สุรสิทธิ์ นิธิวุฒิวรรักษ์ หารือถึงแนวคิดของรัฐบาลในการศึกษาและประกาศเขตเศรษฐกิจพิเศษ โดยเฉพาะในภาคตะวันออก เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและขยายการค้าชายแดน โดยเน้นย้ำความสำคัญของศักยภาพพื้นที่และการคมนาคมขนส่งที่มีอยู่เดิม พร้อมระบุว่าภาคตะวันออกมีสถานะทางเศรษฐกิจสูง พัฒนาอย่างต่อเนื่องเป็นระบบและยั่งยืน จึงมีความเหมาะสมสำหรับการพัฒนา อภิปรายแผนยุทธศาสตร์อีอีซี ครอบคลุมโครงการโครงสร้างพื้นฐานและอุตสาหกรรมเป้าหมาย ๑๒ สาขา พร้อมเน้นการร่วมลงทุนกับภาคเอกชนเพื่อสร้างเศรษฐกิจที่ยั่งยืน
กระผมขออนุญาตในส่วนตัว และคณะนะครับ ซึ่งประกอบไปด้วยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชลบุรีอีก ๒ ท่าน ท่านสรวุฒิ เนื่องจำนงค์ และท่านสะถิระ เผือกประพันธุ์ ได้ร่วมกันเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎร ที่จะตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญในการที่จะพิจารณาศึกษาที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินการ โครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกหรือที่เรียกสั้น ๆ ว่า อีอีซี (EEC) โครงการนี้ เป็นโครงการหนึ่งที่ผมคิดว่าทั้งประเทศ รวมทั้งประเทศใกล้เคียงเราได้รับทราบข้อมูลอยู่แล้ว ว่าเป็นโครงการที่เกิดขึ้นจากรัฐบาลที่ผ่านมา เป็นโครงการที่ผมคิดว่าหลายท่านมีการ สอบถามว่า ทำไมโครงการนี้จึงเป็นโครงการที่ไปอยู่ในพื้นที่ภาคตะวันออก โดยเฉพาะอย่างยิ่งได้มีการกำหนดพื้นที่ไว้ก่อน ๓ จังหวัด ก็คือ จังหวัดฉะเชิงเทรา จังหวัดชลบุรี และจังหวัดระยอง ๓ จังหวัดเบื้องต้นนะครับ ผมเรียนว่าในช่วงที่มี การเปลี่ยนแปลงคณะผู้บริหารประเทศ ท่านนายกรัฐมนตรี ท่าน พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้เข้ามาบริหารประเทศ หลังจากวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ ในช่วงนั้น เป็นช่วงที่ผมเองได้มีโอกาสได้ติดตามข่าวสาร ก็ทราบว่าในช่วงนั้นเป็นช่วงหนึ่งที่ผมคิดว่า เป็นช่วงของการมีความขัดแย้งในทางการเมือง
ประการที่ ๒ เป็นช่วงหนึ่งที่เราจะเห็นเศรษฐกิจเริ่มขาลง แล้วก็มีสงคราม การค้าเกิดขึ้นด้วย ดังนั้นในสิ่งเหล่านี้ผมจึงมีความคิดชื่นชมในรัฐบาลต่อแนวคิดนะครับว่า รัฐบาลเองได้มีการศึกษาแนวทางที่จะทำอย่างไรที่จะให้ปัญหาเศรษฐกิจนั้นได้ถูกแก้ไข โดยเท่าที่ทราบแล้วก็มีโอกาสได้เห็นก็คือ ได้มีการเปิดพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษอยู่ ๒ ฉบับ ด้วยกัน ในการประกาศ ปี ๒๕๕๘ และปี ๒๕๕๙ ใน ๑๐ จังหวัดนี่นะครับผมอยากเรียนว่า ในการประกาศ ๕ จังหวัดแรก เขาเรียกว่าเขตพัฒนาเศรษฐกิจชายแดน ที่จะมีจังหวัดตาก จังหวัดสระแก้ว จังหวัดตราด จังหวัดมุกดาหาร และจังหวัดสงขลา