราะฉะนั้นจะเห็นว่าอำนาจของเราสูงส่งครับ สิ่งที่สำคัญที่สุดในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นการแก้กฎหมาย แก้พระราชบัญญัติหรือแก้ รัฐธรรมนูญก็ตาม ทำกันในสภาบางทีก็คงไม่สำเร็จ ก็ขอฝากแรงของประชาชนทั้งหลาย ที่มีส่วนร่วมของประชาชนครับ เราออกแรงได้อย่างไรครับ มือครับเขียนได้ ปากพูดได้ บางครั้งอาจจะต้องใช้เท้าเดินครับ ก็คงจะร่วมมือกับผู้แทนของท่าน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ที่ท่านเลือกขึ้นมานี่ช่วยแก้ไขบ้านเมืองได้นะครับ เพราะฉะนั้นผมอยากกราบเรียนตรงนี้ว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ จึงขอกราบเรียนท่านประธานอีกสักครั้งหนึ่งว่า เห็นด้วยครับในการที่ จะตั้งคณะกรรมาธิการเพื่อศึกษา แล้วก็เห็นด้วยในการที่ร่วมมือกันประชุมระหว่าง บีอีเอ็ม (BEM) กับการทางพิเศษแห่งประเทศไทย แต่ผมขอแก้ไขสิ่งที่ผ่านมาแล้วอย่าให้เกิดขึ้นอีก เอาอย่างจริงจังครับ ติดคุกก็ต้องติด ยึดเงินก็ต้องยึดนะครับ ไม่เช่นนั้นประเทศคงไปไม่รอด หรอกครับ ขอบพระคุณท่านประธานครับ
ขอบคุณมากครับ ท่านต่อไปครับ นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ครับ ความจริง ผมอยากจะเรียนท่านประธานว่าในประเด็นที่เราจะต้องอภิปรายในญัตติเรื่องการต่อ สัมปทานทางด่วนกับ บีทีเอส (BTS) มันเป็นเรื่องใหญ่ครับ แต่ว่าผมขออนุญาตใช้เวลาแค่ เรื่องเดียวคือเรื่องของทางด่วนนะครับ ผมอยากเรียนท่านประธานและเพื่อนสมาชิกครับว่า ในหลักการที่ถูกต้องแล้วทางด่วนนี่ก็คือถนนนะครับ เส้นทางจราจร ซึ่งโดยหลักการ และหน้าที่แล้วมันเป็นหน้าที่ของรัฐนะครับที่จะต้องให้บริการประชาชนในการสัญจร ไปมา ความจริงมันไม่ควรจะเอาเรื่องของหน้าที่หรือสิ่งที่ต้องให้บริการกับประชาชนมาเป็น เรื่องของธุรกิจหรือมาเก็บเงินเก็บทอง แต่ว่าเหตุผลที่จำเป็นต้องมีการเก็บค่าใช้จ่ายในเรื่อง ของการขึ้นทางด่วนเพราะว่ามันต้องลงทุนสูง แล้วก็ในหลายประเทศผมยกตัวอย่างนะครับ เช่น ในสหรัฐอเมริกาที่เป็นทางด่วนระหว่างรัฐที่เขาเรียกว่า อินเตอร์สเตต (Interstate) ก็คือทางด่วนแบบเดียวกัน แต่เขาทำต่อระหว่างรัฐต่อรัฐ ตอนเริ่มต้นเมื่อสมัยก่อนเขาก็เก็บ สตางค์ครับ เหมือนเมืองไทยนี่ละครับ เพราะว่าเขาลงทุนสูง ตอนที่ผมไปเรียนปริญญาโท ที่สหรัฐอเมริกา ผมขึ้นอินเตอร์สเตต (Interstate) เขาเรียกไอเท็น (I10) ไอ (I) อะไรนะครับ ผมนั่งแท็กซี่ครับ ผ่านตู้เก็บเงินเหมือนเมืองไทย แต่มันเป็นตู้ร้าง ผมก็ถามเขาบอกว่า อ้าว ไม่ต้องจ่ายสตางค์หรือ เพราะวันนั้นบ้านเราก็มีทางด่วนแล้ว แท็กซี่บอกว่า โอ๊ย เมื่อก่อนจ่ายแต่ตอนนี้ไม่ต้องจ่ายแล้ว ผมถามว่าทำไมไม่จ่าย เขาบอก อ๋อ รัฐเขาเก็บเงินไป คุ้มค่าลงทุนแล้ว เมื่อเขาเก็บเงินไปคุ้มค่าลงทุนแล้ว เขาไม่เก็บสตางค์อีกแล้ว เพราะฉะนั้น ตู้วันนี้ไม่มีคนทำงาน เขาให้ขึ้นฟรี ผมคิดว่านี่ละครับคือสิ่งที่ควรจะต้องเกิดขึ้นในประเทศ ไทย ถนนหนทางเส้นทางการคมนาคม มันควรจะเป็นบริการที่ให้ความสะดวกกับพี่น้อง ประชาชน แล้วก็เมื่อลงทุนไปก็จ่ายสตางค์ เมื่อจ่ายแล้วรัฐเก็บเงินมาคุ้มค่าคุ้มทุนแล้วก็ให้ ประชาชนขึ้นไปใช้ได้โดยไม่ต้องเสียสตางค์อีก เพราะเป็นบริการสาธารณะที่ควรจะต้องมี แต่ว่าวันนี้เราก็ใช้ระบบที่บอกว่ารัฐไม่มีสตางค์ ไม่มีเงินก็ไปให้เอกชนมาลงทุน แต่เอกชน ลงทุนเราก็ให้สัญญาสัมปทานเขาระยะหนึ่ง ซึ่งเขาก็ควรจะคุ้มทุนแล้วก็ได้ประโยชน์ได้กำไร ไปพอสมควรแล้ว เมื่อถึงกำหนดวันนั้นผมคิดว่ามันไม่มีเหตุผลและความจำเป็นเลยครับ ที่จะต้องมาต่อสัญญาให้เขาต่อไปอีก แต่ที่สำคัญถ้าจะต้องต่อนี่มันควรจะเป็นประโยชน์ของภาครัฐหรือไม่ครับ ในเมื่อภาคเอกชน ได้ไปคุ้มทุนแล้ว อันนี้เป็นประเด็นเบื้องต้นที่ผมอยากกราบเรียนท่านประธานว่าหลักการ มันควรจะเป็นอย่างนี้
ประเด็นที่ ๒ ผมอยากเรียนท่านประธานว่าประเด็นที่เราเรียกว่า ค่าโง่ ทางด่วน ผมไม่เคยคิดว่าจะต้องมีมาอีก เพราะว่ามันเกิดขึ้นครั้งแรกเมื่อประมาณ ปี ๒๕๔๔ ต่อปี ๒๕๔๕ ตอนนั้นผมเป็นประธานคณะกรรมาธิการป้องกันและปราบปราม การทุจริตประพฤติมิชอบของสภาผู้แทนราษฎร ก็มีประเด็นเรื่องค่าโง่ทางด่วนเกิดขึ้นเป็น ครั้งแรก สายกรุงเทพฯ-ชลบุรี ก็มีประเด็นบอกว่าบริษัทเอกชนแห่งหนึ่งเป็นคู่สัญญากับ การทางพิเศษแห่งประเทศไทย แล้วก็เอาคดีไปสู่อนุญาโตตุลาการ เหมือนกันเลยครับ แล้วก็ไปแพ้คดีที่ชั้นอนุญาโตตุลาการ วันนั้นเงินต้นประมาณ ๘,๐๐๐ กว่าล้านบาท เกือบ ๙,๐๐๐ ล้านบาท รวมดอกเบี้ยผิดนัด ๗.๕ เปอร์เซ็นต์ต่อปี ก็เป็น ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท ก็บอกว่าทางอนุญาโตตุลาการให้จ่ายสตางค์แล้ว ต้องจ่าย ทางคณะกรรมาธิการก็เอาเรื่องนี้ มาตรวจสอบ ปรากฏว่าพบสิ่งที่ไม่ถูกต้องหลายเรื่องครับ เหตุหนึ่งที่บอกว่าเราผิดสัญญา เพราะว่าเกิดปัญหา แต่ปรากฏว่าทางฝ่ายของการทางพิเศษแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็น เจ้าหน้าที่ที่ต้องต่อสู้กับฝ่ายเอกชนไม่สามารถมีหลักฐานในการบันทึกการตรวจงาน หรือการอะไรที่บอกว่าเขาผิดสัญญาหรือเราได้ทำอะไรไป ไม่มีเหลือ ในขณะที่ฝ่ายตรงข้าม บริษัทเอกชนสามารถขนหลักฐานเอกสารไปให้อนุญาโตตุลาการดูได้เป็นคันรถ เพราะฉะนั้น สิ่งเหล่านี้ผมจะเรียนว่าบางครั้งก่อนที่เราจะมาบอกว่าอนุญาโตตุลาการสั่งให้จ่าย ใครสั่งให้จ่าย มันมีที่มาที่ผิดปกติในกระบวนการตรวจสอบหรือเปล่า เพราะฉะนั้นเมื่อมาถึงประเด็น ที่เรากำลังตรวจสอบตอนนั้น เราก็มุ่งไปที่ประเด็นที่ว่ามันเกิดอะไรที่ไม่ชอบมาพากลหรือไม่ มันมีเรื่องของการทุจริตประพฤติมิชอบหรือไม่ เพราะถ้าหากว่าเป็นเรื่องของการทุจริต ประพฤติมิชอบมันมีหลักของศาล หลักของกฎหมายว่าถ้ามาศาลด้วยมือไม่สะอาด ศาลไม่ทำคดีให้ ก็พูดง่าย ๆ คือวางแผนกันโกงมา คุณทุจริตมาตั้งแต่ต้นแล้ว คณะกรรมาธิการก็ตรวจสอบเรื่องนี้ สอบสวนเรื่องนี้อยู่ประมาณ ๒ ปี รวบรวมพยานหลักฐาน เยอะแยะไปหมด เสร็จแล้วปรากฏว่าโชคดีครับทางอัยการท่านก็มีโอกาสมาเข้าร่วมประชุม กับคณะกรรมาธิการ สุดท้ายท่านขอรายงานของคณะกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎร ไปเป็นพยานหลักฐานในศาล แล้วขอเชิญให้ผมไปเป็นพยานคนหนึ่งไปเบิกความด้วยของการ ตรวจสอบของคณะกรรมาธิการ ป.ป.ช. สภาผู้แทนราษฎรวันนั้น ปรากฏว่าศาลชั้นต้น เราแพ้คดีครับ ผมก็บอกกับท่านอัยการที่เป็นเจ้าของคดีบอกว่าอย่าท้อถอยนะ ผมว่าคุณต้อง อุทธรณ์ ฎีกาต่อไป เพราะผมเชื่อมั่นว่าสุดท้ายเราต้องชนะ ก็โชคดีครับสุดท้ายศาลฎีกา ก็เอารายงานส่วนหนึ่งของหลักฐานที่ศาลฎีกาได้ใช้เป็นพยานหลักฐาน ก็คือเอาผลของการ พิจารณาสอบสวนของคณะกรรมาธิการ ป.ป.ช. สภาผู้แทนราษฎรมาเป็นหลักฐาน แล้วก็ยกเหตุผลทั้งหลายในนั้นไปประกอบ บอกว่าคดีนี้มีที่มาจากการทุจริต เมื่อมีที่มา จากการทุจริตถือว่าไม่ชอบ ทุกอย่างเป็นโมฆะ แล้วเลยยกฟ้องบริษัทเอกชนบริษัทนั้นไป แล้วทำให้รัฐบาลเราไม่ต้องจ่ายเงินค่าโง่ทางด่วนตรงนั้นนับหมื่นล้านบาท ผมคิดว่ามันจะเป็น มหากาพย์ค่าโง่ครั้งแรกและครั้งสุดท้าย เพราะว่าส่วนหนึ่งที่มาจากประเด็นที่เกิดปัญหา เพราะว่ามีปัญหามาจากข้อสัญญา ข้อสัญญาในสัญญาระหว่างเอกชนกับการทางพิเศษ แห่งประเทศไทยมีประเด็นต้องตีความเยอะแยะ คณะกรรมาธิการได้มาตรวจสอบพบว่า มีหลายข้อที่เป็นพิรุธ หรือมีหลายข้อที่ทำให้การทางพิเศษแห่งประเทศไทยเสียเปรียบ การทางพิเศษแห่งประเทศไทยก็บอกว่าเขาไม่มีความรู้กฎหมายเลย แต่ว่าได้ส่งให้อัยการ ตรวจสอบแล้ว เมื่ออัยการตรวจสอบแล้วเขาก็คิดว่าถูกต้องหมดแล้ว ไม่คิดว่าจะทำให้เป็น ข้อเสียเปรียบ ปรากฏว่าพอเชิญอัยการมา อัยการบอกว่าผมไม่เกี่ยว ผมตรวจสอบแค่อะไร ผมตรวจสอบแค่ว่าผูกพันได้ตามกฎหมายหรือไม่ แต่ใครได้เปรียบเสียเปรียบไม่ใช่เรื่องของผม เป็นเรื่องที่การทางพิเศษแห่งประเทศไทยต้องดูเอง สรุปหาคนผิดไม่ได้ครับ คนนี้ก็โยนไปตรงโน้น ตรงโน้นก็โยนมาตรงนี้ สุดท้ายก็เลยได้คำตอบว่าประเทศไทยควรจะมีหน่วยงานที่ตรวจสอบ เรื่องสัญญาอย่างนี้ให้เป็นจริงเป็นจังสักหน่วยงานหนึ่ง แต่วันนี้ก็ยังไม่เกิด แต่ที่เรียน ท่านประธานคือแสดงให้เห็นว่าบางครั้งข้อสัญญามันมีที่มาที่ไม่ชอบ สรุปก็คือคณะกรรมาธิการ ได้เห็นว่าที่มาของปัญหาเรื่องนี้มาจากการทุจริต แล้วก็ได้รวบรวมหลักฐานหลายอย่าง ที่ส่อให้เห็นว่ามีที่มาจากการทุจริตประพฤติมิชอบ ซึ่งก็ได้เป็นแนวทางที่ศาลฎีกาได้เอาไปใช้พิพากษายกฟ้อง อันนี้คือผลตัวอย่างของการทำงาน ของสภาผู้แทนราษฎรในอดีตที่ผ่านมา ทีนี้พอมาพูดถึงประเด็นที่กำลังเป็นปัญหาที่เราต้องมา อภิปรายกันในวันนี้ ประเด็นคือว่าทำไมอยู่ดี ๆ เราจะต้องมานั่งต่อสัญญาสัมปทานรอบนี้อีก มีการบอกว่าถ้าไม่ต่อจะต้องเสียเงินเป็นหมื่นล้าน แสนล้านอีก มันอะไรครับท่านประธาน รู้แต่ว่าเป็นหลักตัวเลขขนาดนี้ แต่รู้หรือไม่สรุปแล้วเราผิดอะไรครับ และมันมีหรือไม่ว่า เราควรจะต้องต่อสู้ ไม่ใช่ยังไม่ทันสู้ก็ยอมแพ้แล้ว และที่จะยอมแพ้แล้วนี่เราผิดหรือเปล่า แล้วในข้อตกลงในสัญญามันเขียนว่าให้เราผิดตั้งแต่ต้นหรือเปล่า และเหตุที่แพ้ ตั้งแต่อนุญาโตตุลาการต่อมาจนมาถึงศาลปกครอง กระบวนการพิจารณา กระบวนการ สอบสวน กระบวนการรวบรวมพยานหลักฐานมันชอบหรือไม่ ได้ทำกันถูกต้องหรือไม่ หรือมีอะไรที่ส่อไปในทางทุจริตเหมือนคดีค่าโง่ทางด่วนที่ผมทำไปอีกหรือไม่ เมื่อปี ๒๕๔๕ และแนวทางที่เราทำตรงนั้นท่านประธานครับ ก็ได้มาใช้เป็นประโยชน์อีกครั้งหนึ่ง เมื่อเร็ว ๆ นี้เอง เรื่องค่าโง่คลองด่านอย่างไรครับ ที่เป็นปัญหาเพราะตอนแรกศาลปกครอง สั่งให้ใช้ ตอนหลังก็เกิดประเด็นที่ว่าไปตรวจสอบจนพบว่ามีการทุจริต ศาลก็สั่งให้เป็นโมฆะ ไปอีกคดีหนึ่ง โดยใช้แนวทางเดียวกับเรื่องค่าโง่ทางด่วนซึ่งเป็นผลงานของสภาผู้แทนราษฎร ในสมัยนั้น เพราะฉะนั้นประเด็นที่เกิดขึ้นในขณะนี้ก็คือว่า สิ่งที่เราจำเป็นจะต้องไปต่อรอง กับเขา ไปขอต่อสัญญาให้เขา เพื่อแลกกับสิ่งที่ไม่ต้องเป็นคดีกันอีก จริง ๆ แล้ว ๑. เราต้อง รับผิดจริงหรือเปล่า สิ่งที่ว่าผิดนั้นเอาเข้าจริง ๆ แล้วมันผิดหรือไม่ ๒. ถ้าผิดจริงมันมี การเขียนข้อตกลงในสัญญาให้ต้องผิดหรือเปล่า ๓. ถ้ามันต้องเป็นอย่างนั้นแล้วพฤติการณ์ แห่งคดีหรือพฤติการณ์ในการบริหารจัดการ มันนำไปสู่กระบวนการว่าให้แพ้ตั้งแต่ชั้น อนุญาโตไปศาลปกครองหรือเปล่า ถ้าสิ่งเหล่านี้มันตรวจพบขึ้นได้มันคืออะไรครับ สิ่งเหล่านี้ มันแปลว่ามันมีที่มาของการวางแผนทุจริตอีกแล้วครับ และถ้าหากว่ามันมีประเด็นอย่างนี้ เกิดขึ้น เราสามารถที่จะหยิบยกประเด็นใหม่ครับ ท่านประธานสังเกตอยู่อย่างนะครับ คดีแบบนี้ไปศาลปกครองหมดเลยครับ ทั้ง ๆ ที่เป็นเรื่องผิดสัญญาทางแพ่งครับ ทำไมเขา ไม่ไปศาลแพ่งครับ ทำไมทุกคดีต้องหนีศาลยุติธรรมไปศาลปกครอง เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราจะต้อง หยิบยกขึ้นมาพิจารณาคดีพวกนี้ใหม่ก็คือต้องพยายามหาหลักฐานพิสูจน์ให้ได้ว่ามีอะไรหรือไม่ ที่ไม่ชอบมาพากล มีอะไรหรือไม่ที่มันส่อให้เห็นถึงความทุจริตประพฤติมิชอบ เพื่อที่จะเอา ข้อมูลหลักฐานตรงนี้นำไปสู่การพิจารณาของศาลยุติธรรมเพื่อนำมาปกป้องผลประโยชน์ ของประเทศและของประชาชนอีกครั้งหนึ่ง ที่สำคัญท่านประธานครับ เมื่อไปตรวจสอบ บริษัทที่กำลังเป็นปัญหาอยู่ขณะนี้ มีบริษัทเอกชนที่เป็นประเด็นที่ผมได้เรียนท่านประธานว่า ผมได้สอบสวนเมื่อปี ๒๕๔๕ ของสภาผู้แทนราษฎร เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ครับ รายเดียวกัน คู่กรณีเดียวกัน เพียงแต่ว่าเปลี่ยนชื่อบริษัท เพราะฉะนั้นตรงนี้ยิ่งทำให้ผมมีข้อสงสัยมากขึ้นครับ ว่าควรจะต้องตรวจสอบมากขึ้นกว่าเดิมหรือไม่ เพราะฉะนั้นผมขออนุญาตเรียนท่านประธานว่า ผมขอสนับสนุนญัตตินี้และขอสนับสนุนให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมา เพื่อที่จะ ไปทำหน้าที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานต่าง ๆ เพื่อให้เห็นได้ว่าเรามี ข้อหรือมีพฤติกรรมที่ส่อไปในทางทุจริตประพฤติมิชอบหรือไม่ อย่างน้อยก็ต้องให้ประชาชน เคลียร์ (Clear) หรือกระจ่างเรื่องนี้ไปครับ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดของบ้านเมือง ขอบพระคุณท่านประธานครับ
