วันมูหะมัดนอร์ ตั้งข้อสังเกตโครงการรถไฟความเร็วสูง หวั่นผลประโยชน์รัฐเสียหาย

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๑ · ๑๑ กรกฎาคม ๒๕๖๒

วันมูหะมัดนอร์ มะทา ตั้งข้อสังเกตและท้วงติงโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบินและพื้นที่เศรษฐกิจภาคตะวันออกอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะในด้านความโปร่งใส ความคุ้มค่า การวางแผนที่เร่งรีบ และผลกระทบต่อประชาชนและสิ่งแวดล้อม พร้อมเสนอให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อตรวจสอบทุกมิติ ทั้งเทคนิค เศรษฐกิจ สังคม และการใช้ที่ดินรัฐ โดยเฉพาะที่ดินพระราชทานและพื้นที่ยุทธศาสตร์ที่อาจถูกนำไปร่วมทุนกับเอกชนระยะยาวถึง 99 ปี ซึ่งเสี่ยงต่อการสูญเสียผลประโยชน์ของชาติ หากไม่มีการศึกษาอย่างรอบด้านและเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชาติ ก่อนอื่นผมต้องขอขอบพระคุณ ท่านประธานที่ให้โอกาสผมได้มาเสนอญัตติ ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการ วิสามัญเพื่อศึกษา ตรวจสอบการดำเนินการโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบิน (ดอนเมือง สุวรรณภูมิ อู่ตะเภา) และการกำหนดพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก ท่านประธานที่เคารพและท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติครับ เนื่องจากคณะรัฐมนตรีที่บริหารประเทศ อยู่ในขณะนี้ หมายถึงชุดที่ผ่านมานะครับ ได้มีมติเมื่อวันที่ ๒๗ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๖๑ ได้อนุมัติ โครงการรถไฟความเร็วสูงเพื่อเชื่อมสนามบิน ๓ สนามบิน ระยะทาง ๒๒๖ กิโลเมตร มูลค่ามากกว่า ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งจะมีการลงนามตามที่ได้ประกาศไว้ในสื่อมวลชน โดยทั่วไปว่า จะมีการลงนามในสัญญาโครงการนี้ระหว่างการรถไฟแห่งประเทศไทยกับกลุ่ม กิจการร่วมค้า บริษัท เจริญโภคภัณฑ์โฮลดิ้ง (จำกัด) และพันธมิตร กระผมเห็นว่าโครงการนี้ เป็นโครงการที่มีขนาดใหญ่ ใช้เงินลงทุนถึง ๒๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท เรื่องนี้จะมีผลกระทบ ต่อประชาชนเป็นจำนวนมาก ได้มีนักวิชาการ พนักงานการรถไฟแห่งประเทศไทย ตลอดจน อดีตผู้บริหารการรถไฟแห่งประเทศไทยได้มาให้ข้อมูลและแสดงความกังวลใจให้กับกระผม และพรรคประชาชาติ ซึ่งกระผมขอสรุปในประเด็นต่าง ๆ เพื่อให้เกิดความเข้าใจง่าย ๆ ว่า ประเด็นที่นักวิชาการ พนักงานการรถไฟแห่งประเทศไทยมีความกังวลนั้น มีอยู่ทั้งหมด ประมาณ ๖-๗ ประเด็นครับท่านประธาน

