คารม ถามหาความชัดเจนพิธีสารอาเซียน ชี้กระทบประชาชน

รัฐสภา · ครั้งที่ ๒ · ๒๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๓

คารม พลพรกลาง ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับพิธีสารอาเซียน โดยเน้นย้ำความสำคัญของการมีกฎหมายรองรับเพื่อให้ประชาชนและสมาชิกรัฐสภาเข้าใจผลกระทบจากการผูกพันตามกฎหมายระหว่างประเทศ และเรียกร้องให้รัฐบาลระมัดระวังการเปิดเผยข้อมูลทางการค้าที่อาจกระทบผลประโยชน์ชาติในกรณีมีข้อพิพาท.

นายคารม พลพรกลาง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธาน ที่เคารพ ผม นายคารม พลพรกลาง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ จังหวัดร้อยเอ็ด ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ต่อกรณีวาระการประชุมเกี่ยวกับพิธีสารอาเซียน (ASEAN) วันนี้ ผมขออนุญาตที่จะอภิปรายเพื่อตั้งข้อสังเกต ก็คงจะไม่มาชื่นชมหรือว่า มาตำหนิ แต่อยากจะเรียนท่านประธานและท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติว่าเรื่องนี้มีความสำคัญ ถ้าไม่สำคัญก็คงจะไม่นำเข้าสู่ที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา ผมก็ตั้งข้อสังเกตว่าประเทศ อาเซียน (ASEAN) มีจำนวนถึง ๑๐ ประเทศ มีประชากรเป็นพันล้านคน เป็นเรื่องที่เราต้อง คิดว่าขณะนี้ประเทศเราอยู่ในกลุ่มการค้าระหว่างประเทศ ประเทศไทยไม่สามารถอยู่เพียงลำพังได้ เมื่อมีการเคลื่อนย้ายทุน เมื่อมีการค้าระหว่างประเทศ กฎกติการะหว่างประเทศจึงเขียนไว้ ในรัฐธรรมนูญ กฎกติกาที่บังคับให้รัฐสภาต้องรับรองตามมาตรา ๑๐๗ รัฐธรรมนูญมีความสำคัญ เพราะเหตุว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่มีผลกระทบต่อประชากรในประเทศ แต่ผมมีข้อสอบถาม ทางเจ้าหน้าที่ ทางท่านรัฐมนตรีที่ได้มาชี้แจงว่าทำไมกฎหมายตามมาตรา ๑๐๗ วรรคสี่ ของรัฐธรรมนูญ ซึ่งในเอกสารที่ส่งมาก็ยังออกไม่ได้ เพราะเหตุว่าถ้ากฎหมายตัวนี้มีแล้ว ความเข้าใจถึงพิธีสาร ผลกระทบต่อประชาชนที่จะได้รับจากกติการะหว่างประเทศที่เราต้อง ไปผูกพันจะทำให้เขามีความเข้าใจ ท่านประธานจะเห็นว่ามีสมาชิกบางคนบอกว่าไม่เข้าใจ และได้รับเอกสารก็อาจจะยังไม่ได้อ่านด้วยซ้ำไป แต่หลักแท้จริงของเรื่องนี้ก็คือว่าเรื่องนี้ เป็นเรื่องใหญ่ ท่านจะเห็นนะครับ ไม่ว่าจะเป็นพีเอ็ม (PM) ฝุ่นที่มาจากระหว่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นไวรัสโคโรนา (Virus Corona) ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเศรษฐกิจอื่น การที่คณะรัฐมนตรี ท่านจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ไปลงนามล่าสุดในปี ๒๕๖๒ แล้วก็มาขอความเห็นชอบ ผลกระทบ มันเกิดขึ้นอย่างแน่นอน