ศุภชัย สนับสนุนตั้งกรรมาธิการศึกษาต่ออายุสัมปทานทางพิเศษฯ

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๑ · ๑๑ กรกฎาคม ๒๕๖๒

ศุภชัย ใจสมุทร หารือการต่ออายุสัมปทานของการทางพิเศษแห่งประเทศไทย โดยเน้นย้ำความจำเป็นในการพิจารณาทั้งด้านบวกและลบอย่างรอบด้าน พร้อมเรียกร้องความโปร่งใสและประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติและประชาชน

นายศุภชัย ใจสมุทร แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพรัก ผมขอขอบพระคุณสภาแห่งนี้ที่ให้โอกาสผมได้มีการแสดงความคิดเห็นในสิ่งที่พวกเรากำลังพูด ในเรื่องของประโยชน์ของประเทศชาติ ประโยชน์ของพี่น้องประชาชน ผมว่าห้วงเวลา ช่วงบ่ายนี้เป็นช่วงเวลาที่เราได้ใช้เวลาอันคุ้มค่าในการทำงานในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ท่านประธานครับ ผมขอเรียนว่าสิ่งซึ่งสมาชิกพี่น้องของเราในที่แห่งนี้ได้มีการเสนอ ต่อที่ประชุมเป็นญัตติในเรื่องดังกล่าวนี้ เป็นเรื่องที่สภาควรที่จะต้องให้ความสนใจ เพราะมันเป็นเรื่องของประโยชน์ของประชาชน ประโยชน์ของประเทศชาติ แต่สิ่งที่ผม อยากจะขอกราบเรียนก็คือว่าวันนี้ท่านได้มีการเสนอ โดยเฉพาะเรื่องของการทางพิเศษ แห่งประเทศไทยนะครับ ผมอยากจะเรียนว่าผมจะเสนอต่อที่ประชุมแห่งนี้ ต่อท่านประธาน เฉพาะเรื่องของการทางพิเศษแห่งประเทศไทย เรื่องการต่ออายุสัมปทานเท่านั้นนะครับ ก็คือญัตติที่ ๑ และญัตติที่ ๒ เรื่องนี้ผมขอเรียนว่าสิ่งที่ผมอยากให้เกิดขึ้นถ้าจะต้องมีการตั้ง คณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษา ควรที่จะพิจารณาให้มันครบถ้วนทั้ง ๒ ด้าน บวกหรือลบ ถ้าจะ ไม่ต่อก็ควรจะต้องมีเหตุผลในการที่จะต้องชี้แจงได้ว่า ถ้าไม่ต่อประเทศชาติหรือประชาชน จะได้ประโยชน์อะไร หรือถ้าต่อแล้วได้อะไร เพราะฉะนั้นถ้าจะต้องตั้งคณะกรรมาธิการ ผมก็ขอสนับสนุนให้สมาชิก ท่านกรรมาธิการทุกท่านได้พิจารณาในทั้ง ๒ ด้านให้มันครบถ้วน ให้มันฟังความทุกด้านเพื่อเป็นประโยชน์ สิ่งที่จะขอเรียนก็คือผมในฐานะที่เป็นสมาชิก พรรคภูมิใจไทย วันนี้พรรคภูมิใจไทยได้มีโอกาสในการที่จะเข้าไปดูและกำกับการทางพิเศษ แห่งประเทศไทย เพราะฉะนั้นผมคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ถ้ามีการตั้งคณะกรรมาธิการไป และได้ศึกษา สิ่งที่จะเป็นประโยชน์ต่อกระทรวงคมนาคมโดยท่านรัฐมนตรีศักดิ์สยาม ชิดชอบ ก็คือการนำสิ่งที่พวกเราที่นี่ในฐานะฝ่ายนิติบัญญัติ ได้ศึกษาและนำไปเป็นประโยชน์ ในการที่ท่านจะได้ทำอะไรเพื่อเป็นประโยชน์สูงสุดต่อชาติต่อบ้านเมือง และให้เกิดความเป็นธรรม ให้กับทุก ๆ ด้าน ท่านประธานครับ ในส่วนตัวผมอยากจะขอเรียนว่าผมก็ได้ศึกษามาว่า การทางพิเศษแห่งประเทศไทยเองเคยมีมติของบอร์ด (Board) ของการทางพิเศษ แห่งประเทศไทย ของ กทพ. เมื่อประมาณ ๒๐ กว่าปีที่แล้ว ในการที่จะออกมาเป็นมติว่า คดีทุกคดีของการทางพิเศษแห่งประเทศไทย หากจะต้องมีการสู้กับเอกชนผู้รับสัมปทาน หรืออะไรก็ตามนี่นะครับ จะต้องสู้ให้ถึงที่สุด ในแต่ละคดีจะไม่มีการประนีประนอมยอมความกัน ในระหว่างทาง ผมเข้าใจว่าเจตนาเรื่องนี้ก็คือต้องการที่จะทำให้ผู้บริหารของการทางพิเศษ แห่งประเทศไทยไม่ได้ใช้อำนาจโดยไม่ถูกต้อง ที่ไม่โปร่งใส ซึ่งอาจจะเป็นการแสวงหา ประโยชน์ให้กับคณะผู้บริหาร การทางพิเศษแห่งประเทศไทยเป็นรัฐวิสาหกิจ การดำเนินการ จะต้องดำเนินการด้วยความโปร่งใส แน่นอนครับ ถ้าท่านประธานเป็นผู้บริหาร ของบริษัทเอกชน ผมเป็นผู้บริหารของบริษัทเอกชน เราอาจจะใช้วิธีการในการตัดสินใจ ที่จะประนีประนอมยอมความกันในคดีแต่ละคดี เพื่อประโยชน์ของบริษัทได้ เพื่อประโยชน์ ของผู้ถือหุ้นซึ่งเป็นเจ้าของที่แท้จริง แต่ความเป็นการทางพิเศษแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจไม่อาจจะทำอย่างนั้นได้ แน่นอนครับ วันนี้สิ่งที่เกิดขึ้นคือได้พบว่ามีมติ ของคณะรัฐมนตรีเพื่อที่จะให้ดำเนินการ แต่นั่นคือเป็นมติของคณะรัฐมนตรีซึ่งเป็นอดีต คณะรัฐมนตรี เรื่องที่มันจะเกิดขึ้นในปัจจุบันว่า ครม. ปัจจุบัน หรือกระทรวงคมนาคมจะดำเนินการไปอย่างไรก็เป็นเรื่องที่ผมคิดว่าในที่สุดแล้ว ทุกฝ่ายก็คงที่จะต้องทำเพื่อประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติ ผมย้ำเสมอว่าวันนี้ฝ่ายของเรา คือฝ่ายนิติบัญญัติ มีหน้าที่ในการที่จะต้องตรวจสอบความไม่โปร่งใส ความไม่ชอบมาพากล ในการบริหารราชการแผ่นดินของฝ่ายบริหาร ของภาครัฐวิสาหกิจ อย่างการทางพิเศษ แห่งประเทศไทย ผมเชื่อว่าวันนี้สิ่งนี้พวกเราที่นี่ทุกคนก็กำลังจะทำหน้าที่ของเราให้สมกับที่ พี่น้องประชาชนเลือกมา และผมเชื่อว่าฝ่ายบริหารเอง กระทรวงคมนาคมโดยการนำของ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมท่านใหม่ คือท่านศักดิ์สยาม ชิดชอบ มาจากพรรคภูมิใจไทย ท่านคงที่จะมีความตั้งใจมีวิธีคิดที่ไม่แตกต่างจากพวกเราที่นี่ก็คือการตั้งใจ มุ่งหมาย ทำงาน เพื่อบ้านเพื่อเมือง เพื่อประโยชน์สุขของพี่น้องประชาชน เพราะฉะนั้นวันนี้ถ้าได้มีการศึกษากัน แล้วในฐานะที่พวกเราถ้าจะมีการตั้งกัน ซึ่งผมไม่ทราบว่าสภาแห่งนี้จะมีการตั้งคณะกรรมาธิการ วิสามัญกันหรือไม่อย่างไรนะครับ แต่ผมจะบอกว่าสิ่งที่เราได้พบจากการนำเสนอของ ท่านสมาชิก หรือข้อเท็จจริงที่ได้ปรากฏอยู่ในสื่อต่าง ๆ เราก็พบว่าความเป็นจริงแล้ว วันนี้การทางพิเศษแห่งประเทศไทยมีคดีที่แพ้แล้วถึงที่สุดต่อ บีอีเอ็ม (BEM) แค่คดีเดียว ๔,๐๐๐ กว่าล้านบาท เพราะฉะนั้นมันจะต้องเป็นโจทย์ที่จะต้องคิดว่าแล้วความเป็นจริง เมื่อแพ้ไป ๑ คดี คดีอื่นทุกคดีมันจะต้องแพ้ด้วยหรือ ผมประกอบวิชาชีพเป็นทนายความมา ๓๐ ปีแล้วครับ ผมสู้ทุกคดีนะครับ ทุกคดีมีช่องทางในการที่จะชนะคดีได้เสมอ เพราะฉะนั้น ในส่วนตัวผมจึงไม่เห็นด้วยในการที่เมื่อเราแพ้ไป ๑ คดี แล้วเราไปตีความในอนาคตว่า ยอมแพ้ ยกธงขาวไม่เอาดีกว่า จ่ายเสียเถอะ หรือมาต่อสัญญา วันนี้มีการพยายามสร้าง ตัวเลขที่น่าสะพรึงกลัวขึ้นมา ให้ประชาชนเกิดความสับสน เกิดความไม่เข้าใจว่าถ้าจะไม่ยอม ต่อสัญญา หรือไม่นำคดีทุกคดีมาตกลงกัน แล้วจะทำให้เสียหายเป็นหนี้นับเป็นแสนล้านอะไร อย่างนี้ เป็นหนี้ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เป็นหน้าที่ของสภาผู้แทนราษฎรของเราในการที่จะต้องทำ หน้าที่นำทุกเรื่องให้เกิดความกระจ่างต่อพี่น้องประชาชน และจะต้องเสนอต่อฝ่ายบริหารว่า สิ่งที่เราสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือคณะกรรมาธิการวิสามัญที่จะตั้งขึ้นมาได้ศึกษาแล้ว เป็นอย่างไร ความจริงในส่วนตัวผมถึงแม้ว่าคดีทุกคดีมันจะมีโอกาสชนะหรือว่าในทุกคดีจำเป็น ที่จะต้องมาศึกษาว่าจะต้องยอมกันหรือไม่ อย่างไร ในส่วนตัวผมก็ไม่ได้ปฏิเสธว่าถ้าจะทำ เช่นนั้นอาจจะทำได้ ถ้าเราพิจารณาว่าในที่สุดถ้าจะต้องต่อสัญญากับการไม่ต่อ ประชาชน ได้ประโยชน์อย่างใดมากกว่ากัน การทางพิเศษแห่งประเทศไทยจะได้ประโยชน์อย่างใด มากกว่ากัน ซึ่งเหล่านี้ผมว่ามันไม่เหลือบ่ากว่าแรงที่เราจะแสดงให้เห็น ได้พิสูจน์กันโดยใช้ กระบวนการในการศึกษา ไม่ว่าจะเป็นทางกฎหมายก็ดี ทางวิศวกรรม ซึ่งท่านสมาชิกเอง ก็ได้นำเสนอ ซึ่งผมคิดว่ามันเป็นประโยชน์ในการที่เราจะเข้าสู่รายละเอียดต่อไป เพราะฉะนั้น เรื่องนี้ในฐานะที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรคภูมิใจไทย ผมก็คิดว่าถ้าเราศึกษาแล้ว เป็นประโยชน์เราก็สนับสนุนและผมเชื่อว่า ผมอ่านใจว่าท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ท่านใหม่เองท่านก็คิดเหมือนพวกเราทุกคนที่นี่ คือการที่จะทำให้การทางพิเศษแห่งประเทศไทย จะไม่มีการเสียเปรียบในการที่จะทำให้การเป็นคู่สัญญากับผู้รับสัมปทานต่อไป และใน ขณะเดียวกันถ้าได้ศึกษาแล้วได้พบว่าไม่มีความจำเป็นที่จะต้องให้ต่อสัมปทาน สัญญา สัมปทานยังไม่ต้องต่อ ผมว่าตรงนั้นก็ต้องศึกษากันให้ดี ๆ ว่ามันอาจจะเป็นประโยชน์ อย่างมากมายที่สุดต่อประชาชนต่อการทางพิเศษแห่งประเทศไทย ในการที่จะมาแสวงหา ประโยชน์ วันนี้สัญญาบอกว่าต้องขึ้นค่าทางด่วนทุก ๕ ปี ทุก ๕ ปี แน่นอนครับ ถ้าการทางพิเศษแห่งประเทศไทยสามารถเอามาบริหารเองโดยไม่ต้องต่อสัญญา ถ้าไม่ต่อ สัญญามันก็จะเป็นประโยชน์กับประชาชนว่าอาจจะไม่ต้องขึ้นค่าทางด่วน ประชาชนก็จะได้ ประโยชน์ในการที่จะไม่ต้องจ่ายค่าทางด่วนที่ราคาสูงทุก ๕ ปี ในขณะเดียวกัน ในการที่ถ้าบริหารดี ๆ มีกำไรก็ขยายส่วนต่อไปตรงไหนอีกก็ได้ ล้วนแล้ว ที่จะเกิดขึ้นได้ทุกประการครับท่านประธานที่เคารพ เพราะฉะนั้นผมจึงเห็นว่าในที่สุดแล้ว ถ้าทุกอย่างได้มีการศึกษากัน โดยสภาของเรานำเสนอต่อฝ่ายบริหาร ผมว่าก็จะเป็นสิ่งที่เป็น ประโยชน์ เป็นการทำแบบคู่ขนานกัน ระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติของเรากับฝ่ายบริหาร ในขณะเดียวกันผมเชื่อว่าตอนนี้ถ้ารัฐมนตรีท่านใหม่ท่านเข้าไปบริหารกระทรวง และท่าน ได้มีข้อมูลต่าง ๆ ในส่วนภาคโน้น แล้วเอาทุกอย่างมารวมกัน ทุกอย่างเป็นผลบวกทั้งสิ้นครับ เพราะฉะนั้นผมไม่คิดว่าวันนี้เราจะไม่ได้อะไรจากการที่จะศึกษาเรื่องนี้ เพราะฉะนั้นวันนี้ ถ้าสภาผู้แทนราษฎรของพวกเราที่นี่ทุกคนเห็นพ้องต้องกันว่าจะศึกษา ผมว่าก็จะเป็นคู่มือ เครื่องมืออย่างดีในการที่จะทำให้ฝ่ายบริหารตัดสินใจ สิ่งสำคัญที่สุดวันนี้ก็คือว่าอย่าเพิ่งรีบ หมายถึงว่าสภาผู้แทนราษฎรเราก็ทำงานของเราไป ศึกษาให้ดี ในขณะเดียวกันฝ่ายบริหาร เมื่อทราบว่าพวกเราที่นี่ทุกคนได้มีมติว่าจะต้องศึกษากัน ก็ได้โปรดที่จะรอพวกเรา ก่อนที่จะ ได้ตัดสินใจไปในทางใดทางหนึ่ง เพราะว่าวันนี้รัฐบาลชุดที่แล้วท่านมีมติท่านจบไปแล้ว รัฐบาลชุดใหม่ โดยคณะรัฐมนตรีชุดใหม่อาจจะเป็นนายกรัฐมนตรีท่านเดิม แต่อันนี้เป็น อีกบุคคลหนึ่งแล้ว เป็นอีกมิติหนึ่งแล้ว