สุรเชษฐ์ ตั้งคำถามขยายสัมปทานทางด่วน ชี้อาจเอื้อเอกชน

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๑ · ๑๑ กรกฎาคม ๒๕๖๒

สุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ ตั้งข้อสังเกตและวิพากษ์การขยายสัมปทานทางด่วน 30 ปี โดยชี้ถึงความไม่โปร่งใส ความเร่งรีบผิดปกติในการเจรจา และการอาจเอื้อประโยชน์กลุ่มทุน พร้อมตั้งคำถามถึงความชอบมาพากลในการบริหารงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและเจตนาของผู้มีอำนาจ ขณะเดียวกันเสนอให้ตั้งกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณาทบทวนสัญญาอย่างรอบด้าน ยุติการต่อสัมปทานเพื่อเปิดทางให้รัฐดำเนินนโยบายใหม่ที่เป็นธรรม และเร่งจ่ายค่าโง่เพื่อรักษาผลประโยชน์ของรัฐและประชาชน

นายสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธาน สภาที่เคารพ ผม สุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ วันนี้ผมขอขอบคุณท่านประธานที่อนุญาตให้ผมอภิปราย แล้วผมก็ลงชื่อไว้ ขอเวลา ๓๐ นาที เนื่องจากพรรคอนาคตใหม่จะให้ผมพูดคนเดียวในประเด็นนี้ แต่ก่อนที่ผม จะพูดเข้าเรื่อง ผมขอเรียนว่าเมื่อสักครู่มีญัตติ ๓ ญัตติที่ผู้เสนอได้อภิปรายซึ่งเป็นคนละเรื่อง กันนะครับ ผมขอเรียนว่าเป็นคนละเรื่องกัน ไม่อย่างนั้นเดี๋ยวกระบวนการทางสภาจะมี ปัญหาตอนตั้งคณะกรรมาธิการไปตรวจสอบ เพราะว่าที่มาที่ไปเหตุผลรายละเอียดทุกอย่าง คนละเรื่องกัน วันนี้กรอบในการอภิปรายของผมจะเกี่ยวกับเรื่องทางด่วน เหตุผลที่ผมจำเป็น ที่จะต้องอภิปรายแล้วทางพรรคส่งผมมาเป็นตัวแทน เพราะว่าผมเป็นผู้ดูแลนโยบาย ด้านคมนาคม และผมก็เรียนมาและทำงานในสายคมนาคมมาตลอด และสิ่งหนึ่งที่ เพื่อนสมาชิกอาจจะยังไม่ทราบ ผมเคยเป็นอดีตพนักงานการทางพิเศษแห่งประเทศไทย ผมเคยอยู่ที่นี่มาก่อน และตอนนี้ก็มีเพื่อนพนักงาน มีลูกน้องเก่า มีลูกศิษย์ลูกหาที่ทำงานอยู่ ที่นั่นก็โทรมาหาผมแทบทุกวัน เพราะบ้านเขากำลังจะโดนเผา และมันก็เป็นบ้านเก่าของผม ฉะนั้นวันนี้ผมจำเป็นที่ต้องมาอภิปรายโดยวันนี้ผมขอโฟกัส (Focus) ในเรื่องของทางด่วน ยังไม่ไปแตะเรื่องรถไฟฟ้า นั่นก็มีปัญหาเหมือนกัน แต่เป็นปัญหาอีกเรื่องหนึ่ง ที่มาที่ไป ต่างกัน แนวทางแก้ไขปัญหาต่างกัน เอาตรงนี้ให้ชัดเจนก่อนนะครับท่านประธาน วันนี้ที่ผมจะอภิปรายผมขอแบ่งกรอบการอภิปรายเพื่อให้ใช้เวลาอย่างมีประสิทธิภาพ เป็น ๔ ประเด็นด้วยกัน โดยผมจะเริ่มจากที่มาที่ไปของประเด็นการต่อขยายสัญญาสัมปทาน ทางด่วน และผมจะให้ดูว่าธงจากท่านผู้นำคืออะไร ทำไมเขาถึงกล้าทำขนาดนี้ ประเด็นที่ ๓ ก็คือเรื่องของความไม่ชอบมาพากลที่เกิดขึ้น และสุดท้ายคือทางออกของเรื่องนี้ควรจะ เป็นอย่างไร ที่มาที่ไปถ้าท่านสังเกตในรูปตรงกลางของทางด่วน บริเวณนี้สายสีน้ำเงิน ตรงกลางภาพ เขาเรียกว่าทางด่วนขั้นที่ ๑ ทางด่วนขั้นที่ ๑ เป็นเหมือนกระเป๋าเงินใหญ่ของ การทางพิเศษแห่งประเทศไทย บริเวณเหมือนตราแฉกรถเบนซ์ (Benz) จากดินแดงลงมา ท่าเรือแยกไปทางซ้ายที่ดาวคะนอง แล้วก็แยกไปทางขวาบริเวณบางนา ส่วนคำว่า ทางด่วน ขั้นที่ ๒ คืออะไร ทางด่วนขั้นที่ ๒ ก็คือเริ่มจากบริเวณแจ้งวัฒนะใกล้ ๆ กับสภาทีโอทีของเรา โดยสภาทีโอทีของเรา พอเราออกไปจากสภาเลี้ยวซ้าย ตรงนั้นคือแจ้งวัฒนะ มันจะเริ่มจากตรงนั้น แล้วก็ลงไปเชื่อมกับขั้นที่ ๑ บริเวณบางโคล่ และจุดตรงกลางก็คือบริเวณของต่างระดับพญาไท ก็จะเชื่อมออกไปที่พระราม ๙ สัญญาณคอนเนกชัน (Connection) มันไม่ค่อยดี ส่วนประเด็นปัญหามันอยู่เส้นสีเขียว เส้นสีเขียวคือจากบริเวณแจ้งวัฒนะมุ่งหน้าไปที่บางปะอิน อันนั้นคือเส้นที่มีปัญหาอยู่ในการฟ้องร้อง ก่อนที่จะไปถึงรายละเอียดท่านต้องเข้าใจก่อนว่า คู่สัญญากับรัฐคนละคู่สัญญากัน เส้นสีเขียวที่มีปัญหาคดีค่าโง่เมื่อสักครู่ที่มีเพื่อนสมาชิกเรียน ก็คือทางเทคนิคเขาเรียกว่า ข้อพิพาทกับการแข่งขันกับบริษัท ดอนเมืองโทลล์เวย์ ซึ่งแย่งลูกค้ากันเอง อันนั้นเป็นกรณีของเส้นสีเขียว ซึ่งคู่สัญญากับรัฐในทางนิตินัยคือ บริษัท เอ็นอีซีแอล (NECL) คนละบริษัทกับคู่สัญญาของทางด่วนขั้นที่ ๒ ในเส้นสีแดงในภาพ แต่ความเป็นจริงที่กำลังจะเกิดขึ้นในความพยายามที่กำลังจะเกิดขึ้น คือเขาจะเอารายได้จาก ทั้งเส้นสีแดงทางด่วนขั้นที่ ๒ ทั้งเส้นสีน้ำเงินไปโปะให้กับเส้นสีเขียว คือถ้าเราฟ้องร้องกันอยู่ ในเส้นสีเขียว อันนี้ยังพอยอมรับได้ แต่เขาจะเอาตรงนั้นเป็นเหตุ แล้วก็จะประเคนรายได้ จากเส้นสีแดงกับเส้นสีน้ำเงินซึ่งอยู่ใจกลางกรุงเทพมหานคร มูลค่ามหาศาลโปะเข้าไปกับส่วนนั้น อันนี้คือความไม่ชอบมาพากลอย่างยิ่งนะครับ และผมจะอธิบายภาพให้ฟังนะครับ คดีนี้ เขาเรียกว่าคดีทางแข่งขัน ซึ่งเมื่อสักครู่นี้เพื่อนสมาชิกก็ได้อภิปรายไปแล้ว ซึ่งส่วนที่แพ้ไปนี่ มีมูลค่าแค่ประมาณ ๔,๓๑๘ ล้านบาท โดยเป็นคดีหมายเลขดำที่ ๙๙๔/๒๕๕๖ และคดี หมายเลขแดงที่ ๙๓๒/๒๕๖๑ ตรงนี้มันจบไปแล้วนะครับ จบไปแล้วแปลว่าอย่างไรก็ต้องจ่าย ศาลตัดสินเป็นที่สุดแล้ว แต่มันมีความพยายามที่จะพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสในทางมิชอบ โดยพ่วงก้อนใหญ่ ๆ เข้าไปอีก ๒ ก้อนด้วยกัน ก้อนที่ ๑ ก็คือเรื่องของคดีคงค้าง ๑๗ คดี คิดเป็นมูลค่าแสนกว่าล้านบาท อันที่ ๒ ก็คือโครงการดับเบิลเดก (Double Deck) เป็นโครงการใหม่ เริ่มจากคดีคงค้างก่อนนะครับ คดีคงค้างเมื่อสักครู่มีเพื่อนอธิบาย ในรายละเอียดก็คือตารางขวามือ มี ๑๗ คดี แต่ละคดีอยู่ในสถานะที่แตกต่างกัน บางคดี ยังไม่เข้าสู่ระบบศาลด้วยซ้ำ เป็นการขู่เฉย ๆ จากทางบริษัทว่าจะฟ้องร้อง แต่คดี ที่เข้าไปสู่ระบบศาลแล้วก็จะต้องผ่านกระบวนการคณะอนุญาโตตุลาการ จากนั้นก็เข้าสู่ กระบวนการศาลยุติธรรม ศาลปกครอง ซึ่งจบแล้วคดีเดียวคือ ๔,๓๐๐ ล้านบาท ส่วนคดี ที่คงค้างอยู่ ๑๗ คดี มูลค่า ๑๓๗,๕๑๗ ล้านบาทนั้นคืออะไร ผมแบ่งเป็น ๒ กลุ่มใหญ่ ๆ กลุ่มแรก คือเรื่องของทางแข่งขัน อย่างเมื่อสักครู่นี้ที่เพื่อนสมาชิกได้อภิปรายไปแล้ว ก็คือมันขนานกัน มันแย่งดีมานด์ (Demand) กันเองก็เลยโดนเขาฟ้องร้องนะครับ ส่วนอีกกรุ๊ป (Group) หนึ่งที่เป็นกรุ๊ป (Group) ใหญ่ก็คือเรื่องของค่าผ่านทาง การขึ้นค่าผ่านทาง ก็คือการทางพิเศษแห่งประเทศไทย รวมถึงเพื่อนสมาชิกที่เคยเป็นอดีตรัฐมนตรี หรืออะไรต่าง ๆ ก็พยายามจะขึ้นในลักษณะที่ประชาชนได้รับผลกระทบน้อยที่สุด อย่างเช่นว่า ขึ้น ๕ บาท ในขณะที่บริษัทเขาก็ต้องพยายามทำกำไรให้มากที่สุด เขาก็ขึ้น ๑๐ บาท ก็เถียงกัน ไม่ลงใช่ไหมครับ เพราะว่าเงื่อนไขในสัญญาเขาเขียนไว้ว่า ปรับเป็นจำนวนเต็มช่วงละ ๕ บาท ฝ่ายหนึ่งก็อยากปัดขึ้น อีกฝ่ายหนึ่งก็อยากปัดลง แต่ส่วนต่างแค่ ๕ บาท แต่ว่ารถมีวันละ ล้านคันนี่นะครับ มันก็เลยเป็นมูลค่ามหาศาลที่มันสะสมกันมาแล้วก็ฟ้องร้องกันมา ซึ่งตรงนี้ ทางอัยการสูงสุดก็เคยช่วยการทางพิเศษแห่งประเทศไทยในการร่างสัญญา แล้วก็เป็นคนใส่ เวิร์ดดิง (Wording) นี้ลงไปแล้วเขาก็บอกมาชัดว่าจุดประสงค์ในการใส่เวิร์ดดิง (Wording) นี้ เพราะเขาไม่ต้องการให้ปัดขึ้น นั่นแปลว่าอะไรครับ แปลว่าโอกาสชนะคดีก็มีเหมือนกัน แล้วก็ทางสำนักงานอัยการสูงสุดก็ช่วยการทางพิเศษแห่งประเทศไทยในการว่าความอยู่ ก็เป็นนักกฎหมายที่เก่งที่สุดของรัฐเท่าที่มี เพราะฉะนั้นเวลาเราพูดถึงค่าความเสียหาย เราจะพ่วง ๑๗ คดี แสนกว่าล้านบาท และเราจะเจรจาต่อรอง คำถามก็คือจุดที่สมดุล จุดที่ควรจะเป็นมันอยู่ที่เท่าไรครับ ถ้าเราชนะหมด ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ หรือเราแพ้หมด ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ มันก็คงไม่ใช่ ถ้าเราจะเจรจายอมความกันจะแอบมุบมิบเจรจาโดยเฉพาะ ในช่วงเวลาที่เป็นอำนาจพิเศษเข้าไปบีบเจรจามันยุติธรรมไหม นี่เป็นเหตุผลหลัก ที่คณะกรรมาธิการวิสามัญที่เราจะตั้งขึ้นต้องไปดูในประเด็นนี้ในรายละเอียด แล้วก็แยก เรื่องของ บีทีเอส (BTS) อะไรนั่นอีกเรื่องหนึ่งมันไม่เกี่ยวกันนะครับ ต้องเอาให้ชัดนะครับ ส่วนก้อนใหญ่ก้อนที่ ๒ ที่มีความพยายามจะพ่วงเข้าไปนี่นะครับ ก็คือเรื่องของโครงการ ดับเบิลเดก (Double Deck) นะครับ โครงการดับเบิลเดก (Double Deck) ก็แสดงโดย เส้นสีน้ำเงินในภาพนะครับ ก็คือเขาจะยกระดับจากประชาชื่นแล้วก็เลาะมาตามโครงสร้างเดิม ของทางพิเศษ แล้วไปจบลงบริเวณอโศกตามเส้นสีน้ำเงินตรงกลางภาพนะครับ ตรงเส้นสีน้ำเงินตรงนี้นะครับไล่ลงมา ก็จะเห็นได้ว่ามันก็จะมีปัญหาอื่น ๆ ตามมา อย่างเช่นว่าเสาจะเอาไปลงได้ไหมที่จะคร่อม นี่คือคลองประปา น้ำดื่มของคนกรุงเทพมหานครนะ จะเกิดปัญหาอะไรตามมาหรือเปล่า มูลค่าก็ยังไม่มีตัวเลขที่ชัดเจน ฝั่งบริษัทเสนอมา ๓๑,๕๑๘ ล้านบาท ในขณะที่เจ้าหน้าที่การทางพิเศษแห่งประเทศไทยประมาณการออกมาที่ ๒๖,๖๒๑ ล้านบาท ผลต่างถึง ๑๕ เปอร์เซ็นต์ และที่เจรจากันนี่เอาตัวเลขไหนไปเจรจา แบบก็ยังไม่มี แบบยังไม่มีในรายละเอียดนะครับ รายละเอียดที่ได้มาตรฐาน กรมบัญชีกลาง ไม่มี เป็นการเอสทิเมต ยูนิต คอสต์ (Estimate unit cost) คร่าว ๆ นอกจากนั้นรายละเอียด เวลาเราทำโครงการขนาดใหญ่อย่างเมื่อสักครู่นี้นะครับ มันจะใช้ความรู้สึกไม่ได้ว่าโครงการนี้ มันจะคุ้มหรือไม่คุ้ม มันต้องศึกษาในรายละเอียด อย่างยกระดับไปนี่รถจะหายติดหรือ ถ้ามันลงไม่ได้ และทุกวันนี้ทางด่วนติดเพราะอะไร ติดเพราะรถลงไม่ได้ ก็ข้างล่างก็ติด เหมือนกัน เพราะฉะนั้นต้องคิดให้ถี่ถ้วนนะครับ นี่คือเหตุผลว่าเวลาเขาดำเนินการโครงการใหญ่ ๆ จะต้องมีการศึกษา เขาเรียกว่า การศึกษา ความเหมาะสมของโครงการหรือว่า ฟีซิบิลิตี สตัดดี (Feasibility study) จากนั้นจะต้องมี กระบวนการออกแบบในรายละเอียดหรือว่า ดีเทล ดีไซน์ (Detail design) ต้องมีการทำ อีไอเอ (EIA) เอนไวเรินเมนทัล อิมแพกต์ แอสเซสเมนต์ (Environmental Impact Assessment) เรื่องของผลกระทบสิ่งแวดล้อม นี่จะไปคร่อมคลองประปานะครับ จะตอกเสา ได้หรือไม่ก็ยังไม่รู้นะครับ ถ้าตอกเสาไม่ได้แล้วเป็นอย่างไรเดี๋ยวโดนคดีค่าโง่แบบโฮปเวลล์ (Hopewell) อีก เพราะว่าไม่สามารถส่งมอบพื้นที่ได้ทันการ นี่ละครับ มันมีก้อนใหญ่ ๆ ๒ พวงที่จะเอาไปพ่วงนะครับ คราวนี้พอเรื่องมันมาเป็นอย่างนี้ก็จะเห็นได้ว่าจากค่าโง่ ๔,๓๑๘ ล้านบาท มันกำลังจะกลายเป็นค่าแกล้งโง่ ๔๒๔,๗๕๖ ล้านบาทที่จะเอาเงินไปประเคน ให้กับทางบริษัทในการขยายสัญญาออกไปอีก ๓๐ ปี โดย ๑๖ ปีแรกก็คือเรื่องของข้อพิพาท ก้อนใหญ่ก้อนแรก และอีก ๑๔ ปีหลังก็เพราะจะสร้างโครงการดับเบิลเดก (Double Deck) แบบไม่มีรายละเอียด นี่ละครับผลของการใช้อำนาจพิเศษเขาจะยัดอย่างนี้เลย