ขอบคุณมากครับ ต่อไป นายวิรัตน์ วรศสิริน ครับ
เรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม วิรัตน์ วรศสิริน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเสรีรวมไทย ผมได้ขึ้นมาอภิปรายนี้ก็เป็นคนน่าจะเกือบสุดท้าย ดังนั้นก็จะซ้ำกับคนอื่นมากจนเกินไปนัก ผมคิดว่าผมก็จะพูดโดยสรุปเป็นส่วนใหญ่เสียจะดีกว่านะครับ เพราะข้อมูลบางอย่าง ก็จะซ้ำกันไปซ้ำกันมา เกี่ยวกับการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณาศึกษากรณี ต่อสัญญาสัมปทานให้กับบริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) --------------- ชื่อบริษัทครับท่านประธาน โดยที่คณะกรรมการการทางพิเศษแห่งประเทศไทยมีมติให้ต่อ อายุ ๓๐ ปี และส่งเรื่องมายังรัฐบาลเพื่อจะพิจารณาต่ออายุสัมปทานนั้น ผมมีความเห็นว่า ในเมื่อสินทรัพย์ของรัฐหมดอายุสัมปทานแล้วก็ควรเป็นของรัฐแล้ว ในการขอสัญญาสัมปทาน ครั้งแรก อาจจะมีอายุสัมปทาน ๓๐ ปี ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง เพราะว่าเอกชนจำเป็นอย่างยิ่ง ที่จะต้องใช้เวลาในการคืนทุนและมีกำไร เพราะฉะนั้นเวลา ๓๐ ปีในการให้สัมปทาน ก็เป็นเรื่องที่ยอมรับได้ แต่เมื่อสินทรัพย์เป็นของรัฐแล้วการต่อสัมปทานครั้งละ ๓๐ ปี ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่ไม่สมด้วยเหตุและผล ทำไมถึงไม่ต่อสัมปทานครั้งละ ๑๐ ปี หรือเปิด ประมูล ๑๐ ปีครั้ง ซึ่งก็จะได้ผลประโยชน์ให้กับประเทศชาติมากกว่า สมมุตินะครับ ท่านประธาน ถ้านักธุรกิจเอกชนไปขอใช้ที่เอกชนเพื่อก่อสร้างหรือทำธุรกิจ อย่างน้อย ก็ต้องมีค่าธรรมเนียม ค่าที่ดินต่าง ๆ นะครับ เราจะไปสร้างเฉย ๆ ไม่ได้ ท่านประธานครับ ผมขอพูดถึงประวัตินิดหนึ่งของบริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เดิมทีก็คือบริษัท ทางด่วนกรุงเทพ ซึ่งผู้ถือหุ้นใหญ่ก็คือบริษัท กูมาไก กูมิ จำกัด แปลเป็นไทยว่า กลุ่มบริษัท กูมาไกล จากประเทศญี่ปุ่น แต่ท่านประธานครับ กูมาไกล กูเลยรีบกลับ ทำไมถึงต้องรีบกลับเพราะว่าทางญี่ปุ่นเขาก็มีปัญหา ก็เลยถอนหุ้นไปในเวลานั้น และบริษัท ช. การช่าง จำกัด (มหาชน) ก็เข้ามาถือหุ้นใหญ่ในส่วนนี้ แล้วก็นำหุ้นเข้าจดทะเบียนใน ตลาดหลักทรัพย์ในเวลาต่อมา การทางพิเศษแห่งประเทศไทยมีเรื่องเกี่ยวข้องในกรณีพิพาท ทางด่วนทั้งหมดมีอยู่ ๖ เส้นท่านประธาน ผมขออนุญาตสั้น ๆ เส้นที่ ๑ ก็คือทางพิเศษ เฉลิมมหานครเป็นทางด่วนที่รัฐใช้เงินของรัฐสร้างเอง เวนคืนที่ดินประชาชนและก่อสร้าง ทางด่วนนี้เรียกว่า ทางด่วนขั้นที่ ๑ ดินแดง-บางนา-ดาวคะนอง รองรับ ๓ เส้นทางหลักเข้าสู่ กรุงเทพมหานคร ทางด่วนเส้นนี้จะมีการใช้ผ่านทางมากที่สุด ทางด่วนเส้นที่ ๒ ที่ ๓ ก็คือ ทางส่วนสายเอ (A) สายบี (B) สายเอ (A) ก็คือพระราม ๙ -รัชดา สายบี (B) ก็คือ พญาไท- บางโคล่ เส้นนี้เอกชนสร้างด้วยเงินเอกชนเอง แต่ว่าไม่มีส่วนแบ่งให้รัฐเอกชนรับ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์เต็มนะครับ สำหรับเงินเก็บค่าผ่านทางทั้งหมด ทางด่วนเส้นที่ ๔ ก็คือ ทางด่วนขั้นที่ ๒ เส้นซี (C) รัชดา-แจ้งวัฒนะ ก็เช่นกันเอกชนรับ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ การทางพิเศษแห่งประเทศไทยไม่ได้เลย เส้นที่ ๖ ก็คือเส้นอุดรรัถยา เส้นไปบางปะอิน ก็เช่นกัน เอกชนรับ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ การทางพิเศษแห่งประเทศไทยไม่ได้รับเลยค่าผ่านทาง แล้วทำไมคณะกรรมการการทางพิเศษแห่งประเทศไทย จึงมีมติให้ต่อสัญญาสัมปทาน ๓๐ ปี ท่านประธาน มีกรณีพิพาทของการทางพิเศษแห่งประเทศไทยกับเอกชนอยู่หลายกรณี เช่น วันเปิดทางที่คิดไม่ตรงกัน วันเริ่มเก็บเงิน กรณีการแก้ไขทางขึ้นลง และกรณี เรื่องปรับอัตราค่าผ่านทางทุก ๕ ปี ในอัตราเต็ม ๕ บาทไม่มีเศษ ซึ่งแน่นอนที่สุดทุกรัฐบาล ก็พยายามจะให้ผลประโยชน์ตกไปแก่ประชาชนมากที่สุด ก็ปรับเศษปรับลงทุกครั้ง เช่น ๖ บาท ๗ บาท ก็ต้องปรับ ๕ บาท แต่เอกชนต้องการจะปรับขึ้น ดังนั้นจึงเป็นกรณีพิพาทมา ทั้งหมดเอกชนก็มีข้อพิพาทอยู่กับการทางพิเศษแห่งประเทศไทยทั้งหมด ๑๕ คดี ๑๕ คดี เป็นยอดเงินทั้งสิ้น ๑๓๗,๕๑๗ ล้านบาท เป็นเงินต้น ๙๓,๐๐๐ ล้านบาท และดอกเบี้ย ๔๔,๐๐๐ ล้านบาท ใน ๑๕ คดี มีเพียง ๑ คดีเท่านั้นที่ศาลพิพากษาให้การทางพิเศษแห่งประเทศไทย ให้รัฐต้อง ชดใช้ ก็คือกรณีทางด่วนเส้นไปบางปะอิน เพราะว่าการที่รัฐไปอนุมัติให้ดอนเมืองโทลล์เวย์ ต่อขยายไปรังสิต ซึ่งกระทบถึงรายได้ของทางด่วนเส้นไปบางปะอิน คือผิดสัญญาที่ทำไว้ กับเอกชน ศาลพิพากษาให้ชดใช้ ๔,๓๑๘ ล้านบาท ท่านประธานครับ เมื่อศาลพิพากษาให้ ชำระ ๔,๓๑๘ ล้านบาท ทำไมเราไม่ชดใช้เฉพาะเส้นนี้ไปก่อน ถ้าจะต่ออายุสัมปทาน ก็ต่อเฉพาะเส้นนี้ ทางด่วนเส้นนี้มีรายได้เดือนละ ๑,๕๐๐ ล้านบาท มีรายได้ ปีละ ๑,๕๐๐ ล้านบาท ขอประทานโทษครับท่านประธาน ปีละ ๑,๕๐๐ ล้านบาท ถ้าต่อ ๓ ปี ก็ ๔,๕๐๐ ล้านบาท ๕ ปี ก็ ๖,๐๐๐ ล้านบาท ๗ ปีก็ ๗,๕๐๐ ล้านบาท จะต่อกี่ปี ก็ไปดูใช่หรือไม่ เราจะต้องชดใช้เขา ๔,๐๐๐ กว่าล้านบาท ก็ต่อเส้นนี้ไปเท่าที่มีความเสียหาย ท่านประธานผมขออนุญาตพาท่านประธานไปดู นี่คือหนังสือรายงานความเห็นของที่ปรึกษา ทางการเงินของบริษัท บีอีเอ็ม (BEM) บริษัททางด่วนที่รายงานให้ผู้ถือหุ้น เมื่อวันที่ ๒๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๒ ผมขออนุญาตอ่านอย่างสั้น ๆ นะครับท่านประธาน ที่ประชุมกรรมการบริษัท วันที่ ๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๒ มีมติอนุมัติให้บริษัท ทางด่วนกรุงเทพเหนือ จำกัด คือบริษัทลูก ยุติข้อพิพาททั้งหมดกับการทางพิเศษแห่งประเทศไทย และแก้ไขสัญญาโครงการสัมปทาน ทางด่วนขั้นที่ ๒ สัญญาเพื่อการต่อขยายโครงการส่วนดี (D) และโครงการสายบางปะอิน- ปากเกร็ด การทางพิเศษแห่งประเทศไทยและกลุ่มบริษัทตกลงจะขยายเวลาสัมปทานให้กับ บริษัท กลุ่มบริษัทจะได้รับสัมปทาน ๔ สัญญา และมี ๓ สัญญาที่เป็นข้อพิพาท คือสัญญา ทางด่วนขั้นที่ ๒ ส่วนดี (D) และอุดรรัถยา ระยะเวลาสัมปทาน ๓๐ ปี ท่านประธาน ข้อ ๑ ข้อดี และประโยชน์นะครับ การยุติข้อพิพาทนี้จะทำให้บริษัทมีความต่อเนื่องในการดำเนินธุรกิจ โดยกลุ่มบริษัทจะได้รับประโยชน์จากการได้ค่าผ่านทางด่วนขั้นที่ ๒ ออกไปอีกประมาณ ๓๗ ปี ทางด่วนขั้นที่ ๒ ประกอบไปด้วย ทางด่วนเฉลิมมหานคร ทางด่วนส่วนเอ (A) บี (B) ซี (C) ซึ่งจะครบกำหนดในวันที่ ๒๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๓ สร้างรายได้ให้แก่บริษัทเฉลี่ยประมาณ ๖,๐๐๐ ล้านบาทต่อปี คิดเป็นเฉลี่ย ๖๐ เปอร์เซ็นต์ของรายได้ค่าผ่านทางทั้งหมดของ ผลดำเนินงาน ซึ่งมีรายได้สูงถึง ๒๒๐,๐๐๐ ล้านบาท ตามการประเมินมูลค่าพื้นฐาน ในอนาคตการดำเนินงานของบริษัทจะมีความมั่นคง สร้างผลตอบแทนให้แก่ผู้ถือหุ้นระยะยาว ข้อ ๑.๒ นะครับท่านประธาน จากข้อพิพาทที่เกิดขึ้นมีมูลค่า๑๓๗,๕๑๗ ล้านบาท ซึ่งแบ่งเป็นเงินต้น ๙๓,๓๒๕ ล้านบาท ดอกเบี้ย ๔๔,๑๙๒ ล้านบาท ผลการตัดสินยังไม่มี ความแน่นอน และต้องใช้เวลานานมากกว่า ๑๐ ปี สุดท้ายแต่ละคดี หรือหากบริษัทสามารถ ชนะคดีก็อาจไม่ได้รับชำระหนี้ตามคำพิพากษา เนื่องจากคู่กรณีเป็นหน่วยงานรัฐ ซึ่งไม่อาจ ฟ้องบังคับยึดทรัพย์ หรือมีเหตุปัจจัยภายนอกที่ไม่สามารถควบคุมได้ คือท่านประธานครับ ก็หมายความว่าการต่อสู้คดีกับรัฐ ยังคงมีความไม่แน่นอนครับ ท่านประธานเวลาหมด ใช่หรือไม่ครับ
ใช่ครับ
ก็จะสั้น ๆ นิดเดียวนะครับ ท่านประธาน หลังจากทำรายการครั้งนี้ หมายถึงหลังจากยุติข้อพิพาทนี้ กลุ่มบริษัทจะ ได้ประโยชน์จากการแก้ไขสัญญาสัมปทานโครงการออกไปจนสิ้นเดือนเมษายน ปี ๒๖๐๐ ทำให้บริษัทมีความต่อเนื่องในการดำเนินงานทางด่วนขั้นที่ ๒ สร้างรายได้ประมาณ ๖,๐๐๐ ล้านบาท เป็นเวลา ๓๗ ปี ท่านประธานครับ ผมขอสรุปเลยครับ
ขอบพระคุณครับ
ขออนุญาตท่านประธานครับ
ท่านจบเลยครับ หมดเวลาครับ
ท่านประธานครับ กราบขอบพระคุณ ผมขอสนับสนุนการตั้งคณะกรรมาธิการเพื่อพิจารณาเรื่องนี้นะครับ ท่านประธาน ขอบพระคุณครับ
