วิบูลย์ลักษณ์ เปิดความเห็นปรับพิธีสารอาเซียนระงับข้อพิพาททางเศรษฐกิจ

รัฐสภา · ครั้งที่ ๒ · ๒๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๓

วิบูลย์ลักษณ์ ร่วมรักษ์ หารือการปรับปรุงพิธีสารอาเซียนว่าด้วยกลไกระงับข้อพิพาททางเศรษฐกิจ โดยเสนอให้เสริมสร้างกลไกให้มีความชัดเจน โปร่งใส และมีประสิทธิภาพ ทั้งในด้านการกำหนดขอบเขตข้อตกลง ระยะเวลาการพิจารณา การจัดตั้งองค์กรอุทธรณ์อย่างเป็นระบบ และการเปิดโอกาสให้ประเทศที่สามร่วมแสดงความเห็น พร้อมเน้นการสนับสนุนทางวิชาการแก่สมาชิกที่ด้อยพัฒนา เพื่อคุ้มครองผลประโยชน์ทางการค้าและการลงทุนอย่างเป็นธรรม และเห็นควรให้สนับสนุนพิธีสารฉบับนี้

นางสาววิบูลย์ลักษณ์ ร่วมรักษ์ สมาชิกวุฒิสภา สรรหา

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาและท่านสมาชิกรัฐสภาทุกท่าน ดิฉัน นางสาววิบูลย์ลักษณ์ ร่วมรักษ์ สมาชิกรัฐสภาในฐานะสมาชิกวุฒิสภา ขอเรียนความเห็นเกี่ยวกับพิธีสารว่าด้วยกลไกระงับ ข้อพิพาททางด้านเศรษฐกิจของอาเซียน (ASEAN) หรืออาเซียน โพรโตคอล ออน เอนแฮนซ์ ดิสพิวต์ เซตเทิลเมนต์ แมคคานิซึม (ASEAN Protocol on Enhanced Dispute Settlement Mechanism) เรียกย่อ ๆ ว่าอีดีเอสเอ็ม (EDSM) ค่ะ คณะกรรมาธิการการพาณิชย์และการอุตสาหกรรมวุฒิสภา ได้มีการพิจารณาศึกษาพิธีสาร ดังกล่าวและมีความเห็นดังนี้ กระบวนการระงับข้อพิพาททางด้านเศรษฐกิจของอาเซียน (ASEAN) เริ่มมาตั้งแต่ปี ๒๕๓๙ ซึ่งเป็นข้อบทที่ค่อนข้างจะหลวมแล้วก็มีระยะเวลาในการ พิจารณาค่อนข้างสั้น จึงเป็นปัญหาอุปสรรคของประเทศสมาชิกอาเซียน (ASEAN) ไม่ได้ใช้ กลไกนี้ในการแก้ไขข้อพิพาทระหว่างสมาชิกด้วยกัน จนในปี ๒๕๔๗ ก็ได้มีการปรับปรุง อีกครั้งหนึ่งโดยมีขั้นตอนของการอุทธรณ์เพิ่มขึ้นมา อย่างไรก็ตามจนถึงปัจจุบันประเทศ สมาชิกอาเซียน (ASEAN) ก็ยังมิได้ใช้กลไกนี้ในการแก้ไขข้อพิพาทระหว่างกัน เมื่อประเทศ สมาชิกอาเซียน (ASEAN) ก้าวเข้าสู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN) หรือเออีซี (AEC) รัฐมนตรีเศรษฐกิจของอาเซียน (ASEAN) จึงมีความเห็นพ้องกันว่าน่าจะมีการปรับปรุง กลไกระงับข้อพิพาทของอาเซียน (ASEAN) ให้มีความเข้มแข็งสามารถปฏิบัติได้จริง และเป็นประโยชน์กับประเทศสมาชิกอาเซียน (ASEAN) อย่างแท้จริง ก็ได้มีการตั้งคณะทำงาน ขึ้นมาชุดหนึ่งในการที่จะปรับปรุงกฎระเบียบกระบวนการระงับข้อพิพาททางด้านเศรษฐกิจ ของอาเซียน (ASEAN) ขึ้นมาอีกครั้ง เริ่มพิจารณาตั้งแต่ปี ๒๕๕๙ ใช้เวลาพอสมควรในการที่จะ เจรจาแก้ไขโดยยึดหลักแนวทางการยุติข้อพิพาทขององค์การการค้าโลกเป็นหลัก ประเด็น สำคัญที่ประเทศสมาชิกอาเซียน (ASEAN) เห็นพ้องกันในการที่จะปรับปรุงแก้ไขกระบวนการ ยุติข้อพิพาทฉบับใหม่นี้

