สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๓ · ๓๐ มกราคม ๒๕๖๐

(ที่ประชุมรับทราบ)
ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

ระเบียบวาระที่ ๒ รับรองรายงานการประชุม

- รับรองรายงานการประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

ครั้งที่ ๔๙/๒๕๕๙ วันอังคารที่ ๒๐ กันยายน ๒๕๕๙

ครั้งที่ ๕๐/๒๕๕๙ วันจันทร์ที่ ๒๖ กันยายน ๒๕๕๙

ซึ่งสําเนารายงานการประชุมทั้ง ๒ ครั้งดังกล่าว ได้วางไว้ให้ท่านสมาชิก ตรวจดูแล้วเมื่อวันพุธที่ ๑๑ มกราคม ๒๕๖๐ บริเวณห้องรับรองสมาชิกชั้น ๑ อาคารรัฐสภา ๑ และหอสมุดรัฐสภา ก่อนที่จะเสนอให้ที่ประชุมสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศรับรอง

(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่น)

เมื่อไม่มีผู้ใดเห็นเป็นอย่างอื่น ถือว่าที่ประชุมรับรองรายงานการประชุมทั้ง ๒ ครั้งดังกล่าว

ระเบียบวาระที่ ๓ เรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว

- รายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุข และสิ่งแวดล้อม เรื่อง การจัดระเบียบการใช้ประโยชน์ที่ดินป่าไม้และการเพิ่มพื้นที่ป่า ของประเทศ : มาตรการแก้ไขปัญหาที่ดินในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ ร่างพระราชบัญญัติ อุทยานแห่งชาติ พ.ศ. .... และร่างพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. .... การปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม ท่านเป็นหัวหน้าภาควิชาการจัดการป่าไม้ คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ขอเรียนเชิญท่านพรพันธุ์ บุณยรัตพันธุ์

นางพรพันธุ์ บุณยรัตพันธุ์ ประธานกรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่าน สําหรับรายงานการปฏิรูปในครั้งนี้คือ เรื่อง การจัดระเบียบการใช้ประโยชน์ที่ดินป่าไม้และการเพิ่มพื้นที่ป่าของประเทศ : มาตรการ แก้ไขปัญหาที่ดินในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ ร่างพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. .... และร่างพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. .... ซึ่งดําเนินการสืบต่อมาจาก สภาปฏิรูปแห่งชาติที่ได้กําหนดประเด็นปฏิรูปกว้าง ๆ ไว้ในรายงานวาระปฏิรูปที่ ๒๕ ในเรื่องของระบบการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยมีเนื้อหาสาระ ที่สําคัญ คือ เพื่ออนุรักษ์และฟื้นฟูพื้นที่ของป่าไม้ให้เป็นร้อยละ ๔๐ ของพื้นที่ประเทศ และพื้นที่ของป่าอนุรักษ์เป็นร้อยละ ๒๕ ของพื้นที่ประเทศ รายละเอียดในการดําเนินการ เหล่านี้ ดิฉันใคร่ขออนุญาตท่านประธานให้ท่านมิ่งขวัญ วิชยารังสฤษดิ์ รองประธาน กรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม และประธาน อนุกรรมาธิการด้านทรัพยากรธรรมชาติ และคณะ เป็นผู้นําเสนอในรายละเอียดต่อไปค่ะ

ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

ขอบคุณครับ ขอเรียนเชิญท่านมิ่งขวัญ วิชยารังสฤษดิ์

นางมิ่งขวัญ วิชยารังสฤษดิ์ กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ และท่านสมาชิก สปท. ที่เคารพ ดิฉัน นางมิ่งขวัญ วิชยารังสฤษดิ์ สปท. ๑๑๖ ในฐานะประธานอนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูป ทรัพยากรธรรมชาติ ในคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุข และสิ่งแวดล้อม ขออนุญาตกล่าวนําเกี่ยวกับเรื่องที่มาของรายงานฉบับนี้ให้ทราบว่า รายงานฉบับนี้เป็น ๑ ใน ๖ เรื่องที่ได้เสนอไว้ในแผนปฏิรูปด้านทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งจะครอบคลุมทั้งในเรื่องของด้านทรัพยากรป่าไม้ ทรัพยากรน้ํา ทรัพยากรทางทะเล และชายฝั่ง สําหรับในเรื่องของการปฏิรูปด้านทรัพยากรป่าไม้มี ๓ เรื่องหลัก ในสไลด์ที่จะได้ นําเสนอให้ท่านเห็นนี้

เรื่องที่ ๑ คณะกรรมาธิการชุดนี้ได้มีการเสนอเกี่ยวกับเรื่องของ การจัดระเบียบการใช้ประโยชน์ที่ดินป่าไม้และการเพิ่มพื้นที่ป่าของประเทศ โดยเฉพาะ ในพื้นที่ป่าที่เป็นป่าสงวนแห่งชาติ ซึ่งคณะกรรมาธิการชุดนี้ได้เคยเสนอร่างพระราชบัญญัติ ป่าชุมชน พ.ศ. .... ซึ่งสภาแห่งนี้ได้ให้ความเห็นชอบในเรื่องนี้ไปแล้วตั้งแต่เมื่อวันที่ ๒๓ พฤษภาคม ๒๕๕๙ ขอกราบเรียนว่าในเรื่องของหลักการร่างพระราชบัญญัติป่าชุมชน เป็นการส่งเสริมให้คนอยู่กับป่าในป่าสงวนแห่งชาติ ซึ่งตรงนี้จะทําให้ในเรื่องของการที่จะ ให้คนดูแลรักษาป่า รวมทั้งมีการใช้ประโยชน์อย่างสมดุลแล้วก็อย่างยั่งยืน

