วิรัตน์ ค้านต่อสัมปทานทางด่วน-รถไฟฟ้า 30 ปี ชี้ควรเปิดประมูล

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๑ · ๑๑ กรกฎาคม ๒๕๖๒

วิรัตน์ วรศสิริน หารือการต่อสัมปทานทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพฉบับ 30 ปี พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงความไม่สมเหตุผลในการต่อสัญญาระยะยาวโดยไม่มีการเปิดประมูล ทั้งที่สินทรัพย์เป็นของรัฐและมีคดีพิพาทระหว่างรัฐกับเอกชนค้างอยู่จำนวนมาก โดยเสนอทางเลือกให้ต่อสัมปทานระยะสั้นเพื่อประโยชน์ของรัฐและประชาชนมากกว่า

นายวิรัตน์ วรศสิริน แบบบัญชีรายชื่อ

เรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม วิรัตน์ วรศสิริน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเสรีรวมไทย ผมได้ขึ้นมาอภิปรายนี้ก็เป็นคนน่าจะเกือบสุดท้าย ดังนั้นก็จะซ้ำกับคนอื่นมากจนเกินไปนัก ผมคิดว่าผมก็จะพูดโดยสรุปเป็นส่วนใหญ่เสียจะดีกว่านะครับ เพราะข้อมูลบางอย่าง ก็จะซ้ำกันไปซ้ำกันมา เกี่ยวกับการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณาศึกษากรณี ต่อสัญญาสัมปทานให้กับบริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) --------------- ชื่อบริษัทครับท่านประธาน โดยที่คณะกรรมการการทางพิเศษแห่งประเทศไทยมีมติให้ต่อ อายุ ๓๐ ปี และส่งเรื่องมายังรัฐบาลเพื่อจะพิจารณาต่ออายุสัมปทานนั้น ผมมีความเห็นว่า ในเมื่อสินทรัพย์ของรัฐหมดอายุสัมปทานแล้วก็ควรเป็นของรัฐแล้ว ในการขอสัญญาสัมปทาน ครั้งแรก อาจจะมีอายุสัมปทาน ๓๐ ปี ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง เพราะว่าเอกชนจำเป็นอย่างยิ่ง ที่จะต้องใช้เวลาในการคืนทุนและมีกำไร เพราะฉะนั้นเวลา ๓๐ ปีในการให้สัมปทาน ก็เป็นเรื่องที่ยอมรับได้ แต่เมื่อสินทรัพย์เป็นของรัฐแล้วการต่อสัมปทานครั้งละ ๓๐ ปี ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่ไม่สมด้วยเหตุและผล ทำไมถึงไม่ต่อสัมปทานครั้งละ ๑๐ ปี หรือเปิด ประมูล ๑๐ ปีครั้ง ซึ่งก็จะได้ผลประโยชน์ให้กับประเทศชาติมากกว่า สมมุตินะครับ ท่านประธาน ถ้านักธุรกิจเอกชนไปขอใช้ที่เอกชนเพื่อก่อสร้างหรือทำธุรกิจ อย่างน้อย ก็ต้องมีค่าธรรมเนียม ค่าที่ดินต่าง ๆ นะครับ เราจะไปสร้างเฉย ๆ ไม่ได้ ท่านประธานครับ ผมขอพูดถึงประวัตินิดหนึ่งของบริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เดิมทีก็คือบริษัท ทางด่วนกรุงเทพ ซึ่งผู้ถือหุ้นใหญ่ก็คือบริษัท กูมาไก กูมิ จำกัด แปลเป็นไทยว่า กลุ่มบริษัท กูมาไกล จากประเทศญี่ปุ่น แต่ท่านประธานครับ กูมาไกล กูเลยรีบกลับ ทำไมถึงต้องรีบกลับเพราะว่าทางญี่ปุ่นเขาก็มีปัญหา