ประการแรก ที่กังวลอย่างยิ่งก็คือว่าความเหมาะสมด้านเทคนิคของการที่จะ ให้มีโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมระหว่าง ๓ สนามบิน คือ ดอนเมือง สุวรรณภูมิ แล้วก็ อู่ตะเภา โดยเหตุที่โครงการนี้มีระยะเส้นทางรถไฟความเร็วสูงนี้วิ่งประมาณ ๒๒๐ กิโลเมตร เท่านั้น แต่กำหนดในโครงการว่าต้องใช้รถไฟที่มีความเร็วสูง ๒๕๐ กิโลเมตรต่อชั่วโมง จริง ๆ แล้วโดยทั่วไปหรือประเทศต่าง ๆ ที่เขาทำรถไฟความเร็วสูงนั้นต้องเป็นการวิ่งระยะที่มี ความยาวอย่างน้อยก็ ๕๐๐ กิโลเมตร ถึง ๑,๐๐๐ กิโลเมตร หรือมากกว่านั้น เช่นว่า จากกรุงเทพฯ ไปจังหวัดเชียงใหม่ กรุงเทพฯ ไปจังหวัดหนองคาย กรุงเทพฯ ไปอำเภอหาดใหญ่ อย่างนี้ก็เหมาะสมที่จะใช้ความเร็วสูงอย่างที่ได้เสนอในโครงการนี้ แต่โครงการนี้วิ่งแค่ ๒๐๐ กิโลเมตร และใน ๒๐๐ กิโลเมตรนั้น โดยสรุปก็คือ ๓ สนามบินนั้นมี ๒ ช่วงใหญ่ ๆ นะครับ ในช่วงแรกก็คือว่าจากดอนเมืองผ่านบางซื่อ-พญาไท หลังจากนั้นจากพญาไทก็จะใช้เส้นทาง ของโครงการแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ (Airport Rail Link) ซึ่งประมาณ ๕๐ กิโลเมตร แล้วโครงการระหว่าง พญาไท-มักกะสัน-แอร์พอร์ต เรล ลิงก์ (Airport Rail Link) ก็มีรางและมี ขบวนรถวิ่งอยู่แล้ว และในเส้นทางนี้ก็ได้กำหนดว่าวิ่งประมาณ ๑๖๐ กิโลเมตร ต่อชั่วโมง แล้วเส้นทางของความเร็วสูง ๓ สนามบินนี้ก็จะทับตรงเส้นทางนี้ เพราะฉะนั้น มันเป็นความเร็วที่ต้อง ๒ ระบบ จะดัดแปลงอย่างไรก็แล้วแต่ แต่เป็น ๒ ระบบรางที่มีอยู่แล้ว ประมาณ ๕๐ กิโลเมตร หลังจากที่สุวรรณภูมิแล้วก็จะวิ่งไปที่อู่ตะเภา ซึ่ง ๑๐๐ กว่ากิโลเมตร ใน ๑๐๐ กว่ากิโลเมตรนี้ดูว่า ๑๐๐ กว่ากิโลเมตรก็จริง แต่จะมีสถานีที่จอดอยู่เกือบ ๙ สถานี เพราะฉะนั้นโดยเทคนิคแล้วในความเข้าใจของนักวิชาการและผู้ที่เชี่ยวชาญในเรื่องนี้ว่า ไม่น่าจะเป็นความเร็วถึง ๒๕๐ กิโลเมตร เพราะความเร็ว ๒๕๐ กิโลเมตร เวลารถไฟออกแล้ว จากสถานีหนึ่งไปอีกสถานีหนึ่งมันก็ต้องออกด้วยความเร็วสูง แล้วพอจะไปจอดอีกสถานีหนึ่ง ก็ต้องใช้เวลาในการที่จะเบรกเพื่อที่จะหยุดจอดสถานีหน้า เพราะฉะนั้นโอกาสที่จะใช้ ความเร็วถึง ๒๐๐ กิโลเมตรในระหว่างวิ่งเกือบจะไม่มี เพราะฉะนั้นในด้านเทคนิคนั้น ผู้รู้หลายคนว่าน่าจะใช้ความเร็วเดิมที่มีรถวิ่ง แอร์พอร์ต เรล ลิงก์ (Airport Rail Link) ที่วิ่งอยู่แล้ว พญาไท-มักกะสัน แล้วก็สุวรรณภูมินั้นเป็นความเร็วที่เขาเรียกกันว่าความเร็ว ปานกลาง ในระหว่างความเร็วปานกลางกับความเร็วสูงนั้นการลงทุนก็ต่างกัน เพราะฉะนั้น ในด้านเทคนิคนี้อยากจะให้มีการศึกษาอย่างเหมาะสมว่า ความเร็วเท่าไรจึงจะเหมาะสม กับวิ่งในระหว่าง ๓ สนามบิน แล้วจะได้ประโยชน์สูงสุดตรงไหนครับ

