สุพิศาล ภักดีนฤนาถ อภิปรายเรื่องพิธีสารกลไกระงับข้อพิพาทด้านเศรษฐกิจอาเซียน

รัฐสภา · ครั้งที่ ๒ · ๒๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๓

สุพิศาล ภักดีนฤนาถ อภิปรายเรื่องพิธีสารกลไกระงับข้อพิพาทด้านเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN) ที่ต้องเข้าสภาตามรัฐธรรมนูญมาตรา 178 เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศ โดยชี้ว่ารัฐบาลต้องแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่ตกต่ำและโครงการอีอีซีที่ไม่ได้ผล พร้อมเน้นย้ำหลักการสำคัญขององค์การการค้าโลก (WTO) เรื่องความโปร่งใสและไม่เลือกปฏิบัติเพื่อให้มั่นใจว่าการดำเนินการนี้จะช่วยดึงดูดนักลงทุนต่างชาติ

พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

เรียนท่านประธานที่เคารพ ผม พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา วันนี้เป็นวันหนึ่งที่ได้ร่วม อภิปราย ไม่ต้องตกใจครับว่าอาชีพตำรวจทำไมถึงมาพูดเรื่องพิธีสาร ผมก็มีอาจารย์ท่านหนึ่ง ที่ประสิทธิ์ประสาทวิชาไว้ เดี๋ยวท่านคงมาอภิปรายด้วยนะครับ ในเรื่องนี้สิ่งสำคัญคือพิธีสาร ก็คือความตกลงระหว่างประเทศที่จะต้องทำ ประวัติคงไม่ต้องพูดนะครับ เอาย่อ ๆ แค่เพียง แต่ว่าพิธีสารนี้เกิดขึ้นตั้งแต่ปี ๒๕๓๙ แล้วนะครับ แล้วก็เปลี่ยนระดับไต่ระดับมาเรื่อยจนถึง ปี ๒๕๔๗ ก็มีการแก้ไขปรับปรุง แต่ปรากฏว่าประเทศนี้หยุดชะงักครับ ช่วงที่หยุดชะงัก คือเป็นช่วงเดียวกันครับว่ารัฐบาลถูกการเปลี่ยนแปลงไป แล้วปรากฏว่าเป็นช่วงที่เราเข้า ประตูอาเซียน (ASEAN) พอดีในวันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๕๘ ๑๐ ประเทศของเราที่ใกล้ ๆ อยู่ในอาเซียน (ASEAN) เขาตกอกตกใจครับท่านประธาน ว่าจะไปอย่างไรดีในการค้าขาย ระหว่างประเทศ มันก็เลยเป็นปัญหาว่าความเชื่อมั่นของประเทศไทยเราในขณะนั้น มันสามารถจะดำเนินการค้าอย่างไรได้หรือเปล่า นั่นคือสิ่งหนึ่งที่เป็นสิ่งบอกเหตุที่ว่าทำไม พิธีสารนี้ถึงจะต้องมาเข้าสภา ก็ปรากฏว่ารัฐบาลก็พยายามเขียนรัฐธรรมนูญที่ตราออกมา ที่ทำให้พิธีสารนี้ต้องเป็นเงื่อนไขในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ มาตรา ๑๗๘ ตั้งแต่วรรคแรก วรรคสอง วรรคสาม จนกระทั่งถึงวรรคสี่ ที่จะต้องรับฟังนะครับ นั่นคือสิ่งสำคัญที่จะต้องทำให้ รัฐบาลกลับมา แต่ผมก็สงสัยครับท่านประธาน พิธีสารนี่เป็นพิธีสารที่ว่าด้วยกลไกระงับ ข้อพิพาทด้านเศรษฐกิจของอาเซียน (ASEAN) และเป็นพิธีสารที่ท่านจุรินทร์ เมื่อเร็ว ๆ นี้ วันที่ ๓๑ ตุลาคม ๒๕๖๒ ได้มีการประชุมแล้วก็ไปตกลงกัน แล้วถึงเอานำมาเข้าในวาระนี้ แต่สิ่งที่ผมกำลังบอกว่าเพราะมันเป็นห้วงของเศรษฐกิจครับ เป็นพิธีสารที่เกี่ยวกับเศรษฐกิจ การค้าการลงทุนชัดเจน แต่ก็มีครับในความเห็นของเอกสารการรายงานของกรมเจรจาการค้า