ท่านต่อไป นายวีระกร คำประกอบ ครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม วีระกร คำประกอบ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดนครสวรรค์ พรรคพลังประชารัฐ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมเองมีส่วนได้เสียกับทางด่วนเขาด้วยเหมือนกันนะครับ ท่านประธาน เมื่อประมาณปี ๒๕๒๔ บ้านผมที่อยู่ซอยระนอง ๑ ซึ่งไม่ใช่บ้านผมหรอก บ้านพ่อผม คุณสวัสดิ์ คำประกอบ ของท่านประธานนะครับ โดนเวนคืนทั้งหลังเลยเพื่อที่จะ สร้างทางด่วนขั้นที่ ๑ วันนั้นถึงวันนี้มันก็ล่อเข้าไป ๓๖ ปี ๓๗ ปีไปแล้วครับ ทราบมาว่า ทางด่วนจะหมดสัญญาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นทางด่วนขั้นที่ ๑ สายที่ผมพูดถึงนั่นคือสายบ้านผม ซอยระนอง ๑ โดนทางด่วนขั้นที่ ๒ ประมาณปี ๒๕๓๐ แต่ทางด่วนขั้นที่ ๑ นั้นมีมาก่อนแล้ว คือตั้งแต่บางนาไปจนถึงมาลงดินแดง แล้วก็มีส่วนต่อขยายที่ท่าเรือ แยกขวามือออกไปทาง นางลิ้นจี่ อันนั้นมีมาก่อนแล้ว ก็จะหมดสัญญาทั้ง ๒ เส้นนี่ละครับ ไม่ว่าจะเป็นเส้นทางด่วน ขั้นที่ ๑ หรือทางด่วนขั้นที่ ๒ บางโคล่มาถึงแจ้งวัฒนะ นึกว่าจะได้ใช้ถนนฟรีสิครับ ไม่ต้องเสียสตางค์ น่าจะเป็นประโยชน์ที่ดี แต่มาทราบว่าจะมีการต่อสัญญาสัมปทานทางด่วน ให้เขาอีก ๓๐ ปี ซึ่งเป็นข้อเสนอจากการหารือกันระหว่างคู่กรณี ก็คือบอร์ด (Board) การทางพิเศษแห่งประเทศไทยกับบริษัท บีอีเอ็ม (BEM) หรือบริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้า กรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ได้มีข้อตกลงกันเพื่อที่จะระงับข้อพิพาท ข้อพิพาทที่ว่านี้ก็คือ การฟ้องของบริษัท บีอีเอ็ม (BEM) ฟ้องการทางพิเศษแห่งประเทศไทย ฟ้องเรื่องอะไรครับ ก็มีอยู่ ๒ กรณีหลัก ๆ ก็คือ เรื่องของการทางพิเศษแห่งประเทศไทยอนุมัติเส้นทางดอนเมือง โทลล์เวย์ ไปแย่งสัมปทานเขา ไปแย่งผู้โดยสารเขา ทำให้เขาได้รับความเสียหาย นั่นข้อที่ ๑ ซึ่งปรากฏว่าได้มีการตัดสินคดีความกันไปเรียบร้อยแล้ว สู้กันมาตั้งแต่ ปี ๒๕๔๐ กว่า จนกระทั่งวันนี้เกือบ ๒๐ ปี เสียไปแล้ว ๔,๓๐๐ ล้านบาท ยังมีคดีที่ยังอยู่ ในระหว่างการฟ้องร้องอีก ๑๗ คดี คาดหมาย ซึ่งคำว่า คาดหมาย ก็ไม่ทราบเหมือนกันว่า เอาอะไรมาคาด เนื่องจากว่าศาลก็ยังไม่ได้ตัดสินว่าแพ้หรือชนะ อีกประมาณ ๑๓๗,๐๐๐ ล้านบาท ที่จะต้องเสียหาย คาดว่ารัฐบาลจะต้องเสียค่าโง่ตรงนี้อีก ๑๓๗,๐๐๐ ล้านบาท จึงได้มีการตกลงกันระหว่างบริษัทที่เขาเรียกร้องค่าเสียหายคือ บริษัท บีอีเอ็ม (BEM) ถ้าจะว่าไปก็คือ บริษัท ช. การช่าง จำกัด (มหาชน) นั่นละ ซึ่งเป็น ผู้ถือหุ้นใหญ่อยู่ข้างหลัง กับบอร์ด (Board) การทางพิเศษแห่งประเทศไทยก็ตกลง เกี๊ยะเซียะกัน ทำอย่างไรจะได้ไม่ต้องเสียค่าทางด่วน แต่มันออกมาก็ผิดปกติ การต่อสัญญา ๓๐ ปีไปข้างหน้าประชาชนก็คงจะเสียหายเยอะเหมือนกัน หวังว่าอาจจะได้นั่งรถขึ้นทางด่วน ฟรีไม่ต้องเสียสตางค์ อยากจะเป็นอย่างนั้น เป็นอย่างนี้ เหมือนที่ท่าน ส.ส. พีระพันธุ์ พูดเมื่อสักครู่นี้ มันหมดสัญญาสัมปทานแล้วเราก็จะได้ขึ้นใช้ทางด่วนขั้นที่ ๑ ทางด่วนขั้นที่ ๒ และทางพิเศษอุดรรัถยากันฟรี ความจริงแล้วส่วนทางพิเศษอุดรรัถยายังไม่หมดสัญญา ส่วนที่จะหมดสัญญาปีหน้าปี ๒๕๖๓ มีทางด่วนขั้นที่ ๑ และทางด่วนขั้นที่ ๒ เท่านั้น ส่วนทางพิเศษอุดรรัถยาก็จะเป็นปี ๒๕๗๐ และอีกเส้นหนึ่งก็คือพระราม ๙-ศรีนครินทร์ ก็จะหมดปี ๒๕๖๙ เรื่องที่เราให้ความสนใจก็อยู่ตรงนี้ละครับ คราวนี้ผมฟังดูก็ด้วยความตั้งใจนะครับอยากจะได้ ใช้ทางด่วนฟรี จะหมดสัญญาสัมปทาน ๓๐ ปีกันแล้ว ก็ดีใจ แต่ว่าก็ได้ฟังเพื่อนสมาชิก โดยเฉพาะคุณหมอระวี มาศฉมาดล ได้พูดถึงเรื่องนี้เอามาปรึกษากันตั้งแต่เปิดสภาเลยครับ ว่าท่านจะยื่นญัตตินี้ มันเป็นเรื่องของค่าโง่ทางด่วนที่จะต้องไปต่อสัญญาเขา ๓๐ ปี คำว่า ค่าโง่ หมายความว่า เราจะเสียมากกว่าได้ ส่วนได้ของเราก็คือไม่ต้องเสียค่าที่คาดว่าศาล จะตัดสินว่าเราแพ้ทั้งหมดทุกคดีอีก ๑๗ คดี รวมแล้วประมาณ ๑๓๗,๐๐๐ ล้านบาท แลกกับต่อสัญญาให้เขาฟรีไปอีก ๓๐ ปี ซึ่งการต่อสัญญา ๓๐ ปีนี้ก็ดีตรงที่เราไม่ต้อง เสียค่าปรับนะครับ อย่าไปเรียกค่าโง่ เรียกว่าค่าปรับ ๑๓๗,๐๐๐ ล้านบาท แต่หมอระวี เล่าให้ผมฟังว่ารัฐบาลจะสูญเสียรายได้เยอะในช่วง ๓๐ ปี สัญญาสัมปทานข้างหน้า ประมาณ ทั้งหมด ๗๕๑,๐๐๐ ล้านบาท แยกเป็นรายได้ของการทางพิเศษแห่งประเทศไทยอีก ๓๐ ปี ข้างหน้านะครับ ๓๒๖,๐๐๐ ล้านบาท ถ้าเก็บในเรต (Rate) ปัจจุบันนะครับ โดยไม่มีการขึ้น ราคาเลย กับ บีอีเอ็ม (BEM) หรือบริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) จะได้ ๔๒๔,๐๐๐ ล้านบาท ท่านเห็นไหมครับว่าตัวเลขมันเขย่งกันอยู่ละครับ ช่วงนี้คำว่า เขย่ง มันเป็นคำฮิต ขออนุญาตมาใช้ บีอีเอ็ม (BEM) จะได้ผลประโยชน์ ๔๒๔,๐๐๐ ล้านบาท จะเห็นได้ว่าตัวเลขที่เราเต็มที่ที่จะเสียจากการฟ้องร้องที่ประมาณการนะครับว่าเราแพ้หมด ทุกคดี มันแค่ ๑๓๗,๐๐๐ ล้านบาท แลกกับรายได้ที่ บีอีเอ็ม (BEM) จะได้รับใน ๓๐ ปี ข้างหน้า ๔๒๔,๐๐๐ ล้านบาท ก็แน่ละครับว่าถ้าเราจ่ายเงินเราคงต้องจ่ายไว ๆ นี้ คงคาด ประมาณอย่างนั้นว่า บอร์ด (Board) การทางพิเศษแห่งประเทศไทยก็คงคาดว่า เพื่อไม่ให้เราต้องไปเสียเงิน เป็นเงินสดที่จะต้องจ่ายให้เขา ๑๓๗,๐๐๐ ล้านบาท สู้เราให้สัญญาสัมปทานดีกว่า คงมองในแง่นั้น แต่ว่าตัวเลขมันไม่น่าจะสมดุลกัน สักเท่าไรละครับ กับรายได้ที่ บีอีเอ็ม (BEM) เขาจะได้ เก็บค่าสัมปทานทั้งหมด ไม่ทราบว่า ต้องแบ่งให้การทางพิเศษแห่งประเทศไทยหรือเปล่าก็ไม่รู้ ถ้าไม่แบ่งก็รับเต็ม ๆ ๗๕๑,๐๐๐ ล้านบาทในอีก ๓๐ ปีข้างหน้า แลกกับที่เราอาจจะต้องเสียค่าปรับหรือว่าการแพ้ คดีทุกคดีทั้ง ๑๗ คดี เพียง ๑๓๗,๐๐๐ ล้านบาท ดูแล้วก็ไม่นั่นละครับ ไม่เหมาะสม เท่าไร อย่างไรก็ตามครับได้ฟังเพื่อนสมาชิกดอกเตอร์สุรเชษฐ์ ซึ่งอดีตท่านเป็นเจ้าหน้าที่ ของการทางพิเศษแห่งประเทศไทย ก็คงเป็นเจ้าหน้าที่ระดับสูงนะครับ ขออนุญาตที่เอ่ยนาม ท่านก็ได้ชี้แจงว่าเป็นเรื่องที่เสียหาย โดยเฉพาะไปพาดพิงถึงผู้นำ ท่านพูดว่าท่านผู้นำ ตั้งธงมาอย่างนั้นครับ ท่านไม่ได้อ่าน ไม่ได้ออกชื่อหรอกครับ แต่ผมก็เข้าใจว่าหมายถึง ท่านผู้นำประเทศ ซึ่งก็คงจะได้รับความเสียหาย ท่านอยู่ข้างนอก ท่านไม่รู้หรอกครับว่า ภายในสภาเราไปว่าอะไรท่านบ้าง แต่ว่าเป็นเรื่องที่ผมว่าเข้าใจผิดเสียมากกว่า ท่านดอกเตอร์ สุรเชษฐ์คงจะไม่ทราบว่า หรือจะทราบก็ไม่ทราบนะครับ เอาเป็นว่ารัฐบาลนี้เมื่อคุณหมอระวี ท่านได้พูดขึ้นตั้งแต่เริ่มเปิดสภา หมอระวีก็จะเป็นเจ้าของเรื่องนี้เหมือนกับในสาธารณชน จะรับทราบว่าเราจะต้องเสียค่าโง่ทางด่วน ๗๕๐,๐๐๐ ล้านบาทนะครับ หมอระวีท่านไปช่องไหน ท่านก็จะพูดเรื่อยเลย รัฐบาลก็เกิดมีความรู้สึก มันเป็นอย่างนั้น เป็นอย่างนี้จริง ๆ หรือ รัฐมนตรีกระทรวงคมนาคมในรัฐบาลนี้ละครับที่ขอให้ทบทวนเรื่องนี้ใหม่ มีคำสั่งไปแล้วนะครับ ให้บอร์ด (Board) การทางพิเศษแห่งประเทศไทยไปทบทวนเรื่องนี้ใหม่แล้วส่งเรื่องมาดูใหม่ จะเอาอย่างนี้ไม่ได้ประเทศชาติเสียหาย เพราะฉะนั้นถ้ามองในแง่บวกกันบ้างนะครับ อย่าไปมองในแง่ลบเสียอย่างเดียวก็ต้องเห็นว่า ทางรัฐบาลนี้เขาก็มีความสนใจที่ไม่อยากจะ เสียค่าโง่ทางด่วนตามที่คุณหมอระวีได้พูดถึง ก็ต้องให้ความเป็นธรรมกับรัฐบาลเขาด้วย ที่ท่านตั้งธงว่าท่านผู้นำอย่างนั้น เป็นผลงานชิ้นโบว์ดำอย่างนี้ ถ้าเป็นผลงานชิ้นโบว์ดำรัฐบาลนี้จะให้ผม พรรคพลังประชารัฐ ให้มาตั้งคณะกรรมาธิการทำไมครับท่านประธาน ให้พวกเราตั้งคณะกรรมาธิการเพื่อสร้าง ความโปร่งใสให้เกิดขึ้น ไม่ให้มีเรื่องอะไรที่จะครหาได้ จะไปอ้างโบว์ดำอย่างนั้นอย่างนี้ ถ้าจะคิดว่ารัฐบาลหรือว่าท่านผู้นำตั้งธงสร้างโบว์ดำอะไรของท่านนะครับ เขาก็ต้องไม่ให้ พวกเราตั้งคณะกรรมาธิการสิครับ ก็ต้องมีเสียงห้ามมาบ้าง นี่ไม่มีหรอกครับ เอาเลย นอกเหนือจากท่านให้คณะรัฐบาลของท่านสั่งให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ให้บอร์ด (Board) การทางพิเศษแห่งประเทศไทยทบทวนสัญญาใหม่ยังไม่พอนะครับ ยังให้พวกเรา มาช่วยกันตั้งคณะกรรมาธิการครับท่านประธาน พวกเราก็จะได้พิจารณากันให้เกิด ความโปร่งใสละครับ นี่ก็จะเห็นได้ว่าถ้าท่านผู้นำที่ท่านหมายถึงนั้นท่านต้องการความโปร่งใสครับ ต้องการเห็นความโปร่งใสให้เกิดขึ้นในเรื่องของสัญญาสัมปทานทางด่วน ผมคิดว่าต่อไปพี่น้อง ประชาชนคนไทย ถ้าคณะกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎรเราได้พิจารณาเสร็จสิ้นแล้ว ก็คงจะได้เป็นประโยชน์ครับ พี่น้องทั้งหลายก็คงจะ ๑. เราไม่ต้องเสียค่าทางด่วนเพิ่มขึ้น ทุก ๑๐ ปี ๑๐ บาทนะครับ ซึ่งท่านก็คงจะโดนกันอ่วมแล้ว วันนี้ก็โดนไปเท่าไรเข้าไปแล้วนะครับ มันจะหมดสัญญาแล้วครับ ๒. ถ้ารัฐบาลท่านมีความกรุณาเห็นว่าสัญญาทางด่วนนี้หมดแล้ว สัมปทานครบถ้วนในปีหน้า ปี ๒๕๖๓ ครบถ้วนแล้วครับ ขั้นที่ ๑ ขั้นที่ ๒ ครบถ้วนแล้ว ผมเชื่อว่ารัฐบาลน่าจะใจดีนะครับ โดยเฉพาะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมท่านนี้ ท่านศักดิ์สยามเป็นคนใจดีครับ อาจจะเสนอ ครม. ให้ยกเว้นค่าทางด่วนขั้นที่ ๑ ขั้นที่ ๒ ต่อไปก็ได้ ก็เป็นไปได้ทั้งนั้น ขอเรียนกับท่านประธานว่าทุกอย่างมีความโปร่งใสแน่นอน เราพิจารณากันโดยสภาผู้แทนราษฎร เรามีสมาชิกที่มีความรู้ความสามารถทางด้านนี้ ไม่ว่าจะเป็น คุณหมอระวี หรือดอกเตอร์สุรเชษฐ์ของพรรคอนาคตใหม่ ซึ่งขอประทานโทษ ที่เอ่ยนาม ดูแล้วท่านมีความเข้าใจปัญหานี้ดีมากนะครับ เพียงแต่ว่าท่านอาจจะเข้าใจรัฐบาล ผิดไปสักนิดหนึ่ง แล้วท่านผู้นำด้วย ท่านบอกท่านผู้นำเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ตั้งธงอย่างนั้น อย่างนี้ ผมว่าอาจจะเข้าใจคลาดเคลื่อนนะครับ ต้องขอประทานโทษด้วยที่เอ่ยนามท่าน แต่ว่าอยากจะเรียนให้ท่านประธานได้ทราบว่า ผมเชื่อว่ารัฐบาลนี้ไม่ว่าจะเป็น ท่านนายกรัฐมนตรีก็ดี คุณศักดิ์สยามก็ดีครับ มีความตั้งใจที่จะแก้ไขปัญหาเรื่องนี้ ให้โปร่งใสให้พี่น้องประชาชนได้รับผลประโยชน์อย่างเต็มที่จากการหมดสัญญาสัมปทาน ทางด่วนทั้ง ๒ สายครับ รวมทั้งทางพิเศษอุดรรัถยาในปี ๒๕๗๐ ด้วยนะครับ ผมมีเวลา เหลืออีกเยอะครับท่านประธาน แต่ว่าเอาสักแค่นี้ละครับ ต้องการเพียงจะแก้ไขให้ท่าน ทั้งหลายได้ทราบ ทางบ้านที่ได้รับฟังทั้งทีวี (TV) ก็ดี ทั้งวิทยุก็ดี ได้รับทราบว่าไม่ใช่เป็น ความผิดของรัฐบาลนะครับ รัฐบาลอาจจะได้ข้อมูลผิดพลาดมาจากบอร์ด (Board) การทางพิเศษแห่งประเทศไทยก็ได้ อันนี้ก็ต้องยอมรับ แต่เมื่อท่านเห็นว่าเกิดความไม่ชอบมาพากล หรือเปล่า จากการที่คุณหมอระวี มาศฉมาดล ส.ส. ของเราได้ทักท้วงขึ้นมา ทักท้วงมา เป็นเวลากว่าเดือนแล้ว ไปเวทีไหนคุณหมอระวีก็จะพยายามต่อสู้เพื่อปกป้องสิ่งนี้ รัฐบาลก็มี ความเข้าใจครับ คงเป็นไปไม่ได้หรอกครับที่ผู้นำของเราหรือว่ารัฐบาลจะรอบรู้ไปเสียทุกเรื่อง ก็ต้องอาศัยนี่ละครับ การที่เรามีสภาผู้แทนราษฎร จึงเป็นสิ่งดีที่เราได้ตรวจสอบ เราได้ตักเตือน พิจารณา พิเคราะห์ ตั้งคณะกรรมาธิการบ้าง ส.ส. ของเราบ้าง ได้ผู้มีความรู้ ในเรื่องดังกล่าว ก็จะได้เป็นผู้ทักท้วงให้รัฐบาลได้มีความเข้าใจและแก้ปัญหาเสียให้ถูกต้อง ขอบคุณครับท่านประธาน
ขอบคุณมากครับ เชิญครับ ท่านสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ ครับ
