กนก วงษ์ตระหง่าน อภิปรายประเด็นการเข้าถึงกลไกระงับข้อพิพาทเศรษฐกิจของอาเซียน โดยเน้นว่าผู้ประกอบการขนาดย่อม เกษตรกร และวิสาหกิจชุมชนมีข้อจำกัดในการฟ้องร้องเมื่อเทียบกับผู้ประกอบการรายใหญ่ จึงเรียกร้องให้กระทรวงพาณิชย์พิจารณาความเท่าเทียมในการเข้าถึงสิทธิประโยชน์จากพิธีสารการค้า พร้อมผลักดันระบบรองรับและช่วยเหลืออย่างเป็นรูปธรรม ทั้งในด้านการส่งออกผลไม้ไทยไปจีนที่ต้องผ่านประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งทำให้ผู้ส่งออกไทยถูกล้งต่างชาติครอบงำ และเรียกร้องให้แก้ไขปัญหาอุปสรรคดังกล่าวเพื่อคุ้มครองผลประโยชน์ของผู้ประกอบการรายย่อยอย่างยุติธรรม
เรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม กนก วงษ์ตระหง่าน ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขออนุญาต ที่จะอภิปรายพิธีสารว่าด้วยกลไกระงับข้อพิพาทด้านเศรษฐกิจของอาเซียน (ASEAN) ท่านประธานครับ เพื่อนสมาชิกได้อภิปรายความหมายกลไกต่าง ๆ มากพอสมควรแล้ว แล้วก็ ในหลักการนี้ผมเห็นด้วยนะครับ แต่ปัญหาที่ผมมีคำถามที่ต้องการจะอภิปรายก็คือการปฏิบัติ ตามพิธีสารนี้ การปฏิบัติตามพิธีสารนี้ถ้าพูดภาษาง่าย ๆ ก็คือว่าจะต้องมีผู้ไปฟ้อง เมื่อดูกลไก และกระบวนการต่าง ๆ แล้ว ผู้ประกอบการหรือผู้ที่จะฟ้องได้ด้วยตนเองนั้นทั้งหมดเลย เป็นรายใหญ่ทั้งสิ้น แต่ปรากฏว่ามีผู้ประกอบการอีกเยอะมากซึ่งเป็นตัวเล็กตัวน้อยที่อยู่ ในประเทศไทยของเรานี่นะครับ ได้รับผลกระทบจากการค้าการลงทุนระหว่างประเทศ ผมขออนุญาตยกตัวอย่าง รายใหญ่ที่มีการค้า ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เขาก็เข้าสู่ข้อพิพาทได้ แต่รายเล็กของเรานี่ เอสเอ็มอี (SMEs) ของเราปีละ ๑๐๐ ล้านบาท แต่มี ๑,๐๐๐ ราย ท่านประธานครับ ก็คือ ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาทเหมือนกัน แต่เขาไม่สามารถเข้าสู่ข้อพิพาทนี้ได้ เพราะด้วยตัวเขาเองโดยลำพังไม่มีกำลังที่จะไปถึงได้ ตรงนี้ท่านประธานครับ เป็นเหตุผล ที่ผมจะต้องอภิปรายเพื่อที่จะเป็นปากเป็นเสียงให้กับผู้ประกอบการที่เป็นตัวเล็กตัวน้อย ที่อยู่ในประเทศของเราจำนวนมหาศาลว่าเขาจะได้ประโยชน์จากพิธีสารนี้ได้อย่างไรนะครับ ถ้าไม่อย่างนั้นแล้วพิธีสารนี้ก็จะเป็นพิธีสารที่เป็นประโยชน์กับผู้ประกอบการรายใหญ่เท่านั้น ท่านประธานครับ
