รายงานการประชุมร่วมกันของรัฐสภา
ครั้งที่ ๒ (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง)
วันศุกร์ที่ ๒๑ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๖๓
ณ ห้องประชุมใหญ่วุฒิสภา อาคารรัฐสภา (เกียกกาย)
ท่านสมาชิกที่เคารพครับ ขณะนี้เรามี จำนวนสมาชิกรัฐสภาทั้งหมด ๗๔๗ คน โดยเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ปฏิบัติหน้าที่ได้ ๔๙๘ คน สมาชิกวุฒิสภามี ๒๔๙ คน เพิ่งลาออกไป ๑ คน องค์ประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง คือ ๓๗๔ คน เวลานี้มีผู้มาลงชื่อแล้ว ๓๗๗ คน เพราะฉะนั้นครบองค์ประชุมแล้วครับ ผมขออนุญาตที่ประชุมขอเปิดประชุมครับ
สิ่งแรกก็คือต้องขอขอบคุณท่านสมาชิกครับ ทราบดีว่าไม่ค่อยสะดวกนัก กับสถานที่ แต่ก็หวังว่าครั้งนี้อาจจะเป็นครั้งสุดท้ายที่เราใช้ห้องนี้ร่วมกัน เพราะว่าได้ไปติดตาม ตรวจสอบคาดว่าเปิดสมัยประชุมหน้าในเดือนพฤษภาคมห้องประชุมใหญ่น่าจะใช้ได้ แล้วเรา ก็คงจะสะดวกมากกว่านี้นะครับ เพราะฉะนั้นขอขอบคุณสมาชิกที่ให้ความร่วมมือในการประชุม ในสภาพที่อาจจะไม่พร้อมนักในเรื่องสถานที่ แต่เรียนว่าเจ้าหน้าที่ได้เตรียมไมโครโฟน และเครื่องไม้เครื่องมือในการที่จะใช้ในการลงมติ รวมทั้งการอภิปรายให้กับสมาชิกนะครับ ผมขออนุญาตไปตามระเบียบวาระครับ โดยขอเรียนว่าในการประชุมร่วมนั้น
ท่านประธาน ที่เคารพครับ
เชิญครับ
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ผม นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงราย พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ ท่านประธานได้บอกว่าครั้งหน้าเราจะไปอยู่ห้องคนละห้อง ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานฝากข้อสังเกตไว้ว่าเก้าอี้ที่เรานั่งอยู่นี่มันสูงเกินไปนะครับ สภาเก่าเรามองเห็นหน้ากันหมด อันนี้มันเกิดความอึดอัดในการนั่งประชุมแล้วก็มองไม่เห็น หน้ากัน มองเห็นแต่เก้าอี้นะครับ อยากจะให้ท่านประธานลองดูว่าเก้าอี้นี่เปลี่ยนแปลงได้ไหม ให้พนักพิงข้างหลังให้ต่ำลงหน่อยได้ไหม บางทีก็ง่วงนะครับท่านประธาน เพราะว่ามันสูง และเหมาะกับการนอนมากกว่านะครับ ขอท่านประธานลองพิจารณาช่วยแก้ไขให้ต่ำ ลงมาหน่อยนะครับ บรรยากาศจะได้ไม่อึดอัด กราบเรียนท่านประธานครับ ขอบคุณครับ
ขอบคุณท่านพิเชษฐ์นะครับ ผมก็ไป ตรวจดูแต่ว่าไม่มีสิทธิที่จะไปทำอะไรในข้อตกลงที่เขาทำไปแล้ว ถ้าขืนไปปรับอะไรจะยุ่งตามมา ทีหลัง เอาไว้เราผ่านไปสักระยะหนึ่งนะครับ ถ้าคิดว่ามีอุปสรรคอะไรที่เราคิดว่าไม่เหมาะสม เราค่อยว่ากันอีกทีหนึ่ง ตอนนี้อย่าไปแตะเรื่องสัญญาอะไรเขาเลยนะครับ มิฉะนั้นจะมีปัญหา ตามมาทุกเรื่องครับ
ผมขออนุญาตเข้าสู่ระเบียบวาระครับ โดยการประชุมรัฐสภานั้นตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๕๗ บัญญัติว่า ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภาให้ใช้ข้อบังคับการประชุมรัฐสภา ในระหว่างที่ยังไม่มีข้อบังคับการประชุมรัฐสภาให้ใช้ข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร โดยอนุโลมไปพลางก่อน วันนี้เรายังไม่มีข้อบังคับการประชุมรัฐสภานะครับ ก็ใช้ข้อบังคับ การประชุมสภาผู้แทนราษฎรโดยอนุโลมไปพลางก่อนครับ
ระเบียบวาระที่ ๑ กระทู้ถาม ไม่มี
ระเบียบวาระที่ ๒ เรื่องที่ประธานจะแจ้งต่อที่ประชุม ไม่มี
ระเบียบวาระที่ ๓ รับรองรายงานการประชุม ไม่มี
ระเบียบวาระที่ ๔ เรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว ไม่มี
แต่ว่าก่อนที่จะเข้าสู่ระเบียบวาระเรื่องต่อไปที่จะต้องพิจารณาในวันนี้ ขออนุญาต ที่ประชุมนะครับ เนื่องจากมีกรรมาธิการวิสามัญ ๒ คณะขออนุญาตขยายเวลาในการพิจารณา ศึกษาในญัตติที่ได้รับมอบหมายไป ผมขออนุญาตนำระเบียบวาระที่ ๗ เรื่องอื่น ๆ ขึ้นมาก่อน เพื่อจะได้จบง่าย ๆ และกรรมาธิการจะได้ออกไปปฏิบัติภารกิจในระหว่างปิดสมัยประชุม ได้เต็มที่ สมาชิกขัดข้องไหมครับ
(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่น)
ถ้าสมาชิกไม่ขัดข้อง ผมขออนุญาต นำระเบียบวาระที่ ๗.๑ ขึ้นมาก่อนครับ
ระเบียบวาระที่ ๗ เรื่องอื่น ๆ
๗.๑ คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างข้อบังคับการประชุมรัฐสภา พ.ศ. .... ขอขยายระยะเวลาการพิจารณาเรื่องดังกล่าวออกไปอีก ๓๐ วัน นับตั้งแต่วันที่ ๒๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๓
โดยประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญได้มีหนังสือขอขยายเวลาการพิจารณา ร่างข้อบังคับออกไปอีก ๓๐ วัน เพื่อการพิจารณาเรื่องดังกล่าวเป็นไปด้วยความรอบคอบ และเกิดประโยชน์สูงสุด จึงขอขยายระยะเวลาพิจารณาออกไปอีก ๓๐ วัน ตามข้อบังคับ ข้อ ๑๐๖ ข้อ ๑๐๖ ข้อบังคับสภาผู้แทนราษฎร ปี ๒๕๖๒ ก็อนุญาตให้กรรมาธิการเสนอ ในระหว่างสมัยประชุมเพื่อขออนุมัติจากที่ประชุมขยายเวลาครับ แต่ว่าโดยที่เราจะขอมติกัน ก็จะต้องใช้เวลามาก แล้วก็เรื่องนี้ไม่เป็นเรื่องยุ่งยากนะครับ จึงอยากจะขอถามที่ประชุมว่า ถ้าสมมุติสมาชิกไม่คัดค้านก็จะใช้ข้อบังคับ ข้อ ๘๘ ข้อบังคับ ข้อ ๘๘ ก็คือว่าถ้าที่ประชุมไม่มี ความเห็นคัดค้าน ญัตติใดไม่มีผู้คัดค้านให้ประธานถามที่ประชุมว่าจะมีผู้เห็นเป็นอย่างอื่น หรือไม่ เมื่อไม่มีผู้เห็นเป็นอย่างอื่นให้ถือว่าที่ประชุมลงมติเห็นชอบด้วยญัตตินั้น ขอขยายเวลา ตามที่เสนอมา ๗.๑ นี้ จึงขออนุญาตถามที่ประชุมว่าจะมีความเห็นเป็นอย่างอื่นหรือไม่ครับ
(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่น)
ถ้าสมาชิกไม่มีความเห็นเป็นอย่างอื่น ถือว่าที่ประชุมลงมติเห็นชอบให้ขยายเวลาไปตามที่กรรมาธิการได้ขอมานะครับ
๗.๒ คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. (หลักเกณฑ์และวิธีการไกล่เกลี่ย ข้อพิพาทก่อนฟ้องคดี) ขอขยายระยะเวลาการพิจารณาเรื่องดังกล่าวออกไปอีก ๓๐ วัน นับตั้งแต่วันที่ ๒๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๓
โดยประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ได้มี หนังสือขอขยายระยะเวลาการพิจารณาเรื่องดังกล่าวออกไปอีก ๓๐ วัน เพื่อให้การกำหนด หลักเกณฑ์และวิธีการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทก่อนฟ้องคดีของร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวเป็นไป ด้วยความรอบคอบและมีประสิทธิภาพ จึงขอขยายระยะเวลาออกไป ๓๐ วันตามข้อบังคับ ข้อ ๑๐๖ ก็เช่นเดียวกันขอใช้ข้อบังคับ ข้อ ๘๘ สมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่นไหมครับ
(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่น)
ถ้าสมาชิกไม่มีความเห็นเป็นอย่างอื่น ก็ถือว่าที่ประชุมให้ความเห็นชอบในการขยายระยะเวลาของคณะกรรมาธิการชุดนี้นะครับ ขอขอบคุณสมาชิกครับ ต่อไปจะเป็นระเบียบวาระที่จะต้องพิจารณาในวันนี้ ก็คือ
เรื่องด่วน
พิธีสารว่าด้วยกลไกระงับข้อพิพาทด้านเศรษฐกิจของอาเซียน (คณะรัฐมนตรี เป็นผู้เสนอ)
ในการนี้ท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงพาณิชย์ได้มีหนังสือขออนุญาตให้ผู้แทนที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมชี้แจงต่อที่ประชุม ซึ่งเห็นว่า เพื่อเป็นประโยชน์ในการที่จะชี้แจงข้อสงสัยสมาชิก จึงขออนุญาตให้บุคคลดังต่อไปนี้เข้ามา ในห้องประชุมเพื่อร่วมชี้แจงครับ ๑. นายดวงอาทิตย์ นิธิอุทัย รองอธิบดีกรมเจรจาการค้า ระหว่างประเทศ ๒. นาวสาวโชติมา เอี่ยมสวัสดิกุล ผู้อำนวยการสำนักประชาคมเศรษฐกิจ อาเซียน ๓. นายพัทธ์กมล ทัตติพงศ์ นักวิชาการพาณิชย์ชำนาญการพิเศษ ๔. นายอสิ ม้ามณี รองอธิบดีกรมอาเซียน ๕. นางณัฐนันทน์ อัศวเลิศศักดิ์ กรรมการร่างกฎหมาย ประจำสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ขอเชิญผู้มีรายนามทั้ง ๕ ท่านที่กล่าวมาแล้ว เข้าที่ประชุมได้ครับ คณะรัฐมนตรีเป็นผู้เสนอ ขอเชิญรัฐมนตรีครับ ขอเวลาสักนิดนะครับ
ท่านประธานครับ
เชิญครับ
ในระหว่าง ที่รอท่านรัฐมนตรีจะมาชี้แจง ผม วิรัช พันธุมะผล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ คือพิธีสารที่จะสู่การพิจารณาในวันนี้ พิธีสารว่าด้วยกลไกระงับข้อพิพาท ด้านเศรษฐกิจของอาเซียน (ASEAN) มีประเด็นที่จะต้องขอหารือท่านประธาน สมาชิก สภาผู้แทนราษฎรพึ่งได้รับหนังสือเล่มนี้เมื่อวันพุธ อาจจะได้รับหนังสือวาระการประชุม แต่ว่าไม่ได้ส่งไปให้นะครับ แต่ว่าพึ่งได้รับเมื่อวันพุธเมื่อมาประชุมสภาผู้แทนราษฎร ผมดู ในกระบวนการต่าง ๆ มันมีกระบวนการมากมาย แล้วก็มีปัญหาที่ต้องการปฏิบัติตามพิธีสารนี้ ความจริงผมอยากให้เลื่อนการพิจารณาในวันนี้ออกไปก่อน เพื่อให้สมาชิกรัฐสภาได้อ่าน และเข้าใจ ความจริงวันนี้ท่านรัฐมนตรีและคณะน่าจะเป็นการอธิบายก่อน อธิบายใช้เวลา พอสมควรเพราะว่ามันมาก ผมในฐานะนักกฎหมายอ่านแล้วยังงง ๆ อยู่ครับ และว่าเราจะทำ อย่างไร ปฏิบัติตามอย่างไร ถ้ารัฐสภาอนุมัติพิธีสารว่าด้วยกลไกระงับข้อพิพาทด้านเศรษฐกิจ ของอาเซียน (ASEAN) ในฐานะท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรก็เป็นนักกฎหมาย ในการออก กฎหมายในการที่จะปฏิบัติตามกฎหมายตัวนี้ เพราะไม่เช่นนั้นแล้วมันก็เป็นการยอมรับสิ่งที่ เหนืออธิปไตยของประเทศไทย เพราะฉะนั้นในความคิดของผมนะครับ วันนี้คณะรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ น่าจะเป็นผู้อธิบายหรือเจ้าหน้าที่อธิบายรายละเอียด ให้ทราบ แล้วก็ให้สมาชิกได้ศึกษาก่อน แล้วจึงมาเรียกประชุมให้ความเห็นชอบภายหลัง เราไม่ใช่เที่ยวยกมือให้ความเห็นชอบไปโดยที่ไม่ได้ศึกษาเลย ขอบพระคุณครับ
ไหน ๆ ถามแล้วนะครับ ก็ให้ ท่านเลขาธิการช่วยชี้แจงเรื่องส่งเอกสารนิดหนึ่งครับ เพื่อไม่ให้เกิดข้อเคลือบแคลงสงสัย ท่านเลขาธิการเชิญครับ
ขออนุญาตกราบเรียน ท่านสมาชิกครับ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรได้ส่งหนังสือนัดประชุมถูกต้อง ตามข้อบังคับก่อนล่วงหน้า ๓ วันครับ
ท่านรัฐมนตรีพร้อมนะครับ เชิญรัฐมนตรี เสนอนะครับ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผู้ทรงเกียรติ สมาชิก วุฒิสภาผู้ทรงเกียรติ กระผม นายวีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวง พาณิชย์ ได้รับมอบหมายจากคณะรัฐมนตรีให้เสนอพิธีสารว่าด้วยกลไกระงับข้อพิพาท ด้านเศรษฐกิจของอาเซียนต่อรัฐสภาเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบ ก่อนอื่นกระผม ขออนุญาตต่อท่านประธานขอนำเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้โดยตรงเข้ามาร่วมชี้แจง ต่อที่ประชุมรัฐสภาแห่งนี้
ท่านรัฐมนตรีครับ อนุมัติเข้ามา เรียบร้อยแล้วครับ นั่งอยู่นี่แล้วครับ เชิญเสนอกฎหมายได้เลยครับ
ความเป็นมาพิธีสาร อาเซียน (ASEAN) ได้จัดทำพิธีสารว่าด้วยกลไกระงับข้อพิพาททางด้าน เศรษฐกิจฉบับแรกตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๓๙ เนื่องจากการร่วมกลุ่มทางเศรษฐกิจของอาเซียน (ASEAN) ทั้งในด้านการค้า บริการ การลงทุน และความร่วมมือทางเศรษฐกิจในสาขาต่าง ๆ ที่ลึกซึ้งขึ้น ส่งผลให้ประเทศสมาชิกอาเซียน (ASEAN) จำเป็นต้องมีระบบและกฎเกณฑ์ ที่ชัดเจนเพื่อรับมือกับประเด็นข้อพิพาททางเศรษฐกิจและการค้าที่อาจเกิด ซึ่งเป็นการสร้าง ความมั่นใจให้แก่ภาคเอกชนที่จะทำการค้าการลงทุนระหว่างกัน โดยที่ผ่านมาอาเซียน (ASEAN) ได้เคยปรับปรุงพิธีสารแล้ว ๑ ครั้งเมื่อปี ๒๕๔๗ ต่อมาเมื่อปี ๒๕๕๙ ประเทศสมาชิก อาเซียน (ASEAN) ได้เพิ่มเจรจาปรับปรุงพิธีสารว่าด้วยกลไกระงับข้อพิพาทด้านเศรษฐกิจของ อาเซียน (ASEAN) อีกครั้ง เพื่อรองรับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN) หรือเออีซี (AEC) ที่ได้จัดตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการในปี ๒๕๕๘ ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญให้ประชาคมอาเซียน (ASEAN) ตั้งแต่บนพื้นฐานของกฎเกณฑ์และกติกา การเศรษฐกิจและการค้าที่มีความชัดเจนและคาดการณ์ได้ โดยได้สรุปผลการเจรจาปรับปรุง พิธีสารฉบับใหม่แล้วเสร็จเมื่อเดือนกรกฎาคม ๒๕๖๒ ขณะนี้ประเทศสมาชิกอาเซียน (ASEAN) ได้ลงนามในพิธีสารครบทั้ง ๑๐ ประเทศแล้ว และทุกประเทศอยู่ระหว่างดำเนิน กระบวนการภายในประเทศที่จำเป็นต้องการให้สัตยาบัน เพื่อให้พิธีสารมีผลใช้บังคับต่อไป ซึ่งเป็นสาเหตุของการเสนอพิธีสารเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาในวันนี้ สาระสำคัญของพิธีสาร พิธีสารฉบับใหม่ได้รับการปรับปรุงเพื่อให้ทันสมัยเหมาะสมกับสถานการณ์และมีความชัดเจน มากขึ้น ตลอดจนสอดคล้องกับหลักการขององค์การการค้าโลกมากขึ้น โดยมีประเด็นสำคัญ ที่ได้รับการปรับปรุง อาทิ
๑. การปรับปรุงขั้นตอนกระบวนการระยะเวลาในการพิจารณาคดีและการ ปฏิบัติตามคำตัดสินให้สอดคล้องกับความเป็นจริงมากขึ้น เช่น ขยายเวลาให้ผู้พิพาท มีคำตัดสินภายใน ๖ เดือน จากเดิม ๓ เดือน ซึ่งการขยายกรอบระยะเวลาของกระบวนการ พิพาทกรณีสอดคล้องกับปฏิบัติจริงมากขึ้น
๒. การทบทวนขอบเขตและเงื่อนไขในการฟ้องร้องได้เฉพาะกรณีและมี การดำเนินการที่ขัดกับพันธกรณีที่ได้ตกลงกันไว้เท่านั้น ซึ่งจะช่วยสร้างความชัดเจนในการเสริม กระบวนการระงับข้อพิพาท
๓. การระบุสิทธิที่ชัดเจนมากขึ้นของประเทศฝ่ายที่ ๓ ที่ไม่ใช่คู่กรณีทางพิพาท แต่อาจมีส่วนได้ส่วนเสียในคดี เช่น สามารถกล่าวถ้อยแถลงต่อหน้าคณะผู้พิพาทกรณี และตอบคำถามของคณะผู้พิพาทกรณีเป็นลายลักษณ์อักษร ซึ่งจะระบุสิทธิในกระบวนการ พิจารณาคดีให้ชัดเจนจะช่วยเสริมสร้างความโปร่งใสของกลไกระงับข้อพิพาท
๔. การระบุแนวทางการปฏิบัติที่เป็นพิเศษและแตกต่างกับประเทศสมาชิก อาเซียน (ASEAN) ที่พัฒนาน้อยที่สุด สอดคล้องกับหลักการภายใต้กลไกระงับข้อพิพาทของ องค์การการค้าโลก
๕. การเพิ่มบทบาทของสำนักเลขาธิการอาเซียน (ASEAN) เช่น เพิ่มหน้าที่ สำนักเลขาธิการอาเซียน (ASEAN) ที่อาจพิจารณาให้ความช่วยเหลือในด้านกฎหมาย แก่ประเทศสมาชิกได้บ้าง หากได้รับการร้องขอตามสมควร
๖. ประเด็นอื่น ๆ เช่น กำหนดให้สามารถให้อนุญาโตตุลาการในฐานะกลไก ระงับข้อพิพาททางเลือกได้ ทั้งนี้กำหนดการมีผลบังคับใช้ในวันที่ประเทศสมาชิกอาเซียน (ASEAN) ทั้ง ๑๐ ประเทศได้ให้สัตยาบัน ประโยชน์ที่จะได้รับจากการปรับปรุงพิธีสาร กลไกระงับข้อพิพาทด้านเศรษฐกิจและการค้าระหว่างประเทศที่มีความชัดเจนและมี ประสิทธิภาพ ถือเป็นเครื่องมือสำคัญของรัฐบาลในการปกครองและรักษาผลประโยชน์ของ ประเทศ เพราะช่วยสร้างความมั่นใจให้เกิดการค้า การลงทุนระหว่างกัน โดยมีกลไกรองรับหรือช่วยแก้ไขปัญหาทางการค้าระหว่างกันได้ โดยเฉพาะในการออก กฎระเบียบหรือการใช้มาตรการทางการค้าที่ไม่สอดคล้องกับข้อผูกพัน หรือพันธกรณีที่ได้ ตกลงกันไว้ โดยพิธีสารฉบับใหม่นี้ได้เสริมสร้างกลไกระงับข้อพิพาททางการค้าของอาเซียน (ASEAN) ให้มีความชัดเจน ปฏิบัติได้จริง มีความโปร่งใส และมีความเป็นธรรมมากยิ่งขึ้น ซึ่งส่งผลให้ประเทศไทยในฐานะประเทศสมาชิกอาเซียน (ASEAN) ได้รับประโยชน์จากระบบ การค้าและการลงทุนที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของกฎเกณฑ์ที่มีความชัดเจนและคาดการณ์ได้ อันจะส่งเสริมบรรยากาศและการขยายการค้าการลงทุนในภูมิภาคอาเซียน (ASEAN) มากขึ้น การมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้เสีย ตลอดการเจรจาปรับปรุงพิธีสารตั้งแต่ปี ๒๕๕๙ กระทรวงพาณิชย์ ได้หารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กระทรวงการต่างประเทศ และสำนักงาน คณะกรรมการกฤษฎีกาอย่างต่อเนื่อง เพื่อร่วมจัดทำท่าทีและเชิญเข้าร่วมคณะในการเจรจา จนถึงขั้นตอนการขัดเกลาถ้อยคำทางกฎหมาย นอกจากนี้กระทรวงพาณิชย์โดยกรมเจรจาการค้า ระหว่างประเทศ ได้เผยแพร่ข้อมูลสาระสำคัญพิธีสารและได้เปิดโอกาสให้ประชาชนและผู้มี ส่วนได้ส่วนเสียมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็น เพื่อให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของมาตรา ๑๗๘ วรรคสี่ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ โดยได้ดำเนินการดังนี้
๑. จัดการสัมมนารับฟังความคิดเห็นเรื่องการปรับพิธีสารนี้ เมื่อเดือนสิงหาคม ๒๕๖๒ ซึ่งมีผู้เข้าร่วมสัมมนาประกอบด้วย ผู้แทนภาครัฐที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจและ ด้านกฎหมาย ผู้ประกอบการ และผู้ประกอบวิชาชีพจากภาคเอกชน และบุคลากรจากภาควิชาการ และสถาบันวิจัยที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งได้ถ่ายทอดสดผ่านโซเชียล ออนไลน์ (Social online) ของกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ โดยจากการรับฟังความคิดเห็นที่มีภาคส่วนใดขัดข้อง ต่อพิธีสาร อีกทั้งเห็นว่าพิธีสารเป็นประโยชน์ต่ออาเซียน (ASEAN) ในการมีกลไกการหารือ แก้ไขข้อพิพาทกันเองในกรณีที่มีปัญหาหรือข้อพิพาทระหว่างกัน โดยไม่ต้องไปพึ่งการตัดสิน ขององค์กรนอกอาเซียน (ASEAN)
๒. เผยแพร่ประชาสัมพันธ์พิธีสารพร้อมคำแปลอย่างไม่เป็นทางการ และสรุป สาระสำคัญของพิธีสารผ่านสื่อและช่องทางการประชาสัมพันธ์ต่าง ๆ ของกรมเจรจาการค้า ระหว่างประเทศ ตั้งแต่เดือนสิงหาคม ๒๕๖๒ จนถึงปัจจุบัน เว็บไซต์ แอปพลิเคชัน (Website Application) เฟซบุ๊ก (Facebook) และทวิตเตอร์ (Twitter) เพื่อให้ประชาชนเข้าร่วม แสดงความคิดเห็นดังนี้ กระผมจึงขอเสนอพิธีสารว่าด้วยกลไกระงับข้อพิพาทด้านเศรษฐกิจ ของอาเซียน (ASEAN) เพื่อท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาผู้ทรงเกียรติ พิจารณาให้ความเห็นชอบ ขอบคุณครับ
ท่านสมาชิกครับ มีผู้แสดงความจำนง อภิปรายขณะนี้ ท่านที่จะอภิปรายเสนอชื่อมานะครับ เพื่อจะได้รู้ว่ามีจำนวนเท่าไร เราจะได้ คำนวณเวลาได้ ขณะนี้มี ๘ ท่าน นางสาวเยาวลักษณ์ วงษ์ประภารัตน์ พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ นายเกียรติ สิทธีอมร นายอิสระ เสรีวัฒนวุฒิ นางสาววิบูลย์ลักษณ์ ร่วมรักษ์ นายสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ นายกิตติ วะสีนนท์ นางสาววิไลลักษณ์ อรินทมะพงษ์ ซึ่งจะขอให้ ทุกท่านอยู่ในกรอบเวลาไม่เกิน ๑๐ นาที ขอเชิญท่านแรก นางสาวเยาวลักษณ์ครับ
เรียนท่านประธานรัฐสภา ดิฉัน นางสาวเยาวลักษณ์ วงษ์ประภารัตน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ดิฉันจะขออภิปรายพิธีสารว่าด้วย กลไกระงับข้อพิพาทด้านเศรษฐกิจของอาเซียน (ASEAN) ในประเด็นที่เกี่ยวกับที่มา การบังคับใช้ และประเด็นปัญหาในภาพรวมค่ะ กลไกระงับข้อพิพาทด้านเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN) หรืออีดีเอสเอ็ม (EDSM) เป็นกลไกการจัดการกับข้อพิพาทเพื่อรองรับการเป็น ประชาคมอาเซียน (ASEAN) ที่ถูกปรับปรุงขึ้นเพื่อทดแทนพิธีสารว่าด้วยการระงับข้อพิพาท ในปี ๒๕๓๙ ซึ่งแต่เดิมหากมีการพิพาทจะใช้โครงสร้างของเจ้าหน้าที่ประชุมอาวุโสเศรษฐกิจ ของอาเซียน (ASEAN) ในการตัดสิน หากอุทธรณ์จะให้ที่ประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN) ซึ่งเป็นฝ่ายการเมืองในการตัดสิน ซึ่งในขณะนั้นยังไม่มีระเบียบและกติกาที่ชัดเจน ต่อมาในปี ๒๕๔๗ จึงได้มีการปรับปรุงกลไกระงับข้อพิพาทโดยให้เป็นระบบมากขึ้น โดยมีการนำ กระบวนระงับข้อพิพาทของดับเบิลยูทีโอ (WTO) มาใช้ ซึ่งมีรายละเอียดในด้านของ
๑. กลไกระงับข้อพิพาทด้วยวิธีอื่น ๆ ก่อน ได้แก่ การใช้คนกลางที่น่าเชื่อถือ การประนีประนอม การไกล่เกลี่ย
๒. มีระเบียบในการตั้งคณะผู้พิจารณาและองค์กรอุทธรณ์
๓. คำตัดสินที่ออกมาจากสมาชิกจะต้องปฏิบัติตาม หรือโดนมาตรการตอบโต้ ทางการค้าหากไม่ปฏิบัติตาม
อย่างไรก็ดีก็มีความแตกต่างกันในรายละเอียด เช่น ระยะเวลา องค์กร ที่กำกับดูแล โดยการแก้ไขในครั้งนี้ก็มีการแก้ไขอยู่ ๓ ประเด็นหลัก คือการเพิ่มสิทธิประโยชน์ ประเทศที่ ๓ การตั้งอนุญาโตตุลาการเป็นกลไกระงับข้อพิพาททางเลือกได้ และขยาย ระยะเวลาการพิจารณาของผู้พิจารณาให้มากขึ้น ทั้งนี้ก็เพื่อให้สอดคล้องกับดับเบิลยูทีโอ (WTO) ซึ่งที่ผ่านมากลไกของอีดีเอสเอ็ม (EDSM) ไม่มีคดีฟ้องตามกลไกข้อพิพาทเลย เพราะปัญหาต่าง ๆ ทั้งจากตัวบทบัญญัติ เช่น ไม่มีการระบุให้ชัดเจนในการใช้อีดีเอสเอ็ม (EDSM) เป็นเวทีแก้ข้อพิพาท และรวมถึงอาจจะมีปัญหาในเรื่องของความอ่อนแอของ สถาบัน เชิงสถาบันของอาเซียน (ASEAN) ที่เป็นสถาบันที่เน้นความร่วมมือมากกว่าที่จะเป็น การบังคับใช้ แต่อย่างไรก็ดีดิฉันเห็นว่ากลไกอีดีเอสเอ็ม (EDSM) นั้นก็ยังมีความจำเป็นในการ แก้ไขข้อพิพาทในระดับภูมิภาค เนื่องจากขณะนี้ดับเบิลยูทีโอ (WTO) กำลังประสบปัญหา ที่สมาชิกองค์กรอุทธรณ์ของดับเบิลยูทีโอ (WTO) ๖ ท่านกำลังจะหมดวาระลง โดยปัญหา ที่เกิดจากการคัดเลือกคนมาแทน จึงไม่สามารถที่จะจัดการกับข้อพิพาทในระดับอุทธรณ์ได้ทัน ดังนั้นในส่วนสาระสำคัญในการปรับแก้พิธีสารในครั้งนี้ ดิฉันก็พบว่ามีอยู่ ๓ เรื่อง