ระหว่างประเทศบอกว่าอันนี้ไม่เข้าข้อกฎหมาย โดยเฉพาะสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ท่านให้ความเห็นบอกว่าไม่ต้องเข้ารัฐสภาก็ได้ แต่กระทรวงพาณิชย์บอกต้องเข้า กระทรวง การต่างประเทศก็ต้องบอกว่าต้องเข้ารัฐสภาเรา เข้าเพราะว่าเงื่อนไขหรือข้อกฎหมาย มันเกี่ยวข้อง และเป็นพิธีสารที่เกี่ยวกับเศรษฐกิจ การค้าและการลงทุน จึงเป็นประเด็นที่เข้ามา ที่สภาแห่งนี้ตามมาตรา ๑๗๘ วรรคหนึ่ง วรรคสอง ทีนี้กลับมาดูท่านประธานครับ เพราะเหตุ อะไรครับ เพราะว่าปี ๒๕๕๗ ปี ๒๕๕๘ เศรษฐกิจจะอยู่ ๔ เปอร์เซ็นต์ จีดีพี (GDP) ขณะนี้มันร่วงครับ ร่วงมาเรื่อย ๆ ๒.๓ เปอร์เซ็นต์ แล้วปีนี้จะถึง ๒ เปอร์เซ็นต์หรือเปล่ายังไม่รู้จีดีพี (GDP) แล้วปรากฏว่านโยบายรัฐบาลเรื่องอีอีซี (EEC) เศรษฐกิจพิเศษมันไม่เวิร์ก (Work) ศูนย์ดิจิทัล ที่อยู่ที่ศรีราชายังไม่เกิดเลย เงินก็ยังไม่ออก งบประมาณก็ยังไปไม่ได้ อันนี้ละครับรัฐบาล พยายามแก้หรือหาเครื่องมือหรือกลไกออกมาเพื่ออะไร เพื่อทำให้รัฐเองเกิดความเชื่อมั่น เพื่อให้ ๑๐ ประเทศ ประเทศพม่า ประเทศลาวที่อยู่ใกล้ ๆ บ้านเรามาร่วมเป็นชาวอาเซียน (ASEAN) ด้วยกัน ร่วมที่จะกล้าลงทุน จะไม่เห็นมีใครลงทุนเลยนะครับ อีอีซี (EEC) ประเทศ ที่มีการค้าข้ามชาติจะไม่ค่อยกล้ามาเพราะนี่ละครับ ผมไม่รู้ว่าจะแก้ปัญหาต่ำกว่า ๒ เปอร์เซ็นต์ จีดีพี (GDP) ได้หรือเปล่า นั่นคือสิ่งที่พิธีสารตัวนี้เกิดขึ้นนะครับ ผมว่าถ้ารัฐบาลยังอ่อนแอ เกิดความไม่เชื่อมั่นของเพื่อนมันจะตั้งพิธีสาร แล้วพิธีสารทั้งหมดมี ๑๓ อาร์ทิเคิล (Article) ท่านประธาน โดยเฉพาะ ๑๓ อาร์ทิเคิล (Article) ต่าง ๆ ส่วนใหญ่เป็นอาร์ทิเคิล (Article) ที่เกี่ยวกับการพิจารณาหรือกระบวนการ กระบวนการนี้เพื่ออะไร เพื่อสร้างความเชื่อมั่น และยึดโยง ก็โอเค (OK) ตัวหนังสือที่เขียนไว้ในกลไกพิธีสารนี้ก็สวยหรูครับ เป็นไปตาม ที่กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศเขียนมาเพื่ออะไร เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้รัฐบาล เพื่อให้มีคนมาลงทุน ให้นักการค้าการลงทุนต่าง ๆ ระหว่างประเทศหรือรัฐต่อรัฐจะได้เชื่อมั่น ประเทศไทยมากขึ้น แต่สำคัญพิธีสารมันต้องยึดโยง แล้วมันยึดโยงกับใครครับ มันยึดโยง ต่อองค์การค้าระหว่างโลกครับ หรือองค์การการค้าโลกดับเบิลยูทีโอ (WTO) โดยเฉพาะ ในดับเบิลยูทีโอ (WTO) นี่ครับ มีหลักสำคัญของดับเบิลยูทีโอ (WTO) ที่เกี่ยวข้องกับหลักการ สำคัญในการพิจารณาว่าประเทศนี้ระหว่างประเทศเป็นมาตรการที่จะต้องไม่เลือกปฏิบัติครับ ผมไม่รู้ประเทศนี้เลือกปฏิบัติหรือเปล่า จะไปเลือกปฏิบัติประเทศข้าง ๆ หรือเปล่า แล้วก็มี ความโปร่งใสหรือเปล่า รัฐบาลนี้ยังมีความโปร่งใสที่จะทำให้เกิดความเชื่อมั่นกับการค้า ระหว่างประเทศหรือเปล่า ผู้ผลิตในเรื่องศุลกากร