อิสระ เสรีวัฒนวุฒิ ชี้แจงการปรับปรุงพิธีสารกลไกระงับข้อพิพาททางเศรษฐกิจของอาเซียนที่มีการขยายกรอบเวลาและเปิดโอกาสให้ประเทศสมาชิกมีส่วนร่วมมากขึ้น พร้อมเน้นการคุ้มครองประเทศที่พัฒนาน้อยกว่าและกระบวนการพิจารณาที่เป็นระบบ 4 ขั้นตอนที่มีผลผูกพัน อภิปรายถึงทั้งข้อดีและข้อกังวลของกลไกที่แม้ยังไม่เคยถูกใช้จริงในรอบ 24 ปี แต่ควรถือเป็นก้าวสำคัญในการส่งเสริมหลักนิติธรรมในอาเซียน และสนับสนุนให้ประเทศไทยให้สัตยาบันเพื่อเสริมสร้างเสถียรภาพทางการค้า
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายอิสระ เสรีวัฒนวุฒิ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพครับ วันนี้ ผมจะขออนุญาตแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับตัวพิธีสารว่าด้วยกลไกการระงับข้อพิพาท ด้านเศรษฐกิจของอาเซียน (ASEAN) หรืออาเซียน โพรโทคอล ออน เอนแฮนซ์ ดิสพิวต์ เซตเทิลเมนต์ แมคคานิซึม (ASEAN Protocol on Enhanced Dispute Settlement Mechanism) หรือที่เรียกย่อ ๆ ว่าอีดีเอสเอ็ม (EDSM) ทีนี้ตัวพิธีสารนี้มีรายละเอียด ค่อนข้างมากผมได้อ่านโดยละเอียดแล้ว ด้วยความสนใจเป็นพิเศษก็เลยได้มีโอกาสเข้าพบกับ รองเลขาธิการอาเซียน (ASEAN) ที่กรุงจาการ์ตาเพื่อสอบถามในประเด็นที่สนใจนะครับ ก่อนที่จะลงไปในรายละเอียดผมอยากจะขอพูดสรุปเนื้อหาสาระของพิธีสารนี้ให้ฟังง่าย ๆ ก่อน คือพิธีสารนี้ก็เปรียบเสมือนเวทีที่จะให้สมาชิกอาเซียน (ASEAN) หากมีปัญหากันในประเด็น เศรษฐกิจได้มาใช้เวทีแห่งนี้ในการที่จะตัดสินข้อพิพาทต่าง ๆ เหล่านั้นแทนที่จะต้องไปที่อื่น ถ้าให้เปรียบก็เหมือนกับกีฬาครับ สมมุติอาเซียน (ASEAN) เราแข่งกีฬากันเองแทนที่จะไป เชิญกรรมการจากนอกอาเซียน (ASEAN) มาตัดสิน เราก็ให้กรรมการในอาเซียน (ASEAN) ตัดสินกันเอง แน่นอนที่สุดประหยัดเวลา ประหยัดค่าใช้จ่ายและอื่น ๆ ทีนี้เมื่อมาดูในรายละเอียด พิธีสารเรื่องนี้ก็ไม่ใช่เรื่องใหม่อะไร พิธีสารนี้มีมาตั้งแต่ปี ๒๕๓๙ ๒๔ ปีที่แล้ว มีการแก้ไข เมื่อปี ๒๕๔๗ ปัจจุบันปี ๒๕๖๓ หลัก ๆ สำคัญก็คือมีการขยายเนื่องจากเวลาล่วงเลยมา ข้อตกลงของอาเซียน (ASEAN) จาก ๔๖ ข้อในตอนนั้น ปัจจุบันมีแล้ว ๑๐๕ ข้อ พิธีสารฉบับนี้ ก็ขยายขอบเขตให้ไปถึง ๑๐๕ ข้อ ซึ่งรายละเอียดอยู่ในภาคผนวกที่ ๑ และนอกจากนั้น เพื่อให้อนาคตไม่ต้องมานั่งแก้กันอีกก็มีระบุเอาไว้ให้อำนาจของพิธีสารว่าเมื่อไรก็ตามที่มี ข้อตกลงเพิ่มขึ้นก็ให้ระบุแนบท้ายข้อตกลงใหม่ไปได้เลยว่าให้อยู่ในอำนาจของพิธีสารฉบับนี้ นั่นก็คือในเรื่องของจำนวน ทีนี้ประเด็นต่าง ๆ ที่พิธีสารฉบับนี้ระบุถึงมีอยู่มากมายหลายข้อ เพื่อนสมาชิกหลายท่านได้อภิปรายไปแล้ว ในส่วนของผมผมขอหยิบยก ๔ ประเด็นที่ผมคิดว่า เป็นเรื่องที่สภาแห่งนี้รวมทั้งประชาชนทั่วไปควรจะได้รับทราบ นั่นก็คือ
ประเด็นที่ ๑ เป็นเรื่องของการตัดออกของการปรึกษาหารือในกรณีที่ไม่ได้ มีการละเมิดข้อตกลง พูดง่าย ๆ หมายความว่าอย่างไร หมายความว่าในอดีตที่ผ่านมาการพิพาท ที่ไม่ได้ละเมิดข้อตกลงสามารถนำเข้ามาสู่กระบวนการพิจารณาได้ แต่แน่นอนที่สุดเมื่อไม่ได้ ละเมิดข้อตกลงจะไปตัดสินว่าผิดหรือถูกก็ยากทำให้นำไปสู่ภาคปฏิบัติไม่ได้ พิธีสารฉบับนี้ เพื่อที่จะให้ทำงานได้จริงก็เลยตัดข้อนี้ออก
ประเด็นที่ ๒ เรื่องของเวลา ในฉบับที่แล้วระบุว่าต้องให้ผู้พิจารณาตัดสิน ภายใน ๖๐ วัน ซึ่งทุกท่านคงทราบดีว่า ๖๐ วัน ไหนจะสืบพยาน สืบคดีต่าง ๆ ทำไม่ได้เลยครับ ในความเป็นจริงก็ขยายเวลาจาก ๖๐ วัน ให้เป็น ๖ เดือน
ประเด็นที่ ๓ ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญอีกประเด็นหนึ่งครับ นั่นก็คืออนุญาตให้ ไม่ใช่เพียงแค่คู่พิพาท ไม่ใช่แค่ประเทศ ก กับประเทศ ข ที่จะเข้าร่วมฟังได้ แต่อนุญาต ให้ประเทศสมาชิกอื่น ๆ ในอาเซียน (ASEAN) ที่เหลือสามารถเข้าร่วมฟังได้ ตรงนี้สำคัญ อย่างไรครับ ก็เพื่อที่จะให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในความที่จะเป็นประชาคมอาเซียน (ASEAN) อย่างแท้จริง
ประเด็นที่ ๔ ที่ผมคิดว่าสำคัญ นั่นก็คือการให้สิทธิพิเศษ การคำนึงถึงระดับ การพัฒนาของประเทศประกอบการพิจารณา หมายความว่าประเทศที่ถูกจัดอยู่ในกลุ่ม ประเทศที่พัฒนาน้อยที่สุด ซึ่งจากการที่สอบถามท่านรองเลขาธิการอาเซียน (ASEAN) ได้แก่ ประเทศกัมพูชา ประเทศเมียนมาร์ แล้วก็ประเทศลาวมีเงื่อนไขพิเศษในการให้การพิจารณา เมื่อมีข้อพิพาท ซึ่งในประเด็นนี้เดี๋ยวผมจะกลับเข้ามาที่รายละเอียดอีกครั้งครับ ทีนี้เพื่อที่จะ ให้สภาแห่งนี้เห็นภาพมากขึ้นว่าตกลงกลไกนี้ทำงานอย่างไร ผมขออนุญาตสรุปเป็นแผนภาพ ให้เห็นแบบนี้ครับ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน)