เรื่องที่ ๑ ก็คือการเพิ่มสิทธิประโยชน์ให้กับประเทศฝ่ายที่ ๓ ที่จะเข้ามาร่วม พิจารณาข้อพิพาทได้ คือมีการขยายระยะเวลาการแจ้งความประสงค์ คือแจ้งจะแจ้งก่อน จัดตั้งคณะผู้พิจารณาเป็นภายใน ๑๐ วันหลังตั้งคณะพิจารณา และเพิ่มสิทธิให้กับประเทศ ที่ ๓ ยกตัวอย่างเช่น สามารถปรากฏตัวในการประชุมครั้งแรกและครั้งที่ ๒ ของประเทศ คู่พิพาทได้ รวมถึงสามารถขยายสิทธิเพิ่มเติมได้ แต่ว่าต้องให้ประเทศคู่พิพาทนั้นยินยอมก่อน
ข้อ ๒ ก็มีการขยายระยะเวลาของผู้พิจารณาทั้ง ๗ ขอบเขตออกไป โดยเพิ่ม ระยะเวลาการทำทีโออาร์ (TOR) จากข้อพิจารณาเพิ่มเติมจากภายใน ซึ่งจากเดิมเป็น ๖๐ วัน ก็เป็น ๖ เดือน ซึ่งส่วนนี้ก็สอดคล้องกับกระบวนการพิจารณาของดับเบิลยูทีโอ (WTO) เช่นกัน
ข้อ ๓ ก็คือให้ใช้กระบวนการอนุญาโตตุลาการในการที่จะเป็นผู้มาเป็นฐานะ กลไกระงับข้อพิพาทซึ่งเป็นทางเลือกได้ โดยเดิมต้องปฏิบัติภายใน ๖๐ วัน ซึ่งเปิดช่องให้รัฐ ผู้พิพาทสามารถร้องขอให้มีอนุญาโตตุลาการได้ อย่างไรก็ดีประเด็นปัญหาเกี่ยวกับอีดีเอสเอ็ม (EDSM) หรือพิธีสารว่าด้วยกลไกระงับข้อพิพาทด้านเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN) นั้น ก็มีประเด็นปัญหาอยู่บ้างนะคะ
ข้อ ๑ คือการตีความที่ไม่ชัดเจนของอีดีเอสเอ็ม (EDSM) อาจทำให้มีปัญหา ในการระงับข้อพิพาทในอนาคต คือไม่มีการกำหนดการใช้หลักในการตีความสิ่งที่อยู่นอก บทบัญญัติ ซึ่งตรงนี้ทางดับเบิลยูทีโอ (WTO) ก็ได้ระบุไว้ชัดเจนว่าจะต้องทำให้เกิดความมั่นใจ และมั่นคงในกรณีที่มีข้อพิพาทเกิดขึ้น ซึ่งหากกฎที่มีอยู่นั้นไม่ชัดเจนต้องตีความ ก็ต้องตีความ ด้วยหลักการในฐานะสนธิสัญญาระหว่างประเทศตามข้อ ๓๑ ของอนุสัญญากรุงเวียนนา ค.ศ. ๑๙๖๙ เมื่อเทียบกับร่างอีดีเอสเอ็ม (EDSM) ของฉบับปี ๒๐๑๙ ยกตัวอย่างเช่น การตีความของนิยามความตกลงทางเศรษฐกิจในอนาคตไม่ชัดเจน ในภาคผนวกก็ไม่ได้มีระบุ ไว้ชัดเจนว่าความตกลงด้านเศรษฐกิจของอาเซียน (ASEAN) ในอนาคตคืออะไร ทำให้มีปัญหา เช่นถ้ามีการตกลงที่มีมิติทางเศรษฐกิจอยู่แต่อาจไม่ใช่มิติทางเศรษฐกิจแท้ คือเช่นกองทุน หรือการบริจาคเงินก็อาจจะมีข้อพิพาทได้ว่าไม่รู้ว่าจะอยู่ในอีดีเอสเอ็ม (EDSM) หรือไม่ อาจจะมีข้อโต้แย้งเกิด หรือ
ข้อ ๒ ปัญหาในการให้สิทธิในการเลือกเวทีระงับข้อพิพาทไม่ได้บังคับว่า ข้อพิพาทอาเซียน (ASEAN) จะต้องจบลงด้วยกลไกของอีดีเอสเอ็ม (EDSM) เท่านั้น ซึ่งก็ไม่ได้ กำหนดให้คู่พิพาทต้องระงับข้อพิพาทภายใต้กลไกที่พิธีสารกำหนด ไม่ได้ระบุให้ชัดเจนว่า ข้อพิพาทแบบไหนที่เกิดขึ้นในฐานะสมาชิกอาเซียน (ASEAN) เท่านั้น
และปัญหาประการสุดท้าย ก็คือปัญหาการบังคับตัดสิน เนื่องจากจำนวน สมาชิกที่น้อยและเป้าหมายของอาเซียน (ASEAN) ที่เราเน้นความร่วมมือก็ทำให้กลไกบังคับ อาจจะอ่อนแอกว่ากลไกของดับเบิลยูทีโอ (WTO) ดังนั้นก็อาจทำให้ประสบปัญหาในการบังคับ การใช้หรือการตัดสิน ซึ่งต่างจากดับเบิลยูทีโอ (WTO) ที่มีมากกว่าแค่ความร่วมมือทางการค้า เพราะได้รับแรงกดดันจากประเทศสมาชิกที่มีจำนวนมากกว่าได้นะคะ อย่างไรก็ตามดิฉัน ก็ยังเน้นย้ำว่าอีดีเอสเอ็ม (EDSM) ก็ยังเป็นกลไกที่จำเป็นในการระงับข้อพิพาทในภูมิภาค เนื่องจากปัจจุบันคือประสบปัญหาไม่สามารถตั้งสมาชิกองค์กรอุทธรณ์ทดแทนที่หมดวาระ ลงได้
สุดท้ายนี้ดิฉันก็ได้ไปอ่านเพิ่มเติมในเอกสารที่เกี่ยวกับงานวิจัยก็น่าสนใจ ในการศึกษาถึงประสิทธิภาพของกลไกทางกฎหมายในการระงับข้อพิพาทระหว่างประเทศ ของประชาคมอาเซียน (ASEAN) ที่ตีพิมพ์ในปี ๒๐๑๙ โดยงานวิจัยนี้ก็ได้อาศัยหลักการ ที่กำหนดอยู่ในพิธีสารที่เกี่ยวข้องฉบับต่าง ๆ รวมถึงกฎบัตรอาเซียน (ASEAN) เปรียบเทียบ กับกลไกที่ใช้ในการระงับข้อพิพาทขององค์การระหว่างประเทศ เช่น ศาลยุติธรรมระหว่าง ประเทศ องค์การการค้าโลก ผลการศึกษาก็พบว่ากลไกที่ทำงานอยู่ในพิธีสารที่เกี่ยวกับ ฉบับต่าง ๆ มันยังมีกระบวนการที่สลับซับซ้อน และการระงับข้อพิพาทต้องเกิดจากความยินยอม ของทั้ง ๒ ฝ่าย รวมถึงกรอบระยะเวลาที่สั้นในการใช้บังคับได้จริง แล้วยังขาดคำชี้ขาดที่มี ความชัดเจนและเป็นรูปธรรมอย่างที่ดิฉันได้กล่าวไปข้างต้น จึงมีข้อเสนอว่าควรมีการจัดตั้ง องค์กรเฉพาะเพื่อทำหน้าที่ในการระงับข้อพิพาทขึ้นมาบังคับตัดสินและทำงานอย่างต่อเนื่อง เช่นมีการตั้งศาลยุติธรรมอาเซียน (ASEAN) ขึ้น เพื่อระงับข้อพิพาทต่อไป ขอบคุณค่ะ
ต่อไปขอเชิญนางสาววิบูลย์ลักษณ์ ร่วมรักษ์ ครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาและท่านสมาชิกรัฐสภาทุกท่าน ดิฉัน นางสาววิบูลย์ลักษณ์ ร่วมรักษ์ สมาชิกรัฐสภาในฐานะสมาชิกวุฒิสภา ขอเรียนความเห็นเกี่ยวกับพิธีสารว่าด้วยกลไกระงับ ข้อพิพาททางด้านเศรษฐกิจของอาเซียน (ASEAN) หรืออาเซียน โพรโตคอล ออน เอนแฮนซ์ ดิสพิวต์ เซตเทิลเมนต์ แมคคานิซึม (ASEAN Protocol on Enhanced Dispute Settlement Mechanism) เรียกย่อ ๆ ว่าอีดีเอสเอ็ม (EDSM) ค่ะ คณะกรรมาธิการการพาณิชย์และการอุตสาหกรรมวุฒิสภา ได้มีการพิจารณาศึกษาพิธีสาร ดังกล่าวและมีความเห็นดังนี้ กระบวนการระงับข้อพิพาททางด้านเศรษฐกิจของอาเซียน (ASEAN) เริ่มมาตั้งแต่ปี ๒๕๓๙ ซึ่งเป็นข้อบทที่ค่อนข้างจะหลวมแล้วก็มีระยะเวลาในการ พิจารณาค่อนข้างสั้น จึงเป็นปัญหาอุปสรรคของประเทศสมาชิกอาเซียน (ASEAN) ไม่ได้ใช้ กลไกนี้ในการแก้ไขข้อพิพาทระหว่างสมาชิกด้วยกัน จนในปี ๒๕๔๗ ก็ได้มีการปรับปรุง อีกครั้งหนึ่งโดยมีขั้นตอนของการอุทธรณ์เพิ่มขึ้นมา อย่างไรก็ตามจนถึงปัจจุบันประเทศ สมาชิกอาเซียน (ASEAN) ก็ยังมิได้ใช้กลไกนี้ในการแก้ไขข้อพิพาทระหว่างกัน เมื่อประเทศ สมาชิกอาเซียน (ASEAN) ก้าวเข้าสู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN) หรือเออีซี (AEC) รัฐมนตรีเศรษฐกิจของอาเซียน (ASEAN) จึงมีความเห็นพ้องกันว่าน่าจะมีการปรับปรุง กลไกระงับข้อพิพาทของอาเซียน (ASEAN) ให้มีความเข้มแข็งสามารถปฏิบัติได้จริง และเป็นประโยชน์กับประเทศสมาชิกอาเซียน (ASEAN) อย่างแท้จริง ก็ได้มีการตั้งคณะทำงาน ขึ้นมาชุดหนึ่งในการที่จะปรับปรุงกฎระเบียบกระบวนการระงับข้อพิพาททางด้านเศรษฐกิจ ของอาเซียน (ASEAN) ขึ้นมาอีกครั้ง เริ่มพิจารณาตั้งแต่ปี ๒๕๕๙ ใช้เวลาพอสมควรในการที่จะ เจรจาแก้ไขโดยยึดหลักแนวทางการยุติข้อพิพาทขององค์การการค้าโลกเป็นหลัก ประเด็น สำคัญที่ประเทศสมาชิกอาเซียน (ASEAN) เห็นพ้องกันในการที่จะปรับปรุงแก้ไขกระบวนการ ยุติข้อพิพาทฉบับใหม่นี้
ประเด็นแรกที่ประเทศไทยให้ความสำคัญยิ่งก็คือเรื่องของการกำหนดขอบเขต ของเรื่องที่จะนำเข้าสู่กระบวนการยุติข้อพิพาทให้มีความชัดเจนยิ่งขึ้นว่าจะต้องเป็นการปฏิบัติ ที่ขัดกับข้อตกลงที่อยู่ภายใต้กรอบของความตกลงเศรษฐกิจของอาเซียน (ASEAN) เท่านั้น และได้มีเอกสารแนบท้ายพิธีสารฉบับนี้ว่ามีความตกลงอะไรบ้างจำนวน ๑๐๕ ฉบับด้วยกัน อันนี้จะมีความชัดเจนให้กับประเทศสมาชิกว่าควรจะต้องปฏิบัติอย่างไรให้อยู่ในกรอบของ ข้อตกลงดังกล่าว ภาคเอกชนต่าง ๆ ที่ดำเนินการหรือภาครัฐบาลต่าง ๆ ที่จะออกกฎระเบียบ ต่าง ๆ ก็จะมีความเข้าใจชัดเจนว่าอะไรที่ทำได้ อะไรที่ไม่ควรทำ หรือทำแล้วจะผิดกับกฎข้อตกลง ขององค์การการค้าโลก
ประเด็นที่ ๒ คือเรื่องของกรอบระยะเวลา ซึ่งในช่วงแรกที่กระบวนการยุติ ข้อพิพาทขององค์การการค้าโลกในช่วงที่ผ่านมาใช้เวลาประมาณ ๖ เดือน ซึ่งมีสมาชิก องค์การการค้าโลกใช้กลไกนี้ค่อนข้างมาก แต่ในส่วนของอาเซียน (ASEAN) ใช้เวลาเพียง ๖๐ วัน หรือขยายได้ไม่เกิน ๗๐ วัน จึงเป็นข้อจำกัดที่สมาชิกไม่สามารถที่จะจัดทำข้อมูล ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการฟ้องหรือการแก้ต่างได้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์ สมาชิกอาเซียน (ASEAN) เห็นพ้องกันว่าน่าจะขยายแล้วก็ใช้เวลาที่อยู่ในกรอบที่องค์การการค้าโลกใช้ปฏิบัติ มาแล้วมีประสิทธิภาพ เพราะฉะนั้นเห็นพ้องต้องกันที่จะขยายเวลาในเรื่องของการพิจารณา ของคณะผู้พิจารณาหรือที่เราเรียกกันว่าพาเนล (Panel) ออกเป็น ๖ เดือน หรือขยายเวลา ไปได้อีก ๑ เดือน คือรวมแล้วไม่เกิน ๗ เดือน นอกจากนี้ก็ยังมีการปรับปรุงในส่วนของ องค์กรอุทธรณ์ที่มีความชัดเจน มีการเสนอชื่อของประเทศสมาชิกที่จะเสนอเป็นผู้พิจารณา ขององค์กรอุทธรณ์ แต่ละประเทศก็สามารถที่จะเสนอชื่อเข้าไปได้ ในส่วนของประเทศไทย ก็มีเสนอชื่อผู้แทนของประเทศไทยที่จะนั่งอยู่ในองค์กรอุทธรณ์ ถ้าหากมีกรณีพิพาทเกิดขึ้น ถึงขั้นอุทธรณ์ และประเทศสมาชิกสามารถที่จะหยิบชื่อเหล่านั้นขึ้นมาเสนอเป็นผู้พิจารณาได้
ถัดมาก็คือเรื่องของการที่เปิดโอกาสให้ประเทศที่ ๓ หรือเราเรียกว่าเทิร์ดปาร์ที (Third party) คือประเทศที่ไม่ได้มีข้อพิพาทระหว่างกัน แต่อาจจะมีข้อสนใจ มีประเด็น สนใจเช่นเดียวกัน หรืออาจจะเกรงว่าจะมีผลกระทบหากมีข้อตกลงระหว่างคู่พิพาทได้ ก็สามารถที่จะเข้าไปมีส่วนร่วมในการรับฟังการพิจารณาเสนอความเห็น รวมทั้งมีโอกาสที่จะ ชี้แจงเป็นลายลักษณ์อักษรให้กับคณะผู้พิจารณาได้ นอกจากนี้อีกส่วนหนึ่งที่น่าจะมีประโยชน์ สำหรับประเทศสมาชิกอาเซียน (ASEAN) โดยรวมก็คือในส่วนของการที่จะให้ความช่วยเหลือ ทางด้านวิชาการกับประเทศสมาชิกอาเซียน (ASEAN) ที่ยังมีระดับการพัฒนาที่น้อยอยู่ ก็สามารถที่จะให้ความช่วยเหลือทางด้านวิชาการในกระบวนการยุติข้อพิพาทของประเทศ สมาชิกเหล่านั้นได้ โดยอาจจะให้ข้อแนะนำทางด้านกฎหมาย ในขณะเดียวกันฝ่ายเลขานุการเอง ก็ต้องรักษาความเป็นกลางให้กับประเทศสมาชิกอาเซียน (ASEAN) อื่น ๆ ด้วย เพราะฉะนั้น จากข้อที่ได้หยิบยกขึ้นมาแก้ไขจะเห็นได้ว่าเป็นจุดสำคัญ ๆ ที่น่าจะทำให้กลไกระงับข้อพิพาท ของอาเซียน (ASEAN) ฉบับใหม่นี้มีความเข้มแข็ง มีประสิทธิภาพ สามารถที่จะนำมาใช้ ประโยชน์ให้กับประเทศอาเซียน (ASEAN) ได้ ประโยชน์ที่เราจะได้รับจากพิธีสารฉบับนี้ก็คือ อาเซียน (ASEAN) จะมีกลไกระงับข้อพิพาททางด้านเศรษฐกิจและการค้าระหว่างประเทศ ที่มีประสิทธิภาพ เป็นเครื่องมือสำคัญของรัฐบาลในการที่จะปกป้องรักษาผลประโยชน์ของ ประเทศ และช่วยสร้างความมั่นใจให้กับภาคเอกชนผู้ประกอบการที่จะตัดสินใจในการทำการค้า การลงทุนระหว่างกันผ่านการที่เรามีกลไกที่รองรับในการช่วยเหลือแก้ไขปัญหาข้อพิพาท ทางการค้าระหว่างประเทศได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรามีกฎเกณฑ์ มีระเบียบ มาตรการทางการค้า ที่ไม่สอดคล้องหรือไม่ผูกพัน เราก็จะมีเวทีที่จะเป็นที่พึ่งพิงในการหาความยุติธรรมได้โดยใช้ พิธีสารฉบับนี้เป็นกลไกสำคัญ เพราะฉะนั้นโดยสรุปแล้วพิธีสารฉบับนี้ได้เสริมสร้างกลไก ในเรื่องของการระงับข้อพิพาททางการค้าของอาเซียน (ASEAN) ที่มีประสิทธิภาพ มีการปรับปรุง ให้มีความชัดเจน ปฏิบัติได้จริง มีความโปร่งใส มีความเป็นธรรมยิ่งขึ้นจะส่งผลให้ประเทศไทย ในฐานะที่เป็นสมาชิกของประเทศอาเซียน (ASEAN) ประเทศหนึ่งจะได้รับผลประโยชน์ จากระบบการค้าและการลงทุนที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของกฎเกณฑ์ มีความชัดเจนสามารถ คาดการณ์ได้ ช่วยส่งเสริมบรรยากาศและการขยายการค้าของการลงทุนในภูมิภาคอาเซียน (ASEAN) ซึ่งจะนำประโยชน์มาให้กับประเทศไทยและประเทศอาเซียน (ASEAN) โดยส่วนรวมด้วย ในส่วนนี้ขออนุญาตเรียนว่าคณะกรรมาธิการการพาณิชย์และการอุตสาหกรรมพิจารณาแล้ว เห็นว่าสมควรให้การสนับสนุนพิธีสารฉบับนี้ ขอบพระคุณค่ะ
ต่อไปนะครับ คุณเกียรติ สิทธีอมร สมาชิกกรุณาอย่าคุยกันดังมากนะครับ อย่าทำลายบรรยากาศการประชุมครับ เชิญเลยครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายเกียรติ สิทธีอมร ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา วันนี้ก็ขอร่วมอภิปรายในเรื่องของพิธีสารว่าด้วย กลไกระงับข้อพิพาทด้านเศรษฐกิจของอาเซียน (ASEAN) หรือที่เราเรียกว่าอีดีเอสเอ็ม (EDSM) จริง ๆ ความเป็นมาผมคงไม่พูดซ้ำนะครับ แต่เมื่อเรามีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN) เริ่มต้นตั้งแต่ปี ๒๕๕๕ ก็มีความจำเป็นต้องมีกลไกการระงับข้อพิพาท ที่ผ่านมา มีอยู่บางส่วนแต่ยังไม่เคยทดสอบใช้ แล้วก็เป็นเรื่องที่ดีครับ ก็มีคณะทำงานที่ตั้งขึ้นมา ในการที่จะไปดูที่จะออกแบบกลไก ซึ่งในที่สุดมาเป็นพิธีสารฉบับนี้ ซึ่งเป้าหมายของกลไก ในการระงับข้อพิพาทก็หนีไม่พ้นนะครับ ต้องเป็นกลไกที่เป็นที่ยอมรับของประเทศสมาชิก ต้องให้ความมั่นใจว่าจะได้รับความเป็นธรรมในกระบวนการและต้องมีความมั่นคงในแง่ของ โครงสร้าง มีความชัดเจน มีความโปร่งใสในกระบวนการ จริง ๆ แล้วกลไกนี้ถ้าถามว่าเราไปสะท้อนองค์การการค้าโลกหรือไม่ ก็สะท้อนหลักบางประการ เท่านั้นนะครับ แต่จริง ๆ แล้วที่ออกแบบมาเป็นพิธีสาร อันนี้ผมก็เห็นว่ายังสะท้อนความเป็น อาเซียน (ASEAN) อยู่พอสมควร เช่น มีกระบวนการในการรอมชอมประนีประนอมกัน ประสาน ท่าทีกัน ให้โอกาสในการชี้แจงเพียงพอ มีการไกล่เกลี่ย ซึ่งระบุอยู่ในข้อ ๔ อันนี้ก็เป็นข้อดี ของความเป็นอาเซียน (ASEAN) เป็นเอกลักษณ์ของเรา แต่ที่สำคัญก็คือว่ามีทีโออาร์ (TOR) ของคณะผู้พิจารณา ทีโออาร์ (TOR) ผมคิดว่าเดิมผู้พิจารณาจะไปพิจารณาด้วยวิธีใดก็อาจจะ ไม่มีข้อกำหนดหรือไม่มีกติกาที่ชัดเจน อันนี้มีการกำหนดให้มีการเขียนทีโออาร์ (TOR) ซึ่งผม คิดว่าเป็นสิ่งที่ดีนะครับ แต่ผมอยากจะชี้ว่ากระบวนการอันนี้ไม่เหมือนกับดับเบิลยูทีโอ (WTO) ที่ดับเบิลยูทีโอ (WTO) จะมีโครงสร้างของกลไกนี้มีคณะกรรมการที่มีการแต่งตั้ง และอยู่เป็นวาระ แต่ของอาเซียน (ASEAN) เท่าที่ผมอ่านดูทั้งหมดมันเป็นแอดฮอก (Ad hoc) คือเป็นกรณี ๆ ไป ถ้าเมื่อไรก็แล้วแต่มีข้อพิพาทเกิดขึ้นก็จะนำเสนอไปแล้วก็จะมีการตั้ง คณะขึ้นมา อันนี้มีความแตกต่างนะครับ เพราะฉะนั้นจะบอกว่าเหมือนดับเบิลยูทีโอ (WTO) จริง ๆ ก็คงไม่ใช่ เพราะไม่ใช่มีกรรมการไปนั่งอยู่เป็นวาระกี่ปี ๆ ก็ว่าไป อันนี้ไม่ใช่ แอดฮอก (Ad hoc) จริง ๆ ก็คือเป็นกรณีไป ทีนี้ความท้าทายมันก็มีอยู่ที่ว่าเราจะหาคนที่เหมาะสม ในแต่ละเรื่อง ในแต่ละครั้ง ในทุก ๆ เรื่องเพื่อมาเป็นคณะผู้พิจารณาได้หรือไม่ อันนี้ เป็นความท้าทายที่จะต้องว่ากันต่อไปนะครับ กลไกนี้ต้องมีการทดสอบ แต่ผมก็ยังเชื่อว่า เราคงต้องให้สัตยาบันในเรื่องนี้ ผมเห็นชอบว่าต้องรับรองพิธีสารฉบับนี้นะครับ เพราะว่า อย่างต่ำที่สุดนี่คือจุดเริ่มต้นที่สำคัญของกลุ่มประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN) แล้วเรามี ข้อตกลงที่อยู่ภายใต้พิธีสารอันนี้ถึง ๑๐๕ ฉบับ มันมีความสลับซับซ้อน มีรายละเอียด ค่อนข้างมาก แล้วก็ถ้าไม่มีกลไกที่มีประสิทธิภาพก็คงจะนำไปสู่ความอลหม่านพอสมควร ผมคิดว่าอันนี้รับได้ แต่ผมมีคำถามครับ เพราะว่ามันมีความไม่ชัดเจนอยู่ในพิธีสารฉบับนี้ อยู่หลายประเด็น
ประเด็นแรก คำถามของผมก็คือข้อ ๘ ข้อย่อยที่ ๕ คณะผู้พิจารณา คือเขียน ไว้ว่าให้ใช้ได้ ๓ คน หรือตกลงกันภายใน ๑๐ วันว่าเป็น ๕ คน แต่ไม่มีการระบุว่าสัดส่วน ที่มาจากประเทศคู่พิพาทฝ่ายละกี่คน และจะตั้งกรรมการที่เป็นคนกลางอย่างไร ตรงนี้ไม่ได้ มีเขียนนะครับ ไม่ได้มีเขียนเลย เพราะฉะนั้นก็ต้องมีคำถาม แล้วในกรณีที่มีประเทศที่ ๓ ด้วย พอมีประเทศที่ ๓ เข้าไปก็ซับซ้อนขึ้นไปอีกนะครับ แล้วสัดส่วนของประเทศที่ ๓ จะเข้ามา เป็นส่วนหนึ่งของคณะผู้พิจารณาได้หรือไม่ อันนี้ไม่ได้มีเขียนไว้ก็ขอคำชี้แจงนิดหนึ่งว่าคนที่ ออกแบบหรือพิธีสารนี้มีความคาดหวังอย่างไรว่าการกำหนดสัดส่วนในกรณีที่ คือปกติถ้าเป็น อนุญาโตตุลาการมี ๓ คน แล้วก็มักจะใช้คนหนึ่งมาจากประเทศหนึ่ง อีกคนหนึ่งมาจากอีก ประเทศหนึ่ง แล้ว ๒ ประเทศนี้มีตัวแทนมาตั้งคนที่ ๓ ที่เป็นที่ยอมรับได้ของทั้ง ๒ ประเทศ แต่ตรงนี้ไม่ได้ระบุ แล้วถ้าเกิดไปตั้งประเทศที่ไม่ใช่ประเทศที่ ๓ จะเป็นอย่างไร ตรงนี้ผมคิดว่า ถ้าไม่ทำให้ชัดเจนหรือตกลง อาจจะมีตกลงกันไว้แต่ไม่ได้ระบุในพิธีสาร อันนี้ก็ขอทราบ ข้อมูล นิดหนึ่งนะครับ
ข้อต่อไปคือข้อ ๑๓ ข้อย่อยที่ ๓ ประเทศสมาชิกฝ่ายที่ ๓ ข้อมูลที่มีการคุ้มครอง ให้มีชั้นความลับมีการระบุตรงนี้ขึ้นมาครับ ทีนี้การระบุชั้นความลับเป็นไปตามเงื่อนไขอะไร ในพิธีสารไม่ได้เขียนไว้เลยนะครับ ทีนี้การระบุชั้นความลับของแต่ละประเทศก็มีกฎหมาย เฉพาะของเขา ของประเทศไทยก็มีกฎหมายเฉพาะของประเทศไทย แล้วที่ตกลงกันคืออะไร ตรงนี้ไม่ปรากฏรายละเอียดอยู่ในพิธีสารฉบับนี้ มีแต่การอ้างอิงขึ้นมาว่ามีการกำหนด ชั้นความลับได้ เพราะฉะนั้นคำถามของผมก็คือกระบวนการขั้นตอนเป็นอย่างไร ใช้กฎหมายใด หรือกฎหมายของประเทศคู่พิพาท และถ้ากรณีที่กรรมการหรือคณะผู้พิจารณามาจากประเทศ ที่ ๓ ไม่ใช่ประเทศคู่พิพาทแล้วจะมีกระบวนการอย่างไรนะครับ
คำถามต่อไปคือข้อ ๑๘ การชดเชยและระงับสิทธิประโยชน์คือกรณีที่มี การละเมิดขึ้นและมีการต้องชำระเงินชดเชย ประเทศอีกประเทศหนึ่งสามารถคัดค้านข้อพิจารณา ของคณะผู้พิจารณาได้ ถูกไหมครับ ทีนี้ที่ผมสงสัยก็คือว่าในข้อย่อยที่ ๗ การคัดค้านระดับ ของสิทธิประโยชน์ที่เขียนไว้ในพิธีสารอันนี้ก็คือว่าให้คณะผู้พิจารณาเดิม คือคณะผู้พิจารณา เดิมตัดสินไปแล้วนะครับ แต่ประเทศที่ต้องเป็นผู้เสียหายหรือต้องเป็นผู้ชดใช้ไม่เห็นด้วย คัดค้านได้ไหม คัดค้านได้ แต่คณะผู้พิจารณาเดิมอยู่ดี ๆ ก็ทำหน้าที่เปลี่ยนสถานะตัวเอง จากคณะผู้พิจารณาเป็นอนุญาโตตุลาการเลย ทำได้หรือครับ แล้วจะใช้กติกาตรงไหน ตรงนี้ ผมเห็นปัญหาในการบังคับใช้ว่าจะทำให้เกิดปัญหาขึ้น เดี๋ยวผมจะมาในประเด็นเรื่อง อนุญาโตตุลาการอีกทีหนึ่งครับ แต่อันนี้ผมชี้แค่ว่ามีการเปลี่ยนสถานะจากคณะผู้พิจารณาเดิม กลายเป็นอนุญาโตตุลาการเลย อันนี้ผมคิดว่าค่อนข้างแปลก หรือถ้าไม่ไปเส้นนั้นเขาบอกให้ เลขาธิการอาเซียน (ASEAN) ตั้งผู้ทำหน้าที่อนุญาโตตุลาการ ๑ คน อันนี้ก็กลับมาเป็น อนุญาโตตุลาการ ๑ คนแล้ว ก็คือเหมือนกับตั้งผู้พิพากษา ๑ คน แต่อนุญาโตตุลาการ ปกติแล้ว ๑ คนไม่ค่อยได้ใช้ ขั้นต่ำคือเขาใช้ ๓ คน อันนี้ตั้ง ๑ คนแล้วตัดสินเลย ชี้ขาด ใน ๖๐ วัน จะเป็นที่ยอมรับหรือเปล่า อันนี้ประเทศสมาชิกจะยอมรับกันไหมกระบวนการ เช่นนี้
คำถามข้อต่อไปข้อ ๑๙ เนื่องจากมีการระบุว่าให้ใช้การอนุญาโตตุลาการ มาทดแทนกระบวนการคณะผู้พิจารณาได้ อันนี้คนละเรื่องกับข้อ ๑๘ ข้อ ๑๘ ไม่เห็นด้วย กับคำวินิจฉัยหรือคำชี้ขาดของคณะผู้พิจารณา แต่ข้อ ๑๙ นี้บอกไม่ต้องมีคณะผู้พิจารณา ไปอนุญาโตตุลาการเลย ถ้าประเทศคู่กรณีตกลงร่วมกันว่าจะใช้กระบวนการนี้และกระบวนการ ที่จะต้องปฏิบัติตามคืออะไร ตกลงว่าจะปฏิบัติตามคำชี้ขาด แต่มันมีคำถามอย่างนี้ครับ พอไปพูดเรื่องอนุญาโตตุลาการแล้วคำถามมีอยู่ว่าท่านใช้กติกาของใครครับ ในโลกนี้ถ้าเป็น หลักสากลมีของอันซิทร็อล (UNCITRAL) ของไอซีซี (ICC) ที่เป็นที่ยอมรับในระดับสากล แต่ของภูมิภาคนี่ไม่มีนะครับ บางครั้งมีการใช้กฎของไอซีซี (ICC) มาพิจารณาที่ประเทศสิงคโปร์ เป็นประเทศกลาง แล้วต้องตกลงกันก่อนว่าจะใช้กฎระเบียบของใคร เพราะฉะนั้นกฎระเบียบ มันก็เริ่มตั้งแต่การตั้งอนุญาโตตุลาการเลยว่ากระบวนการตั้งอนุญาโตตุลาการของแต่ละฝ่าย เป็นอย่างไร ตรงนี้ไม่ได้มีเขียนไว้เลยนะครับ ก็เป็นความกังวลว่าถ้าเป็นอย่างนั้นเมื่อประเทศ สมาชิกจะไปใช้กระบวนการอนุญาโตตุลาการแล้วจะใช้อันไหน ของประเทศไทยมี พ.ร.บ. ว่าด้วยการอนุญาโตตุลาการซึ่งล้อกับกติกาของอันซิทร็อล (UNCITRAL) ของสหประชาชาติ ซึ่งไม่มีคณะกรรมการมากำกับดูแล แต่ถ้าเป็นของสากลเช่นไอซีซี (ICC) ซึ่งผมเคยเป็น กรรมการอนุญาโตตุลาการอยู่ จะมีคณะกรรมการในการกำกับดูแลกระบวนการทุกขั้นตอน ตั้งแต่ตั้งอนุญาโตตุลาการไปจนถึงคำวินิจฉัยและระยะเวลาในการวินิจฉัย เพราะฉะนั้นตรงนี้ มันก็มีคำถามว่าจะใช้กติกาของประเทศใด แล้วการตั้งจะมีกระบวนการอย่างไร มีกรอบเวลา อย่างไร และที่สำคัญที่สุด ท่านประธานครับ ในโลกนี้ถ้าเกิดมีการวินิจฉัยแล้ว แล้วไม่ปฏิบัติตาม มีการบังคับได้อย่างไร ถ้าไปช่องทางกระบวนการอนุญาโตตุลาการมันมีอนุสัญญานิวยอร์ก ในการรับรู้และการบังคับใช้อนุญาโตตุลาการ ค.ศ. ๑๙๕๘ ซึ่งทุกประเทศในอาเซียน (ASEAN) เป็นภาคี ประเทศไทยก็เป็นภาคี แต่เราเป็นภาคีเพราะเรามีกฎหมายรองรับในประเทศว่า ถ้ามีคำตัดสินที่เป็นอนุญาโตตุลาการแล้วจะยอมรับและปฏิบัติตาม และถ้าไม่ปฏิบัติตามมันมี กลไกในการที่ประเทศผู้เสียหายหรือประเทศผู้ต้องได้รับเงินชดใช้สามารถบังคับได้ ตรงนี้ ถ้าไม่มีการระบุกติกานี้จะทำให้การบังคับใช้