ประเด็นแรกที่ประเทศไทยให้ความสำคัญยิ่งก็คือเรื่องของการกำหนดขอบเขต ของเรื่องที่จะนำเข้าสู่กระบวนการยุติข้อพิพาทให้มีความชัดเจนยิ่งขึ้นว่าจะต้องเป็นการปฏิบัติ ที่ขัดกับข้อตกลงที่อยู่ภายใต้กรอบของความตกลงเศรษฐกิจของอาเซียน (ASEAN) เท่านั้น และได้มีเอกสารแนบท้ายพิธีสารฉบับนี้ว่ามีความตกลงอะไรบ้างจำนวน ๑๐๕ ฉบับด้วยกัน อันนี้จะมีความชัดเจนให้กับประเทศสมาชิกว่าควรจะต้องปฏิบัติอย่างไรให้อยู่ในกรอบของ ข้อตกลงดังกล่าว ภาคเอกชนต่าง ๆ ที่ดำเนินการหรือภาครัฐบาลต่าง ๆ ที่จะออกกฎระเบียบ ต่าง ๆ ก็จะมีความเข้าใจชัดเจนว่าอะไรที่ทำได้ อะไรที่ไม่ควรทำ หรือทำแล้วจะผิดกับกฎข้อตกลง ขององค์การการค้าโลก

ประเด็นที่ ๒ คือเรื่องของกรอบระยะเวลา ซึ่งในช่วงแรกที่กระบวนการยุติ ข้อพิพาทขององค์การการค้าโลกในช่วงที่ผ่านมาใช้เวลาประมาณ ๖ เดือน ซึ่งมีสมาชิก องค์การการค้าโลกใช้กลไกนี้ค่อนข้างมาก แต่ในส่วนของอาเซียน (ASEAN) ใช้เวลาเพียง ๖๐ วัน หรือขยายได้ไม่เกิน ๗๐ วัน จึงเป็นข้อจำกัดที่สมาชิกไม่สามารถที่จะจัดทำข้อมูล ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการฟ้องหรือการแก้ต่างได้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์ สมาชิกอาเซียน (ASEAN) เห็นพ้องกันว่าน่าจะขยายแล้วก็ใช้เวลาที่อยู่ในกรอบที่องค์การการค้าโลกใช้ปฏิบัติ มาแล้วมีประสิทธิภาพ เพราะฉะนั้นเห็นพ้องต้องกันที่จะขยายเวลาในเรื่องของการพิจารณา ของคณะผู้พิจารณาหรือที่เราเรียกกันว่าพาเนล (Panel) ออกเป็น ๖ เดือน หรือขยายเวลา ไปได้อีก ๑ เดือน คือรวมแล้วไม่เกิน ๗ เดือน นอกจากนี้ก็ยังมีการปรับปรุงในส่วนของ องค์กรอุทธรณ์ที่มีความชัดเจน มีการเสนอชื่อของประเทศสมาชิกที่จะเสนอเป็นผู้พิจารณา ขององค์กรอุทธรณ์ แต่ละประเทศก็สามารถที่จะเสนอชื่อเข้าไปได้ ในส่วนของประเทศไทย ก็มีเสนอชื่อผู้แทนของประเทศไทยที่จะนั่งอยู่ในองค์กรอุทธรณ์ ถ้าหากมีกรณีพิพาทเกิดขึ้น ถึงขั้นอุทธรณ์ และประเทศสมาชิกสามารถที่จะหยิบชื่อเหล่านั้นขึ้นมาเสนอเป็นผู้พิจารณาได้