ขออนุญาตใช้สิทธิพาดพิงครับ ท่านประธาน เมื่อสักครู่ที่ผมยกมาผมว่ามันน่าจะชัดเจนแล้วนะครับ ถ้าไปดูวิสัยทัศน์ ท่านผู้นำที่ให้ข่าวออกสู่สาธารณะ แล้วผมก็ชี้แจงคำต่อคำแล้วว่าธงนำมันมาจากไหน แน่นอนครับมันมีบางส่วนที่ผมพูดในที่สาธารณะไม่ได้ แต่บางส่วนผมก็พูดได้ ที่ผมยกมาเป็นสาธารณะแน่นอน เป็นข้อความในหนังสือพิมพ์แล้วผมก็ชี้แจงเป็นข้อ ๆ ไป ส่วนเหตุผลที่เราไม่ได้ยื่นญัตตินี้ เพราะว่าการที่ผู้ยื่นญัตตินี้มาจากฝั่งรัฐบาลเป็นเรื่องที่ดี เพราะเขามีเสียงข้างมาก ถ้าฝ่ายค้านเป็นคนยื่นญัตติมันก็มีโอกาสตีตก เราเห็นชัดเจนว่า เรื่องนี้มีความไม่โปร่งใส แต่เราก็ขอบคุณที่คุณหมอระวียื่นญัตตินี้เข้ามา พอยื่นเข้ามา ทางพรรคอนาคตใหม่เรา เราก็รู้มีการดึงเกมเกิดขึ้นอย่างเรื่องด่วน อันนี้ก็ถูกเลื่อนมาเป็น อาทิตย์ที่ ๓ แล้วเราก็ให้ข่าวออกมาตลอดว่าห้ามมีการกลับลำ มีการล็อบบี (Lobby) กัน ข้างหลัง ห้ามมีการกลับลำ เราให้ข่าวออกไปสู่สาธารณะ อย่างน้อยผู้ยื่นญัตติกับผู้ลงชื่อ สนับสนุน ถ้าคุณจะกลับลำก็น่าเกลียด พรรคการเมืองบางพรรคโดยรองหัวหน้าพรรค ก็ออกมาให้ข่าวในเรื่องนี้ ซึ่งมีจุดยืนเดียวกับเรา เราก็พยายามกดดันทางสังคม แต่เราขอบคุณที่จะมาช่วยกันตรวจสอบกับเรา ทางฝ่ายค้านก็เคลียร์กันแล้วว่าเรื่องนี้ มีความไม่โปร่งใสเกิดขึ้นจริง นั่นคือเหตุผลที่เราไม่ยื่นญัตติ แต่เราก็ขอบคุณที่ฝ่ายรัฐบาล เป็นฝ่ายยื่น และอย่างที่ผมเรียน อันนี้ไม่ใช่เรื่องของฝ่ายรัฐบาลหรือฝ่ายค้าน แล้วผมก็ไม่ได้ ไปถือสาหาความอะไรว่าใครจะยกมือให้ใคร เป็นสิทธิของทุกท่าน เพราะทุกท่านก็มาจาก ประชาชน ผมเคารพในกติกาประชาธิปไตย แต่สิ่งที่ผมกำลังชี้ให้เห็นคือความไม่ชอบธรรม ที่เกิดขึ้นตั้งแต่สมัยยังไม่เป็นประชาธิปไตย ระบบที่มันไร้การตรวจสอบมันง่ายต่อการ ล้มเหลวโดยสิ้นเชิง ขอบคุณครับ
ขอบคุณมากครับ ได้มีการ อภิปรายไปทั้งหมด ๑๓ ท่าน ผู้เสนอญัตติ ๓ ฝ่ายค้าน ๕ ฝ่ายรัฐบาล ๕ ใช้เวลาเกือบ ๔ ชั่วโมง โดยสิทธิของการอภิปรายนั้นเจ้าของญัตติยังมีสิทธิสรุปครับ เชิญ
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นายแพทย์ระวี มาศฉมาดล
ได้ยืนและยกมือขึ้น
มีประท้วงครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายวิรัช รัตนเศรษฐ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ จังหวัดนครราชสีมา ผมขออนุญาตท่านประธานว่าเมื่อสักครู่ท่านผู้อภิปรายได้บอกว่ามีการล็อบบี (Lobby) ไม่ให้มีการอภิปรายในญัตตินี้มาหลายอาทิตย์ ในขณะเดียวกันก็บอกว่าวันนี้ถ้าเผื่อ ท่านประธานได้เห็น ก็คือว่าเราก็เลื่อนตามมาเป็นระบบ ๆ เลื่อนมาตั้งแต่ก่อนที่จะมาถึง ญัตตินี้ก็จะเป็นญัตติในส่วนของราคาพืชผลทางการเกษตร ซึ่งวันนั้นท่านประธานก็เห็นว่า มีผู้อภิปรายมาก เราไม่ได้มีการดึงหรืออะไรเลยครับท่านประธาน แล้วเมื่อวานก็จะเป็น การร่างข้อบังคับที่เข้ามาสู่สภา ถ้าเผื่อใช้คณะกรรมาธิการเต็มสภา ผมว่าวันนี้เราก็ยังไม่ได้ อภิปรายในส่วนนี้ วันนี้ผมก็เรียนถามท่านประธานว่าเราจะมารวมกันหรือเปล่า ระหว่าง การต่อสัญญาสัมปทาน บริษัท ทางด่วนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) กับในส่วนของบริษัท รถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ท่านประธานก็กรุณาว่าเป็นเรื่องทำนองเดียวกัน ให้รวมกัน ผมเรียนอย่างนี้ว่าทุกคนที่อยู่ในสภานี้มีความรับผิดชอบ แล้วในขณะเดียวกันก็มี สามัญสำนึกในการที่จะดูแลพี่น้องประชาชน ถึงแม้ว่าผมชีวิตส่วนใหญ่จะไม่ได้อยู่ที่กรุงเทพฯ ก็ตามที แต่ก็ได้มีโอกาสได้เห็นการขึ้นลงทางด่วนมาโดยตลอด เห็นว่าที่ตรงนี้ สถานที่ตรงนี้ ทางด่วนเป็นสถานที่บรรดาพี่น้องคนกรุงเทพฯ ได้ใช้ แล้วก็ยังมีความยินดีอย่างที่ท่านวีระกร บอกว่าในอนาคตถ้าต่อสัญญากับไม่ต่อสัญญา ผมก็ฟังมาโดยตลอดว่าการต่อหรือไม่ต่อ จะเป็นประโยชน์กับพี่น้องอย่างไร สิ่งสุดท้ายท่านประธานครับ มันก็ไม่พ้นในการที่เราจะต้อง ค้นหาความจริง ผมถึงเรียนท่านประธานว่า ไม่อยากให้มีการพูดในลักษณะที่ว่าในการตั้ง คณะกรรมาธิการชุดนี้นั้นมีการล็อบบี (Lobby) ไม่ให้ตั้งหรือให้ตั้งช้าครับ ขอเรียน ท่านประธานครับ
ผมเรียนนะครับ ผมไม่ทราบส่วนอื่น แต่ในส่วนของสภานั้นไม่มีครับ ไม่มีใครมาขอร้องให้ประวิงเรื่องนั้น ถ่วงเรื่องนี้ ไม่มี เพราะถ้าขอก็ทำไม่ได้ เพราะมันอยู่ต่อหน้าเราทุกคนอยู่แล้วครับ ผมขออนุญาต ให้เจ้าของญัตติได้สรุป คุณหมอสรุปนะครับ ไม่ใช่อภิปรายทั่วไป
ขอเวลาเพียง ๓๐ นาที เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นายแพทย์ระวี มาศฉมาดล จากพรรคพลังธรรมใหม่ เป็นผู้เสนอญัตติเรื่องการต่ออายุสัมปทานทางด่วนนะครับ ก่อนอื่นผมต้องขออนุญาต จะขอบคุณท่านประธาน แล้วก็ทั้งสภา ทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาล ที่ได้มีจุดยืนที่ชัดเจน จากการฟังการอภิปรายที่ผ่านมาที่ทุกคนมุ่งมั่นที่จะไม่ให้ประชาชนที่เลือกเรามาผิดหวัง ที่จะร่วมกันรักษาผลประโยชน์ของประชาชน เช่นเดียวกันต้องขอขอบพระคุณรัฐบาล จากการที่ทั้งเปิดเผยที่ท่านวีระกร ขออภัยที่เอ่ยนาม ได้มีการพูดคุยว่าผมก็ได้ไปออกข่าว หรือฝ่ายค้านก็ได้ไปออกข่าว สื่อมวลชนก็มาสัมภาษณ์เรา อีกด้านหนึ่งผมก็พยายาม ที่จะส่งข่าวถึงผู้นำ เพื่อให้ทราบว่าเรื่องนี้ผู้นำทราบความเท็จจริงอย่างไร จนในที่สุด ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมก็ได้แทงเรื่องนี้กลับไปบอร์ด (Board) การทางพิเศษ แห่งประเทศไทยเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา แล้วก็ทางบอร์ด (Board) การทางพิเศษ แห่งประเทศไทยก็ทำการแทงเรื่องต่อให้สำนักงานนโยบายรัฐวิสาหกิจ พร้อมกับ ข้อดำเนินการอื่นของการทางพิเศษแห่งประเทศไทยที่จะแก้ไข ปรับปรุงร่างสัญญา แล้วเมื่อ มาถึง ณ เวลานี้ถ้าเกิดที่ประชุมสภาเห็นชอบที่จะตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษา ในเรื่องนี้ ผมก็เชื่อมั่นว่าทางรัฐบาลน่าจะรอเราที่จะดำเนินการศึกษาให้รอบคอบก่อนที่ รัฐบาลชุดใหม่จะตัดสินใจ ซึ่งตรงส่วนนี้เดิมเราก็คิดกันว่า จะขอเวลาคณะกรรมาธิการสัก ๒ เดือน หรือ ๓ เดือน เพราะว่าเรื่องมันละเอียด ซับซ้อน ยิ่งท่านประธานสภาให้ความกรุณา ในการเอาเรื่องญัตติรถไฟฟ้า บีทีเอส (BTS) ที่จะขยายสัมปทาน ๔๐ ปี เข้ามารวม แต่ได้ ปรึกษากับ ขออภัยคือท่านศักดิ์สยาม ก็เสนอผมว่าขอ ๔๕ วันจะได้ไหม เพราะว่าทุกวันนี้ ดอกเบี้ยวันละ ๓๐๐,๐๐๐ กว่าบาท อันนี้ก็แสดงว่ามันเป็นการที่มีการทำงานร่วมกันทั้งสภา ในเรื่องนี้ถ้าเราสามารถรักษาผลประโยชน์ของประเทศได้ ผู้ที่เป็นพระเอกของเรื่องนี้คือ สภาทั้งสภา รวมทั้งรัฐบาลในอนาคตด้วยครับ ผมขออนุญาตที่จะสรุปเพียงเท่านี้ครับ ขอบพระคุณครับ
ขอบคุณมากครับ เจ้าของ ญัตติที่ ๒ ท่านอนุรักษ์ ถ้าไม่ติดใจผมขออนุญาต ญัตติที่ ๓ ท่านยุทธพงศ์มีสิทธินะครับ แต่ว่าถ้าไม่ติดใจ ไม่ต้องการสรุปก็ไม่ได้มีปัญหาครับ ก็ถือว่าจบการอภิปราย ก็เรียนว่า ทั้งหมดไม่มีผู้คัดค้าน ญัตติใดไม่มีผู้คัดค้านให้ประธานถามที่ประชุมเห็นเป็นอย่างอื่นหรือไม่ ที่ประชุมไม่เห็นเป็นอย่างอื่นนะครับ เชิญข้างหลังครับ
ขออนุญาตท่านประธาน ผม สุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ อย่างที่ผมได้เรียนในช่วงอภิปรายว่าตอนนี้มีผู้ยื่นญัตติที่เสนอมาตอนแรก ๓ ญัตติ เรื่องที่ ๑ กับเรื่องที่ ๒ กับเรื่องที่ ๓ เรื่องที่ ๑ กับเรื่องที่ ๒ เรื่องของทางด่วน เรื่องที่ ๓ เป็น บีทีเอส (BTS) ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่อีกเรื่องหนึ่ง และคณะกรรมาธิการไม่ควรจะตั้งร่วมกัน เพราะว่าเรื่องนี้มันไม่เกี่ยวกัน แล้วก็อย่างที่ผมเสนอแล้ว เรื่องของเงิน ๔,๓๐๐ ล้านบาท จริง ๆ ตรงนี้ไม่ต้องรอคณะกรรมาธิการก็ได้ จ่ายได้เลย แล้วการทางพิเศษแห่งประเทศไทย เขาก็ยินดีจะจ่าย แต่เป็นเรื่องของฝ่ายบริหารจะต้องไปจัดการ ผมไม่อยากให้ คณะกรรมาธิการเรารีบเร่งจนเกินไป เพราะว่าคดีที่คงค้างมันมูลค่า ๑๓๗,๐๐๐ ล้านบาท แต่ละคดีรายละเอียดมันเยอะมาก เอกสารที่ผม ผมบอกได้คร่าว ๆ ว่ามีมากกว่า ๑๐,๐๐๐ หน้า ฉะนั้นมันเป็นไปไม่ได้หรอกที่คณะกรรมาธิการ ๔๕ วัน แล้วจะได้คำตอบอะไรที่มันตอบ พี่น้องประชาชนได้ทุกอย่าง แล้วจริง ๆ ต้องการผู้เชี่ยวชาญจากกฎหมายของภาครัฐมาช่วยพิจารณาในรายละเอียดด้วย เรากำลังพูดถึงเม็ดเงินจำนวนมากนะครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นข้อเสนอของผมก็คือต้อง แยกคณะกรรมาธิการเรื่องของทางด่วนกับรถไฟฟ้า บีทีเอส (BTS) คนละเรื่องกัน ไม่เกี่ยวกัน แล้วในเรื่องของคณะกรรมาธิการทางด่วนนี่จริง ๆ มันอาจจะมี ๒ คณะ คร่าว ๆ คณะหนึ่ง ก็คือเรื่องของคดีข้อพิพาทที่จะต้องพิจารณากันว่าถ้าจะยอมความอะไรต่าง ๆ มันควรจะอยู่ มูลค่าเท่าไร แล้วจะขยายสัมปทานหรือไม่ขยาย ก็จะมีรายละเอียดของมันในเรื่องข้อพิพาท อีกก้อนหนึ่งก็คือเรื่องของทางด่วนใหม่ นั่นก็เป็นอีกประเด็นหนึ่ง เป็นเชิงวิศวกรรม ความคุ้มค่าของโครงการนะครับ แต่สิ่งที่ผมห่วงคือถ้าตั้งคณะกรรมาธิการแล้วครอบจักรวาล เดี๋ยวมันจะไม่ค่อยมีประโยชน์ครับ ขอบคุณครับ
ท่านสุรเชษฐ์มีความเห็นว่า การตั้งคณะกรรมาธิการเห็นอย่างไรนะครับ
คณะกรรมาธิการสำหรับ ทางด่วนนั้นคือเรื่องหนึ่งนะครับ ส่วนเรื่อง บีทีเอส (BTS) จริง ๆ วันนี้เราแทบไม่อภิปรายกัน ด้วยซ้ำนะครับ
ท่านไม่ต้องการให้รวม ใช่ไหมครับ บังเอิญรวมไปแล้วครับท่าน มันรวมไปแล้ว
ไม่ควรจะรวมครับ เพราะว่ามันไม่เกี่ยวนะครับ แล้วเรื่องของรายละเอียดนี่มันต้องไปดูข้อสัญญาครับ ท่านประธาน มันมี ๑๗ คดีนะครับ แล้วแต่คดีจะตัดสินกันเร็ว ๆ แล้วใช้สภาเป็นทางผ่าน แค่เป็นตราแสตมป์ (Stamp) ว่าผ่านคณะกรรมาธิการแล้วอันนี้ผมก็ไม่เห็นด้วยนะครับ ส่วนเรื่องประวิงเวลากับค่าโง่ ๔,๓๐๐ ล้านบาท อย่างที่ผมเรียนคือจ่ายไปก่อนเลย ไม่ต้องรอ ชุดนี้ เพราะศาลตัดสินเป็นที่สุดแล้วนะครับ ส่วนคณะกรรมาธิการชุดนี้ค่อยไปพิจารณา ในรายละเอียดกันในมูลค่า ๑๓๗,๐๐๐ ล้านบาท กับทางด่วนใหม่มูลค่าประมาณ ๓๒,๐๐๐ ล้านบาทครับ
หมอระวี เชิญครับ
ผมขออนุญาต ๒-๓ ประเด็นนะครับ ในเรื่องแรกนะครับ เนื่องจากสภาได้รวมญัตติเดียวกันแล้ว สิ่งที่สามารถจะทำได้ก็คือว่าเป็น คณะกรรมาธิการวิสามัญชุดเดียว แต่เราไปตั้งคณะอนุกรรมาธิการแยกได้ครับ แม้กระทั่ง เรื่องทางด่วนเองเราอาจจะมีการแยกคณะอนุกรรมาธิการหรือไม่ อันนี้ต้องขึ้นอยู่กับ ที่ประชุมคณะกรรมาธิการจะตัดสินใจ เราสามารถแยกคณะอนุกรรมาธิการได้ แล้วเรา สามารถจะแยกการพิจารณาได้นะครับ อันที่ ๒ นะครับ เดิมนี่ผมก็ตั้งใจว่าผมได้ยื่นกระทู้สด เรื่องทางด่วน บีทีเอส (BTS) ไปแล้ว แต่พอดีต้องรอการประชุมเที่ยวหน้า และผมเองก็คิดว่า ผมจะยื่นญัตติเรื่อง บีทีเอส (BTS) เข้าด้วย แต่พอดีฝ่ายค้านยื่น แล้วท่านประธานสภา ก็ให้ความกรุณาเอามารวม ผมคิดว่ามันจะทำให้ไม่เสียเวลา เพราะถ้าญัตติเรื่อง บีทีเอส (BTS) ถ้าท่านประธานไม่ให้รวมนะครับ ต่อคิวอีก ๓ เดือนกว่าจะได้มาพูด เพราะฉะนั้นอันนี้มันเป็น สิ่งที่สามารถใช้คณะกรรมาธิการร่วมได้
