เกียรติ สนับสนุนพิธีสารอาเซียน

รัฐสภา · ครั้งที่ ๒ · ๒๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๓

เกียรติ สิทธีอมร อภิปรายสนับสนุนพิธีสารว่าด้วยกลไกระงับข้อพิพาทด้านเศรษฐกิจของอาเซียน โดยเห็นว่าเป็นก้าวสำคัญต่อความมั่นคงและประสิทธิภาพในการแก้ไขข้อขัดแย้งภายใต้ข้อตกลงต่าง ๆ ของอาเซียนกว่า 105 ฉบับ แต่ได้ตั้งข้อสังเกตและขอคำชี้แจงในหลายประเด็นที่ยังคลุมเครือ เช่น กลไกการแต่งตั้งคณะผู้พิจารณา การกำหนดสัดส่วนตัวแทนเมื่อมีประเทศคู่พิพาทและประเทศที่สาม การจัดการข้อมูลที่มีความลับโดยไม่ชัดเจนว่าอยู่ภายใต้กฎหมายใด รวมถึงความกังวลต่อการเปลี่ยนสถานะของคณะผู้พิจารณาเป็นอนุญาโตตุลาการ การตั้งอนุญาโตตุลาการเพียงคนเดียว ซึ่งอาจกระทบต่อความชอบธรรมและยอมรับผลการตัดสิน และการเลือกใช้กติกา กระบวนการตั้งผู้พิพากษา ช่วงเวลาการพิจารณา ตลอดจนกลไกบังคับใช้คำชี้ขาดตามอนุสัญญานิวยอร์ก ซึ่งจำเป็นต้องมีความชัดเจนเพื่อให้กระบวนการมีประสิทธิภาพและเป็นที่ยอมรับในระดับสากล