ถัดมาก็คือเรื่องของการที่เปิดโอกาสให้ประเทศที่ ๓ หรือเราเรียกว่าเทิร์ดปาร์ที (Third party) คือประเทศที่ไม่ได้มีข้อพิพาทระหว่างกัน แต่อาจจะมีข้อสนใจ มีประเด็น สนใจเช่นเดียวกัน หรืออาจจะเกรงว่าจะมีผลกระทบหากมีข้อตกลงระหว่างคู่พิพาทได้ ก็สามารถที่จะเข้าไปมีส่วนร่วมในการรับฟังการพิจารณาเสนอความเห็น รวมทั้งมีโอกาสที่จะ ชี้แจงเป็นลายลักษณ์อักษรให้กับคณะผู้พิจารณาได้ นอกจากนี้อีกส่วนหนึ่งที่น่าจะมีประโยชน์ สำหรับประเทศสมาชิกอาเซียน (ASEAN) โดยรวมก็คือในส่วนของการที่จะให้ความช่วยเหลือ ทางด้านวิชาการกับประเทศสมาชิกอาเซียน (ASEAN) ที่ยังมีระดับการพัฒนาที่น้อยอยู่ ก็สามารถที่จะให้ความช่วยเหลือทางด้านวิชาการในกระบวนการยุติข้อพิพาทของประเทศ สมาชิกเหล่านั้นได้ โดยอาจจะให้ข้อแนะนำทางด้านกฎหมาย ในขณะเดียวกันฝ่ายเลขานุการเอง ก็ต้องรักษาความเป็นกลางให้กับประเทศสมาชิกอาเซียน (ASEAN) อื่น ๆ ด้วย เพราะฉะนั้น จากข้อที่ได้หยิบยกขึ้นมาแก้ไขจะเห็นได้ว่าเป็นจุดสำคัญ ๆ ที่น่าจะทำให้กลไกระงับข้อพิพาท ของอาเซียน (ASEAN) ฉบับใหม่นี้มีความเข้มแข็ง มีประสิทธิภาพ สามารถที่จะนำมาใช้ ประโยชน์ให้กับประเทศอาเซียน (ASEAN) ได้ ประโยชน์ที่เราจะได้รับจากพิธีสารฉบับนี้ก็คือ อาเซียน (ASEAN) จะมีกลไกระงับข้อพิพาททางด้านเศรษฐกิจและการค้าระหว่างประเทศ ที่มีประสิทธิภาพ เป็นเครื่องมือสำคัญของรัฐบาลในการที่จะปกป้องรักษาผลประโยชน์ของ ประเทศ และช่วยสร้างความมั่นใจให้กับภาคเอกชนผู้ประกอบการที่จะตัดสินใจในการทำการค้า การลงทุนระหว่างกันผ่านการที่เรามีกลไกที่รองรับในการช่วยเหลือแก้ไขปัญหาข้อพิพาท ทางการค้าระหว่างประเทศได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรามีกฎเกณฑ์ มีระเบียบ มาตรการทางการค้า ที่ไม่สอดคล้องหรือไม่ผูกพัน เราก็จะมีเวทีที่จะเป็นที่พึ่งพิงในการหาความยุติธรรมได้โดยใช้ พิธีสารฉบับนี้เป็นกลไกสำคัญ เพราะฉะนั้นโดยสรุปแล้วพิธีสารฉบับนี้ได้เสริมสร้างกลไก ในเรื่องของการระงับข้อพิพาททางการค้าของอาเซียน (ASEAN) ที่มีประสิทธิภาพ มีการปรับปรุง ให้มีความชัดเจน ปฏิบัติได้จริง มีความโปร่งใส มีความเป็นธรรมยิ่งขึ้นจะส่งผลให้ประเทศไทย ในฐานะที่เป็นสมาชิกของประเทศอาเซียน (ASEAN) ประเทศหนึ่งจะได้รับผลประโยชน์ จากระบบการค้าและการลงทุนที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของกฎเกณฑ์ มีความชัดเจนสามารถ คาดการณ์ได้ ช่วยส่งเสริมบรรยากาศและการขยายการค้าของการลงทุนในภูมิภาคอาเซียน (ASEAN) ซึ่งจะนำประโยชน์มาให้กับประเทศไทยและประเทศอาเซียน (ASEAN) โดยส่วนรวมด้วย ในส่วนนี้ขออนุญาตเรียนว่าคณะกรรมาธิการการพาณิชย์และการอุตสาหกรรมพิจารณาแล้ว เห็นว่าสมควรให้การสนับสนุนพิธีสารฉบับนี้ ขอบพระคุณค่ะ