วีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล หารือการปรับปรุงพิธีสารอาเซียนว่าด้วยกลไกระงับข้อพิพาททางเศรษฐกิจ เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันและรองรับการทำงานของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน โดยเสนอให้ปรับขั้นตอนและระยะเวลาการพิจารณาคดีให้มีความชัดเจน โปร่งใส และเป็นธรรม พร้อมทั้งส่งเสริมการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้เสีย สนับสนุนบทบาทของสำนักเลขาธิการอาเซียน และขอให้รัฐสภาพิจารณารับรองพิธีสารฉบับใหม่เพื่อเสริมสร้างความมั่นใจให้ภาคเอกชนและส่งเสริมการค้าการลงทุนในภูมิภาค
ความเป็นมาพิธีสาร อาเซียน (ASEAN) ได้จัดทำพิธีสารว่าด้วยกลไกระงับข้อพิพาททางด้าน เศรษฐกิจฉบับแรกตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๓๙ เนื่องจากการร่วมกลุ่มทางเศรษฐกิจของอาเซียน (ASEAN) ทั้งในด้านการค้า บริการ การลงทุน และความร่วมมือทางเศรษฐกิจในสาขาต่าง ๆ ที่ลึกซึ้งขึ้น ส่งผลให้ประเทศสมาชิกอาเซียน (ASEAN) จำเป็นต้องมีระบบและกฎเกณฑ์ ที่ชัดเจนเพื่อรับมือกับประเด็นข้อพิพาททางเศรษฐกิจและการค้าที่อาจเกิด ซึ่งเป็นการสร้าง ความมั่นใจให้แก่ภาคเอกชนที่จะทำการค้าการลงทุนระหว่างกัน โดยที่ผ่านมาอาเซียน (ASEAN) ได้เคยปรับปรุงพิธีสารแล้ว ๑ ครั้งเมื่อปี ๒๕๔๗ ต่อมาเมื่อปี ๒๕๕๙ ประเทศสมาชิก อาเซียน (ASEAN) ได้เพิ่มเจรจาปรับปรุงพิธีสารว่าด้วยกลไกระงับข้อพิพาทด้านเศรษฐกิจของ อาเซียน (ASEAN) อีกครั้ง เพื่อรองรับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN) หรือเออีซี (AEC) ที่ได้จัดตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการในปี ๒๕๕๘ ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญให้ประชาคมอาเซียน (ASEAN) ตั้งแต่บนพื้นฐานของกฎเกณฑ์และกติกา การเศรษฐกิจและการค้าที่มีความชัดเจนและคาดการณ์ได้ โดยได้สรุปผลการเจรจาปรับปรุง พิธีสารฉบับใหม่แล้วเสร็จเมื่อเดือนกรกฎาคม ๒๕๖๒ ขณะนี้ประเทศสมาชิกอาเซียน (ASEAN) ได้ลงนามในพิธีสารครบทั้ง ๑๐ ประเทศแล้ว และทุกประเทศอยู่ระหว่างดำเนิน กระบวนการภายในประเทศที่จำเป็นต้องการให้สัตยาบัน เพื่อให้พิธีสารมีผลใช้บังคับต่อไป ซึ่งเป็นสาเหตุของการเสนอพิธีสารเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาในวันนี้ สาระสำคัญของพิธีสาร พิธีสารฉบับใหม่ได้รับการปรับปรุงเพื่อให้ทันสมัยเหมาะสมกับสถานการณ์และมีความชัดเจน มากขึ้น ตลอดจนสอดคล้องกับหลักการขององค์การการค้าโลกมากขึ้น โดยมีประเด็นสำคัญ ที่ได้รับการปรับปรุง อาทิ
๑. การปรับปรุงขั้นตอนกระบวนการระยะเวลาในการพิจารณาคดีและการ ปฏิบัติตามคำตัดสินให้สอดคล้องกับความเป็นจริงมากขึ้น เช่น ขยายเวลาให้ผู้พิพาท มีคำตัดสินภายใน ๖ เดือน จากเดิม ๓ เดือน ซึ่งการขยายกรอบระยะเวลาของกระบวนการ พิพาทกรณีสอดคล้องกับปฏิบัติจริงมากขึ้น
๒. การทบทวนขอบเขตและเงื่อนไขในการฟ้องร้องได้เฉพาะกรณีและมี การดำเนินการที่ขัดกับพันธกรณีที่ได้ตกลงกันไว้เท่านั้น ซึ่งจะช่วยสร้างความชัดเจนในการเสริม กระบวนการระงับข้อพิพาท
๓. การระบุสิทธิที่ชัดเจนมากขึ้นของประเทศฝ่ายที่ ๓ ที่ไม่ใช่คู่กรณีทางพิพาท แต่อาจมีส่วนได้ส่วนเสียในคดี เช่น สามารถกล่าวถ้อยแถลงต่อหน้าคณะผู้พิพาทกรณี และตอบคำถามของคณะผู้พิพาทกรณีเป็นลายลักษณ์อักษร ซึ่งจะระบุสิทธิในกระบวนการ พิจารณาคดีให้ชัดเจนจะช่วยเสริมสร้างความโปร่งใสของกลไกระงับข้อพิพาท
๔. การระบุแนวทางการปฏิบัติที่เป็นพิเศษและแตกต่างกับประเทศสมาชิก อาเซียน (ASEAN) ที่พัฒนาน้อยที่สุด สอดคล้องกับหลักการภายใต้กลไกระงับข้อพิพาทของ องค์การการค้าโลก