เรื่องที่ ๒ เป็นเรื่องของการจัดระเบียบการใช้ประโยชน์ที่ดินป่าไม้ และการเพิ่มพื้นที่ป่าของประเทศเช่นกัน แต่เป็นป่าที่เรียกว่าป่าอนุรักษ์ ป่าอนุรักษ์ในที่นี้ ก็หมายถึงป่าที่มีความอุดมสมบูรณ์เป็นแหล่งของต้นน้ําลําธาร เป็นแหล่งที่อยู่อาศัย ของสัตว์ป่านานาชนิด ที่สําคัญในเรื่องของป่าอนุรักษ์ซึ่งเปรียบเสมือนป่าที่เป็นไข่แดง มีความอุดมสมบูรณ์ ซึ่งได้แก่ อุทยานแห่งชาติ วนอุทยาน สวนพฤกษศาสตร์ สวนรุกขชาติ ซึ่งปัจจุบันนี้กํากับดูแลอยู่ภายใต้ของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช โดยมี พ.ร.บ. อุทยานแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐๔ ซึ่งอายุมากกว่า ๕๖ ปีที่ผ่านมา รวมทั้งในเรื่อง ของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า เขตห้ามล่าสัตว์ป่า ซึ่งเกี่ยวข้องกับเรื่องของพระราชบัญญัติ สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. ๒๕๓๕ เช่นกัน ดิฉันขอกราบเรียนว่าการจัดทํารายงานฉบับ นี้ต้องใช้ระยะเวลา เนื่องจากว่าเป็นเรื่องที่ใหญ่ เป็นเรื่องที่มีความยุ่งยาก มีความซับซ้อน เนื่องจากปัญหาที่ผ่านมาในเรื่องของการบุกรุกที่ดินและการทําลายป่าไม้ โดยเฉพาะในเรื่องของป่าอนุรักษ์ซึ่งมีสั่งสมมานาน การแก้ไขในอดีตที่ผ่านมาก็ต้องยอมรับว่า กฎหมายหลักที่เกี่ยวข้องที่มีอยู่ในปัจจุบันสภาพในเรื่องของการบังคับใช้ไม่สอดคล้องกับ สถานการณ์จริงในปัจจุบัน การแก้ไขก็ดําเนินการในลักษณะของการผ่อนปรน ดําเนินการ ตามกฎหมาย หรือเป็นเพียงการบรรเทาปัญหาชั่วคราว ที่สําคัญก็คือในเรื่องของการแก้ไขปัญหา ที่ผ่านมาไม่ได้ครอบคลุมหรือมีการเชื่อมโยงในทุกมิติทั้งในสภาพของที่เป็นเศรษฐกิจ และภูมิสังคม ฉะนั้นในวันนี้ทางคณะอนุกรรมาธิการและคณะทํางานก็ได้นําเสนอเรื่องของ การปฏิรูปเรื่องนี้ซึ่งมี ๓ ประเด็น โดยเฉพาะในเรื่องของการออกมาตรการแก้ไขปัญหา ที่ดินในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ ซึ่งเกี่ยวข้องสอดคล้องกับคําสั่งของ คสช. ที่ ๖๖/๒๕๕๗ และมีการปรับปรุงกฎหมายหลัก ๒ ฉบับ คือพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐๔ และพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. ๒๕๓๕ ประเด็นการปฏิรูปที่นําเสนอ วันนี้เชื่อได้ว่าจะเป็นกลไกที่สําคัญในการที่จะทําให้มีการจัดระเบียบในเรื่องของ การใช้ประโยชน์ที่ดินป่าไม้ ในการป้องกันแก้ไขปัญหาที่สั่งสมมานาน โดยเฉพาะในเรื่องของ การบุกรุก รวมทั้งในเรื่องของการเพิ่มพื้นที่ป่า และที่สําคัญก็คือสอดรับกับร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่ในหลายมาตรา ซึ่งในรายละเอียดดิฉันใคร่ขอกราบเรียนให้ทางท่าน พลเอก เอกชัย ซึ่งเป็นประธานคณะทํางานนําเรียนที่ประชุมต่อไป ขอบพระคุณค่ะ

ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

ขอบคุณครับ ขอเรียนเชิญ พลเอก เอกชัย จันทร์ศรี

พลเอก เอกชัย จันทร์ศรี กรรมาธิการ 🔗

เรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศและท่านสมาชิกที่เคารพอย่างสูง กระผม พลเอก เอกชัย จันทร์ศรี สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ลําดับที่ ๒๐๐ ในฐานะประธานคณะทํางาน การจัดระเบียบการใช้ประโยชน์ที่ดินป่าไม้และการเพิ่มพื้นที่ป่าของประเทศ จะขอนําเสนอ ผลการดําเนินงานของคณะทํางาน จํานวน ๓ ประเด็นครับ ซึ่งมีความเกี่ยวเนื่องสัมพันธ์กัน แล้วก็ส่งผลให้สามารถคลี่คลายปัญหาที่สะสมกันอยู่เกี่ยวกับป่าอนุรักษ์ตามกฎหมายได้ อันเป็นการปฏิบัติที่สืบเนื่องมาจากประเด็นปฏิรูปที่ ๒๕ ของสภาปฏิรูปแห่งชาติ เรื่อง ระบบการบริหารจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมที่ได้เสนอให้มีการดําเนินการในช่วง ที่ผ่านมาครับ ประเด็นปฏิรูปในโอกาสนี้ประกอบด้วยการจัดทํามาตรการหรือแนวทาง ในการแก้ไขปัญหาการเข้าทํากินและครอบครองที่ดินในพื้นที่อนุรักษ์ตามกฎหมาย เป็นลําดับแรกครับ ต่อมาก็จะเป็นการเสนอปรับปรุงแก้ไขพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ ฉบับเดิม พ.ศ. ๒๕๐๔ และการเสนอปรับปรุงแก้ไขพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า ฉบับเดิม พ.ศ. ๒๕๓๕ โดยประเด็นปฏิรูปดังกล่าวนั้นมุ่งเพื่อคลี่คลายปัญหาที่สะสมของ บุคคลบางกลุ่มในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ให้ได้รับการบริหารจัดการอย่างเหมาะสม ตลอดจน มีการปรับปรุงหลักการและเหตุผล และสาระสําคัญในพระราชบัญญัติฉบับเดิม ทั้ง ๒ ฉบับ ให้มีความทันสมัยสอดคล้องกับปัจจัยแวดล้อมในปัจจุบัน ตลอดจนมุ่งให้เกิด การบังคับใช้กฎหมายอย่างมีดุลยภาพระหว่างหลักการด้านการอนุรักษ์และการใช้ประโยชน์ ทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืนเป็นสําคัญ สําหรับแนวความคิดในการปฏิบัติของคณะทํางานนั้น เราได้นําปัญหาข้อเท็จจริงที่สะสมมาตั้งแต่ในอดีต และปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต ประกอบกับได้นําความคิดเห็นของประชาชนและภาคส่วนต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องมาร่วมวิเคราะห์ เพื่อกําหนดหนทางปฏิบัติที่เหมาะสม โดยคณะทํางานของเรานั้นได้นําข้อบัญญัติ ในรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้อง ได้นํายุทธศาสตร์ นโยบาย และเป้าหมายในการพัฒนา ด้านทรัพยากรธรรมชาติซึ่งรัฐบาลได้กําหนด ที่สําคัญคือได้นําแนวทางตามโครงการ พระราชดําริที่เกี่ยวข้องมาเป็นหลักในการพิจารณาของคณะทํางานตามภารกิจนี้อย่างจริงจัง อีกด้วยครับ และจากแนวความคิดในการปฏิบัติดังกล่าว คณะทํางานเราได้ร่วมมือกับ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างใกล้ชิด โดยทางกระทรวงได้ส่งผู้แทน มาร่วมเป็นคณะทํางานกับ สปท. ด้วยโดยตลอด ดังนั้น มาตรการที่กําหนดในวาระนี้ ตลอดจนการปรับปรุงแก้ไขร่างพระราชบัญญัติทั้ง ๒ ฉบับดังกล่าว ทางกระทรวง ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมก็อยู่ในระหว่างการดําเนินการผลักดันให้เข้าสู่ระบบ การกลั่นกรองของฝ่ายบริหาร เพื่อนําเสนอคณะรัฐมนตรีและส่วนที่เกี่ยวข้องด้วยอีกทางหนึ่ง ในปัจจุบัน

กล่าวโดยสรุปคืออนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปทรัพยากรธรรมชาติ โดยคณะทํางานชุดนี้ได้มีความเห็นร่วมกันว่า การที่ประชาชนได้เข้าครอบครอง หรือบางราย ก็ได้มีการบุกรุกเข้าทํากินในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ตามกฎหมาย อันประกอบด้วย อุทยานแห่งชาติ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าและเขตห้ามล่านั้น พื้นที่เหล่านี้ถือเป็นผืนป่าสมบูรณ์ ตลอดจน เป็นแหล่งต้นน้ําลําธารที่สําคัญครับ การกระทําของประชาชนดังกล่าวข้างต้น โดยขาดการบริหารจัดการ การควบคุมอย่างเหมาะสม ก็จะก่อให้เกิดผลเสียต่อระบบ นิเวศวิทยาในพื้นที่และกระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพของแหล่งต้นทุนทรัพยากร ป่าไม้ ตลอดจนต้นน้ําลําธารของประเทศอย่างสําคัญ แล้วก็เป็นปัจจัยหลักที่จะนําสู่ ภัยธรรมชาติและมลภาวะในภูมิภาคต่าง ๆ ให้มีความรุนแรงมากขึ้นตามที่ปรากฏอยู่ใน ปัจจุบัน ดังนั้น จึงได้ร่วมกันเสนอมาตรการแก้ไขตลอดจนการปรับปรุงร่างพระราชบัญญัติ ทั้ง ๒ ฉบับที่เกี่ยวข้องนําเป็นประเด็นปฏิรูปเพื่อขับเคลื่อนให้เกิดผลสัมฤทธิ์ตามที่วางไว้ต่อไป