ส่วนอีกเรื่องหนึ่งนะครับ เรื่องระยะเวลานี่ในรายละเอียดซึ่งผมคิดว่าต้องให้ คณะกรรมาธิการนะครับ แต่คร่าว ๆ ที่ผมได้ศึกษามาแล้วบางทีนะครับ แค่ศึกษาเรื่องแรกว่า การต่ออายุสัมปทานทำได้หรือไม่ คณะกรรมาธิการสรุปได้ในเวลาไม่เกิน ๓๐ วันครับว่า ทำไม่ได้ ผิดกฎหมาย จบเลยครับ เราสามารถเสนอรัฐบาลได้เลย ส่วนรายละเอียดอื่นที่ คณะกรรมาธิการจะศึกษาต่อ ถ้าไม่เสร็จใน ๔๕ วัน สามารถขอต่ออายุได้ แต่ว่าถ้าเราช้า เรื่องของดอกเบี้ย เรื่องของการฟ้อง ดอกเบี้ยวันละ ๓๐๐,๐๐๐ กว่าบาท แล้วก็คดีที่ ๒ อีก ๑,๙๐๐ ล้านบาท ที่อยู่ในศาลมา ๕ ปีแล้วครับ อาจจะตัดสินไม่ทราบอยู่ในช่วงไหน อาจจะ มาเร็ว ๆ วันนี้ ซึ่งผมคิดว่าตรงส่วนนี้ถ้าเกิดคณะกรรมาธิการศึกษาพบว่ามันผิดกฎหมายแน่ เราเสนอรัฐมนตรีไปก่อนได้เลยว่าต่อไม่ได้แน่นอน เหลืออย่างเดียวก็คือเปิดประมูลใหม่ หรือการทางพิเศษแห่งประเทศไทยทำเอง มันจะจบได้เร็วนะครับ ผมก็เลยจะขออนุญาต เสนอความคิดเห็น ขอบคุณครับ
ขอบคุณมากครับ ท่านสุรเชษฐ์ รับได้ไหมครับ คณะกรรมาธิการตั้งแล้วไปแยกเป็นคณะอนุกรรมาธิการ
ครับ ผมเคารพในระบอบ ประชาธิปไตยนะครับ แล้วก็แน่นอนรัฐบาลมีเสียงมากกว่า แล้วฝ่ายค้านเราก็ได้หารือกัน เบื้องต้นแล้วนะครับ ผมไม่อยากให้เสียเวลาไปโหวตอะไรกัน ก็รับได้ครับกับการแยก คณะอนุกรรมาธิการ เพียงแต่ว่าฝากความเห็นไว้นะครับว่า จริง ๆ เรื่องของ บีทีเอส (BTS) เป็นเรื่องใหญ่อีกเรื่องหนึ่ง แล้วก็เรื่องค่าผ่านทางระบบต่าง ๆ ไม่เชื่อมต่อ เร่งสร้างรถไฟฟ้า มากสายอะไรต่าง ๆ มันเป็นประเด็นใหญ่มาก ๆ อีกเรื่องหนึ่ง แต่ยังไม่เคยถูกอภิปราย ในวันนี้ วันนี้เนื้อหาส่วนใหญ่ก็คือ ๙๕ เปอร์เซ็นต์ พูดถึงเรื่องทางด่วนนะครับ ก็โดยสรุป รับได้ครับ ขอบคุณครับ
ขอบคุณมากครับ ไม่มีความเห็นเป็นอย่างอื่นมากกว่านี้นะครับ ขอเสนอตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญนะครับ เชิญเจ้าของญัตติครับ
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายอรรถกร ศิริลัทธยากร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคพลังประชารัฐ ระบบบัญชีรายชื่อจากจังหวัดฉะเชิงเทรา ขออนุญาตเสนอจำนวน ท่านที่จะมาเป็นคณะกรรมาธิการวิสามัญต่อเรื่องที่เราได้อภิปรายกันไป จำนวน ๓๙ ท่าน ขอผู้รับรองด้วยครับ
มีผู้รับรองเรียบร้อยครับ ๓๙ ท่าน แบ่งสัดส่วนอย่างไรครับ
เป็นฝ่ายรัฐบาล ๒๐ ท่าน ฝ่ายค้าน ๑๙ ท่านครับ
ถ้าอย่างนั้นเชิญเสนอเลยครับ พรรคเพื่อไทย ๑๑ ท่านใช่หรือไม่ครับ เชิญเลยครับ
เรียนท่านประธาน กระผม นายจักรพล ตั้งสุทธิธรรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดเชียงใหม่ เขต ๓ ครับ จะขออนุญาตเสนอรายนามคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณาศึกษากรณีการต่อสัญญา สัมปทานให้กับบริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ในสัดส่วนของ พรรคเพื่อไทย จำนวน ๑๑ ท่านนะครับ ท่านที่ ๑ นายประเดิมชัย บุญช่วยเหลือ ท่านที่ ๒ นางสุภาภรณ์ คงวุฒิปัญญา ท่านที่ ๓ นายอนุรักษ์ ตั้งปณิธานนท์ ท่านที่ ๔ นางมนพร เจริญศรี ท่านที่ ๕ นายพีระเพชร ศิริกุล ท่านที่ ๖ นายประเสริฐ จันทรรวงทอง ท่านที่ ๗ นายจิรพงษ์ ทรงวัชราภรณ์ ท่านที่ ๘ นายกิตติกร โล่ห์สุนทร ท่านที่ ๙ นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร ท่านที่ ๑๐ นายมานะ มหาสุวีระชัย ท่านที่ ๑๑ พลตำรวจตรี มณเฑียร ประทีปะวณิช ขอผู้รับรองครับ
ผู้รับรองถูกต้อง ขอบคุณมากครับ พรรคพลังประชารัฐครับ
เรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ดิฉัน กานต์กนิษฐ์ แห้วสันตติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร เขต ๑ ค่ะ ขออนุญาตเสนอรายชื่อในสัดส่วนของพรรคพลังประชารัฐ จำนวน ๙ ท่าน ท่านที่ ๑ นายวีระกร คำประกอบ ท่านที่ ๒ นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ ท่านที่ ๓ นางกรณิศ งามสุคนธ์รัตนา ท่านที่ ๔ นางสาววทันยา วงษ์โอภาสี ท่านที่ ๕ นายกษิดิ์เดช ชุติมันต์ ท่านที่ ๖ นายยุทธนา โพธสุธน ท่านที่ ๗ นายประสิทธิ์ มะหะหมัด ท่านที่ ๘ นายชาญวิทย์ วิภูศิริ ท่านที่ ๙ นายพงศ์กวิน จึงรุ่งเรืองกิจ ขอผู้รับรองด้วยค่ะ
ผู้รับรองถูกต้องนะครับ พรรคอนาคตใหม่ ๖ ท่านครับ
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายวรภพ วิริยะโรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ ขอเสนอชื่อบุคคลเป็นคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษากรณีการต่อสัญญาสัมปทาน ให้กับบริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ดังต่อไปนี้นะครับ ท่านที่ ๑ นายสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ ท่านที่ ๒ นายคริส โปตระนันทน์ ท่านที่ ๓ นายสุเมธ องกิตติกุล ท่านที่ ๔ นายวิรัช พันธุมะผล ท่านที่ ๕ นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ ท่านที่ ๖ นายภูมินทร์ บุตรอินทร์ ขอผู้รับรองด้วยครับ
ผู้รับรองถูกต้องนะครับ พรรคประชาธิปัตย์ ๔ ท่านครับ
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม ภานุ ศรีบุศยกาญจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ครับ กระผมขอเสนอรายชื่อคณะกรรมาธิการในสัดส่วนพรรคประชาธิปัตย์ ๔ ท่านดังนี้ ๑. พลตำรวจตรี สุรินทร์ ปาลาเร่ ๒. นายพนิต วิกิตเศรษฐ์ ๓. นายเกียรติ สิทธีอมร ๔. นายสามารถ ราชพลสิทธิ์ ขอผู้รับรองด้วยครับ
ผู้รับรองถูกต้องนะครับ พรรคภูมิใจไทย ๔ ท่านครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม กรวีร์ ปริศนานันทกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ขออนุญาตเสนอรายชื่อคณะกรรมาธิการวิสามัญในสัดส่วนของพรรคภูมิใจไทย ๔ ท่านครับ ๑. นายศุภชัย ใจสมุทร ๒. นายชาดา ไทยเศรษฐ์ ๓. นางสาวมัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช ๔. นายยศวัฒน์ มาไพศาลสิน ขอผู้รับรองครับ
ถูกต้องนะครับ กลุ่ม ๑๕ พรรค เชิญเลยครับ ๒ ท่านครับ
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ผม นายปรีดา บุญเพลิง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคครูไทยเพื่อประชาชน เสนอคณะกรรมาธิการวิสามัญ ๑. นายแพทย์ระวี มาศฉมาดล ๒. นายสุรทิน พิจารณ์ ขอผู้รับรองครับ
ผู้รับรองถูกต้องครับ พรรคชาติไทยพัฒนา ๑ ท่าน
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายสรชัด สุจิตต์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคชาติไทยพัฒนา จังหวัดสุพรรณบุรี ในคณะกรรมาธิการคณะนี้พรรคชาติไทยพัฒนาขอเสนอ นายปรเมศวร์ กุมารบุญ ขอผู้รับรองด้วยครับ
ผู้รับรองถูกต้องครับ พรรคเสรีรวมไทย ๑ ท่านครับ
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ ดิฉัน นางสาวนภาพร เพ็ชร์จินดา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเสรีรวมไทย ขอเสนอตั้งคณะกรรมาธิการในสัดส่วนของพรรคเสรีรวมไทย ๑ ท่าน คือคุณวิรัตน์ วรศสิริน ขอผู้รับรองค่ะ
ผู้รับรองถูกต้องครับ กลุ่ม ๔ พรรค เชิญ ๑ ท่านครับ
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายสมมุติ เบ็ญจลักษณ์ พรรคประชาชาติ ขอเสนอคณะกรรมาธิการวิสามัญ ท่านลินดา เชิดชัย ขอผู้รับรองด้วยครับ ขอบคุณมากครับ
ผู้รับรองถูกต้องครับ ขอเชิญท่านเลขาธิการอ่านรายชื่อคณะกรรมาธิการนะครับ
รายชื่อคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษากรณี การขยายอายุสัญญาสัมปทานทางด่วนและรถไฟฟ้าบีทีเอส (BTS) จำนวน ๓๙ คน ประกอบด้วย ๑. นายประเดิมชัย บุญช่วยเหลือ ๒. นางสุภาภรณ์ คงวุฒิปัญญา ๓. นายอนุรักษ์ ตั้งปณิธานนท์ ๔. นางมนพร เจริญศรี ๕. นายพีระเพชร ศิริกุล ๖. นายประเสริฐ จันทรรวงทอง ๗. นายจิรพงษ์ ทรงวัชราภรณ์ ๘. นายกิตติกร โล่ห์สุนทร ๙. นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร ๑๐. นายมานะ มหาสุวีระชัย ๑๑. พลตำรวจตรี มณเฑียร ประทีปะวณิช ๑๒. นายวีระกร คำประกอบ ๑๓. นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ ๑๔. นางกรณิศ งามสุคนธ์รัตนา ๑๕. นางสาววทันยา วงษ์โอภาสี ๑๖. นายกษิดิ์เดช ชุติมันต์ ๑๗. นายยุทธนา โพธสุธน ๑๘. นายประสิทธิ์ มะหะหมัด ๑๙. นายชาญวิทย์ วิภูศิริ ๒๐. นายพงศ์กวิน จึงรุ่งเรืองกิจ ๒๑. นายสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ ๒๒. นายคริส โปตระนันทน์ ๒๓. นายสุเมธ องกิตติกุล ๒๔. นายวิรัช พันธุมะผล ๒๕. นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ ๒๖. รองศาสตราจารย์ภูมินทร์ บุตรอินทร์ ๒๗. พลตำรวจตรี สุรินทร์ ปาลาเร่ ๒๘. นายเกียรติ สิทธีอมร ๒๙. นายพนิต วิกิตเศรษฐ์ ๓๐. นายสามารถ ราชพลสิทธิ์ ๓๑. นางสาวมัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช ๓๒. นายชาดา ไทยเศรษฐ์ ๓๓. นายศุภชัย ใจสมุทร ๓๔. นายยศวัฒน์ มาไพศาลสิน ๓๕. นายระวี มาศฉมาดล ๓๖. นายสุรทิน พิจารณ์ ๓๗. นายปรเมศวร์ กุมารบุญ ๓๘. นายวิรัตน์ วรศสิริน ๓๙. นางลินดา เชิดชัย
ถูกต้องนะครับ คณะกรรมาธิการจะขอเวลาศึกษาเท่าไรครับ เชิญครับ
เรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ดิฉัน กานต์กนิษฐ์ แห้วสันตติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร เขต ๑ พรรคพลังประชารัฐ ขออนุญาตเสนอระยะเวลาในการพิจารณา ๔๕ วัน ขอผู้รับรองด้วยค่ะ
๔๕ วันนะครับ สมาชิก ไม่เห็นเป็นอย่างอื่นนะครับ ขอเวลาศึกษา ๔๕ วัน ขอจบวาระด่วน ๓ เรื่องที่รวมพิจารณา จะเอาเรื่องด่วนต่อไปนะครับ
ญัตติด่วนเรื่องที่ ๒ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการ วิสามัญเพื่อศึกษา ตรวจสอบการดำเนินการโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบิน (ดอนเมือง สุวรรณภูมิ อู่ตะเภา) และการกำหนดพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา เป็นผู้เสนอ)
เชิญเลยครับท่านครับ
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชาติ ก่อนอื่นผมต้องขอขอบพระคุณ ท่านประธานที่ให้โอกาสผมได้มาเสนอญัตติ ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการ วิสามัญเพื่อศึกษา ตรวจสอบการดำเนินการโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบิน (ดอนเมือง สุวรรณภูมิ อู่ตะเภา) และการกำหนดพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก ท่านประธานที่เคารพและท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติครับ เนื่องจากคณะรัฐมนตรีที่บริหารประเทศ อยู่ในขณะนี้ หมายถึงชุดที่ผ่านมานะครับ ได้มีมติเมื่อวันที่ ๒๗ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๖๑ ได้อนุมัติ โครงการรถไฟความเร็วสูงเพื่อเชื่อมสนามบิน ๓ สนามบิน ระยะทาง ๒๒๖ กิโลเมตร มูลค่ามากกว่า ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งจะมีการลงนามตามที่ได้ประกาศไว้ในสื่อมวลชน โดยทั่วไปว่า จะมีการลงนามในสัญญาโครงการนี้ระหว่างการรถไฟแห่งประเทศไทยกับกลุ่ม กิจการร่วมค้า บริษัท เจริญโภคภัณฑ์โฮลดิ้ง (จำกัด) และพันธมิตร กระผมเห็นว่าโครงการนี้ เป็นโครงการที่มีขนาดใหญ่ ใช้เงินลงทุนถึง ๒๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท เรื่องนี้จะมีผลกระทบ ต่อประชาชนเป็นจำนวนมาก ได้มีนักวิชาการ พนักงานการรถไฟแห่งประเทศไทย ตลอดจน อดีตผู้บริหารการรถไฟแห่งประเทศไทยได้มาให้ข้อมูลและแสดงความกังวลใจให้กับกระผม และพรรคประชาชาติ ซึ่งกระผมขอสรุปในประเด็นต่าง ๆ เพื่อให้เกิดความเข้าใจง่าย ๆ ว่า ประเด็นที่นักวิชาการ พนักงานการรถไฟแห่งประเทศไทยมีความกังวลนั้น มีอยู่ทั้งหมด ประมาณ ๖-๗ ประเด็นครับท่านประธาน
