เยาวลักษณ์ วงษ์ประภารัตน์ อภิปรายเกี่ยวกับพิธีสารว่าด้วยกลไกระงับข้อพิพาทด้านเศรษฐกิจของอาเซียน (EDSM) โดยชี้ปัญหาด้านการตีความที่ไม่ชัดเจน ข้อจำกัดในการบังคับใช้คำตัดสินเมื่อเทียบกับองค์การการค้าโลก และเสนอให้มีการปรับปรุงพิธีสารให้สอดคล้องกับหลักการของ WTO รวมถึงการตั้งศาลยุติธรรมอาเซียนเพื่อเสริมประสิทธิภาพและความมั่นคงในการแก้ไขข้อพิพาทอย่างเป็นรูปธรรมและต่อเนื่อง
เรียนท่านประธานรัฐสภา ดิฉัน นางสาวเยาวลักษณ์ วงษ์ประภารัตน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ดิฉันจะขออภิปรายพิธีสารว่าด้วย กลไกระงับข้อพิพาทด้านเศรษฐกิจของอาเซียน (ASEAN) ในประเด็นที่เกี่ยวกับที่มา การบังคับใช้ และประเด็นปัญหาในภาพรวมค่ะ กลไกระงับข้อพิพาทด้านเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN) หรืออีดีเอสเอ็ม (EDSM) เป็นกลไกการจัดการกับข้อพิพาทเพื่อรองรับการเป็น ประชาคมอาเซียน (ASEAN) ที่ถูกปรับปรุงขึ้นเพื่อทดแทนพิธีสารว่าด้วยการระงับข้อพิพาท ในปี ๒๕๓๙ ซึ่งแต่เดิมหากมีการพิพาทจะใช้โครงสร้างของเจ้าหน้าที่ประชุมอาวุโสเศรษฐกิจ ของอาเซียน (ASEAN) ในการตัดสิน หากอุทธรณ์จะให้ที่ประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN) ซึ่งเป็นฝ่ายการเมืองในการตัดสิน ซึ่งในขณะนั้นยังไม่มีระเบียบและกติกาที่ชัดเจน ต่อมาในปี ๒๕๔๗ จึงได้มีการปรับปรุงกลไกระงับข้อพิพาทโดยให้เป็นระบบมากขึ้น โดยมีการนำ กระบวนระงับข้อพิพาทของดับเบิลยูทีโอ (WTO) มาใช้ ซึ่งมีรายละเอียดในด้านของ
๑. กลไกระงับข้อพิพาทด้วยวิธีอื่น ๆ ก่อน ได้แก่ การใช้คนกลางที่น่าเชื่อถือ การประนีประนอม การไกล่เกลี่ย
๒. มีระเบียบในการตั้งคณะผู้พิจารณาและองค์กรอุทธรณ์
๓. คำตัดสินที่ออกมาจากสมาชิกจะต้องปฏิบัติตาม หรือโดนมาตรการตอบโต้ ทางการค้าหากไม่ปฏิบัติตาม
อย่างไรก็ดีก็มีความแตกต่างกันในรายละเอียด เช่น ระยะเวลา องค์กร ที่กำกับดูแล โดยการแก้ไขในครั้งนี้ก็มีการแก้ไขอยู่ ๓ ประเด็นหลัก คือการเพิ่มสิทธิประโยชน์ ประเทศที่ ๓ การตั้งอนุญาโตตุลาการเป็นกลไกระงับข้อพิพาททางเลือกได้ และขยาย ระยะเวลาการพิจารณาของผู้พิจารณาให้มากขึ้น ทั้งนี้ก็เพื่อให้สอดคล้องกับดับเบิลยูทีโอ (WTO) ซึ่งที่ผ่านมากลไกของอีดีเอสเอ็ม (EDSM) ไม่มีคดีฟ้องตามกลไกข้อพิพาทเลย เพราะปัญหาต่าง ๆ ทั้งจากตัวบทบัญญัติ เช่น ไม่มีการระบุให้ชัดเจนในการใช้อีดีเอสเอ็ม (EDSM) เป็นเวทีแก้ข้อพิพาท