สําหรับรายละเอียดในการนําเสนอแผนการปฏิรูปในประเด็นนี้ กระผม ขออนุญาตที่ประชุมให้ท่านผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดอกเตอร์ขวัญชัย ดวงสถาพร ในฐานะ เลขานุการของคณะทํางาน ได้นําเรียนที่ประชุมให้ทราบเป็นอันดับต่อไป เพื่อหวังที่จะได้รับ การสนับสนุนจากท่านสมาชิก และเราพร้อมที่จะรับฟังข้อเสนอแนะเพิ่มเติม อันเป็นประโยชน์นําสู่การพิจารณาในการบริหารจัดการปัญหาต่าง ๆ ในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ ตามกฎหมาย ซึ่งนับเป็นต้นทุนทรัพยากรสําคัญ หรือเนเชอรัลแคพิทัล (Natural Capital) ได้อย่างมีประสิทธิภาพในระยะเวลาอันใกล้นี้ต่อไปครับ

ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

ขอบคุณครับ ขอเรียนเชิญท่านขวัญชัย ดวงสถาพร

นายขวัญชัย ดวงสถาพร กรรมาธิการ 🔗

กราบเรียนท่านประธาน ผม ขวัญชัย ดวงสถาพร ในฐานะโฆษกกรรมาธิการ สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ลําดับที่ ๐๑๔ ในส่วนของการดําเนินการที่จะนําเสนอในเบื้องต้น ผมขออนุญาตที่จะเรียน ที่ประชุมว่าปัญหาที่เราจะนําเสนอนั้นเป็นปัญหาที่สั่งสมมายาวนาน และเป็นปัญหา ที่แก้ยาก แล้วก็หลายรัฐบาล หลายฝ่าย พยายามที่จะดําเนินการปรับปรุง แก้ไข ในส่วนของ สภาปฏิรูปแห่งชาติได้เขียนลงไปในวาระปฏิรูปที่ ๒๕ กว้าง ๆ ว่าให้มีการปรับปรุงกฎหมาย ๒ ฉบับ ก็คือพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐๔ และพระราชบัญญัติสงวน และคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. ๒๕๓๕ แต่ไม่ได้มีการยกร่างในส่วนที่เป็นร่างพระราชบัญญัติ ทางกรรมาธิการได้ดําเนินการยกร่างร่วมกับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รวมถึงการได้พิจารณาเสนอมาตรการที่เป็นมาตรการในการสนับสนุนในการที่จะจัดระเบียบ การใช้ประโยชน์ที่ดินป่าไม้และการเพิ่มพื้นที่ป่าของประเทศด้วย