จริง ๆ แล้วอีกประการหนึ่งก็คือว่ามีผู้ที่มีข้อเสนออย่างน่าคิดว่า ความจริงแล้ว ในระยะแรกนั้นถ้าต้องการจะทำอย่างเร่งด่วนก็น่าจะเพิ่มเติมสุวรรณภูมิมาพญาไท แล้วเอา ช่วงพญาไทไปดอนเมืองก่อนเป็นระบบเดียวกัน คือต่อให้เสร็จ แล้ววิ่งระหว่างดอนเมือง ไปสุวรรณภูมิก่อน เพราะแน่ใจว่าในช่วงนี้มีความต้องการที่จะใช้สูงมาก แล้วคงจะคุ้ม ในเรื่องค่าโดยสารและการลงทุน แต่ในช่วงสุวรรณภูมิไปอู่ตะเภานั้นหลายท่านก็คิดว่า เครื่องบินที่จะลงที่อู่ตะเภา แล้วจะมีผู้โดยสารเข้ามาในกรุงเทพฯ หรือมาเชื่อมต่อกับ สุวรรณภูมิ-ดอนเมืองนั้นอาจจะยังสำรวจไม่รอบคอบ ถ้ามีผู้โดยสารน้อยรถก็ไม่สามารถ จะใช้ขบวนที่ออกกี่นาที สมมุติว่าถ้าผู้โดยสารมากก็จะออก ๑๐ นาที ๑๕ นาทีได้ แต่ถ้าผู้โดยสารไม่มี หรือมีน้อย ต้องรอเป็นชั่วโมง ผมคิดว่าผู้โดยสารคงไม่รอ เพราะว่า เส้นทางที่จะเข้ากรุงเทพฯ นั้นมีมอเตอร์เวย์ (Motorway) ซึ่งค่อนข้างจะสะดวกใช้เวลา ประมาณชั่วโมงกว่าก็วิ่งมาได้แล้ว การที่จะรอรถไฟกว่าจะออก แล้วกว่าจะเคลื่อนขบวนได้ ผมก็คิดว่าน่าจะไม่ประสบความสำเร็จ ช่วงที่ใช้จากอู่ตะเภาเข้ามาในกรุงเทพฯ มันจะเป็น การลงทุนที่ไม่คุ้มค่า เพราะฉะนั้นด้านเทคนิคตรงนี้ก็อยากจะให้ได้ดูอีกครั้งหนึ่ง อย่างเหมาะสม

ประการที่ ๒ เป็นโครงการแปลกที่คิดกันใหม่ที่เรียกว่า พีพีพี (PPP) หรือเป็น การลงทุนที่เรียกว่า เอกชนกับรัฐลงทุนร่วมกัน แต่ว่าในการลงทุนร่วมกันนั้น ใน ๒๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทนี้ ปรากฏว่าในสัญญานั้นระบุว่าเอกชนลงทุนไม่น้อยกว่า ๑๔๕,๐๐๐ ล้านบาท ถ้าดูตัวเลข คร่าว ๆ ตรงนี้รัฐลงทุนมากกว่าเอกชนเสียอีกครับ แล้วเงินที่รัฐลงทุนนี้ก็ไม่ได้มาจากไหนครับ ก็เงินภาษีของพวกเราเอง จะมีหลักประกันใดครับว่าเงิน ๑๔๕,๐๐๐ ล้านบาทนี้ลงทุนแล้ว จะไม่ขาดทุนนะครับ ตัวเลขก็ยังไม่ชัดเจน ถึงแม้ว่าจะเป็นการลงทุน ๑๔๕,๐๐๐ ล้านบาท ใช้เวลาลงทุน ๑๐ ปี ปีละ ๑๔,๕๐๐ ล้านบาท แต่ความคุ้มค่ายังไม่ทราบว่าจะมีแค่ไหน เพราะฉะนั้นเงิน ๑๔๕,๐๐๐ ล้านบาทก็อยากจะได้พิจารณาด้วยความรอบคอบว่า ๑. ความคุ้มค่า ๒. การที่จะได้ทุนคืนได้มาอย่างไรนะครับ

ประการที่ ๓ เรายังไม่เห็นในส่วนของการสำรวจอย่างละเอียดว่าประชาชน จะใช้รถไฟความเร็วสูงดังกล่าวนั้นมากน้อยเพียงใด และราคาโดยสารจะสูงขนาดเท่าไร ประชาชนจะรับได้หรือไม่ แต่แน่นอนผมก็เชื่อว่าระหว่างดอนเมืองถึงสุวรรณภูมินั้นผู้โดยสาร น่าจะมาก แล้วก็น่าจะคุ้มกับการลงทุน แต่ที่เราต้องต่อไปถึงอู่ตะเภานั้นไม่มีความแน่นอน เพราะฉะนั้นจึงอยากจะให้คิดด้วยความรอบคอบ เพราะต้องใช้เงินมาก