คุณเกียรติต้องสรุปแล้ว เกินเวลาครับ
ครับ ประเด็นสุดท้ายแล้ว ท่านประธานครับ ประเด็นนี้เป็นประเด็นสุดท้ายก็คือว่าขอคำตอบ นิดหนึ่งว่าจะบังคับการปฏิบัติตามคำวินิจฉัยของคณะผู้ชี้ขาดและกระบวนการอนุญาโตตุลาการ อย่างไรครับ ขอบคุณครับ
ผมเรียนเรื่องเวลาครับ ไม่เกิน ๑๐ นาที ถ้าประเด็นซ้ำก็ไม่ใช่หมายความว่าต้องให้ครบ ๑๐ นาทีแล้วถึงจะได้นะครับ ถ้าประเด็นซ้ำ ไม่ถึง ๑๐ นาที ท่านก็หยุดได้นะครับ ต่อไป พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ ครับ
เรียนท่านประธานที่เคารพ ผม พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา วันนี้เป็นวันหนึ่งที่ได้ร่วม อภิปราย ไม่ต้องตกใจครับว่าอาชีพตำรวจทำไมถึงมาพูดเรื่องพิธีสาร ผมก็มีอาจารย์ท่านหนึ่ง ที่ประสิทธิ์ประสาทวิชาไว้ เดี๋ยวท่านคงมาอภิปรายด้วยนะครับ ในเรื่องนี้สิ่งสำคัญคือพิธีสาร ก็คือความตกลงระหว่างประเทศที่จะต้องทำ ประวัติคงไม่ต้องพูดนะครับ เอาย่อ ๆ แค่เพียง แต่ว่าพิธีสารนี้เกิดขึ้นตั้งแต่ปี ๒๕๓๙ แล้วนะครับ แล้วก็เปลี่ยนระดับไต่ระดับมาเรื่อยจนถึง ปี ๒๕๔๗ ก็มีการแก้ไขปรับปรุง แต่ปรากฏว่าประเทศนี้หยุดชะงักครับ ช่วงที่หยุดชะงัก คือเป็นช่วงเดียวกันครับว่ารัฐบาลถูกการเปลี่ยนแปลงไป แล้วปรากฏว่าเป็นช่วงที่เราเข้า ประตูอาเซียน (ASEAN) พอดีในวันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๕๘ ๑๐ ประเทศของเราที่ใกล้ ๆ อยู่ในอาเซียน (ASEAN) เขาตกอกตกใจครับท่านประธาน ว่าจะไปอย่างไรดีในการค้าขาย ระหว่างประเทศ มันก็เลยเป็นปัญหาว่าความเชื่อมั่นของประเทศไทยเราในขณะนั้น มันสามารถจะดำเนินการค้าอย่างไรได้หรือเปล่า นั่นคือสิ่งหนึ่งที่เป็นสิ่งบอกเหตุที่ว่าทำไม พิธีสารนี้ถึงจะต้องมาเข้าสภา ก็ปรากฏว่ารัฐบาลก็พยายามเขียนรัฐธรรมนูญที่ตราออกมา ที่ทำให้พิธีสารนี้ต้องเป็นเงื่อนไขในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ มาตรา ๑๗๘ ตั้งแต่วรรคแรก วรรคสอง วรรคสาม จนกระทั่งถึงวรรคสี่ ที่จะต้องรับฟังนะครับ นั่นคือสิ่งสำคัญที่จะต้องทำให้ รัฐบาลกลับมา แต่ผมก็สงสัยครับท่านประธาน พิธีสารนี่เป็นพิธีสารที่ว่าด้วยกลไกระงับ ข้อพิพาทด้านเศรษฐกิจของอาเซียน (ASEAN) และเป็นพิธีสารที่ท่านจุรินทร์ เมื่อเร็ว ๆ นี้ วันที่ ๓๑ ตุลาคม ๒๕๖๒ ได้มีการประชุมแล้วก็ไปตกลงกัน แล้วถึงเอานำมาเข้าในวาระนี้ แต่สิ่งที่ผมกำลังบอกว่าเพราะมันเป็นห้วงของเศรษฐกิจครับ เป็นพิธีสารที่เกี่ยวกับเศรษฐกิจ การค้าการลงทุนชัดเจน แต่ก็มีครับในความเห็นของเอกสารการรายงานของกรมเจรจาการค้า ระหว่างประเทศบอกว่าอันนี้ไม่เข้าข้อกฎหมาย โดยเฉพาะสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ท่านให้ความเห็นบอกว่าไม่ต้องเข้ารัฐสภาก็ได้ แต่กระทรวงพาณิชย์บอกต้องเข้า กระทรวง การต่างประเทศก็ต้องบอกว่าต้องเข้ารัฐสภาเรา เข้าเพราะว่าเงื่อนไขหรือข้อกฎหมาย มันเกี่ยวข้อง และเป็นพิธีสารที่เกี่ยวกับเศรษฐกิจ การค้าและการลงทุน จึงเป็นประเด็นที่เข้ามา ที่สภาแห่งนี้ตามมาตรา ๑๗๘ วรรคหนึ่ง วรรคสอง ทีนี้กลับมาดูท่านประธานครับ เพราะเหตุ อะไรครับ เพราะว่าปี ๒๕๕๗ ปี ๒๕๕๘ เศรษฐกิจจะอยู่ ๔ เปอร์เซ็นต์ จีดีพี (GDP) ขณะนี้มันร่วงครับ ร่วงมาเรื่อย ๆ ๒.๓ เปอร์เซ็นต์ แล้วปีนี้จะถึง ๒ เปอร์เซ็นต์หรือเปล่ายังไม่รู้จีดีพี (GDP) แล้วปรากฏว่านโยบายรัฐบาลเรื่องอีอีซี (EEC) เศรษฐกิจพิเศษมันไม่เวิร์ก (Work) ศูนย์ดิจิทัล ที่อยู่ที่ศรีราชายังไม่เกิดเลย เงินก็ยังไม่ออก งบประมาณก็ยังไปไม่ได้ อันนี้ละครับรัฐบาล พยายามแก้หรือหาเครื่องมือหรือกลไกออกมาเพื่ออะไร เพื่อทำให้รัฐเองเกิดความเชื่อมั่น เพื่อให้ ๑๐ ประเทศ ประเทศพม่า ประเทศลาวที่อยู่ใกล้ ๆ บ้านเรามาร่วมเป็นชาวอาเซียน (ASEAN) ด้วยกัน ร่วมที่จะกล้าลงทุน จะไม่เห็นมีใครลงทุนเลยนะครับ อีอีซี (EEC) ประเทศ ที่มีการค้าข้ามชาติจะไม่ค่อยกล้ามาเพราะนี่ละครับ ผมไม่รู้ว่าจะแก้ปัญหาต่ำกว่า ๒ เปอร์เซ็นต์ จีดีพี (GDP) ได้หรือเปล่า นั่นคือสิ่งที่พิธีสารตัวนี้เกิดขึ้นนะครับ ผมว่าถ้ารัฐบาลยังอ่อนแอ เกิดความไม่เชื่อมั่นของเพื่อนมันจะตั้งพิธีสาร แล้วพิธีสารทั้งหมดมี ๑๓ อาร์ทิเคิล (Article) ท่านประธาน โดยเฉพาะ ๑๓ อาร์ทิเคิล (Article) ต่าง ๆ ส่วนใหญ่เป็นอาร์ทิเคิล (Article) ที่เกี่ยวกับการพิจารณาหรือกระบวนการ กระบวนการนี้เพื่ออะไร เพื่อสร้างความเชื่อมั่น และยึดโยง ก็โอเค (OK) ตัวหนังสือที่เขียนไว้ในกลไกพิธีสารนี้ก็สวยหรูครับ เป็นไปตาม ที่กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศเขียนมาเพื่ออะไร เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้รัฐบาล เพื่อให้มีคนมาลงทุน ให้นักการค้าการลงทุนต่าง ๆ ระหว่างประเทศหรือรัฐต่อรัฐจะได้เชื่อมั่น ประเทศไทยมากขึ้น แต่สำคัญพิธีสารมันต้องยึดโยง แล้วมันยึดโยงกับใครครับ มันยึดโยง ต่อองค์การค้าระหว่างโลกครับ หรือองค์การการค้าโลกดับเบิลยูทีโอ (WTO) โดยเฉพาะ ในดับเบิลยูทีโอ (WTO) นี่ครับ มีหลักสำคัญของดับเบิลยูทีโอ (WTO) ที่เกี่ยวข้องกับหลักการ สำคัญในการพิจารณาว่าประเทศนี้ระหว่างประเทศเป็นมาตรการที่จะต้องไม่เลือกปฏิบัติครับ ผมไม่รู้ประเทศนี้เลือกปฏิบัติหรือเปล่า จะไปเลือกปฏิบัติประเทศข้าง ๆ หรือเปล่า แล้วก็มี ความโปร่งใสหรือเปล่า รัฐบาลนี้ยังมีความโปร่งใสที่จะทำให้เกิดความเชื่อมั่นกับการค้า ระหว่างประเทศหรือเปล่า ผู้ผลิตในเรื่องศุลกากร ภาษีที่เกี่ยวข้อง ความจำเป็น ความฉุกเฉิน ของสิทธิต่าง ๆ ที่จะได้รับระหว่างผู้ค้า ผู้ลงทุนในการค้าขายหรือการแข่งขันทางการค้า อย่างเป็นธรรมจะมีเกิดขึ้นจริงหรือเปล่า หรือทุนใหญ่ยังได้สิทธิเอกสิทธิ์มากขึ้น ข้ามชาติไป มีปัญหาก็ปิดไว้ก่อนเพื่อปกป้องในกระบวนการที่เขียนอยู่ในพิธีสารนี้หรือเปล่า หรือกลุ่ม ในเรื่องของการลดภาษีระหว่างกัน ระหว่างประเทศจะมีซิกซ์เซนส์ (Sixth sense) มีการพูดคุยกัน ในระดับพหุเจ้าหน้าที่หรือไม่ของเจ้าหน้าที่การค้านะครับ หรือกระบวนการค้าต่าง ๆ ควรจะมี สิทธิพิเศษเพื่อให้ประเทศที่ด้อยกว่า ตอนนี้เราเป็นประเทศอยู่อันดับ ๘ ด้อย ผมว่าตัวเลข หรือดัชนีตัวอินเด็กซ์ (Index) หลาย ๆ ตัวนี่บอกเลยว่าเราตกมาต่ำมากเลย เราอาจจะกลาย เข้าสู่เรโช (Ratio) เป็นประเทศด้อยพัฒนาในอนาคตก็ได้นะครับ นั่นก็คือข้อควรระวัง สิ่งสำคัญในพิธีสารนี้ผมอยากให้ไปดูครับ ในรายงานพิธีสารเป็นกลไกที่บังคับข้อพิพาท ในอาเซียน (ASEAN) เพื่อให้มีประสิทธิภาพ ชัดเจนครับ มีความโปร่งใสที่ท่านพูดไว้ แน่นอน แล้วก็ได้รับประโยชน์พื้นฐาน ขอให้คำนึงถึงว่าขณะนี้โลกดิจิทัล การค้าในดิจิทัลกำลังเกิดขึ้น อย่างมากมาย ท่านระมัดระวังเรื่องนี้หรือยัง บริษัทข้ามชาติที่จะเข้ามาอยู่ในเรื่องของดิจิทัล อิโคโนมิก (Digital economic) ต่าง ๆ มันจะเกิดการค้าที่มีการลงทุนขนาดใหญ่และสำคัญ ผมพบมีรายงานวิจัยของท่านหนึ่ง ผมอยากจะนำมาพูดในสภาแห่งนี้เป็นรายงานการวิจัยของ ท่านรุ่งนภา อดิศรมงคล ซึ่งพูดถึงปัญหาและแนวทางในการใช้กลไกกฎหมายในการระงับ ข้อพิพาทระหว่างประเทศและประชาคมอาเซียน (ASEAN) เมื่อเร็ว ๆ นี้ ปี ๒๐๑๙ บอกเลยว่า เรื่องดังกล่าวในการศึกษาหลักเกณฑ์และกำหนดในพิธีสารที่เกี่ยวข้องทุกฉบับแล้ว รวมถึง กฎบัตรอาเซียน (ASEAN) เปรียบเทียบกับกลไกที่ระงับข้อพิพาทขององค์การระหว่างประเทศอื่น ๆ ได้แก่ ศาลยุติธรรม ระหว่างประเทศ องค์การการค้าโลก และเมื่อมีข้อพิพาทระหว่างรัฐ คู่กรณีจะเลือกใช้ กระบวนการระงับข้อพิพาทของศาลยุติธรรมและองค์การค้าระหว่างประเทศ แทนที่จะเลือกใช้ กลไกระงับข้อพิพาทของอาเซียน (ASEAN) และได้ศึกษาตัวอย่างที่สหภาพยุโรปมาแล้ว เป็นงานวิจัยครับ และในนั้นในคำแนะนำตอนท้ายของบทคัดย่อ บอกว่าอะไรครับ บอกชัดเลย ในบทคัดย่อบอกว่าจะต้องตั้งนะครับ ตั้งศาลยุติธรรมดีกว่า เพราะศาลยุติธรรมจะช่วยแก้ไข ปัญหาให้ข้อพิพาทนั้นลุล่วงไปด้วยดี จึงเห็นควรตั้งศาลยุติธรรมอาเซียน (ASEAN) เพื่อระงับ ดีกว่าครับ เพราะว่าที่ใช้แล้วส่วนใหญ่เมื่อมีพิพาทกันแล้วจะไปดับเบิลยูทีโอ (WTO) ไปยูเอ็น (UN) ไม่ใช้หรอกครับที่นี่ แล้วจะกลายเป็นเหมือนเดิม เหมือนเดิมอย่างไร อาเซียน (ASEAN) ก็จะไม่เคยมีการฟ้องร้องภายใต้ข้อบังคับดังกล่าวมาเลย ก็ฝากครับ เป็นความเห็นครับ ท่านประธานขอบคุณครับ
ขอบคุณนะครับ ท่านรักษาเวลาครับ ต่อไปครับ ท่านสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์
กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ ผม สถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธาน ที่เคารพ คณะรัฐมนตรีเมื่อเดือนกันยายน ๒๕๖๒ ได้ให้ความเห็นชอบพิธีสารกลไกระงับ ข้อพิพาทด้านเศรษฐกิจของอาเซียน (ASEAN) หลังจากนั้นรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงพาณิชย์ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ และประเทศสมาชิกอาเซียน (ASEAN) ได้ร่วม ลงนามในพิธีสารดังกล่าวในวันที่ ๓๑ ตุลาคม ๒๕๖๒ ในช่วงการประชุมสุดยอดอาเซียน (ASEAN) ครั้งที่ ๓๕ ประเทศไทยได้ใช้หลักการว่ากฎหมายระหว่างประเทศไม่ได้กลายเป็นกฎหมายภายใน โดยอัตโนมัติ แต่อย่างไรก็ตามภายใต้พิธีสารนี้ประเทศไทยไม่จำเป็นจะต้องออกกฎหมาย ภายในมารองรับ มีข้อถกเถียงกันว่าพิธีสารดังกล่าวซึ่งไม่จำเป็นจะต้องออกกฎหมายรองรับนั้น คณะรัฐมนตรีจะสามารถเห็นชอบอนุมัติโดยไม่จำเป็นจะต้องเสนอรัฐสภาหรือไม่ บางความเห็น ก็เห็นว่าไม่จำเป็น แต่ความเห็นที่คณะรัฐมนตรีได้ให้ความเห็นชอบนั้นก็คือเห็นว่าพิธีสารนี้ เข้าข่ายเป็นหนังสือสัญญาที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ สังคม การค้าหรือการลงทุน ของประเทศอย่างกว้างขวาง ตามมาตรา ๑๗๘ วรรคสอง และเกี่ยวกับการค้าเสรีตามมาตรา ๑๗๘ วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ ซึ่งต้องได้รับความเห็นชอบ ของรัฐสภาก่อนแสดงเจตนาให้มีผลผูกพัน จึงเป็นเหตุในการนำเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา ในวันนี้ ที่ผ่านมาอาเซียน (ASEAN) ได้มีกลไกระงับข้อพิพาทด้านเศรษฐกิจอยู่แล้ว เพียงแต่ว่า กลไกระงับข้อพิพาทเดิมนั้นอาจจะไม่มีแรงจูงใจเพียงพอที่จะให้ประเทศสมาชิกได้ใช้กลไก ดังกล่าว ในกรณีที่มีข้อพิพาทประเทศสมาชิกจึงได้กลับไปใช้กระบวนการระงับข้อพิพาทของ องค์การการค้าโลกหรือดับเบิลยูทีโอ (WTO) ซึ่งประเทศสมาชิกได้เป็นสมาชิกอยู่ในองค์กรนั้น อยู่ด้วย เพื่อที่จะให้กลไกในการระงับข้อพิพาทของอาเซียน (ASEAN) ได้มีความสมบูรณ์สอดคล้อง กับหลักสากล โดยเฉพาะอย่างยิ่งสอดคล้องกับกระบวนการของดับเบิลยูทีโอ (WTO) หรือ องค์การการค้าโลก จึงได้เกิดพิธีสารฉบับนี้ขึ้นมา ซึ่งมีหลักการที่สำคัญในบางข้อดังนี้ ในข้อ ๙ กำหนดให้คณะผู้พิจารณาต้องปรึกษาหารือกับ ประเทศคู่พิพาทอย่างสม่ำเสมอ และให้โอกาสแก่ประเทศผู้พิพาทในการหาข้อยุติร่วมกัน ข้อ ๑๐ การปรับปรุงขั้นตอนกระบวนการระยะเวลาในการพิจารณาคดีและการปฏิบัติตาม คำตัดสินให้ชัดเจนขึ้น ข้อ ๑๙ กำหนดให้สามารถใช้อนุญาโตตุลาการในฐานะกลไกระงับ ข้อพิพาททางเลือกได้ ข้อ ๒๑ กำหนดกรอบเวลาสูงสุดของกระบวนการทั้งหมดทำให้มี ความชัดเจนของระยะเวลาในการระงับข้อพิพาท ท่านประธานครับ กระผมขออนุญาตเรียนว่า พิธีสารฉบับนี้สอดคล้องกับแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติด้านการต่างประเทศ ในแผนย่อย ความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและความร่วมมือเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศ มุ่งเพิ่มขีด ความสามารถในการแข่งขันควบคู่ไปกับการพัฒนาที่ยั่งยืนผ่านความร่วมมือกับมิตรประเทศ สอดคล้องกับแผนย่อยการพัฒนาที่สอดคล้องกับมาตรฐานสากลและพันธกรณีระหว่าง ประเทศ มุ่งส่งเสริมศักยภาพหน่วยงานไทยและคนไทย และยกระดับมาตรฐานการพัฒนา ประเทศให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลและพันธกรณีระหว่างประเทศ สอดคล้องกับแผนย่อย การส่งเสริมสถานะและบทบาทของประเทศไทยในประชาคมโลก มุ่งสร้างเกียรติภูมิและอำนาจ ต่อรองโดยเน้นการต่างประเทศที่ใช้อำนาจแบบนุ่มนวลอย่างเป็นระบบ ดำเนินนโยบาย ที่ส่งเสริมสถานะไทยในเวทีโลก การส่งเสริมภาพลักษณ์ที่ดี ซึ่งสอดคล้องกับปัจจุบัน ที่ประเทศไทยได้เป็นผู้นำของอาเซียน (ASEAN) พิธีสารฉบับนี้จึงเป็นการส่งเสริมบทบาทของ ความเป็นผู้นำของอาเซียน (ASEAN) และส่งเสริมความร่วมมือภายในอาเซียน (ASEAN) ให้แข่งแกร่งขึ้น ตามหลักการของแนวคิดในการเป็นประธานอาเซียน (ASEAN) ของประเทศไทย คือร่วมมือ ร่วมใจ ก้าวไกล ยั่งยืน หรือแอดวานซิง พาร์ตเนอร์ชิป ฟอร์ ซัสเทนนะบิลิตี (Advancing Partnership for Sustainability) ขออนุญาตใช้ภาษาอังกฤษ พิธีสารนี้ได้สร้าง ความมั่นใจให้กับภาคเอกชนในการค้าการลงทุนระหว่างประเทศ เนื่องจากพิธีสารฉบับนี้ ได้ปรับปรุงออกแบบมาเพื่อการระงับข้อพิพาทโดยเฉพาะ และได้มีการอ้างอิงกลไกระงับ ข้อพิพาทภายใต้องค์การการค้าโลกมากยิ่งขึ้น พิธีสารฉบับนี้ช่วยให้กระบวนการระงับ ข้อพิพาทระหว่างประเทศมีประสิทธิภาพมากขึ้น เนื่องจากพิธีสารได้มีการปรับปรุงขั้นตอน กระบวนการและระยะเวลาในการพิจารณาคดีให้มีความเหมาะสมและชัดเจนเพิ่มเติม พิธีสาร ฉบับนี้เป็นเครื่องมือสำคัญของรัฐบาลไทยในการปกป้องรักษาผลประโยชน์ของประเทศ เนื่องจากพิธีสารฉบับนี้ได้ครอบคลุมถึงกระบวนการระงับข้อพิพาทด้านเศรษฐกิจระหว่าง ประเทศของสมาชิก ดังนั้นเมื่อประเทศสมาชิกรวมทั้งประเทศไทยเห็นว่าการดำเนินการใด ๆ ไม่สอดคล้องกับความตกลงหรือถูกกระทบสิทธิ เนื่องจากสมาชิกอื่นใช้มาตรการที่ขัดต่อ ความตกลงก็สามารถใช้สิทธิระงับข้อพิพาทได้ พิธีสารฉบับนี้ให้โอกาสประเทศสมาชิกระงับ ข้อพิพาทระหว่างกันในเบื้องต้น แล้วยังกำหนดให้สามารถใช้การอนุญาโตตุลาการในฐานะ กลไกระงับข้อพิพาททางเลือกได้อีกด้วย พิธีสารฉบับนี้ส่งเสริมการค้าและการลงทุน ในภูมิภาคอาเซียน (ASEAN) ซึ่งจะให้ประโยชน์กับเศรษฐกิจไทยในภาพรวม พิธีสารฉบับนี้ จะทำหน้าที่ส่งเสริม เสริมสร้างกลไกระงับข้อพิพาททางการค้าของอาเซียน (ASEAN) ให้มี ประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยการปรับปรุงครั้งนี้ได้สร้างความชัดเจนโปร่งใส และเป็นธรรม ในหลักการพื้นฐานของกฎระเบียบของอาเซียน (ASEAN) ที่ทุกประเทศปฏิบัติร่วมกัน พิธีสาร ฉบับนี้ให้สำนักงานเลขาธิการอาเซียน (ASEAN) มีบทบาทมากขึ้นในการอำนวยความสะดวก ของกระบวนการในการพิจารณาตามพิธีสาร ซึ่งเป็นการสร้างความมั่นใจให้กับประเทศ สมาชิกมากยิ่งขึ้น และเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ประเทศสมาชิกจะได้หันกลับมาใช้กลไกระงับ ข้อพิพาทของอาเซียน (ASEAN) แทนที่จะต้องใช้กลไกระงับข้อพิพาทขององค์การการค้าโลก พิธีสารฉบับนี้เป็นพิธีสารฉบับใหม่มีข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติมมากขึ้นหลายประการ จึงเห็นสมควรที่รัฐบาลจะจัดให้มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สร้างนักกฎหมายที่มีความเชี่ยวชาญ ในเรื่องนี้ เพื่อถ้าหากว่ามีการระงับข้อพิพาทเกิดขึ้นภายใต้กลไกของพิธีสารฉบับนี้แล้วจะได้มี การเตรียมพร้อมเป็นอย่างดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นข้อกฎหมาย ที่สำคัญก็คือภาคเอกชนควรจะได้มีความรู้ความเข้าใจ เกี่ยวกับพิธีสารฉบับนี้ จึงขอเรียนผ่านท่านประธานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ให้ความรู้กับ ภาคเอกชนและประชาชนที่เกี่ยวข้อง เพื่อที่จะได้มีโอกาสใช้สิทธิตามกลไกของพิธีสารนี้ต่อไป ท่านประธานที่เคารพ ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN) รวมถึงอาเซียน (ASEAN) โดยรวม ได้ยึดถือหลักที่เรียกว่าหลักแห่งกฎเกณฑ์ หรือที่เรียกว่ารูล เบสด์ คอมมูนิที (Rule based community) ขออนุญาตใช้ภาษาอังกฤษ คือเป็นประชาคมที่ยึดถือกฎเกณฑ์เป็นหลัก เหมือนกับประเทศที่ใช้หลักนิติธรรมเป็นหลัก ดังนั้นการปรับปรุงพิธีสารฉบับนี้จึงเป็นการ ปรับปรุงที่ก้าวเข้าไปสู่การยึดถือกฎเกณฑ์มากยิ่งขึ้น แม้ว่าพิธีสารฉบับนี้จะมีข้อที่ได้รับ การวิพากษ์วิจารณ์อยู่บ้าง แต่ในการตกลงระหว่างประเทศ การหารือระหว่างประเทศนั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องได้รับการเห็นพ้องต้องกันจากทุกฝ่าย จึงเห็นว่าพิธีสารฉบับนี้ มีความสมบูรณ์ที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ในสถานการณ์และเวลาขณะนี้ ผมจึงขอสนับสนุน การให้ความเห็นชอบในพิธีสารฉบับนี้ครับ ขอบพระคุณครับ
ขอบคุณท่านรักษาเวลานะครับ ต่อไปท่านวิรัช พันธุมะผล ครับ
เรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม วิรัช พันธุมะผล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ก่อนอื่นผมเรียนท่านประธานว่าสภาผู้แทนราษฎร ได้รับหนังสือพิธีสารว่าด้วยกลไกระงับข้อพิพาทด้านเศรษฐกิจของอาเซียน (ASEAN) เมื่อวันพุธนี้ แม้ว่าท่านเลขาธิการรัฐสภาได้บอกว่าได้ส่งแค่วาระไปที่บ้านครับ แต่ว่าตัวหนังสือจริง ๆ เราได้รับ เมื่อวันพุธ บางคนก็ได้รับวันนี้เอง นอกจากนี้ผมได้เรียนถามท่านวุฒิสมาชิกว่า ผมไม่อยากเอ่ยชื่อ ท่านครับเป็นเพื่อนกัน ท่านบอกว่ากระทรวงพาณิชย์ได้มีการไปอธิบายให้วุฒิสมาชิกฟังว่า พิธีสารนี้เป็นเรื่องอย่างไร และมีกลไกอย่างไร แต่ว่าสภาผู้แทนราษฎรไม่รู้เรื่องเลยเพิ่งมา รับทราบเมื่อวันพุธว่าจะมีประชุมรัฐสภาในเรื่องนี้ ซึ่งผมก็อ่านอย่างเร็ว ๆ ในฐานะเป็น นักกฎหมายอ่านอย่างเร็วก็เห็นว่ามันเป็นกระบวนการในการระงับข้อพิพาทของอาเซียน (ASEAN) จริง ๆ ก็เป็นประโยชน์ในการที่จะทำให้ด้านเศรษฐกิจไม่มีปัญหา แต่ถ้าเรามามอง แต่ละข้อ สิ่งที่น่าสำคัญที่สุดก็คือข้อ ๑ ก็มีปัญหาเรื่องความครอบคลุมและการใช้บังคับ คือสมาชิกจะใช้ข้อพิพาทที่เวทีอื่นก็ได้นอกจากเวทีตามพิธีสารนี้ การกำกับก็เหมือนกัน ก็ให้ซีออม (SEOM) เป็นคนรับผิดชอบเหมือนกัน แต่ประเทศที่เป็นสมาชิกไม่ได้มีส่วนร่วม ในการที่จะมีคณะทำงานร่วมกัน ต่อไปคือกระบวนการการทำงานการตั้งคณะผู้พิจารณา ก็ไม่ได้มีในรายละเอียดที่มีไว้ สมมุติว่าประเทศไทยจะมีส่วนร่วมในการพิจารณาและมีส่วนร่วม เป็นคณะผู้พิจารณาอย่างไร ต่อไปคืออำนาจหน้าที่ของผู้พิจารณาก็ยังกว้าง ๆ อยู่องค์ประกอบ ก็คล้าย ๆ กับคณะผู้พิจารณาครับ ทีนี้หน้าที่และกระบวนการพิจารณาและข้อสรุปของ คณะพิจารณาก็ไม่ได้เขียน ขออนุญาตครับ ผมโตมาจากกฎหมายครับ ประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความแพ่งก็ไม่มีรายละเอียดว่าจะต้องทำอย่างไรบ้าง แล้วก็ยังมีปัญหาอยู่ เรื่องเกี่ยวกับการอุทธรณ์ คณะผู้อุทธรณ์ก็ตั้งโดยไม่ใช่ประเทศที่เป็นสมาชิกมีส่วนร่วมรู้เห็น ในการพิจารณาแต่งตั้งนี่ก็เป็นปัญหา นอกจากนี้ยังมีหลาย ๆ เรื่องในนี้ทุกข้อผมอ่านแล้ว ก็ยังไม่มีรายละเอียดของการปฏิบัติเพื่อแก้ไขปัญหาเรื่องข้อพิพาททางเศรษฐกิจ นอกจากนี้แล้วยังมีเรื่องการบังคับตามคำชี้ขาดของคณะอุทธรณ์ว่าจะมีมาตรการอย่างไร สมมุติว่าถ้าเราชนะในเรื่องใดเรื่องหนึ่งแล้ว แล้วเราจะบังคับอย่างไร เหมือนอย่างคดีแพ่ง ทั่วไปก็มีการบังคับคดี แต่ในนี้ก็เขียนเรื่องกว้าง ๆ นอกจากนี้แล้วการที่มีพิธีสารตัวนี้อาจจะ กระทบต่ออำนาจอธิปไตยของทุกประเทศว่ามันเป็นการบังคับประเทศใดประเทศหนึ่งให้ทำ ตามข้อพิจารณาของผู้พิจารณาหรือผู้รับอุทธรณ์ อันนี้เป็นประเด็นที่เราควรคำนึงถึง เพราะว่า เราจะต้องออกกฎหมายที่จะรองรับพิธีสารนี้ เพราะว่าลำพังเพียงพิธีสารนี้ข้าราชการไหน ไปปฏิบัติตามคำสั่งหรือคำชี้ขาดของคณะอุทธรณ์หรือคณะพิจารณาแล้วจะมีการคุ้มครองเขา ได้อย่างไร จะทำได้หรือไม่ อย่างไร อย่างนี้เป็นสิ่งที่ไม่ได้เขียนไว้ จริง ๆ ในข้อสุดท้ายก็น่าจะ บอกว่า หลังจากข้อ ๒๗ น่าจะบอกว่าก่อนที่พิธีสารจะใช้บังคับได้ให้ประเทศสมาชิกดำเนินการ ออกกฎหมายเพื่อให้เป็นไปตามพิธีสารนี้จึงจะใช้บังคับตามพิธีสารนี้ได้ เพื่อความสมบูรณ์ของ พิธีสารนี้ ขอบคุณครับ
ขอบคุณท่านวิรัชรักษาเวลา เนื่องจาก มีเสนอชื่อมาเพิ่มเติมหลายท่าน ขอเชิญท่านนายแพทย์ประสงค์ บูรณ์พงศ์