๕. การเพิ่มบทบาทของสำนักเลขาธิการอาเซียน (ASEAN) เช่น เพิ่มหน้าที่ สำนักเลขาธิการอาเซียน (ASEAN) ที่อาจพิจารณาให้ความช่วยเหลือในด้านกฎหมาย แก่ประเทศสมาชิกได้บ้าง หากได้รับการร้องขอตามสมควร
๖. ประเด็นอื่น ๆ เช่น กำหนดให้สามารถให้อนุญาโตตุลาการในฐานะกลไก ระงับข้อพิพาททางเลือกได้ ทั้งนี้กำหนดการมีผลบังคับใช้ในวันที่ประเทศสมาชิกอาเซียน (ASEAN) ทั้ง ๑๐ ประเทศได้ให้สัตยาบัน ประโยชน์ที่จะได้รับจากการปรับปรุงพิธีสาร กลไกระงับข้อพิพาทด้านเศรษฐกิจและการค้าระหว่างประเทศที่มีความชัดเจนและมี ประสิทธิภาพ ถือเป็นเครื่องมือสำคัญของรัฐบาลในการปกครองและรักษาผลประโยชน์ของ ประเทศ เพราะช่วยสร้างความมั่นใจให้เกิดการค้า การลงทุนระหว่างกัน โดยมีกลไกรองรับหรือช่วยแก้ไขปัญหาทางการค้าระหว่างกันได้ โดยเฉพาะในการออก กฎระเบียบหรือการใช้มาตรการทางการค้าที่ไม่สอดคล้องกับข้อผูกพัน หรือพันธกรณีที่ได้ ตกลงกันไว้ โดยพิธีสารฉบับใหม่นี้ได้เสริมสร้างกลไกระงับข้อพิพาททางการค้าของอาเซียน (ASEAN) ให้มีความชัดเจน ปฏิบัติได้จริง มีความโปร่งใส และมีความเป็นธรรมมากยิ่งขึ้น ซึ่งส่งผลให้ประเทศไทยในฐานะประเทศสมาชิกอาเซียน (ASEAN) ได้รับประโยชน์จากระบบ การค้าและการลงทุนที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของกฎเกณฑ์ที่มีความชัดเจนและคาดการณ์ได้ อันจะส่งเสริมบรรยากาศและการขยายการค้าการลงทุนในภูมิภาคอาเซียน (ASEAN) มากขึ้น การมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้เสีย ตลอดการเจรจาปรับปรุงพิธีสารตั้งแต่ปี ๒๕๕๙ กระทรวงพาณิชย์ ได้หารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กระทรวงการต่างประเทศ และสำนักงาน คณะกรรมการกฤษฎีกาอย่างต่อเนื่อง เพื่อร่วมจัดทำท่าทีและเชิญเข้าร่วมคณะในการเจรจา จนถึงขั้นตอนการขัดเกลาถ้อยคำทางกฎหมาย นอกจากนี้กระทรวงพาณิชย์โดยกรมเจรจาการค้า ระหว่างประเทศ ได้เผยแพร่ข้อมูลสาระสำคัญพิธีสารและได้เปิดโอกาสให้ประชาชนและผู้มี ส่วนได้ส่วนเสียมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็น เพื่อให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของมาตรา ๑๗๘ วรรคสี่ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ โดยได้ดำเนินการดังนี้
๑. จัดการสัมมนารับฟังความคิดเห็นเรื่องการปรับพิธีสารนี้ เมื่อเดือนสิงหาคม ๒๕๖๒ ซึ่งมีผู้เข้าร่วมสัมมนาประกอบด้วย ผู้แทนภาครัฐที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจและ ด้านกฎหมาย ผู้ประกอบการ และผู้ประกอบวิชาชีพจากภาคเอกชน และบุคลากรจากภาควิชาการ และสถาบันวิจัยที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งได้ถ่ายทอดสดผ่านโซเชียล ออนไลน์ (Social online) ของกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ โดยจากการรับฟังความคิดเห็นที่มีภาคส่วนใดขัดข้อง ต่อพิธีสาร อีกทั้งเห็นว่าพิธีสารเป็นประโยชน์ต่ออาเซียน (ASEAN) ในการมีกลไกการหารือ แก้ไขข้อพิพาทกันเองในกรณีที่มีปัญหาหรือข้อพิพาทระหว่างกัน โดยไม่ต้องไปพึ่งการตัดสิน ขององค์กรนอกอาเซียน (ASEAN)
๒. เผยแพร่ประชาสัมพันธ์พิธีสารพร้อมคำแปลอย่างไม่เป็นทางการ และสรุป สาระสำคัญของพิธีสารผ่านสื่อและช่องทางการประชาสัมพันธ์ต่าง ๆ ของกรมเจรจาการค้า ระหว่างประเทศ ตั้งแต่เดือนสิงหาคม ๒๕๖๒ จนถึงปัจจุบัน เว็บไซต์ แอปพลิเคชัน (Website Application) เฟซบุ๊ก (Facebook) และทวิตเตอร์ (Twitter) เพื่อให้ประชาชนเข้าร่วม แสดงความคิดเห็นดังนี้ กระผมจึงขอเสนอพิธีสารว่าด้วยกลไกระงับข้อพิพาทด้านเศรษฐกิจ ของอาเซียน (ASEAN) เพื่อท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาผู้ทรงเกียรติ พิจารณาให้ความเห็นชอบ ขอบคุณครับ