ประการที่ ๔ เป็นเรื่องที่สำคัญมากท่านประธานครับ คือนอกจากรถไฟ หรือรัฐบาลต้องจ่ายเงินให้กับเอกชน ๑๔๕,๐๐๐ ล้านบาทแล้ว ในสัญญานั้นระบุอย่างชัดเจน ว่าการรถไฟจะต้องมอบพื้นที่บริเวณโรงงานมักกะสันให้โครงการนี้ ให้เอกชนไป ๑๕๐ ไร่ ท่านประธานคงทราบดีนะครับ เพราะว่าท่านประธานก็บ้านอยู่ใกล้ ๆ นี้ และพวกเราคงจะ เห็นภาพได้ดีว่าพื้นที่ตรงบริเวณโรงงานมักกะสันนั้นเป็นที่หัวใจของเศรษฐกิจของ กรุงเทพมหานคร ซึ่งจะมีในปัจจุบันและในอนาคต มีมูลค่ามหาศาล ท่านประธานครับ ก็มีการคำนวณกันว่า ๑๕๐ ไร่นั้นมีมูลค่าไม่น้อยกว่า ๑๖๕,๐๐๐ ล้านบาท หรือถึง ๑๗๐,๐๐๐ ล้านบาท อยู่ดี ๆ เราจะยกที่ดินของการรถไฟที่มักกะสันให้เอกชนเอาไปรวมกับ เส้นทางเดินรถ ซึ่งมันเกี่ยวข้องกันน้อยมากนะครับ

และประเด็นสำคัญที่ผมอยากจะเรียนต่อท่านประธาน สมาชิกผู้ทรงเกียรติ และพี่น้องประชาชนว่า ที่ดินตรงนี้เป็นที่ดินที่เราได้รับพระราชทานมาจากล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ ๕ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งได้พระราชทานมอบให้กับการรถไฟแห่งประเทศไทย เพื่อกิจการของรถไฟ ถ้าเราเอาที่ดินซึ่งได้รับพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า เจ้าอยู่หัวนี้เราไปประเคนให้เอกชนมันจะถูกต้องหรือไม่ มันไม่ใช่ที่ดินธรรมดาครับ ที่ดินพระราชทานแล้วก็ได้ระบุชัดเจนว่าเพื่อกิจการของรถไฟ ในสมัยที่ผมเป็นรัฐมนตรี กระทรวงคมนาคมก็มีเอกชนเป็นจำนวนไม่น้อยจะขอมาใช้ประโยชน์ตรงนี้โดยจะไปทำ พัฒนาในเชิงเศรษฐกิจ ใช้ระยะเวลาที่มอบให้เขาแค่ ๓๐ ปีเหมือนกับที่ดินรถไฟอื่น ๆ เขาจะ ให้ค่าตอบแทนถึง ๑๒๐,๐๐๐ ล้านบาทครับ ผมก็ยังไม่กล้าให้ครับ เพราะพนักงานรถไฟก็มา โวยวายว่าที่ดินนี้พวกเขาได้รับพระราชทานมาจากในหลวงรัชกาลที่ ๕ เพราะฉะนั้น การจะมอบให้เอกชน ถึงแม้ว่าจะไปหาผลประโยชน์ให้รัฐ แต่ไม่ใช่พระปณิธานของล้นเกล้าฯ ไม่ใช่เจตนารมณ์ของพระเจ้าอยู่หัวของเราที่จะให้ทำเช่นนั้นได้ เพราะฉะนั้นทำไมต้องเอา โครงการนี้ไปผนวกด้วย ผมเข้าใจว่าคนที่ทำเส้นทางรถไฟนี้ ซึ่งเป็นเอกชนไทยร่วมกับ บริษัทของประเทศจีน เขาคงจะไม่ได้มุ่งหวังจะได้ประโยชน์จากการเดินรถไฟความเร็วสูงนี้สักเท่าไร แต่เขาหวังว่า จะได้ที่ดินตรงนี้พัฒนาแล้วมีกำไรอย่างมหาศาล โดยความคิดที่ไม่ค่อยฉลาดหรือแกล้งโง่ ของผู้คิดโครงการนี้ในเวลาเร็ว ๆ ท่านประธานครับ ท่านคงทราบว่าโครงการใหญ่ ๆ อย่างนี้ มันต้องศึกษาสิ่งแวดล้อม ผลกระทบของประชาชน ผลประโยชน์ที่ได้จากการลงทุน มันต้อง ศึกษาหลายปีครับ แต่โครงการนี้ท่านประธานก็ทราบดีว่าใช้เวลาศึกษาทำ ทีโออาร์ (TOR) แล้วก็จะเซ็นสัญญาในเวลาเพียงไม่ถึงปีหรือปีกว่า ๆ เล็กน้อย ซึ่งผมคิดว่าเป็นการกระทำ ที่ไม่รอบคอบ ไม่ควรจะกระทำอย่างยิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านประธานและเพื่อนสมาชิก ที่เคารพครับ มาทำในปลาย ๆ ของรัฐบาลซึ่งรู้อยู่แล้วว่าจะมีการเลือกตั้ง จะมีสภาผู้แทนราษฎร จะมีผู้แทนของประชาชนเข้ามา แล้วก็จะมีรัฐบาลของประชาชน ถึงแม้จะเป็นต่อเนื่องจาก รัฐบาลเดิมก็แล้วแต่ แต่ถ้ามาทำในช่วงที่เป็นรัฐบาลที่ประชาชนตรวจสอบได้ สภาตรวจสอบได้ ใช้เวลาอย่างรอบคอบศึกษาผลกระทบมากกว่านี้ ผมคิดว่ามันจะได้ประโยชน์มากกว่าที่คิด สั้น ๆ คิดง่าย ๆ ผมไม่ทราบว่าเป้าประสงค์คืออะไรกันแน่นะครับ