มีอยู่ ๔ ขั้นตอนหลัก ๆ จริง ๆ ก็เป็นกระบวนการพิจารณาทั่วไป ขั้นที่ ๑ ก็คือ เมื่อใดก็ตามที่มี ข้อพิพาทระหว่าง ๒ ที่เข้ามาก็จะเข้าสู่กระบวนการที่เรียกว่าปรึกษาหารือ หรือในภาษาอังกฤษ ก็คือคอนซัลเทชัน (Consultation) หากปรึกษาหารือเป็นที่ยุติได้ข้อตกลงก็จบไป หากปรึกษา หารือแล้วไม่สามารถยุติได้ก็นำเข้าไปสู่กระบวนการพิจารณาตัดสิน ซึ่งก็จะมีองค์คณะในการ พิจารณา หากพิจารณาแล้วมีผลการพิจารณาออกมาประเทศคู่กรณีประเทศใดประเทศหนึ่ง ไม่พอใจก็ย่อมที่จะใช้สิทธิอุทธรณ์ได้ ในส่วนของคำตัดสินนั้นก็ย่อมมีผลบังคับหากไม่ปฏิบัติ ตามพิธีสารฉบับนี้ก็ให้อำนาจว่าผู้ที่ไม่ปฏิบัติตามอาจถูกระงับสิทธิประโยชน์ หรือในบางกรณี อาจต้องถูกเสียค่าปรับ นั่นก็คือกระบวนการ ๔ ลำดับที่ผมได้ไล่เลียงให้ทราบนะครับ
ทีนี้มีประเด็นสำคัญอีกประเด็นหนึ่งที่เมื่อสักครู่ก็มีเพื่อนสมาชิกได้พูดถึง แล้วผมเองก็สงสัยจึงได้สอบถามท่านรองเลขาธิการอาเซียน (ASEAN) ไปว่าสิ่งที่คนคงจะถาม กันมากนั่นก็คือแล้วใครเป็นผู้พิจารณา เพราะเรื่องนี้จะเป็นตัวตัดสินหลักเลยว่ากลไกนี้ จะสำเร็จหรือไม่ ก็ได้รับทราบมาว่าในส่วนของเลขาธิการอาเซียน (ASEAN) จะออกระเบียบ ออกมาเป็นลักษณะนี้ครับว่า ผู้พิจารณาจาก ๑๐ ประเทศจะให้แต่ละประเทศเสนอชื่อได้ ประเทศละ ๒ คนในเบื้องต้น เมื่อเสนอชื่อมาแล้วเลขาธิการอาเซียน (ASEAN) จะแบ่ง ผู้พิจารณา ๒ คนจากแต่ละประเทศเป็น ๒ คณะ ก็จะประกอบด้วยคณะละ ๑๐ คน ๑๐ ประเทศ เป็นคณะที่ ๑ คณะที่ ๒ ทีนี้คนที่จะเป็นคนตัดสินเลือกว่าจะให้คณะไหน เป็นคนตัดสินก็คือเลขาธิการอาเซียน (ASEAN) สมมุตินะครับว่าเลขาธิการอาเซียน (ASEAN) เลือกคณะที่ ๑ ประเทศ ก มีข้อพิพาทกับประเทศ ข ประเทศ ก ก็จะสามารถเลือก ๑ คน จากคณะที่ ๑ ได้ที่ไม่ใช่ประเทศของตนและไม่ใช่จากประเทศ ข ในขณะที่ประเทศ ข ก็มีสิทธิเช่นเดียวกันในการเลือกอีก ๑ คน เท่ากับตอนนี้มีผู้พิจารณา ๒ คนแล้ว อีกคนหนึ่ง มาจากคนที่ประเทศ ก และประเทศ ข ตกลงร่วมกันที่จะเลือกมาก็จะได้มา ๓ คน และคนสุดท้ายนี้ก็จะทำหน้าที่หัวหน้าคณะในการตัดสินพิจารณาคดี อันนี้ก็เป็นภาพรวมของ องค์คณะผู้พิจารณา ซึ่งค่าตอบแทนองค์คณะผู้พิจารณาตลอดจนค่าตอบแทนผู้พิจารณา