นอกจากนั้นยังมีเรื่องของการพัฒนาพื้นที่ใต้ทางที่ใช้สิทธิเขาเรียกว่า สิทธิเฟิสต์ ไลฟ์ (First life) จะทำอะไรต้องให้บริษัทคู่สัมปทานได้รับสิทธิก่อนเพื่อน ได้รับผลประโยชน์ก่อนเพื่อน แล้วที่ดินใจกลางเมืองกรุงเทพฯ บริเวณใต้ทางด่วนมูลค่า มหาศาลนะครับ เพราะฉะนั้นโดยสรุปสิ่งที่เขาทำ ที่มาที่ไปของเรื่องที่เพื่อนสมาชิกกำลังเล่า ให้ฟังกันเมื่อสักครู่ก็คือ จากค่าโง่ก้อนเล็ก ๔,๓๐๐ ล้านบาท เขาจะแอบพ่วงอีก ๒ ก้อนใหญ่ ๆ คือเรื่องของคดีข้อพิพาทที่คงค้างกับทางด่วนใหม่เข้าไป แล้วขยายเวลาสัมปทานทางด่วน ไปอีก ๓๐ ปี คิดเป็นมูลค่ากว่า ๔๓๐,๐๐๐ ล้านบาท ทำไมเขาถึงกล้าทำอย่างนั้นครับ ผมให้ดูธงจากท่านผู้นำ อันนี้ผมเอามาจากสำนักข่าวอินโฟเควสท์ เมื่อวันที่ ๒๕ มิถุนายน ขออนุญาตท่านประธานไม่ใช้เสียงในฟิล์มกลัวจะไม่สุภาพนะครับ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้ให้สัมภาษณ์ไว้ว่า ตอนนี้ขั้นตอนอยู่ในระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการ กทพ. ซึ่งได้ให้นโยบายไปแล้วว่าสามารถทำได้เพราะเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมานานแล้ว แต่ก็จะ พยายามแก้ปัญหาให้ได้ นอกจากนั้นท่านยังกล่าวว่า การทางพิเศษจะต้องไม่จ่ายเงินสด ในกรณีแพ้คดี และการทางพิเศษจะต้องได้รับสิทธิประโยชน์ไม่ต่ำกว่าที่เคยได้และประชาชน ต้องได้ประโยชน์ รวมถึงเอกชนต้องปรับปรุงทางพิเศษศรีรัชและต้อง ไม่มีข้อพิพาทเกิดขึ้นอีก โดยยืนยันว่าเรื่องนี้ไม่ได้เอื้อประโยชน์ให้กับใครทั้งสิ้น ฟังเผิน ๆ เหมือนจะดูดีนะครับ และนี่ก็เป็นลักษณะการดำเนินการทางการเมืองของ คสช. มาตลอดครับ มีแต่คำพูดสวยหรู แต่มาดูรายละเอียดลึก ๆ เดี๋ยวผมจะถอดรหัสคำต่อคำให้ฟังว่านโยบายที่ท่านให้ วิสัยทัศน์ ของท่านผู้นำคืออะไรนะครับ ขอตัดไปที่สไลด์ (Slide) นะครับ

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)

ประโยคแรกท่านบอกว่า ให้นโยบายไปแล้วว่าสามารถทำได้ ผมก็ต้องถามก่อนว่าท่านรู้เรื่องรู้รายละเอียดหรือยัง มันทำได้แต่ประชาชนหรือกลุ่มทุนที่ได้ประโยชน์ ประโยคที่ ๒ ท่านบอกว่าเพราะเป็น เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมานานแล้วแต่ก็พยายามจะแก้ไขปัญหาให้ได้ คือเหตุการณ์นี้มันเกิดขึ้น มานานแล้ว จริงครับ แต่ศาลตัดสินไปแล้วแค่ ๔,๓๑๘ ล้านบาท แต่ดันจะพ่วง ๒ ก้อนใหญ่ เข้าไปจนกลายเป็นหนี้ ๓๐ ปี ๔๓๐,๐๐๐ ล้านบาท แบบนี้เรียกแก้ปัญหาหรือสร้างปัญหา ครับท่านประธาน ประโยคที่ ๓ ท่านบอกว่าหลักในการเจรจาคือการทางพิเศษต้อง ไม่จ่ายเงินสดในกรณีแพ้คดี ผมก็งงนะครับ ทำไมจะจ่ายเงินสดไม่ได้หากมีเงินพอ แล้วผม ก็เช็ก (Check) ไปกับการทางพิเศษแล้วว่าเขาอยากจะจ่าย เขายินดีจ่าย เขามีเงินจะจ่าย เขาสามารถจ่ายได้หมดภายใน ๑ ปีแน่นอน เขาต้องการที่จะจ่าย แต่ธงนำมันมาเป็นอย่างนั้น มันมาจากมติ ครม. ให้ไปขยายสัมปทานไม่จ่ายเงินสด แต่ทำไมจะจ่ายไม่ได้ แล้วตอนนี้เงิน ไปกองอยู่ที่เขาเยอะมากนะครับ นี่ทำไทยแลนด์ ฟิวเจอร์ ฟันด์ อะไรกัน (Thailand Future Fund) อะไรกันอีกประเด็นหนึ่ง ถ้าว่าง ๆ จะอภิปรายให้ฟัง แต่เงินไปกองอยู่ที่เขาโดยเขา ไม่ได้ใช้ประโยชน์ แล้วก็ต้องจ่ายดอกเบี้ยทุกวันด้วยเพราะไม่รีบจ่ายค่าคดีสักทีนะครับ ประโยคที่ ๔ ท่านบอกว่า การทางพิเศษต้องได้สิทธิประโยชน์ไม่ต่ำกว่าที่เคยได้ อันนี้ผมก็ ไม่เข้าใจว่าใช้อะไรคิดเพราะมันผิดแล้วครับ การทางพิเศษต้องได้รับสิทธิประโยชน์ไม่ต่ำกว่า ที่ควรจะได้ เพราะมันไม่ควรแบ่ง มันหมดระยะเวลาสัมปทานไปแล้ว สัมปทานมัน ๓๐ ปี ประโยคที่ ๕ ประชาชนต้องได้ประโยชน์ คือทำแบบท่านผมว่าประชาชนเสียประโยชน์ชัด ๆ เพราะแบ่งเงินไปให้บริษัทตั้ง ๔๐ เปอร์เซ็นต์ คิดเป็นมูลค่ากว่า ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แทนที่จะเก็บไปพัฒนาประเทศ ประโยคที่ ๖ ท่านบอกว่าเอกชนต้องปรับปรุงทางพิเศษศรีรัช อันนี้ไม่เกี่ยวกันเลย อย่าเอา มาพ่วง รีบพ่วงโดยไม่มีรายละเอียดมันจะกลายเป็นค่าโง่ต่อไปในอนาคต อย่างเช่นกรณี โฮปเวลล์ (Hopewell) ที่รัฐไม่สามารถส่งมอบที่ดินให้ได้ทันเวลา และอย่างที่บอกอันนี้ ยังไม่เคยศึกษา อีไอเอ (EIA) จะได้ที่มาหรือเปล่าก็ไม่รู้ แล้วจะไปขยายสัญญาสัมปทานกัน ประโยคที่ ๗ บอกว่าต้องไม่มีข้อพิพาทเกิดขึ้นอีก อันนี้ยิ่งงงใหญ่ ท่านสั่งการกันอย่างนี้ ได้ด้วยหรือ การลัดขั้นตอนแบบไม่มีรายละเอียดนี่ที่มันจะทำให้เกิดข้อพิพาทขึ้นอีกในอนาคต แต่ท่านยืนยันว่าเรื่องนี้ไม่ได้เอื้อประโยชน์ให้กับใครทั้งสิ้น เดี๋ยวเรามาลองพิจารณากัน สำหรับผมนี่มันชัดเจน นี่มันเป็นการเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มทุนชัด ๆ เรามาดูความไม่ชอบมาพากล เราก็ไปไล่เอกสาร อย่างที่ผมบอกผมเคยเป็นพนักงานการทางพิเศษแห่งประเทศไทยมาก่อน เพื่อนฝูง ลูกศิษย์ลูกหาอยู่ในนั้นเพียบ ได้รับสายมาเพราะบ้านกำลังจะถูกเผา ผมมีคลิป (Clip) เสียง มีอะไรต่าง ๆ ที่ไม่สามารถนำมาพูดได้ในสภา แต่ผมพยายามจะปะติดปะต่อ เรื่องราวให้ท่านฟัง คือถ้าไปตรวจเอกสารกันนี่มันมีความเร่งรีบแบบผิดปกติเยอะมาก มีวาระลับ วาระจร นัดประชุมพิเศษ มีกันคนโน้นเข้า กันคนนี้เข้าต่าง ๆ ที่สำคัญเวลาเราพูด ถึงสัญญามูลค่า ๔๓๐,๐๐๐ ล้านบาท ปกติร่างสัญญาจะต้องร่างจากการทางพิเศษ แห่งประเทศไทยโดยแต่งตั้งคณะทำงานมาศึกษาอย่างรอบคอบ ค่อย ๆ ร่างกันมาไม่ให้รัฐ เสียหาย แต่ร่างสัญญาฉบับนี้ที่เรากำลังพูดกันนี่มันถูกยัดใส่มือจากบริษัทผู้มาขอสัมปทาน ร่างมาจากตรงนั้น ตรงนี้มีหนังสือที่ยืนยันได้ผมถึงกล้าพูด มันมีบางอย่างที่ผมไม่กล้าพูด ในที่สาธารณะ แต่ตรงนี้ยืนยันได้ว่าร่างสัญญาส่งมาจากทางบริษัท

ประเด็นที่ ๓ มีการปลดผู้ว่าการตามคำสั่งนายกรัฐมนตรี ที่ ๑๐/๒๕๖๒ เมื่อวันที่ ๒๔ เมษายน แน่นอนครับ มันมีหลาย ๆ เหตุผลที่พูดได้ กับหลาย ๆ เหตุผลที่พูด ไม่ได้ ผมขอพูดแต่เหตุผลที่พูดได้แล้วกัน ผมไปขุดเอกสารดูว่ามันเกิดอะไรขึ้น ทำไมถึงปลด ผู้ว่าการ ซึ่งแน่นอนการปลดผู้ว่าการมันไม่มีเหตุผลระบุในคำสั่งปลดหรอกครับ แต่เรามาดู เอกสารเหล่านี้กัน เอกสารเหล่านี้คือเอกสารที่คณะทำงานที่ท่านผู้ว่าการตั้งขึ้นมาพิจารณา ใน ๓ ด้านหลัก

ด้านแรกคือด้านกฎหมาย ด้านกฎหมายคณะทำงานก็ได้ให้ความเห็นออกมา ว่าการที่การทางพิเศษแห่งประเทศไทยนำคดีและข้อพิพาท ซึ่งสำนักงานอัยการสูงสุด มีความเห็นว่ามีเหตุเพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ และสำนักงานอัยการสูงสุดก็เป็น ผู้รับมอบอำนาจในการดำเนินคดี โดยคดียังอยู่ในระหว่างการพิจารณา การดำเนินการ ดังกล่าวอาจเป็นการตีความข้อสัญญาให้เอื้อประโยชน์แก่บริษัท ทำให้การทางพิเศษ แห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง ท่านลองคิด สภาพดู ถ้าท่านเป็นพนักงานหรือเป็นข้าราชการตัวเล็ก ๆ คนหนึ่ง