ในเบื้องต้น ซึ่งเป็น โครงการที่มีความประสงค์จะขยายการค้าชายแดนในแต่ละประเทศที่อยู่ติดกัน เป็นเรื่องที่จะ มีการสนับสนุนในการส่งออกสินค้าแล้วก็มีการซื้อขายสินค้าด้านอุตสาหกรรมอาหารทะเล และในเรื่องของสินค้าเกษตร ต่อมารัฐบาลเองได้มีการประกาศเขตพื้นที่เศรษฐกิจชายแดน ในระยะที่ ๒ ซึ่งมีจังหวัดเชียงราย จังหวัดนครพนม จังหวัดนราธิวาส จังหวัดกาญจนบุรี และจังหวัดหนองคาย ในขณะเดียวกันรัฐบาลเองก็ได้มีการศึกษาในพื้นที่ภาคตะวันออก ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่ได้มีการดำเนินงานโครงการพัฒนาชายฝั่งทะเลตะวันออก หรือที่เราเรียกว่า อีสเทิร์น ซีบอร์ด (Eastern Seaboard) โครงการนี้เป็นโครงการที่อาจจะบอกว่าเป็น โครงการที่ได้ดำเนินการตั้งแต่ ๓๐ ปีที่ผ่านมา แล้วก็เป็นส่วนหนึ่งสำคัญที่จะทำให้หลายสิ่ง หลายอย่างในพื้นที่นั้นมีความพร้อม ผมเรียนว่ารัฐบาลเองได้ดูแนวทางชายแดนทั้งหมดแล้ว ผมคิดว่าสิ่งสำคัญที่สุดก็คือการดูศักยภาพของประเทศ ดูศักยภาพของในแต่ละพื้นที่ว่า สามารถที่จะดำเนินการได้อย่างสืบเนื่องแค่ไหน อย่างไร ผมเรียนว่าท้ายที่สุดรัฐบาลเองได้มา จบลงที่พื้นที่ภาคตะวันออก แต่ว่าในขณะเดียวกันพระราชบัญญัติเขตพัฒนาพิเศษ ภาคตะวันออกได้กำหนดเขตเศรษฐกิจพิเศษเอาไว้ไม่ใช่เป็นเขตเศรษฐกิจเฉพาะ ๓ จังหวัด ก็คือ จังหวัดฉะเชิงเทรา จังหวัดชลบุรี และจังหวัดระยอง แต่ว่าได้มีการกำหนดว่า ในภาคตะวันออกอีก ๔ จังหวัดด้วย แต่ว่าถ้าหากว่ามีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องแล้วก็จะ สามารถมีการขยายโดยพระราชกฤษฎีกาได้ ดังนั้นผมเรียนว่าในเรื่องของการกำหนดพื้นที่ มันเป็นสิ่งหนึ่งที่จะต้องดูความพร้อม ดูศักยภาพ ดูในเรื่องของเศรษฐกิจ ซึ่งผมเรียนว่า โดยการพัฒนาที่ผ่านมาภาคตะวันออกนั้นมีศักยภาพที่มีความพร้อม ไม่ว่าเป็นเรื่องของ การคมนาคมขนส่ง มีโครงการทั้งหลายที่ก้าวเข้ามาอย่างครบถ้วน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผมเรียนว่าจังหวัดชลบุรีเป็นเมืองท่องเที่ยวที่สำคัญระดับโลก ไม่ว่าจะเป็นเมืองพัทยา หรือว่า ในระดับประเทศ ก็คือทางบางแสน ตรงนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งที่นำรายได้มาสู่ประเทศนับ แสนล้านบาท นอกเหนือจากนี้ในศักยภาพของการมีท่าเรือแหลมฉบัง ท่าเรือ มาบตาพุด ก็เป็นส่วนหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมในการส่งออก ตรงนี้มันมีศักยภาพ ที่สำคัญ แล้วก็มีสนามบินอู่ตะเภาที่เชื่อมโยงในระหว่างจังหวัดชลบุรีและจังหวัดระยอง สิ่งเหล่านี้ก็จะเป็นเรื่องที่มีความพร้อมต่อการที่จะพัฒนาไปสู่การที่จะทำให้มีการพัฒนา ทางเศรษฐกิจได้เป็นอย่างดีด้วย ผมเรียนว่าเมื่อมีพระราชบัญญัติเขตเศรษฐกิจพิเศษ ในพระราชบัญญัติฉบับนี้ได้มีผลบังคับในวันที่ ๑๕ พฤษภาคม ๒๕๖๑ เพียงปีเศษ ๆ ผมคิดว่า รัฐบาลเองได้ดำเนินการไปค่อนข้างเยอะมากนะครับ โดยสาระสำคัญที่เป็นเหตุผลสำคัญ ผมอยากกราบเรียนว่า