ในประเด็นที่ ๑ ที่ผมขออนุญาตตั้งประเด็นกับกระทรวงพาณิชย์ก็คือว่า ในกระบวนการของการที่จะรักษาประโยชน์ของตัวเล็กตัวน้อยที่เป็นผู้ประกอบการเอสเอ็มอี (SMEs) วิสาหกิจชุมชนเป็นต้นนั้นจะต้องมีอินฟราสตรักเชอร์ (Infrastructure) จะต้องมี ระบบการบริหารเข้ามารองรับ ท่านมีสิ่งเหล่านี้หรือยังที่จะรับทราบปัญหาของผู้ประกอบการ เอสเอ็มอี (SMEs) ของไทย เกษตรกรของไทยที่ได้รับผลกระทบจากการค้าการลงทุน ในอาเซียน (ASEAN) ที่เกิดขึ้น และรวบรวมสิ่งเหล่านี้ตั้งเป็นข้อพิพาท และกระทรวงพาณิชย์ ควรจะเป็นผู้ร้องทุกข์ด้วยตัวเองแทนประชาชน เอสเอ็มอี (SMEs) แล้วก็เกษตรกรที่เกิดขึ้น ในบ้านของเรา คำถามที่ ๑ ท่านมีโครงสร้างพื้นฐาน มีระบบการจัดการเพื่อการแก้ไขปัญหา เรื่องนี้แล้วหรือยัง
ในประการที่ ๒ เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องของเรานั้นมีกระบวนการ มีกลไกที่จะนำ ปัญหาและอุปสรรคของการค้าการลงทุนของคนไทยที่เป็นรายเล็กรายน้อย และเตรียมที่จะ ตั้งเป็นประเด็นเพื่อนำไปสู่การฟ้องร้องหรือการเข้าสู่กระบวนการเจรจาข้อพิพาทเหล่านี้ ผมขออนุญาตยกตัวอย่างที่เป็นรูปธรรม ก็คือการค้าชายแดน เราพบว่าวันนี้มีผู้ประกอบการ ของไทย ไม่ว่าจะเป็นรถขนสินค้า สินค้าผ่านแดนที่เป็นเอสเอ็มอี (SMEs) ไม่ว่าจะเป็น ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ไม่ว่าจะเป็นในภาคอีสาน หรือไม่ว่าจะเป็น ในภาคตะวันตกก็ตาม จำนวนมหาศาลที่เขาพบปัญหานะครับ แต่เนื่องจากขนาดของเขา เล็กเกินไป เขาเจอกฎระเบียบที่เป็นทางการและกฎระเบียบที่ไม่เป็นทางการ เขาไม่สามารถ ส่งเสียงอะไรได้เลย เขาไม่ได้รับประโยชน์จากพิธีสารนี้เลย ท่านมีวิธีการอย่างไร มีกลไก อย่างไรที่จะช่วยให้คนไทยเหล่านี้ได้รับประโยชน์จากพิธีสารเหล่านี้
ตัวอย่างประการที่ ๒ ที่ชัดเจน ก็คือเมื่อไม่นานมานี้ผมไปที่จังหวัดจันทบุรี เราพบการขนส่งสินค้าผลไม้จากประเทศไทยซึ่งจะต้องผ่านประเทศกัมพูชา ผ่านประเทศ เวียดนามและไปประเทศจีน กระบวนการผ่านแดนเหล่านี้ทำให้พ่อค้าไทยที่เป็นผู้ส่งออก ผลไม้ทำไม่ได้ ก็จะต้องมีล้งเข้ามาเกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นล้งเวียดนาม ล้งกัมพูชา ล้งจีน ก็เข้ามา ครอบผู้ประกอบการของประเทศไทยทั้งสิ้น ผมอยากทราบว่าข้อพิพาทนี้จะทำให้ผู้ส่งออก ผลไม้ของประเทศไทยได้หลุดพ้นจากอาณัติของล้งเหล่านี้ที่อาศัยความได้เปรียบของ การควบคุมสถานการณ์ทางการค้าในประเทศของเขาและทำให้ผลไม้ของไทยที่มีคุณภาพ ไม่สามารถไปถึงประเทศจีนได้อย่างนี้เป็นต้น จากตัวอย่างดังกล่าวนี้เองผมอยากให้กระทรวง พาณิชย์ได้ตระหนักว่าผู้ประกอบการที่ไม่มีกำลังของคนไทยนั้นยังมีปัญหาอีกเยอะมาก ส่วนผู้ประกอบการรายใหญ่นั้นเขาช่วยตัวเขาเองได้ครับ