นายเกียรติ สิทธีอมร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายเกียรติ สิทธีอมร ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา วันนี้ก็ขอร่วมอภิปรายในเรื่องของพิธีสารว่าด้วย กลไกระงับข้อพิพาทด้านเศรษฐกิจของอาเซียน (ASEAN) หรือที่เราเรียกว่าอีดีเอสเอ็ม (EDSM) จริง ๆ ความเป็นมาผมคงไม่พูดซ้ำนะครับ แต่เมื่อเรามีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN) เริ่มต้นตั้งแต่ปี ๒๕๕๕ ก็มีความจำเป็นต้องมีกลไกการระงับข้อพิพาท ที่ผ่านมา มีอยู่บางส่วนแต่ยังไม่เคยทดสอบใช้ แล้วก็เป็นเรื่องที่ดีครับ ก็มีคณะทำงานที่ตั้งขึ้นมา ในการที่จะไปดูที่จะออกแบบกลไก ซึ่งในที่สุดมาเป็นพิธีสารฉบับนี้ ซึ่งเป้าหมายของกลไก ในการระงับข้อพิพาทก็หนีไม่พ้นนะครับ ต้องเป็นกลไกที่เป็นที่ยอมรับของประเทศสมาชิก ต้องให้ความมั่นใจว่าจะได้รับความเป็นธรรมในกระบวนการและต้องมีความมั่นคงในแง่ของ โครงสร้าง มีความชัดเจน มีความโปร่งใสในกระบวนการ จริง ๆ แล้วกลไกนี้ถ้าถามว่าเราไปสะท้อนองค์การการค้าโลกหรือไม่ ก็สะท้อนหลักบางประการ เท่านั้นนะครับ แต่จริง ๆ แล้วที่ออกแบบมาเป็นพิธีสาร อันนี้ผมก็เห็นว่ายังสะท้อนความเป็น อาเซียน (ASEAN) อยู่พอสมควร เช่น มีกระบวนการในการรอมชอมประนีประนอมกัน ประสาน ท่าทีกัน ให้โอกาสในการชี้แจงเพียงพอ มีการไกล่เกลี่ย ซึ่งระบุอยู่ในข้อ ๔ อันนี้ก็เป็นข้อดี ของความเป็นอาเซียน (ASEAN) เป็นเอกลักษณ์ของเรา แต่ที่สำคัญก็คือว่ามีทีโออาร์ (TOR) ของคณะผู้พิจารณา ทีโออาร์ (TOR) ผมคิดว่าเดิมผู้พิจารณาจะไปพิจารณาด้วยวิธีใดก็อาจจะ ไม่มีข้อกำหนดหรือไม่มีกติกาที่ชัดเจน อันนี้มีการกำหนดให้มีการเขียนทีโออาร์ (TOR) ซึ่งผม คิดว่าเป็นสิ่งที่ดีนะครับ แต่ผมอยากจะชี้ว่ากระบวนการอันนี้ไม่เหมือนกับดับเบิลยูทีโอ (WTO) ที่ดับเบิลยูทีโอ (WTO) จะมีโครงสร้างของกลไกนี้มีคณะกรรมการที่มีการแต่งตั้ง และอยู่เป็นวาระ แต่ของอาเซียน (ASEAN) เท่าที่ผมอ่านดูทั้งหมดมันเป็นแอดฮอก (Ad hoc) คือเป็นกรณี ๆ ไป ถ้าเมื่อไรก็แล้วแต่มีข้อพิพาทเกิดขึ้นก็จะนำเสนอไปแล้วก็จะมีการตั้ง คณะขึ้นมา อันนี้มีความแตกต่างนะครับ เพราะฉะนั้นจะบอกว่าเหมือนดับเบิลยูทีโอ (WTO) จริง ๆ ก็คงไม่ใช่ เพราะไม่ใช่มีกรรมการไปนั่งอยู่เป็นวาระกี่ปี ๆ ก็ว่าไป อันนี้ไม่ใช่ แอดฮอก (Ad hoc) จริง ๆ ก็คือเป็นกรณีไป ทีนี้ความท้าทายมันก็มีอยู่ที่ว่าเราจะหาคนที่เหมาะสม ในแต่ละเรื่อง ในแต่ละครั้ง ในทุก ๆ เรื่องเพื่อมาเป็นคณะผู้พิจารณาได้หรือไม่ อันนี้ เป็นความท้าทายที่จะต้องว่ากันต่อไปนะครับ กลไกนี้ต้องมีการทดสอบ แต่ผมก็ยังเชื่อว่า เราคงต้องให้สัตยาบันในเรื่องนี้ ผมเห็นชอบว่าต้องรับรองพิธีสารฉบับนี้นะครับ เพราะว่า อย่างต่ำที่สุดนี่คือจุดเริ่มต้นที่สำคัญของกลุ่มประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN) แล้วเรามี ข้อตกลงที่อยู่ภายใต้พิธีสารอันนี้ถึง ๑๐๕ ฉบับ มันมีความสลับซับซ้อน มีรายละเอียด ค่อนข้างมาก แล้วก็ถ้าไม่มีกลไกที่มีประสิทธิภาพก็คงจะนำไปสู่ความอลหม่านพอสมควร ผมคิดว่าอันนี้รับได้ แต่ผมมีคำถามครับ เพราะว่ามันมีความไม่ชัดเจนอยู่ในพิธีสารฉบับนี้ อยู่หลายประเด็น

ประเด็นแรก คำถามของผมก็คือข้อ ๘ ข้อย่อยที่ ๕ คณะผู้พิจารณา คือเขียน ไว้ว่าให้ใช้ได้ ๓ คน หรือตกลงกันภายใน ๑๐ วันว่าเป็น ๕ คน แต่ไม่มีการระบุว่าสัดส่วน ที่มาจากประเทศคู่พิพาทฝ่ายละกี่คน และจะตั้งกรรมการที่เป็นคนกลางอย่างไร ตรงนี้ไม่ได้ มีเขียนนะครับ ไม่ได้มีเขียนเลย เพราะฉะนั้นก็ต้องมีคำถาม แล้วในกรณีที่มีประเทศที่ ๓ ด้วย พอมีประเทศที่ ๓ เข้าไปก็ซับซ้อนขึ้นไปอีกนะครับ แล้วสัดส่วนของประเทศที่ ๓ จะเข้ามา เป็นส่วนหนึ่งของคณะผู้พิจารณาได้หรือไม่ อันนี้ไม่ได้มีเขียนไว้ก็ขอคำชี้แจงนิดหนึ่งว่าคนที่ ออกแบบหรือพิธีสารนี้มีความคาดหวังอย่างไรว่าการกำหนดสัดส่วนในกรณีที่ คือปกติถ้าเป็น อนุญาโตตุลาการมี ๓ คน แล้วก็มักจะใช้คนหนึ่งมาจากประเทศหนึ่ง อีกคนหนึ่งมาจากอีก ประเทศหนึ่ง แล้ว ๒ ประเทศนี้มีตัวแทนมาตั้งคนที่ ๓ ที่เป็นที่ยอมรับได้ของทั้ง ๒ ประเทศ แต่ตรงนี้ไม่ได้ระบุ แล้วถ้าเกิดไปตั้งประเทศที่ไม่ใช่ประเทศที่ ๓ จะเป็นอย่างไร ตรงนี้ผมคิดว่า ถ้าไม่ทำให้ชัดเจนหรือตกลง อาจจะมีตกลงกันไว้แต่ไม่ได้ระบุในพิธีสาร อันนี้ก็ขอทราบ ข้อมูล นิดหนึ่งนะครับ

