เกียรติ ตั้งข้อสังเกตสัญญาชดเชย-เรียกร้องตั้งกรรมาธิการสอบสวน

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๑ · ๑๑ กรกฎาคม ๒๕๖๒

เกียรติ สิทธีอมร ตั้งข้อสังเกตและข้อกังวลเกี่ยวกับความโปร่งใส ความชอบด้วยกฎหมาย และกระบวนการตัดสินใจในกรณีการต่อสัญญาสัมปทานทางด่วน พร้อมตั้งคำถามถึงความเหมาะสมของการนำคดีแพ่งไปพิจารณาที่ศาลปกครอง การประเมินค่าเสียหาย การแต่งตั้งที่ปรึกษา และการชดเชยโดยไม่พิสูจน์ความผิด จึงเรียกร้องให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อสอบสวนข้อเท็จจริงอย่างเป็นกลางและเปิดเผย เพื่อตรวจสอบความรับผิดชอบทางการเงินและทางเลือกในการบริหารโครงการต่อไปอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม

นายเกียรติ สิทธีอมร แบบบัญชีรายชื่อ

กราบขอบพระคุณท่านประธานครับ ผมก็อยากขอแสดงความเห็นเกี่ยวกับเรื่องการต่อสัญญาเพื่อชดเชยในกรณีเกิดการผิดสัญญา สัมปทานขึ้น จริง ๆ แล้วกระบวนการทั้งหมดนี้ ผมคงจะไม่ไปลงรายละเอียดซึ่งผู้อภิปราย ท่านอื่นได้อภิปรายไปแล้ว แต่อยากจะเน้นประเด็นที่สังคมติดใจอยู่