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นายแพทย์ประสงค์ บูรณ์พงศ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเสรีรวมไทย จากจังหวัดนครพนม ท่านประธานครับ ถ้าพูดถึงการที่จะ ระงับข้อพิพาทเรื่องของพิธีสารนี้ ผมมีเรื่องที่เกิดขึ้นที่จะเรียนท่านประธานว่าให้ช่วยแก้ ในพิธีสารนี้ด้วย เรื่องมีอย่างนี้ เดิมทีการส่งสินค้าผ่านแดนของในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ตอนเหนือนี้นะครับ ปีละประมาณ ๔,๐๐๐ ล้านบาท แต่ต่อมาเมื่อมีการสร้างสะพานที่ จังหวัดนครพนมสะพานเส้นที่ ๓ สินค้าผ่านแดนนี้กลายเป็น ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท มีผลไม้ ๓๐,๐๐๐ ล้านบาท ผลไม้นี้ก็มาจากจันทบุรี ชุมพร ระยอง แล้วก็ลำไยจากทางเหนือ อยู่ ๆ วันที่ ๑๖ ธันวาคม ๒๕๖๒ ก็มีหนังสือสั่งห้ามจากกรมวิชาการเกษตร กองตรวจพันธุ์พืช ว่าพิธีสารเดิมนั้นไม่ให้ผ่านเส้นนี้ ต้องผ่านเส้นมุกดาหารผ่านเส้นที่ ๙ ไปประเทศเวียดนาม แล้วไปสู่เมืองจีน พี่น้องประชาชนที่เขาทำมาค้าขายทั่วประเทศก็เดือดร้อนในเรื่องนี้ครับ ทำไมเป็นเช่นนี้ ก็หยุดไป ๔ วันเสียหายอย่างมากทีเดียว แต่ขณะนี้ก็มีการชะลอเกิดขึ้น ผมจึงเรียนท่านประธานว่าจะขอร้องถ้ามีการแก้ไขพิธีสาร ฝากเรื่องนี้ด้วย ฝากเรื่องนี้อย่างไรครับ การส่งสินค้าผ่านแดนในอีสานเหนือนั้นมีได้ ๓ ทางด้วยกัน ทางที่ ๑ ไปทางเส้น ๘ เอ (8A) และ เส้นที่ ๘ คือผ่านนครพนมบ้านแพงแล้วขึ้นไปหลักซาวไปสู่ลาว เวียดนามไปสู่เมืองโหย่วอี้กวาน ของจีนนะครับ เส้นที่ ๒ คือเส้น ๑๒ ที่ผ่านสะพานนครพนมเป็นเส้นที่ ๑๒ ไปสู่ เมืองเวียดนามแล้วไปสู่โหย่วอี้กวานของจีนครับ เส้นนี้เป็นเส้นที่นิยมกันมากเพราะมันใกล้ แล้วก็เป็นผลดี ประเทศจีนก็ไม่มีปัญหาอะไร แล้วเส้นที่ ๓ ที่จะต้องการให้เป็นเส้นเดิมที่ทำ พิธีสารไว้คือเส้นมุกดาหาร-สะหวันนะเขต เส้นที่ ๙ ผ่านไปลาว ไปเวียดนาม แล้วย้อนขึ้นไป เมืองโหย่วอี้กวานซึ่งมันไกลมาก เมื่อเกิดแบบนี้ขึ้นก็ทำให้พี่น้องประชาชนที่เป็นพ่อค้าแม่ขาย ทำอะไรไม่ได้เลย บัดนี้ก็ยังมีปัญหาที่จะส่งออกนะครับ ผมจึงขอกราบเรียนท่านประธานว่า ก็ขอให้ทางพิธีสารได้แก้ไขด้วยว่าให้มีการส่งไปทั้ง ๓ เส้นนี้ ไม่ว่าจะเป็นที่ ๘ เอ (8A) ไปสู่ เมืองจีน เส้นที่ ๙ เส้นที่ ๑๒ แล้วแต่เขาจะเลือกเส้นไหน ก็คงจะเป็นธรรมต่อพ่อแม่พี่น้อง ที่เป็นเกษตรกรที่จะส่งสินค้าผ่านแดนนี้ จึงขอฝากท่านประธานด้วยครับ เพื่อจะต้องแก้ไข เรื่องนี้ ขอกราบขอบพระคุณครับ
ขอบคุณนะครับ ต่อไปท่านกิตติ วะสีนนท์ ครับ
กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ ผม นายกิตติ วะสีนนท์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมจะไม่ใช้ เวลามากนัก เพราะว่ามีหลายท่านที่ได้พูดถึงประเด็นที่ผมเองก็สนใจอยู่แล้ว เพียงแต่ ผมคิดว่าในแง่มุมของการมองอาเซียน (ASEAN) ผมคิดว่าโพรโทคอล (Protocol) หรือพิธีสาร ฉบับนี้ก็เป็นการพัฒนาที่ดี ถึงแม้ว่าจะเป็นสิ่งที่ไม่ได้ใหม่ทั้งหมด คือทำขึ้นจากพิธีสารเดิม ในช่วงปี ๒๕๕๗ หลังจากที่ได้ตั้งประชาคมอาเซียน (ASEAN) ขึ้นมาเมื่อปี ๒๕๕๕ กระผม อยากจะขออนุญาตย้ำว่าจริง ๆ แล้วพิธีสารฉบับนี้ลงนามในช่วงที่ประเทศไทยเป็นประธาน อาเซียน (ASEAN) เพราะฉะนั้นการที่เราจะให้การรับรองซึ่งจะนำไปสู่การให้สัตยาบัน อย่างเต็มรูปแบบในช่วงปีนี้ถือว่าเป็นการดำเนินการที่ต่อเนื่อง แล้วก็ให้เห็นถึงบทบาทของ ประเทศไทย ซึ่งผมขออนุญาตกล่าวย้อนนิดหนึ่ง ต้องไม่ลืมว่าประเทศไทยเป็นประเทศ ต้นกำเนิดอาเซียน (ASEAN) ในปี ๒๕๑๐ แล้วก็เอกสารสำคัญที่ให้เกิดอาเซียน (ASEAN) ก็คือ ปฏิญญากรุงเทพฯ แน่นอนหลังจากนั้นมันก็มีการพัฒนาการมากมาย ซึ่งมันแสดงถึง เจตจำนงทางการเมืองที่จะให้มีความร่วมมือกันมากขึ้น จนกระทั่งเกิดประชาคมอาเซียน (ASEAN) ซึ่งมี ๓ สาขาใหญ่ ก็คือทางการเมือง ความมั่นคง ทางเรื่องเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นเรื่อง ปากท้องและได้รับความสนใจมาก ๆ แล้วก็มีติดปากกันว่าเออีซี (AEC) แล้วสาขาที่ ๓ ก็คือ ด้านสังคม วัฒนธรรม ในเรื่องเหล่านี้การรวมตัวมันทำให้ประเทศไทยไม่ได้ยืนอยู่โดดเดี่ยว แต่มันมีความเป็นอาเซียน (ASEAN) ที่มีประชากรเกือบ ๖๖๐ ล้านคน แล้วก็มีจีดีพี (GDP) รวมประมาณ ๓ ล้านล้านบาท ซึ่งก็ถือว่าเป็นเศรษฐกิจที่ใหญ่อันดับ ๓ ของเอเชีย แล้วก็ อันดับ ๗ ของโลก สิ่งเหล่านี้แน่นอนแม้ว่าหลายท่านอาจจะมองว่าไม่สมบูรณ์ แต่มันเป็นการ สร้างกลไกของอาเซียน (ASEAN) เองที่จะเป็นทางเลือกที่สำคัญ แน่นอนในอดีตเราอาจจะ ไม่ได้ใช้กลไกในระดับอาเซียน (ASEAN) เต็มที่ เพราะว่าเราสามารถที่จะแก้ไขปัญหาได้ในระดับ ทวิภาคี แล้วปัจจุบันนี้แน่นอนก็มีหลายท่านพูดถึงดับเบิลยูทีโอ (WTO) หรือองค์การการค้าโลก ซึ่งก็มีกลไกนี้อยู่ แต่ก็เป็นที่ทราบกันดีว่าในระดับพหุภาคีบางครั้งก็ไม่สามารถขับเคลื่อนได้ อย่างเต็มที่ เนื่องจากว่าอาจจะไม่ได้รับการสนับสนุนจากประเทศมหาอำนาจเป็นต้น ของเรา ได้รับทราบจากข้อมูลของกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศเองว่ามีคดีของอาเซียน (ASEAN) อยู่ในองค์การการค้าโลก ๓ คดี แล้วคดีหนึ่งก็เป็นคดีที่ประเทศไทยถูกประเทศฟิลิปปินส์ฟ้อง แต่ก็ยังค้างคากันอยู่ และในขณะนี้ทางองค์กรที่สำคัญองค์กรหนึ่งก็คือองค์กรอุทธรณ์ของ ดับเบิลยูทีโอ (WTO) เองก็มีข้อจำกัดที่ว่าจะหาบุคลากรที่จะให้เต็ม ๗ คนตามจำนวนไม่ได้ กลับมาที่การที่เราจะให้การรับรองพิธีสารฉบับนี้ ผมคิดว่าต่อเนื่องจากการที่เราได้มีส่วนสำคัญ จริงๆ เป็นส่วนสำคัญตั้งแต่ตอนทำอาฟตา (AFTA) แล้ว ความตกลงเศรษฐกิจการค้าเสรีของ อาเซียน (ASEAN) แล้วก็นำมาสู่ประชาคมอาเซียน (ASEAN) โดยเฉพาะประชาคมเศรษฐกิจ อาเซียน (ASEAN) เราเองมีบทบาทสำคัญ ถึงแม้ว่าหลายอย่างจะดูเหมือนว่าลดลงไป เช่นตามที่ได้มียกเลิกการฟ้องกรณีที่ไม่มีการกระทำผิดความตกลง หรือนอน ไวโอเลชัน คอมเพลนต์ (Non-Violation Complaint) เอ็นวีซี (NVC) ขออนุญาตใช้ภาษาอังกฤษ รวมทั้งในเรื่องการปรับเวลาขององค์กรพาเนล (Panel) ที่จะมาดูแก้ไขข้อพิพาทอะไรต่าง ๆ แต่มันเป็นการปรับเพื่อให้เกิดความสอดคล้องกับความเป็นจริง แล้วมันดีขึ้นกว่าดับเบิลยูทีโอ (WTO) ฉะนั้นหลายคนก็อาจจะบอกว่าอันนี้เป็นดับเบิลยูทีโอ พลัส (WTO Plus) ด้วยซ้ำ แล้วในการดำเนินการต่างประเทศแน่นอน ๓ ระดับ ที่ผ่านมาก็มีความพยายามที่จะให้ พหุภาคีแข็ง แต่ตอนนี้เมื่อพหุภาคีเองยังต้องมีการเสริม ก็มีการยอมรับที่จะให้ทำในระดับ ภูมิภาค ซึ่งจริง ๆ อาเซียน (ASEAN) เป็นตัวอย่าง แล้วอาเซียน อิโคโนมิก คอมมูนิตี (ASEAN Economic Community) หรือประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN) ก็เป็นตัวอย่าง ที่สำคัญในการร่วมมือระหว่างประเทศสมาชิกในภูมิภาค ผมก็คงจะต้องสรุปว่าให้การสนับสนุน การให้ความเห็นชอบ แล้วผมก็ขออนุญาตต่อไปอีกนิดหนึ่งว่า ในปัจจุบันเรามีสิ่งที่เรียกว่า ทรีตที ออฟ อะมิที แอนด์ โคโอเพอเรชัน (Treaty of Amity and Cooperation) หรือสนธิสัญญา มิตรภาพและความร่วมมือ ซึ่งใช้กันมาตั้งแต่ปี ๒๕๑๙ จริง ๆ อันนั้นก็มีกลไก กลไกแก้ไข ข้อพิพาท หรือเรียกว่าไฮ เคาน์ซิล (High Council) หรือคณะอัครมนตรีของอาเซียน (ASEAN) ที่จะแก้ไขข้อพิพาท แต่ว่าในทางปฏิบัติแล้วอย่างที่ผมนำเรียนว่าส่วนใหญ่เราก็ พยายามที่จะใช้ทวิภาคีเป็นหลักมากกว่าที่จะไปใช้กลไกที่จะมาชี้ขาด ผมก็เชื่อแม้ว่า ในกลไกนี้กลไกของอาเซียน (ASEAN) ในพิธีสารจะมีการพูดไปถึงขั้นที่ว่าจะมีการระงับ สิทธิประโยชน์ซึ่งเป็นลักษณะการตอบโต้ ซึ่งผมคิดว่าเราคงไม่ต้องใช้ถึงขั้นนั้นหรอก แต่ว่า ขณะเดียวกันการมีกลไกระงับข้อพิพาทในระดับอาเซียน (ASEAN) เช่นนี้มันจะทำให้การ แก้ไขปัญหาในอาเซียน (ASEAN) เองมีความคล่องตัวมากขึ้น อาจจะไม่ต้องเข้ากลไกด้วยซ้ำ อาจจะอยู่ในระดับซีออม (SEOM) ระดับเจ้าหน้าที่เศรษฐกิจอาวุโส หรือระดับรัฐมนตรี เศรษฐกิจเท่านั้น แต่ว่าในการที่เรามีกลไกเช่นนี้และมีการยอมรับซึ่งกันและกันมันจะทำให้ ความร่วมมือในระดับอาเซียน (ASEAN) ดีมาก อาจจะมีคำถามเดียวโดยที่ว่าการลงนาม ลงนามเมื่อเดือนตุลาคมแล้วก็มีกระบวนการอะไรต่าง ๆ ที่จะต้องให้สัตยาบันกัน ก็ขออนุญาตกราบเรียนผ่านท่านประธานไปยังท่านรัฐมนตรีว่าสถานะของการให้สัตยาบัน ตอนนี้ไปถึงไหน แล้วคิดว่าเราสามารถที่จะใช้พิธีสารฉบับนี้ได้เมื่อไร ขอบคุณครับ
ต่อไปท่านขจิตร ชัยนิคม ครับ
ท่านประธาน ที่เคารพ ผม ขจิตร ชัยนิคม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดอุดรธานี ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา พิธีสารว่าด้วยกลไกระงับข้อพิพาทด้านเศรษฐกิจของอาเซียน (ASEAN) จากการดูเอกสารในระยะสั้นก็เข้าใจว่าเป็นพัฒนาการที่ดีขึ้นของประเทศกลุ่มอาเซียน (ASEAN) ท่านประธานครับ เท่าที่ดูทั้งหมดในพิธีสารต้องขอบคุณคณะรัฐมนตรีที่เสนอเรื่องนี้ต่อรัฐสภา ทั้ง ๆ ที่คณะกรรมการกฤษฎีกามีความเห็นว่าไม่ต้องเข้ารัฐสภาก็ได้ แต่ว่าเป็นเรื่องที่มี ผลกระทบ การระงับข้อพิพาทด้านเศรษฐกิจก็ย่อมมีผลกระทบต่อประเทศชาติในเรื่อง เศรษฐกิจและเรื่องอื่น ๆ ที่จะตามมา ในเนื้อหาผมดูทั้งหมดแล้วเป็นเรื่องที่ดีขึ้นพัฒนาขึ้น ขยายระยะเวลาให้โอกาสแก่ประเทศสมาชิกมากขึ้น แล้วมีมาตรฐานการจัดองค์กรสอดคล้อง กับองค์การระหว่างประเทศมากขึ้น แต่ก็เป็นอิสระภายในกลุ่มอาเซียน (ASEAN) ซึ่งถือว่า เป็นความรับผิดชอบ แล้วก็เป็นความสามัคคีมากขึ้นของประเทศกลุ่มอาเซียน (ASEAN) ท่านประธานครับ ผมมีข้อสงสัยที่ต้องการความเข้าใจมากขึ้นในข้อ ๒๓ ข้อ ๒๓ ระบุว่าเป็นการพิจารณากระบวนการพิเศษที่เกี่ยวข้องกับสมาชิกที่เป็นประเทศด้อย เป็นประเทศพัฒนาน้อยที่สุด ผมอ่านแล้วผมไม่เข้าใจครับ ผมอยากฟังคำอธิบายว่าประเทศ สมาชิกเป็นประเทศพัฒนาน้อยที่สุดในกลุ่มอาเซียน (ASEAN) ๑๐ ประเทศ เขาจัดประเทศ อะไรที่พัฒนาน้อยที่สุด คือประเทศไหนครับ หรือว่าเวลาเกิดข้อพิพาท มีข้อพิพาทประเทศ ๑ ๒ ๓ ๔ แล้วเขาก็จะพิจารณาว่าประเทศไหนใน ๔ ประเทศนี้พัฒนาน้อยที่สุด แล้วก็ อยากถามเลยไปถึงว่ามันมีวิธีการพัฒนา มีวิธีการแยกอย่างไร แล้วสถานะของประเทศไทย อยู่ในประเทศที่พัฒนามาก หรือระดับเป็นกลาง หรือระดับน้อยที่สุดในอาเซียน (ASEAN) ๑๐ ประเทศนี้ ก็อยากจะทราบไว้ในฐานะที่เป็นผู้แทนของประเทศนี้เหมือนกัน ผมรบกวน เวลาท่านประธานสั้น ๆ เท่านี้ครับ ขอบคุณครับ
ขอบคุณนะครับ ต่อไปท่านอิสระ เสรีวัฒนวุฒิ ครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายอิสระ เสรีวัฒนวุฒิ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพครับ วันนี้ ผมจะขออนุญาตแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับตัวพิธีสารว่าด้วยกลไกการระงับข้อพิพาท ด้านเศรษฐกิจของอาเซียน (ASEAN) หรืออาเซียน โพรโทคอล ออน เอนแฮนซ์ ดิสพิวต์ เซตเทิลเมนต์ แมคคานิซึม (ASEAN Protocol on Enhanced Dispute Settlement Mechanism) หรือที่เรียกย่อ ๆ ว่าอีดีเอสเอ็ม (EDSM) ทีนี้ตัวพิธีสารนี้มีรายละเอียด ค่อนข้างมากผมได้อ่านโดยละเอียดแล้ว ด้วยความสนใจเป็นพิเศษก็เลยได้มีโอกาสเข้าพบกับ รองเลขาธิการอาเซียน (ASEAN) ที่กรุงจาการ์ตาเพื่อสอบถามในประเด็นที่สนใจนะครับ ก่อนที่จะลงไปในรายละเอียดผมอยากจะขอพูดสรุปเนื้อหาสาระของพิธีสารนี้ให้ฟังง่าย ๆ ก่อน คือพิธีสารนี้ก็เปรียบเสมือนเวทีที่จะให้สมาชิกอาเซียน (ASEAN) หากมีปัญหากันในประเด็น เศรษฐกิจได้มาใช้เวทีแห่งนี้ในการที่จะตัดสินข้อพิพาทต่าง ๆ เหล่านั้นแทนที่จะต้องไปที่อื่น ถ้าให้เปรียบก็เหมือนกับกีฬาครับ สมมุติอาเซียน (ASEAN) เราแข่งกีฬากันเองแทนที่จะไป เชิญกรรมการจากนอกอาเซียน (ASEAN) มาตัดสิน เราก็ให้กรรมการในอาเซียน (ASEAN) ตัดสินกันเอง แน่นอนที่สุดประหยัดเวลา ประหยัดค่าใช้จ่ายและอื่น ๆ ทีนี้เมื่อมาดูในรายละเอียด พิธีสารเรื่องนี้ก็ไม่ใช่เรื่องใหม่อะไร พิธีสารนี้มีมาตั้งแต่ปี ๒๕๓๙ ๒๔ ปีที่แล้ว มีการแก้ไข เมื่อปี ๒๕๔๗ ปัจจุบันปี ๒๕๖๓ หลัก ๆ สำคัญก็คือมีการขยายเนื่องจากเวลาล่วงเลยมา ข้อตกลงของอาเซียน (ASEAN) จาก ๔๖ ข้อในตอนนั้น ปัจจุบันมีแล้ว ๑๐๕ ข้อ พิธีสารฉบับนี้ ก็ขยายขอบเขตให้ไปถึง ๑๐๕ ข้อ ซึ่งรายละเอียดอยู่ในภาคผนวกที่ ๑ และนอกจากนั้น เพื่อให้อนาคตไม่ต้องมานั่งแก้กันอีกก็มีระบุเอาไว้ให้อำนาจของพิธีสารว่าเมื่อไรก็ตามที่มี ข้อตกลงเพิ่มขึ้นก็ให้ระบุแนบท้ายข้อตกลงใหม่ไปได้เลยว่าให้อยู่ในอำนาจของพิธีสารฉบับนี้ นั่นก็คือในเรื่องของจำนวน ทีนี้ประเด็นต่าง ๆ ที่พิธีสารฉบับนี้ระบุถึงมีอยู่มากมายหลายข้อ เพื่อนสมาชิกหลายท่านได้อภิปรายไปแล้ว ในส่วนของผมผมขอหยิบยก ๔ ประเด็นที่ผมคิดว่า เป็นเรื่องที่สภาแห่งนี้รวมทั้งประชาชนทั่วไปควรจะได้รับทราบ นั่นก็คือ
ประเด็นที่ ๑ เป็นเรื่องของการตัดออกของการปรึกษาหารือในกรณีที่ไม่ได้ มีการละเมิดข้อตกลง พูดง่าย ๆ หมายความว่าอย่างไร หมายความว่าในอดีตที่ผ่านมาการพิพาท ที่ไม่ได้ละเมิดข้อตกลงสามารถนำเข้ามาสู่กระบวนการพิจารณาได้ แต่แน่นอนที่สุดเมื่อไม่ได้ ละเมิดข้อตกลงจะไปตัดสินว่าผิดหรือถูกก็ยากทำให้นำไปสู่ภาคปฏิบัติไม่ได้ พิธีสารฉบับนี้ เพื่อที่จะให้ทำงานได้จริงก็เลยตัดข้อนี้ออก
ประเด็นที่ ๒ เรื่องของเวลา ในฉบับที่แล้วระบุว่าต้องให้ผู้พิจารณาตัดสิน ภายใน ๖๐ วัน ซึ่งทุกท่านคงทราบดีว่า ๖๐ วัน ไหนจะสืบพยาน สืบคดีต่าง ๆ ทำไม่ได้เลยครับ ในความเป็นจริงก็ขยายเวลาจาก ๖๐ วัน ให้เป็น ๖ เดือน
ประเด็นที่ ๓ ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญอีกประเด็นหนึ่งครับ นั่นก็คืออนุญาตให้ ไม่ใช่เพียงแค่คู่พิพาท ไม่ใช่แค่ประเทศ ก กับประเทศ ข ที่จะเข้าร่วมฟังได้ แต่อนุญาต ให้ประเทศสมาชิกอื่น ๆ ในอาเซียน (ASEAN) ที่เหลือสามารถเข้าร่วมฟังได้ ตรงนี้สำคัญ อย่างไรครับ ก็เพื่อที่จะให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในความที่จะเป็นประชาคมอาเซียน (ASEAN) อย่างแท้จริง
ประเด็นที่ ๔ ที่ผมคิดว่าสำคัญ นั่นก็คือการให้สิทธิพิเศษ การคำนึงถึงระดับ การพัฒนาของประเทศประกอบการพิจารณา หมายความว่าประเทศที่ถูกจัดอยู่ในกลุ่ม ประเทศที่พัฒนาน้อยที่สุด ซึ่งจากการที่สอบถามท่านรองเลขาธิการอาเซียน (ASEAN) ได้แก่ ประเทศกัมพูชา ประเทศเมียนมาร์ แล้วก็ประเทศลาวมีเงื่อนไขพิเศษในการให้การพิจารณา เมื่อมีข้อพิพาท ซึ่งในประเด็นนี้เดี๋ยวผมจะกลับเข้ามาที่รายละเอียดอีกครั้งครับ ทีนี้เพื่อที่จะ ให้สภาแห่งนี้เห็นภาพมากขึ้นว่าตกลงกลไกนี้ทำงานอย่างไร ผมขออนุญาตสรุปเป็นแผนภาพ ให้เห็นแบบนี้ครับ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน)
มีอยู่ ๔ ขั้นตอนหลัก ๆ จริง ๆ ก็เป็นกระบวนการพิจารณาทั่วไป ขั้นที่ ๑ ก็คือ เมื่อใดก็ตามที่มี ข้อพิพาทระหว่าง ๒ ที่เข้ามาก็จะเข้าสู่กระบวนการที่เรียกว่าปรึกษาหารือ หรือในภาษาอังกฤษ ก็คือคอนซัลเทชัน (Consultation) หากปรึกษาหารือเป็นที่ยุติได้ข้อตกลงก็จบไป หากปรึกษา หารือแล้วไม่สามารถยุติได้ก็นำเข้าไปสู่กระบวนการพิจารณาตัดสิน ซึ่งก็จะมีองค์คณะในการ พิจารณา หากพิจารณาแล้วมีผลการพิจารณาออกมาประเทศคู่กรณีประเทศใดประเทศหนึ่ง ไม่พอใจก็ย่อมที่จะใช้สิทธิอุทธรณ์ได้ ในส่วนของคำตัดสินนั้นก็ย่อมมีผลบังคับหากไม่ปฏิบัติ ตามพิธีสารฉบับนี้ก็ให้อำนาจว่าผู้ที่ไม่ปฏิบัติตามอาจถูกระงับสิทธิประโยชน์ หรือในบางกรณี อาจต้องถูกเสียค่าปรับ นั่นก็คือกระบวนการ ๔ ลำดับที่ผมได้ไล่เลียงให้ทราบนะครับ
ทีนี้มีประเด็นสำคัญอีกประเด็นหนึ่งที่เมื่อสักครู่ก็มีเพื่อนสมาชิกได้พูดถึง แล้วผมเองก็สงสัยจึงได้สอบถามท่านรองเลขาธิการอาเซียน (ASEAN) ไปว่าสิ่งที่คนคงจะถาม กันมากนั่นก็คือแล้วใครเป็นผู้พิจารณา เพราะเรื่องนี้จะเป็นตัวตัดสินหลักเลยว่ากลไกนี้ จะสำเร็จหรือไม่ ก็ได้รับทราบมาว่าในส่วนของเลขาธิการอาเซียน (ASEAN) จะออกระเบียบ ออกมาเป็นลักษณะนี้ครับว่า ผู้พิจารณาจาก ๑๐ ประเทศจะให้แต่ละประเทศเสนอชื่อได้ ประเทศละ ๒ คนในเบื้องต้น เมื่อเสนอชื่อมาแล้วเลขาธิการอาเซียน (ASEAN) จะแบ่ง ผู้พิจารณา ๒ คนจากแต่ละประเทศเป็น ๒ คณะ ก็จะประกอบด้วยคณะละ ๑๐ คน ๑๐ ประเทศ เป็นคณะที่ ๑ คณะที่ ๒ ทีนี้คนที่จะเป็นคนตัดสินเลือกว่าจะให้คณะไหน เป็นคนตัดสินก็คือเลขาธิการอาเซียน (ASEAN) สมมุตินะครับว่าเลขาธิการอาเซียน (ASEAN) เลือกคณะที่ ๑ ประเทศ ก มีข้อพิพาทกับประเทศ ข ประเทศ ก ก็จะสามารถเลือก ๑ คน จากคณะที่ ๑ ได้ที่ไม่ใช่ประเทศของตนและไม่ใช่จากประเทศ ข ในขณะที่ประเทศ ข ก็มีสิทธิเช่นเดียวกันในการเลือกอีก ๑ คน เท่ากับตอนนี้มีผู้พิจารณา ๒ คนแล้ว อีกคนหนึ่ง มาจากคนที่ประเทศ ก และประเทศ ข ตกลงร่วมกันที่จะเลือกมาก็จะได้มา ๓ คน และคนสุดท้ายนี้ก็จะทำหน้าที่หัวหน้าคณะในการตัดสินพิจารณาคดี อันนี้ก็เป็นภาพรวมของ องค์คณะผู้พิจารณา ซึ่งค่าตอบแทนองค์คณะผู้พิจารณาตลอดจนค่าตอบแทนผู้พิจารณา อุทธรณ์ และค่าดำเนินการบริหารต่าง ๆ ของกลไกนี้ก็จะถูกใช้จ่ายจากกองทุนที่เรียกว่า อาเซียน ดิสพิวต์ เซตเทิลเมนต์ ฟันด์ (ASEAN Dispute Settlement Fund) หรือกองทุน ระงับข้อพิพาทอาเซียน (ASEAN) อันนี้ก็เป็นรายละเอียดของตัวพิธีสาร ทีนี้สิ่งสำคัญคืออะไร หลายท่านก็คงถามว่าสรุปแล้วประเทศไทยได้อะไร สิ่งที่ประเทศไทยจะได้
อันที่ ๑ ก็คือมูลค่าทางการค้าระหว่างไทยกับอาเซียน (ASEAN) มีสูงถึง ๓.๓ ล้านล้านบาท เกือบเท่ากับงบประมาณของประเทศไทยปีนี้ อาเซียน (ASEAN) เป็นคู่ค้า ลำดับ ๑ ของประเทศไทย ๒๒ เปอร์เซ็นต์ของมูลค่าการค้าของประเทศไทยคือส่งไปอาเซียน (ASEAN) ดังนั้นเวทีแห่งนี้ก็น่าจะเป็นประโยชน์
อันที่ ๒ ก็อย่างที่ผมได้กราบเรียนไปแล้ว การตัดสินภายในอาเซียน (ASEAN) สำนักงานอยู่ที่กรุงจาการ์ตา ค่าใช้จ่ายเวลาก็ย่อมน้อยกว่าการส่งไปที่องค์การการค้าโลก
อันที่ ๓ ซึ่งก็เป็นเรื่องสำคัญนั่นก็คืออาเซียน (ASEAN) ด้วยกันเองย่อมเข้าใจคน เข้าใจวัฒนธรรมของพวกเรากันมากกว่าที่จะส่งไปนอกอาเซียน (ASEAN)
และสุดท้ายพิธีสารฉบับนี้ครอบคลุมขอบเขตที่กว้างกว่าของดับเบิลยูทีโอ (WTO) ดับเบิลยูทีโอ (WTO) จะตัดสินได้เฉพาะกรณีข้อพิพาททางด้านการค้า แต่พิธีสาร ฉบับนี้ให้ครอบคลุมถึงข้อพิพาททางด้านการลงทุน การค้าบริการทางการเงิน และทรัพย์สิน ทางปัญญา นี่ก็คือประโยชน์ที่คิดว่าประเทศไทยจะได้รับ แต่แน่นอนครับคงไม่มีอะไรที่มี แต่ข้อดี ไม่มีข้อเสีย ข้อสังเกตของผมต่อพิธีสารฉบับนี้นะครับ
อันที่ ๑ ก็คือพิธีสารอันที่ดับเบิลยูทีโอ (WTO) ที่ดับเบิลยูทีโอ (WTO) จะมี หน่วยงานมีองค์คณะองค์คณะหนึ่งชื่อว่าดิสพิวต์ เซตเทิลเมนต์ บอดี (Dispute Settlement Body) หรือองค์คณะที่ทำหน้าที่ในการบริหารจัดการการระงับข้อพิพาทนี้ ซึ่งเป็นองค์คณะ ที่มีวาระและตำแหน่งถาวร ในขณะที่พิธีสารนี้ให้อำนาจกับที่ประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสเศรษฐกิจ ของอาเซียน (ASEAN) หรือซีออม (SEOM) ซึ่งที่ประชุมแห่งนี้ส่วนใหญ่ก็จะมาจาก ข้าราชการประจำ และบางส่วนมาจากผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง แน่นอนเสถียรภาพ และความมั่นคงของตำแหน่งก็จะมีการเปลี่ยนแปลงบุคคลอย่างต่อเนื่อง เพราะฉะนั้นก็จะไม่ได้ มีความต่อเนื่องในการบริหาร
อันที่ ๒ ที่ผมคิดว่าเป็นประเด็นสำคัญนั่นก็คือทำไม ๒๔ ปีที่ผ่านมาถึงไม่ได้ใช้ กลไกนี้ นั่นก็เป็นเพราะ
ประเด็นที่ ๑ ด้วยความเป็นวิถีของอาเซียน (ASEAN) อย่างพวกเรา เมื่อมี ปัญหาอะไรกันเราก็จะพยายามพูดคุยกัน ตกลงกันเอง ดังนั้นถึงแม้จะมีกลไกนี้ก็เป็นไปได้ว่า อาจจะไม่ได้ใช้ อย่างเช่นที่ดับเบิลยูทีโอ (WTO) เรื่องที่เป็นคู่พิพาทของอาเซียน (ASEAN) ที่ส่งเข้าไปดับเบิลยูทีโอ (WTO) ตั้งแต่ก่อตั้งองค์การการค้าโลกมามีอยู่แค่ ๓ เรื่องครับ คือ เรื่องระหว่างประเทศสิงคโปร์กับประเทศมาเลเซีย ประเทศเวียดนามกับประเทศอินโดนีเซีย แล้วก็ประเทศไทยกับประเทศฟิลิปปินส์ล่าสุดซึ่งมีคำตัดสินไปเมื่อวานนี้
อีกประเด็นหนึ่งที่ผมคิดว่ากลไกนี้อาจจะไม่ได้ใช้นั่นก็เป็นเพราะโดยทั่วไป ปกติเมื่อประเทศ ๒ ประเทศมีข้อพิพาทกัน ก็จะมีกิจกรรมที่เรียกเป็นภาษาอังกฤษว่าฟอรัม ชอปปิง (Forum shopping) หรือว่าการเลือกเวทีที่คิดว่าตนเองจะได้ประโยชน์มากที่สุด เวทีนี้กลไกนี้อาจจะถูกเลือกเป็นลำดับท้าย ๆ เนื่องจากความไม่มั่นใจในการดำเนินการ เพราะเป็นการดำเนินการเป็นระยะแรก
อีกประเด็นหนึ่งซึ่งผมคิดว่าสำคัญและจำเป็นที่จะต้องกล่าวถึงนั่นก็คือ อย่างที่ ได้เรียนไว้ว่าในพิธีสารฉบับนี้ให้มีการคำนึงถึงประเทศที่พัฒนาน้อยที่สุด ดังนั้นหากประเทศไทย ไปเป็นคู่พิพาทกับประเทศเหล่านี้ ประเทศเหล่านี้ก็ย่อมอาจจะมีแต้มต่อในการพิจารณา เหนือประเทศไทย สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เป็นสิ่งที่ผมอยากจะขออภิปรายในสภาแห่งนี้เพื่อที่จะให้ สภาแห่งนี้ได้รับทราบถึงผลดีผลเสีย แต่อย่างไรก็ดีเมื่อบวกลบคูณหารผลดีผลเสียแล้วผมก็ยัง เชื่อว่าการที่เราจะก้าวสู่ประชาคมอาเซียน (ASEAN) ที่ยึดมั่นกฎระเบียบเป็นรูล เบสด์ คอมมูนิที (Rule based community) อย่างแท้จริง พิธีสารฉบับนี้ก็ย่อมจะเป็นหมุดหมายที่สำคัญ ในการที่จะให้เราก้าวถึงจุดนั้น เพราะฉะนั้นในส่วนของผมผมขอสนับสนุนพิธีสารฉบับนี้ แล้วก็อยากจะขอชื่นชมกระทรวงพาณิชย์ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา รวมทั้งกระทรวง การต่างประเทศ ที่ได้ร่วมกันทำงานอย่างขยันขันแข็งจนกระทั่งเราสามารถบรรลุข้อตกลง ในพิธีสารฉบับนี้ได้ ขอบพระคุณครับ