ประการแรก ที่กังวลอย่างยิ่งก็คือว่าความเหมาะสมด้านเทคนิคของการที่จะ ให้มีโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมระหว่าง ๓ สนามบิน คือ ดอนเมือง สุวรรณภูมิ แล้วก็ อู่ตะเภา โดยเหตุที่โครงการนี้มีระยะเส้นทางรถไฟความเร็วสูงนี้วิ่งประมาณ ๒๒๐ กิโลเมตร เท่านั้น แต่กำหนดในโครงการว่าต้องใช้รถไฟที่มีความเร็วสูง ๒๕๐ กิโลเมตรต่อชั่วโมง จริง ๆ แล้วโดยทั่วไปหรือประเทศต่าง ๆ ที่เขาทำรถไฟความเร็วสูงนั้นต้องเป็นการวิ่งระยะที่มี ความยาวอย่างน้อยก็ ๕๐๐ กิโลเมตร ถึง ๑,๐๐๐ กิโลเมตร หรือมากกว่านั้น เช่นว่า จากกรุงเทพฯ ไปจังหวัดเชียงใหม่ กรุงเทพฯ ไปจังหวัดหนองคาย กรุงเทพฯ ไปอำเภอหาดใหญ่ อย่างนี้ก็เหมาะสมที่จะใช้ความเร็วสูงอย่างที่ได้เสนอในโครงการนี้ แต่โครงการนี้วิ่งแค่ ๒๐๐ กิโลเมตร และใน ๒๐๐ กิโลเมตรนั้น โดยสรุปก็คือ ๓ สนามบินนั้นมี ๒ ช่วงใหญ่ ๆ นะครับ ในช่วงแรกก็คือว่าจากดอนเมืองผ่านบางซื่อ-พญาไท หลังจากนั้นจากพญาไทก็จะใช้เส้นทาง ของโครงการแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ (Airport Rail Link) ซึ่งประมาณ ๕๐ กิโลเมตร แล้วโครงการระหว่าง พญาไท-มักกะสัน-แอร์พอร์ต เรล ลิงก์ (Airport Rail Link) ก็มีรางและมี ขบวนรถวิ่งอยู่แล้ว และในเส้นทางนี้ก็ได้กำหนดว่าวิ่งประมาณ ๑๖๐ กิโลเมตร ต่อชั่วโมง แล้วเส้นทางของความเร็วสูง ๓ สนามบินนี้ก็จะทับตรงเส้นทางนี้ เพราะฉะนั้น มันเป็นความเร็วที่ต้อง ๒ ระบบ จะดัดแปลงอย่างไรก็แล้วแต่ แต่เป็น ๒ ระบบรางที่มีอยู่แล้ว ประมาณ ๕๐ กิโลเมตร หลังจากที่สุวรรณภูมิแล้วก็จะวิ่งไปที่อู่ตะเภา ซึ่ง ๑๐๐ กว่ากิโลเมตร ใน ๑๐๐ กว่ากิโลเมตรนี้ดูว่า ๑๐๐ กว่ากิโลเมตรก็จริง แต่จะมีสถานีที่จอดอยู่เกือบ ๙ สถานี เพราะฉะนั้นโดยเทคนิคแล้วในความเข้าใจของนักวิชาการและผู้ที่เชี่ยวชาญในเรื่องนี้ว่า ไม่น่าจะเป็นความเร็วถึง ๒๕๐ กิโลเมตร เพราะความเร็ว ๒๕๐ กิโลเมตร เวลารถไฟออกแล้ว จากสถานีหนึ่งไปอีกสถานีหนึ่งมันก็ต้องออกด้วยความเร็วสูง แล้วพอจะไปจอดอีกสถานีหนึ่ง ก็ต้องใช้เวลาในการที่จะเบรกเพื่อที่จะหยุดจอดสถานีหน้า เพราะฉะนั้นโอกาสที่จะใช้ ความเร็วถึง ๒๐๐ กิโลเมตรในระหว่างวิ่งเกือบจะไม่มี เพราะฉะนั้นในด้านเทคนิคนั้น ผู้รู้หลายคนว่าน่าจะใช้ความเร็วเดิมที่มีรถวิ่ง แอร์พอร์ต เรล ลิงก์ (Airport Rail Link) ที่วิ่งอยู่แล้ว พญาไท-มักกะสัน แล้วก็สุวรรณภูมินั้นเป็นความเร็วที่เขาเรียกกันว่าความเร็ว ปานกลาง ในระหว่างความเร็วปานกลางกับความเร็วสูงนั้นการลงทุนก็ต่างกัน เพราะฉะนั้น ในด้านเทคนิคนี้อยากจะให้มีการศึกษาอย่างเหมาะสมว่า ความเร็วเท่าไรจึงจะเหมาะสม กับวิ่งในระหว่าง ๓ สนามบิน แล้วจะได้ประโยชน์สูงสุดตรงไหนครับ
จริง ๆ แล้วอีกประการหนึ่งก็คือว่ามีผู้ที่มีข้อเสนออย่างน่าคิดว่า ความจริงแล้ว ในระยะแรกนั้นถ้าต้องการจะทำอย่างเร่งด่วนก็น่าจะเพิ่มเติมสุวรรณภูมิมาพญาไท แล้วเอา ช่วงพญาไทไปดอนเมืองก่อนเป็นระบบเดียวกัน คือต่อให้เสร็จ แล้ววิ่งระหว่างดอนเมือง ไปสุวรรณภูมิก่อน เพราะแน่ใจว่าในช่วงนี้มีความต้องการที่จะใช้สูงมาก แล้วคงจะคุ้ม ในเรื่องค่าโดยสารและการลงทุน แต่ในช่วงสุวรรณภูมิไปอู่ตะเภานั้นหลายท่านก็คิดว่า เครื่องบินที่จะลงที่อู่ตะเภา แล้วจะมีผู้โดยสารเข้ามาในกรุงเทพฯ หรือมาเชื่อมต่อกับ สุวรรณภูมิ-ดอนเมืองนั้นอาจจะยังสำรวจไม่รอบคอบ ถ้ามีผู้โดยสารน้อยรถก็ไม่สามารถ จะใช้ขบวนที่ออกกี่นาที สมมุติว่าถ้าผู้โดยสารมากก็จะออก ๑๐ นาที ๑๕ นาทีได้ แต่ถ้าผู้โดยสารไม่มี หรือมีน้อย ต้องรอเป็นชั่วโมง ผมคิดว่าผู้โดยสารคงไม่รอ เพราะว่า เส้นทางที่จะเข้ากรุงเทพฯ นั้นมีมอเตอร์เวย์ (Motorway) ซึ่งค่อนข้างจะสะดวกใช้เวลา ประมาณชั่วโมงกว่าก็วิ่งมาได้แล้ว การที่จะรอรถไฟกว่าจะออก แล้วกว่าจะเคลื่อนขบวนได้ ผมก็คิดว่าน่าจะไม่ประสบความสำเร็จ ช่วงที่ใช้จากอู่ตะเภาเข้ามาในกรุงเทพฯ มันจะเป็น การลงทุนที่ไม่คุ้มค่า เพราะฉะนั้นด้านเทคนิคตรงนี้ก็อยากจะให้ได้ดูอีกครั้งหนึ่ง อย่างเหมาะสม
ประการที่ ๒ เป็นโครงการแปลกที่คิดกันใหม่ที่เรียกว่า พีพีพี (PPP) หรือเป็น การลงทุนที่เรียกว่า เอกชนกับรัฐลงทุนร่วมกัน แต่ว่าในการลงทุนร่วมกันนั้น ใน ๒๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทนี้ ปรากฏว่าในสัญญานั้นระบุว่าเอกชนลงทุนไม่น้อยกว่า ๑๔๕,๐๐๐ ล้านบาท ถ้าดูตัวเลข คร่าว ๆ ตรงนี้รัฐลงทุนมากกว่าเอกชนเสียอีกครับ แล้วเงินที่รัฐลงทุนนี้ก็ไม่ได้มาจากไหนครับ ก็เงินภาษีของพวกเราเอง จะมีหลักประกันใดครับว่าเงิน ๑๔๕,๐๐๐ ล้านบาทนี้ลงทุนแล้ว จะไม่ขาดทุนนะครับ ตัวเลขก็ยังไม่ชัดเจน ถึงแม้ว่าจะเป็นการลงทุน ๑๔๕,๐๐๐ ล้านบาท ใช้เวลาลงทุน ๑๐ ปี ปีละ ๑๔,๕๐๐ ล้านบาท แต่ความคุ้มค่ายังไม่ทราบว่าจะมีแค่ไหน เพราะฉะนั้นเงิน ๑๔๕,๐๐๐ ล้านบาทก็อยากจะได้พิจารณาด้วยความรอบคอบว่า ๑. ความคุ้มค่า ๒. การที่จะได้ทุนคืนได้มาอย่างไรนะครับ
ประการที่ ๓ เรายังไม่เห็นในส่วนของการสำรวจอย่างละเอียดว่าประชาชน จะใช้รถไฟความเร็วสูงดังกล่าวนั้นมากน้อยเพียงใด และราคาโดยสารจะสูงขนาดเท่าไร ประชาชนจะรับได้หรือไม่ แต่แน่นอนผมก็เชื่อว่าระหว่างดอนเมืองถึงสุวรรณภูมินั้นผู้โดยสาร น่าจะมาก แล้วก็น่าจะคุ้มกับการลงทุน แต่ที่เราต้องต่อไปถึงอู่ตะเภานั้นไม่มีความแน่นอน เพราะฉะนั้นจึงอยากจะให้คิดด้วยความรอบคอบ เพราะต้องใช้เงินมาก
ประการที่ ๔ เป็นเรื่องที่สำคัญมากท่านประธานครับ คือนอกจากรถไฟ หรือรัฐบาลต้องจ่ายเงินให้กับเอกชน ๑๔๕,๐๐๐ ล้านบาทแล้ว ในสัญญานั้นระบุอย่างชัดเจน ว่าการรถไฟจะต้องมอบพื้นที่บริเวณโรงงานมักกะสันให้โครงการนี้ ให้เอกชนไป ๑๕๐ ไร่ ท่านประธานคงทราบดีนะครับ เพราะว่าท่านประธานก็บ้านอยู่ใกล้ ๆ นี้ และพวกเราคงจะ เห็นภาพได้ดีว่าพื้นที่ตรงบริเวณโรงงานมักกะสันนั้นเป็นที่หัวใจของเศรษฐกิจของ กรุงเทพมหานคร ซึ่งจะมีในปัจจุบันและในอนาคต มีมูลค่ามหาศาล ท่านประธานครับ ก็มีการคำนวณกันว่า ๑๕๐ ไร่นั้นมีมูลค่าไม่น้อยกว่า ๑๖๕,๐๐๐ ล้านบาท หรือถึง ๑๗๐,๐๐๐ ล้านบาท อยู่ดี ๆ เราจะยกที่ดินของการรถไฟที่มักกะสันให้เอกชนเอาไปรวมกับ เส้นทางเดินรถ ซึ่งมันเกี่ยวข้องกันน้อยมากนะครับ
และประเด็นสำคัญที่ผมอยากจะเรียนต่อท่านประธาน สมาชิกผู้ทรงเกียรติ และพี่น้องประชาชนว่า ที่ดินตรงนี้เป็นที่ดินที่เราได้รับพระราชทานมาจากล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ ๕ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งได้พระราชทานมอบให้กับการรถไฟแห่งประเทศไทย เพื่อกิจการของรถไฟ ถ้าเราเอาที่ดินซึ่งได้รับพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า เจ้าอยู่หัวนี้เราไปประเคนให้เอกชนมันจะถูกต้องหรือไม่ มันไม่ใช่ที่ดินธรรมดาครับ ที่ดินพระราชทานแล้วก็ได้ระบุชัดเจนว่าเพื่อกิจการของรถไฟ ในสมัยที่ผมเป็นรัฐมนตรี กระทรวงคมนาคมก็มีเอกชนเป็นจำนวนไม่น้อยจะขอมาใช้ประโยชน์ตรงนี้โดยจะไปทำ พัฒนาในเชิงเศรษฐกิจ ใช้ระยะเวลาที่มอบให้เขาแค่ ๓๐ ปีเหมือนกับที่ดินรถไฟอื่น ๆ เขาจะ ให้ค่าตอบแทนถึง ๑๒๐,๐๐๐ ล้านบาทครับ ผมก็ยังไม่กล้าให้ครับ เพราะพนักงานรถไฟก็มา โวยวายว่าที่ดินนี้พวกเขาได้รับพระราชทานมาจากในหลวงรัชกาลที่ ๕ เพราะฉะนั้น การจะมอบให้เอกชน ถึงแม้ว่าจะไปหาผลประโยชน์ให้รัฐ แต่ไม่ใช่พระปณิธานของล้นเกล้าฯ ไม่ใช่เจตนารมณ์ของพระเจ้าอยู่หัวของเราที่จะให้ทำเช่นนั้นได้ เพราะฉะนั้นทำไมต้องเอา โครงการนี้ไปผนวกด้วย ผมเข้าใจว่าคนที่ทำเส้นทางรถไฟนี้ ซึ่งเป็นเอกชนไทยร่วมกับ บริษัทของประเทศจีน เขาคงจะไม่ได้มุ่งหวังจะได้ประโยชน์จากการเดินรถไฟความเร็วสูงนี้สักเท่าไร แต่เขาหวังว่า จะได้ที่ดินตรงนี้พัฒนาแล้วมีกำไรอย่างมหาศาล โดยความคิดที่ไม่ค่อยฉลาดหรือแกล้งโง่ ของผู้คิดโครงการนี้ในเวลาเร็ว ๆ ท่านประธานครับ ท่านคงทราบว่าโครงการใหญ่ ๆ อย่างนี้ มันต้องศึกษาสิ่งแวดล้อม ผลกระทบของประชาชน ผลประโยชน์ที่ได้จากการลงทุน มันต้อง ศึกษาหลายปีครับ แต่โครงการนี้ท่านประธานก็ทราบดีว่าใช้เวลาศึกษาทำ ทีโออาร์ (TOR) แล้วก็จะเซ็นสัญญาในเวลาเพียงไม่ถึงปีหรือปีกว่า ๆ เล็กน้อย ซึ่งผมคิดว่าเป็นการกระทำ ที่ไม่รอบคอบ ไม่ควรจะกระทำอย่างยิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านประธานและเพื่อนสมาชิก ที่เคารพครับ มาทำในปลาย ๆ ของรัฐบาลซึ่งรู้อยู่แล้วว่าจะมีการเลือกตั้ง จะมีสภาผู้แทนราษฎร จะมีผู้แทนของประชาชนเข้ามา แล้วก็จะมีรัฐบาลของประชาชน ถึงแม้จะเป็นต่อเนื่องจาก รัฐบาลเดิมก็แล้วแต่ แต่ถ้ามาทำในช่วงที่เป็นรัฐบาลที่ประชาชนตรวจสอบได้ สภาตรวจสอบได้ ใช้เวลาอย่างรอบคอบศึกษาผลกระทบมากกว่านี้ ผมคิดว่ามันจะได้ประโยชน์มากกว่าที่คิด สั้น ๆ คิดง่าย ๆ ผมไม่ทราบว่าเป้าประสงค์คืออะไรกันแน่นะครับ
ประการที่ ๕ ท่านประธานครับ โครงการนี้มันเกือบ ๒๐๐ กิโลเมตร ผ่านที่ ของประชาชนมากมาย ไม่ใช่ที่ของรัฐอย่างเดียว ไม่ทราบว่าใช้เวลาปีเดียวไปศึกษาผลกระทบ ของประชาชนตลอด ๒๐๐ กิโลเมตรนี้มากน้อยแค่ไหน ผมเชื่อว่าประชาชนในพื้นที่ที่รถไฟ จะผ่านต้องมีความเดือดร้อนแน่ในเรื่องของการที่จะต้องอพยพ ในเรื่องของการประกอบ อาชีพของเขา และเรื่องอื่น ๆ ถ้าในสมัยที่ใช้มาตรา ๔๔ ไปเอาที่ของเอกชนก็คงจะไม่ค่อย มีปัญหามาก ใช้เวลาก็ไม่มาก แต่ถ้าหากว่าในกระบวนการประชาธิปไตยการเวนคืนเช่นนี้ ผมไม่เชื่อว่าสัญญาที่จะมอบพื้นที่ทั้งหมดให้เอกชนดำเนินโครงการนี้จะเป็นไปได้และจะไม่มี ผลกระทบ เมื่อเป็นไปไม่ได้ท่านประธานครับ หรือเป็นไปได้น้อยในที่สุดก็จะเกิดคดีฟ้องร้อง ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย ภาครัฐไม่สามารถจะจัดพื้นที่เวนคืนให้เขาเพื่อให้ดำเนินการ ภายในกำหนดเวลา ก็ฟ้องร้องเอาค่าเสียหายจากรัฐอีก ก็เป็นการเสียค่าโง่ แล้วโครงการที่เรา หวังจะเกิดขึ้นอาจจะไม่เกิดขึ้น นอกจากว่าจะต้องเสียค่าโง่ หลายโครงการท่านประธานครับ ที่ภาครัฐทำด้วยความเร่งรีบและไม่รอบคอบ ท่านประธานก็คงเห็นแล้ว โครงการโฮปเวลล์ (Hopewell) ไม่ประสบความสำเร็จ เวลาบอกก็สวยหรู แล้วจริง ๆ เป็นอย่างไรครับ ไม่สำเร็จ ต้องทุบ แล้วก็ยังจะต้องเสียค่าโง่ก็หลายหมื่นล้านบาทอีกนะครับ