โดยในส่วนของเบื้องต้น ผมขออนุญาตที่จะพูดถึงสภาพปัญหาเพื่อให้ ท่านผู้มีเกียรติทุกท่านได้เข้าใจถึงหลักเหตุและผลว่า ทําไมเราต้องกําหนดแผนปฏิรูปเช่นนี้ ปัญหาทรัพยากรป่าไม้เป็นปัญหาที่คิดว่าทุกท่านน่าจะเข้าใจในเบื้องต้นอยู่แล้วว่า ประเทศไทยนั้นตอนนี้มีป่าทั้งหมดถ้าดูตัวเลขกลม ๆ ก็ประมาณ ๑๐๒ ล้านไร่ ก็คือประมาณ ๓๑ เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่ประเทศ ถามว่าข้อมูลเหล่านี้นั้นเหมาะสมหรือไม่ ถ้าโดยหลัก วิชาการในประเทศไทยที่มีการศึกษาและวิเคราะห์อย่างถี่ถ้วนแล้ว ประเทศไทยควรจะมีป่า ประมาณ ๔๐ เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่ประเทศหรือไม่น้อยกว่า ซึ่งเราจะเห็นว่าข้อมูลเหล่านี้นั้น เป็นข้อมูลเชิงประจักษ์ที่ให้เห็นว่าเรามีภารกิจสําคัญร่วมกัน ก็คือจะเพิ่มผืนป่าให้ประเทศ โดยเป้าหมายพื้นที่ป่าไม้เชิงนโยบายไม่ว่าจะเป็นร่างกรอบยุทธศาสตร์ชาติ ระยะ ๒๐ ปี ที่จะดําเนินการตั้งแต่ปี ๒๕๖๐ จนถึงปี ๒๕๗๙ นโยบายป่าไม้แห่งชาติเขียนตั้งแต่ปี ๒๕๒๘ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ปี ๒๕๖๐-๒๕๖๔ ฉบับที่ ๑๒ รวมถึงแผนแม่บท พิทักษ์ทรัพยากรป่าไม้ของชาติ ที่ลงนามโดยหัวหน้า คสช. เมื่อวันที่ ๑ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๕๗ เขียนตรงกันว่าสภาพป่าไม้ของเราอยู่ในสถานการณ์ที่วิกฤตและควรจะเพิ่ม ผืนป่าให้ได้ ๔๐ เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่ประเทศ และถ้าเรามาวิเคราะห์แล้ว ๔๐ เปอร์เซ็นต์ ของพื้นที่ประเทศเราจะต้องหาป่ามาอีก ๒๖.๘ ล้านไร่ แต่เราพยายามหามานานมากแล้ว ก็ไม่สัมฤทธิ์เสียที ซึ่งสิ่งเหล่านี้นั้นกรรมาธิการได้พยายามวิเคราะห์ว่าสาเหตุใด เราไม่สามารถเพิ่มผืนป่าได้ ในขณะที่เราไม่สามารถเพิ่มผืนป่าได้กลับมีพื้นที่ป่าลดน้อยลง สถิติการป่าไม้ไทยถ้าดูข้อมูลนะครับ เรามีข้อมูลพื้นที่ป่าไม้ที่สามารถอ้างอิงได้อย่างชัดเจน เชิงวิชาการ เมื่อปี ๒๕๑๖ มีป่า ๑๓๙ ล้านไร่ ซึ่งเราจะแบ่งเป็น ๒ ช่วงใหญ่ ๆ ปี ๒๕๑๖-ปี ๒๕๔๑ นั้นเป็นช่วงที่เราได้มีการวิเคราะห์โดยใช้มาตราส่วนเดียวกัน ในช่วงนั้น มีผืนป่าลดลงเฉลี่ยปีละ ๒.๒ ล้านไร่ ลดลงนะครับ ซึ่งถ้ามอง ๔๒ ปี ตั้งแต่ปี ๒๕๑๖ จนถึงปี ๒๕๕๘ เราจะพบว่ามีพื้นที่ป่าลดลงไปแล้วประมาณ ๓๖ ล้านไร่ เฉลี่ยประมาณปีละ ๘.๖ แสนไร่ ซึ่งถือว่าเป็นอัตราที่สูงถ้าเทียบกับประเทศในภูมิภาคเดียวกัน ทีนี้เราก็ลองมา วิเคราะห์ถึงว่าทําไมพื้นที่ป่าถึงลดลง เราก็มีงานวิจัยที่เราเข้าไปค้นคว้า เราไปศึกษา โดยธนาคารโลกร่วมกับหน่วยงานในบ้านเราได้ไปศึกษา ได้พูดตรงกันว่าป่าที่ลดลงนั้น มีหลายสาเหตุ สาเหตุโดยตรงก็คือการบุกรุกแผ้วถางป่าเพื่อการเกษตรและรีสอร์ต (Resort) นั้นเป็นอันดับหนึ่ง อันดับ ๒ ก็คือว่าเป็นสัมปทานภาครัฐที่อนุญาตโดยพนักงานของรัฐเอง ไม่ว่าจะเป็นการชลประทาน สร้างทาง เหมืองแร่ ไฟฟ้า โทรคมนาคม แต่อย่างไรก็ตาม มีสาเหตุโดยอ้อมที่เป็นตัวสนับสนุนทําให้ผืนป่าลดลงอย่างรวดเร็ว ก็คือปัญหาแนวเขตป่าที่มีความขัดแย้งระหว่างรัฐกับประชาชนมาโดยตลอด นโยบายแก้ไข ปัญหาความขัดแย้งที่ดินป่าไม้ขาดความยั่งยืน เดี๋ยวผมจะนําเสนอในลําดับถัดไปว่าทุกรัฐบาล แทบจะมีมติ ครม. ของตัวเองเพื่อมาแก้ปัญหาเรื่องนี้ซึ่งมีความที่ไม่สอดคล้องกัน ถ้ามาดูข้อมูลเชิงนโยบายเทียบกับพื้นที่ป่า มันมีข้อมูลหนึ่งซึ่งในวงการป่าไม้ไทยพยายาม วิเคราะห์ตลอด ก็คือว่าหนังสือสั่งการ ที่ สร ๐๒๐๓/๔๓๘๑ โดยขณะนั้นเมื่อวันที่ ๔ เมษายน พ.