จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ตั้งข้อสังเกตถึงกระบวนการพิจารณาข้อตกลงอาเซียนว่าด้วยกลไกระงับข้อพิพาททางเศรษฐกิจที่รัฐสภายังไม่มีส่วนร่วมในขั้นตอนเจรจา ก่อนถูกนำเสนอให้เห็นชอบ โดยเสนอให้มีการรับฟังความคิดเห็นล่วงหน้าและเปรียบเทียบรายมาตราอย่างเป็นระบบ พร้อมแสดงความกังวลต่อประสิทธิภาพของกลไกระงับข้อพิพาทในกรอบอาเซียนและเวทีการค้าโลกที่มีข้อจำกัดในการบังคับใช้ รวมถึงเรียกร้องให้กระทรวงพาณิชย์กำกับดูแลอย่างรอบคอบเพื่อป้องกันความเสียหายต่อประชาชน และเน้นย้ำความจำเป็นในการแก้ไขปัญหาขุดทรายแม่น้ำโขงอย่างเป็นรูปธรรมแทนการพึ่งพากฎหมายเพียงอย่างเดียว
ท่านประธาน ที่เคารพ ผม จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดเชียงใหม่ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ต่อพิธีสารว่าด้วยกลไกระงับข้อพิพาททางด้านเศรษฐกิจของอาเซียน (ASEAN) ผมมี ๕ ประเด็น เมื่อท่านประธานลดเวลาผมก็จะเร่งให้ครอบคลุมโดยเร็วนะครับ
ประเด็นแรก เราผ่านกระบวนการพิจารณาลักษณะนี้มาหลายครั้ง ก็ต้องท้วงติง ไปยังกระทรวงพาณิชย์อยู่ในส่วนหนึ่ง แล้วก็หน่วยงานของภาครัฐอื่น ๆ ด้วย วันนี้เรื่องนี้ เข้าสภามาตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๗๘ หน้าที่ของรัฐสภาเราเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบครับ ต้องเรียนอย่างนี้ครับ กระบวนการที่จะเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบในวันนี้เหมือนมัดมือชก มาถึงพวกผมไม่มีสิทธิในการที่จะเข้าไปเปลี่ยนแปลงแก้ไข ไม่มีการตั้งคณะกรรมาธิการเพื่อที่จะ ไปปรับเปลี่ยนใด ๆ เป็นเรื่องที่ทางกระทรวงพาณิชย์ไปลงนามไว้แล้ว โดยท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงพาณิชย์ไปลงนามเมื่อปลายปีก่อน ผมต้องเรียนอย่างนี้ครับ สิ่งที่มาถึงจริง ๆ แล้ว ท่านก็รู้อยู่แล้วว่ารัฐสภาเป็นองค์กรซึ่งมีหน้าที่ในการอนุมัติหรือไม่อนุมัติ สิ่งที่ควรจะเกิดขึ้น จริง ๆ แล้วท่านแค่ส่งจดหมายก็ได้ทางไปรษณีย์ไปยังบ้านสมาชิกทุกท่านเพื่อให้ศึกษาก่อน ที่จะมีการพิจารณาลงนามและขอข้อเสนอแนะ ถ้าสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ได้เกิดขึ้นผมเชื่อว่า กระบวนการในวันนี้คงไม่มีการอภิปรายกันมากมายถึง ๑๐ กว่าคน แล้วก็น่าจะราบรื่น ไม่มี ข้อท้วงติงในวันนี้ เกิดมาถึงวันนี้ผมชอบ ๒ ไม่ชอบ ๑ ขึ้นมาผมก็แก้ไขไม่ได้ สุดท้าย ถ้าบังคับกันจริง ๆ ผมบอกผมลงมติไม่เอาก็เป็นความเสียหายกับประเทศชาติต่อไป เพราะฉะนั้นวันนี้ผมต้องเรียนต่อท่านครับ กระบวนการต้องมีการปรับเปลี่ยน ถึงไม่ได้เขียน อยู่ในรัฐธรรมนูญ ไม่ได้กำหนดในกฎหมาย ถ้าท่านทำได้เป็นการดีก็อยากให้ทำขึ้นมา ในอนาคต