และรวมถึงอาจจะมีปัญหาในเรื่องของความอ่อนแอของ สถาบัน เชิงสถาบันของอาเซียน (ASEAN) ที่เป็นสถาบันที่เน้นความร่วมมือมากกว่าที่จะเป็น การบังคับใช้ แต่อย่างไรก็ดีดิฉันเห็นว่ากลไกอีดีเอสเอ็ม (EDSM) นั้นก็ยังมีความจำเป็นในการ แก้ไขข้อพิพาทในระดับภูมิภาค เนื่องจากขณะนี้ดับเบิลยูทีโอ (WTO) กำลังประสบปัญหา ที่สมาชิกองค์กรอุทธรณ์ของดับเบิลยูทีโอ (WTO) ๖ ท่านกำลังจะหมดวาระลง โดยปัญหา ที่เกิดจากการคัดเลือกคนมาแทน จึงไม่สามารถที่จะจัดการกับข้อพิพาทในระดับอุทธรณ์ได้ทัน ดังนั้นในส่วนสาระสำคัญในการปรับแก้พิธีสารในครั้งนี้ ดิฉันก็พบว่ามีอยู่ ๓ เรื่อง
เรื่องที่ ๑ ก็คือการเพิ่มสิทธิประโยชน์ให้กับประเทศฝ่ายที่ ๓ ที่จะเข้ามาร่วม พิจารณาข้อพิพาทได้ คือมีการขยายระยะเวลาการแจ้งความประสงค์ คือแจ้งจะแจ้งก่อน จัดตั้งคณะผู้พิจารณาเป็นภายใน ๑๐ วันหลังตั้งคณะพิจารณา และเพิ่มสิทธิให้กับประเทศ ที่ ๓ ยกตัวอย่างเช่น สามารถปรากฏตัวในการประชุมครั้งแรกและครั้งที่ ๒ ของประเทศ คู่พิพาทได้ รวมถึงสามารถขยายสิทธิเพิ่มเติมได้ แต่ว่าต้องให้ประเทศคู่พิพาทนั้นยินยอมก่อน
ข้อ ๒ ก็มีการขยายระยะเวลาของผู้พิจารณาทั้ง ๗ ขอบเขตออกไป โดยเพิ่ม ระยะเวลาการทำทีโออาร์ (TOR) จากข้อพิจารณาเพิ่มเติมจากภายใน ซึ่งจากเดิมเป็น ๖๐ วัน ก็เป็น ๖ เดือน ซึ่งส่วนนี้ก็สอดคล้องกับกระบวนการพิจารณาของดับเบิลยูทีโอ (WTO) เช่นกัน
ข้อ ๓ ก็คือให้ใช้กระบวนการอนุญาโตตุลาการในการที่จะเป็นผู้มาเป็นฐานะ กลไกระงับข้อพิพาทซึ่งเป็นทางเลือกได้ โดยเดิมต้องปฏิบัติภายใน ๖๐ วัน ซึ่งเปิดช่องให้รัฐ ผู้พิพาทสามารถร้องขอให้มีอนุญาโตตุลาการได้ อย่างไรก็ดีประเด็นปัญหาเกี่ยวกับอีดีเอสเอ็ม (EDSM) หรือพิธีสารว่าด้วยกลไกระงับข้อพิพาทด้านเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN) นั้น ก็มีประเด็นปัญหาอยู่บ้างนะคะ
ข้อ ๑ คือการตีความที่ไม่ชัดเจนของอีดีเอสเอ็ม (EDSM) อาจทำให้มีปัญหา ในการระงับข้อพิพาทในอนาคต คือไม่มีการกำหนดการใช้หลักในการตีความสิ่งที่อยู่นอก บทบัญญัติ ซึ่งตรงนี้ทางดับเบิลยูทีโอ (WTO) ก็ได้ระบุไว้ชัดเจนว่าจะต้องทำให้เกิดความมั่นใจ และมั่นคงในกรณีที่มีข้อพิพาทเกิดขึ้น ซึ่งหากกฎที่มีอยู่นั้นไม่ชัดเจนต้องตีความ ก็ต้องตีความ ด้วยหลักการในฐานะสนธิสัญญาระหว่างประเทศตามข้อ ๓๑ ของอนุสัญญากรุงเวียนนา ค.ศ. ๑๙๖๙ เมื่อเทียบกับร่างอีดีเอสเอ็ม (EDSM) ของฉบับปี ๒๐๑๙ ยกตัวอย่างเช่น การตีความของนิยามความตกลงทางเศรษฐกิจในอนาคตไม่ชัดเจน ในภาคผนวกก็ไม่ได้มีระบุ ไว้ชัดเจนว่าความตกลงด้านเศรษฐกิจของอาเซียน (ASEAN) ในอนาคตคืออะไร ทำให้มีปัญหา เช่นถ้ามีการตกลงที่มีมิติทางเศรษฐกิจอยู่แต่อาจไม่ใช่มิติทางเศรษฐกิจแท้ คือเช่นกองทุน หรือการบริจาคเงินก็อาจจะมีข้อพิพาทได้ว่าไม่รู้ว่าจะอยู่ในอีดีเอสเอ็ม (EDSM) หรือไม่ อาจจะมีข้อโต้แย้งเกิด หรือ
ข้อ ๒ ปัญหาในการให้สิทธิในการเลือกเวทีระงับข้อพิพาทไม่ได้บังคับว่า ข้อพิพาทอาเซียน (ASEAN) จะต้องจบลงด้วยกลไกของอีดีเอสเอ็ม (EDSM) เท่านั้น ซึ่งก็ไม่ได้ กำหนดให้คู่พิพาทต้องระงับข้อพิพาทภายใต้กลไกที่พิธีสารกำหนด ไม่ได้ระบุให้ชัดเจนว่า ข้อพิพาทแบบไหนที่เกิดขึ้นในฐานะสมาชิกอาเซียน (ASEAN) เท่านั้น
และปัญหาประการสุดท้าย ก็คือปัญหาการบังคับตัดสิน เนื่องจากจำนวน สมาชิกที่น้อยและเป้าหมายของอาเซียน (ASEAN) ที่เราเน้นความร่วมมือก็ทำให้กลไกบังคับ อาจจะอ่อนแอกว่ากลไกของดับเบิลยูทีโอ (WTO) ดังนั้นก็อาจทำให้ประสบปัญหาในการบังคับ การใช้หรือการตัดสิน ซึ่งต่างจากดับเบิลยูทีโอ (WTO) ที่มีมากกว่าแค่ความร่วมมือทางการค้า เพราะได้รับแรงกดดันจากประเทศสมาชิกที่มีจำนวนมากกว่าได้นะคะ อย่างไรก็ตามดิฉัน ก็ยังเน้นย้ำว่าอีดีเอสเอ็ม (EDSM) ก็ยังเป็นกลไกที่จำเป็นในการระงับข้อพิพาทในภูมิภาค เนื่องจากปัจจุบันคือประสบปัญหาไม่สามารถตั้งสมาชิกองค์กรอุทธรณ์ทดแทนที่หมดวาระ ลงได้
สุดท้ายนี้ดิฉันก็ได้ไปอ่านเพิ่มเติมในเอกสารที่เกี่ยวกับงานวิจัยก็น่าสนใจ ในการศึกษาถึงประสิทธิภาพของกลไกทางกฎหมายในการระงับข้อพิพาทระหว่างประเทศ ของประชาคมอาเซียน (ASEAN) ที่ตีพิมพ์ในปี ๒๐๑๙ โดยงานวิจัยนี้ก็ได้อาศัยหลักการ ที่กำหนดอยู่ในพิธีสารที่เกี่ยวข้องฉบับต่าง ๆ รวมถึงกฎบัตรอาเซียน (ASEAN) เปรียบเทียบ กับกลไกที่ใช้ในการระงับข้อพิพาทขององค์การระหว่างประเทศ เช่น ศาลยุติธรรมระหว่าง ประเทศ องค์การการค้าโลก ผลการศึกษาก็พบว่ากลไกที่ทำงานอยู่ในพิธีสารที่เกี่ยวกับ ฉบับต่าง ๆ มันยังมีกระบวนการที่สลับซับซ้อน และการระงับข้อพิพาทต้องเกิดจากความยินยอม ของทั้ง ๒ ฝ่าย รวมถึงกรอบระยะเวลาที่สั้นในการใช้บังคับได้จริง แล้วยังขาดคำชี้ขาดที่มี ความชัดเจนและเป็นรูปธรรมอย่างที่ดิฉันได้กล่าวไปข้างต้น จึงมีข้อเสนอว่าควรมีการจัดตั้ง องค์กรเฉพาะเพื่อทำหน้าที่ในการระงับข้อพิพาทขึ้นมาบังคับตัดสินและทำงานอย่างต่อเนื่อง เช่นมีการตั้งศาลยุติธรรมอาเซียน (ASEAN) ขึ้น เพื่อระงับข้อพิพาทต่อไป ขอบคุณค่ะ