ท่านต่อไปคุณคารมเชิญครับ
ท่านประธาน ที่เคารพ ผม นายคารม พลพรกลาง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ จังหวัดร้อยเอ็ด ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ต่อกรณีวาระการประชุมเกี่ยวกับพิธีสารอาเซียน (ASEAN) วันนี้ ผมขออนุญาตที่จะอภิปรายเพื่อตั้งข้อสังเกต ก็คงจะไม่มาชื่นชมหรือว่า มาตำหนิ แต่อยากจะเรียนท่านประธานและท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติว่าเรื่องนี้มีความสำคัญ ถ้าไม่สำคัญก็คงจะไม่นำเข้าสู่ที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา ผมก็ตั้งข้อสังเกตว่าประเทศ อาเซียน (ASEAN) มีจำนวนถึง ๑๐ ประเทศ มีประชากรเป็นพันล้านคน เป็นเรื่องที่เราต้อง คิดว่าขณะนี้ประเทศเราอยู่ในกลุ่มการค้าระหว่างประเทศ ประเทศไทยไม่สามารถอยู่เพียงลำพังได้ เมื่อมีการเคลื่อนย้ายทุน เมื่อมีการค้าระหว่างประเทศ กฎกติการะหว่างประเทศจึงเขียนไว้ ในรัฐธรรมนูญ กฎกติกาที่บังคับให้รัฐสภาต้องรับรองตามมาตรา ๑๐๗ รัฐธรรมนูญมีความสำคัญ เพราะเหตุว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่มีผลกระทบต่อประชากรในประเทศ แต่ผมมีข้อสอบถาม ทางเจ้าหน้าที่ ทางท่านรัฐมนตรีที่ได้มาชี้แจงว่าทำไมกฎหมายตามมาตรา ๑๐๗ วรรคสี่ ของรัฐธรรมนูญ ซึ่งในเอกสารที่ส่งมาก็ยังออกไม่ได้ เพราะเหตุว่าถ้ากฎหมายตัวนี้มีแล้ว ความเข้าใจถึงพิธีสาร ผลกระทบต่อประชาชนที่จะได้รับจากกติการะหว่างประเทศที่เราต้อง ไปผูกพันจะทำให้เขามีความเข้าใจ ท่านประธานจะเห็นว่ามีสมาชิกบางคนบอกว่าไม่เข้าใจ และได้รับเอกสารก็อาจจะยังไม่ได้อ่านด้วยซ้ำไป แต่หลักแท้จริงของเรื่องนี้ก็คือว่าเรื่องนี้ เป็นเรื่องใหญ่ ท่านจะเห็นนะครับ ไม่ว่าจะเป็นพีเอ็ม (PM) ฝุ่นที่มาจากระหว่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นไวรัสโคโรนา (Virus Corona) ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเศรษฐกิจอื่น การที่คณะรัฐมนตรี ท่านจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ไปลงนามล่าสุดในปี ๒๕๖๒ แล้วก็มาขอความเห็นชอบ ผลกระทบ มันเกิดขึ้นอย่างแน่นอน เพราะเหตุว่าถ้าไม่มีผลกระทบเวลามีข้อพิพาทขึ้นมันก็มีข้อสังเกตว่า ประเทศเรากับอาเซียน (ASEAN) อาเซียน (ASEAN) นี่เป็นองค์กรระหว่างประเทศ แต่ไม่ใช่ องค์กรเหนือรัฐ ไม่เหมือนอียู (EU) ท่านต้องสังเกตนะครับว่าเมื่อมีข้อพิพาทและมีคำบังคับแล้ว จะบังคับได้ขนาดไหน รายละเอียดอื่นที่มีสมาชิกพูดไปมากพอที่จะเข้าใจระบบและหลักการ แต่ผมกลับมองว่าประเทศที่จะมีศักยภาพที่มีอำนาจต่อรองในการเจรจาการค้าระหว่างประเทศ หรือหากมีข้อพิพาทเกิดขึ้นเพื่อรักษาประโยชน์ของประเทศมันน่าจะอยู่ที่ผู้นำ มันน่าจะอยู่ที่ ขนาดเศรษฐกิจและศักยภาพของประเทศนั้น ทางเจ้าหน้าที่ที่ได้มาชี้แจงก็คงจะมีคำตอบ ประเทศเราขนาดเศรษฐกิจก็อยู่ระดับหนึ่ง แต่ว่าความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจเราอาจจะ ไม่เท่ากับประเทศสิงคโปร์ ขนาดประชากรก็ไม่เท่าประเทศอินโดนีเซีย เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ไม่ว่าจะเป็นในการเจรจา โดยหลักแล้วต้องมีการไกล่เกลี่ย มีเจรจา มีอนุญาโตตุลาการแน่นอน จนสุดท้ายตัดสินแล้วยังไม่มีศาลยุติธรรมหรือศาลของอาเซียน (ASEAN) อันนี้ผมในฐานะที่ได้ศึกษามาระดับหนึ่ง แล้วก็ในฐานะที่เป็นนักกฎหมายว่า ในระดับโลกเรามีศาลโลก เรามีศาลอาญาระหว่างประเทศ เรามีดับเบิลยูทีโอ (WTO) อันนี้ เป็นเรื่องที่เป็นองค์กรระหว่างประเทศอีกองค์กรหนึ่งเพื่อเงื่อนไขในการเจรจาหาข้อยุติ ทางการค้า เพราะฉะนั้นในมุมมองของผม ผมยังเห็นว่ารัฐมนตรีที่ไปทำหน้าที่ตามพิธีสาร ตรงนี้ต้องระมัดระวัง เมื่อมีข้อพิพาทเกิดขึ้นการเปิดเผยความลับของประเทศในทางการค้า ไปยังประเทศอาเซียน (ASEAN) ซึ่งก็คือคู่แข่ง สนามบินหนองงูเห่า หรือสนามบินสุวรรณภูมิ ที่เกิดขึ้นช้า ถ้าจะย้อนไปก็มีคนพูดหลายคนว่าเกิดช้าเพราะอะไร คลองไทยหรือว่าคลอง คอคอดกระที่จะเกิดขึ้นไม่ได้ ทั้งที่เกิดขึ้นแล้วดีก็น่าคิดว่าเราไม่มีความสามารถที่จะขุดหรือ หรือว่าเพราะเหตุผลต่อการอื่น สิ่งเหล่านี้เป็นผลประโยชน์ระหว่างประเทศ เพราะฉะนั้น ต้องเรียนว่าพิธีสารตรงนี้มีความสำคัญ แต่ว่าในเมื่อเราอยู่ในประชาคมระหว่างประเทศ รัฐสภาก็ต้องเห็นชอบ อันนี้เป็นประเด็นที่ไม่ได้ขัดข้อง แต่ประเด็นที่จะตั้งข้อสังเกตคือว่า คณะรัฐมนตรีควรจะมีกฎหมายที่ออกตามมาตรา ๑๗๘ ได้แล้ว เพื่อให้ประชาชนได้เข้าใจ เพื่อให้ผมในฐานะตัวแทนประชาชน ในฐานะสมาชิกรัฐสภาได้พอที่จะเข้าใจว่ากฎหมาย รัฐธรรมนูญก็เขียนไว้ จริง ๆ กฤษฎีกาก็ถือว่าไม่น่าชื่นชมเหมือนคณะรัฐมนตรี ที่เรื่องนี้ บอกว่าไม่ควรจะมารับฟังความคิดเห็นของรัฐสภา การที่รัฐมนตรีเอาพิธีสารนี้ อาเซียน โพรโทคอล (ASEAN Protocol) เข้ามาก็ถือว่าถูกต้องแล้ว เพราะฉะนั้นในส่วนของผม ผมจึงตั้งข้อสังเกตว่า จะมีผลบังคับขนาดไหนเมื่อมีข้อพิพาทเกิดขึ้น เราต้องปกป้องประเทศเป็นหลัก ปกป้อง ผลประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก การเคลื่อนย้ายแรงงานก็ดี ทุกวันนี้เราก็พึ่งพาแรงงานของ อาเซียน (ASEAN) การเคลื่อนย้ายทุนก็ดี อย่างสิงคโปร์ประเทศเล็ก ๆ เขามีความพร้อม จริง ๆ อำนาจต่อรองเขาสูง การเจรจาในระดับทวิภาคีบางทีอาจจะมีประโยชน์กว่าด้วยซ้ำไป ประเทศจีนประเทศใหญ่เศรษฐกิจขนาดใหญ่เขาไม่ต้องไปคบกับใคร แต่เพราะเขามี ประชากรมาก แต่ส่วนหนึ่งคือเศรษฐกิจเขาใหญ่ นายกรัฐมนตรีเก่ง ผู้นำประเทศเก่ง อันนี้ เราก็ต้องกลับมามองก่อนที่เราจะไปมองเฉพาะพิธีสารตัวนี้ ผมฟังอดีตข้าราชการชั้นสูง ไม่ว่าจะเป็นท่าน ขออนุญาตที่เอ่ยนาม ท่านกิตติ วะสีนนท์ ท่านเป็นข้าราชการประจำท่านก็ ชื่นชม ท่านก็บอกว่าเขาเรียกว่ามีความทันสมัย แต่กลับมามองประเทศตัวเองทันสมัย มีศักยภาพแข่งขันเขาได้หรือเปล่าตรงนั้นมากกว่า นี่ในฐานะที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เป็นตัวแทนคนยากคนจนต่างจังหวัด อย่างที่ท่านประสงค์ บูรณ์พงศ์ บอกถึงการค้าระหว่าง ประเทศชายแดนลาว ขออนุญาตที่เอ่ยนาม สิ่งเหล่านี้รักษาผลประโยชน์ของประเทศ ของประชาชนเป็นหลักมากกว่า ผมยังเชื่อว่าศักยภาพของประเทศในระดับทวิภาคีมีผู้นำ ที่เข้มแข็ง มีผู้บริหารที่เก่งรักษาประโยชน์ มองประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก พิธีสารส่วนนี้ ก็เป็นส่วนหนึ่งเท่านั้นเองที่จะสร้างกติกาแล้วก็ทำให้เราอยู่ในประชาคมโลก อาเซียน (ASEAN) เรียกว่ามีตลาดที่จะรองรับสินค้าของประชาชนได้ แต่เราก็พึงระมัดระวัง ผมคงจะไม่ชื่นชม แต่ก็ไม่ขัดขวาง แต่ก็ต้องตั้งข้อสังเกตไว้ว่ามีผลเยอะ อย่างเช่น ประเทศสมาชิกที่ไม่ใช่คู่พิพาท ก็มาฟังตรงนี้ได้ เขาก็เอาข้อมูลภายในไปตรวจสอบได้ ไปดูได้ เพราะผลประโยชน์ของประเทศ เป็นหลัก อำนาจศาลก็อยู่เฉพาะในราชอาณาจักรนั้น ๆ อำนาจทางทหารเขาก็ดูแลผลประโยชน์ ของเขา อำนาจทางเศรษฐกิจประเทศไหนก็ดูแลประเทศตัวเอง เพราะฉะนั้นก็กราบเรียนท่านประธานเป็นประเด็นสุดท้ายครับว่า การที่นำอาเซียน โพรโทคอล (ASEAN Protocol) เข้ามานี้ถูกต้องแล้ว แต่ก็ต้องมีความระมัดระวังในการที่เจรจาความเมือง ในการที่จะบอกว่าท่านเป็นตัวแทนไปเจรจา ท่านทำแทนคนไทย ท่านเอาผลประโยชน์ของ ประเทศไทยไปผูกกับกติการะหว่างประเทศ เพราะฉะนั้นถึงอย่างไรก็แล้วแต่กติกาก็ต้องพึง ระมัดระวังแล้วก็ต้องพึงสำเหนียก ก็พึงกลับมาคิดด้วยครับว่าจริง ๆ ท่านทำทุกอย่างโดยการ มอบหมายจากคนไทย ไม่ได้ทำโดยส่วนตัว ผลประโยชน์ระหว่างประเทศเป็นหลักมากกว่า ผลประโยชน์ของผู้แทนที่เป็นรัฐมนตรี ที่เป็นผู้แทน กราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพ ต่อวาระนี้ครับ ขอบคุณครับ
ต่อไปนะครับ นางสาววิไลลักษณ์ อรินทมะพงษ์ ผมเรียนว่าหลังจากนั้นก็จะมีผู้อภิปรายอีก ๕ ท่าน ซึ่งถ้าจบ ๕ ท่านแล้วจะให้ รัฐมนตรีหรือเจ้าหน้าที่ได้ชี้แจง เชิญนางสาววิไลลักษณ์
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ดิฉัน นางสาววิไลลักษณ์ อรินทมะพงษ์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานคะ ก่อนหน้านี้ประเทศสมาชิกอาเซียน (ASEAN) ได้เคย ทำความตกลงกันและได้จัดให้มีพิธีสารว่าด้วยกลไกระงับข้อพิพาทระหว่างกันมาแล้ว ฉบับหนึ่งตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๓๙ ขอสไลด์ (Slide) ที่ ๑ ด้วยค่ะ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน)
ได้มีการลงนาม กันที่กรุงมะนิลา เมื่อวันที่ ๒๐ พฤศจิกายน ๒๕๓๙ เรียกเป็นภาษาอังกฤษอย่างย่อว่า เดอะ ไนน์ทีนไนน์ตีซิก โพรโทคอล ออน ดีเอสเอ็ม (The 1996 Protocol on DSM) ในขณะนั้น อาเซียน (ASEAN) มีสมาชิกเพียง ๗ ประเทศ โดยที่ประเทศลาว ประเทศพม่า และประเทศ กัมพูชา ยังไม่ได้เข้าร่วมเป็นสมาชิก ขอสไลด์ (Slide) ที่ ๒ ด้วยค่ะ จนกระทั่งมีสมาชิกเพิ่มขึ้น เป็น ๑๐ ประเทศอย่างในปัจจุบัน และต่อมาอาเซียน (ASEAN) ได้ยกระดับความสัมพันธ์ ต่อกันเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN) หรือเออีซี (AEC) เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๕๘ แต่ก็ไม่ปรากฏว่าประเทศสมาชิกจะได้ใช้ช่องทางในพิธีสารว่าด้วยกลไกระงับข้อพิพาท ด้านเศรษฐกิจมาเป็นเครื่องมือในการเจรจาทำความตกลง หรือระงับข้อขัดแย้งต่อกันแม้แต่ กรณีเดียว ทั้งนี้มิได้หมายความว่าประเทศสมาชิกจะไม่เคยมีข้อขัดแย้ง หรือข้อพิพาท ด้านเศรษฐกิจระหว่างกันแต่อย่างใด ขอสไลด์ (Slide) ที่ ๓ ค่ะ ตัวอย่างเช่น ในปี พ.ศ. ๒๕๕๑ ประเทศฟิลิปปินส์ได้ฟ้องร้องประเทศไทยต่อองค์การการค้าโลกหรือดับเบิลยูทีโอ (WTO) กรณีภาษีนำเข้าบุหรี่หรือที่รู้จักกันดีว่ากรณีฟิลลิป มอร์ริส คดีนี้ดำเนินการในดับเบิลยูทีโอ (WTO) นานกว่า ๑๐ ปี และกำลังมีทีท่าว่าจะบานปลายกลายเป็นการตอบโต้กันทางการค้า ขอสไลด์ (Slide) ที่ ๔ ด้วยค่ะ ระหว่างประเทศไทยกับประเทศฟิลิปปินส์ที่อาจจะกระทบ ต่อตลาดส่งออกรถยนต์ของไทย ถึงแม้ว่าในตอนเริ่มต้นจะไม่เกี่ยวข้องกันเลยก็ตามที หรือกรณีที่ประเทศเวียดนามร้องต่อดับเบิลยูทีโอ (WTO) กล่าวหาประเทศอินโดนีเซีย ในปี ๒๕๕๘ กรณีการกีดกันการนำเข้าแผ่นเหล็กและเหล็กกล้าจากประเทศเวียดนาม ซึ่งกรณีนี้ประเทศเวียดนามเป็นฝ่ายชนะคดี เป็นต้น ขอสไลด์ (Slide) ต่อไปด้วยค่ะ ท่านประธานคะ จะเห็นว่าตัวอย่างข้อพิพาทที่ดิฉันยกมาทั้ง ๒ กรณีข้างต้นเกิดขึ้นระหว่าง ประเทศสมาชิกอาเซียน (ASEAN) ด้วยกัน แต่ก็ไม่มีชาติใดนำข้อพิพาทนี้เข้าสู่การดำเนินการ ตามกลไกระงับข้อพิพาทของอาเซียน (ASEAN) ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะเหตุว่ากลไกที่กำหนดอยู่ ในพิธีสารมีกระบวนการที่สลับซับซ้อน ทั้งกรอบระยะเวลาในการพิจารณาก็สั้นกว่าเมื่อเทียบ กับองค์กรอื่น เช่น ศาลโลก หรือองค์การการค้าโลก ยังไม่รวมถึงความมั่นใจของคู่กรณีในการ บังคับให้เป็นไปตามคำชี้ขาดหรือคำตัดสินว่าจะมีผลเป็นรูปธรรมเพียงใด ท่านประธานคะ ดิฉันจึงเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งที่รัฐบาลไทยโดยกระทรวงพาณิชย์และหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องที่ได้ร่วมกับอาเซียน (ASEAN) ปรับปรุงแก้ไขพิธีสารว่าด้วยกลไกระงับข้อพิพาท ด้านเศรษฐกิจของอาเซียน (ASEAN) ฉบับนี้ เพื่อให้มีความทันสมัยแก้ไขข้อขัดข้องและรวมทั้ง เสริมสร้างความเชื่อมั่นให้แก่สมาชิกในการใช้ช่องทางตามพิธีสารฉบับนี้เป็นเครื่องมือในการแก้ไข ข้อพิพาทระหว่างกัน
อีกเหตุผลหนึ่งที่ดิฉันเห็นว่ามีความสำคัญและจำเป็นจะต้องให้ความเห็นชอบ ต่อพิธีสารฉบับแก้ไขนี้ ก็เนื่องจากว่าในปัจจุบันองค์กรอุทธรณ์ของดับเบิลยูทีโอ (WTO) ซึ่งเปรียบเสมือนศาลสูงสุดด้านการค้าของโลกสถาบันหนึ่ง เมื่อเกิดคดีข้อพิพาททางการค้า และทางเศรษฐกิจขึ้นมักจะมีการฟ้องร้องไปที่ดับเบิลยูทีโอ (WTO) และเมื่อศาลชั้นต้นหรือที่ เรียกว่าคณะผู้พิจารณาได้มีคำชี้ขาดหรือคำตัดสินไปแล้ว ขั้นตอนต่อไปหากคู่กรณีไม่พอใจ ในคำตัดสินคดีก็จะไปยังชั้นอุทธรณ์โดยองค์กรอุทธรณ์ แต่เดิมคณะอุทธรณ์นี้มีสมาชิก ๗ ท่าน วาระท่านละ ๔ ปี ในการพิจารณาคดีจะต้องมีองค์คณะคดีละ ๓ ท่าน ขอสไลด์ (Slide) ที่เป็นลักษณะวงกลมก่อนหน้าอันสุดท้ายเมื่อสักครู่ด้วยค่ะ แต่วันนี้สมาชิกในคณะอุทธรณ์ ของดับเบิลยูทีโอ (WTO) เหลืออยู่เพียง ๑ ท่านเท่านั้น ท่านประธานคะ ในภาพท่านจะเห็น ได้ว่าวงกลมสีแดงเหลือตำแหน่งที่ว่างอยู่ ๔ ที่ แต่จนถึงวันนี้ขณะนี้ว่างเป็น ๖ ที่แล้วค่ะ ไม่เป็นองค์คณะ ไม่สามารถดำเนินการพิจารณาได้ และยังไม่สามารถแต่งตั้งสมาชิก คณะอุทธรณ์ทดแทนได้ จนกำลังจะเป็นวิกฤติครั้งใหญ่กระทบต่อการดำรงอยู่ขององค์การ การค้าโลกหรือดับเบิลยูทีโอ (WTO) เพราะมหาอำนาจประเทศหนึ่งคัดค้านการแต่งตั้ง ทดแทนดังที่เป็นข่าวไปแล้วทั่วโลก ทั้ง ๆ ที่สมาชิกของคณะอุทธรณ์บางคนครบวาระไป ตั้งแต่ปี ๒๕๖๐ จนเหลือเพียง ๑ ท่านดังกล่าว ท่านประธานคะ เมื่อเป็นเช่นนี้ก็ทำให้เกิดเป็น ช่องว่างในการดำเนินการระงับข้อพิพาททางการค้าในชั้นอุทธรณ์ของดับเบิลยูทีโอ (WTO) ดิฉัน ก็หวังว่าพิธีสารที่แก้ไขฉบับนี้จะเข้ามาทดแทนได้ในเวลาที่เหมาะสม เพราะเหตุว่าในการแก้ไข พิธีสารฉบับนี้ได้ทราบว่ามีการดำเนินการมาแล้วเกือบ ๗ ปี แล้วเสร็จในปลายปี ๒๕๖๒ ที่ผ่านมานี้เองจนได้เข้ามาสู่สภาของเราในวันนี้ จึงเชื่อว่าประเทศสมาชิกทั้งหมดได้ร่วมกัน พิจารณาปรับปรุงแก้ไขจนเป็นที่พอใจแล้ว เมื่อนำมาใช้ก็น่าจะได้รับความเชื่อมั่นนำมาเป็น ช่องทางในการระงับข้อพิพาทระหว่างกันได้ ท่านประธานคะ อย่างไรก็ดีเป็นที่น่าสังเกตว่า แม้จะมีการรวมกลุ่มกันจนเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN) อย่างในปัจจุบัน เหตุใด ประเทศสมาชิกอาเซียน (ASEAN) จึงยังคงนำเอาข้อพิพาททางการค้าระหว่างกันไปดำเนินการ นอกประชาคมทุกครั้งไป ถึงเวลาหรือยังที่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN) จะได้ร่วมกัน ผลักดันให้เกิดศาลยุติธรรมอาเซียน (ASEAN) เพื่อให้ดูแลกันและกันในหมู่สมาชิก และทั้งเพื่อปกป้องชาติสมาชิกจากคู่กรณีนอกกลุ่มให้ได้รับความเป็นธรรมดังเช่นที่ ดำเนินการอย่างได้ผลในศาลสหภาพยุโรป ขอสไลด์ (Slide) สุดท้ายด้วยค่ะ หรือยูโรเปียน คอร์ต ออฟ จัสทิซ (European court of justice) ซึ่งได้รับการยอมรับให้เป็นศาลสูงสุดของ ประชาคมยุโรป โดยมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่ประเทศลักเซมเบิร์ก และมีผู้พิพากษารวม ๒๗ ท่าน จาก ๒๗ ประเทศสมาชิกประเทศละ ๑ ท่าน ศาลนี้ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี ๑๙๕๒ และยังคงถือเป็น ศาลสูงสุดของสหภาพยุโรปจนถึงปัจจุบัน ดิฉันขอฝากเรื่องนี้ผ่านท่านประธานไปยังรัฐบาลด้วย ขอบพระคุณ ท่านประธานค่ะ
ต่อไปท่านจิรายุ ห่วงทรัพย์ หลังจากนั้น ก็จะเป็นท่านอภิรดี ตันตราภรณ์ เชิญเลยครับ
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม จิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในฐานะสมาชิกรัฐสภา ๒-๓ ประเด็นที่อยากจะฝากท่านรัฐมนตรี นาน ๆ จะเห็นท่านมาสภาแล้วก็ขึ้นบัลลังก์นะครับ ติดตามผลงานท่านมาตลอดนะครับ ขออภัยที่เอ่ยถึงท่านนะครับ ในฐานะฉายากำนันป้อ แป้งมันพันล้าน ท่านวีรศักดิ์ ผมถามท่านอย่างนี้ครับ แล้วเดี๋ยวท่านตอบตอนท้ายอยากฟัง จากปากท่าน ไม่อยากฟังจากเจ้าหน้าที่นะครับ กรณีที่เพื่อนสมาชิกหลายท่านได้พูดกันเยอะ แล้วว่า เมื่อกฤษฎีกาพิจารณาแล้วว่าไม่เกี่ยวข้องทำไมท่านจึงเอาเข้ามาในรัฐสภาอีก อันนี้ เป็นปัญหา อีกหน่อยนี่ผมเชื่อกฤษฎีกาไม่ได้เลยท่านรัฐมนตรีครับ ท่านประธานครับ ผมเป็น ประธานกรรมาธิการนี่เชิญกฤษฎีกาบ่อยมาก กฤษฎีกาบอกว่าไม่ต้องเอาเข้า กระทรวงพาณิชย์ บอกให้เอาเข้าก็เลยเดือดร้อนสมาชิกวันศุกร์นี่ละครับ เพราะฉะนั้นเอาให้ชัดประเด็นนี้
ประเด็นต่อมาท่านประธานที่เคารพ ดูแล้วกระทรวงพาณิชย์บอกว่าเข้าข่าย เป็นสัญญาที่จะต้องทำในรัฐธรรมนูญที่เขียนชัดเจน มาตรา ๑๗๘ วรรคสี่ ให้ประชาชน แสดงความคิดเห็น ผมฝากท่านรัฐมนตรีคนเก่งแห่งเมืองโคราช ถ้ากระทรวงพาณิชย์จัดงานแบบนี้ ต้องเรียกมาแล้วก็อบรมหน่อยนะครับ พี่น้องประชาชนครับ ในกฎหมายรัฐธรรมนูญอันสูงสุด ของประเทศบัญญัติไว้อย่างนี้ บอกว่าต้องมีการเปิดประชาพิจารณ์ว่าอย่างนั้นเถอะ ปรากฏว่า ไปจัดสัมมนามีคนไปประมาณ ๑๒๕ คน แล้วที่น่าสนใจท่านรัฐมนตรีครับ ถ่ายทอดสดผ่าน เฟซบุ๊ก ไลฟ์ (Facebook live) ทันสมัยด้วยนะครับ ประเด็นก็คือเรื่องระดับชาติกับสมาชิก ประชาคมอาเซียน (ASEAN) ประเทศไทย ประเทศลาว ประเทศกัมพูชา ประเทศเวียดนาม ประเทศพม่า ประเทศมาเลเซีย ประเทศสิงคโปร์ ประเทศอินโดนีเซีย ประเทศฟิลิปปินส์ ประเทศบรูไน เอาแค่นี้เองหรือครับ แล้วที่ผ่านมาทั้ง ๑๐ ประเทศนี่เขากำลังดูถ่ายทอดสด ประเทศไทยอยู่ว่าตกลงรัฐสภาไทย กระทรวงพาณิชย์ไทย กระทรวงการต่างประเทศ ทำกันแค่นี้หรือ
ประเด็นต่อมาท่านประธานที่เคารพครับ กฎบัตรอาเซียน (ASEAN) เป็นข้อตกลง ที่ผมอยากจะถามว่าตัวแปรสำคัญที่ท่านเขียนกันมานี่ท่านรู้จักคำว่า อนุญาโตตุลาการ กันมากน้อยขนาดไหน เดี๋ยวท่านรัฐมนตรีช่วยตอบผมหน่อยนะครับ เพราะว่าเมื่อเช้านี้ ผมฟังท่าน ๆ นี่ ท่านพูดถึงอนุญาโตตุลาการนี่นะครับ