ประการแรก ข้อพิพาทที่เกิดขึ้นนี้เป็นเรื่องของการไปสู่กระบวนการ อนุญาโตตุลาการ กระบวนการอนุญาโตตุลาการนี้ ถามว่าจริง ๆ แล้วประเทศไทยยอมรับหรือไม่ เราเป็นภาคีตั้งแต่ ค.ศ. ๑๙๕๘ แล้ว ต้องยอมรับ แล้วก็ต้องบังคับคดี แต่ถามว่าต้องบังคับคดี ในทุกกรณีไปหรือไม่ ก็ไม่ใช่นะครับ จริง ๆ แล้วกระบวนการอนุญาโตตุลาการต้อง พิสูจน์ทราบก่อน ด้วยความชัดเจนว่ากระบวนการทั้งหมดนั้นถูกต้อง การได้มาซึ่งสัญญานั้น ถูกต้อง ในกระบวนการพิจารณาในขั้นอนุญาโตตุลาการนั้น มีความพยายามในการที่จะไม่นำ ข้อเท็จจริงบางประเด็นมาพิจารณาหรือไม่ ท่านประธานครับ ผมเองเป็นประธาน คณะกรรมการของคณะกรรมการอนุญาโตตุลาการของไอซีซี (ICC) ที่กรุงปารีสอยู่ ๓ ปี แล้วก็เป็นประธานของคณะอนุญาโตตุลาการการค้าไทยอยู่หลายปี ก็ทราบดีว่าทุกขั้นตอน ในกระบวนการของอนุญาโตตุลาการนั้นต้องมีความมั่นใจว่า มันมีความโปร่งใสและไม่มี ที่ภาษาชาวบ้านเรียกว่า ไปเป่าคดี ทำได้หรือไม่ มีบางกรณีที่เกิดขึ้น แม้กระทั่งในกรณี ระหว่างประเทศก็เกิดขึ้นได้ เพราะฉะนั้นก่อนที่จะไปบังคับคดีในส่วนของอนุญาโตตุลาการนั้น ก็ต้องมีการตรวจสอบว่าทุกขั้นตอนของกระบวนการอนุญาโตตุลาการนั้นชอบด้วยกฎหมาย ในขณะเดียวกันข้อเท็จจริงทั้งหมดที่เกิดขึ้น สภาพแวดล้อมทั้งหมดที่เกิดขึ้นอันนั้นถูกต้อง หรือไม่ อันนี้ต้องถือว่าเป็นข้อพิพาททางสัญญาระหว่างคู่สัญญา ซึ่งฝ่ายหนึ่งเป็นฝ่ายรัฐ อีกฝ่ายหนึ่งเป็นภาคเอกชน ทีนี้เป็นที่ทราบกัน ที่ปรากฏเป็นข่าว ก็คือว่าจนถึงวันนี้แพ้ไป ๑ คดี ต้องชดใช้ ๔,๐๐๐ กว่าล้านบาท จริง ๆ เป็นเงินต้นไม่ถึงพันล้านบาท เป็นดอกเบี้ย สะสมมากลายเป็น ๔,๐๐๐ กว่าล้านบาท แล้วก็ด้วยเหตุที่บอกว่ามีการแข่งขัน ทั้ง ๆ ที่ ในสัญญาเขียนไว้ว่าต้องไม่แข่งขัน ตรงนี้ผมเองก็ติดใจว่าในแง่ของสัญญาที่ไปลงนามกันไว้ หลายสิบปีก่อนที่บอกว่าต้องไม่แข่งเป็นสัญญาที่ชอบหรือเปล่า แล้วการแข่งนี้อยู่ในสภาพ ลักษณะไหน แล้วการแข่งนี้เป็นการแข่งของคู่สัญญาหรือไม่ ถ้าเป็นคนละคู่สัญญาจะนำมา ผนวกรวมกันแล้วพิจารณาว่าเป็นการแข่งในสัญญาเดียวกันกับคู่สัญญาเดียวกันได้หรือไม่ ตรงนี้ก็เป็นประเด็น เมื่อสักครู่มีผู้อภิปรายท่านหนึ่งท่านอภิปรายไปแล้ว ผมคงไม่พูดซ้ำ แต่อันนี้ก็ต้องเป็นเรียกว่าเป็นข้อสงสัยที่เราต้องตั้งประเด็นขึ้นมาได้ ทีนี้พอดีผมก็รับทราบมา เหมือนกันว่า เนื่องจากเรามีคดีที่อยู่ระหว่างทางอีก ๑๗ คดี ผมก็ไปได้ยินมาว่ามีการจ้าง ที่ปรึกษามารายหนึ่งมาประเมินดูสิว่า ๑๗ คดีเราจะแพ้กี่คดี เราจะชนะกี่คดี ท่านประธานครับ การทำเช่นนี้ไม่เคยปรากฏไม่ว่าในสัญญาไหน หรือประเทศใด เพราะไม่มีผู้เชี่ยวชาญ คนไหนเลยที่จะมารู้รายละเอียดของคดีแต่ละคดีได้อย่างเด่นชัดเหมือนเป็นผู้พิพากษา อีกกลุ่มหนึ่ง แล้วมาบอกว่าคดีไหนจะชนะ คดีไหนจะแพ้เรื่องนี้ประหลาดมาก แปลกมากจริง ๆ และด้วยเหตุผลของที่ปรึกษากลุ่มนี้ที่ไปประเมินว่าเราคงจะแพ้เยอะ และจะมีค่าเสียหาย ถึงแสนกว่าล้านบาท แล้วไปเริ่มต้นเจรจากันบอกว่าถ้าอย่างนั้นเกี๊ยะเซี๊ยะกัน เหลือ ๖๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทพอแล้ว จบกันทุกอย่างไม่เคลม (Claim) กันอีก ผมว่าเรื่องนี้เป็นเรื่อง ที่ประหลาดที่สุดครับ แล้วก็ในประวัติศาสตร์ของประเทศเราเพิ่งเคยเกิดขึ้น ไม่เคยเกิดขึ้น มาก่อน ในประเทศอื่น ๆ ถามว่ามีหรือไม่ ตอนผมเป็นกรรมการอนุญาโตตุลาการอยู่ที่กรุงปารีส ไม่มีนะครับ ไม่มีที่ปรึกษาคนไหนที่ชำนาญการถึงขนาดมานั่งพินิจพิเคราะห์แต่ละคดี แล้วบอกว่าอันนี้จะแพ้ อันนี้จะชนะ มันขึ้นอยู่กับวิธีการสู้ ขึ้นอยู่กับประเด็นข้อกฎหมาย ขึ้นอยู่กับประเด็นข้อเท็จจริง เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็เป็นอีกส่วนหนึ่งที่ทำให้สังคมต้องสงสัย ทีนี้เมื่อมีการละเมิดโดยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งในสัญญาแล้ว ก็ต้องถามว่าประเด็นที่ฝ่ายหนึ่งในกรณีนี้ คือการทางพิเศษแห่งประเทศไทยที่ถูกกล่าวหาว่าผิดสัญญานั้น ผิดสัญญาเรื่องอะไร เป็นเหตุสุดวิสัยหรือไม่ เป็นความบกพร่องของเจ้าหน้าที่ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในโครงการหรือไม่ หรือเป็นความผิดร่วมกันระหว่างคู่สัญญาทั้ง ๒ ฝ่าย ตรงนี้ไม่มีความชัดเจนนะครับ เพราะฉะนั้นการที่อยู่ดี ๆ จะไปประเมินว่าเราผิดแล้วเราต้องไปเจรจา ทั้ง ๆ ที่คดียังไม่ถึง ที่สิ้นสุดนั้น ผมคิดว่าเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำอย่างยิ่ง โดยเฉพาะฝ่ายหนึ่งเป็นฝ่ายของภาครัฐ นะครับ และในกรณีที่เป็นความผิดพลาดของเจ้าหน้าที่มีความประมาทเลินเล่อเกิดขึ้น ที่จริงแล้วก็ต้องมีกระบวนการสอบข้อเท็จจริงภายใน แล้วก็ต้องเอาผิดคนที่เกี่ยวข้อง และทำให้เกิดความเสียหายเกิดขึ้นกับหน่วยงานของรัฐ เพราะฉะนั้นไปเจรจาเช่นนี้ครับ ข้อเสียที่เป็นข้อเสียอย่างยิ่งเลยก็คือว่าทุกคนลืมหมดเลยครับว่าใครผิดตรงไหน หาตัวคนผิด ไม่เจอแล้วครับ ทุกอย่างจบหมด แม้กระทั่งการลงบัญชีของการทางพิเศษแห่งประเทศไทย ผมยังนึกไม่ออกลงบัญชีอย่างไรครับ ทั้ง ๆ ที่ มีหนี้อยู่ ซึ่งต้องเป็นเงินชดเชย พอชดเชย ไปแล้วตั้งในบัญชีเป็นอย่างไรครับ จริง ๆ แล้วมันต้องฟ้องนะครับ การลงบัญชี สถานะ ทางการเงินต้องชัดเจนว่าหนี้ที่ต้องชำระมันเป็นเพราะอะไร ความเสียหายเกิดขึ้นจากอะไร แล้วมันผิดข้อสัญญาข้อไหน สิ่งเหล่านี้ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่ผมต้องตั้งข้อสงสัย เพราะอยู่ใน แวดวงนี้มาก็เห็นหลายคดีอยู่พอสมควร ในเรื่องสัญญาก่อสร้างก็ผ่านมาพอสมควรนะครับ ปกติแล้วถ้าผ่านกระบวนการอนุญาโตตุลาการ ขั้นแรกที่ต้องตรวจสอบก็คือชอบ ไม่ชอบ สัญญาชอบ ไม่ชอบ สัญญาได้มาชอบหรือไม่ เงื่อนไขในสัญญาเป็นธรรมกับคู่สัญญาหรือไม่ ผมชี้ไปแล้วว่าเงื่อนไขที่บอกว่าแข่งไม่ได้หรือห้ามแข่ง ผมยังสงสัย ผมยังติดใจ ว่าบังคับใช้ได้ หรือไม่ สัญญาลักษณะนี้ ถ้าทุกอย่างถูกต้องก็ไปบังคับคดี ก็ไปศาลไหนครับ ไปศาลยุติธรรม ศาลแพ่ง บังคับคดีครับ อันนั้นเป็นสิ่งที่กำหนดไว้ชัดเจนในสนธิสัญญาระหว่างประเทศ ของประเทศไทย ซึ่งเป็นภาคีอยู่ตั้งแต่ ค.ศ. ๑๙๕๘ เพราะฉะนั้นข้อสงสัยผมมีอย่างนี้ครับ ในเรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งหมด