ประการแรก เป็นเหตุผลที่ว่าภาคตะวันออกมีสถานะทางเศรษฐกิจค่อนข้างสูง มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องเป็นระบบและมีความสอดคล้องกันอย่างยั่งยืน อันนี้คือประการแรก ที่จะเป็นความเหมาะสม
ประการที่ ๒ สิ่งที่พระราชบัญญัตินี้ได้กำหนดก็คือ ในเรื่องของการที่จะ กำหนดเขตพื้นที่ในการพัฒนา ในเรื่องของการต่อยอด แล้วก็เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับ การกำหนดการใช้ในพื้นที่ของ ๓ จังหวัดนี้ว่าจะดำเนินการอย่างไร ภายใต้การกำหนด ของคณะกรรมการนโยบาย อีอีซี (EEC) นอกจากนี้ผมเรียนว่านอกจากกำหนดพื้นที่แล้วนี่ ก็จะมีการดำเนินการในโครงการที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างพื้นฐานและระบบสาธารณูปโภค อีกหลายประการนะครับ แล้วก็นอกจากนี้ก็ยังมีโครงการที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่อุตสาหกรรม เป้าหมายที่จะดำเนินการให้เกิดความครบถ้วนสมบูรณ์ เพื่อเปิดประตูแห่งประเทศไปสู่ ในเรื่องของเศรษฐกิจ ผมเรียนว่าในเรื่องของประการที่ ๒ นี้นอกเหนือจากการกำหนด พื้นที่แล้ว โครงการ อีอีซี (EEC) ประกอบไปด้วยหลายโครงการ อาจจะ ๑๐ กว่าโครงการ ซึ่งเดิมมีการประเมินในการที่จะใช้จ่ายประมาณ ๑.๕ ล้านล้านบาท ใน ๑๐ อุตสาหกรรม เป้าหมาย แต่ว่าต่อมาได้มีการปรับในโครงการนี้ไปเป็น ๑๒ อุตสาหกรรมเป้าหมาย ในวงเงิน จาก ๑.๕ ล้านล้านบาท ไปเป็น ๑.๗ ล้านล้านบาท โครงการเหล่านี้ผมเรียนว่าเป็นโครงการ หลาย ๆ รูปแบบที่บางส่วนที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างพื้นฐาน รัฐบาลเองจะเป็นผู้ดำเนินการเอง แต่โครงการใหญ่ ๆ ผมคิดว่ารัฐบาลเองต้องการที่จะให้มีการลดรายจ่ายของรัฐบาลเอง ก็จึงได้นำวิธีการให้ภาคเอกชนมาร่วมลงทุนหลายโครงการที่เขาเรียกว่า โครงการ พีพีพี (PPP) ไม่ว่าจะเป็นโครงการพัฒนาสนามบินนานาชาติอู่ตะเภา การพัฒนาท่าเรือมาบตาพุด แหลมฉบัง รถไฟความเร็วสูง โครงการรถไฟทางคู่ โครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง โครงการการลงทุนอุตสาหกรรมเป้าหมาย ซึ่งในภูมิภาคของภาคตะวันออกนี้เป็นพื้นที่ที่มี อุตสาหกรรมค่อนข้างมาก เป็นเมืองอุตสาหกรรม แล้วก็ ๓ จังหวัดนี้เป็นจังหวัดที่เกี่ยวข้อง กับการท่องเที่ยว จะมีโครงการในการพัฒนาการท่องเที่ยวด้วย แล้วก็มีโครงการในการพัฒนา เมืองใหม่ สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ผมอยากจะบอกว่า มันเป็นแนวทางที่รัฐบาลเองไม่ได้มองว่า จะมีการพัฒนาโครงการพื้นฐานด้านเดียว ไม่ใช่ว่าจะเป็นเรื่องของการพัฒนาในเรื่องของ เศรษฐกิจด้านเดียว