คำถามต่อไปท่านประธานที่เคารพครับ ผ่านไปยังกระทรวงพาณิชย์ที่ท่าน บอกว่าอนุญาโตตุลาการเป็นทางเลือก ประเทศไทยรับรองจริงหรือครับ ท่านเคยจำได้ไหมว่า อนุญาโตตุลาการได้เคยพิจารณาข้อพิพาทระหว่างรัฐกับเอกชนมากี่เรื่องแล้ว ท่านรัฐมนตรี ทราบไหม แล้วปรากฏว่าอนุญาโตตุลาการมีคำวินิจฉัยออกไปแล้วแต่ปรากฏว่าอีกศาลหนึ่ง ของประเทศไทยไปบอกอีกอย่างหนึ่ง นั่นล่ะผมถามครับว่าถ้าเกิดกระทรวงพาณิชย์หรือเวลา ที่เราไปตกลงระหว่างประเทศกันแล้ว แล้วท่านบอกว่าเป็นทางเลือกไปใช้อนุญาโตตุลาการ สุดท้ายอนุญาโตตุลาการมีคำสั่งแบบนี้แต่อาเซียน (ASEAN) ไม่เอา ท่านจะแก้ไขปัญหาแบบไหน ท่านจดไว้แล้วท่านตอบนะครับ เพราะว่าท่านแก้ไขหลายมาตรา หลายข้อที่ท่านพูดนะครับ นอกจากนี้ท่านประธานที่เคารพครับ ในกระบวนการพิจารณาที่ท่านบอกว่ายืดเวลา ๓๐ วัน ไปเป็น ๖ เดือนฟังดูเหมือนจะดี แต่ท่านฟังข้อสังเกตไว้ครับ ข้อสังเกตที่ผมถามไปยังท่าน ก็คือ ๓๐ วัน ยืดไป ๖ เดือน ดีอย่างไรครับ ท่านบอกมีเวลาสิจิรายุ ๖ เดือนนี่ก็ต้อง ๑๒๐ วัน จากเดิม ๓๐ วัน เขาจะได้มีการพิจารณาอรรถคดีต่าง ๆ ได้อย่างละเอียดรอบคอบนะครับ ท่านรัฐมนตรีอย่าเพิ่งครับ เดี๋ยวจบแล้วท่านค่อยตอบครับ ผมอยากให้ท่านตั้งใจฟังก่อน อนุญาโตตุลาการสำคัญ ท่านรัฐมนตรีขออภัยท่านนะครับ พอดีเห็นท่านเสียสมาธิกับคนข้าง ๆ ท่านประธานที่เคารพครับ ที่ยืดออกไป ๓๐ วัน เป็น ๖ เดือน ๑๒๐ วัน คำถามต่อไปครับ ท่านบอกว่าจะได้มีเวลาในการพิจารณาคดีที่เป็นข้อพิพาทระหว่างอาเซียน (ASEAN) ระหว่าง ประเทศ ระหว่างรัฐกับเอกชนในแต่ละประเทศ คำถามแบบด้อยปัญญาแบบผมนี่นะครับ การยืดเวลากับการเพิ่มเจ้าหน้าที่ซึ่งเป็นระดับโลก อาเซียน (ASEAN) ต้องไปเจรจากับ ดับเบิลยูทีโอ (WTO) ไปเจรจากับอาฟตา (AFTA) ไปเจรจากับสหภาพยุโรป อียู (EU) นี่ล่ะ คือปัญหาท่านประธานครับ ประเทศไทยเอาอย่างไรครับ ยืดเวลา เหมือนเวลาเราพิจารณา กรรมาธิการวิสามัญครับ เวลาไม่พอก็มาขอท่านประธานชวนแล้วก็ยืดเวลา ทั้ง ๆ ที่เราเพิ่ม คุณภาพเข้าไปก็สามารถทำได้ ถ้าคดีความนี่ท่านบอกว่ามี ๓๐ วัน มีผู้พิพากษาอยู่ ๑๐ คน ท่านเพิ่มสิครับ ประเทศละ ๑๐ คน ๑๐ ประเทศนี่ ๑๐๐ คน เวลามันเร็วกว่า ๓๐ วัน อันนี้ ผมคิดแบบเด็ก ๆ ท่านประธานครับ เห็นไหมครับ แต่เรามายืดเวลาแล้วก็บอกว่ายืดเวลา จะได้มีวิธีการพิจารณาคดี เมื่อสักครู่ท่านวุฒิสภาท่านอธิบายแล้ว มีเรื่องของฟิลลิป มอร์ริส เรื่องบุหรี่ประเทศฟิลิปปินส์ เรื่องโน่นนี่นั่นเป็นข้อพิพาท เวลาอันไหนประเทศไหนได้ประโยชน์เขาก็ต้องการครับ ประเทศไทยก็ต้องการ ถ้าส่งข้าวไป ประเทศเวียดนามแล้วบอกนี่ลิขสิทธิ์ประเทศไทยก็ต้องฟ้องกันครับ แต่ฟ้องกันอย่างไร ให้มันเกิดประนีประนอมในฐานะเพื่อนบ้านในสมาชิกอาเซียน (ASEAN) ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผมจึงบอกว่าอีดีเอสเอ็ม (EDSM) ผมติดตามมาโดยตลอด ท่านประธานครับ ผมเป็นประธานสหพันธ์ในภูมิภาคอินโดจีนครับ ผมไปประเทศลาว ประเทศกัมพูชา ประเทศเวียดนาม ประเทศจีนด้วยรถยนต์ แล้วก็ไปประชุมกับพ่อค้าหลายครั้งในรอบที่ เขามีการปฏิวัติ ท่านประธานครับ ขับรถไปนะครับ ไม่ได้ไปเครื่องบิน เราจึงเห็นว่าวิธีการคิด ของแต่ละประเทศแตกต่างกัน เพื่อนสมาชิกหลายท่านบอกว่าประเทศด้อยพัฒนา แต่ใช้คำสวยหน่อยครับ ประเทศที่พัฒนาน้อยหน่อย เขียนอย่างไรมันก็รู้ แต่อย่าไปเขียนระบุ ในพิธีการสัญญาครับ ถ้าเราเป็นประเทศด้อยพัฒนาบ้างละ นี่ผมเกิดมาท่านประธานครับ ปีนี้จะ ๕๐ ตั้งแต่เด็ก ๆ เขาบอกจิรายุ ประเทศไทยเป็นประเทศกำลังพัฒนา ๕๐ ปีมาแล้ว ท่านประธานครับ มันยังไม่พัฒนาเสียที ผมจึงบอกท่านประธานผ่านไปยังท่านรัฐมนตรี อย่างนี้นะครับว่า สหภาพยุโรปหรือว่าอียู (EU) ทำไมจึงไม่ค่อยมีปัญหาครับ เขามีกฎหมาย เหนือรัฐ เหนือรัฐคืออะไรครับ สหภาพยุโรปมีข้อตกลงอยู่ที่กรุงบรัสเซลส์ประเทศเบลเยียม แน่นอนครับ เวลามีข้อพิพาทระหว่างประเทศเยอรมัน ประเทศอิตาลี ประเทศฮอลแลนด์ ประเทศเบลเยียม เขาก็แก้ไขปัญหาโดยใช้กฎหมายอียู (EU) แต่ประเทศไทยใช้ได้ไหมครับ อาเซียน (ASEAN) ใช้ได้ไหม ใช้กฎหมายของอาเซียน (ASEAN) ได้ไหมครับ อันนี้ล่ะคือเป็น ปัญหาที่บอกว่ากฎบัตรอาเซียน (ASEAN) เป็นองค์กรระหว่างประเทศแบบธรรมดา เพราะฉะนั้น วิธีการมาแก้อันนี้คือกระบวนการวิธีแค่แก้ไข มันไม่ใช่เป็นเรื่องข้อตกลงระหว่างประเทศที่ต้อง เอาเข้ามาสู่รัฐสภาแห่งนี้ กระทรวงการต่างประเทศท่านไปพิจารณาครับ กระทรวงพาณิชย์ ของท่านรัฐมนตรีไปพิจารณาครับ แล้วผมก็จะรอดูท่านครับ ถ้าท่านทำไม่ได้คราวหน้า ๖ เดือน ต่อไปผมอภิปรายไม่ไว้วางใจท่านว่าท่านค้าขายไม่ได้ ผมจึงบอกท่านประธานผ่านไปยัง ท่านรัฐมนตรีอย่างนี้ครับว่ากรณีดังกล่าวนี้ คราวนี้ปิดสมัยประชุมท่านช่วยกรุณาไปคิด เรื่องของศาลอาเซียน (ASEAN) หน่อยครับ เอาให้เป็นจริงเป็นจังเสียทีเถิดในรัฐบาล ยุคประชาธิปไตยที่มีท่านประธานชวนนั่งบนบัลลังก์นี่ละครับ ผมจะยกมือคนแรกเลยที่จะผ่าน กฎหมายระหว่างประเทศ อะไรรู้ไหมครับ ท่านประธานครับ พออาเซียน (ASEAN) พูดคุยอะไร กันเรียบร้อยเขาก็บอกพวกคุณสุมหัวกัน พอไปเจรจาดับเบิลยูทีโอ (WTO) องค์การการค้าโลก เขาบอกกฎหมายระดับอาเซียน (ASEAN) เจ้าจุก เจ้าแกละ อย่ามาคุยกับระดับป๋า นี่ล่ะคือปัญหา ท่านประธานครับ กระทรวงพาณิชย์ต้องไปนั่งทบทวนดูแล้วครับว่าวิธีแก้ไขปัญหาที่ให้ มีความจีรังและยั่งยืนแล้วได้รับการเคารพนับถือ อย่างที่ผมบอกตั้งแต่ต้นอย่างไรครับ อนุญาโตตุลาการพิจารณาแล้วท่านบอกว่ายอมรับ ยอมรับได้ไหมละครับ เอาเอกสาร อนุญาโตตุลาการในระหว่างประเทศนี้ไปที่ดับเบิลยูทีโอ (WTO) เขายอมท่านไหม หรือเอา เอกสารอนุญาโตตุลาการในประเทศไทยไปที่ประเทศฟิลิปปินส์ เขายอมรับท่านไหม อันนี้ ท่านรัฐมนตรีครับ ที่ท่านต้องเรียกหัวหมู่ทะลวงฟันทั้งหลายในกระทรวงพาณิชย์ กระทรวง การต่างประเทศ มานั่งสุมหัวกันแล้วก็ทำเรื่องนี้ให้จริงจัง แค่ขยายเวลาเอาเข้าสภา แล้วแต่ ท่านนั่งข้างบนกัน นั่งข้างล่างกัน ผมจึงต้องลุกขึ้นมาอภิปรายนี่ท่านประธานครับ
ประเด็นสุดท้ายท่านประธานครับ กรณีที่เรายังไม่มีกฎหมายระหว่างประเทศ ในอาเซียน (ASEAN) อย่างชัดเจนนี่นะครับ มันจึงทำให้เกิดข้อพิพาทหลากหลายครับ แน่นอนครับ เราก็รักข้าวพันธุ์มะลิของประเทศไทย แน่นอนครับ ประเทศฟิลิปปินส์เขาก็ รักเกาะแก่งของเขาที่เป็นธรรมชาติ เกิดเขาเอาข้าวประเทศไทยไปจดทะเบียนมันก็ต้อง ฟ้องร้องกันครับ แต่ถ้าเกิดฝรั่งมังค่าจากสหภาพยุโรป ๓๐ กว่าประเทศทำบ้าง ทำอย่างไรครับ ไปฟ้องดับเบิลยูทีโอ (WTO) สุดท้ายดับเบิลยูทีโอ (WTO) บอกพวกคุณมันเป็นพวกประเทศ ที่ฉันเคยไปล่าอาณานิคมมา เด็ก ๆ นี่ละครับ ถ้าท่านรัฐมนตรีทำได้นะครับ คราวหน้า ผมกดไลก์ (Like) ให้ ๑๐๐ กะโหลก ท่านประธานครับ
ประเด็นสุดท้ายครับ เรื่องของระบบการเจรจาข้อพิพาทในอุดมคตินี่นะครับ เขียนอยู่ในเอกสารที่ท่านให้มานี่ละครับ ซึ่งผมก็อ่านมาหลายเดือนแล้วลักษณะเช่นนี้ การระงับข้อพิพาทในอุดมคติของสมาชิกประชาคมอาเซียนครับ ๑. รักษาสัมพันธ์คู่กรณี ก็คือจะทำอะไรก็แล้วแต่ก็ต้องเกรงใจประเทศลาวเขา เกรงใจประเทศพม่าเขา ประเทศ มาเลเซีย ประเทศฟิลิปปินส์ ประเทศอินโดนีเซีย ประเทศบรูไน เขาก็ต้องเกรงใจประเทศไทย เหมือนกัน รวดเร็วครับ ท่านบอกรวดเร็ว แต่เมื่อสักครู่ท่านผ่องถ่ายเวลาออกไปอีก ๓๐ วัน ไปเป็น ๓ เดือนบ้าง อะไรบ้าง อันนี้ล่ะคือปัญหาครับ ถ้าประเทศไทยมีข้อเสนอในการประชุม เสียดายท่านจุรินทร์ไม่มาเองนะครับ ถ้ามาเองผมจะพูดกับท่านจุรินทร์เยอะกว่านี้ครับ เพราะท่านจุรินทร์เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ไปเจรจาในการประชุมอาเซียน (ASEAN) ที่เมืองทองปีที่แล้ว เสนอเขาบ้างไหมครับ หรือได้แต่พยักหน้ารับ จริง ๆ ผมอยากให้ ประเทศไทยเป็นประธานอาเซียน (ASEAN) อีกครั้งหนึ่งนะครับ แล้วก็นำเสนอให้กับประชาคม อีก ๙ ประเทศในข้อตกลงต่าง ๆ ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ข้อ ๓ ประหยัด ข้อ ๔ กลไกการบังคับที่มี ประสิทธิภาพ อันนี้ล่ะครับปัญหา ข้อ ๕ รักษาความลับ รักษาอย่างไรครับ ความลับรักษากัน ไม่ได้หรอก เมื่อมีการฟ้องร้องก็ต้องเปิดสำนวน ต้องเรียกพยานหลักฐาน บุคคล เรียกเอกสาร เยอะแยะมากมาย
ประเด็นที่ ๕ มีความเป็นธรรม เป็นการระงับข้อพิพาทในอุดมคติของประชาคม อาเซียน (ASEAN) ผมจึงบอกท่านประธานผ่านไปยังท่านรัฐมนตรีครับ เดี๋ยวผมจะรอฟังท่าน วันนี้ไม่ไปไหนครับ ว่าพิธีสารที่ท่านเอาเข้ามาในรัฐสภาที่มีทั้งท่านสมาชิกวุฒิสภา ไม่ต้องมา อธิบายประชาคมอาเซียน (ASEAN) เกิดขึ้นเมื่อไร เรียนมาตั้งแต่ ม. ๖ รู้ เพิ่มมากี่ประเทศ มาจากไหน อย่างไร เรารู้ แต่ที่เรากำลังคุยวันนี้เรามาเพราะอะไรกันในห้องประชุมรัฐสภา ที่ต้องมาเสียค่าแอร์ (Air) เป็นเพราะว่าท่านรัฐมนตรีไม่เห็นด้วยกับกฤษฎีกา ผมจึงอยาก จะถามกฤษฎีกาเหมือนกัน แล้วตกลงถ้าเกิดท่านไม่เห็นด้วยกับรัฐมนตรี ตกลงท่านทะเลาะ กันก่อนได้ไหมก่อนจะเข้ามาสภา เพราะฉะนั้นท่านประธานครับ อันนี้จะเป็นต้นแบบต่อไป ในการพิจารณาร่วมกันของสมาชิกรัฐสภาทั้งวุฒิสภาและ ส.ส. ฝากท่านประธานผ่านไปยัง ท่านรัฐมนตรี เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญเป็นเรื่องของ ๑๐ ประเทศที่ต้องเจรจาต่อรองกับ ระดับโลกอย่างอียู (EU) เราถูกแบน (Ban) มาเยอะ ถูกถอดจีเอสพี (GSP) ถูกถอดโน่นนี่นั่น เยอะแยะมากมาย ถ้าอาเซียน (ASEAN) แข็งแรงโดยรัฐมนตรีที่ชื่อวีรศักดิ์เจ้าพ่อแป้งมัน ผมจะยกนิ้วโป้งให้ตลอดเวลาที่เจอท่าน แล้วไม่ว่าผมจะไปที่ไหนผมจะบอกเลยว่ารัฐมนตรีคนนี้ เป็นคนคิดโพรเจกต์ (Project) ดังที่ทำให้ประชาคมอาเซียน (ASEAN) ต่อสู้กับสหภาพยุโรป และดับเบิลยูทีโอ (WTO) ได้ ขอขอบพระคุณท่านประธานครับ
เกินเวลาไปหน่อยครับ ต่อไปท่านอภิรดี หลังจากนั้นจะเป็นท่านพิเชษฐ์นะครับ แล้วก็มีอีก ๒ ท่านก็จะจบ ท่านรัฐมนตรีก็จะได้เตรียมตัว เชิญเลยครับ
กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ ดิฉัน อภิรดี ตันตราภรณ์ สมาชิกวุฒิสภา ประธานกรรมาธิการการพาณิชย์ และการอุตสาหกรรม ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ดิฉันขอเรียนในประเด็น ๒-๓ ประเด็นสั้น ๆ ว่า ประเทศไทยเรานั้นเป็นประเทศหนึ่งที่มีบทบาทสำคัญในเวทีการค้าโลก ต่างประเทศมีความ เชื่อมั่นในประเทศไทย ทูตประจำองค์การการค้าโลกคนปัจจุบันซึ่งมาจากกระทรวงพาณิชย์ ก็ทำหน้าที่เป็นประธานองค์การระงับข้อพิพาทขององค์การการค้าโลกและปัจจุบันเป็น ประธานเจเนอรัล เคาน์ซิล (General Council) ขององค์การการค้าโลกอยู่ ซึ่งเราได้มี การศึกษาขั้นตอนการระงับข้อพิพาทเปรียบเทียบทั้งในระดับโลกและระดับภูมิภาคตลอดมา ซึ่งอันนี้ก็เป็นข้อมูลที่สำคัญที่กระทรวงพาณิชย์ได้นำมาใช้ในการเจรจาเพื่อปรับปรุงระบบ การระงับข้อพิพาทภายในอาเซียน (ASEAN) ซึ่งเดิมทีก็มีหลายท่านที่อภิปรายว่าอาเซียน (ASEAN) เมื่อเกิดข้อพิพาทระหว่างกันก็จะนำเข้าไปฟ้องในองค์การการค้าโลกเท่ากับ เป็นการเอาเรื่องในบ้านไปพูดในเวทีโลกซึ่งไม่ค่อยจะสมควรเท่าไร เราจึงต้องมีการปรับปรุง วิธีการ ระเบียบการในการบังคับการระงับข้อพิพาทระหว่างอาเซียน (ASEAN) ให้ชัดเจนขึ้น และให้สอดคล้องกับกฎกติกาขององค์การการค้าโลก พิธีสารฉบับนี้ได้ปรับปรุงกระบวนการ ระงับข้อพิพาทในอาเซียน (ASEAN) ให้ชัดเจนยิ่งขึ้นและสามารถนำมาปฏิบัติได้ ซึ่งจะช่วยสร้าง และสนับสนุนความเชื่อมั่นในการดำเนินธุรกิจการค้า การลงทุนในอาเซียน (ASEAN) และระหว่างอาเซียน (ASEAN) กับประเทศคู่ค้าอื่น ๆ เพื่อที่จะหลีกเลี่ยงการไปใช้การระงับ ข้อพิพาทในองค์การการค้าโลกหรือการใช้การเจรจาระดับ ๒ ฝ่ายหรือทวิภาคี ซึ่งที่ผ่านมา ไม่ค่อยจะได้ผล การคัดเลือกคณะผู้พิจารณาอิงการปฏิบัติขององค์การการค้าโลกซึ่งได้ผล เป็นอย่างดีมาตลอด เราให้คู่กรณีคัดเลือกผู้พิจารณาจากบัญชีรายชื่อจำนวน ๓ คน หรือถ้า ๓ คน ยังไม่พอใจก็สามารถขยายเป็น ๕ คนได้ ซึ่งประเทศไทยก็ได้เสนอชื่อองค์คณะผู้พิจารณานี้ ไปแล้ว ซึ่งก็ได้เสนอชื่อผู้ทรงคุณวุฒิทางด้านการค้าระหว่างประเทศของประเทศไทยไปแล้ว การคัดเลือกผู้ระงับข้อพิพาทของอาเซียน (ASEAN) นั้น เราจะใช้การคัดเลือกจากคู่กรณี ทั้ง ๒ ฝ่าย ซึ่ง ๒ ฝ่ายจะต้องยอมรับผู้ตัดสินคดีทั้ง ๓ คนที่ได้รับการเลือกตั้งมา ซึ่งก็เท่ากับว่า เป็นการยอมรับระดับหนึ่งในระหว่างสมาชิกอาเซียน (ASEAN) ด้วยกัน ผลการพิจารณาจะเป็นการยกเลิกมาตรการหรือให้สมาชิกต้องเปลี่ยนวิธีการปฏิบัติทางการค้า เพื่อให้ถูกต้องตามข้อตกลง ก็จะเป็นการตามมาจากผลการพิจารณาขององค์คณะผู้พิจารณา ต่อไป ซึ่งถ้าหากว่าความตกลงฉบับนี้ได้เริ่มมีผลใช้บังคับจะทำให้การค้าระหว่างอาเซียน (ASEAN) เคลื่อนไหว ลื่นไหลแล้วก็คล่องตัวมากยิ่งขึ้น จึงเห็นสมควรที่จะสนับสนุน และให้การยอมรับความตกลงที่กระทรวงพาณิชย์ได้นำเสนอในครั้งนี้ ขอบพระคุณค่ะ
ต่อไปท่านพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน ครับ
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัด เชียงราย พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ หลายท่านได้ตั้งข้อสังเกตถามไปยังท่านรัฐมนตรี อย่างไรก็ช่วยตอบว่าข้อสงสัยในข้อ ๒๓ กระบวนการพิเศษที่เกี่ยวข้องกับสมาชิกที่เป็น ประเทศพัฒนาน้อยที่สุด ท่านตอบด้วยว่าประเทศอะไรใน ๑๐ ประเทศนี้เป็นประเทศ ที่พัฒนาน้อยที่สุด แล้วก็พัฒนาน้อยที่สุดรองลงมา จะได้รู้ไว้ว่าใครพร้อมที่จะเป็นประเทศ ที่พัฒนาน้อยที่สุดในอาเซียน (ASEAN) ถ้าท่านคิดว่ามันไม่สามารถตอบได้ก็ช่วยไปเปลี่ยนเสีย เปลี่ยนให้มันเหมาะสม ประเทศที่เขาล้าหลังเขาจะได้ไม่น้อยใจแล้วก็จะได้ไม่เป็นประเทศ ที่อยู่ท้ายสุดของอาเซียน (ASEAN) อันนี้ประเด็นที่ ๑ ท่านช่วยตอบผมมา
ข้อ ๒ เรื่องของการเลือกคณะผู้พิจารณาในการวินิจฉัยข้อพิพาท ใช้ ๓-๕ คน คัดเลือกโดยที่ประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสด้านเศรษฐกิจ ผู้อาวุโสทางด้านเศรษฐกิจมันน่าจะเป็น ประเทศมหาอำนาจ ประเทศที่มีเศรษฐกิจดีในอาเซียน (ASEAN) ใช่ไหมครับ อย่างประเทศ ที่พัฒนาน้อยที่สุดคงไม่มีโอกาสไปเป็นผู้อาวุโสทางด้านเศรษฐกิจแล้วมาตั้งกรรมการ เพื่อพิจารณาเป็น ๓-๕ คนนั้นใช่หรือไม่ ดังนั้นกระบวนการที่จะคัดเลือกคณะผู้พิจารณา ๓-๕ คน มันหนีไม่พ้นหรอกครับ หนีไม่พ้นที่ประเทศที่มีเศรษฐกิจใหญ่ในอาเซียน (ASEAN) จะมาเป็นคณะกรรมการพิจารณาคนอื่น แล้วก็เอื้อประโยชน์ประเทศที่มีผลประโยชน์ร่วมกันด้วย ท่านประธานครับ ดับเบิลยูทีโอ (WTO) เป็นที่เชื่อถือแล้วก็มีสิทธิที่จะควบคุม มีอิทธิพลต่อ ประเทศทั่วโลก ดังนั้นการบังคับให้ปฏิบัติตามพิธีสารของอาเซียน (ASEAN) ก็สู้ดับเบิลยูทีโอ (WTO) ไม่ได้ การตัดสินของอนุญาโตตุลาการใช้เสียงข้างมาก อันนี้ก็ไม่ถูกอีกแล้ว ถ้าใช้เสียง ข้างมากก็คือ ๓ ใน ๕ ปรากฏว่าอีก ๒ ประเทศก็ไม่พอใจ ก็คือมันตัดสินกันเองภายใน ๑๐ ประเทศนี้ ดังนั้นจะขัดหลักการของอาเซียน (ASEAN) หลักการของอาเซียน (ASEAN) ก็คือเขาเรียกว่าถ้อยทีถ้อยอาศัย ฉันทามติ ฉันทามติก็คือเห็นด้วย พิจารณาอะลุ่มอล่วยกัน ท่านประธานครับ มันขัดต่อเจตนารมณ์ของอาเซียน (ASEAN) ทีนี้พอตัดสินไม่ได้ก็ส่งไป ที่ประชุมสุดยอดอาเซียน (ASEAN) การประชุมสุดยอดอาเซียน (ASEAN) ๑๐ ประเทศนี่ เห็นไหมครับ เวลาเขาประชุมเขาจับมือกันอย่างนี้ครับ มันจะมีโอกาสไปตัดสินคดีความขัดแย้ง ของเพื่อนแต่ละประเทศไหม มันเป็นไปไม่ได้ แล้วประเทศไทยจะไปตัดสินมีอำนาจเหนือ ประเทศลาว มีอำนาจเหนือประเทศอินโดนีเซียได้อย่างไร ไปบังคับเขาได้อย่างไรครับ ไม่มี กฎหมายไปบังคับรัฐของเขา ตกลงสรุปได้ไหม บังคับได้ไหม บังคับไม่ได้ แล้วมีประโยชน์ อะไร ประโยชน์น้อยมาก ท่านประธานที่เคารพครับ มาถึงข้อ ๑ วรรคสาม พิธีสารฉบับนี้บัญญัติ ว่าคู่กรณีสามารถนำข้อพิพาทไประงับโดยวิธีอื่นนอกเหนือพิธีสารฉบับนี้ได้ ไปไหนครับ ไปที่น่าเชื่อถือมากกว่า ไปคุยกันที่ดับเบิลยูทีโอ (WTO) ดีกว่า เพราะที่นี่ไม่สามารถ ให้ความเฉียบขาดแล้วก็ตัดสินคดีได้เด็ดขาดได้ ท่านประธานครับ สำคัญที่สุดวันนี้เรื่องนี้ ยังไม่ศักดิ์สิทธิ์พอ เขาเรียกว่ายังไม่คุ้มค่าสำหรับอาเซียน (ASEAN) ที่จะมาพิจารณาเสียเวลา ร่วมกัน ในสหภาพยุโรปเขามีศาลยุติธรรมของสหภาพยุโรป ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ อันนี้มีหลักการที่ชัดเจนบังคับได้ตามความผิด ท่านประธานครับ ดังนั้นอาเซียน (ASEAN) ต้องก้าวสู่สากลต้องตั้งศาลอาเซียน (ASEAN) ในภูมิภาคอาเซียน (ASEAN) มันถึงจะจบปัญหา ข้อขัดแย้งทั้งหลายได้ ฝากท่านรัฐมนตรีอย่างที่หลายท่านได้อภิปรายว่ามันต้องก้าวข้ามตรงนี้ ไปแล้ว มันไม่มีประโยชน์ ประโยชน์มันน้อยมาก ถ้าจะให้อาเซียน (ASEAN) จัดการปัญหา ของตัวเองได้เด็ดขาดจะต้องไม่ให้ไปใช้วิธีบังคับของที่อื่น จะต้องผ่านช่องอาเซียน (ASEAN) อย่างเดียว แล้วอาเซียน (ASEAN) ต้องมีศาลของตัวเอง ขอบคุณท่านประธานครับ
ต่อไปครับ ท่านศาสตราจารย์กนก วงษ์ตระหง่าน เชิญครับ
เรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม กนก วงษ์ตระหง่าน ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขออนุญาต ที่จะอภิปรายพิธีสารว่าด้วยกลไกระงับข้อพิพาทด้านเศรษฐกิจของอาเซียน (ASEAN) ท่านประธานครับ เพื่อนสมาชิกได้อภิปรายความหมายกลไกต่าง ๆ มากพอสมควรแล้ว แล้วก็ ในหลักการนี้ผมเห็นด้วยนะครับ แต่ปัญหาที่ผมมีคำถามที่ต้องการจะอภิปรายก็คือการปฏิบัติ ตามพิธีสารนี้ การปฏิบัติตามพิธีสารนี้ถ้าพูดภาษาง่าย ๆ ก็คือว่าจะต้องมีผู้ไปฟ้อง เมื่อดูกลไก และกระบวนการต่าง ๆ แล้ว ผู้ประกอบการหรือผู้ที่จะฟ้องได้ด้วยตนเองนั้นทั้งหมดเลย เป็นรายใหญ่ทั้งสิ้น แต่ปรากฏว่ามีผู้ประกอบการอีกเยอะมากซึ่งเป็นตัวเล็กตัวน้อยที่อยู่ ในประเทศไทยของเรานี่นะครับ ได้รับผลกระทบจากการค้าการลงทุนระหว่างประเทศ ผมขออนุญาตยกตัวอย่าง รายใหญ่ที่มีการค้า ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เขาก็เข้าสู่ข้อพิพาทได้ แต่รายเล็กของเรานี่ เอสเอ็มอี (SMEs) ของเราปีละ ๑๐๐ ล้านบาท แต่มี ๑,๐๐๐ ราย ท่านประธานครับ ก็คือ ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาทเหมือนกัน แต่เขาไม่สามารถเข้าสู่ข้อพิพาทนี้ได้ เพราะด้วยตัวเขาเองโดยลำพังไม่มีกำลังที่จะไปถึงได้ ตรงนี้ท่านประธานครับ เป็นเหตุผล ที่ผมจะต้องอภิปรายเพื่อที่จะเป็นปากเป็นเสียงให้กับผู้ประกอบการที่เป็นตัวเล็กตัวน้อย ที่อยู่ในประเทศของเราจำนวนมหาศาลว่าเขาจะได้ประโยชน์จากพิธีสารนี้ได้อย่างไรนะครับ ถ้าไม่อย่างนั้นแล้วพิธีสารนี้ก็จะเป็นพิธีสารที่เป็นประโยชน์กับผู้ประกอบการรายใหญ่เท่านั้น ท่านประธานครับ
ในประเด็นที่ ๑ ที่ผมขออนุญาตตั้งประเด็นกับกระทรวงพาณิชย์ก็คือว่า ในกระบวนการของการที่จะรักษาประโยชน์ของตัวเล็กตัวน้อยที่เป็นผู้ประกอบการเอสเอ็มอี (SMEs) วิสาหกิจชุมชนเป็นต้นนั้นจะต้องมีอินฟราสตรักเชอร์ (Infrastructure) จะต้องมี ระบบการบริหารเข้ามารองรับ ท่านมีสิ่งเหล่านี้หรือยังที่จะรับทราบปัญหาของผู้ประกอบการ เอสเอ็มอี (SMEs) ของไทย เกษตรกรของไทยที่ได้รับผลกระทบจากการค้าการลงทุน ในอาเซียน (ASEAN) ที่เกิดขึ้น และรวบรวมสิ่งเหล่านี้ตั้งเป็นข้อพิพาท และกระทรวงพาณิชย์ ควรจะเป็นผู้ร้องทุกข์ด้วยตัวเองแทนประชาชน เอสเอ็มอี (SMEs) แล้วก็เกษตรกรที่เกิดขึ้น ในบ้านของเรา คำถามที่ ๑ ท่านมีโครงสร้างพื้นฐาน มีระบบการจัดการเพื่อการแก้ไขปัญหา เรื่องนี้แล้วหรือยัง
ในประการที่ ๒ เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องของเรานั้นมีกระบวนการ มีกลไกที่จะนำ ปัญหาและอุปสรรคของการค้าการลงทุนของคนไทยที่เป็นรายเล็กรายน้อย และเตรียมที่จะ ตั้งเป็นประเด็นเพื่อนำไปสู่การฟ้องร้องหรือการเข้าสู่กระบวนการเจรจาข้อพิพาทเหล่านี้ ผมขออนุญาตยกตัวอย่างที่เป็นรูปธรรม ก็คือการค้าชายแดน เราพบว่าวันนี้มีผู้ประกอบการ ของไทย ไม่ว่าจะเป็นรถขนสินค้า สินค้าผ่านแดนที่เป็นเอสเอ็มอี (SMEs) ไม่ว่าจะเป็น ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ไม่ว่าจะเป็นในภาคอีสาน หรือไม่ว่าจะเป็น ในภาคตะวันตกก็ตาม จำนวนมหาศาลที่เขาพบปัญหานะครับ แต่เนื่องจากขนาดของเขา เล็กเกินไป เขาเจอกฎระเบียบที่เป็นทางการและกฎระเบียบที่ไม่เป็นทางการ เขาไม่สามารถ ส่งเสียงอะไรได้เลย เขาไม่ได้รับประโยชน์จากพิธีสารนี้เลย ท่านมีวิธีการอย่างไร มีกลไก อย่างไรที่จะช่วยให้คนไทยเหล่านี้ได้รับประโยชน์จากพิธีสารเหล่านี้
ตัวอย่างประการที่ ๒ ที่ชัดเจน ก็คือเมื่อไม่นานมานี้ผมไปที่จังหวัดจันทบุรี เราพบการขนส่งสินค้าผลไม้จากประเทศไทยซึ่งจะต้องผ่านประเทศกัมพูชา ผ่านประเทศ เวียดนามและไปประเทศจีน กระบวนการผ่านแดนเหล่านี้ทำให้พ่อค้าไทยที่เป็นผู้ส่งออก ผลไม้ทำไม่ได้ ก็จะต้องมีล้งเข้ามาเกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นล้งเวียดนาม ล้งกัมพูชา ล้งจีน ก็เข้ามา ครอบผู้ประกอบการของประเทศไทยทั้งสิ้น ผมอยากทราบว่าข้อพิพาทนี้จะทำให้ผู้ส่งออก ผลไม้ของประเทศไทยได้หลุดพ้นจากอาณัติของล้งเหล่านี้ที่อาศัยความได้เปรียบของ การควบคุมสถานการณ์ทางการค้าในประเทศของเขาและทำให้ผลไม้ของไทยที่มีคุณภาพ ไม่สามารถไปถึงประเทศจีนได้อย่างนี้เป็นต้น จากตัวอย่างดังกล่าวนี้เองผมอยากให้กระทรวง พาณิชย์ได้ตระหนักว่าผู้ประกอบการที่ไม่มีกำลังของคนไทยนั้นยังมีปัญหาอีกเยอะมาก ส่วนผู้ประกอบการรายใหญ่นั้นเขาช่วยตัวเขาเองได้ครับ