ประการแรก ผมงงครับว่าทำไมคดีนี้ไปเป็นคดีทางปกครอง เพราะมันไม่ได้ เป็นเรื่องของคำสั่ง แต่เป็นเรื่องของการผิดสัญญาหรือไม่ อย่างไร จริง ๆ แล้วมันเป็นคดี ทางแพ่ง ถ้าต้องไปผ่านกระบวนการอนุญาโตตุลาการก็ไปได้ครับ เสร็จแล้วก็มีการบังคับคดี ก็ว่าไป แต่ไปศาลปกครองผมสงสัยมากเลยครับ ไม่ใช่คำสั่งทางปกครองนะครับ หรือเพราะว่าพอมองเห็นช่องทางว่าจะไปทางศาลปกครองแล้วคดีจะจบไปทิศทางใด ทิศทางหนึ่ง ผมไม่ทราบ แต่สงสัยได้ไหมครับ สงสัยได้ เพราะผิดปกติครับ พิพาททางแพ่ง พิพาทของคู่สัญญา แต่ไปคดีปกครอง ถ้าเป็นอย่างนั้นทุกหน่วยงานรัฐที่ลงนามเป็นคู่สัญญา กับภาคเอกชนต้องไปศาลปกครองทุกครั้งหรือครับ ไม่จริงกระมังครับ ที่ผ่านมาไม่ได้เป็น อย่างนั้นครับ มีหลายกรณีที่ไม่ได้เป็นอย่างนั้นเลย กรณีนี้ก็เป็นอีกกรณีหนึ่งที่ผมต้องตั้ง ข้อสงสัย