ก็เลยถอนหุ้นไปในเวลานั้น และบริษัท ช. การช่าง จำกัด (มหาชน) ก็เข้ามาถือหุ้นใหญ่ในส่วนนี้ แล้วก็นำหุ้นเข้าจดทะเบียนใน ตลาดหลักทรัพย์ในเวลาต่อมา การทางพิเศษแห่งประเทศไทยมีเรื่องเกี่ยวข้องในกรณีพิพาท ทางด่วนทั้งหมดมีอยู่ ๖ เส้นท่านประธาน ผมขออนุญาตสั้น ๆ เส้นที่ ๑ ก็คือทางพิเศษ เฉลิมมหานครเป็นทางด่วนที่รัฐใช้เงินของรัฐสร้างเอง เวนคืนที่ดินประชาชนและก่อสร้าง ทางด่วนนี้เรียกว่า ทางด่วนขั้นที่ ๑ ดินแดง-บางนา-ดาวคะนอง รองรับ ๓ เส้นทางหลักเข้าสู่ กรุงเทพมหานคร ทางด่วนเส้นนี้จะมีการใช้ผ่านทางมากที่สุด ทางด่วนเส้นที่ ๒ ที่ ๓ ก็คือ ทางส่วนสายเอ (A) สายบี (B) สายเอ (A) ก็คือพระราม ๙ -รัชดา สายบี (B) ก็คือ พญาไท- บางโคล่ เส้นนี้เอกชนสร้างด้วยเงินเอกชนเอง แต่ว่าไม่มีส่วนแบ่งให้รัฐเอกชนรับ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์เต็มนะครับ สำหรับเงินเก็บค่าผ่านทางทั้งหมด ทางด่วนเส้นที่ ๔ ก็คือ ทางด่วนขั้นที่ ๒ เส้นซี (C) รัชดา-แจ้งวัฒนะ ก็เช่นกันเอกชนรับ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ การทางพิเศษแห่งประเทศไทยไม่ได้เลย เส้นที่ ๖ ก็คือเส้นอุดรรัถยา เส้นไปบางปะอิน ก็เช่นกัน เอกชนรับ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ การทางพิเศษแห่งประเทศไทยไม่ได้รับเลยค่าผ่านทาง แล้วทำไมคณะกรรมการการทางพิเศษแห่งประเทศไทย จึงมีมติให้ต่อสัญญาสัมปทาน ๓๐ ปี ท่านประธาน มีกรณีพิพาทของการทางพิเศษแห่งประเทศไทยกับเอกชนอยู่หลายกรณี เช่น วันเปิดทางที่คิดไม่ตรงกัน วันเริ่มเก็บเงิน กรณีการแก้ไขทางขึ้นลง และกรณี เรื่องปรับอัตราค่าผ่านทางทุก ๕ ปี ในอัตราเต็ม ๕ บาทไม่มีเศษ ซึ่งแน่นอนที่สุดทุกรัฐบาล ก็พยายามจะให้ผลประโยชน์ตกไปแก่ประชาชนมากที่สุด ก็ปรับเศษปรับลงทุกครั้ง เช่น ๖ บาท ๗ บาท ก็ต้องปรับ ๕ บาท แต่เอกชนต้องการจะปรับขึ้น ดังนั้นจึงเป็นกรณีพิพาทมา ทั้งหมดเอกชนก็มีข้อพิพาทอยู่กับการทางพิเศษแห่งประเทศไทยทั้งหมด ๑๕ คดี ๑๕ คดี เป็นยอดเงินทั้งสิ้น ๑๓๗,๕๑๗ ล้านบาท เป็นเงินต้น ๙๓,๐๐๐ ล้านบาท และดอกเบี้ย ๔๔,๐๐๐ ล้านบาท ใน ๑๕ คดี มีเพียง ๑ คดีเท่านั้นที่ศาลพิพากษาให้การทางพิเศษแห่งประเทศไทย ให้รัฐต้อง ชดใช้ ก็คือกรณีทางด่วนเส้นไปบางปะอิน เพราะว่าการที่รัฐไปอนุมัติให้ดอนเมืองโทลล์เวย์ ต่อขยายไปรังสิต ซึ่งกระทบถึงรายได้ของทางด่วนเส้นไปบางปะอิน คือผิดสัญญาที่ทำไว้ กับเอกชน ศาลพิพากษาให้ชดใช้ ๔,๓๑๘ ล้านบาท ท่านประธานครับ เมื่อศาลพิพากษาให้ ชำระ ๔,๓๑๘ ล้านบาท ทำไมเราไม่ชดใช้เฉพาะเส้นนี้ไปก่อน ถ้าจะต่ออายุสัมปทาน