อุทธรณ์ และค่าดำเนินการบริหารต่าง ๆ ของกลไกนี้ก็จะถูกใช้จ่ายจากกองทุนที่เรียกว่า อาเซียน ดิสพิวต์ เซตเทิลเมนต์ ฟันด์ (ASEAN Dispute Settlement Fund) หรือกองทุน ระงับข้อพิพาทอาเซียน (ASEAN) อันนี้ก็เป็นรายละเอียดของตัวพิธีสาร ทีนี้สิ่งสำคัญคืออะไร หลายท่านก็คงถามว่าสรุปแล้วประเทศไทยได้อะไร สิ่งที่ประเทศไทยจะได้
อันที่ ๑ ก็คือมูลค่าทางการค้าระหว่างไทยกับอาเซียน (ASEAN) มีสูงถึง ๓.๓ ล้านล้านบาท เกือบเท่ากับงบประมาณของประเทศไทยปีนี้ อาเซียน (ASEAN) เป็นคู่ค้า ลำดับ ๑ ของประเทศไทย ๒๒ เปอร์เซ็นต์ของมูลค่าการค้าของประเทศไทยคือส่งไปอาเซียน (ASEAN) ดังนั้นเวทีแห่งนี้ก็น่าจะเป็นประโยชน์
อันที่ ๒ ก็อย่างที่ผมได้กราบเรียนไปแล้ว การตัดสินภายในอาเซียน (ASEAN) สำนักงานอยู่ที่กรุงจาการ์ตา ค่าใช้จ่ายเวลาก็ย่อมน้อยกว่าการส่งไปที่องค์การการค้าโลก
อันที่ ๓ ซึ่งก็เป็นเรื่องสำคัญนั่นก็คืออาเซียน (ASEAN) ด้วยกันเองย่อมเข้าใจคน เข้าใจวัฒนธรรมของพวกเรากันมากกว่าที่จะส่งไปนอกอาเซียน (ASEAN)
และสุดท้ายพิธีสารฉบับนี้ครอบคลุมขอบเขตที่กว้างกว่าของดับเบิลยูทีโอ (WTO) ดับเบิลยูทีโอ (WTO) จะตัดสินได้เฉพาะกรณีข้อพิพาททางด้านการค้า แต่พิธีสาร ฉบับนี้ให้ครอบคลุมถึงข้อพิพาททางด้านการลงทุน การค้าบริการทางการเงิน และทรัพย์สิน ทางปัญญา นี่ก็คือประโยชน์ที่คิดว่าประเทศไทยจะได้รับ แต่แน่นอนครับคงไม่มีอะไรที่มี แต่ข้อดี ไม่มีข้อเสีย ข้อสังเกตของผมต่อพิธีสารฉบับนี้นะครับ
อันที่ ๑ ก็คือพิธีสารอันที่ดับเบิลยูทีโอ (WTO) ที่ดับเบิลยูทีโอ (WTO) จะมี หน่วยงานมีองค์คณะองค์คณะหนึ่งชื่อว่าดิสพิวต์ เซตเทิลเมนต์ บอดี (Dispute Settlement Body) หรือองค์คณะที่ทำหน้าที่ในการบริหารจัดการการระงับข้อพิพาทนี้ ซึ่งเป็นองค์คณะ ที่มีวาระและตำแหน่งถาวร ในขณะที่พิธีสารนี้ให้อำนาจกับที่ประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสเศรษฐกิจ ของอาเซียน (ASEAN) หรือซีออม (SEOM) ซึ่งที่ประชุมแห่งนี้ส่วนใหญ่ก็จะมาจาก ข้าราชการประจำ และบางส่วนมาจากผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง แน่นอนเสถียรภาพ และความมั่นคงของตำแหน่งก็จะมีการเปลี่ยนแปลงบุคคลอย่างต่อเนื่อง เพราะฉะนั้นก็จะไม่ได้ มีความต่อเนื่องในการบริหาร