การที่ท่านกล้าเขียน ประโยคอย่างนี้ลงไปในความเห็นของคณะทำงาน ทั้ง ๆ ที่ธงจากท่านผู้นำชัดเจนให้ขยาย สัญญาสัมปทานนี่นะครับ เขาต้องใช้ความกล้ามากขนาดไหน เขาเอาอาชีพหน้าที่การงาน ของเขามาเสี่ยง เพราะเขาทนไม่ได้ที่บ้านเขากำลังจะถูกเผา ดูความเห็นอื่นเป็นตัวอย่างกัน ในกรณีที่การทางพิเศษแห่งประเทศไทยมีความประสงค์จะเจรจาตามเงื่อนไขสัญญา สัมปทานระบบทางด่วนขั้นที่ ๒ อย่างน้อยต้องมีเงื่อนไขคือไม่นำรายได้ของขั้นที่ ๑ มารวม คือมันไม่เกี่ยวกัน จะเจรจาขั้นที่ ๒ และเอารายได้จากขั้นที่ ๑ มาพ่วงให้ แล้วก็ระยะเวลา ต้องไม่เกิน ๑๐ ปีตามสัญญาปัจจุบัน ข้อ ๒๑ ในสัญญาปัจจุบันก็มีเขียนว่าขยายเวลา ถ้ามีเหตุผลเพียงพอ ได้ ๑๐ ปี ไม่เกิน ๒ ครั้ง แต่นี่กำลังพูดถึง ๓๐ ปี แบ่งเป็น ๑๖ ปี เรื่องข้อพิพาทและ ๑๔ ปีสำหรับโครงการใหม่ที่ไม่มีรายละเอียด

ความเห็นด้านการเงิน บัญชีและความเสี่ยง อันนี้ก็คือเป็นความเห็นด้านที่ ๒ ของคณะทำงานอย่างที่ผมว่า คณะทำงานบอกว่าข้อมูลที่ใช้เจรจาไม่สอดคล้องกับข้อมูล ของคณะทำงาน เช่นปริมาณจราจรและมูลค่าโครงการ จึงมีข้อเสนอแนะ ๒ แนวทาง แนวทางที่ ๑ คือไม่ขยาย แต่จะจ่ายเงิน อยากจ่าย แนวทางที่ ๒ ก็คือขยาย แต่ขยายเฉพาะ ท่อนสีเขียว คุณอย่าเอาทางด่วนขั้นที่ ๑ กับขั้นที่ ๒ มาประเคนให้เอกชนเขา อันนี้คือ ความเห็นของคณะทำงานที่อยู่หน้างาน แต่ไม่รู้หายไปไหน เพราะว่าบอร์ด (Board) แต่งตั้ง โดยใคร และบอร์ด (Board) กระซิบว่าใครสั่งมา

ประเด็นที่ ๓ เรื่องของความเห็นด้านแผนงานการก่อสร้างทางพิเศษ อันนี้ ก็บอกว่าให้ที่ปรึกษาไปตรวจสอบมูลค่าการก่อสร้าง เพื่อให้การทางพิเศษแห่งประเทศไทย นำไปใช้ในการเจรจาและคำนวณระยะเวลาในการให้สัมปทาน คือพูดง่าย ๆ มูลค่าก่อสร้าง ก็ยังไม่ชัดเจน แบบก็ไม่มีรายละเอียด แล้ว ๒ ฝ่ายก็เจรจามาต่างกันแล้วคุณเอาอะไร ไปเจรจา สุดท้ายตัวเลขที่เจรจากันอยู่เป็นตัวเลขที่มาจากทางบริษัท ไม่ใช่มาจากทาง การทางพิเศษแห่งประเทศไทย อีกตัวอย่างหนึ่งก็บอกว่าการลงทุนยังไม่แน่นอน สามารถ ดำเนินการได้เมื่อไร ซึ่งแน่นอนจะส่งผลกระทบต่อการขยายสัญญาสัมปทาน แต่ก็จะรีบ ๆ เซ็นกันนี่ครับ เพราะฉะนั้นผมและพรรคอนาคตใหม่เราได้มีการพิจารณาเรื่องนี้เป็นอย่างดี และเราไม่ได้ด่าอย่างเดียว เราเสนอทางออกให้ด้วยนะครับ ทางออกก็คือขั้นตอนแรก จ่ายค่าโง่ไปก่อนเลย ๔,๓๐๐ ล้านบาท แล้วเขาอยากจะจ่ายด้วย และเขามีเงินพอ เงินไปกอง อยู่ที่เขาเยอะมากตอนนี้ จ่ายไปก่อนนะครับ ๒. ก็คือตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมา ซึ่งอย่างที่ผมเรียนต้องขออนุญาตท่านประธานนะครับ ญัตติ ๑ กับญัตติ ๒ เกี่ยวกับทางด่วน ญัตติ ๓ นี่ไม่เกี่ยว เพราะฉะนั้นคณะกรรมาธิการก็จะพิจารณาในรายละเอียดที่แตกต่างกัน คณะกรรมาธิการวิสามัญนี้ควรจะพิจารณาเรื่องของสัญญาสัมปทานทางด่วน ไม่อย่างนั้น พ่วงกันไปหลาย ๆ เรื่องมันจะมั่วมาก แล้วมันต้องไปดูในเอกสารในรายละเอียดต่าง ๆ เพราะว่าคณะกรรมาธิการชุดนี้มีเรื่องใหญ่ ๆ ๒ ประเด็นที่ต้องพิจารณา นั่นก็คือข้อ ๓ เรื่องแรกคือก้อนใหญ่ก้อนแรก เรื่องของข้อพิพาทที่จะเอามาพ่วงผมเรียกว่า เอกซ์เปกเทด ลอส (Expected loss) คือมูลค่าที่แท้จริงที่เราจะยอมความได้มันควรจะเป็น เท่าไร ตรงนี้จะอาศัยการทางพิเศษแห่งประเทศไทยอย่างเดียวไม่ได้ ต้องเอาหน่วยงาน ภาครัฐ นักกฎหมายมือดีเอามาช่วยกันทำ ช่วยกันรักษาผลประโยชน์ของชาติ