คราวนี้มาพูดถึงตัวพิธีสาร ผมมี ๔ ประเด็น อย่างแรกเลยครับ พิธีสารฉบับนี้ เปิดโอกาสให้เกิดการฟ้องร้องระหว่างประเทศสมาชิกเป็นเรื่องของรัฐต่อรัฐ แต่แน่นอนครับ เอกชนถ้ามีปัญหาก็ฝากผ่านรัฐให้ดำเนินการฟ้องร้องได้ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแน่นอนครับ มันเป็นเรื่อง ๒ ทาง ประเทศไทยเองต้องยอมรับความจริงครับ เราก็มีเรื่องที่มีความหมิ่นเหม่ ที่จะผิดความตกลงหรือพันธกรณีต่าง ๆ หลายกรณี ท่านก็ต้องเตรียมตัวด้วยถ้าเกิดว่าเป็นเรื่อง ซึ่งเราเป็นผู้กระทำเราก็ต้องโดนเช่นเดียวกัน โดนเขาฟ้องร้องเหมือนกัน ก็อยากจะฝากทาง กระทรวงพาณิชย์ดูแลให้รัดกุมและรอบคอบ เพราะว่าผลเสียที่เกิดขึ้นคือพี่น้องประชาชนครับ
ประเด็นที่ ๒ ประเทศสมาชิกอาเซียน (ASEAN) ๑๐ ประเทศ ทุกประเทศ ก็เป็นสมาชิกองค์การการค้าโลก ดับเบิลยูทีโอ (WTO) ทั้งหมด วันนี้กระบวนการที่เรากำลัง ทำกันอยู่ไม่ใช่เรื่องใหม่ มันเกิดตั้งแต่ปี ๒๕๓๙ กระบวนการระงับข้อพิพาทผ่านทางอาเซียน (ASEAN) แต่ในอดีตที่ผ่านมา ๒๐ ปีไม่มีคนใช้ ท่านแปลกใจไหมครับ สาเหตุที่ไม่มีคนใช้ ๑. ก็อาจจะเป็นเพราะว่าข้อจำกัดหรือว่ารายละเอียดต่าง ๆ มันไม่เอื้อต่อกระบวนการ ซึ่งทำให้ได้ประโยชน์สูงสุดจริง หรือกระบวนการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทเหล่านี้ของเราสู้ ดับเบิลยูทีโอ (WTO) ที่เขามีอยู่ไม่ได้ หรือไม่เป็นที่เชื่อถือเชื่อมั่นเท่ากับดับเบิลยูทีโอ (WTO) หรือไม่ อย่างไร ๒๐ ปีไม่มีคนใช้ วันนี้เรากำลังจะมาปรับเปลี่ยนเพื่อให้มันมีความครอบคลุม เพื่อให้มีความกว้างแล้วก็อาจจะเกิดประโยชน์มากขึ้น ก็ยังต้องดูต่อไปว่าสุดท้ายกระบวนการ ช่องทางของอาเซียน (ASEAN) อันนี้จะมีประเทศสมาชิกประเทศใด ๑ ใน ๑๐ เลือกที่จะใช้ หรือไม่ เพราะการฟ้องร้องในระดับโลกนี้เขากำหนดกติกาไว้ว่าเมื่อเลือกทางใดทางหนึ่งแล้ว จะไปฟ้องศาลอีกศาลหนึ่งซ้ำไม่ได้ จะไปฟ้องอีกองค์กรหนึ่งซ้ำไม่ได้ เช่นถ้าเลือกการระงับ ข้อพิพาททางเศรษฐกิจผ่านทางอาเซียน (ASEAN) จะไปเลือกของดับเบิลยูทีโอ (WTO) ต่อ หลังจากแพ้แล้วทำไม่ได้ แพ้แล้วแพ้เลย จบแล้วจบเลย เพราะฉะนั้นเราก็ต้องมาดูกันว่าสิ่งที่มี ความแตกต่างระหว่าง ๒ องค์กรในเรื่องข้อตกลงเหล่านี้มันคืออะไร วันนี้สิ่งซึ่งท่านนำเสนอ มานี้ผมพยายามเปิดหา จะเทียบเองก็เรียนด้วยความเคารพเวลามีน้อยเทียบไม่ไหว เปิดดู ของดับเบิลยูทีโอ (WTO) หนาเป็นนิ้วดูไม่ไหวจริง ๆ ไม่สามารถเปรียบเทียบได้ สิ่งที่ท่าน ควรจะมีก็คือตารางเปรียบเทียบระหว่างข้อตกลง ๒ แบบ ซึ่งมันมีเนื้อหาเดียวกันและมี วัตถุประสงค์การใช้เหมือนกัน ท่านต้องมาเทียบรายอาร์ทิเคิล (Article) ต่ออาร์ทิเคิล (Article) ว่าของดับเบิลยูทีโอ (WTO) กับของอาเซียน (ASEAN) ๑ : ๑ แล้ว ข้อได้เปรียบ ข้อเสียเปรียบ ของแต่ละอันอยู่ตรงไหน อย่างไร อันนี้เป็นสิ่งซึ่งควรจะต้องมีให้กับสมาชิกรัฐสภา เพื่อการพิจารณา