แต่รัฐบาลเองมองมิติในเรื่องของโครงการเหล่านี้ที่จะต้องมีโครงการ ในด้านอุตสาหกรรมที่ก้าวเข้ามาสู่ภาคตะวันออก ซึ่งปกติมีอยู่แล้ว แต่ว่ารัฐบาลเองต้องการ ที่จะให้มีอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง มีความทันสมัย มีนวัตกรรมใหม่ ๆ แล้วก็มี ความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ในขณะเดียวกันก็จะคงไว้ซึ่งในเรื่องของเกษตรยั่งยืน แล้วก็ กำหนดในเรื่องวิถีชีวิตของคนเราทุกคน ก็คือประชาชนทุกคนด้วย เพื่อไม่ให้มีผลกระทบต่อ สิ่งเหล่านี้ ผมเรียนว่าโครงการโดยภาพรวมเหล่านี้เป็นโครงการที่ผมคิดว่าน่าจะมีการขับเคลื่อน ได้เป็นอย่างดี แม้ว่างบประมาณจะเข้ามาค่อนข้างสูงนะครับ แต่ผมเรียนว่าเท่าที่ได้มี การสอบถามโครงการเหล่านี้ แม้ว่าจะเป็นวงเงินถึง ๑.๗ ล้านล้านบาท แต่ว่ารัฐบาลเอง ต้องการที่จะนำโครงการเหล่านี้มาร่วมลงทุนกับภาคเอกชน แล้วก็เป็นส่วนหนึ่งที่รัฐนั้น น่าจะลงทุนไม่เกินอยู่ประมาณ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งถือว่าก็ไม่มาก ถ้าหากอยู่ที่ประมาณ ๕๐๐,๐๐๐-๖๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ผมเรียนว่ามันเป็นความคุ้มค่าอย่างยิ่งสำหรับในภูมิภาคนี้ ต้องยอมรับว่าในจังหวัดชลบุรี จังหวัดระยองและจังหวัดฉะเชิงเทรานั้น เป็นพื้นที่ที่เก็บภาษี เป็นอันดับหนึ่งของประเทศไทย ผมว่าอย่างน้อยที่สุดน่าจะอยู่ที่ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ดังนั้นโครงการที่ลงมาสู่ภาคตะวันออกถ้า ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ของ ๑.๗ ล้านล้านบาท ผมคิดว่า คงจะไม่มากเกินไป น่าจะอยู่ที่ประมาณ ๑๐ กว่าเปอร์เซ็นต์เอง ผมเรียนว่าชลบุรีที่ผม ยกตัวอย่าง ปีหนึ่งเราเก็บภาษีภาพรวมได้ถึงเกือบ ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่ทุกครั้งที่ผ่านมามีการพูดกันอยู่เสมอว่าทำไมมีการนำภาษีที่ย้อนกลับไปสู่จังหวัดชลบุรี น้อยมาก เกือบ ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท มีงบประมาณไปเพียงไม่เกิน ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท ก็ค่อนข้างน้อย ๓ เปอร์เซ็นต์กว่า ๆ ก็ถือว่ามันเป็นสิ่งที่สมควรที่จะมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ผมเรียนว่าในเรื่องของการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานก็ดี ในเรื่องของการพัฒนาที่จะดึงดูด ชาวต่างชาติเข้ามาลงทุนในสิบอุตสาหกรรมนะครับ ที่รัฐบาลเรียกว่าเป็น ๕ โครงการแรก ที่เป็นอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพ แล้วก็อีก ๕ อุตสาหกรรมใหม่ที่จะทำให้อุตสาหกรรมเหล่านี้ มีความเติบโตไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมหุ่นยนต์การบิน ในเรื่องของดิจิทัล