ข้อต่อไปคือข้อ ๑๓ ข้อย่อยที่ ๓ ประเทศสมาชิกฝ่ายที่ ๓ ข้อมูลที่มีการคุ้มครอง ให้มีชั้นความลับมีการระบุตรงนี้ขึ้นมาครับ ทีนี้การระบุชั้นความลับเป็นไปตามเงื่อนไขอะไร ในพิธีสารไม่ได้เขียนไว้เลยนะครับ ทีนี้การระบุชั้นความลับของแต่ละประเทศก็มีกฎหมาย เฉพาะของเขา ของประเทศไทยก็มีกฎหมายเฉพาะของประเทศไทย แล้วที่ตกลงกันคืออะไร ตรงนี้ไม่ปรากฏรายละเอียดอยู่ในพิธีสารฉบับนี้ มีแต่การอ้างอิงขึ้นมาว่ามีการกำหนด ชั้นความลับได้ เพราะฉะนั้นคำถามของผมก็คือกระบวนการขั้นตอนเป็นอย่างไร ใช้กฎหมายใด หรือกฎหมายของประเทศคู่พิพาท และถ้ากรณีที่กรรมการหรือคณะผู้พิจารณามาจากประเทศ ที่ ๓ ไม่ใช่ประเทศคู่พิพาทแล้วจะมีกระบวนการอย่างไรนะครับ

คำถามต่อไปคือข้อ ๑๘ การชดเชยและระงับสิทธิประโยชน์คือกรณีที่มี การละเมิดขึ้นและมีการต้องชำระเงินชดเชย ประเทศอีกประเทศหนึ่งสามารถคัดค้านข้อพิจารณา ของคณะผู้พิจารณาได้ ถูกไหมครับ ทีนี้ที่ผมสงสัยก็คือว่าในข้อย่อยที่ ๗ การคัดค้านระดับ ของสิทธิประโยชน์ที่เขียนไว้ในพิธีสารอันนี้ก็คือว่าให้คณะผู้พิจารณาเดิม คือคณะผู้พิจารณา เดิมตัดสินไปแล้วนะครับ แต่ประเทศที่ต้องเป็นผู้เสียหายหรือต้องเป็นผู้ชดใช้ไม่เห็นด้วย คัดค้านได้ไหม คัดค้านได้ แต่คณะผู้พิจารณาเดิมอยู่ดี ๆ ก็ทำหน้าที่เปลี่ยนสถานะตัวเอง จากคณะผู้พิจารณาเป็นอนุญาโตตุลาการเลย ทำได้หรือครับ แล้วจะใช้กติกาตรงไหน ตรงนี้ ผมเห็นปัญหาในการบังคับใช้ว่าจะทำให้เกิดปัญหาขึ้น เดี๋ยวผมจะมาในประเด็นเรื่อง อนุญาโตตุลาการอีกทีหนึ่งครับ แต่อันนี้ผมชี้แค่ว่ามีการเปลี่ยนสถานะจากคณะผู้พิจารณาเดิม กลายเป็นอนุญาโตตุลาการเลย อันนี้ผมคิดว่าค่อนข้างแปลก หรือถ้าไม่ไปเส้นนั้นเขาบอกให้ เลขาธิการอาเซียน (ASEAN) ตั้งผู้ทำหน้าที่อนุญาโตตุลาการ ๑ คน อันนี้ก็กลับมาเป็น อนุญาโตตุลาการ ๑ คนแล้ว ก็คือเหมือนกับตั้งผู้พิพากษา ๑ คน แต่อนุญาโตตุลาการ ปกติแล้ว ๑ คนไม่ค่อยได้ใช้ ขั้นต่ำคือเขาใช้ ๓ คน อันนี้ตั้ง ๑ คนแล้วตัดสินเลย ชี้ขาด ใน ๖๐ วัน จะเป็นที่ยอมรับหรือเปล่า อันนี้ประเทศสมาชิกจะยอมรับกันไหมกระบวนการ เช่นนี้

