อนุรักษ์ ตั้งปณิธานนท์ หารือกรณีการต่อสัญญาสัมปทานให้บริษัท บีอีเอ็ม โดยเปิดโปงความไม่โปร่งใสและข้อพิพาททางกฎหมายที่เกี่ยวข้อง พร้อมเรียกร้องให้มีการตั้งกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณาข้อเท็จจริงอย่างรอบด้าน โดยเน้นความสำคัญของการร่วมทุนระหว่างรัฐกับเอกชนที่เป็นธรรม ทั้งในด้านการเยียวยาภาคเอกชนและการรับประโยชน์ของรัฐอย่างสมสมส่วน เพื่อคุ้มครองผลประโยชน์สาธารณะและป้องกันความเสียหายต่อประเทศ
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกท่านครับ ผม อนุรักษ์ ตั้งปณิธานนท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดมุกดาหาร พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ ผมเป็นคนหนึ่งที่ยื่นญัตติให้สภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณา ศึกษากรณีต่อสัญญาสัมปทานให้กับบริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือตัวย่อว่า บีอีเอ็ม (BEM) ผมจะสรุปย่อ ๆ แล้วก็ไปเร็ว ๆ เพระว่าท่าน ส.ส. ระวี มาศฉมาดล ก็ได้ชี้แจงเรื่องรายละเอียดต่าง ๆ ไว้เยอะแล้ว ผมขอสรุปง่าย ๆ อย่างนี้ว่ากรณีทั้งหมด ที่เกิดขึ้นมันมีคดีที่อยู่ในศาลทั้งหมด อันที่ ๑ ก็คือคดีที่ศาลปกครองสูงสุดตัดสินแล้วว่าให้ เอ็นอีซีแอล (NECL) ชนะ เอ็นอีซีแอล (NECL) ก็คือบริษัทลูกของบริษัท บีอีเอ็ม (BEM) ฉะนั้นที่แพ้คดีก็คือ ๑,๗๙๐ ล้านบาท รวมดอกเบี้ยอีก ๒,๕๒๘ ล้านบาท ก็ทั้งหมด ๔,๓๐๐ ล้านบาท ที่อยู่ในศาลปกครองสูงสุดที่ตัดสินแล้ว คดีที่อยู่ระหว่างพิจารณาของ ศาลปกครองสูงสุดอีกประมาณ ๖,๓๓๒ ล้านบาท และคดีที่อยู่ในระหว่างการพิจารณาของ ศาลปกครองกลาง ๗,๒๒๖.๘ ล้านบาท และอันที่ ๔ คือคดีที่อนุญาโตตุลาการตัดสินให้ บริษัท บีอีเอ็ม (BEM) ชนะแล้ว อยู่ระหว่างดำเนินการก็คือ ๑๒,๐๕๕ ล้านบาท อันที่ ๕ คือ คดีที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของอนุญาโตตุลาการอีก ๓๕,๙๘๖ ล้านบาท ฉะนั้นรวมทั้ง ข้อ ๑-๕ เป็นเงินทั้งสิ้นประมาณ ๖๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท แต่ที่จริงศาลปกครองสูงสุด สั่งให้จ่ายแค่ ๔,๓๐๐ ล้านบาท แต่บริษัท บีอีเอ็ม (BEM) เอาคดีที่เตรียมกำลังจะยื่น อนุญาโตตุลาการ เตรียมเฉย ๆ ยังไม่ได้ฟ้องเลยอีก ๗๕,๔๗๓ ล้านบาท และเอาตัวเลข รวมกันคือ ๑๓๗,๐๐๐ ล้านบาท มาเจรจาขอต่อสัญญา และผมจะลำดับเหตุการณ์ดังนี้นะครับ ลำดับเหตุการณ์ให้ท่านประธานทราบก็คือ พอศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษา เมื่อวันที่ ๒๑ กันยายน ๒๕๖๑ ให้การทางพิเศษแห่งประเทศไทยชำระค่าชดเชยที่ได้ลดลงเมื่อปี ๒๕๔๒- ๒๕๔๓ กรณีสร้างทางยกระดับดอนเมืองโทลล์เวย์ (Tollway) จากช่วงอนุสรณ์สถานไปที่ รังสิต ก็เนื่องจากว่าในสัญญาทางด่วนเดิมห้ามรัฐสร้างทางด่วนขึ้นมาแข่งขัน แต่พอทาง การทางพิเศษแห่งประเทศไทยไปก่อสร้างทางยกระดับดอนเมืองโทลล์เวย์ (Tollway) ช่วงอนุสรณ์สถานถึงรังสิต ก็เลยเป็นปัญหาว่าทำผิดสัญญา ก็เลยเป็นกรณีประเด็น ที่นำมาฟ้องร้องกัน ฉะนั้นอย่างที่ผมกราบเรียนเบื้องต้นว่า พอวันที่ ๒๑ กันยายน ๒๕๖๑ ศาลปกครองสูงสุดสั่งว่าทางการทางพิเศษแห่งประเทศไทยแพ้คดี และต้องจ่าย ๔,๓๐๐ ล้านบาท ฉะนั้นหลังจากมีคำสั่งศาลปกครองสูงสุดแล้ว ทาง ครม. ก็มีมติวันที่ ๒ ตุลาคม เมื่อปี ๒๕๖๑ ให้ตั้งอนุกรรมการขึ้นมาเจรจาเพื่อเสนอบอร์ด (Board) การทางพิเศษแห่งประเทศไทย ต่อมาวันที่ ๒๐ ธันวาคม การทางพิเศษแห่งประเทศไทยมีมติให้ต่อสัญญา ๓๗ ปี อันนี้ผม ลำดับเหตุการณ์ครั้งแรกให้ฟัง ๓๗ ปี พอต่อสัญญา ๓๗ ปี อีก ๒ วัน สหภาพแรงงาน การทางพิเศษแห่งประเทศไทยจึงเรียกร้องให้คณะกรรมการการทางพิเศษแห่งประเทศไทย ชี้แจงว่าเพราะเหตุใดถึงไปต่อสัญญาให้เขาตั้ง ๓๗ ปี ฉะนั้นทางบอร์ด (Board) ก็กลับไป พิจารณาใหม่ พอต่อมาวันที่ ๑๕ พฤษภาคม ๒๕๖๒ อีกประมาณ ๖ เดือนต่อมา บอร์ด (Board) การทางพิเศษแห่งประเทศไทยก็มีการกลับมติจากการต่อ ๓๗ ปี มาเหลือ ๓๐ ปี ฉะนั้นหลังจากกลับมติมาแล้วก็อยู่ระหว่างที่จะเสนอ ครม. เพื่อต่อสัญญาสัมปทาน ก็เลยเกิดเป็นเรื่องตั้งแต่มีสหภาพแรงงานของการทางพิเศษแห่งประเทศไทยออกมาเรียกร้อง ความเป็นธรรมว่าทำไมถึงไปต่อ จึงเป็นเหตุเรื่องนี้ และเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ทำให้เกิดข้อสนใจ กับพี่น้องประชาชนมาก เนื่องจากว่าทางด่วนพวกเราก็ใช้แทบทุกวันนะครับ ใช้ทางด่วนกัน แทบทุกวัน แล้วก็เกิดปัญหาผลกระทบหลายด้าน ฉะนั้นการเสนอญัตติครั้งนี้ ผมไม่ได้ มีเจตนาที่จะไปจับผิดใคร ไม่มีเจตนาที่จะไปทำให้ทางเอกชนได้รับความเสียหายนะครับ ผมเรียนว่าการเสนอญัตติครั้งนี้ต้องคำนึงถึง ๓ ด้าน
ด้านแรก ก็คือทางด้านเอกชนผู้เข้าร่วมลงทุนกับรัฐบาลนั้น ทางเราเองก็ต้อง ให้ความเป็นธรรมกับเอกชนที่เขามาร่วมลงทุน เนื่องจากว่าถ้าไม่มีเอกชนร่วมลงทุนแล้ว ทางด่วนต่าง ๆ อาจจะยังไม่เกิดขึ้น เนื่องจากว่ารัฐบาลไม่มีเงินพอนะครับ ฉะนั้นหากเอกชน ได้รับความเสียหายทางรัฐเองก็ต้องมีหน้าที่เยียวยาให้กับเอกชนเหล่านั้นให้สมเหตุสมผล ประการที่ ๑