ในเรื่องของ การแพทย์ครบวงจร การป้องกันประเทศ และอุตสาหกรรม การศึกษาที่เพิ่มขึ้นมาใหม่ รวมเป็น ๑๒ มันจะเป็นสิ่งหนึ่งที่จะทำให้เราได้มีผลต่อภูมิภาคนี้ มีผลต่อพี่น้องประชาชน ไม่ใช่ว่าเราดูในส่วนของความเติบโตของประเทศอย่างเดียว ดังนั้นผมคิดว่าเป้าหมายที่ รัฐบาลเองต้องการที่จะให้ภูมิภาคนี้เป็นส่วนหนึ่ง ในการที่จะดึงในเรื่องของเศรษฐกิจการค้า และการพาณิชย์ แล้วก็มีเป้าหมายที่จะสามารถทำให้ จีดีพี (GDP) เติบโตไปอย่างน้อย ปีละ ๕ เปอร์เซ็นต์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน ๑๐ ปีข้างหน้า เราจะมีเขาเรียกว่าจะมีรายได้ เข้ามาสู่ประเทศอย่างน้อยที่สุดน่าจะเป็น ๑๐ ล้านล้านบาท ซึ่งก็จะมีผลดีต่อภูมิภาค และเป็นผลดีต่อประเทศอย่างมาก แต่ในขณะเดียวกันผมคิดว่าโครงการทุกโครงการ ก็ย่อมมีปัญหา อย่างโครงการของท่านอดีตประธานวันมูหะมัดนอร์ มะทา ที่ได้เสนอมา ก็เป็นโครงการหนึ่งที่ผมคิดว่าเป็นโครงการที่มีความสำคัญของรัฐบาล และเป็นโครงการ ที่จะต้องมีการตรวจสอบ มีการติดตาม แล้วก็ศึกษาเหมือนกับโครงการอื่น ๆ พีพีพี (PPP) อย่างอื่นที่มีมูลค่าอาจจะไม่ถึง ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่เป็นโครงการสำคัญ อาจจะมี ผลกระทบต่อพี่น้องประชาชนบ้าง ในขณะเดียวกันผมเรียนว่าโครงการเหล่านี้ ก็จะเป็นโครงการหนึ่งที่เป็นความหวังของรัฐบาล เป็นความหวังของพี่น้องประชาชน ชาวจังหวัดชลบุรี แม้กระทั่งระยองหรือว่าฉะเชิงเทราเองก็เห็นด้วยต่อโครงการเหล่านี้ แต่ในขณะเดียวกันผมเรียนว่ารัฐบาลเองก็ต้องหันมามองด้วยนะครับ ว่าสิ่งที่จะเป็น ผลกระทบต่อพี่น้องประชาชนจะมีเรื่องใดบ้าง ไม่ว่าจะเป็นปัญหาในเรื่องของสิ่งแวดล้อม ปัญหาขยะ ปัญหาในเรื่องของน้ำ ซึ่งวันนี้ระยะเวลาคงไม่พอ แต่ผมเรียนว่าข้อมูลตรงนี้ เป็นสิ่งที่วันนี้ในจังหวัดชลบุรีเองหรือจังหวัดอื่น ๆ ก็ได้มีคณะกรรมการสนับสนุน คณะกรรมการอำนวยการในการที่จะร่วมบูรณาการร่วมกันแล้ว ตรงนี้ได้มีการพูดคุยไป ในระดับหนึ่งแล้วต่อการแก้ปัญหาในสิ่งเหล่านี้ ดังนั้นผมคิดว่าโครงการนี้จึงเป็นโครงการหนึ่ง ที่มีความสำคัญของประเทศ และผมอยากเรียนโดยสรุปนะครับว่าอย่างไรก็ตามโครงการนี้ ได้เริ่มต้นตั้งแต่ยังไม่มีสภาแห่งนี้ ดังนั้นเพื่อเป็นการตรวจสอบของพี่น้องประชาชน โดยสภาผู้แทนราษฎร ผมจึงเห็นว่าโครงการนี้น่าจะมีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ เพื่อที่จะศึกษาผลกระทบความเป็นมา เพื่อให้เกิดความรอบคอบมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในเรื่องของความโปร่งใส ดังนั้นผมจึงขอกราบขอบพระคุณท่านประธานที่ได้ให้โอกาส แล้วก็ขอให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณาในเรื่องนี้ต่อไปครับ ขอกราบ ขอบพระคุณครับ