ศ. ๒๕๑๘ ท่านนายกรัฐมนตรีได้ทําหนังสือถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวง เกษตรและสหกรณ์ เรื่องราษฎรเข้าทํากินในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ในขณะนั้นปัญหาป่าไม้ มีความขัดแย้งรุนแรง ประชาชนเข้าไปร้องเรียน รัฐบาล ณ ขณะนั้นออกคําสั่งออกมาว่า ให้ราษฎรทํากินต่อไปได้ในเขตป่าสงวนแห่งชาติแล้วก็ไม่จับกุม ถ้าถูกจับให้ปล่อยตัว แต่อย่างไรก็ตามห้ามบุกรุกเพิ่มเติมโดยเด็ดขาด คําสั่งเหล่านี้นั้นทุกคําสั่ง ผมยกตัวอย่าง เพียงคําสั่งเดียว ทุกคําสั่งจะบอกว่า ผ่อนปรน แต่ให้หยุดยั้งการบุกรุกป่าโดยเด็ดขาด แต่ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๑๘ จนถึงปัจจุบันการลดลงพื้นที่ป่านั้นก็ยังคงเส้นคงวา คือลดลงเรื่อย ๆ ไม่สามารถหยุดยั้งได้ แม้ว่าเราจะมีนโยบายป่าไม้แห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๒๘ เราปิดสัมปทาน ทําไม้ป่าบวกฉีดยาแรงว่า ห้ามใช้ไม้ในเขตป่าธรรมชาติ ซึ่งโดยหลักวิชาการแล้วอาจจะ ไม่เหมาะสมนัก เพราะว่าป่านั้นเป็นทรัพยากรที่สามารถทดแทนได้ สามารถฟื้นฟูได้ แต่เราก็หยุดการใช้ไม้เมื่อ พ.ศ. ๒๕๓๒ หลังจากนั้นก็มีมติคณะรัฐมนตรี ๓๐ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๑ ซึ่งเป็นมติคณะรัฐมนตรีที่ยังมีผลบังคับใช้อยู่ และหน่วยงานไม่ว่าจะเป็น กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กรมป่าไม้ หรือหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง ก็ยังยึดมติคณะรัฐมนตรีนี้เป็นหลักในการแก้ไขปัญหาที่ดิน ป่าไม้ จนมาถึงรัฐบาลปัจจุบัน เมื่อ พ.ศ. ๒๕๕๗ มีคําสั่ง คสช. ที่ ๖๔/๒๕๕๗ และคําสั่ง คสช. ที่ ๖๖/๒๕๕๗ และมี แผนแม่บทพิทักษ์ทรัพยากรป่าไม้ของชาติ การบังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาดนั้นทําให้ผืนป่า จากลดลงเฉลี่ยปีละประมาณ ๓๐๐,๐๐๐ ไร่ หรือ ๔๐๐,๐๐๐ ไร่ ในระยะ ๑๐ ปีก่อนหน้านั้น ลดลงเหลือประมาณปีละ ๔๐,๐๐๐ ไร่ แต่ก็ยังลดลงอยู่แล้วก็คงไม่ยั่งยืน ถ้ามีการเปลี่ยน รัฐบาลหรือเปลี่ยนผู้กําหนดนโยบาย หรือการควบคุมการบังคับใช้กฎหมาย สิ่งเหล่านี้นั้น เป็นสิ่งที่วิกฤตที่เราพยายามที่จะวิเคราะห์ และเราก็มาประเมินว่าผืนป่าที่สําคัญของชาติ ตอนนี้คือป่าอนุรักษ์ตามกฎหมายที่ประกอบไปด้วย อุทยานแห่งชาติที่ออกตาม พระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐๔ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าและเขตห้ามล่าสัตว์ป่า ออกตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. ๒๕๓๕ แล้วก็ป่าอนุรักษ์ ตามนโยบายก็คือ วนอุทยาน สวนพฤกษศาสตร์ สวนรุกขชาติ ประเทศไทยตั้งแต่มีการปฏิรูป ระบบราชการเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๔๕ มันมีลักษณะแปลก ๆ อยู่บางเรื่องนะครับ ซึ่งผมจะ ขออนุญาตเรียนที่ประชุมว่าแปลกอย่างไร ถ้ามองผืนป่าเหล่านี้ที่ผมได้เรียนท่านเมื่อสักครู่นั้น เป็นจุดไข่แดงสําคัญของประเทศ ถ้าโดยหลักวิชาการแล้วจะต้องควบคุม คุ้มครอง รักษา เพื่อให้เป็นจุดที่จะสร้างความสมดุลของระบบนิเวศ ไม่เกิดภัยพิบัติ ลดการเกิดน้ําท่วม ควบคุมการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ แต่ในสภาพความเป็นจริงพื้นที่เหล่านี้นั้น มีคนอาศัยอยู่ นั่นคือข้อเท็จจริงในปัจจุบัน แล้วก็มีการขยายพื้นที่ขึ้นเรื่อย ๆ ส่วนพื้นที่ ป่าสงวนแห่งชาติ ป่าชุมชน หรือสวนป่า ส่วนใหญ่อยู่ภายใต้การดูแลของกรมป่าไม้ โดย พ.ร.บ. ป่าสงวนแห่งชาติซึ่งมีการปรับปรุงเมื่อปีที่แล้วนั้น ท่านอธิบดีกรมป่าไม้ ซึ่งเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายสามารถที่จะไปจัดระเบียบหรืออนุญาตได้อยู่แล้ว แต่กฎหมาย ๒ ฉบับ คือพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ และพระราชบัญญัติสงวน และคุ้มครองสัตว์ป่านั้น ไม่มีบทบัญญัติใดที่สามารถเข้าไปดําเนินการจัดระเบียบหรือเข้าไป จัดระเบียบการใช้ประโยชน์ที่ดินอย่างเหมาะสมภายใต้เงื่อนไขที่กําหนดได้ ซึ่งตรงนี้ เป็นประเด็นสําคัญเช่นกัน ถ้ามามองว่าผืนป่าเหล่านี้มีอยู่กี่ไร่ ผืนป่าเหล่านี้มีอยู่ประมาณ ๖๖ ล้านไร่ ข้อมูลเมื่อปี ๒๕๕๙ หรือ ๒๐.