โครงการทางด่วนก็เช่นเดียวกัน โครงการบ่อบำบัดน้ำเสียคลองด่าน หรืออะไรก็แล้วแต่ก็ปรากฏว่าเป็นอย่างไรครับ เพราะความรีบเร่ง เพราะไม่คิดด้วย ความรอบคอบ ไม่เชื่อฝ่ายที่เกี่ยวข้องและเห็นผลประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชนไปทำ แล้วผลกระทบตอนหลัง ถามว่าคนที่คิดทำ คนที่เอาเงินภาษีของประชาชนไปใช้นั้น เขารับผิดชอบอะไรท่านประธานครับ ในที่สุดก็เงินของพี่น้องประชาชนนะครับ
ท่านประธานครับ อีกอันหนึ่งก็คือว่า โครงการนี้นอกจากรัฐต้องเสียเงิน ในการลงทุนร่วม ๑๔๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทแล้ว เสียที่มักกะสันแล้ว เรายังต้องเสียที่รอบ ๆ สถานี อีก ๑๐ กว่าสถานีนั้นประมาณ ๘๕๐ ไร่ โดยการรถไฟต้องมอบให้ภาคเอกชนที่จัดทำ โครงการนี้ภายในเวลาที่กำหนด แล้วก็เอกชนสามารถจะไปหาประโยชน์ในพื้นที่เหล่านั้นได้ ที่น่าเป็นห่วงก็มีหลายพื้นที่ที่เป็นหัวใจ ที่เป็นพื้นที่เศรษฐกิจ ซึ่งจะได้ประโยชน์มหาศาล ผมจะไม่กล่าวรายละเอียดตรงนี้ เดี๋ยวค่อยว่ากันในคณะกรรมาธิการ ถ้าหากว่าทางสภา ของเราจะได้กรุณาให้มีการศึกษาอย่างละเอียดเพิ่มเติม กระผมไม่ได้ตั้งใจที่จะไปขัดขวาง โครงการอย่างนี้นะครับท่านประธาน ประโยชน์มันต้องมีแน่ แต่ถ้าเราศึกษาอย่างละเอียด แล้วก็พยายามที่จะมองข้อที่จะเกิดปัญหาในอนาคตนั้น กันมันออกไปให้รัฐเสียประโยชน์ ได้น้อยที่สุด แล้วประชาชนได้ประโยชน์มากที่สุด ผมว่ามันจะดีกว่า คงใช้เวลาไม่มากนัก แล้วโครงการนี้ที่พี่น้องประชาชนอาจจะยังไม่ทราบ หรือทราบยังไม่ถูกว่าเป็นโครงการแรก ที่รัฐต้องมอบพื้นที่เพื่อให้เอกชนทำโครงการแล้วหาประโยชน์ถึง ๕๐ ปีครับ เดิมที่ผ่านมานั้น ส่วนใหญ่เราก็ให้แค่ ๓๐ ปีเป็นกฎหมาย อันนี้เป็นกฎหมายที่กำหนดใหม่โดย พีพีพี (PPP) โดยมาตรา ๔๔ อะไรผมก็จำไม่ค่อยได้ แต่ว่ากำหนดว่าภาคเอกชนนั้นสามารถจะใช้พื้นที่ ของรัฐ รวมทั้งมักกะสันในเบื้องต้น ๕๐ ปี และสามารถจะต่อได้อีก ๔๙ ปี รวมแล้ว ๙๙ ปี เหมือนกับปิดยึดเกาะฮ่องกงพอดีครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ในเวลาอันสั้น ๆ นี้ ผมไม่อยากที่จะใช้เวลาของสภานี้มากนัก เพราะเราคงต้องใช้เวลาในการที่จะอภิปราย ตรวจสอบในคณะกรรมาธิการด้วยความรอบคอบได้ระยะเวลาหนึ่งนะครับ ผมขอเพิ่มเติม อีกเล็กน้อยว่ามีสหภาพรถไฟ นักวิชาการ และพี่น้องประชาชนหลายท่านให้ข้อสังเกต ในบางประการที่จะสรุปสั้น ๆ ในตอนสุดท้ายนี้นะครับ
ประการแรก นักวิชาการที่เขาศึกษาโครงการนี้ว่าเมื่อดูการออก ทีโออาร์ (TOR) นี้ ปรากฏว่าได้มีการเร่งรีบเขียน ทีโออาร์ (TOR) อย่างผิดสังเกตและเป็น ทีโออาร์ (TOR) ที่เอื้อให้ประชาชนมากเกินไป
ประการที่ ๒ นั้นการทำประชาพิจารณ์ก็ไม่ทั่วถึง ไม่รอบคอบ เวลาค่อนข้าง จำกัด หลายคนก็ข้องใจว่าเขาเองอยากจะแสดงความคิดเห็น ปรากฏว่าไม่มีโอกาส แล้วเขาก็อยู่ในพื้นที่ที่ทำโครงการนี้จะมีความเดือดร้อนในอนาคต
ประการหนึ่ง เรื่องที่สำคัญที่เราต้องคำนึงถึงมากก็คือ ความกระทบ ต่อสิ่งแวดล้อมซึ่งจะต้องมีการทำ อีไอเอ (EIA) ผมทราบว่าทำแล้วจริงครับ แต่ทำด้วย จะใช้ภาษาลวก ๆ ค่อนข้างจะมาก เพราะเมื่อกำหนดให้ส่ง อีไอเอ (EIA) ให้รัฐบาล วันที่ ๑๕ มิถุนายน ปรากฏว่าในที่ประชุมตีกลับไปว่า อีไอเอ (EIA) ไม่สมบูรณ์ ไม่เรียบร้อย ปรากฏว่าเอากลับไป ๙ วันก็ส่งกลับมาให้รัฐบาล รัฐบาลก็บอกว่า โอเค (OK) ใช้ได้ ดูแล้ว เหมือนกับว่าทำกันไม่จริงจัง ซึ่งจะมีผลในภายหลังครับในเรื่อง อีไอเอ (EIA) และ ทีโออาร์ (TOR) นี้ เพราะฉะนั้นกระผมจึงขอกราบเรียนต่อท่านประธานและท่านสมาชิกที่เคารพว่า กระผมอยากจะขอให้สภานี้ได้อภิปราย แล้วก็ได้มีมติเพื่อที่จะตั้งคณะกรรมาธิการคณะหนึ่ง ซึ่งประกอบด้วยทุกฝ่าย รวมทั้งอาจจะมีบุคคลภายนอกที่มีความรู้ความสามารถเรื่องนี้ มาเพื่อได้มีการวิเคราะห์ มีการศึกษาใน ๖-๗ ประการที่กระผมห่วงใย และผู้ที่เคยบริหาร การรถไฟแห่งประเทศไทยก็มีความห่วงใยนั้น เรามาตรวจสอบศึกษาให้รอบคอบอีกครั้งหนึ่ง ถ้าโครงการนั้นจะเกิดขึ้นได้ท่ามกลางการดูแล ด้านเทคนิค ด้านสิ่งแวดล้อม ด้านความคุ้มค่าของประชาชน และผลกระทบของประชาชนแล้ว ผมว่าสิ่งที่เราห่วงใย แล้วเราอภิปรายกันมาโดยตลอดก็คือรัฐจะต้องเสียค่าโง่นั้นอาจจะ ไม่เกิดขึ้นได้ หาทางป้องกันไว้ตั้งแต่แรก ๆ ไม่ใช่พอโครงการเกิดขึ้นแล้วก็เสียค่าโง่เกือบทุก โครงการ แล้วโครงการนี้ก็ลงทุนถึง ๒๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท และใช้เวลาในการศึกษาทำ ทีโออาร์ (TOR) สั้นมาก เพื่อจะเร่งรีบว่าได้ลงนามก่อนที่รัฐบาลจะออกไป ถึงแม้ว่าขณะนี้ ก็ยังไม่ทราบชัดว่ามีการลงนาม ถ้ายังไม่มีการลงนามผมขอร้องท่านนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม และผู้เกี่ยวข้องว่า ขอให้สภาได้ศึกษาด้วยความรอบคอบ อีกสักครั้ง เพื่อประโยชน์ของรัฐบาลเอง เพื่อประโยชน์ของพี่น้องประชาชนแล้วเราจะ ไม่เสียค่าโง่ดังเช่นโครงการอื่น ๆ ที่เราได้พูดแล้วครับ ขอขอบคุณท่านประธานครับ หวังว่าท่านสมาชิกคงจะให้ความสนับสนุนในการตั้งคณะกรรมาธิการในคราวนี้ด้วยครับ ขอบพระคุณครับ
ขอบคุณมากครับ เนื่องจากว่ามีญัตติของท่านวันมูหะมัดนอร์ มะทา มีเรื่องการกำหนดพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจ ภาคตะวันออกอยู่ด้วยนะครับ ทีนี้มีญัตติทำนองเดียวกันนี้ครับ คือญัตติอื่นนั้นไม่ได้เสนอ เกี่ยวกับเรื่องรถไฟความเร็วสูง แต่ว่าเป็นญัตติเกี่ยวกับโครงการเขตพัฒนาเศรษฐกิจ ภาคตะวันออกอยู่อีก ๓ ญัตติ บรรจุไว้แล้ว ๑ ญัตติ คือญัตติที่ ๘ ของท่านสุรสิทธิ์ นิธิวุฒิวรรักษ์ กับคณะ ส่วนญัตติที่ตามมาคือญัตติของท่านจิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ กับคณะ ยังไม่บรรจุในระเบียบวาระ แต่เอกสารเดี๋ยวแจกให้ท่านสมาชิกเลยครับ ญัตติจากนั้น ก็เป็นของท่านบัญญัติ เจตนจันทร์ และคุณธารา ปิตุเตชะ ญัตติก็เข้ามาทำนองเดียวกัน คือตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาปัญหาผลกระทบโครงการพัฒนาพิเศษ ภาคตะวันออกและแสวงหาแนวทางป้องกันแก้ไข ผมขออนุญาตท่านวันมูหะมัดนอร์ มะทา ไม่ขัดข้องนะครับ ถ้าขออนุญาตให้ญัตติเหล่านี้รวมเป็นญัตติของท่าน เพราะว่าของท่าน มีส่วนรวมอยู่เรื่องของการกำหนดพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออกนี้ด้วย เชิญเลยครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผมเห็นว่าญัตติที่ท่านประธานได้กล่าวสักครู่เป็นญัตติที่เกี่ยวข้องกัน แล้วก็คล้ายกัน ถ้าสามารถเข้ามารวมพิจารณาในคราวเดียวกัน แล้วถ้าตั้งคณะกรรมาธิการชุดเดียวกันได้ ผมไม่ขัดข้องครับ
ขอบพระคุณมากครับ ถ้าอย่างนั้นผมขออนุญาตที่ประชุมสมาชิกอีกสักฉบับ คือของท่านสุรสิทธิ์ซึ่งอยู่ในวาระท่าน อยู่แล้วนะครับ ท่านสุรสิทธิ์ครับ ใช้เวลาที่เหลืออยู่ เพราะว่าเกรงใจพรรคพวกที่จอง ตั๋วเครื่องบินไว้แล้วที่จะเดินทางนะครับ ถ้าจะกรุณา ๑๕ นาที ๑๘.๐๐ นาฬิกา เป็นไปได้ หรือไม่ครับ
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายสุรสิทธิ์ นิธิวุฒิวรรักษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ กระผมเองคงจะใช้เวลาประมาณที่ท่านประธานได้ให้ไว้นะครับ
เชิญเลยครับ
กระผมขออนุญาตในส่วนตัว และคณะนะครับ ซึ่งประกอบไปด้วยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชลบุรีอีก ๒ ท่าน ท่านสรวุฒิ เนื่องจำนงค์ และท่านสะถิระ เผือกประพันธุ์ ได้ร่วมกันเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎร ที่จะตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญในการที่จะพิจารณาศึกษาที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินการ โครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกหรือที่เรียกสั้น ๆ ว่า อีอีซี (EEC) โครงการนี้ เป็นโครงการหนึ่งที่ผมคิดว่าทั้งประเทศ รวมทั้งประเทศใกล้เคียงเราได้รับทราบข้อมูลอยู่แล้ว ว่าเป็นโครงการที่เกิดขึ้นจากรัฐบาลที่ผ่านมา เป็นโครงการที่ผมคิดว่าหลายท่านมีการ สอบถามว่า ทำไมโครงการนี้จึงเป็นโครงการที่ไปอยู่ในพื้นที่ภาคตะวันออก โดยเฉพาะอย่างยิ่งได้มีการกำหนดพื้นที่ไว้ก่อน ๓ จังหวัด ก็คือ จังหวัดฉะเชิงเทรา จังหวัดชลบุรี และจังหวัดระยอง ๓ จังหวัดเบื้องต้นนะครับ ผมเรียนว่าในช่วงที่มี การเปลี่ยนแปลงคณะผู้บริหารประเทศ ท่านนายกรัฐมนตรี ท่าน พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้เข้ามาบริหารประเทศ หลังจากวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ ในช่วงนั้น เป็นช่วงที่ผมเองได้มีโอกาสได้ติดตามข่าวสาร ก็ทราบว่าในช่วงนั้นเป็นช่วงหนึ่งที่ผมคิดว่า เป็นช่วงของการมีความขัดแย้งในทางการเมือง
ประการที่ ๒ เป็นช่วงหนึ่งที่เราจะเห็นเศรษฐกิจเริ่มขาลง แล้วก็มีสงคราม การค้าเกิดขึ้นด้วย ดังนั้นในสิ่งเหล่านี้ผมจึงมีความคิดชื่นชมในรัฐบาลต่อแนวคิดนะครับว่า รัฐบาลเองได้มีการศึกษาแนวทางที่จะทำอย่างไรที่จะให้ปัญหาเศรษฐกิจนั้นได้ถูกแก้ไข โดยเท่าที่ทราบแล้วก็มีโอกาสได้เห็นก็คือ ได้มีการเปิดพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษอยู่ ๒ ฉบับ ด้วยกัน ในการประกาศ ปี ๒๕๕๘ และปี ๒๕๕๙ ใน ๑๐ จังหวัดนี่นะครับผมอยากเรียนว่า ในการประกาศ ๕ จังหวัดแรก เขาเรียกว่าเขตพัฒนาเศรษฐกิจชายแดน ที่จะมีจังหวัดตาก จังหวัดสระแก้ว จังหวัดตราด จังหวัดมุกดาหาร และจังหวัดสงขลา ในเบื้องต้น ซึ่งเป็น โครงการที่มีความประสงค์จะขยายการค้าชายแดนในแต่ละประเทศที่อยู่ติดกัน เป็นเรื่องที่จะ มีการสนับสนุนในการส่งออกสินค้าแล้วก็มีการซื้อขายสินค้าด้านอุตสาหกรรมอาหารทะเล และในเรื่องของสินค้าเกษตร ต่อมารัฐบาลเองได้มีการประกาศเขตพื้นที่เศรษฐกิจชายแดน ในระยะที่ ๒ ซึ่งมีจังหวัดเชียงราย จังหวัดนครพนม จังหวัดนราธิวาส จังหวัดกาญจนบุรี และจังหวัดหนองคาย ในขณะเดียวกันรัฐบาลเองก็ได้มีการศึกษาในพื้นที่ภาคตะวันออก ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่ได้มีการดำเนินงานโครงการพัฒนาชายฝั่งทะเลตะวันออก หรือที่เราเรียกว่า อีสเทิร์น ซีบอร์ด (Eastern Seaboard) โครงการนี้เป็นโครงการที่อาจจะบอกว่าเป็น โครงการที่ได้ดำเนินการตั้งแต่ ๓๐ ปีที่ผ่านมา แล้วก็เป็นส่วนหนึ่งสำคัญที่จะทำให้หลายสิ่ง หลายอย่างในพื้นที่นั้นมีความพร้อม ผมเรียนว่ารัฐบาลเองได้ดูแนวทางชายแดนทั้งหมดแล้ว ผมคิดว่าสิ่งสำคัญที่สุดก็คือการดูศักยภาพของประเทศ ดูศักยภาพของในแต่ละพื้นที่ว่า สามารถที่จะดำเนินการได้อย่างสืบเนื่องแค่ไหน อย่างไร ผมเรียนว่าท้ายที่สุดรัฐบาลเองได้มา จบลงที่พื้นที่ภาคตะวันออก