เพราะเหตุว่าถ้าไม่มีผลกระทบเวลามีข้อพิพาทขึ้นมันก็มีข้อสังเกตว่า ประเทศเรากับอาเซียน (ASEAN) อาเซียน (ASEAN) นี่เป็นองค์กรระหว่างประเทศ แต่ไม่ใช่ องค์กรเหนือรัฐ ไม่เหมือนอียู (EU) ท่านต้องสังเกตนะครับว่าเมื่อมีข้อพิพาทและมีคำบังคับแล้ว จะบังคับได้ขนาดไหน รายละเอียดอื่นที่มีสมาชิกพูดไปมากพอที่จะเข้าใจระบบและหลักการ แต่ผมกลับมองว่าประเทศที่จะมีศักยภาพที่มีอำนาจต่อรองในการเจรจาการค้าระหว่างประเทศ หรือหากมีข้อพิพาทเกิดขึ้นเพื่อรักษาประโยชน์ของประเทศมันน่าจะอยู่ที่ผู้นำ มันน่าจะอยู่ที่ ขนาดเศรษฐกิจและศักยภาพของประเทศนั้น ทางเจ้าหน้าที่ที่ได้มาชี้แจงก็คงจะมีคำตอบ ประเทศเราขนาดเศรษฐกิจก็อยู่ระดับหนึ่ง แต่ว่าความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจเราอาจจะ ไม่เท่ากับประเทศสิงคโปร์ ขนาดประชากรก็ไม่เท่าประเทศอินโดนีเซีย เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ไม่ว่าจะเป็นในการเจรจา โดยหลักแล้วต้องมีการไกล่เกลี่ย มีเจรจา มีอนุญาโตตุลาการแน่นอน จนสุดท้ายตัดสินแล้วยังไม่มีศาลยุติธรรมหรือศาลของอาเซียน (ASEAN) อันนี้ผมในฐานะที่ได้ศึกษามาระดับหนึ่ง แล้วก็ในฐานะที่เป็นนักกฎหมายว่า ในระดับโลกเรามีศาลโลก เรามีศาลอาญาระหว่างประเทศ เรามีดับเบิลยูทีโอ (WTO) อันนี้ เป็นเรื่องที่เป็นองค์กรระหว่างประเทศอีกองค์กรหนึ่งเพื่อเงื่อนไขในการเจรจาหาข้อยุติ ทางการค้า เพราะฉะนั้นในมุมมองของผม ผมยังเห็นว่ารัฐมนตรีที่ไปทำหน้าที่ตามพิธีสาร ตรงนี้ต้องระมัดระวัง เมื่อมีข้อพิพาทเกิดขึ้นการเปิดเผยความลับของประเทศในทางการค้า ไปยังประเทศอาเซียน (ASEAN) ซึ่งก็คือคู่แข่ง สนามบินหนองงูเห่า หรือสนามบินสุวรรณภูมิ ที่เกิดขึ้นช้า ถ้าจะย้อนไปก็มีคนพูดหลายคนว่าเกิดช้าเพราะอะไร คลองไทยหรือว่าคลอง คอคอดกระที่จะเกิดขึ้นไม่ได้ ทั้งที่เกิดขึ้นแล้วดีก็น่าคิดว่าเราไม่มีความสามารถที่จะขุดหรือ หรือว่าเพราะเหตุผลต่อการอื่น สิ่งเหล่านี้เป็นผลประโยชน์ระหว่างประเทศ เพราะฉะนั้น ต้องเรียนว่าพิธีสารตรงนี้มีความสำคัญ แต่ว่าในเมื่อเราอยู่ในประชาคมระหว่างประเทศ รัฐสภาก็ต้องเห็นชอบ อันนี้เป็นประเด็นที่ไม่ได้ขัดข้อง แต่ประเด็นที่จะตั้งข้อสังเกตคือว่า คณะรัฐมนตรีควรจะมีกฎหมายที่ออกตามมาตรา ๑๗๘ ได้แล้ว เพื่อให้ประชาชนได้เข้าใจ เพื่อให้ผมในฐานะตัวแทนประชาชน ในฐานะสมาชิกรัฐสภาได้พอที่จะเข้าใจว่ากฎหมาย รัฐธรรมนูญก็เขียนไว้ จริง ๆ กฤษฎีกาก็ถือว่าไม่น่าชื่นชมเหมือนคณะรัฐมนตรี ที่เรื่องนี้ บอกว่าไม่ควรจะมารับฟังความคิดเห็นของรัฐสภา การที่รัฐมนตรีเอาพิธีสารนี้ อาเซียน โพรโทคอล (ASEAN Protocol) เข้ามาก็ถือว่าถูกต้องแล้ว เพราะฉะนั้นในส่วนของผม ผมจึงตั้งข้อสังเกตว่า จะมีผลบังคับขนาดไหนเมื่อมีข้อพิพาทเกิดขึ้น