๓๔ เปอร์เซ็นต์ แต่ถ้ามองนโยบายป่าไม้แห่งชาติ หรือนโยบายทั้งหลายทั้งปวงที่มีในปัจจุบันนั้นให้มีป่าอนุรักษ์ร้อยละ ๒๕ ซึ่งก็ไม่เพียงพอ ถ้ามามองข้อมูลอีกประเด็นหนึ่งก็คือว่ามันมีพื้นที่อีกประเภทหนึ่ง ก็คือพื้นที่เตรียมการ อุทยานแห่งชาติ พื้นที่เตรียมการเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า พื้นที่เตรียมการเขตห้ามล่าสัตว์ป่า มีความน่าสนใจนะครับ จากข้อมูลในตารางที่ท่านเห็นในหน้าจอตอนนี้ เราจะเห็นว่า วนอุทยาน สวนพฤกษศาสตร์ สวนรุกขชาตินั้น โดยสถานภาพส่วนใหญ่ตอนนี้เป็นป่าสงวน แห่งชาติ ป่าสงวนแห่งชาติพนักงานเจ้าหน้าที่ก็คือกรมป่าไม้ แต่หัวหน้าหน่วยงานภาคสนาม ที่เข้าไปดูแลพื้นที่ไม่ว่าจะเป็นวนอุทยาน สวนพฤกษศาสตร์ สวนรุกขชาตินั้นเป็นข้าราชการ กรมอุทยาน สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ในขณะเดียวกันพื้นที่เตรียมการทั้งหลาย ๓ ประเภท ดังในตารางนั้นเป็นพื้นที่ที่พยายามที่จะประกาศมานาน แต่ไม่สามารถประกาศได้ สาเหตุหนึ่งที่ไม่สามารถประกาศคือแนวเขตขัดแย้งกับประชาชน มีความขัดแย้ง ซึ่งไม่มีความชัดเจนเรื่องแนวเขต ถ้ารวมทั้งหมดก็ประมาณร้อยละ ๒๑.๘๑ หรือ ๗๐ ล้านไร่ อย่างไรก็ตามก็ยังไม่พอถ้ามองถึงข้อมูลตรงนี้ ซึ่งถ้าร้อยละ ๒๕ ก็ประมาณ ๘๐.๘๘ ล้านไร่ เราจะต้องหาป่าอนุรักษ์เพิ่ม ๑๐.๓๓ ล้านไร่ คณะกรรมาธิการไม่ได้มองแค่เป้าหมายนี้ อย่างเดียว การมีป่าเพิ่มให้ครบ ๒๕ เปอร์เซ็นต์ ในส่วนของป่าอนุรักษ์ แต่เขาหัวโล้นยังมีอยู่ ภัยพิบัติยังมีอยู่ก็ไม่เกิดประโยชน์อะไร เรามองไปถึงว่าเป้าหมายต้องได้ด้วย ในขณะที่องค์ประกอบภายในของป่าอนุรักษ์ก็จะต้องมีการปรับโครงสร้างหรือปรับปรุง ให้มีผืนป่าในเขตแกนกลางหรือเขตสําคัญให้ได้ด้วย ข้อเท็จจริงคืออะไรครับ ในผืนป่าแทนที่ เราจะหา ๑๐.๓๓ ล้านไร่ยังไม่พอ มีคนอาศัยอยู่ในเขตนั้นอีก ๖,๐๐๐,๐๐๐ ไร่โดยประมาณ คําว่า อาศัย คืออะไร ทั้งอาศัยอยู่และใช้ประโยชน์ แต่ส่วนใหญ่คือไปใช้ประโยชน์แล้วไปอาศัย ที่อื่น และมีป่าเสื่อมสภาพซึ่งเรามีข้อมูลทั้งป่าอนุรักษ์และป่าประเภทอื่น ๆ อีกประมาณ ๓๐ ล้านไร่ อันนี้คือกรณีรวมป่าสงวนด้วย รวมที่อื่น ๆ ด้วย เพราะฉะนั้นเป็นความท้าทาย ของกรรมาธิการว่าเรามีภารกิจต้องเพิ่มผืนป่ายังไม่พอ เราจะต้องไปจัดระเบียบ ทําอย่างไร ให้จุดที่มีการใช้ประโยชน์นั้นใช้ประโยชน์เหมาะสม ไม่เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมด้วย โดยสภาพปัญหาที่สําคัญเกี่ยวกับที่ดินในพื้นที่ป่าอนุรักษ์มีหลายประการ หลัก ๆ ก็มี อยู่ทั้งหมด ๖ ประการ อย่างที่ผมได้เรียนไปมีการครอบครองพื้นที่ป่าอนุรักษ์ประมาณ ๖,๐๐๐,๐๐๐ ไร่ ณ ขณะปัจจุบัน ซึ่งเกี่ยวข้องกับประชาชนนับล้านคน กฎหมายและกลไก ทางนโยบายในปัจจุบันไม่สามารถแก้ไขปัญหาผู้ครอบครองพื้นที่ป่าอนุรักษ์ อย่างมีประสิทธิภาพได้ แม้กระทั่งรัฐบาลปัจจุบันซึ่งมีคําสั่ง คสช. หลายฉบับที่ควบคุม และหยุดยั้งการป้องกันและปราบปราม ก็หยุดยั้งได้ในระดับหนึ่ง แต่ไม่สามารถเข้าไป จัดระเบียบได้ แต่อย่างไรก็ตามคําสั่ง คสช. ที่ ๖๖/๒๕๕๗ เขียนว่าปัญหาที่สั่งสมมานาน ขอให้ออกเป็นมาตรการและเสนอหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติโดยด่วน ซึ่งขณะนี้ ยังไม่ได้ดําเนินการ ซึ่งทางกรรมาธิการได้ยกร่างประเด็นนี้ไว้แล้ว ปัญหาเครื่องมือหลัก ในการบริหารจัดการป่าอนุรักษ์ไม่เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน โดยเฉพาะ พ.ร.บ. อุทยานแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐๔ พระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. ๒๕๓๕ กฎหมาย ๒ ฉบับนี้เป็นกฎหมายเก่าแก่ จริง ๆ แล้วพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า เดิมนั้น พ.ศ. ๒๕๐๓ แต่ พ.ศ. ๒๕๓๕ นั้นเราเกิดวิกฤต ก็คือเรื่องของไซเตส (CITES) จะมี การแบน (Ban) องค์กร แบน (Ban) เรื่องเครื่องหนังอะไรประเทศไทย เพราะเราถูกกล่าวหา ว่าเป็นจุดผ่านแดนของการค้าสัตว์ป่าในระดับภูมิภาค เราก็เลยมีการปรับปรุงเพื่อมาหยุดยั้ง สกัดตรงนี้ ก็เลยเป็น พ.ศ. ๒๕๓๕ ส่วนประเด็นอื่น ๆ ก็ยังไม่ได้ถูกแก้ไข ปัญหาการทําลาย ป่าอนุรักษ์เพื่อปลูกพืชเศรษฐกิจ ปัญหาไฟป่า ปัญหาอัตรากําลังไม่เพียงพอเหล่านี้ ขออนุญาต จะชี้เพียงบางประเด็นที่เป็นประเด็นสําคัญของการปฏิรูป