ก็ต่อเฉพาะเส้นนี้ ทางด่วนเส้นนี้มีรายได้เดือนละ ๑,๕๐๐ ล้านบาท มีรายได้ ปีละ ๑,๕๐๐ ล้านบาท ขอประทานโทษครับท่านประธาน ปีละ ๑,๕๐๐ ล้านบาท ถ้าต่อ ๓ ปี ก็ ๔,๕๐๐ ล้านบาท ๕ ปี ก็ ๖,๐๐๐ ล้านบาท ๗ ปีก็ ๗,๕๐๐ ล้านบาท จะต่อกี่ปี ก็ไปดูใช่หรือไม่ เราจะต้องชดใช้เขา ๔,๐๐๐ กว่าล้านบาท ก็ต่อเส้นนี้ไปเท่าที่มีความเสียหาย ท่านประธานผมขออนุญาตพาท่านประธานไปดู นี่คือหนังสือรายงานความเห็นของที่ปรึกษา ทางการเงินของบริษัท บีอีเอ็ม (BEM) บริษัททางด่วนที่รายงานให้ผู้ถือหุ้น เมื่อวันที่ ๒๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๒ ผมขออนุญาตอ่านอย่างสั้น ๆ นะครับท่านประธาน ที่ประชุมกรรมการบริษัท วันที่ ๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๒ มีมติอนุมัติให้บริษัท ทางด่วนกรุงเทพเหนือ จำกัด คือบริษัทลูก ยุติข้อพิพาททั้งหมดกับการทางพิเศษแห่งประเทศไทย และแก้ไขสัญญาโครงการสัมปทาน ทางด่วนขั้นที่ ๒ สัญญาเพื่อการต่อขยายโครงการส่วนดี (D) และโครงการสายบางปะอิน- ปากเกร็ด การทางพิเศษแห่งประเทศไทยและกลุ่มบริษัทตกลงจะขยายเวลาสัมปทานให้กับ บริษัท กลุ่มบริษัทจะได้รับสัมปทาน ๔ สัญญา และมี ๓ สัญญาที่เป็นข้อพิพาท คือสัญญา ทางด่วนขั้นที่ ๒ ส่วนดี (D) และอุดรรัถยา ระยะเวลาสัมปทาน ๓๐ ปี ท่านประธาน ข้อ ๑ ข้อดี และประโยชน์นะครับ การยุติข้อพิพาทนี้จะทำให้บริษัทมีความต่อเนื่องในการดำเนินธุรกิจ โดยกลุ่มบริษัทจะได้รับประโยชน์จากการได้ค่าผ่านทางด่วนขั้นที่ ๒ ออกไปอีกประมาณ ๓๗ ปี ทางด่วนขั้นที่ ๒ ประกอบไปด้วย ทางด่วนเฉลิมมหานคร ทางด่วนส่วนเอ (A) บี (B) ซี (C) ซึ่งจะครบกำหนดในวันที่ ๒๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๓ สร้างรายได้ให้แก่บริษัทเฉลี่ยประมาณ ๖,๐๐๐ ล้านบาทต่อปี คิดเป็นเฉลี่ย ๖๐ เปอร์เซ็นต์ของรายได้ค่าผ่านทางทั้งหมดของ ผลดำเนินงาน ซึ่งมีรายได้สูงถึง ๒๒๐,๐๐๐ ล้านบาท ตามการประเมินมูลค่าพื้นฐาน ในอนาคตการดำเนินงานของบริษัทจะมีความมั่นคง สร้างผลตอบแทนให้แก่ผู้ถือหุ้นระยะยาว ข้อ ๑.๒ นะครับท่านประธาน จากข้อพิพาทที่เกิดขึ้นมีมูลค่า๑๓๗,๕๑๗ ล้านบาท ซึ่งแบ่งเป็นเงินต้น ๙๓,๓๒๕ ล้านบาท ดอกเบี้ย ๔๔,๑๙๒ ล้านบาท ผลการตัดสินยังไม่มี ความแน่นอน และต้องใช้เวลานานมากกว่า ๑๐ ปี สุดท้ายแต่ละคดี หรือหากบริษัทสามารถ ชนะคดีก็อาจไม่ได้รับชำระหนี้ตามคำพิพากษา เนื่องจากคู่กรณีเป็นหน่วยงานรัฐ ซึ่งไม่อาจ ฟ้องบังคับยึดทรัพย์ หรือมีเหตุปัจจัยภายนอกที่ไม่สามารถควบคุมได้ คือท่านประธานครับ ก็หมายความว่าการต่อสู้คดีกับรัฐ ยังคงมีความไม่แน่นอนครับ ท่านประธานเวลาหมด ใช่หรือไม่ครับ