และสุดท้ายในเรื่องของโครงการดับเบิลเดก (Double Deck) จะทำ หรือไม่ทำ จะคุ้มหรือไม่ อย่าใช้ความคิดเห็นส่วนตัวกับโครงการใหญ่ ๆ อย่างนี้ แต่ประเด็นที่ ผมจะพูดก็คือมันต้องผ่านกระบวนการตามปกติ อย่าใช้อำนาจพิเศษมายัดเข้าไป

สุดท้ายนะครับ ผมอยากฝากให้ทุกท่านช่วยคิดนะครับ ผมจะเล่านิทานง่าย ๆ ให้ทุกท่านช่วยกันคิดนะครับท่านประธาน ท่านประธานครับ สมมุติว่าท่านเป็นเจ้าของ ร้านอาหารแห่งหนึ่งซึ่งมีอยู่เจ้าเดียวในละแวกนั้น ลูกค้าเยอะมาก กำไรงาม ลูกน้อง อุปกรณ์ และตัวอาคารก็เป็นของท่าน แต่ท่านมอบสิทธิให้นายบีมาเป็นผู้จัดการ หน้าที่ของนายบี ก็ไม่ได้มีอะไรมากแค่แบ่งเงินให้ท่าน ทำตามที่ท่านสั่งเอาเงินไปจ่ายลูกน้องท่าน ที่เหลือ เป็นเงินของนายบี พนักงานการทางพิเศษแห่งประเทศไทยเป็นพนักงานของการทางพิเศษ แห่งประเทศไทยหน้าที่ของบริษัทไม่ได้จัดหาพนักงานมาเก็บเงินด้วยซ้ำ เอาเงินมาจ่ายเงินเดือน ให้ เก็บรายได้มามาจ่ายเงินเดือนให้ เพราะฉะนั้นไม่มีเขาไม่ตาย ดำเนินการได้เลย การทางพิเศษ แห่งประเทศไทยสามารถเก็บเงินเองได้อยู่แล้ว โนฮาว (Know-how) อยู่ที่นี่นะครับ แต่ท่านได้มอบสิทธิให้นายบีมาเป็นผู้จัดการ หน้าที่ของนายบีก็ไม่ได้มีอะไรมากนะครับ แค่แบ่งเงินให้ท่าน ทำตามที่ท่านสั่ง เอาเงินไปจ่ายลูกน้องท่าน ที่เหลือเป็นส่วนของนายบี นายบีได้สิทธินี้มา ๓๐ ปีกำไรงามทีเดียว พิสูจน์ได้จากราคาบริษัทนะครับ จากผลกำไรต่าง ๆ ของบริษัท แต่นายบีไม่รู้จักพอ ตลอดเวลาคอยหาเรื่องฟ้องร้องท่านมาโดยตลอด เช่น ท่านไม่อยากขึ้นค่าอาหาร เพราะกำไรงามอยู่แล้วเดี๋ยวลูกค้าจะว่าได้ แต่นายบีอยากขึ้น เพราะกำไรจะได้มากไปอีกก็เลยมาฟ้องท่าน ในทางกลับกัน ท่านแทบไม่ได้ฟ้องร้องอะไรเขาบ้าง เลยครับ ท่านลองคิดดูนะครับ ถ้าท่านเปิดร้านอาหาร สมบัติทุกอย่างเป็นของท่าน กระทั่งลูกน้องพนักงานยังเป็นลูกน้องของท่านเลย เพียงแต่ท่านจ้างนายบีมาบริหารจัดการ เล็ก ๆ น้อย ๆ แต่เก็บเงินแบ่งเงินส่วนหนึ่งให้ท่าน อีกส่วนหนึ่งเป็นค่าใช้จ่ายในการมาจ่ายให้ ลูกน้องท่าน ไม่ใช่ลูกน้องของเขาด้วยซ้ำ และตลอดเวลา ๓๐ ปีที่ผ่านมาเขาหาเรื่องจะ ฟ้องร้องกับท่าน ซึ่งท่านก็ไม่ใช่คนเลวร้ายอะไรนะครับ เพราะท่านไม่อยากขึ้นค่าอาหาร เพราะท่านกลัวผู้ที่มาทานจะมาด่าท่านนะครับว่าจะเก็บอะไร ขูดรีดอะไรกันนักหนา แต่เพื่อนท่านอยากขึ้นราคาก็เลยมาบีบบังคับท่าน สุดท้ายก็ไปฟ้องท่าน ณ บัดนี้กำลังจะหมด ๓๐ ปีแล้วผมถามจริง ๆ เถอะ ถ้าในกรณีตัวอย่างเป็นร้านอาหารของท่าน เป็นสมบัติของท่าน ท่านจะเจรจาขยายสัญญากับเขาอีก ๓๐ ปีหรือไม่ครับ คือเป็นผม นอกจากไม่เจรจาแล้วนี่ยังมาโกรธกันด้วย จะมาฟ้องร้องอะไร แล้วกำไรต่าง ๆ เขาได้ไปเกิน ที่เขาลงทุนมากแล้วนะครับ ตรงนี้มีตัวเลข พิสูจน์ได้ รีเทิร์น ออน อินเวสต์เมนต์ (Return on Investment) ประมาณ ๙ เปอร์เซ็นต์ ถ้าผมจำไม่ผิด แต่มันสามารถพิสูจน์ได้ เพราะว่ารายได้ของบริษัทนี่เราก็มาดูว่ากำไรหรือไม่ เขาได้ผลตอบแทนเพียงพอแล้ว แล้วอย่างที่บอกคดีที่สู้กันอยู่เส้นสีเขียว แต่จะเอาเงินของเส้นสีน้ำเงิน ขั้นที่ ๑ กับขั้นที่ ๒ สีแดงมาโปะให้ มันมากกว่าที่เขาลงทุนก่อสร้างในเส้นสีเขียวนั้นอีกนะครับ นี่ครับคือสิ่งที่เกิดขึ้นกับ การทางพิเศษแห่งประเทศไทย นี่ครับคือสิ่งที่อำนาจพิเศษเข้าไปแล้วจะใช้วิธีลัด นี่หรือครับ คือสิ่งที่ผู้นำให้ไดเรกชัน (Direction) ไปทั้ง ๆ ที่ตัวเองรู้เรื่องหรือยัง รู้รายละเอียดหรือยังว่า เขากำลังจะทำอะไร ถ้าแอสซัมป์ชัน (Assumption) ของผมคือผู้นำของเราเป็นคนดี ผมก็คง ต้องบอกว่าไม่ฉลาดเท่าไรที่ให้นโยบายอย่างนี้ แต่ถ้าผู้นำของเราไม่ใช่คนดี อันนี้จบครับ คงไม่ต้องเถียง เพราะมันเห็นอยู่แล้วครับ สิ่งที่ทำมันทำเพื่อนายทุนหรือทำเพื่อประชาชน