เราต้องปกป้องประเทศเป็นหลัก ปกป้อง ผลประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก การเคลื่อนย้ายแรงงานก็ดี ทุกวันนี้เราก็พึ่งพาแรงงานของ อาเซียน (ASEAN) การเคลื่อนย้ายทุนก็ดี อย่างสิงคโปร์ประเทศเล็ก ๆ เขามีความพร้อม จริง ๆ อำนาจต่อรองเขาสูง การเจรจาในระดับทวิภาคีบางทีอาจจะมีประโยชน์กว่าด้วยซ้ำไป ประเทศจีนประเทศใหญ่เศรษฐกิจขนาดใหญ่เขาไม่ต้องไปคบกับใคร แต่เพราะเขามี ประชากรมาก แต่ส่วนหนึ่งคือเศรษฐกิจเขาใหญ่ นายกรัฐมนตรีเก่ง ผู้นำประเทศเก่ง อันนี้ เราก็ต้องกลับมามองก่อนที่เราจะไปมองเฉพาะพิธีสารตัวนี้ ผมฟังอดีตข้าราชการชั้นสูง ไม่ว่าจะเป็นท่าน ขออนุญาตที่เอ่ยนาม ท่านกิตติ วะสีนนท์ ท่านเป็นข้าราชการประจำท่านก็ ชื่นชม ท่านก็บอกว่าเขาเรียกว่ามีความทันสมัย แต่กลับมามองประเทศตัวเองทันสมัย มีศักยภาพแข่งขันเขาได้หรือเปล่าตรงนั้นมากกว่า นี่ในฐานะที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เป็นตัวแทนคนยากคนจนต่างจังหวัด อย่างที่ท่านประสงค์ บูรณ์พงศ์ บอกถึงการค้าระหว่าง ประเทศชายแดนลาว ขออนุญาตที่เอ่ยนาม สิ่งเหล่านี้รักษาผลประโยชน์ของประเทศ ของประชาชนเป็นหลักมากกว่า ผมยังเชื่อว่าศักยภาพของประเทศในระดับทวิภาคีมีผู้นำ ที่เข้มแข็ง มีผู้บริหารที่เก่งรักษาประโยชน์ มองประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก พิธีสารส่วนนี้ ก็เป็นส่วนหนึ่งเท่านั้นเองที่จะสร้างกติกาแล้วก็ทำให้เราอยู่ในประชาคมโลก อาเซียน (ASEAN) เรียกว่ามีตลาดที่จะรองรับสินค้าของประชาชนได้ แต่เราก็พึงระมัดระวัง ผมคงจะไม่ชื่นชม แต่ก็ไม่ขัดขวาง แต่ก็ต้องตั้งข้อสังเกตไว้ว่ามีผลเยอะ อย่างเช่น ประเทศสมาชิกที่ไม่ใช่คู่พิพาท ก็มาฟังตรงนี้ได้ เขาก็เอาข้อมูลภายในไปตรวจสอบได้ ไปดูได้ เพราะผลประโยชน์ของประเทศ เป็นหลัก อำนาจศาลก็อยู่เฉพาะในราชอาณาจักรนั้น ๆ อำนาจทางทหารเขาก็ดูแลผลประโยชน์ ของเขา อำนาจทางเศรษฐกิจประเทศไหนก็ดูแลประเทศตัวเอง เพราะฉะนั้นก็กราบเรียนท่านประธานเป็นประเด็นสุดท้ายครับว่า การที่นำอาเซียน โพรโทคอล (ASEAN Protocol) เข้ามานี้ถูกต้องแล้ว แต่ก็ต้องมีความระมัดระวังในการที่เจรจาความเมือง ในการที่จะบอกว่าท่านเป็นตัวแทนไปเจรจา ท่านทำแทนคนไทย ท่านเอาผลประโยชน์ของ ประเทศไทยไปผูกกับกติการะหว่างประเทศ เพราะฉะนั้นถึงอย่างไรก็แล้วแต่กติกาก็ต้องพึง ระมัดระวังแล้วก็ต้องพึงสำเหนียก ก็พึงกลับมาคิดด้วยครับว่าจริง ๆ ท่านทำทุกอย่างโดยการ มอบหมายจากคนไทย ไม่ได้ทำโดยส่วนตัว ผลประโยชน์ระหว่างประเทศเป็นหลักมากกว่า ผลประโยชน์ของผู้แทนที่เป็นรัฐมนตรี ที่เป็นผู้แทน กราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพ ต่อวาระนี้ครับ ขอบคุณครับ