เป็นห้วงเวลาที่ เมื่อสักครู่ท่านสมาชิกได้มีการพูดถึงว่า เป็นการตัดสินใจในช่วงเวลาของการใช้อำนาจของผู้มีอำนาจเบ็ดเสร็จ วันนี้ก็ต้องบอกว่า วันนี้รัฐบาลชุดใหม่ท่านก็ต้องฟังพวกเรา เรามีสภาซึ่งมาจากหลากหลาย มีฝ่ายค้าน มีฝ่ายรัฐบาล มีฝ่ายที่เห็นด้วยในเรื่องบางเรื่อง ไม่เห็นด้วยเรื่องบางเรื่อง พูดก็พูด ขออนุญาต ที่จะต้องเอ่ยว่า แท้จริงแล้วผมก็ค่อนข้างชื่นชมท่านผู้ที่ยื่นญัตตินะครับ ขออนุญาต ก็คือท่านนายแพทย์ระวี ผมก็คิดว่าท่านเป็นฝ่ายรัฐบาล แต่ดู ๆ เนื้อหาท่าน ท่านก็มี ความเป็นกลาง สิ่งที่ต้องการทำก็เพื่อประโยชน์ประชาชน เพราะฉะนั้นนี่คือมิติที่เกิดขึ้นว่า ถ้าท่านเป็นฝ่ายรัฐบาลก็ไม่จำเป็นว่าท่านจะต้องไม่ตรวจสอบรัฐบาล ไม่ตั้งคำถามกับรัฐบาล ในทางกลับกันผมว่าวันนี้บรรยากาศแบบนี้ก็เกิดขึ้นได้ในทุกพรรคการเมือง ปีกรัฐบาลถ้าเห็นว่า ฝ่ายค้านเสนออะไรดี ๆ ก็พร้อมที่จะสนับสนุนฝ่ายค้าน ในขณะเดียวกันฝ่ายรัฐบาลถ้าท่าน ยืนอยู่จุดนี้บางทีท่านก็ไม่จำเป็นที่จะต้องเป็นรัฐบาลในทุกกรณีไป เพราะฉะนั้นเรื่อง สิ่งที่เกิดขึ้นผมจึงคิดว่าเป็นนิมิตหมายอันดี บรรยากาศช่วงเช้า ๆ อาจจะดุเดือดดุดันบ้าง ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดา วันพฤหัสบดีก็อย่างว่าละดวงแรง เพราะฉะนั้นพอยามบ่ายเข้ามา บ่ายคล้อยมาอากาศเย็น ๆ ที่นี่ก็ทำให้บรรยากาศคลี่คลาย สิ่งสำคัญที่สุดที่อยากจะเรียน ท่านประธานก็คือว่าสิ่งที่พวกเรากำลังทำกันเป็นสิ่งที่ประชาชนที่อยู่ทางบ้าน ที่ได้ติดตาม การถ่ายทอดของเราฟังแล้วชื่นใจ เพราะพวกเรากำลังใช้สติปัญญาทุ่มเททำงานเพื่อ พี่น้องประชาชน พี่น้องสัมผัส พี่น้องรู้ได้ว่าพวกเราตั้งใจที่จะทำงานเพื่อพี่น้องประชาชน เพื่อผลประโยชน์สูงสุดของประชาชน เพราะฉะนั้นบรรยากาศแบบนี้เป็นบรรยากาศที่ดีครับ ทีนี้อยากฝากท่านผู้ชมทางบ้านนะครับ ขออนุญาตบอกว่าภาพที่ท่านเห็นกัน แล้วก็เห็นว่า เก้าอี้โล่ง ๆ นี่พวกผมยังอยู่กันครบนะครับ ไม่ได้ไปไหน อยู่รอบ ๆ บางทีอากาศห้องนี้หนาว ก็เลยเดินบ้าง วนบ้าง แต่เรียกไม่เกิน ๒ นาที เราก็จะอยู่กันเต็ม เพราะฉะนั้นวันนี้ ๔๘๐- ๔๙๐ คน ยังอยู่ครบทุกประการนะครับ อาจจะเห็นเก้าอี้เยอะไม่ได้แปลว่าเก้าอี้นั้น ไม่มีเจ้าของ ทุกเก้าอี้มีเจ้าของ แล้วก็พร้อมที่จะมาในทันที ก็ขอกราบขอบพระคุณ ท่านประธานที่เคารพนะครับ ท่านประธานก็อย่าดุผมนะครับ ผมกลัวท่าน ขอบพระคุณครับ ท่านประธานครับ