ประการที่ ๓ ก็คือความคิดและทัศนคติของเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบ ถ้าพูดง่าย ๆ ก็คือมายด์เซต แอนด์ บีเฮฟวิเออร์ (Mindset and behavior) ของเจ้าหน้าที่รัฐ ถ้าท่านมี พิธีสารนี้แล้วและท่านรอให้เกิดปัญหา รอให้มีข้อพิพาทแล้วก็ไปดำเนินการตามกลไก และระบบที่ท่านแก้ให้ดีขึ้นนี้ ตามพิธีสารที่เรากำลังจะรับรองกันนี้ก็เป็นเรื่องหนึ่ง ซึ่งอันนี้ เป็นเรื่องปกติ ผมไม่มีข้อสงสัยเลยครับ อย่างเช่นข้อพิพาทเกี่ยวกับเรื่องของฟิลลิป มอร์ริส ก็สู้กันไป แต่ผมเป็นห่วงว่าพ่อค้าส่งสินค้าอุปโภคบริโภคในภาคอีสานเราจะส่งผ้าย้อมคราม เราจะส่งผ้าบาติกไปขายต่างประเทศและเราเจอปัญหาเหล่านี้ ผู้ประกอบการเหล่านี้ เขาไม่สามารถจะเข้าไปสู่ข้อพิพาทในการกีดกันในเรื่องเหล่านี้ได้ เพราะฉะนั้นผมอยาก ถามว่าเราจะทำให้มายด์เซต (Mindset) ของเจ้าหน้าที่ของเรานี้ที่จะเข้าไปศึกษาปัญหาของ ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี (SMEs) ของเกษตรกร ของวิสาหกิจชุมชนที่มีปัญหาเกี่ยวกับเรื่อง การส่งสินค้าไปต่างประเทศ เพื่อที่จะทำให้ปัญหาของเขา ข้อเรียกร้องของเขาได้รับประโยชน์ จากหลักการและแนวคิดของพิธีสารอันนี้ว่าเป็นอย่างไร เพราะถ้าไม่อย่างนั้นแล้วพิธีสาร เหล่านี้ก็จะมีเฉพาะรายใหญ่เท่านั้นที่ได้ประโยชน์ ผมย้ำอีกครั้งหนึ่งว่าเอสเอ็มอี (SMEs) วิสาหกิจชุมชน เกษตรกรที่มีศักยภาพที่จะไปต่างประเทศได้เยอะมากครับ แต่เขาไปไม่ได้ เพราะเขาถูกติดด้วยกฎระเบียบ ด้วยข้อพิพาทเหล่านี้ แต่เขาไม่มีกำลังพอที่จะไปส่งเสียงว่า ผมมีปัญหาครับ แก้ให้ผมหน่อยครับ เขาไม่มีกำลังขนาดนั้น ในพิธีสารเหล่านี้ผมไม่เห็นกลไก ที่จะไปช่วยคนที่เสียเปรียบในประเทศไทยของเราที่จะได้รับประโยชน์จากการค้าการลงทุน ในต่างประเทศ ท่านประธานครับ ผมต้องการที่จะบอกว่าพิธีสารอันนี้ไม่ใช่เป็นเพียง เครื่องมือเพื่อจะแก้ปัญหาเมื่อเกิดปัญหาแล้ว เพราะทั้งหมดที่เราอภิปรายนั้นพิธีสารนี้เราพูดกัน เฉพาะว่าเมื่อมีปัญหาแล้วเราจะแก้ปัญหากันอย่างไร แต่ผมอยากให้เจ้าหน้าที่ของรัฐ คิดมากกว่านั้น คิดในเชิงรุก เราจะทำอย่างไรให้กรอบตามพิธีสารนี้ถูกนำมาใช้ในเชิงรุก เพื่อการป้องกันไม่ให้เกิดปัญหา เพื่อการแก้ไขปัญหาล่วงหน้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแก้ไข ปัญหาของเอสเอ็มอี (SMEs) การแก้ไขปัญหาของวิสาหกิจชุมชน การแก้ไขปัญหาของ โอทอป (OTOP) ทั้งหลาย การแก้ไขปัญหาของเกษตรกรทั้งหลายที่เขาพึงจะได้รับประโยชน์ จากการเปิดประตูอาเซียน (ASEAN) ด้วยเหตุผลดังกล่าวนี้เอง ผมจึงอยากจะขออนุญาตถาม ท่านประธานผ่านไปยังท่านรัฐมนตรีว่ากรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศของกระทรวงพาณิชย์ ได้เตรียมการเรื่องนี้กับส่วนราชการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับประเด็นที่ผมพูดอย่างไร เช่น กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นต้น ท่านก็ทราบดีอยู่แล้วว่าจีเอพี (GAP) วันนี้ประเทศจีนเขาขีดเส้นว่าผลไม้ไทยถ้าไม่ได้จีเอพี (GAP) จีเอ็มพี (GMP) ส่งไปประเทศจีนไม่ได้ รายใหญ่ทำได้ครับ แต่รายเล็กที่จังหวัดจันทบุรี รายเล็กที่จังหวัดตราด รายเล็กที่จังหวัดระยอง ทำไม่ได้ครับ ท่านจะนำข้อพิพาทเหล่านี้ ไปดำเนินการกับประเทศจีนอย่างไร กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศเป็นตัวแทนของ คนไทยเหล่านี้ได้หรือไม่ อย่างนี้เป็นต้น ท่านประธานครับ ด้วยเหตุผลดังกล่าวนี้ผมจึงอยากให้พิธีสารนี้เป็นพิธีสารที่เอสเอ็มอี (SMEs) ผู้ประกอบการตัวเล็กตัวน้อย เกษตรกรได้รับประโยชน์ และถ้าเราทำอย่างนี้พิธีสาร ตัวนี้ก็จะมีความครบถ้วนและสมบูรณ์ เพราะไม่ใช่เพียงคนบางกลุ่มที่ได้ประโยชน์ แต่เป็น คนไทยทั้งหมดที่ได้ประโยชน์ ด้วยเหตุผลดังกล่าวนี้เองผมจึงอยากจะขอวิงวอนแทนคนยาก คนจนว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐ ฝ่ายการเมืองที่รับผิดชอบในอำนาจกรุณามองประชาชนที่เขามี ศักยภาพจะโตได้แต่เขาโตไม่ได้เพราะกฎระเบียบ เพราะอุปสรรคบางอย่างที่ขัดขวางเขาไว้ มันไม่ใช่แค่แต่เพียงเรื่องของข้อพิพาทของกรณีรายใหญ่ของประเทศไทยกับรายใหญ่ ของต่างประเทศเท่านั้น แต่มันเป็นโอกาสที่สำคัญ ผมอยากให้ท่านคิดถึงเรื่องนี้ แล้วเมื่อท่าน คิดถึงเรื่องนี้นำหลักการ นำแนวคิดของพิธีสารนี้มาทำงานในเชิงรุกและช่วยให้เอสเอ็มอี (SMEs) ของเรา วิสาหกิจชุมชนของเราไปต่างประเทศได้ ท่านลองนึกภาพดูว่าถ้าเอสเอ็มอี (SMEs) ของเราไปต่างประเทศและขายเพียงรายละ ๑๐๐ ล้านบาท แต่ถ้าเรามีเอสเอ็มอี (SMEs) ๑๐๐,๐๐๐ ราย เรามี ๑๐ ล้านล้านบาทของการส่งออก จีดีพี (GDP) ประเทศจะโตขึ้น อีกมหาศาล ท่านต้องคิดแบบนี้ประเทศไทยจึงจะอยู่รอด ถ้าท่านทำพิธีสารเพื่อมีผู้ประกอบการ รายใหญ่เพียง ๕ ราย ๑๐ ราย ผมคิดว่าท่านคิดแคบเกินไปครับ ก็ขออนุญาตท่านกรุณา เปิดความคิด เปิดมุมมองให้เห็นคนไทยทั้งประเทศแล้วให้พิธีสารนี้ตอบโจทย์ของคนไทย ทั้งประเทศ แทนที่จะตอบโจทย์คนไทยบางกลุ่มเท่านั้นครับ ขอขอบพระคุณครับ
ต่อไปท่านศาสตราจารย์ไกรสิทธิ์ ตันติศิรินทร์ ครับ
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ ผม ไกรสิทธิ์ ตันติศิรินทร์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ก่อนอื่นผมรู้สึก ดีใจที่มีการนำเสนอพิธีสารว่าด้วยกลไกระงับข้อพิพาทเศรษฐกิจ ซึ่งก็น่าจะครอบคลุมถึง การค้าด้วย เหตุที่พูดประเด็นนี้ขึ้นมาก่อนก็เพราะว่าอาเซียน (ASEAN) ได้ร่วมมือกันทางด้าน การทูตและการค้ามาตั้งแต่ปี ๒๕๑๐ ในอดีตก็ทำงานแบบถ้อยทีถ้อยอาศัย ฉันทานุมัติ แล้วยังหวังพึ่งจากต่างประเทศเป็นหลัก ขณะนี้มีการรวมตัวกันจนกระทั่งมีการค้าขาย เป็นมูลค่าที่สูง หลายท่านได้กล่าวมาแล้ว ผมอยากจะเห็นว่าการปรับวิธีคิดในการทำงานของ อาเซียน (ASEAN) ซึ่งประเทศไทยก็เป็นสมาชิกที่สำคัญ ควรจะต้องทำงานด้วยกันอย่างมี วุฒิภาวะ อย่าไปมองตะวันตกว่าเป็นต้นแบบที่ดี อาเซียน (ASEAN) อาจจะเป็นต้นแบบที่ดี ของการทำงานก็ได้ นั่นก็คือจากการทำงานที่ถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน อาจจะทะเลาะกันบ้าง แต่ควรจะต้องมีกฎเกณฑ์กติกาในการทำงานร่วมกัน ไม่ใช่ทะเลาะกันแล้วไปฟ้องดับเบิลยูทีโอ (WTO) ไม่ใช่มีปัญหาอะไรอย่าไปเอาคนอื่นมาไกล่เกลี่ย ไกล่เกลี่ยกันเองก่อนในระดับ อาเซียน (ASEAN) ซึ่งกลไกที่เกิดขึ้นครั้งนี้ในพิธีสารจะแสดงความเป็นวุฒิภาวะมากขึ้น แล้วที่สำคัญก็คือว่ากลไกที่ร่างขึ้นมาใช้เวลาประมาณ ๔ ปีเศษซึ่งก็เหมาะสม ทุกอย่างคงไม่ สมบูรณ์ คงจะต้องเรียนรู้แล้วก็พัฒนาต่อไป ที่ผมชอบใจมากก็คือว่าเรามีกลไกในเรื่องของ การปรึกษาหารือ กลไกในการตั้งคณะผู้พิจารณาหรือพาเนล (Panel) กลไกอนุญาโตตุลาการ กลไกเงื่อนไข กลไกติดตามการปฏิบัติงานและมาปรับปรุงแก้ไข ซึ่งทั้งหมดเราคงจะต้อง รวมพลังกันให้ดี ทำตนเป็นตัวอย่างให้ภูมิภาคอื่น เป็นตัวอย่างให้โลกด้วย แล้วประเทศไทยเอง ก็มีทั้งนักวิชาการ มีผู้ประกอบการทุกระดับที่จะสามารถทำได้ ขอยืนยันว่าน่าจะทำได้ เพียงแต่ว่า เราคงจะต้องมีการเตรียมความพร้อมในเรื่องการบริหารจัดการในการสื่อสาร ในการที่จะรวม พลังของทุกภาคี ทุกระดับในการขับเคลื่อนพิธีสารนี้ สิ่งที่ผมอยากจะเรียนตั้งประเด็นให้พิจารณาต่อไปก็คือว่า เมื่อมีการเห็นชอบเพื่อให้ดำเนินการ ในระดับอาเซียน (ASEAN) เราจะมีการบริหารจัดการอย่างไร ใครจะเป็นผู้ออกรายได้ หรือลงขันกัน เพราะในอดีตเวลาอาเซียน (ASEAN) ประชุมมักจะบอกว่าประเทศญี่ปุ่นจะช่วย อะไร ประเทศเกาหลีจะช่วยอะไร ยุโรปจะช่วยอะไร อันนั้นควรจะค่อย ๆ หมดไป ควรจะ รวมพลังกันให้ดีแล้วก็ทำงานร่วมกันอย่างมีวุฒิภาวะ
สำหรับประเด็นที่ ๒ ก็คือในการค้าต่าง ๆ มักจะมีประเด็นปัญหาการอ้างอิง ดับเบิลยูทีโอ (WTO) ที่ก่อตั้งในปี ๑๙๙๕ ก็เจรจากันอยู่ตั้งนาน อ้างอิงมาตรฐานโดยเฉพาะ มาตรฐานอุตสาหกรรม มาตรฐานเรื่องอาหาร อย่างอาหารก็ใช้ฟูด เซฟที (Food safety) ก็ใช้ของโคเดกซ์ (Codex) เป็นเอฟเอโอ (FAO) ดับเบิลยูทีโอ (WTO) ฟูด สแตนดาร์ด โพรแกรม (Food standard program) ถ้าเป็นเรื่องของแอนนิมอล เฮลท์ (Animal Health) แอนนิมอล โพรดักต์ (Animal product) ก็โอไออี (OIE) ถ้าเป็นเรื่องของแพลนต์ (Plant) ก็ใช้ของ อินเตอร์เนชันนัล แพลนต์ โพรเทกชัน คอนเวนชัน (International Plant Protection Convention) ไอพีพีซี (IPPC) เป็นต้น สิ่งเหล่านี้ควรจะต้องมีการเตรียมการกัน อย่างที่มี สมาชิกรัฐสภาเอ่ยถึงเรื่องของจีเอพี (GAP) นั่นก็คือมาตรฐานของโพรเซส (Process) ในการผลิต อาหารทางด้านอาหารและการเกษตร ซึ่งเราคงจะต้องมีการเตรียมความพร้อมทุกระดับ ทั้งมาตรฐานสินค้า มาตรฐานกระบวนการ แล้วก็มาตรฐานในเชิงนิเวศ มาตรฐานในการดูแล สิ่งแวดล้อมต่าง ๆ เป็นต้น คือที่ผมนำเสนอท่านประธานก็เพื่อที่จะให้เราภูมิใจว่าเราเป็นไทย และเป็นส่วนหนึ่งของอาเซียน (ASEAN) เราสามารถที่จะพัฒนาตัวเองอย่างผึ่งผายนะครับ พึ่งตะวันตกน้อยลง ให้ตะวันตกมาเรียนรู้จากภูมิภาคนี้แล้วเราก็พัฒนาทั้งคน ทั้งองค์กร ทั้งโครงสร้างพื้นฐานเพื่อให้พัฒนาอย่างยั่งยืนและมีศักดิ์ศรีต่อไปครับ ขอบคุณมากครับ
ที่จริงก็จบแล้วนะครับ แต่ว่ามีชื่อใหม่ เข้ามาอีกท่านหนึ่ง ท่านจุลพันธ์ยังติดใจไหมครับ
ครับ
คุณจุลพันธ์ครับ ดูเวลาไม่ควรจะเกิน ๗ นาทีครับ
ท่านประธาน ที่เคารพ ผม จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดเชียงใหม่ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ต่อพิธีสารว่าด้วยกลไกระงับข้อพิพาททางด้านเศรษฐกิจของอาเซียน (ASEAN) ผมมี ๕ ประเด็น เมื่อท่านประธานลดเวลาผมก็จะเร่งให้ครอบคลุมโดยเร็วนะครับ
ประเด็นแรก เราผ่านกระบวนการพิจารณาลักษณะนี้มาหลายครั้ง ก็ต้องท้วงติง ไปยังกระทรวงพาณิชย์อยู่ในส่วนหนึ่ง แล้วก็หน่วยงานของภาครัฐอื่น ๆ ด้วย วันนี้เรื่องนี้ เข้าสภามาตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๗๘ หน้าที่ของรัฐสภาเราเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบครับ ต้องเรียนอย่างนี้ครับ กระบวนการที่จะเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบในวันนี้เหมือนมัดมือชก มาถึงพวกผมไม่มีสิทธิในการที่จะเข้าไปเปลี่ยนแปลงแก้ไข ไม่มีการตั้งคณะกรรมาธิการเพื่อที่จะ ไปปรับเปลี่ยนใด ๆ เป็นเรื่องที่ทางกระทรวงพาณิชย์ไปลงนามไว้แล้ว โดยท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงพาณิชย์ไปลงนามเมื่อปลายปีก่อน ผมต้องเรียนอย่างนี้ครับ สิ่งที่มาถึงจริง ๆ แล้ว ท่านก็รู้อยู่แล้วว่ารัฐสภาเป็นองค์กรซึ่งมีหน้าที่ในการอนุมัติหรือไม่อนุมัติ สิ่งที่ควรจะเกิดขึ้น จริง ๆ แล้วท่านแค่ส่งจดหมายก็ได้ทางไปรษณีย์ไปยังบ้านสมาชิกทุกท่านเพื่อให้ศึกษาก่อน ที่จะมีการพิจารณาลงนามและขอข้อเสนอแนะ ถ้าสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ได้เกิดขึ้นผมเชื่อว่า กระบวนการในวันนี้คงไม่มีการอภิปรายกันมากมายถึง ๑๐ กว่าคน แล้วก็น่าจะราบรื่น ไม่มี ข้อท้วงติงในวันนี้ เกิดมาถึงวันนี้ผมชอบ ๒ ไม่ชอบ ๑ ขึ้นมาผมก็แก้ไขไม่ได้ สุดท้าย ถ้าบังคับกันจริง ๆ ผมบอกผมลงมติไม่เอาก็เป็นความเสียหายกับประเทศชาติต่อไป เพราะฉะนั้นวันนี้ผมต้องเรียนต่อท่านครับ กระบวนการต้องมีการปรับเปลี่ยน ถึงไม่ได้เขียน อยู่ในรัฐธรรมนูญ ไม่ได้กำหนดในกฎหมาย ถ้าท่านทำได้เป็นการดีก็อยากให้ทำขึ้นมา ในอนาคต
คราวนี้มาพูดถึงตัวพิธีสาร ผมมี ๔ ประเด็น อย่างแรกเลยครับ พิธีสารฉบับนี้ เปิดโอกาสให้เกิดการฟ้องร้องระหว่างประเทศสมาชิกเป็นเรื่องของรัฐต่อรัฐ แต่แน่นอนครับ เอกชนถ้ามีปัญหาก็ฝากผ่านรัฐให้ดำเนินการฟ้องร้องได้ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแน่นอนครับ มันเป็นเรื่อง ๒ ทาง ประเทศไทยเองต้องยอมรับความจริงครับ เราก็มีเรื่องที่มีความหมิ่นเหม่ ที่จะผิดความตกลงหรือพันธกรณีต่าง ๆ หลายกรณี ท่านก็ต้องเตรียมตัวด้วยถ้าเกิดว่าเป็นเรื่อง ซึ่งเราเป็นผู้กระทำเราก็ต้องโดนเช่นเดียวกัน โดนเขาฟ้องร้องเหมือนกัน ก็อยากจะฝากทาง กระทรวงพาณิชย์ดูแลให้รัดกุมและรอบคอบ เพราะว่าผลเสียที่เกิดขึ้นคือพี่น้องประชาชนครับ
ประเด็นที่ ๒ ประเทศสมาชิกอาเซียน (ASEAN) ๑๐ ประเทศ ทุกประเทศ ก็เป็นสมาชิกองค์การการค้าโลก ดับเบิลยูทีโอ (WTO) ทั้งหมด วันนี้กระบวนการที่เรากำลัง ทำกันอยู่ไม่ใช่เรื่องใหม่ มันเกิดตั้งแต่ปี ๒๕๓๙ กระบวนการระงับข้อพิพาทผ่านทางอาเซียน (ASEAN) แต่ในอดีตที่ผ่านมา ๒๐ ปีไม่มีคนใช้ ท่านแปลกใจไหมครับ สาเหตุที่ไม่มีคนใช้ ๑. ก็อาจจะเป็นเพราะว่าข้อจำกัดหรือว่ารายละเอียดต่าง ๆ มันไม่เอื้อต่อกระบวนการ ซึ่งทำให้ได้ประโยชน์สูงสุดจริง หรือกระบวนการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทเหล่านี้ของเราสู้ ดับเบิลยูทีโอ (WTO) ที่เขามีอยู่ไม่ได้ หรือไม่เป็นที่เชื่อถือเชื่อมั่นเท่ากับดับเบิลยูทีโอ (WTO) หรือไม่ อย่างไร ๒๐ ปีไม่มีคนใช้ วันนี้เรากำลังจะมาปรับเปลี่ยนเพื่อให้มันมีความครอบคลุม เพื่อให้มีความกว้างแล้วก็อาจจะเกิดประโยชน์มากขึ้น ก็ยังต้องดูต่อไปว่าสุดท้ายกระบวนการ ช่องทางของอาเซียน (ASEAN) อันนี้จะมีประเทศสมาชิกประเทศใด ๑ ใน ๑๐ เลือกที่จะใช้ หรือไม่ เพราะการฟ้องร้องในระดับโลกนี้เขากำหนดกติกาไว้ว่าเมื่อเลือกทางใดทางหนึ่งแล้ว จะไปฟ้องศาลอีกศาลหนึ่งซ้ำไม่ได้ จะไปฟ้องอีกองค์กรหนึ่งซ้ำไม่ได้ เช่นถ้าเลือกการระงับ ข้อพิพาททางเศรษฐกิจผ่านทางอาเซียน (ASEAN) จะไปเลือกของดับเบิลยูทีโอ (WTO) ต่อ หลังจากแพ้แล้วทำไม่ได้ แพ้แล้วแพ้เลย จบแล้วจบเลย เพราะฉะนั้นเราก็ต้องมาดูกันว่าสิ่งที่มี ความแตกต่างระหว่าง ๒ องค์กรในเรื่องข้อตกลงเหล่านี้มันคืออะไร วันนี้สิ่งซึ่งท่านนำเสนอ มานี้ผมพยายามเปิดหา จะเทียบเองก็เรียนด้วยความเคารพเวลามีน้อยเทียบไม่ไหว เปิดดู ของดับเบิลยูทีโอ (WTO) หนาเป็นนิ้วดูไม่ไหวจริง ๆ ไม่สามารถเปรียบเทียบได้ สิ่งที่ท่าน ควรจะมีก็คือตารางเปรียบเทียบระหว่างข้อตกลง ๒ แบบ ซึ่งมันมีเนื้อหาเดียวกันและมี วัตถุประสงค์การใช้เหมือนกัน ท่านต้องมาเทียบรายอาร์ทิเคิล (Article) ต่ออาร์ทิเคิล (Article) ว่าของดับเบิลยูทีโอ (WTO) กับของอาเซียน (ASEAN) ๑ : ๑ แล้ว ข้อได้เปรียบ ข้อเสียเปรียบ ของแต่ละอันอยู่ตรงไหน อย่างไร อันนี้เป็นสิ่งซึ่งควรจะต้องมีให้กับสมาชิกรัฐสภา เพื่อการพิจารณา
ประเด็นที่ ๓ คือประเด็นของการบังคับใช้ เรื่องของการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท เหล่านี้มันไม่ใช่เรื่องใหม่แล้วก็ดับเบิลยูทีโอ (WTO) ก็มีอย่างที่บอก ของอาเซียน (ASEAN) มี แต่ไม่มีคนใช้ มีการฟ้องร้องกันระหว่างประเทศต่อประเทศ ไม่ใช่เฉพาะกรณีที่เกี่ยวเนื่องกับ ประเทศไทย แต่ในอดีตที่ผ่านมาประเทศสมาชิกดับเบิลยูทีโอ (WTO) ซึ่งมีเหตุการณ์ฟ้องร้อง ไกล่เกลี่ยเหล่านี้สุดท้ายก็ไม่มีการปรับเปลี่ยนกระบวนการบริหารหรือนโยบายให้เป็นไปตาม ข้อตกลงของดับเบิลยูทีโอ (WTO) หลังจากโดนฟ้องร้องและแพ้คดีแล้ว หมายความว่าแม้แต่ ดับเบิลยูทีโอ (WTO) ยังเป็นกึ่ง ๆ เสือกระดาษ คือไม่สามารถมีผลบังคับใช้ได้ ถามว่ามาอยู่ ในอาเซียน (ASEAN) วันนี้ผมก็ยังขาดความเชื่อมั่นครับว่าสุดท้ายแล้วกระบวนการที่เราทำ ออกมา พอถึงเวลาปฏิบัติใช้จริงแล้วจะสามารถที่จะไปบังคับประเทศสมาชิกหลังจากที่มี การฟ้องร้องไกล่เกลี่ยแล้วจะสามารถกลับมาอยู่ในกรอบที่เป็นไปตามข้อตกลงระหว่างประเทศ ได้จริงหรือ เพราะฉะนั้นประเด็นนี้เป็นประเด็นที่สำคัญ
ประเด็นสุดท้ายที่อยากจะฝากท่านประธานผ่านไปยังท่านผู้มาชี้แจงนะครับ ผมต้องเรียนอย่างนี้ครับ มันจะมีกระบวนการในการระงับข้อพิพาททางด้านเศรษฐกิจกี่ฉบับ ก็ตาม มันก็ไม่สามารถแก้ไขได้ เพราะว่ากระบวนการแก้ไขปัญหามันอยู่ที่ความจริงจัง และความจริงใจในการแก้ไขปัญหา เพราะกระบวนการเหล่านี้เอกชนเขาไม่สามารถดำเนินการ ได้ด้วยตนเอง ก็ต้องมาฝากกับทางภาครัฐเป็นผู้ดำเนินการให้ ตัวอย่างที่มียกตัวอย่างเอาง่าย ๆ ก็อย่างเช่นปัจจุบันเลย เรื่องการขุดทรายแม่น้ำโขง ประเทศไทยเราก็อยู่ในกรอบเขามาตลอด วันนี้เราไปบีบบังคับผู้ประกอบการอยู่แถวชายแม่น้ำโขงไม่ให้ขุดทรายขึ้นมาใช้เป็นไปตาม ข้อตกลงสักอันหนึ่ง ผมก็ไม่สามารถจะบอกท่านได้ว่าอันไหน แต่ประเทศเพื่อนบ้านเราเขาก็ยัง ทำการขุดทรายอย่างเป็นปกติ หมดหน้าฝนจะเข้าหน้าก่อสร้างทรายในประเทศไทยทางภาคอีสาน ไม่พอสุดท้ายเดี๋ยวได้นำเข้า ในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านเขายังสามารถปฏิบัติได้ วันนี้ภาครัฐ ก็ไม่ได้ทำอะไรครับ อันนี้ไม่ได้หมายถึงกระทรวงพาณิชย์นะครับ นี่เป็นตัวอย่างเฉย ๆ หมายความว่าอะไร หมายความว่ากระบวนการในการที่จะแก้ไขปัญหาให้ได้จริงมันไม่ได้อยู่ที่ ตัวบทกฎหมาย มันไม่ได้อยู่ที่ข้อตกลงหรือว่าพิธีสารใด ๆ ที่เราทำข้อตกลงไว้ แต่มันอยู่ที่ ความจริงใจของภาครัฐในการเข้าไปแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชน เพราะฉะนั้นก็ฝาก ท่านว่าไม่มีปัญหาของประชาชนปัญหาไหนที่มันเล็กเกินไปกว่าจะแก้ ขอให้ท่านให้ความสำคัญ แล้วก็ไปดูให้เขาแล้วก็หาหนทางที่จะแก้ไขปัญหาให้พี่น้องประชาชนให้เกิดขึ้นจริง ก็ใช้เวลา เกินไป ขอกราบประทานอภัยท่านประธานครับ
ไม่เป็นไรครับ ท่านรัฐมนตรีจะตอบ หรือให้เจ้าหน้าที่ตอบ ท่านจะตอบเองหรือให้เจ้าหน้าที่ตอบ เชิญได้ครับ
ท่านจิรายุ ห่วงทรัพย์ ความเห็นของกฤษฎีกาและกระทรวงการต่างประเทศ เรานำมาประกอบการพิจารณา แต่เราเห็นว่าเพื่อความโปร่งใสประกอบกับมีความเกี่ยวข้องกับการค้าเสรี เราจึงนำมาให้ รัฐสภาพิจารณา ท่านประธานที่เคารพ เพื่อความชัดเจนกระผมขออนุญาตท่านประธาน ได้อนุญาตให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องโดยตรงชี้แจงแทนกระผมครับ
เชิญเลยครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ เรียนท่านสมาชิกรัฐสภาผู้ทรงเกียรติทุกท่าน กระผม ดวงอาทิตย์ นิธิอุทัย รองอธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ได้รับอนุญาตให้มา ชี้แจงในรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับประเด็นคำถามต่าง ๆ ที่ท่านสมาชิกรัฐสภาได้หยิบยก แต่ในเบื้องต้นต้องขอขอบพระคุณต่อข้อความเห็น ข้อเสนอแนะทุกอย่างเป็นประโยชน์ ส่วนในประเด็นคำถามกระผมจะขออนุญาตเข้าสู่ประเด็นคำถาม เพราะว่าหลายคำถาม ที่ท่านสมาชิกได้หยิบยกจะมีความใกล้เคียงกัน ดังนั้นผมขออนุญาตตอบรวมไปด้วยกันนะครับ ขออนุญาตไล่เป็นประเด็นนะครับ
ในประเด็นคำถามที่ว่าตั้งแต่ต้นนี้ถ้าเกิดความตกลงพิธีสารนี้ เนื่องจากพิธีสารนี้ เป็นพิธีสารที่ใช้เฉพาะสมาชิกอาเซียน (ASEAN) มิได้ครอบคลุมไปถึงประเทศนอกอาเซียน (ASEAN) และเป็นพิธีสารที่ใช้เฉพาะในกรณีระงับข้อพิพาทในส่วนของเรื่องเศรษฐกิจ ซึ่งความตกลงทางด้านเศรษฐกิจในอาเซียน (ASEAN) นั้นมีหลายฉบับ แต่ละฉบับจะถูกผนวก และเขียน และบรรจุไว้เป็นเอกสารแนบท้าย ซึ่งในพิธีสารได้ระบุไว้ชัดเจนว่าสามารถทบทวน ได้เป็นระยะตามความเหมาะสม นั่นหมายความว่าฝ่ายเลขาธิการอาเซียน (ASEAN) สามารถ ดูว่ามีบทบัญญัติอะไรใหม่ ๆ สามารถนำมาเพิ่มเติมได้ หรือในกรณีที่มีความตกลงในอนาคต แล้วเห็นว่าจะต้องนำมาใช้พิธีสารการแก้ไขข้อพิพาทนี้ก็จะเขียนอยู่ในนั้นเช่นกันนะครับ ดังนั้นในกรณีคำถามที่ว่าพิธีสารในอนาคตจะนำมาใช้การระงับข้อพิพาทได้อย่างไร ก็ขอเรียน ให้ทราบว่าสามารถทบทวนได้ และในกรณีที่ความตกลงต่าง ๆ ที่จะมีใหม่นั้นสามารถเขียนลงไป ได้เลยว่าให้นำมาใช้ในพิธีสารนี้นะครับ
ประเด็นถัดมาในเรื่องของมีหลายท่านได้ตั้งข้อคำถามและข้อคิดเห็นในเรื่อง เกี่ยวกับวิธีการตั้งคณะผู้พิจารณาเพื่อพิจารณาข้อพิพาทที่เกิดขึ้น รวมถึงคณะองค์กรอุทธรณ์อย่างที่ เราเรียกกันว่าแอปเพลเลต บอดี (Appellate Body) ต้องขออนุญาตที่ใช้ศัพท์ภาษาอังกฤษ ต้องขออนุญาตเรียนอย่างนี้ว่าวิธีการนำเสนอรายชื่อผู้พิจารณาแต่ละประเทศทุกประเทศ ที่เป็นสมาชิกอาเซียน (ASEAN) สามารถนำเสนอรายชื่อได้ มิได้จำกัดว่าจะนำเสนอได้เท่าไร และนำไปใส่รวมกัน บางประเทศอาจจะเสนอหลายคน บางประเทศอาจจะเสนอเพียงคนเดียว ในกรณีที่เกิดข้อพิพาทผู้ที่จะคัดเลือกว่าใครจะมาทำหน้าที่เป็นผู้พิจารณา เป็นเรื่องข้อตกลง ระหว่างคู่กรณี แต่ทั้งนี้ในพิธีสารได้กำหนดไว้ชัดเจนว่าผู้พิจารณานั้นจะต้องไม่เป็นคนของประเทศนั้น ๆ รวมถึงไม่เป็นคนของประเทศที่ ๓ ที่เข้าไปเกี่ยวข้องหรือผู้มีส่วนได้เสียในคดีนั้น ๆ
สมาชิกกรุณาอย่าคุยเสียงดังนะครับ กลบเสียงผู้อภิปรายครับ เชิญต่อเลยครับ
กราบขอบคุณท่านประธานครับ ดังนั้นในคำถามที่ว่าแต่ละประเทศสมาชิกเป็นประเทศใหญ่ ประเทศเล็ก จะมีความเกี่ยวข้องได้อย่างไร ดังนั้นสรุปได้ว่าทุกประเทศสามารถเสนอได้ครับ ใครจะทำหน้าที่เป็นผู้พิจารณาในแต่ละคดีเป็นข้อตกลงระหว่างประเทศที่เป็นคู่กรณี ทั้งนี้ โดยมีเงื่อนไขว่าบุคคลที่มาจากประเทศที่เป็นคู่กรณีนั้นไม่สามารถเป็นผู้พิจารณาได้
ประเด็นในคำถามเรื่องการรักษาความลับ เรื่องนี้ในพิธีสารได้มีเขียนไว้ชัดเจนว่า อยู่ในเอกสารภาคผนวกที่ ๒ พิธีการก็คือว่าประเทศที่เกี่ยวข้อง
ขออภัยท่านประธานครับ ฝากเจ้าหน้าที่โสตเร่งเสียงดังหน่อยครับ เนื่องจากวันนี้สมาชิกเยอะ พยายามจะเอียงหูฟัง พยายามใช้หูฟัง ๒ อัน ยังแทบจะไม่ได้ยินเลย รบกวนท่านประธานครับ
ผมก็เตือนแล้วครับ สมาชิกครับ กรุณาอย่าคุยกันเสียงดังเกินไปนะครับ สงสัยไม่ได้ยินที่ผมเตือน สมาชิกกรุณาอย่าคุยเสียงดัง เกินไปนะครับ เชิญครับ
กราบขอบคุณท่านประธานครับ การรักษาความลับนั้นมีการบัญญัติไว้ชัดเจนไว้ในภาคผนวก ที่ ๒ อยู่ในเอกสารแนบท้าย กำหนดไว้อย่างนี้ว่า เมื่อคู่กรณีต้องการให้รักษาความลับ เอกสารใด เป็นความลับของคู่กรณีบอกได้ว่าขอให้คู่กรณีรักษาความลับเอกสารกี่ฉบับ มีอะไรบ้างที่เป็น ความลับให้ระบุได้ ซึ่งการระบุดังกล่าวในเอกสารพิธีสารเขียนไว้ชัดเจนว่า ทุกประเทศต้องให้ ความเคารพในการรักษาความลับนั้น ซึ่งการที่แต่ละประเทศได้แจ้งต้องการให้รักษาความลับ เอกสารใด นั่นย่อมสะท้อนถึงการใช้กฎหมายของแต่ละประเทศในการที่จะพิจารณาว่า เอกสารใดเป็นความลับ ดังนั้นในเรื่องการรักษาความลับพิธีสารได้ครอบคลุมไว้แล้ว ได้คำนึงถึง ในกรณีซึ่งเรียกว่าแต่ละประเทศมีกฎหมายการรักษาความลับที่แตกต่างกัน ดังนั้นจึงเปิดโอกาส ให้ประเทศสมาชิกที่เป็นปัญหา ที่เป็นคู่กรณีสามารถบอกได้เลยว่าเอกสารใดเป็นความลับ แล้วระบุไว้ชัดเจนว่าทุกประเทศที่เกี่ยวข้องจะต้องรักษาความลับในเอกสารนั้น ๆ นี่คือประเด็น ของการรักษาความลับที่มีท่านสมาชิกรัฐสภาได้ให้ข้อพิจารณาไว้และตั้งเป็นคำถามนะครับ