ผมขอสรุปนะครับ ผมใช้เวลาช่วงสุดท้ายสรุปนะครับ ผมจึงขอเชิญชวน เพื่อนสมาชิกทุกท่านไม่ว่าท่านจะเป็นฝ่ายค้านหรือฝ่ายรัฐบาล ท่านจะเคยยกมือสนับสนุน ใครเป็นนายกรัฐมนตรี ท่านจะเคยกลับจุดยืนอย่างไร ไม่เป็นไรครับเรามาร่วมกันได้ในการ ตรวจสอบ ในการพิทักษ์ผลประโยชน์ให้กับประชาชนและประเทศชาติ ประเด็นที่ผม อยากจะเน้นย้ำนะครับ ถ้าเราไม่ให้สัมปทานไปแล้วการทางพิเศษแห่งประเทศไทยสามารถได้ ถือครองทรัพย์สินตรงนั้น เราสามารถคิดนโยบายอะไรดี ๆ ในแบบอนาคตใหม่เข้าไปพัฒนา การทางพิเศษแห่งประเทศไทยได้ ผมยกตัวอย่างให้ฟังนะครับ นโยบายหนึ่งที่ผมสามารถ ทำได้ถ้าผมไม่ต้องขยายสัญญาสัมปทานนะครับ ตอนกลางคืนที่ไม่ค่อยมีคนใช้รถ ผมเก็บค่าผ่านทางแค่ ๒๐ บาทพอ เพราะไม่ค่อยมีคนใช้รถอยู่แล้ว เผลอ ๆ รายได้จะเพิ่มมากขึ้น ด้วยซ้ำ เพราะคนไม่ได้ใช้ก็จะใช้ ที่สำคัญมันดีต่อโซเชียล เบเนฟิต (Social Benefit) เพราะว่าประชาชนไม่ต้องไปเสี่ยงตายอยู่บนท้องถนนธรรมดา วิ่งบนทางพิเศษมันปลอดภัยกว่า ฉะนั้นตอนกลางคืนจะไปเก็บเขาทำไมครับ ๕๐ บาท ก็เก็บแค่ ๒๐ บาทพอ แต่ทุกวันนี้ ถ้าเราจะลองสแทรทีจี (Strategy) ใหม่ ๆ แปลก ๆ อย่างนั้นทำได้หรือไม่ ทำไม่ได้ เดี๋ยวบริษัท เขามาฟ้องกันอีก นี่มีพ่วงอยู่ตั้ง ๑๗ คดี ๑๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทแล้ว เพราะฉะนั้นจะขยับ ตัวอะไรไม่ได้เลย แล้วเราไม่อยากทำอะไรเพื่อพี่น้องประชาชนใน ๓๐ ปีข้างหน้าหรือครับ

ประเด็นที่ ๒ ตอนนี้ขึ้นบางทางขึ้น ไปลงบางทางลงนี่ท่านต้องจ่าย ๓ ต่อ อย่างนี้ ถ้าเก็บดิสแทนซ์เบส (Distance-base) มันดีกว่าหรือไม่ วิ่งใกล้ก็จ่ายน้อย วิ่งไกล ก็จ่ายเยอะ อันนี้ก็ทำไม่ได้อีกถ้าให้สัมปทานทางด่วนเขาไป เพราะฉะนั้นผมถือว่าวันนี้ เป็นเรื่องที่ดีที่เราได้มาพูดคุยกันในสภาแห่งนี้ และผมพยายามชี้ให้เห็นผลงานชิ้นโบว์ดำ ของรัฐบาล คสช. ที่ผ่านมา ผมหวังว่าเพื่อนสมาชิกของผมไม่ว่าจะอยู่ทั้งฝ่ายรัฐบาลหรือ ฝ่ายค้านเรามาช่วยกันทำหน้าที่เพื่อพี่น้องประชาชนได้ มาร่วมกันตรวจสอบว่าสิ่งที่ผมพูด เป็นจริงหรือไม่จริง เอกสารมีเพียบ ส่วนเรื่องของท่านประธานก็ต้องฝากไปอย่างที่บอก คณะกรรมาธิการที่ต้องตั้งนี่ท่านต้องแยกแยะญัตติที่ ๑ กับญัตติที่ ๒ คนละเรื่องกับญัตติที่ ๓ แนวทางข้อพิจารณาอะไรต่างกัน ที่มาที่ไปต่างกันนะครับ ก็ยังเป็นโชคดีที่สภาแห่งนี้กลับมา ทำหน้าที่ทัน ตลอด ๕ ปีที่ผ่านมาทางผมและพรรคอนาคตใหม่ได้ติดตามโครงการการลงทุน โครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ของรัฐหลากหลายโครงการที่ไปใช้อำนาจพิเศษในการผลักดัน เอาแต่สร้างโดยไม่ได้คิดเรื่องของความคุ้มค่า ความซ้ำซ้อนของโครงการ เอาแต่ผลาญเงิน งบประมาณของพวกเราไป เพื่อน ๆ เราตอนข้อหารือมีปัญหาเรื่องซ่อมถนน แสงสว่าง อยากได้อะไรเพิ่ม อยากได้อะไรเพิ่ม พวกนั้นเงินเล็กน้อยมากครับกับที่เขากำลังผลาญไปกับ โครงการคมนาคมขนาดใหญ่ ฉะนั้นอย่างน้อยในเรื่องของสัญญาสัมปทานทางด่วนเรามีเวลา เพียงพอที่จะหยุดเขา เพราะหลายโครงการเราหยุดเขาไม่ทันเขาเซ็นสัญญาไปแล้ว เรามาช่วยกันเถอะครับ มาช่วยกันตรวจสอบรักษาผลประโยชน์ให้พี่น้องประชาชน ขอบคุณครับ