อันที่ ๒ ที่ผมคิดว่าเป็นประเด็นสำคัญนั่นก็คือทำไม ๒๔ ปีที่ผ่านมาถึงไม่ได้ใช้ กลไกนี้ นั่นก็เป็นเพราะ
ประเด็นที่ ๑ ด้วยความเป็นวิถีของอาเซียน (ASEAN) อย่างพวกเรา เมื่อมี ปัญหาอะไรกันเราก็จะพยายามพูดคุยกัน ตกลงกันเอง ดังนั้นถึงแม้จะมีกลไกนี้ก็เป็นไปได้ว่า อาจจะไม่ได้ใช้ อย่างเช่นที่ดับเบิลยูทีโอ (WTO) เรื่องที่เป็นคู่พิพาทของอาเซียน (ASEAN) ที่ส่งเข้าไปดับเบิลยูทีโอ (WTO) ตั้งแต่ก่อตั้งองค์การการค้าโลกมามีอยู่แค่ ๓ เรื่องครับ คือ เรื่องระหว่างประเทศสิงคโปร์กับประเทศมาเลเซีย ประเทศเวียดนามกับประเทศอินโดนีเซีย แล้วก็ประเทศไทยกับประเทศฟิลิปปินส์ล่าสุดซึ่งมีคำตัดสินไปเมื่อวานนี้
อีกประเด็นหนึ่งที่ผมคิดว่ากลไกนี้อาจจะไม่ได้ใช้นั่นก็เป็นเพราะโดยทั่วไป ปกติเมื่อประเทศ ๒ ประเทศมีข้อพิพาทกัน ก็จะมีกิจกรรมที่เรียกเป็นภาษาอังกฤษว่าฟอรัม ชอปปิง (Forum shopping) หรือว่าการเลือกเวทีที่คิดว่าตนเองจะได้ประโยชน์มากที่สุด เวทีนี้กลไกนี้อาจจะถูกเลือกเป็นลำดับท้าย ๆ เนื่องจากความไม่มั่นใจในการดำเนินการ เพราะเป็นการดำเนินการเป็นระยะแรก
อีกประเด็นหนึ่งซึ่งผมคิดว่าสำคัญและจำเป็นที่จะต้องกล่าวถึงนั่นก็คือ อย่างที่ ได้เรียนไว้ว่าในพิธีสารฉบับนี้ให้มีการคำนึงถึงประเทศที่พัฒนาน้อยที่สุด ดังนั้นหากประเทศไทย ไปเป็นคู่พิพาทกับประเทศเหล่านี้ ประเทศเหล่านี้ก็ย่อมอาจจะมีแต้มต่อในการพิจารณา เหนือประเทศไทย สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เป็นสิ่งที่ผมอยากจะขออภิปรายในสภาแห่งนี้เพื่อที่จะให้ สภาแห่งนี้ได้รับทราบถึงผลดีผลเสีย แต่อย่างไรก็ดีเมื่อบวกลบคูณหารผลดีผลเสียแล้วผมก็ยัง เชื่อว่าการที่เราจะก้าวสู่ประชาคมอาเซียน (ASEAN) ที่ยึดมั่นกฎระเบียบเป็นรูล เบสด์ คอมมูนิที (Rule based community) อย่างแท้จริง พิธีสารฉบับนี้ก็ย่อมจะเป็นหมุดหมายที่สำคัญ ในการที่จะให้เราก้าวถึงจุดนั้น เพราะฉะนั้นในส่วนของผมผมขอสนับสนุนพิธีสารฉบับนี้ แล้วก็อยากจะขอชื่นชมกระทรวงพาณิชย์ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา รวมทั้งกระทรวง การต่างประเทศ ที่ได้ร่วมกันทำงานอย่างขยันขันแข็งจนกระทั่งเราสามารถบรรลุข้อตกลง ในพิธีสารฉบับนี้ได้ ขอบพระคุณครับ