ประการที่ ๕ ท่านประธานครับ โครงการนี้มันเกือบ ๒๐๐ กิโลเมตร ผ่านที่ ของประชาชนมากมาย ไม่ใช่ที่ของรัฐอย่างเดียว ไม่ทราบว่าใช้เวลาปีเดียวไปศึกษาผลกระทบ ของประชาชนตลอด ๒๐๐ กิโลเมตรนี้มากน้อยแค่ไหน ผมเชื่อว่าประชาชนในพื้นที่ที่รถไฟ จะผ่านต้องมีความเดือดร้อนแน่ในเรื่องของการที่จะต้องอพยพ ในเรื่องของการประกอบ อาชีพของเขา และเรื่องอื่น ๆ ถ้าในสมัยที่ใช้มาตรา ๔๔ ไปเอาที่ของเอกชนก็คงจะไม่ค่อย มีปัญหามาก ใช้เวลาก็ไม่มาก แต่ถ้าหากว่าในกระบวนการประชาธิปไตยการเวนคืนเช่นนี้ ผมไม่เชื่อว่าสัญญาที่จะมอบพื้นที่ทั้งหมดให้เอกชนดำเนินโครงการนี้จะเป็นไปได้และจะไม่มี ผลกระทบ เมื่อเป็นไปไม่ได้ท่านประธานครับ หรือเป็นไปได้น้อยในที่สุดก็จะเกิดคดีฟ้องร้อง ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย ภาครัฐไม่สามารถจะจัดพื้นที่เวนคืนให้เขาเพื่อให้ดำเนินการ ภายในกำหนดเวลา ก็ฟ้องร้องเอาค่าเสียหายจากรัฐอีก ก็เป็นการเสียค่าโง่ แล้วโครงการที่เรา หวังจะเกิดขึ้นอาจจะไม่เกิดขึ้น นอกจากว่าจะต้องเสียค่าโง่ หลายโครงการท่านประธานครับ ที่ภาครัฐทำด้วยความเร่งรีบและไม่รอบคอบ ท่านประธานก็คงเห็นแล้ว โครงการโฮปเวลล์ (Hopewell) ไม่ประสบความสำเร็จ เวลาบอกก็สวยหรู แล้วจริง ๆ เป็นอย่างไรครับ ไม่สำเร็จ ต้องทุบ แล้วก็ยังจะต้องเสียค่าโง่ก็หลายหมื่นล้านบาทอีกนะครับ