ภาษีที่เกี่ยวข้อง ความจำเป็น ความฉุกเฉิน ของสิทธิต่าง ๆ ที่จะได้รับระหว่างผู้ค้า ผู้ลงทุนในการค้าขายหรือการแข่งขันทางการค้า อย่างเป็นธรรมจะมีเกิดขึ้นจริงหรือเปล่า หรือทุนใหญ่ยังได้สิทธิเอกสิทธิ์มากขึ้น ข้ามชาติไป มีปัญหาก็ปิดไว้ก่อนเพื่อปกป้องในกระบวนการที่เขียนอยู่ในพิธีสารนี้หรือเปล่า หรือกลุ่ม ในเรื่องของการลดภาษีระหว่างกัน ระหว่างประเทศจะมีซิกซ์เซนส์ (Sixth sense) มีการพูดคุยกัน ในระดับพหุเจ้าหน้าที่หรือไม่ของเจ้าหน้าที่การค้านะครับ หรือกระบวนการค้าต่าง ๆ ควรจะมี สิทธิพิเศษเพื่อให้ประเทศที่ด้อยกว่า ตอนนี้เราเป็นประเทศอยู่อันดับ ๘ ด้อย ผมว่าตัวเลข หรือดัชนีตัวอินเด็กซ์ (Index) หลาย ๆ ตัวนี่บอกเลยว่าเราตกมาต่ำมากเลย เราอาจจะกลาย เข้าสู่เรโช (Ratio) เป็นประเทศด้อยพัฒนาในอนาคตก็ได้นะครับ นั่นก็คือข้อควรระวัง สิ่งสำคัญในพิธีสารนี้ผมอยากให้ไปดูครับ ในรายงานพิธีสารเป็นกลไกที่บังคับข้อพิพาท ในอาเซียน (ASEAN) เพื่อให้มีประสิทธิภาพ ชัดเจนครับ มีความโปร่งใสที่ท่านพูดไว้ แน่นอน แล้วก็ได้รับประโยชน์พื้นฐาน ขอให้คำนึงถึงว่าขณะนี้โลกดิจิทัล การค้าในดิจิทัลกำลังเกิดขึ้น อย่างมากมาย ท่านระมัดระวังเรื่องนี้หรือยัง บริษัทข้ามชาติที่จะเข้ามาอยู่ในเรื่องของดิจิทัล อิโคโนมิก (Digital economic) ต่าง ๆ มันจะเกิดการค้าที่มีการลงทุนขนาดใหญ่และสำคัญ ผมพบมีรายงานวิจัยของท่านหนึ่ง ผมอยากจะนำมาพูดในสภาแห่งนี้เป็นรายงานการวิจัยของ ท่านรุ่งนภา อดิศรมงคล ซึ่งพูดถึงปัญหาและแนวทางในการใช้กลไกกฎหมายในการระงับ ข้อพิพาทระหว่างประเทศและประชาคมอาเซียน (ASEAN) เมื่อเร็ว ๆ นี้ ปี ๒๐๑๙ บอกเลยว่า เรื่องดังกล่าวในการศึกษาหลักเกณฑ์และกำหนดในพิธีสารที่เกี่ยวข้องทุกฉบับแล้ว รวมถึง กฎบัตรอาเซียน (ASEAN) เปรียบเทียบกับกลไกที่ระงับข้อพิพาทขององค์การระหว่างประเทศอื่น ๆ ได้แก่ ศาลยุติธรรม ระหว่างประเทศ องค์การการค้าโลก และเมื่อมีข้อพิพาทระหว่างรัฐ คู่กรณีจะเลือกใช้ กระบวนการระงับข้อพิพาทของศาลยุติธรรมและองค์การค้าระหว่างประเทศ แทนที่จะเลือกใช้ กลไกระงับข้อพิพาทของอาเซียน (ASEAN) และได้ศึกษาตัวอย่างที่สหภาพยุโรปมาแล้ว เป็นงานวิจัยครับ และในนั้นในคำแนะนำตอนท้ายของบทคัดย่อ บอกว่าอะไรครับ บอกชัดเลย ในบทคัดย่อบอกว่าจะต้องตั้งนะครับ ตั้งศาลยุติธรรมดีกว่า เพราะศาลยุติธรรมจะช่วยแก้ไข ปัญหาให้ข้อพิพาทนั้นลุล่วงไปด้วยดี จึงเห็นควรตั้งศาลยุติธรรมอาเซียน (ASEAN) เพื่อระงับ ดีกว่าครับ เพราะว่าที่ใช้แล้วส่วนใหญ่เมื่อมีพิพาทกันแล้วจะไปดับเบิลยูทีโอ (WTO) ไปยูเอ็น (UN) ไม่ใช้หรอกครับที่นี่ แล้วจะกลายเป็นเหมือนเดิม เหมือนเดิมอย่างไร อาเซียน (ASEAN) ก็จะไม่เคยมีการฟ้องร้องภายใต้ข้อบังคับดังกล่าวมาเลย ก็ฝากครับ เป็นความเห็นครับ ท่านประธานขอบคุณครับ