คำถามข้อต่อไปข้อ ๑๙ เนื่องจากมีการระบุว่าให้ใช้การอนุญาโตตุลาการ มาทดแทนกระบวนการคณะผู้พิจารณาได้ อันนี้คนละเรื่องกับข้อ ๑๘ ข้อ ๑๘ ไม่เห็นด้วย กับคำวินิจฉัยหรือคำชี้ขาดของคณะผู้พิจารณา แต่ข้อ ๑๙ นี้บอกไม่ต้องมีคณะผู้พิจารณา ไปอนุญาโตตุลาการเลย ถ้าประเทศคู่กรณีตกลงร่วมกันว่าจะใช้กระบวนการนี้และกระบวนการ ที่จะต้องปฏิบัติตามคืออะไร ตกลงว่าจะปฏิบัติตามคำชี้ขาด แต่มันมีคำถามอย่างนี้ครับ พอไปพูดเรื่องอนุญาโตตุลาการแล้วคำถามมีอยู่ว่าท่านใช้กติกาของใครครับ ในโลกนี้ถ้าเป็น หลักสากลมีของอันซิทร็อล (UNCITRAL) ของไอซีซี (ICC) ที่เป็นที่ยอมรับในระดับสากล แต่ของภูมิภาคนี่ไม่มีนะครับ บางครั้งมีการใช้กฎของไอซีซี (ICC) มาพิจารณาที่ประเทศสิงคโปร์ เป็นประเทศกลาง แล้วต้องตกลงกันก่อนว่าจะใช้กฎระเบียบของใคร เพราะฉะนั้นกฎระเบียบ มันก็เริ่มตั้งแต่การตั้งอนุญาโตตุลาการเลยว่ากระบวนการตั้งอนุญาโตตุลาการของแต่ละฝ่าย เป็นอย่างไร ตรงนี้ไม่ได้มีเขียนไว้เลยนะครับ ก็เป็นความกังวลว่าถ้าเป็นอย่างนั้นเมื่อประเทศ สมาชิกจะไปใช้กระบวนการอนุญาโตตุลาการแล้วจะใช้อันไหน ของประเทศไทยมี พ.ร.บ. ว่าด้วยการอนุญาโตตุลาการซึ่งล้อกับกติกาของอันซิทร็อล (UNCITRAL) ของสหประชาชาติ ซึ่งไม่มีคณะกรรมการมากำกับดูแล แต่ถ้าเป็นของสากลเช่นไอซีซี (ICC) ซึ่งผมเคยเป็น กรรมการอนุญาโตตุลาการอยู่ จะมีคณะกรรมการในการกำกับดูแลกระบวนการทุกขั้นตอน ตั้งแต่ตั้งอนุญาโตตุลาการไปจนถึงคำวินิจฉัยและระยะเวลาในการวินิจฉัย เพราะฉะนั้นตรงนี้ มันก็มีคำถามว่าจะใช้กติกาของประเทศใด แล้วการตั้งจะมีกระบวนการอย่างไร มีกรอบเวลา อย่างไร และที่สำคัญที่สุด ท่านประธานครับ ในโลกนี้ถ้าเกิดมีการวินิจฉัยแล้ว แล้วไม่ปฏิบัติตาม มีการบังคับได้อย่างไร ถ้าไปช่องทางกระบวนการอนุญาโตตุลาการมันมีอนุสัญญานิวยอร์ก ในการรับรู้และการบังคับใช้อนุญาโตตุลาการ ค.ศ. ๑๙๕๘ ซึ่งทุกประเทศในอาเซียน (ASEAN) เป็นภาคี ประเทศไทยก็เป็นภาคี แต่เราเป็นภาคีเพราะเรามีกฎหมายรองรับในประเทศว่า ถ้ามีคำตัดสินที่เป็นอนุญาโตตุลาการแล้วจะยอมรับและปฏิบัติตาม และถ้าไม่ปฏิบัติตามมันมี กลไกในการที่ประเทศผู้เสียหายหรือประเทศผู้ต้องได้รับเงินชดใช้สามารถบังคับได้ ตรงนี้ ถ้าไม่มีการระบุกติกานี้จะทำให้การบังคับใช้