กิตติ วะสีนนท์ กล่าวถึงความสำคัญของพิธีสารอาเซียนที่ประเทศไทยมีส่วนร่วมตั้งแต่ต้น และสนับสนุนให้รับรองพิธีสารดังกล่าวเพื่อเสริมสร้างกลไกความร่วมมือในระดับภูมิภาค พร้อมเน้นบทบาทนำของไทยในเวทีอาเซียนและการพัฒนาเศรษฐกิจภูมิภาคอย่างต่อเนื่อง
กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ ผม นายกิตติ วะสีนนท์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมจะไม่ใช้ เวลามากนัก เพราะว่ามีหลายท่านที่ได้พูดถึงประเด็นที่ผมเองก็สนใจอยู่แล้ว เพียงแต่ ผมคิดว่าในแง่มุมของการมองอาเซียน (ASEAN) ผมคิดว่าโพรโทคอล (Protocol) หรือพิธีสาร ฉบับนี้ก็เป็นการพัฒนาที่ดี ถึงแม้ว่าจะเป็นสิ่งที่ไม่ได้ใหม่ทั้งหมด คือทำขึ้นจากพิธีสารเดิม ในช่วงปี ๒๕๕๗ หลังจากที่ได้ตั้งประชาคมอาเซียน (ASEAN) ขึ้นมาเมื่อปี ๒๕๕๕ กระผม อยากจะขออนุญาตย้ำว่าจริง ๆ แล้วพิธีสารฉบับนี้ลงนามในช่วงที่ประเทศไทยเป็นประธาน อาเซียน (ASEAN) เพราะฉะนั้นการที่เราจะให้การรับรองซึ่งจะนำไปสู่การให้สัตยาบัน อย่างเต็มรูปแบบในช่วงปีนี้ถือว่าเป็นการดำเนินการที่ต่อเนื่อง แล้วก็ให้เห็นถึงบทบาทของ ประเทศไทย ซึ่งผมขออนุญาตกล่าวย้อนนิดหนึ่ง ต้องไม่ลืมว่าประเทศไทยเป็นประเทศ ต้นกำเนิดอาเซียน (ASEAN) ในปี ๒๕๑๐ แล้วก็เอกสารสำคัญที่ให้เกิดอาเซียน (ASEAN) ก็คือ ปฏิญญากรุงเทพฯ แน่นอนหลังจากนั้นมันก็มีการพัฒนาการมากมาย ซึ่งมันแสดงถึง เจตจำนงทางการเมืองที่จะให้มีความร่วมมือกันมากขึ้น จนกระทั่งเกิดประชาคมอาเซียน (ASEAN) ซึ่งมี ๓ สาขาใหญ่ ก็คือทางการเมือง ความมั่นคง ทางเรื่องเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นเรื่อง ปากท้องและได้รับความสนใจมาก ๆ แล้วก็มีติดปากกันว่าเออีซี (AEC) แล้วสาขาที่ ๓ ก็คือ ด้านสังคม วัฒนธรรม ในเรื่องเหล่านี้การรวมตัวมันทำให้ประเทศไทยไม่ได้ยืนอยู่โดดเดี่ยว แต่มันมีความเป็นอาเซียน (ASEAN) ที่มีประชากรเกือบ ๖๖๐ ล้านคน แล้วก็มีจีดีพี (GDP) รวมประมาณ ๓ ล้านล้านบาท ซึ่งก็ถือว่าเป็นเศรษฐกิจที่ใหญ่อันดับ ๓ ของเอเชีย แล้วก็ อันดับ ๗ ของโลก สิ่งเหล่านี้แน่นอนแม้ว่าหลายท่านอาจจะมองว่าไม่สมบูรณ์ แต่มันเป็นการ สร้างกลไกของอาเซียน (ASEAN) เองที่จะเป็นทางเลือกที่สำคัญ แน่นอนในอดีตเราอาจจะ ไม่ได้ใช้กลไกในระดับอาเซียน (ASEAN) เต็มที่ เพราะว่าเราสามารถที่จะแก้ไขปัญหาได้ในระดับ ทวิภาคี แล้วปัจจุบันนี้แน่นอนก็มีหลายท่านพูดถึงดับเบิลยูทีโอ (WTO) หรือองค์การการค้าโลก ซึ่งก็มีกลไกนี้อยู่ แต่ก็เป็นที่ทราบกันดีว่าในระดับพหุภาคีบางครั้งก็ไม่สามารถขับเคลื่อนได้ อย่างเต็มที่ เนื่องจากว่าอาจจะไม่ได้รับการสนับสนุนจากประเทศมหาอำนาจเป็นต้น ของเรา ได้รับทราบจากข้อมูลของกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศเองว่ามีคดีของอาเซียน (ASEAN) อยู่ในองค์การการค้าโลก ๓ คดี แล้วคดีหนึ่งก็เป็นคดีที่ประเทศไทยถูกประเทศฟิลิปปินส์ฟ้อง แต่ก็ยังค้างคากันอยู่ และในขณะนี้ทางองค์กรที่สำคัญองค์กรหนึ่งก็คือองค์กรอุทธรณ์ของ ดับเบิลยูทีโอ (WTO) เองก็มีข้อจำกัดที่ว่าจะหาบุคลากรที่จะให้เต็ม ๗ คนตามจำนวนไม่ได้ กลับมาที่การที่เราจะให้การรับรองพิธีสารฉบับนี้ ผมคิดว่าต่อเนื่องจากการที่เราได้มีส่วนสำคัญ จริงๆ เป็นส่วนสำคัญตั้งแต่ตอนทำอาฟตา (AFTA) แล้ว ความตกลงเศรษฐกิจการค้าเสรีของ อาเซียน (ASEAN) แล้วก็นำมาสู่ประชาคมอาเซียน (ASEAN) โดยเฉพาะประชาคมเศรษฐกิจ อาเซียน (ASEAN) เราเองมีบทบาทสำคัญ ถึงแม้ว่าหลายอย่างจะดูเหมือนว่าลดลงไป เช่นตามที่ได้มียกเลิกการฟ้องกรณีที่ไม่มีการกระทำผิดความตกลง หรือนอน ไวโอเลชัน คอมเพลนต์ (Non-Violation Complaint) เอ็นวีซี (NVC) ขออนุญาตใช้ภาษาอังกฤษ รวมทั้งในเรื่องการปรับเวลาขององค์กรพาเนล (Panel) ที่จะมาดูแก้ไขข้อพิพาทอะไรต่าง ๆ แต่มันเป็นการปรับเพื่อให้เกิดความสอดคล้องกับความเป็นจริง แล้วมันดีขึ้นกว่าดับเบิลยูทีโอ (WTO) ฉะนั้นหลายคนก็อาจจะบอกว่าอันนี้เป็นดับเบิลยูทีโอ พลัส (WTO Plus) ด้วยซ้ำ แล้วในการดำเนินการต่างประเทศแน่นอน ๓ ระดับ ที่ผ่านมาก็มีความพยายามที่จะให้ พหุภาคีแข็ง แต่ตอนนี้เมื่อพหุภาคีเองยังต้องมีการเสริม ก็มีการยอมรับที่จะให้ทำในระดับ ภูมิภาค ซึ่งจริง ๆ อาเซียน (ASEAN) เป็นตัวอย่าง แล้วอาเซียน อิโคโนมิก คอมมูนิตี (ASEAN Economic Community) หรือประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN) ก็เป็นตัวอย่าง ที่สำคัญในการร่วมมือระหว่างประเทศสมาชิกในภูมิภาค ผมก็คงจะต้องสรุปว่าให้การสนับสนุน การให้ความเห็นชอบ แล้วผมก็ขออนุญาตต่อไปอีกนิดหนึ่งว่า ในปัจจุบันเรามีสิ่งที่เรียกว่า ทรีตที ออฟ อะมิที แอนด์ โคโอเพอเรชัน (Treaty of Amity and Cooperation) หรือสนธิสัญญา มิตรภาพและความร่วมมือ ซึ่งใช้กันมาตั้งแต่ปี ๒๕๑๙ จริง ๆ อันนั้นก็มีกลไก กลไกแก้ไข ข้อพิพาท หรือเรียกว่าไฮ เคาน์ซิล (High Council) หรือคณะอัครมนตรีของอาเซียน (ASEAN) ที่จะแก้ไขข้อพิพาท แต่ว่าในทางปฏิบัติแล้วอย่างที่ผมนำเรียนว่าส่วนใหญ่เราก็ พยายามที่จะใช้ทวิภาคีเป็นหลักมากกว่าที่จะไปใช้กลไกที่จะมาชี้ขาด ผมก็เชื่อแม้ว่า ในกลไกนี้กลไกของอาเซียน (ASEAN) ในพิธีสารจะมีการพูดไปถึงขั้นที่ว่าจะมีการระงับ สิทธิประโยชน์ซึ่งเป็นลักษณะการตอบโต้ ซึ่งผมคิดว่าเราคงไม่ต้องใช้ถึงขั้นนั้นหรอก แต่ว่า ขณะเดียวกันการมีกลไกระงับข้อพิพาทในระดับอาเซียน (ASEAN) เช่นนี้มันจะทำให้การ แก้ไขปัญหาในอาเซียน (ASEAN) เองมีความคล่องตัวมากขึ้น อาจจะไม่ต้องเข้ากลไกด้วยซ้ำ อาจจะอยู่ในระดับซีออม (SEOM) ระดับเจ้าหน้าที่เศรษฐกิจอาวุโส หรือระดับรัฐมนตรี เศรษฐกิจเท่านั้น แต่ว่าในการที่เรามีกลไกเช่นนี้และมีการยอมรับซึ่งกันและกันมันจะทำให้ ความร่วมมือในระดับอาเซียน (ASEAN) ดีมาก อาจจะมีคำถามเดียวโดยที่ว่าการลงนาม ลงนามเมื่อเดือนตุลาคมแล้วก็มีกระบวนการอะไรต่าง ๆ ที่จะต้องให้สัตยาบันกัน ก็ขออนุญาตกราบเรียนผ่านท่านประธานไปยังท่านรัฐมนตรีว่าสถานะของการให้สัตยาบัน ตอนนี้ไปถึงไหน แล้วคิดว่าเราสามารถที่จะใช้พิธีสารฉบับนี้ได้เมื่อไร ขอบคุณครับ