ประเด็นในเรื่องของการบังคับใช้ มีหลายท่านได้กรุณาตั้งคำถามว่าพิธีสารนี้ จะมีการใช้บังคับอย่างไร ต้องเรียนอย่างนี้ว่าในพิธีสารนี้เมื่อผู้พิจารณาตัดสินแล้วก็จะนำไปสู่ การบังคับใช้ ซึ่งในปกติแล้วการพิจารณาการบังคับใช้ คณะผู้พิจารณาก็จะบอกแต่เพียงว่า ข้อพิพาทนั้น ๆ ประเด็นที่เป็นปัญหานั้นเป็นการละเมิดความตกลงหรือไม่ ซึ่งถ้าในกรณีที่มี คำตัดสินแล้วผู้ที่แพ้ ประเทศที่แพ้จะต้องนำกลับไปแก้ไข แต่ถ้าไม่ยอมกลับไปแก้ไขอะไร จะเกิดขึ้น ผู้ที่ชนะสามารถที่จะยื่นแสดงความเสียหายได้ว่าตัวเองนั้นเสียหายจากข้อพิพาท ข้อกรณีนั้นเป็นอย่างไร หลังจากนั้นถ้ายังคงไม่แก้ไขอีก มันมีกระบวนการที่จะนำไปสู่การตอบโต้ เมื่อมีการตอบโต้แล้ว นั่นหมายความว่าเมื่อมีคำตัดสินในการให้การตอบโต้แล้วประเทศผู้ชนะคดีสามารถดำเนินการ ได้เลยครับ นั่นคือกระบวนการ ดังนั้นเพื่อจะตอบคำถามว่าการบังคับใช้มีผลอย่างไร มีครับ เพราะจะนำไปสู่กระบวนการขั้นสุดท้ายว่าถ้าหากมีความเสียหายที่เกิดขึ้นเมื่อพิสูจน์แล้ว และมีการคุยกันในเรื่องของความเสียหายที่เกิดขึ้นแล้วและยังตกลงกันไม่ได้ มันจะนำไปสู่ การตอบโต้ของประเทศที่ผู้ชนะคดี นั่นคือกระบวนการของมัน ดังนั้นในกระบวนการนี้ ตอบคำถามได้เลยว่าหากในกรณีที่มีข้อพิพาทเกิดขึ้นมันบังคับใช้ได้อย่างไร
ในประเด็นของที่ท่านได้กรุณาสอบถามว่าทำไมถึงต้องนำเข้าสู่การพิจารณา ของสภา ทั้ง ๆ ที่ทางกฤษฎีกาแล้วก็ทางกระทรวงการต่างประเทศมีความเห็น ซึ่งท่าน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ท่านได้กรุณานำเรียนแล้ว แต่ขออนุญาตเสริมอย่างนี้ ครับว่าทั้ง ๓ หน่วยงานเราหารือกันมาโดยตลอด เราไม่ได้มีข้อขัดแย้งอะไร ซึ่งการพิจารณา ขั้นสุดท้ายนั้นในการมองเป็นการมองที่อีกลักษณะหนึ่ง คือเนื่องจากกระทรวงพาณิชย์มอง แต่เพียงว่ามันอาจจะมีความเกี่ยวโยงกับเรื่องเขตการค้าเสรีจึงนำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของ คณะรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีได้พิจารณาความเห็นอย่างรอบคอบแล้วจึงนำเสนอสู่รัฐสภา ดังนั้นขอเรียนว่าทาง ๓ หน่วยงานมิได้มีความขัดแย้งแต่ประการใดนะครับ มีบางท่านได้ให้ ข้อสอบถามประเด็นเกี่ยวกับเรื่องสินค้าที่ส่งไปตามชายแดนประเทศจีน อย่างที่ผมเรียน ตั้งแต่ต้น ในเรื่องนี้พิธีสารฉบับนี้มิได้มีความเกี่ยวข้องอย่างไรกับประเทศนอกภาคีอาเซียน (ASEAN) แต่ประเด็นที่ท่านได้กรุณาหยิบยกในเรื่องสินค้าคือเกษตรผ่านแดนนั้น ขออนุญาต เรียนเป็นข้อมูลว่าขณะนี้ทางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์นั้นได้รับทราบแล้วและอยู่ระหว่าง การเจรจากับทางจีนนะครับ
มีท่านได้สอบถามเกี่ยวกับประเด็นเรื่องการให้สิทธิเป็นพิเศษกับประเทศพัฒนา น้อยที่สุดเป็นอย่างไร ตามข้อ ๒๓ และท่านได้กรุณาสอบถามเพิ่มเติมว่าพิจารณาอย่างไร อาเซียน (ASEAN) มองอย่างไรว่าใครเป็นประเทศด้อยพัฒนาหรือเราใช้คำสั้น ๆ ว่าแอลดีซี (LDC) ขออนุญาตเรียนเบื้องต้นว่าแอลดีซี (LDC) ในอาเซียน (ASEAN) ในขณะนี้มีอยู่ ๓ ประเทศ มีประเทศลาว ประเทศกัมพูชา และประเทศพม่า วิธีการของอาเซียน (ASEAN) นั้นเราอิงตาม ข้อบัญญัติของวิธีการของสหประชาชาติ ซึ่งวิธีการของสหประชาชาตินั้นจะมีวิธีการพิจารณา ๓ ประการหลัก ๆ ก็คือในเรื่องของรายได้เป็นอย่างไร คุณภาพ ดูในเรื่องหมวดคุณภาพของ ประชากรในแต่ละประเทศนั้น ๆ เป็นอย่างไร ดูประเด็นในเรื่องของลักษณะเศรษฐกิจของ ประเทศนั้นเป็นอย่างไร ซึ่งสหประชาชาติได้กำหนดเงื่อนไข หลักเกณฑ์เอาไว้ชัดเจน ดังนั้น ในประเด็นประเทศใดเป็นแอลดีซี (LDC) วิธีการพิจารณาเป็นอย่างไร ในอาเซียน (ASEAN) นั้น ชัดเจนว่าเราใช้หลักเกณฑ์ขององค์การสหประชาชาติ ในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการให้ สิทธิประโยชน์เป็นพิเศษกับประเทศที่เป็นประเทศพัฒนาน้อยดำเนินการอย่างไร ผมขออนุญาตเรียนอย่างนี้ครับว่าในกรณีของข้อบัญญัติในข้อ ๒๓ ทุกประเทศในการใช้ พิธีสารเพื่อระงับข้อพิพาทนั้น ประเทศทั้ง ๑๐ ประเทศใช้เหมือนกัน เพียงแต่ว่าบทข้อบัญญัติ ข้อ ๒๓ เขียนเพื่อ
ประการที่ ๑ จริง ๆ แล้วเป็นหลักการที่อยู่ในดับเบิลยูทีโอ (WTO) เรื่องนี้มีอยู่ ในดับเบิลยูทีโอ (WTO) เพียงแต่ว่าอาเซียน (ASEAN) ไม่ได้นำเข้ามาจนกระทั่งครั้งนี้ได้นำ เข้ามา เพราะจะได้เหมือนกับดับเบิลยูทีโอ (WTO)
ประการที่ ๒ วิธีการที่เขียนในพิธีสารที่จะให้สิทธิประโยชน์กับประเทศพัฒนาน้อย ผมขออนุญาตยกตัวอย่างอย่างนี้ ในกรณีถ้ามีข้อพิพาทกับประเทศพัฒนาน้อยที่สุด สมมุติว่า หากจะต้องมีการฟ้องร้อง ในพิธีสารก็พูดประมาณว่าประเทศที่พัฒนาที่ดีกว่าขอให้คิดเยอะ หน่อยว่าก่อนที่ท่านจะฟ้องเขาเป็นประเทศพัฒนาน้อย แล้วก็จะดำเนินการอย่างไรขอให้ อะลุ่มอล่วย หรือขั้นตอนในการพิจารณาคดี เช่นการยื่นเอกสารก็ขอให้คำนึงสักนิดหนึ่งว่า เขาประเทศพัฒนาน้อยอาจจะยื่นเอกสารช้ากว่ากำหนดให้มีการอะลุ่มอล่วยอย่างนี้เป็นต้น อย่างไรก็ตามสิทธิพิเศษโดยประเทศพัฒนาน้อยเราให้พิเศษในลักษณะเช่นนี้ ก่อนจะ ดำเนินการอย่างไรขอให้คิดสักนิดหนึ่งว่าประเทศเหล่านั้นเป็นประเทศพัฒนาน้อย แต่สิทธิ ต่าง ๆ ที่มีในการใช้ตามพิธีสารเหมือนกันเท่าเทียมกันทุกประการนะครับ มีท่านถามถึงเรื่อง วิธีการคัดเลือกอย่างที่ผมเรียนว่าวิธีการคัดเลือกผู้พิจารณานั้นทุกประเทศมีสิทธิที่จะเสนอว่า จะมีใครที่เป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านเศรษฐกิจ มีความเหมาะสมที่จะทำหน้าที่ ทุกประเทศ เหมือนกันครับ ทั้ง ๑๐ ประเทศสามารถมีสิทธิที่จะเสนอชื่อได้นะครับ
ส่วนในประเด็นเรื่องที่บอกว่าจะมีการใช้บังคับอย่างไรนั้นอย่างที่ผมเรียนครับ แล้วก็ต้องเรียนเพิ่มเติมอย่างนี้ว่าในอาเซียน (ASEAN) เรามีความอะลุ่มอล่วย ดังนั้น ในกระบวนการในพิธีสารได้พูดไว้ชัดเจนว่าก่อนที่จะเริ่มเข้าสู่กระบวนการระงับข้อพิพาท ตามพิธีสารนี้คู่กรณีสามารถไปคุยกันก่อนได้ที่เรียกว่าชั้นหารือ สามารถหารือกันก่อน ถ้าสามารถตกลงกันได้ก่อนก็จบกันอยู่แค่นั้นนะครับ จะเป็นทางเลือกที่ ๒ ก็คือว่ามีทางเลือก ที่เป็นอนุญาโตตุลาการ อาจไม่จำเป็นต้องเข้ากระบวนการข้อพิพาทเลย เข้าสู่กระบวนการ อนุญาโตตุลาการ เมื่อท่านตกลงกันได้ก็จบกันที่นั่นนะครับ ไม่ต้องเข้าสู่กระบวนการ ซึ่งนั่นหมายความว่าเราเปิดโอกาสให้ครับ พิธีสารนี้เปิดโอกาสให้ประเทศสมาชิกได้เลือกว่า จะเป็นอย่างไร ท่านได้ถามต่อว่าแล้วถ้าอนุญาโตตุลาการมีผลแล้วจะมีผลบังคับใช้อย่างไร ในพิธีสารพูดไว้ชัดเจนครับว่าหากผลการพิจารณาของคณะอนุญาโตตุลาการเป็นอย่างไร ให้นำมาใช้เลยพิธีสารพูดไว้ชัดเจนครับ ดังนั้นข้อกังวลต่าง ๆ ที่ท่านได้ระบุถึงว่าจะมีผล บังคับใช้อย่างไรของคณะอนุญาโตตุลาการหากมีผลแล้ว
ประเด็นคำถามเกี่ยวกับเรื่องกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๗๘ วรรคสี่นั้นถึงไหนแล้ว ต้องขอเรียนอย่างนี้ว่าเรื่องนี้ทางกระทรวงการต่างประเทศได้จัดทำ ร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้อง จริง ๆ เสร็จแล้ว แต่บังเอิญเนื่องจากครั้งแรกนั้นอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญเก่า ตั้งแต่ปี ๒๕๕๐ ได้ทำเสร็จสิ้นแล้ว และกำลังจะเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภานะครับ แต่ต่อมา ได้มีการเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญเลยทำให้ต้องกลับมาดู เนื่องจากว่ามันมีการเปลี่ยนแปลง ถ้อยคำอย่างมีนัยสำคัญเลยทำให้จะต้องนำมาทบทวน และประกอบกับมีมติคณะรัฐมนตรี ขณะนี้อยู่ในระหว่างการร่างนะครับ ซึ่งทราบว่าขณะนี้เสร็จสิ้นแล้ว
อันสุดท้ายเรื่องเกี่ยวกับการรับฟังการใช้ประโยชน์ของกลุ่มเอสเอ็มอี (SMEs) ต้องเรียนว่ากระทรวงพาณิชย์โดยท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการ ท่านได้ออกรับฟังคำถามประเด็นปัญหาจากผู้ที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะเอสเอ็มอี (SMEs) ตามภูมิภาคต่าง ๆ แล้วเรานำมารวบรวม ซึ่งกระทรวงพาณิชย์เรามีกระบวนการที่เรียกกว่า การหารือในระดับทวิภาคีอยู่ตลอดเวลา ดังนั้นในกรณีถ้ามีปัญหาแล้วยังคงมีประเด็นเราก็สามารถหยิบยกได้ และนำมาสู่กระบวนการ ระงับข้อพิพาทหากยังไม่สามารถหาข้อยุติได้ และหากมีข้อเท็จจริงว่าเป็นความผิดข้อตกลง ก็ขออนุญาตชี้แจงแต่เพียงเท่านี้ครับ ท่านประธานครับ ขอบพระคุณครับ
ขอบคุณนะครับ ท่านสมาชิกมีอะไร เพิ่มเติม เชิญเลยครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม จิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขอบคุณท่านรัฐมนตรีที่ได้กรุณาชี้แนะแล้วก็ให้ทางกระทรวงได้ตอบ คือผมคาใจที่ถามท่านผ่านไปยังท่านรองอธิบดี ท่านตอบประเด็นนี้หน่อยเรื่องอนุญาโตตุลาการ ที่ท่านพูดเมื่อสักครู่นี้ ท่านบอกว่าเป็นทางเลือกในพิธีสารนี้ ผมเข้าใจครับ เอกสารท่านส่ง เข้ามาอ่านปุ๊บก็เข้าใจ แต่คำถามที่ผมถามท่านผ่านท่านประธานไปยังรัฐมนตรี รัฐมนตรีไปให้ ตอบแทนนี่นะครับว่า ถ้าข้อพิพาทระหว่างรัฐกับเอกชนตามพิธีสารดังกล่าวนี้ที่ท่านบอกว่า เป็นทางเลือกที่จะให้ใช้อนุญาโตตุลาการตั้งเป็นองค์คณะแล้วพิจารณากรณีดังกล่าวนี้ ท่านบอกว่าเมื่ออนุญาโตตุลาการมีคำวินิจฉัยออกมาแล้วให้นำไปปฏิบัติได้เลย อันนี้ท่านพูดเอง เออเองหรือเปล่า คำถามผมต่อไปแล้วท่านยังไม่ได้ตอบก็คือว่า ในเมืองไทยมันมีหลายศาล แล้วมันมีกรณีตัวอย่าง ยกตัวอย่างเช่นเมื่อ ๑๐ กว่าปีที่แล้วท่านได้เคยเปิดไปดูไหมว่า อนุญาโตตุลาการเคยพิจารณาคดี ท่านประธานครับ แล้วก็มีคำวินิจฉัยออกมาเป็นคุณต่อ เอกชน หลังจากนั้นรัฐก็ไปร้องศาลปกครองให้เพิกถอนคำสั่งของอนุญาโตตุลาการ คำถามผม ผ่านไปยังกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการต่างประเทศไปยังท่าน ที่ท่านบอกว่าเป็นทางเลือก แล้วถ้าเกิดกรณีแบบนี้ท่านจะไปบอกในประชาคมอาเซียน (ASEAN) แบบไหน อย่างไร และคำยึดถือที่ท่านบอกว่าอนุญาโตตุลาการสามารถตัดสินได้เลย แล้วถ้าเกิดมีคนไปร้อง ศาลปกครองให้เพิกถอนในลักษณะเช่นนี้ซึ่งมันเคยเกิดขึ้น ท่านจะแก้ไขอย่างไร อันนี้ผมอยากฟัง คำตอบ เพื่อนักลงทุนระหว่างอาเซียน (ASEAN) เขาฟังปุ๊บ เขาจะได้รู้ว่าไปร้องอนุญาโตตุลาการ เป็นทางเลือก เดี๋ยวเขาไปร้องศาลปกครองอีก ก็มีปัญหาอีก ท่านช่วยตอบให้ชัดเจนก่อน ท่านประธานครับ
มีเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติจริงตอบชี้แจงได้ มีไหมครับ เชิญเลยครับ ผู้ใดก็ได้
ขออนุญาตท่านประธานครับ ในประเด็นนี้ต้องเรียนว่าอนุญาโตตุลาการภายใต้กรอบนี้ เป็นอนุญาโตตุลาการในการแก้ไขปัญหารัฐต่อรัฐ เพราะอนุญาโตตุลาการนี้มีหลายรูปแบบ รัฐต่อเอกชน แต่เรื่องนี้ภายใต้พิธีสารนี้เป็นข้อพิพาทระหว่างรัฐต่อรัฐ กราบขอบพระคุณครับ
ท่านสมาชิกก็ได้อภิปรายกันตามที่ ขอมา ทุกท่านได้อภิปรายหมดนะครับ แล้วก็ต้องขอบคุณทุกคนที่อดทนประชุมเพราะว่า เป็นวันที่เราประชุมพิเศษจริง ๆ ต่อไปก็ต้องขอความเห็นชอบ เพราะว่าญัตตินี้ต้องขอความ เห็นชอบในพิธีสารว่าด้วยกลไกระงับข้อพิพาทด้านเศรษฐกิจของอาเซียน (ASEAN) เพราะฉะนั้น ก็ต้องขอมติที่ประชุมนะครับ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องขอนับองค์ประชุมก่อน โดยสมาชิก กรุณาอยู่กับที่แล้วเจ้าหน้าที่จะไปนับแต่ละแถวเพื่อรวมว่าองค์ประชุมมีเท่าไร ขอสมาชิกได้นั่ง อยู่กับที่ เชิญเจ้าหน้าที่ครับ ผมเรียนไว้ล่วงหน้าเลยนะครับ เมื่อเราทราบองค์ประชุมแล้ว วิธีการลงมติที่เคยปฏิบัติที่ใช้เวลาน้อยที่สุดแล้วก็สอดคล้องกับข้อบังคับตามรัฐธรรมนูญ ก็คือจะแจกบัตรเพราะว่าสมาชิกจะต้องมีหลักฐานในการลงคะแนนโดยเปิดเผย กล่าวคือต้องแจกบัตรแล้วท่านเขียนชื่อและเลขของท่านนะครับ เลขเบอร์ของสมาชิก บัตรสีน้ำเงินแสดงผลการลงคะแนนเห็นด้วย บัตรสีแดงแสดงผลการลงคะแนนไม่เห็นด้วย บัตรสีขาวแสดงผลการลงคะแนนไม่ออกเสียง อันนี้จะเป็นบัตรที่จะแจกหลังจากทราบ องค์ประชุมแล้ว เรียนย้ำอีกครั้งหนึ่งว่าจำนวนสมาชิกรัฐสภาทั้งหมด ๗๔๗ คนนะครับ องค์ประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งคือ ๓๗๔ คน ผมขอเรียกหน่อยนะครับ
(นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบ ก่อนทำการตรวจสอบองค์ประชุมและลงมติ)
สมาชิกที่รับประทานอาหารหรืออยู่ที่ ห้องอื่นจะได้เข้ามานะครับ เจ้าหน้าที่จะประจำอยู่ทุกแถวที่เรานั่งอยู่นะครับ แล้วก็จะนับ จำนวนสมาชิกที่อยู่ในห้องมารวมกันนะครับ
ท่านประธาน ขออนุญาตนิดหนึ่งครับ
เชิญเลยครับ
ท่านประธาน ที่เคารพ ผม นายคารม พลพรกลาง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ จากจังหวัดร้อยเอ็ดครับ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ระหว่างที่รอเพื่อนสมาชิกจะลงคะแนน กราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพว่าจากที่วันนี้ฟังผู้ชี้แจงนะครับ ฟังเสียงแล้วนี่ พยายามฟังและตั้งใจฟัง อาจจะมีเสียงเพื่อนบ้าง แต่ว่าจริง ๆ แล้วผมว่าปัญหาจริง ๆ น่าจะ มาจากระบบเสียง เพราะฉะนั้นการอภิปรายไม่ไว้วางใจ เนื่องจากวันนี้เราจะปิด ก็กราบเรียน ท่านประธานว่าอยากจะให้ดูแลเรื่องนี้เป็นพิเศษ ไม่อย่างนั้นมันจะยุ่งกว่านี้ครับ กราบเรียน ท่านประธานด้วยความเคารพครับ
วันนี้เรียนจริง ๆ ก็คือมีเสียงคุย กันมากครับ ผมเตือนไม่น้อยกว่า ๓ ครั้งนะครับ ของจริงก็คือคุยกันมากอาจจะด้วยสมาชิก เห็นว่าเรื่องมันอาจจะยืดเยื้อก็เลยคุยกัน แต่บังเอิญคุยกันเสียงดังไปครับ ท่านสมาชิกครับ ท่านเลขาธิการขอร้องว่าให้หาที่นั่ง กรุณาหาที่นั่งนะครับ เพื่อให้เต็มแล้วก็จะได้นับแต่ละแถว กรุณาหาที่นั่งครับ อยู่ในช่วงที่พวกเราส่วนหนึ่งก็ไปทานอาหาร ก็ให้เวลาเพื่อจะได้ไม่มีปัญหา ข้างบนด้วยนะครับ ข้างบนท่านสมาชิกกรุณานั่งอยู่นะครับ ข้างบนก็มีท่านวุฒิสมาชิก ประเดี๋ยว ถ้านับเสร็จให้รวมนะครับ
(สมาชิกทำการใช้บัตรแสดงตน)
เมื่อพร้อมแล้วก็จะปิดการนับนะครับ เพื่อให้เจ้าหน้าที่รวม นี่เป็นประสบการณ์ครั้งหนึ่งในชีวิตของท่าน อาจจะไม่มีโอกาสอีกแล้วครับ
ท่านประธานครับ ผม ครูมานิตย์ ผู้แทนจากจังหวัดสุรินทร์ พรรคเพื่อไทยครับ ท่านประธานพูดเมื่อสักครู่นี้ ทำให้ข้างหลังตีความกันเยือกเย็นไปหมด บอกว่าเป็นประสบการณ์ครั้งสุดท้ายก็เลยทำให้ เยือกเย็นกันไปหมดเลยข้างหลัง อยากจะให้ท่านประธานช่วยแปลความขยายความหน่อย จะได้สบายใจกันทั้งหมดว่ามันเป็นอย่างไรครับครั้งสุดท้าย ขอบคุณมากครับท่านประธาน
ต่อไปเราคงไม่นับองค์ประชุมด้วยวิธีนี้ เมื่อมีห้องประชุมเรียบร้อยนะครับ อันนี้ก็เป็นครั้งหนึ่งในชีวิตที่ควรจะภูมิใจครับ
ครับ สบายใจแล้ว เมื่อท่านประธานยืนยัน มันสำคัญอยู่ที่ว่าบัตรผมท่านประธานเซ็นให้เป็นผู้แทน ๔ ปี เป็นได้ อยู่ปีเดียว พอท่านประธานพูดอย่างนี้เยือกเย็นกันไป ขอบคุณมากครับ
เอาใจช่วยครับ จำนวนสมาชิกที่นับ รวมได้ทั้งหมด ๕๔๑ ท่านครับ ครบองค์ประชุมครับ
ต่อไปขอทางเจ้าหน้าที่แจกบัตรให้กับ สมาชิกทุกท่านนะครับ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการแจกบัตร)
บัตรมี ๓ สีนะครับ ที่เรียนไว้ก็คือ บัตรสีน้ำเงินนั้นเห็นชอบ สีแดงไม่เห็นชอบ สีขาวงดออกเสียง แจกสมาชิกให้ทั่วก่อน แล้วสมาชิกใช้เวลาตอนนี้ว่าบัตรสีน้ำเงินที่ท่านเห็นจะเห็นด้วย สีแดงไม่เห็นด้วย และสีขาว งดออกเสียง โดยใส่ชื่อพร้อมเลขประจำตัวเป็น ส.ส. หรือสมาชิกวุฒิสภา แล้วก็พรรคการเมือง เมื่อสมาชิกได้ออกเสียงโดยเขียนชื่อเลขประจำตัว สถานะของสมาชิก ส.ส. หรือ ส.ว. แล้วชื่อพรรคเรียบร้อยแล้วเดี๋ยวสมาชิกอยู่กับที่เมื่อเสร็จแล้วเจ้าหน้าที่จะไปรับจากท่านครับ
(สมาชิกทำการใช้บัตรแสดงตนและลงคะแนน)
ต่อไปนี้ขอให้เจ้าหน้าที่เก็บบัตรครับ เพื่อเอาคะแนนมารวม ขอเวลาสักระยะหนึ่งไม่นานนะครับ ท่านสมาชิกครับ ท่านมณเฑียร เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ กระผม นายมณเฑียร บุญตัน สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพครับ ผมอยากจะขอความกรุณาท่านประธานหารือสั้น ๆ ในระหว่าง ที่กำลังนับคะแนนกันนี่นะครับ
ท่านมณเฑียรครับ ผมขออนุญาต นิดเดียวนะครับ ผมขอให้เรื่องนี้เรียบร้อยนะครับ เดี๋ยวเก็บบัตรมาเรียบร้อยแล้วจะอนุญาต ท่านมณเฑียรครับ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการรวบรวมบัตร)
เจ้าหน้าที่รวบรวมบัตรมาเรียบร้อย ในระหว่างตรวจนับคะแนนนี้ ท่านมณเฑียรมีอะไร เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ กระผม นายมณเฑียร บุญตัน สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมอยากจะขอความกรุณาขอหารือท่านประธานสั้น ๆ ว่าโดยทั่วไปแล้ว ตามข้อบังคับการประชุมของทางวุฒิสภาเวลามีการนัดประชุมในสมัยนี้ จริง ๆ ก็ย้อนหลัง ไปพอสมควรแล้วนะครับ ทางสำนักการประชุมจะจัดส่งเอกสารถึงสมาชิกทั้งที่เป็นรายบุคคล แล้วก็ส่งไปประกาศทางเว็บไซต์ (Website) เป็นรูปแบบเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ ทั้งนี้นอกจาก จะเป็นความสะดวกสำหรับสมาชิกบางท่านแล้ว ยังเป็นไปตามนโยบายลดการใช้กระดาษ ซึ่งก็ได้รับการบรรจุไว้ในข้อบังคับการประชุมวุฒิสภาด้วย ตัวผมเองนั้นมีความจำเป็นต้องใช้ เอกสารอิเล็กทรอนิกส์ อย่างไรก็ตามเห็นว่ารูปแบบเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ที่ผมจำเป็นต้องใช้ ก็จะเป็นประโยชน์ต่อการทำงานของรัฐสภาด้วย เพราะฉะนั้นหากยังไม่มีการบรรจุเรื่องนี้ เข้าไว้ในข้อบังคับการประชุมของรัฐสภา หรือยังไม่มีประเพณีปฏิบัติดังกล่าวก็อยากจะเรียน ฝากท่านประธานไปยังผู้ที่เกี่ยวข้องนะครับว่า ในการประชุมคราวต่อไปเพื่อให้สมาชิกมีส่วนร่วม ในการประชุมอย่างเต็มที่ สมาชิกบางคนก็อาจจะมีความจำเป็น เช่น ตัวผมเองมีความจำเป็น ต้องใช้เอกสารอิเล็กทรอนิกส์ ผมเองสนใจเรื่องพิธีสารดังกล่าว แต่ว่าเนื่องจากเอกสารผมไม่มี เพราะฉะนั้นจะอภิปรายอะไรไปข้อมูลอาจจะไม่ครบถ้วน จึงได้แต่ตั้งใจฟังนะครับ ก็คิดว่า ประโยชน์จะเกิดกับทุกฝ่าย ถ้าเราได้มีการจัดส่งเอกสารที่เป็นอิเล็กทรอนิกส์ไปยังสมาชิก รัฐสภาครับ ขอบพระคุณท่านประธานครับ
ขอบคุณครับ ท่านเลขาธิการกรุณาชี้แจง สักนิด เพราะเราทำเรื่องนี้อยู่จะมีปัญหาบางท่านที่ทักท้วงมา ก็เลยทำให้ยังต้องส่งเอกสาร แต่ว่าสมาชิกส่วนใหญ่ก็เริ่มจะเห็นด้วยว่าเป็นความสิ้นเปลือง เป็นภาระ ท่านเลขาธิการอธิบาย นิดหนึ่งครับ
ขออนุญาตกราบเรียน ท่านประธานครับ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรที่ดูแลเรื่องของการประชุมร่วมกัน ของรัฐสภา เราก็ได้ดำเนินการตามข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ข้อ ๒๑ ที่กำหนด ไว้ว่าให้ส่งระเบียบวาระการประชุมไปพร้อมกับหนังสือนัดประชุม โดยเอกสารที่เกี่ยวข้อง จะเผยแพร่ทางเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ กระผมก็ขอยืนยันว่าทางกระผมก็ได้ดำเนินการในเรื่อง ของสื่อระบบอิเล็กทรอนิกส์ด้วยครับ หนังสือนัดประชุมที่กระผมส่งไปก็จะมีบาร์โค้ด (Barcode) เรื่องของหนังสือนัดประชุมและระเบียบวาระการประชุมร่วมกันของรัฐสภา แล้วก็บันทึก ของการประชุมต่าง ๆ สื่อทางอิเล็กทรอนิกส์ทางสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรก็ได้ ดำเนินการแล้วครับ นอกจากนี้สำนักงานยังได้จัดทำแอปพลิเคชัน (Application) เรื่องของ วาระการประชุมลงในโทรศัพท์มือถือ ก็มีสมาชิกหลายท่านมาลงแอปพลิเคชัน (Application) ดังกล่าวแล้วนะครับ สื่อตัวนี้สำนักงานก็ได้ดำเนินการตามข้อบังคับการประชุมครับ ส่วนที่ท่าน ได้เสนอข้อสังเกตและข้อเสนอแนะสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรก็พร้อมที่จะรับไป ดำเนินการต่อไปให้ดียิ่งขึ้นครับ
ผมจะช่วยติดตามให้นะครับ สมาชิก ที่เคารพครับ ผลของการลงมติพิธีสารว่าด้วยกลไกระงับข้อพิพาทด้านเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN) เห็นด้วย ๕๔๙ คน เป็นบัตรสีน้ำเงิน ไม่เห็นด้วย ไม่มี งดออกเสียง ๙ คน มติที่ประชุมเห็นชอบ ตามที่รัฐมนตรีได้เสนอในพิธีสารว่าด้วยกลไกระงับข้อพิพาทด้านเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN) เรื่องนี้ก็จบนะครับ
วาระต่อไป
ระเบียบวาระที่ ๕ เรื่องที่ค้างพิจารณา ไม่มี
ระเบียบวาระที่ ๖ เรื่องที่เสนอใหม่ ไม่มี
ระเบียบวาระที่ ๗ เรื่องอื่น ๆ เราได้พิจารณาไปแล้ว
วันนี้ก็หมดวาระการประชุม ผมขอขอบพระคุณทุกคนได้ทำหน้าที่อย่างมีเกียรติ ขอบพระคุณครับ ขอปิดประชุมครับ