ประเด็นที่ ๓ คือประเด็นของการบังคับใช้ เรื่องของการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท เหล่านี้มันไม่ใช่เรื่องใหม่แล้วก็ดับเบิลยูทีโอ (WTO) ก็มีอย่างที่บอก ของอาเซียน (ASEAN) มี แต่ไม่มีคนใช้ มีการฟ้องร้องกันระหว่างประเทศต่อประเทศ ไม่ใช่เฉพาะกรณีที่เกี่ยวเนื่องกับ ประเทศไทย แต่ในอดีตที่ผ่านมาประเทศสมาชิกดับเบิลยูทีโอ (WTO) ซึ่งมีเหตุการณ์ฟ้องร้อง ไกล่เกลี่ยเหล่านี้สุดท้ายก็ไม่มีการปรับเปลี่ยนกระบวนการบริหารหรือนโยบายให้เป็นไปตาม ข้อตกลงของดับเบิลยูทีโอ (WTO) หลังจากโดนฟ้องร้องและแพ้คดีแล้ว หมายความว่าแม้แต่ ดับเบิลยูทีโอ (WTO) ยังเป็นกึ่ง ๆ เสือกระดาษ คือไม่สามารถมีผลบังคับใช้ได้ ถามว่ามาอยู่ ในอาเซียน (ASEAN) วันนี้ผมก็ยังขาดความเชื่อมั่นครับว่าสุดท้ายแล้วกระบวนการที่เราทำ ออกมา พอถึงเวลาปฏิบัติใช้จริงแล้วจะสามารถที่จะไปบังคับประเทศสมาชิกหลังจากที่มี การฟ้องร้องไกล่เกลี่ยแล้วจะสามารถกลับมาอยู่ในกรอบที่เป็นไปตามข้อตกลงระหว่างประเทศ ได้จริงหรือ เพราะฉะนั้นประเด็นนี้เป็นประเด็นที่สำคัญ
ประเด็นสุดท้ายที่อยากจะฝากท่านประธานผ่านไปยังท่านผู้มาชี้แจงนะครับ ผมต้องเรียนอย่างนี้ครับ มันจะมีกระบวนการในการระงับข้อพิพาททางด้านเศรษฐกิจกี่ฉบับ ก็ตาม มันก็ไม่สามารถแก้ไขได้ เพราะว่ากระบวนการแก้ไขปัญหามันอยู่ที่ความจริงจัง และความจริงใจในการแก้ไขปัญหา เพราะกระบวนการเหล่านี้เอกชนเขาไม่สามารถดำเนินการ ได้ด้วยตนเอง ก็ต้องมาฝากกับทางภาครัฐเป็นผู้ดำเนินการให้ ตัวอย่างที่มียกตัวอย่างเอาง่าย ๆ ก็อย่างเช่นปัจจุบันเลย เรื่องการขุดทรายแม่น้ำโขง ประเทศไทยเราก็อยู่ในกรอบเขามาตลอด วันนี้เราไปบีบบังคับผู้ประกอบการอยู่แถวชายแม่น้ำโขงไม่ให้ขุดทรายขึ้นมาใช้เป็นไปตาม ข้อตกลงสักอันหนึ่ง ผมก็ไม่สามารถจะบอกท่านได้ว่าอันไหน แต่ประเทศเพื่อนบ้านเราเขาก็ยัง ทำการขุดทรายอย่างเป็นปกติ หมดหน้าฝนจะเข้าหน้าก่อสร้างทรายในประเทศไทยทางภาคอีสาน ไม่พอสุดท้ายเดี๋ยวได้นำเข้า ในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านเขายังสามารถปฏิบัติได้ วันนี้ภาครัฐ ก็ไม่ได้ทำอะไรครับ อันนี้ไม่ได้หมายถึงกระทรวงพาณิชย์นะครับ นี่เป็นตัวอย่างเฉย ๆ หมายความว่าอะไร หมายความว่ากระบวนการในการที่จะแก้ไขปัญหาให้ได้จริงมันไม่ได้อยู่ที่ ตัวบทกฎหมาย มันไม่ได้อยู่ที่ข้อตกลงหรือว่าพิธีสารใด ๆ ที่เราทำข้อตกลงไว้ แต่มันอยู่ที่ ความจริงใจของภาครัฐในการเข้าไปแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชน เพราะฉะนั้นก็ฝาก ท่านว่าไม่มีปัญหาของประชาชนปัญหาไหนที่มันเล็กเกินไปกว่าจะแก้ ขอให้ท่านให้ความสำคัญ แล้วก็ไปดูให้เขาแล้วก็หาหนทางที่จะแก้ไขปัญหาให้พี่น้องประชาชนให้เกิดขึ้นจริง ก็ใช้เวลา เกินไป ขอกราบประทานอภัยท่านประธานครับ