ยุทธพงศ์ จรัสเสถียร หารือประเด็นการต่ออายุสัมปทานทางด่วนขั้นที่ 2 และรถไฟฟ้าให้บริษัทเอกชน ตั้งคำถามถึงความโปร่งใส ที่มาของข้อตกลง และความเสี่ยงต่อค่าโง่ที่อาจสูงถึงแสนล้านบาท โดยกล่าวถึงประวัติความเป็นมาของการร่วมทุนกับบริษัทญี่ปุ่นก่อนเปลี่ยนมาเป็นบริษัทไทย พร้อมวิพากษ์กรณีพิพาทค่าผ่านทาง การขึ้นค่าตามอัตราเงินเฟ้อ การขยายเส้นทางแจ้งวัฒนะ และผลจากการตัดสินศาลรวมถึงข้อตกลงเจรจาระหว่างการทางพิเศษแห่งประเทศไทยกับบริษัท บีอีเอ็ม ที่มีเป้าหมายลดภาระความเสียหายของรัฐ
เพราะว่าท่านบอกว่าเป็นเรื่อง ทำนองเดียวกัน และท่านอนุญาตให้บรรจุแล้วครับ ท่านประธานครับ ผมขออนุญาต เพราะว่ามันเป็น ๒ ญัตติด่วนนะครับ ให้พิจารณาควบรวมกัน ทีนี้ผมเอง ก็จะขออภิปราย ในเรื่องของทางด่วนที่บอกว่าจะมีการต่ออายุสัมปทานทางด่วนนะครับ ให้กับบริษัท ทางด่วน และรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) และรถใต้ดินของกรุงเทพมหานคร หรือ บีอีเอ็ม (BEM) ออกไปอีก ๓๐ ปี ท่านประธานครับ เรื่องนี้มันมีที่มาที่ไปอย่างไรนะครับ ผมขออนุญาต ได้เรียนท่านประธาน แล้วก็ได้เรียนท่านสมาชิกนะครับว่า อยู่ ๆ มันทำไมไปมีสัมปทาน ทางด่วน และสัมปทานทางด่วนนี่มันไม่ใช่ทั้งหมดนะครับ มันเฉพาะทางด่วนขั้นที่ ๒ ทางด่วนขั้นที่ ๒ ท่านประธานครับ หลายคนอาจจะไม่รู้ว่า อันไหนขั้นที่ ๑ อันไหนขั้นที่ ๒ อันไหนขั้นที่ ๓ นะครับ เพราะว่ามันไม่ได้เขียนไว้ ผมก็ขออนุญาตท่านประธานได้เรียน ท่านสมาชิกนะครับว่า ทางด่วนที่มันมีปัญหาที่สภากำลังพิจารณาที่บอกว่า ทางด่วนขั้นที่ ๒ มันอยู่ที่ไหนครับท่านประธาน อยู่ใกล้ ๆ สภาทีโอทีเรานี่นะครับ ท่านประธานครับ ถ้าออกจากสภาเราไปถึงแจ้งวัฒนะที่มันมีทางขึ้นทางด่วน ตรงไปจะมีด่านใหญ่ ๆ ที่เสียเงิน ๖๐ บาทนั่นนะครับ ด่านใหญ่ ๆ ตรงงามวงศ์วาน อันนั้นละครับ เขาเริ่มทางด่วนขั้นที่ ๒ จากตรงนั้นท่านประธานก็จะวิ่งไปผ่านไปทางพระราม ๖ ตรงกระทรวงการคลัง แล้วก็จะต่อไปที่บริเวณพระราม ๙ แล้วก็รัชดาภิเษกนี่นะครับ ตรงนี้เขาเรียกว่า ทางด่วน ขั้นที่ ๒ และอีกส่วนหนึ่งนะครับ ก็คือจากงามวงศ์วานก็วิ่งไปทางพระรามที่ ๖ นะครับ แล้วก็จะแยกออกไปทางยมราชที่เมื่อก่อนเราไปสภาเดิมของเราท่านประธานครับ ไปลงทางด่วนตรงยมราชก็ต่อไปครับ ไปสีลม แล้วก็ไปถนนจันทน์ แล้วก็จะไปเชื่อมกับ ทางด่วนขั้นที่ ๑ อยู่ตรงบางโคล่นะครับ แล้วก็จะข้ามสะพานแขวนตรงไปดาวคะนอง อันนี้ เขาเรียกว่า ทางด่วนขั้นที่ ๒ ท่านประธานครับ แล้วอยู่ ๆ เอ๊ะ ทำไมทางด่วนขั้นที่ ๒ มันถึงมี บริษัทเอกชนเข้ามาดำเนินการ และทำไมทางด่วนขั้นที่ ๑ มันเป็นของรัฐบาลเอง ผมต้องเรียน ท่านประธาน เพื่อให้พี่น้องประชาชนได้รับทราบด้วย ทางด่วนขั้นที่ ๑ ก็คือทางด่วนเส้นแรก ของประเทศไทยเลย ก็คืออยู่ด่านใหญ่ ๆ ตรงดินแดง ท่านประธาน พวกเราเป็นผู้แทนราษฎร ทางอีสานก็จะมาทางวิภาวดีมาถึงตรงด่านใหญ่ ๆ ตรงดินแดง แล้วจากดินแดงก็จะวิ่งไปทาง สุขุมวิทไปพระราม ๔ ไปท่าเรือ ไปบางนา นั่นนะครับเขาเรียกว่า ทางด่วนขั้นที่ ๑ อันนั้น รัฐบาลลงทุนเอง ของการทางพิเศษแห่งประเทศไทย แล้วก็อีกเส้นหนึ่งนะครับ เรียกว่า ทางด่วนขั้นที่ ๑ เหมือนกันครับ ก็คือวิ่งจากดินแดงไปเหมือนกันครับ วิ่งไปทางท่าเรือนะ ครับ แต่ว่าออกไปทางสาธุประดิษฐ์ไปข้ามสะพานแขวนไปดาวคะนอง อันนี้ก็เป็นของรัฐบาล ของการทางพิเศษแห่งประเทศไทย เรียกว่า ทางด่วนขั้นที่ ๑ ทีนี้ทางด่วนขั้นที่ ๒ ครับ และมันมาเกิดบริษัท เมื่อก่อนเขาเรียกว่า บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ บีอีซีแอล (BECL) นี่นะครับ เนื่องจากว่ารัฐบาลในขณะนั้นก็ไม่มีเงิน ที่จะลงทุนทำทางด่วนก็ไปให้บริษัทต่างประเทศเข้ามาลงทุนทำทางด่วน บริษัทนั้นเป็น บริษัทญี่ปุ่น ชื่อ บริษัท กูมาไก กูมิ จำกัด เข้ามาลงทุนทางด่วนประมาณ ๔๐,๐๐๐ ล้านบาทครับ ทางด่วนขั้นที่ ๒ ให้ญี่ปุ่นเขามาลงทุน สมัยนั้นท่านประธานครับ พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ เป็นนายกรัฐมนตรี ตอนนั้น พลเอก ชวลิตก็เร่งที่จะให้มีการเปิดทางด่วน เพราะอะไรท่านประธานครับ เพราะว่าจะเข้ามา แก้ไขปัญหาในเรื่องของรถติดในกรุงเทพมหานคร แต่ปรากฏว่าบริษัทญี่ปุ่นไม่ยอมครับ บริษัทนี้ท่านประธานครับ เขาจะเก็บค่าผ่านทางแพง พลเอก ชวลิต ท่านนายกรัฐมนตรี ในขณะนั้น ท่านก็หาทางที่จะแก้ปัญหาว่ามันตกลงกันไม่ได้ มันเจรจากันไม่ได้ ก็เลย ทำอย่างไรครับ ก็เลยหาบริษัทเอกชนไปซื้อทางด่วนมาจากบริษัทญี่ปุ่นชื่อ บริษัท กูมาไก กูมิ จำกัด ซื้อมาทั้งระบบเลย มันก็เลยเป็นที่มาของบริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) และ บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ก็ได้รับสัมปทาน ในการเก็บเงินจากทางรัฐบาล จากการทางพิเศษแห่งประเทศไทย แต่การเก็บเงิน ท่านประธานครับ มันก็จะต้องมีการแบ่งส่วนแบ่งระหว่างบริษัทเอกชนกับการทางพิเศษ แห่งประเทศไทย ทีนี้ปัญหาท่านประธานครับ มันเกิดจากอะไรครับ ที่มันมีการฟ้องร้องกัน แล้วก็อย่างที่ผู้เสนอญัตติที่ท่านบอกว่า สุดท้ายมันอาจจะต้องเสียค่าโง่เป็นแสนล้านบาท ผมขออนุญาตปูพื้นให้ท่านประธานได้ทราบ ปูพื้นให้ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติได้ทราบว่า อยู่ ๆ ไปฟ้องร้องกันเรื่องอะไร ไปฟ้องร้องกันที่ไหน ทำไมต้องมีการฟ้องร้องกันด้วย คือต่อมา ท่านประธานครับ ช่วงประมาณก่อนปี ๒๕๔๐ ประเทศไทยเราได้เป็นเจ้าภาพในการจัดการ แข่งขันกีฬาเอเชียนเกมส์ ซึ่งรัฐบาลในขณะนั้นก็ไปให้มีการสร้างสนามกีฬา และศูนย์กีฬา ในการแข่งขันเอเชียนเกมส์ ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์รังสิต ทีนี้รัฐบาลก็จะทำอย่างไรครับ ในเมื่อมีงานแข่งขันกีฬาเอเชียนเกมส์ มันก็จะต้องขนคน ขนนักท่องเที่ยว คนชมกีฬา ขนนักกีฬาจากในเมือง เพราะโรงแรมที่พักส่วนใหญ่อยู่ในเมือง เพื่อที่จะไปแข่งขันกีฬา แล้วก็ไปดูการแข่งขันกีฬาเอเชียนเกมส์ รัฐบาลก็จะต้องทำทางด่วนขึ้นมา เพื่อที่จะนำคน นำนักกีฬาไปที่สนามการแข่งขันกีฬาเอเชียนเกมส์ ก็เลยมีการทำส่วนต่อขยายทางด่วน ท่านประธานครับ จากตรงนี้จากตรงแจ้งวัฒนะต่อไปถึงบางปะอิน ซึ่งรัฐบาลก็ไม่มีเงินที่จะมา ลงทุนเอง ก็เลยขอให้กับบริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เป็นคนมา ลงทุน แล้วก็ในสัญญาที่ให้เขามาลงทุน เพราะว่ามันมองแล้วท่านประธานก็เหมือนที่ทุกวันนี้ ที่เราใช้อยู่ เพราะว่าผมกับท่านประธานก็เป็น ส.ส. ทางภาคอีสานนะครับ มันก็จะได้ใช้เส้นนี้ เพราะว่ามันออกไปถึงบางปะอิน และเราก็ไปต่อถนนพหลโยธินเพื่อกลับบ้านเรา ก็ปรากฏว่า มันก็ไม่มีคนใช้เท่าที่ควรนะครับท่านประธาน เพราะว่าแถวนั้นออกไปมันก็เป็นชานเมือง ในสัญญาเขาก็บอกว่ารัฐจะต้องไม่ไปทำทางแข่งกับเขา ก็หมายความว่าถ้ามีสายแจ้งวัฒนะ ไปบางปะอินแล้ว รัฐบาลจะต้องไม่ไปทำทางแข่งกับเขา เพื่อเขาเองก็จะได้มีรายได้จาก การเก็บค่าผ่านทาง นี่ในสัญญากับเอกชน ก็ปรากฏว่าท่านประธานครับ ก็มีการไปทำทาง แข่งขึ้นมา ก็คือดอนเมืองโทลล์เวย์ที่เวลาเราลงทางด่วนดินแดงและเราก็ต่อไปถ้าท่านประธาน จำได้เมื่อก่อนนี้ ชื่อมันก็บอกอยู่แล้วว่าดอนเมืองโทลล์เวย์ ก็คือไปถึงสนามบินดอนเมือง ใช่ไหมครับ ก็ปรากฏว่าเมื่อก่อนดอนเมืองโทลล์เวย์ ถ้าพวกเราจำกันได้ มันจะไปสิ้นสุด อยู่แค่อนุสรณ์สถาน ดอนเมืองตรงนั้นนะครับ ก็มีทำต่อไปถึงบริเวณรังสิตครับ ตรงนวนคร ตรงนี้ที่ยังใช้อยู่ปัจจุบัน มันก็เลยทำให้เกิดความขัดแย้งขึ้นมา ทางบริษัท ทางด่วน และรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ในขณะนั้นซึ่งเป็นบริษัทแม่ของบริษัท เอ็นอีซีแอล (NECL) เอ็น (N) ก็ย่อมาจากนอร์ธ (North) อี (E) ก็อีสต์ (East) ที่เป็นบริษัทแม่ คือ บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ก็ฟ้องเป็นข้อพิพาทกับทางรัฐบาล ว่าไปทำทางแข่งกับเขา ก็สู้กันจนกระทั่งศาลปกครองสูงสุดได้พิพากษาให้การทางพิเศษแห่งประเทศไทยแพ้ แล้วก็ต้องจ่ายเงินให้เขาประมาณ ๔,๓๐๐ ล้านบาท และขณะเดียวกันท่านประธานครับ มันก็มีเรื่อง คือแพ้ช่วงปี ๒๕๔๒-๒๕๔๓ แต่ว่าทางด่วนมันก็มีการวิ่งรถ แล้วก็มีความขัดแย้ง เพราะว่ามีการแข่ง มีคู่แข่งตลอดมาทุกวันนี้ก็ยังมี ก็มีการฟ้องร้องกันอีกหลายคดีต่อหลายคดี ตั้งแต่ปี ๒๕๔๒-๒๕๔๓ ปี ๒๕๔๔-๒๕๖๑ ก็ฟ้องกันนะครับ บางคดีศาลปกครองสูงสุดก็ตัดสิน ไปแล้ว บางคดีก็อยู่ในชั้นอนุญาโตตุลาการ อันนี้คือเรื่องหนึ่ง
อีกเรื่องหนึ่งท่านประธานครับ ก็คือเรื่องค่าผ่านทางที่ทุก ๆ ๕ ปี ในสัญญา ก็บอกว่าให้บริษัทที่เขาได้รับสัมปทานทางด่วนให้ขึ้นค่าทางด่วนตามอัตราเงินเฟ้อในทุก ๆ ๕ ปี แต่พอถึงครบ ๕ ปีก็ไม่ได้ให้เขาขึ้น ก็มีการฟ้องกันไปฟ้องกันมา มันเป็น ๒ เรื่องใหญ่ ๆ เรื่องไม่ให้ขึ้นค่าทางด่วนเรื่องหนึ่ง เรื่องส่วนต่อขยายแจ้งวัฒนะไปบางปะอินอีกเส้นหนึ่ง ซึ่งบางคดีศาลปกครองก็ได้ตัดสินแล้ว บางคดีก็อยู่ในชั้นอนุญาโตตุลาการนะครับ บางคดี ก็กำลังมีการตั้งเรื่องฟ้องร้องกัน ทีนี้ท่านประธานครับ หลังจากที่ศาลปกครองสูงสุด ได้พิพากษาแล้วอะไรเกิดขึ้นครับ ๔,๐๐๐ กว่าล้านบาท ทางบริษัท บีอีเอ็ม (BEM) บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เขาก็ขอให้ศาลได้ ดำเนินการ ให้จ่ายเงินให้กับทางบริษัทเขา ก็ปรากฏว่าทางรัฐบาลสมัยท่านนายกรัฐมนตรีประยุทธ์ ก็ได้มีมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๒ ตุลาคม ๒๕๖๑ บอกว่าให้หน่วยงานของรัฐ คือให้การทางพิเศษแห่งประเทศไทยคุณไปเจรจากับทางบริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้า กรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ บีอีเอ็ม (BEM) เพื่อเจรจาบรรเทาความเสียหายของรัฐ เพราะอะไรครับท่านประธาน เพราะว่าถ้าคดีฟ้องไป สุดท้ายถ้ามันแพ้ มันจะต้อง เสียดอกเบี้ยอีกร้อยละ ๗ และอะไรท่านประธานครับ มันก็จะเป็นมูลค่าความเสียหาย อย่างที่ท่านผู้เสนอญัตติท่านหนึ่งผมไม่ประสงค์จะไปเอ่ยนามท่าน เดี๋ยวท่านจะใช้สิทธิ พาดพิงนะครับ ที่บอกว่าเสียหายอีกเป็นแสนล้านบาท มันมาจากไหน มันก็มาจากว่า ใน ๒ เรื่องใหญ่ ๆ แต่มันมีหลายกรณีเพราะว่าเรื่องมันมีทุกปี ๆ ครับ มันก็ฟ้องกันเป็น วาระ เป็นแต่ละคดี แต่ละช่วงเวลา ทีนี้สุดท้ายก็มีการเจรจากันระหว่างบริษัทเอกชนกับ การทางพิเศษแห่งประเทศไทย สุดท้ายนี่ท่านประธานครับ มันไปได้ข้อยุติอย่างนี้ครับ ท่านประธาน ข้อพิพาทที่มันมีการฟ้องร้องกัน ทั้งหมด ๑๓๗,๕๐๐ ล้านบาท ทีนี้ถึงแม้ว่า บางคดีอยู่ในชั้นอนุญาโตตุลาการหรือศาลตัดสินไปแล้วก็เอาขึ้นมาบนโต๊ะมาเจรจากัน ทั้งหมดนะครับ