โครงการทางด่วนก็เช่นเดียวกัน โครงการบ่อบำบัดน้ำเสียคลองด่าน หรืออะไรก็แล้วแต่ก็ปรากฏว่าเป็นอย่างไรครับ เพราะความรีบเร่ง เพราะไม่คิดด้วย ความรอบคอบ ไม่เชื่อฝ่ายที่เกี่ยวข้องและเห็นผลประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชนไปทำ แล้วผลกระทบตอนหลัง ถามว่าคนที่คิดทำ คนที่เอาเงินภาษีของประชาชนไปใช้นั้น เขารับผิดชอบอะไรท่านประธานครับ ในที่สุดก็เงินของพี่น้องประชาชนนะครับ

ท่านประธานครับ อีกอันหนึ่งก็คือว่า โครงการนี้นอกจากรัฐต้องเสียเงิน ในการลงทุนร่วม ๑๔๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทแล้ว เสียที่มักกะสันแล้ว เรายังต้องเสียที่รอบ ๆ สถานี อีก ๑๐ กว่าสถานีนั้นประมาณ ๘๕๐ ไร่ โดยการรถไฟต้องมอบให้ภาคเอกชนที่จัดทำ โครงการนี้ภายในเวลาที่กำหนด แล้วก็เอกชนสามารถจะไปหาประโยชน์ในพื้นที่เหล่านั้นได้ ที่น่าเป็นห่วงก็มีหลายพื้นที่ที่เป็นหัวใจ ที่เป็นพื้นที่เศรษฐกิจ ซึ่งจะได้ประโยชน์มหาศาล ผมจะไม่กล่าวรายละเอียดตรงนี้ เดี๋ยวค่อยว่ากันในคณะกรรมาธิการ ถ้าหากว่าทางสภา ของเราจะได้กรุณาให้มีการศึกษาอย่างละเอียดเพิ่มเติม กระผมไม่ได้ตั้งใจที่จะไปขัดขวาง โครงการอย่างนี้นะครับท่านประธาน ประโยชน์มันต้องมีแน่ แต่ถ้าเราศึกษาอย่างละเอียด แล้วก็พยายามที่จะมองข้อที่จะเกิดปัญหาในอนาคตนั้น กันมันออกไปให้รัฐเสียประโยชน์ ได้น้อยที่สุด แล้วประชาชนได้ประโยชน์มากที่สุด ผมว่ามันจะดีกว่า คงใช้เวลาไม่มากนัก แล้วโครงการนี้ที่พี่น้องประชาชนอาจจะยังไม่ทราบ หรือทราบยังไม่ถูกว่าเป็นโครงการแรก ที่รัฐต้องมอบพื้นที่เพื่อให้เอกชนทำโครงการแล้วหาประโยชน์ถึง ๕๐ ปีครับ เดิมที่ผ่านมานั้น ส่วนใหญ่เราก็ให้แค่ ๓๐ ปีเป็นกฎหมาย อันนี้เป็นกฎหมายที่กำหนดใหม่โดย พีพีพี (PPP) โดยมาตรา ๔๔ อะไรผมก็จำไม่ค่อยได้ แต่ว่ากำหนดว่าภาคเอกชนนั้นสามารถจะใช้พื้นที่ ของรัฐ รวมทั้งมักกะสันในเบื้องต้น ๕๐ ปี และสามารถจะต่อได้อีก ๔๙ ปี รวมแล้ว ๙๙ ปี เหมือนกับปิดยึดเกาะฮ่องกงพอดีครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ในเวลาอันสั้น ๆ นี้ ผมไม่อยากที่จะใช้เวลาของสภานี้มากนัก เพราะเราคงต้องใช้เวลาในการที่จะอภิปราย ตรวจสอบในคณะกรรมาธิการด้วยความรอบคอบได้ระยะเวลาหนึ่งนะครับ ผมขอเพิ่มเติม อีกเล็กน้อยว่ามีสหภาพรถไฟ นักวิชาการ และพี่น้องประชาชนหลายท่านให้ข้อสังเกต ในบางประการที่จะสรุปสั้น ๆ ในตอนสุดท้ายนี้นะครับ

ประการแรก นักวิชาการที่เขาศึกษาโครงการนี้ว่าเมื่อดูการออก ทีโออาร์ (TOR) นี้ ปรากฏว่าได้มีการเร่งรีบเขียน ทีโออาร์ (TOR) อย่างผิดสังเกตและเป็น ทีโออาร์ (TOR) ที่เอื้อให้ประชาชนมากเกินไป