ประการที่ ๒ เราก็ต้องคำนึงถึงสิ่งที่รัฐควรจะได้รับในการต่อสัญญาสัมปทาน ครั้งนี้ มันเป็นหลักการและเหตุผลเลยต้องคำนึงถึงประโยชน์ของรัฐด้วย
และส่วนที่ ๓ เรื่องนี้มันเป็นเรื่องผลกระทบที่เกิดกับพี่น้องประชาชน โดยส่วนรวมและโดยส่วนมาก ฉะนั้นเรื่องนี้จึงอยากจะให้ทางรัฐบาลรอบคอบ การตั้งคณะกรรมาธิการขึ้นมาครั้งนี้เพื่ออะไรครับ เพื่อให้ทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็น ส.ส. ฝ่ายรัฐบาล ส.ส. ฝ่ายค้าน ไม่ว่าจะเป็นตัวแทนรัฐบาล หรือเป็นตัวแทนของบริษัท บีอีเอ็ม (BEM) เป็นตัวแทนสหภาพแรงงาน เป็นตัวแทนคู่เรียกร้อง ตลอดจนนักวิชาการ นักกฎหมาย วิศวกรต่าง ๆ เข้ามาร่วมประชุมกันครับท่านประธาน เพื่ออะไร เพื่อจะหาทางออกที่ถือว่า ให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย อย่าให้ทุกฝ่ายได้เดือดร้อน และผมเรียนว่าสภาแห่งนี้นะครับ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ผมเองได้รับเลือกมาจากพี่น้องประชาชน ก็มีหน้าที่จะต้อง รักษาผลประโยชน์ให้กับรัฐนะครับ ฉะนั้นการต่อสัญญาสัมปทานต่าง ๆ ที่ผ่านมานะครับ ในยุค ๔-๕ ปีที่ผ่านมา ผมเห็นว่าการต่อสัมปทานต่าง ๆ ผ่านแต่คณะรัฐมนตรีซึ่งมันอาจจะ ไม่มีความรอบคอบหรืออาจทำให้รัฐเสียหาย แต่ผมก็ไม่ได้กล่าวหาใครว่าทุจริตนะครับ แต่เพียงว่าการที่มีสภาขึ้นมา สภาแห่งนี้มีหน้าที่ตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล มีหน้าที่ เรียกสัญญาสัมปทานทั้งหมดมาดูว่า มันเป็นธรรมหรือรัฐเสียเปรียบหรือไม่ เอกชน ได้ประโยชน์หรือไม่ ฉะนั้นตรงนี้ถ้ามีการตั้งคณะกรรมาธิการผ่านสภาผู้แทนราษฎรแล้ว ผมเชื่อว่าจะเป็นประโยชน์กับรัฐบาลเสียอีกว่า ในการทำงานนั้นเกิดความรอบคอบ เพราะ ณ วันนี้เมื่อวานนี้ก็มีการแต่งตั้งคณะรัฐมนตรีเรียบร้อยแล้วนะครับ ฉะนั้นถ้ามีการ แต่งตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมาพิจารณาเรื่องนี้ ผมเชื่อว่าจะนำไปสู่ความเป็นธรรม กับทุกฝ่าย ทุกคนจะได้เข้ามาร่วมกันแสดงความคิดเห็นต่าง ๆ เพื่อจะให้เกิดประโยชน์กับ พี่น้องประชาชนและจะได้นำข้อสรุปทั้งหมดนั้นเสนอรัฐบาลเพื่อให้นำไปพิจารณาดำเนินการ ต่อไป ผมก็มีความเห็นเพียงแค่นี้ครับ ขอบคุณมากครับท่านประธานครับ