ประการที่ ๒ หลักคิดที่ว่ายังไม่ต้องพิสูจน์หรอกครับว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งผิด แต่ประเมินเอง และยินยอมที่จะไปชดเชย ทำได้หรือครับ หน่วยงานรัฐทำได้หรือครับ ตรงนี้ผมคิดว่าไม่น่าจะชอบนะครับ การจ้างที่ปรึกษาผมก็สงสัยเหมือนกันว่าที่ปรึกษานั้น หยั่งรู้ได้อย่างไร ตัวเลขทั้งหมดที่ใช้คำนวณค่าเสียหายใครตรวจสอบ มีความยอมรับ ของคู่สัญญาแล้วหรือยัง ตรงนี้ผมก็ต้องตั้งข้อสงสัยนะครับ เพราะประเมินง่ายมากครับ ในทางก่อสร้าง ถ้าผมจะผูกโยงค่าก่อสร้างให้มันสูงขึ้นมา ความเสียหายให้มันสูงขึ้นมา ใครประเมินครับ และคู่สัญญายอมรับกันหรือยัง มีบุคคลที่ ๓ ที่น่าเชื่อถือเป็นคนที่ยืนยัน ข้อมูลเหล่านี้หรือไม่ ต้องไม่ลืมนะครับทุกอย่างคือเรื่องผลประโยชน์ของคู่สัญญาทั้งสิ้น