ประการที่ ๒ นั้นการทำประชาพิจารณ์ก็ไม่ทั่วถึง ไม่รอบคอบ เวลาค่อนข้าง จำกัด หลายคนก็ข้องใจว่าเขาเองอยากจะแสดงความคิดเห็น ปรากฏว่าไม่มีโอกาส แล้วเขาก็อยู่ในพื้นที่ที่ทำโครงการนี้จะมีความเดือดร้อนในอนาคต

ประการหนึ่ง เรื่องที่สำคัญที่เราต้องคำนึงถึงมากก็คือ ความกระทบ ต่อสิ่งแวดล้อมซึ่งจะต้องมีการทำ อีไอเอ (EIA) ผมทราบว่าทำแล้วจริงครับ แต่ทำด้วย จะใช้ภาษาลวก ๆ ค่อนข้างจะมาก เพราะเมื่อกำหนดให้ส่ง อีไอเอ (EIA) ให้รัฐบาล วันที่ ๑๕ มิถุนายน ปรากฏว่าในที่ประชุมตีกลับไปว่า อีไอเอ (EIA) ไม่สมบูรณ์ ไม่เรียบร้อย ปรากฏว่าเอากลับไป ๙ วันก็ส่งกลับมาให้รัฐบาล รัฐบาลก็บอกว่า โอเค (OK) ใช้ได้ ดูแล้ว เหมือนกับว่าทำกันไม่จริงจัง ซึ่งจะมีผลในภายหลังครับในเรื่อง อีไอเอ (EIA) และ ทีโออาร์ (TOR) นี้ เพราะฉะนั้นกระผมจึงขอกราบเรียนต่อท่านประธานและท่านสมาชิกที่เคารพว่า กระผมอยากจะขอให้สภานี้ได้อภิปราย แล้วก็ได้มีมติเพื่อที่จะตั้งคณะกรรมาธิการคณะหนึ่ง ซึ่งประกอบด้วยทุกฝ่าย รวมทั้งอาจจะมีบุคคลภายนอกที่มีความรู้ความสามารถเรื่องนี้ มาเพื่อได้มีการวิเคราะห์ มีการศึกษาใน ๖-๗ ประการที่กระผมห่วงใย และผู้ที่เคยบริหาร การรถไฟแห่งประเทศไทยก็มีความห่วงใยนั้น เรามาตรวจสอบศึกษาให้รอบคอบอีกครั้งหนึ่ง ถ้าโครงการนั้นจะเกิดขึ้นได้ท่ามกลางการดูแล ด้านเทคนิค ด้านสิ่งแวดล้อม ด้านความคุ้มค่าของประชาชน และผลกระทบของประชาชนแล้ว ผมว่าสิ่งที่เราห่วงใย แล้วเราอภิปรายกันมาโดยตลอดก็คือรัฐจะต้องเสียค่าโง่นั้นอาจจะ ไม่เกิดขึ้นได้ หาทางป้องกันไว้ตั้งแต่แรก ๆ ไม่ใช่พอโครงการเกิดขึ้นแล้วก็เสียค่าโง่เกือบทุก โครงการ แล้วโครงการนี้ก็ลงทุนถึง ๒๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท และใช้เวลาในการศึกษาทำ ทีโออาร์ (TOR) สั้นมาก เพื่อจะเร่งรีบว่าได้ลงนามก่อนที่รัฐบาลจะออกไป ถึงแม้ว่าขณะนี้ ก็ยังไม่ทราบชัดว่ามีการลงนาม ถ้ายังไม่มีการลงนามผมขอร้องท่านนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม และผู้เกี่ยวข้องว่า ขอให้สภาได้ศึกษาด้วยความรอบคอบ อีกสักครั้ง เพื่อประโยชน์ของรัฐบาลเอง เพื่อประโยชน์ของพี่น้องประชาชนแล้วเราจะ ไม่เสียค่าโง่ดังเช่นโครงการอื่น ๆ ที่เราได้พูดแล้วครับ ขอขอบคุณท่านประธานครับ หวังว่าท่านสมาชิกคงจะให้ความสนับสนุนในการตั้งคณะกรรมาธิการในคราวนี้ด้วยครับ ขอบพระคุณครับ