ประการที่ ๓ ก็คือความคิดและทัศนคติของเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบ ถ้าพูดง่าย ๆ ก็คือมายด์เซต แอนด์ บีเฮฟวิเออร์ (Mindset and behavior) ของเจ้าหน้าที่รัฐ ถ้าท่านมี พิธีสารนี้แล้วและท่านรอให้เกิดปัญหา รอให้มีข้อพิพาทแล้วก็ไปดำเนินการตามกลไก และระบบที่ท่านแก้ให้ดีขึ้นนี้ ตามพิธีสารที่เรากำลังจะรับรองกันนี้ก็เป็นเรื่องหนึ่ง ซึ่งอันนี้ เป็นเรื่องปกติ ผมไม่มีข้อสงสัยเลยครับ อย่างเช่นข้อพิพาทเกี่ยวกับเรื่องของฟิลลิป มอร์ริส ก็สู้กันไป แต่ผมเป็นห่วงว่าพ่อค้าส่งสินค้าอุปโภคบริโภคในภาคอีสานเราจะส่งผ้าย้อมคราม เราจะส่งผ้าบาติกไปขายต่างประเทศและเราเจอปัญหาเหล่านี้ ผู้ประกอบการเหล่านี้ เขาไม่สามารถจะเข้าไปสู่ข้อพิพาทในการกีดกันในเรื่องเหล่านี้ได้ เพราะฉะนั้นผมอยาก ถามว่าเราจะทำให้มายด์เซต (Mindset) ของเจ้าหน้าที่ของเรานี้ที่จะเข้าไปศึกษาปัญหาของ ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี (SMEs) ของเกษตรกร ของวิสาหกิจชุมชนที่มีปัญหาเกี่ยวกับเรื่อง การส่งสินค้าไปต่างประเทศ เพื่อที่จะทำให้ปัญหาของเขา ข้อเรียกร้องของเขาได้รับประโยชน์ จากหลักการและแนวคิดของพิธีสารอันนี้ว่าเป็นอย่างไร เพราะถ้าไม่อย่างนั้นแล้วพิธีสาร เหล่านี้ก็จะมีเฉพาะรายใหญ่เท่านั้นที่ได้ประโยชน์ ผมย้ำอีกครั้งหนึ่งว่าเอสเอ็มอี (SMEs) วิสาหกิจชุมชน เกษตรกรที่มีศักยภาพที่จะไปต่างประเทศได้เยอะมากครับ แต่เขาไปไม่ได้ เพราะเขาถูกติดด้วยกฎระเบียบ ด้วยข้อพิพาทเหล่านี้ แต่เขาไม่มีกำลังพอที่จะไปส่งเสียงว่า ผมมีปัญหาครับ แก้ให้ผมหน่อยครับ เขาไม่มีกำลังขนาดนั้น ในพิธีสารเหล่านี้ผมไม่เห็นกลไก ที่จะไปช่วยคนที่เสียเปรียบในประเทศไทยของเราที่จะได้รับประโยชน์จากการค้าการลงทุน ในต่างประเทศ ท่านประธานครับ ผมต้องการที่จะบอกว่าพิธีสารอันนี้ไม่ใช่เป็นเพียง เครื่องมือเพื่อจะแก้ปัญหาเมื่อเกิดปัญหาแล้ว เพราะทั้งหมดที่เราอภิปรายนั้นพิธีสารนี้เราพูดกัน เฉพาะว่าเมื่อมีปัญหาแล้วเราจะแก้ปัญหากันอย่างไร แต่ผมอยากให้เจ้าหน้าที่ของรัฐ คิดมากกว่านั้น คิดในเชิงรุก เราจะทำอย่างไรให้กรอบตามพิธีสารนี้ถูกนำมาใช้ในเชิงรุก เพื่อการป้องกันไม่ให้เกิดปัญหา เพื่อการแก้ไขปัญหาล่วงหน้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแก้ไข ปัญหาของเอสเอ็มอี (SMEs) การแก้ไขปัญหาของวิสาหกิจชุมชน การแก้ไขปัญหาของ โอทอป (OTOP) ทั้งหลาย การแก้ไขปัญหาของเกษตรกรทั้งหลายที่เขาพึงจะได้รับประโยชน์ จากการเปิดประตูอาเซียน (ASEAN) ด้วยเหตุผลดังกล่าวนี้เอง ผมจึงอยากจะขออนุญาตถาม ท่านประธานผ่านไปยังท่านรัฐมนตรีว่ากรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศของกระทรวงพาณิชย์ ได้เตรียมการเรื่องนี้กับส่วนราชการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับประเด็นที่ผมพูดอย่างไร เช่น กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นต้น ท่านก็ทราบดีอยู่แล้วว่าจีเอพี (GAP) วันนี้ประเทศจีนเขาขีดเส้นว่าผลไม้ไทยถ้าไม่ได้จีเอพี (GAP) จีเอ็มพี (GMP) ส่งไปประเทศจีนไม่ได้ รายใหญ่ทำได้ครับ แต่รายเล็กที่จังหวัดจันทบุรี รายเล็กที่จังหวัดตราด รายเล็กที่จังหวัดระยอง ทำไม่ได้ครับ ท่านจะนำข้อพิพาทเหล่านี้ ไปดำเนินการกับประเทศจีนอย่างไร กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศเป็นตัวแทนของ คนไทยเหล่านี้ได้หรือไม่ อย่างนี้เป็นต้น ท่านประธานครับ ด้วยเหตุผลดังกล่าวนี้ผมจึงอยากให้พิธีสารนี้เป็นพิธีสารที่เอสเอ็มอี (SMEs) ผู้ประกอบการตัวเล็กตัวน้อย เกษตรกรได้รับประโยชน์ และถ้าเราทำอย่างนี้พิธีสาร ตัวนี้ก็จะมีความครบถ้วนและสมบูรณ์ เพราะไม่ใช่เพียงคนบางกลุ่มที่ได้ประโยชน์ แต่เป็น คนไทยทั้งหมดที่ได้ประโยชน์ ด้วยเหตุผลดังกล่าวนี้เองผมจึงอยากจะขอวิงวอนแทนคนยาก คนจนว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐ ฝ่ายการเมืองที่รับผิดชอบในอำนาจกรุณามองประชาชนที่เขามี ศักยภาพจะโตได้แต่เขาโตไม่ได้เพราะกฎระเบียบ เพราะอุปสรรคบางอย่างที่ขัดขวางเขาไว้ มันไม่ใช่แค่แต่เพียงเรื่องของข้อพิพาทของกรณีรายใหญ่ของประเทศไทยกับรายใหญ่ ของต่างประเทศเท่านั้น แต่มันเป็นโอกาสที่สำคัญ ผมอยากให้ท่านคิดถึงเรื่องนี้ แล้วเมื่อท่าน คิดถึงเรื่องนี้นำหลักการ นำแนวคิดของพิธีสารนี้มาทำงานในเชิงรุกและช่วยให้เอสเอ็มอี (SMEs) ของเรา วิสาหกิจชุมชนของเราไปต่างประเทศได้ ท่านลองนึกภาพดูว่าถ้าเอสเอ็มอี (SMEs) ของเราไปต่างประเทศและขายเพียงรายละ ๑๐๐ ล้านบาท แต่ถ้าเรามีเอสเอ็มอี (SMEs) ๑๐๐,๐๐๐ ราย เรามี ๑๐ ล้านล้านบาทของการส่งออก จีดีพี (GDP) ประเทศจะโตขึ้น อีกมหาศาล ท่านต้องคิดแบบนี้ประเทศไทยจึงจะอยู่รอด ถ้าท่านทำพิธีสารเพื่อมีผู้ประกอบการ รายใหญ่เพียง ๕ ราย ๑๐ ราย ผมคิดว่าท่านคิดแคบเกินไปครับ ก็ขออนุญาตท่านกรุณา เปิดความคิด เปิดมุมมองให้เห็นคนไทยทั้งประเทศแล้วให้พิธีสารนี้ตอบโจทย์ของคนไทย ทั้งประเทศ แทนที่จะตอบโจทย์คนไทยบางกลุ่มเท่านั้นครับ ขอขอบพระคุณครับ