ประการที่ ๓ ที่ผมต้องตั้งข้อสงสัยก็คือว่า อะไรคือหลักประกันว่ามีความผิด เกิดขึ้นจริงหรือไม่ และถ้าผิดจริงเงินชดเชยที่ควรจ่ายเป็นเงินเท่าไร เราต้องไม่ลืมนะครับ ท่านประธานครับว่า กรณีนี้เมื่อหมดสัญญาสัมปทาน ๓๐ ปีแรก เราคือเจ้าของทรัพย์สิน แล้วนะครับ เราไม่มีความจำเป็นที่จะต้องยืดสัญญาเลยครับ และต้องไปมีส่วนแบ่ง ๖๐ : ๔๐ ทำไมถึง จะต้องเป็นอย่างนั้น เราสามารถที่จะเก็บค่าใช้บริการทางด่วนได้เองด้วยบุคลากรของเราเอง ไม่ต้องแบ่งผลประโยชน์ให้ใคร ไม่ต้องไปผูกโยงกับโครงการใหม่ โครงการใหม่ก็ประมูลไป สิครับ ถ้าเป็นอย่างนั้นโครงการใหม่ที่จะเกิดขึ้นก็ไม่ต้องผ่านการประมูล กลายเป็นว่าเจ้าเดิม ได้อยู่ดี อย่างนี้โปร่งใสหรือเปล่า อันนี้ก็ไม่น่าจะถูกต้องนะครับ การทางพิเศษแห่งประเทศไทย มีความสามารถในการชำระหนี้ได้หรือไม่ถ้ามีหนี้ที่เกิดขึ้น ผมคิดว่าแม้กระทั่งคดีที่ว่ายุติ ในชั้นศาลปกครองแล้ว เมื่อสักครู่ผมตั้งข้อสังเกตไปแล้วว่าทำไมมันไปจบที่ศาลปกครอง ตรงนี้ผมคิดว่ายังมีประเด็นที่ยังต้องมีการตรวจสอบ แล้วก็วิธีที่จะตรวจสอบได้ดีที่สุดก็คือ การตั้งคณะกรรมาธิการที่เรากำลังพยายามที่จะทำกันตรงนี้นะครับ การชดเชยสมมุติ ถ้าพิสูจน์ทราบว่าเราผิดจริงมีกี่วิธีครับ เยอะมากเลยครับ วิธีหนึ่งก็คือว่านำรายได้ที่เกิดขึ้น ในอนาคตซึ่งเราเป็นเจ้าของทรัพย์สิน เราบริหารเอง เราได้รายได้เท่าไรผ่อนชำระหนี้ก็ได้ ก็เป็นวิธีหนึ่งไม่ต้องแบ่งรายได้ก็ได้นะครับ อีกวิธีหนึ่งก็คือแบ่งรายได้แต่ต้องเป็นรายได้ ที่เหมาะสม และการคำนวณตัวเลขทั้งหมดที่มีการคำนวณกันต้องเป็นที่ยอมรับโปร่งใส และตรวจสอบได้นะครับ

อีกประเด็นที่ผมตั้งข้อสงสัยแล้วผมอยากจะมีโอกาสเข้าไปตรวจสอบในเรื่องนี้ ก็คือว่า สัญญาเดิมที่เขียนไว้ที่บอกไม่ให้สร้างอะไรก็แล้วแต่ที่จะมาแข่งขันกับโครงการนี้ว่า สัญญาลักษณะนี้บังคับได้หรือไม่ ชอบหรือไม่ เป็นสัญญาที่เป็นธรรมหรือไม่นะครับ เพราะฉะนั้นผมก็คิดว่าเราเองมีเหตุผลเพียงพอว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องผลประโยชน์ของรัฐ เป็นผลประโยชน์หลายแสนล้านนะครับ จะทำกันง่าย ๆ ก็ไม่ได้ การที่มีปัญหาถึงจุดที่ต้องมี การชดเชยกันระหว่างคู่สัญญาและผู้เสียหายคือภาครัฐนั้น ต้องทำด้วยความรอบคอบ ต้องทำด้วยความถี่ถ้วนและถูกต้องตามกฎหมาย เพราะฉะนั้นการดำเนินการลักษณะนี้ ผมก็เห็นประเด็นความซับซ้อนของกฎหมายและความขัดแย้งของกฎหมายหลายประเด็นมาก ไม่ว่าจะเป็นการไปผนวกรวมโครงการใหม่เข้ากับการต่อสัญญาเพิ่ม หรือแม้กระทั่งการต่อ สัญญาเพิ่มทั้ง ๆ ที่เราเป็นเจ้าของทรัพย์สินอยู่แล้วควรทำหรือไม่ และส่วนแบ่งรายได้ เป็นธรรมหรือไม่กับภาครัฐ อันนี้เป็นความเสียหายที่จะเกิดขึ้นต่อประเทศไทย แล้วก็ที่มา ของเงินได้ของประชาชนด้วยนะครับ จึงเห็นสมควรให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ ขึ้นมาร่วมในการพิจารณาแล้วก็สืบหาข้อเท็จจริงทั้งหมดนะครับ ขอบคุณครับ