แต่ว่าในขณะเดียวกันพระราชบัญญัติเขตพัฒนาพิเศษ ภาคตะวันออกได้กำหนดเขตเศรษฐกิจพิเศษเอาไว้ไม่ใช่เป็นเขตเศรษฐกิจเฉพาะ ๓ จังหวัด ก็คือ จังหวัดฉะเชิงเทรา จังหวัดชลบุรี และจังหวัดระยอง แต่ว่าได้มีการกำหนดว่า ในภาคตะวันออกอีก ๔ จังหวัดด้วย แต่ว่าถ้าหากว่ามีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องแล้วก็จะ สามารถมีการขยายโดยพระราชกฤษฎีกาได้ ดังนั้นผมเรียนว่าในเรื่องของการกำหนดพื้นที่ มันเป็นสิ่งหนึ่งที่จะต้องดูความพร้อม ดูศักยภาพ ดูในเรื่องของเศรษฐกิจ ซึ่งผมเรียนว่า โดยการพัฒนาที่ผ่านมาภาคตะวันออกนั้นมีศักยภาพที่มีความพร้อม ไม่ว่าเป็นเรื่องของ การคมนาคมขนส่ง มีโครงการทั้งหลายที่ก้าวเข้ามาอย่างครบถ้วน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผมเรียนว่าจังหวัดชลบุรีเป็นเมืองท่องเที่ยวที่สำคัญระดับโลก ไม่ว่าจะเป็นเมืองพัทยา หรือว่า ในระดับประเทศ ก็คือทางบางแสน ตรงนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งที่นำรายได้มาสู่ประเทศนับ แสนล้านบาท นอกเหนือจากนี้ในศักยภาพของการมีท่าเรือแหลมฉบัง ท่าเรือ มาบตาพุด ก็เป็นส่วนหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมในการส่งออก ตรงนี้มันมีศักยภาพ ที่สำคัญ แล้วก็มีสนามบินอู่ตะเภาที่เชื่อมโยงในระหว่างจังหวัดชลบุรีและจังหวัดระยอง สิ่งเหล่านี้ก็จะเป็นเรื่องที่มีความพร้อมต่อการที่จะพัฒนาไปสู่การที่จะทำให้มีการพัฒนา ทางเศรษฐกิจได้เป็นอย่างดีด้วย ผมเรียนว่าเมื่อมีพระราชบัญญัติเขตเศรษฐกิจพิเศษ ในพระราชบัญญัติฉบับนี้ได้มีผลบังคับในวันที่ ๑๕ พฤษภาคม ๒๕๖๑ เพียงปีเศษ ๆ ผมคิดว่า รัฐบาลเองได้ดำเนินการไปค่อนข้างเยอะมากนะครับ โดยสาระสำคัญที่เป็นเหตุผลสำคัญ ผมอยากกราบเรียนว่า
ประการแรก เป็นเหตุผลที่ว่าภาคตะวันออกมีสถานะทางเศรษฐกิจค่อนข้างสูง มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องเป็นระบบและมีความสอดคล้องกันอย่างยั่งยืน อันนี้คือประการแรก ที่จะเป็นความเหมาะสม
ประการที่ ๒ สิ่งที่พระราชบัญญัตินี้ได้กำหนดก็คือ ในเรื่องของการที่จะ กำหนดเขตพื้นที่ในการพัฒนา ในเรื่องของการต่อยอด แล้วก็เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับ การกำหนดการใช้ในพื้นที่ของ ๓ จังหวัดนี้ว่าจะดำเนินการอย่างไร ภายใต้การกำหนด ของคณะกรรมการนโยบาย อีอีซี (EEC) นอกจากนี้ผมเรียนว่านอกจากกำหนดพื้นที่แล้วนี่ ก็จะมีการดำเนินการในโครงการที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างพื้นฐานและระบบสาธารณูปโภค อีกหลายประการนะครับ แล้วก็นอกจากนี้ก็ยังมีโครงการที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่อุตสาหกรรม เป้าหมายที่จะดำเนินการให้เกิดความครบถ้วนสมบูรณ์ เพื่อเปิดประตูแห่งประเทศไปสู่ ในเรื่องของเศรษฐกิจ ผมเรียนว่าในเรื่องของประการที่ ๒ นี้นอกเหนือจากการกำหนด พื้นที่แล้ว โครงการ อีอีซี (EEC) ประกอบไปด้วยหลายโครงการ อาจจะ ๑๐ กว่าโครงการ ซึ่งเดิมมีการประเมินในการที่จะใช้จ่ายประมาณ ๑.๕ ล้านล้านบาท ใน ๑๐ อุตสาหกรรม เป้าหมาย แต่ว่าต่อมาได้มีการปรับในโครงการนี้ไปเป็น ๑๒ อุตสาหกรรมเป้าหมาย ในวงเงิน จาก ๑.๕ ล้านล้านบาท ไปเป็น ๑.๗ ล้านล้านบาท โครงการเหล่านี้ผมเรียนว่าเป็นโครงการ หลาย ๆ รูปแบบที่บางส่วนที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างพื้นฐาน รัฐบาลเองจะเป็นผู้ดำเนินการเอง แต่โครงการใหญ่ ๆ ผมคิดว่ารัฐบาลเองต้องการที่จะให้มีการลดรายจ่ายของรัฐบาลเอง ก็จึงได้นำวิธีการให้ภาคเอกชนมาร่วมลงทุนหลายโครงการที่เขาเรียกว่า โครงการ พีพีพี (PPP) ไม่ว่าจะเป็นโครงการพัฒนาสนามบินนานาชาติอู่ตะเภา การพัฒนาท่าเรือมาบตาพุด แหลมฉบัง รถไฟความเร็วสูง โครงการรถไฟทางคู่ โครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง โครงการการลงทุนอุตสาหกรรมเป้าหมาย ซึ่งในภูมิภาคของภาคตะวันออกนี้เป็นพื้นที่ที่มี อุตสาหกรรมค่อนข้างมาก เป็นเมืองอุตสาหกรรม แล้วก็ ๓ จังหวัดนี้เป็นจังหวัดที่เกี่ยวข้อง กับการท่องเที่ยว จะมีโครงการในการพัฒนาการท่องเที่ยวด้วย แล้วก็มีโครงการในการพัฒนา เมืองใหม่ สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ผมอยากจะบอกว่า มันเป็นแนวทางที่รัฐบาลเองไม่ได้มองว่า จะมีการพัฒนาโครงการพื้นฐานด้านเดียว ไม่ใช่ว่าจะเป็นเรื่องของการพัฒนาในเรื่องของ เศรษฐกิจด้านเดียว แต่รัฐบาลเองมองมิติในเรื่องของโครงการเหล่านี้ที่จะต้องมีโครงการ ในด้านอุตสาหกรรมที่ก้าวเข้ามาสู่ภาคตะวันออก ซึ่งปกติมีอยู่แล้ว แต่ว่ารัฐบาลเองต้องการ ที่จะให้มีอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง มีความทันสมัย มีนวัตกรรมใหม่ ๆ แล้วก็มี ความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ในขณะเดียวกันก็จะคงไว้ซึ่งในเรื่องของเกษตรยั่งยืน แล้วก็ กำหนดในเรื่องวิถีชีวิตของคนเราทุกคน ก็คือประชาชนทุกคนด้วย เพื่อไม่ให้มีผลกระทบต่อ สิ่งเหล่านี้ ผมเรียนว่าโครงการโดยภาพรวมเหล่านี้เป็นโครงการที่ผมคิดว่าน่าจะมีการขับเคลื่อน ได้เป็นอย่างดี แม้ว่างบประมาณจะเข้ามาค่อนข้างสูงนะครับ แต่ผมเรียนว่าเท่าที่ได้มี การสอบถามโครงการเหล่านี้ แม้ว่าจะเป็นวงเงินถึง ๑.๗ ล้านล้านบาท แต่ว่ารัฐบาลเอง ต้องการที่จะนำโครงการเหล่านี้มาร่วมลงทุนกับภาคเอกชน แล้วก็เป็นส่วนหนึ่งที่รัฐนั้น น่าจะลงทุนไม่เกินอยู่ประมาณ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งถือว่าก็ไม่มาก ถ้าหากอยู่ที่ประมาณ ๕๐๐,๐๐๐-๖๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ผมเรียนว่ามันเป็นความคุ้มค่าอย่างยิ่งสำหรับในภูมิภาคนี้ ต้องยอมรับว่าในจังหวัดชลบุรี จังหวัดระยองและจังหวัดฉะเชิงเทรานั้น เป็นพื้นที่ที่เก็บภาษี เป็นอันดับหนึ่งของประเทศไทย ผมว่าอย่างน้อยที่สุดน่าจะอยู่ที่ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ดังนั้นโครงการที่ลงมาสู่ภาคตะวันออกถ้า ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ของ ๑.๗ ล้านล้านบาท ผมคิดว่า คงจะไม่มากเกินไป น่าจะอยู่ที่ประมาณ ๑๐ กว่าเปอร์เซ็นต์เอง ผมเรียนว่าชลบุรีที่ผม ยกตัวอย่าง ปีหนึ่งเราเก็บภาษีภาพรวมได้ถึงเกือบ ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่ทุกครั้งที่ผ่านมามีการพูดกันอยู่เสมอว่าทำไมมีการนำภาษีที่ย้อนกลับไปสู่จังหวัดชลบุรี น้อยมาก เกือบ ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท มีงบประมาณไปเพียงไม่เกิน ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท ก็ค่อนข้างน้อย ๓ เปอร์เซ็นต์กว่า ๆ ก็ถือว่ามันเป็นสิ่งที่สมควรที่จะมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ผมเรียนว่าในเรื่องของการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานก็ดี ในเรื่องของการพัฒนาที่จะดึงดูด ชาวต่างชาติเข้ามาลงทุนในสิบอุตสาหกรรมนะครับ ที่รัฐบาลเรียกว่าเป็น ๕ โครงการแรก ที่เป็นอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพ แล้วก็อีก ๕ อุตสาหกรรมใหม่ที่จะทำให้อุตสาหกรรมเหล่านี้ มีความเติบโตไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมหุ่นยนต์การบิน ในเรื่องของดิจิทัล ในเรื่องของ การแพทย์ครบวงจร การป้องกันประเทศ และอุตสาหกรรม การศึกษาที่เพิ่มขึ้นมาใหม่ รวมเป็น ๑๒ มันจะเป็นสิ่งหนึ่งที่จะทำให้เราได้มีผลต่อภูมิภาคนี้ มีผลต่อพี่น้องประชาชน ไม่ใช่ว่าเราดูในส่วนของความเติบโตของประเทศอย่างเดียว ดังนั้นผมคิดว่าเป้าหมายที่ รัฐบาลเองต้องการที่จะให้ภูมิภาคนี้เป็นส่วนหนึ่ง ในการที่จะดึงในเรื่องของเศรษฐกิจการค้า และการพาณิชย์ แล้วก็มีเป้าหมายที่จะสามารถทำให้ จีดีพี (GDP) เติบโตไปอย่างน้อย ปีละ ๕ เปอร์เซ็นต์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน ๑๐ ปีข้างหน้า เราจะมีเขาเรียกว่าจะมีรายได้ เข้ามาสู่ประเทศอย่างน้อยที่สุดน่าจะเป็น ๑๐ ล้านล้านบาท ซึ่งก็จะมีผลดีต่อภูมิภาค และเป็นผลดีต่อประเทศอย่างมาก แต่ในขณะเดียวกันผมคิดว่าโครงการทุกโครงการ ก็ย่อมมีปัญหา อย่างโครงการของท่านอดีตประธานวันมูหะมัดนอร์ มะทา ที่ได้เสนอมา ก็เป็นโครงการหนึ่งที่ผมคิดว่าเป็นโครงการที่มีความสำคัญของรัฐบาล และเป็นโครงการ ที่จะต้องมีการตรวจสอบ มีการติดตาม แล้วก็ศึกษาเหมือนกับโครงการอื่น ๆ พีพีพี (PPP) อย่างอื่นที่มีมูลค่าอาจจะไม่ถึง ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่เป็นโครงการสำคัญ อาจจะมี ผลกระทบต่อพี่น้องประชาชนบ้าง ในขณะเดียวกันผมเรียนว่าโครงการเหล่านี้ ก็จะเป็นโครงการหนึ่งที่เป็นความหวังของรัฐบาล เป็นความหวังของพี่น้องประชาชน ชาวจังหวัดชลบุรี แม้กระทั่งระยองหรือว่าฉะเชิงเทราเองก็เห็นด้วยต่อโครงการเหล่านี้ แต่ในขณะเดียวกันผมเรียนว่ารัฐบาลเองก็ต้องหันมามองด้วยนะครับ ว่าสิ่งที่จะเป็น ผลกระทบต่อพี่น้องประชาชนจะมีเรื่องใดบ้าง ไม่ว่าจะเป็นปัญหาในเรื่องของสิ่งแวดล้อม ปัญหาขยะ ปัญหาในเรื่องของน้ำ ซึ่งวันนี้ระยะเวลาคงไม่พอ แต่ผมเรียนว่าข้อมูลตรงนี้ เป็นสิ่งที่วันนี้ในจังหวัดชลบุรีเองหรือจังหวัดอื่น ๆ ก็ได้มีคณะกรรมการสนับสนุน คณะกรรมการอำนวยการในการที่จะร่วมบูรณาการร่วมกันแล้ว ตรงนี้ได้มีการพูดคุยไป ในระดับหนึ่งแล้วต่อการแก้ปัญหาในสิ่งเหล่านี้ ดังนั้นผมคิดว่าโครงการนี้จึงเป็นโครงการหนึ่ง ที่มีความสำคัญของประเทศ และผมอยากเรียนโดยสรุปนะครับว่าอย่างไรก็ตามโครงการนี้ ได้เริ่มต้นตั้งแต่ยังไม่มีสภาแห่งนี้ ดังนั้นเพื่อเป็นการตรวจสอบของพี่น้องประชาชน โดยสภาผู้แทนราษฎร ผมจึงเห็นว่าโครงการนี้น่าจะมีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ เพื่อที่จะศึกษาผลกระทบความเป็นมา เพื่อให้เกิดความรอบคอบมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในเรื่องของความโปร่งใส ดังนั้นผมจึงขอกราบขอบพระคุณท่านประธานที่ได้ให้โอกาส แล้วก็ขอให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณาในเรื่องนี้ต่อไปครับ ขอกราบ ขอบพระคุณครับ
ขอบคุณมากครับ ฉบับที่ ๓ ฉบับที่ ๔ ของท่านจิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ กับคณะ และของท่านบัญญัติ เจตนจันทร์ ท่านธารา ปิตุเตชะ ขอไว้ครั้งต่อไปนะครับ ผมเรียนที่ประชุมว่าเดิมคิดว่าสัปดาห์หน้า วันที่ ๑๗ เป็นวันหยุด วันที่ ๑๘ นั้นเดิมคิดว่าเราจะเร่งข้อบังคับนะครับ แต่บัดนี้ข้อบังคับก็อยู่ในความ ดูแลของคณะกรรมาธิการแล้ว เพราะฉะนั้นที่ที่ท่านสมาชิกรอคอยถามอยู่เรื่องนี้ ผมคิดว่าวันที่ ๑๘ เราก็จะงดประชุมนะครับ เพื่อสมาชิกได้ปฏิบัติภารกิจในพื้นที่ของท่าน วันนี้ขอจบเท่านี้นะครับ ขอปิดประชุม ขอบพระคุณครับ