ประเด็นแรกคือการครอบครองพื้นที่ป่าเพื่อการอนุรักษ์ ปัจจุบันนั้นอย่างที่ ผมได้เรียนไปมีบุคคลใช้ประโยชน์ในเขตป่าอนุรักษ์ทั้งหมดประมาณ ๖,๐๐๐,๐๐๐ ไร่ แบ่งเป็นบุคคลที่อยู่ก่อนมติคณะรัฐมนตรี ๓๐ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๑ ได้ประกาศใช้ ขออนุญาตเรียกว่าผู้ครอบครองเดิม เดิมนี้คือยึดปี ๒๕๔๑ นั้น มีอยู่ประมาณ ๓,๖๐๐,๐๐๐ ไร่ ผู้ครอบครองใหม่หลังปี ๒๕๔๑ ประมาณ ๒,๓๐๐,๐๐๐ ไร่ โดยในส่วนที่เป็นผู้ครอบครองเดิม ก่อนปี ๒๕๔๑ นั้น ได้มีการมาขึ้นทะเบียนกับทางรัฐแล้วประมาณ ๑,๕๘๐,๐๐๐ ไร่ หรือประมาณ ๑๖๗,๐๐๐ ราย และพื้นที่เหล่านี้เฉพาะที่มาขึ้นทะเบียนเป็นเขตล่อแหลม คําว่า ล่อแหลม คือลุ่มน้ําชั้น ๑ ชั้น ๒ ซึ่งหลักวิชาการแล้วถ้าไปใช้ประโยชน์ในที่เหล่านี้นั้น โอกาสจะเกิดผลกระทบรุนแรงเรื่องภัยพิบัตินั้นสูง รวมถึงเขตคุ้มครองธรรมชาติที่สําคัญ ยิ่งยวดด้วยเช่นกัน และในส่วนนี้เกี่ยวข้องกับประชาชนประมาณ ๕๑,๒๙๐ ราย ประมาณ ๒๗ เปอร์เซ็นต์ เป็นเขตล่อแหลม ซึ่งถ้าไปมองมติ ครม. ทั้งหลายทั้งปวงที่มีมาในประเทศไทย เขตล่อแหลม เหล่านี้ส่วนใหญ่ให้มีการเคลื่อนย้าย เพราะว่าไม่ควรที่จะไปใช้ประโยชน์ เพราะจะกระทบ ทั้งตัวเขาเอง หรือกระทบกับประชาชนที่อยู่ปลายน้ําและบนพื้นฐานทรัพยากรซึ่งเป็น ทรัพย์สมบัติของคนทั้งชาติ และมีประชาชนที่ยังไม่มาขึ้นทะเบียนอีกคิดเป็นพื้นที่ประมาณ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ไร่ ด้วยเหตุผลต่าง ๆ นานาที่ทางกรรมาธิการได้เข้ามาวิเคราะห์ รวมถึง ผู้ครอบครองใหม่ตอนนี้ ๒,๓๐๐,๐๐๐ ไร่ด้วย แม้ว่ามาตรการต่าง ๆ ของรัฐที่พยายาม จะดําเนินการอย่างที่ผมได้เรียนไปนั้น ในส่วนของกฎหมายและกลไกที่ไม่สามารถ แก้ไขปัญหาผู้ครอบครองพื้นที่ป่าอนุรักษ์ เพราะอะไรครับ กฎหมายหลักทั้ง ๒ ฉบับ ทั้ง พ.ร.บ. อุทยานแห่งชาติ แล้วก็ พ.ร.บ. สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่านั้นไม่มีบทบัญญัติ หรือมาตรการในการแก้ไขปัญหาอย่างเหมาะสม ที่ผ่านมาการบังคับใช้กฎหมาย ก็ยังไม่มีประสิทธิภาพมากนัก และคําสั่งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ ๖๔/๒๕๕๗ ที่ ๖๖/๒๕๕๗ เรื่อง การปราบปรามและหยุดยั้งการบุกรุกทรัพยากรป่าไม้ก็หยุดยั้งได้ ในระดับหนึ่ง ก็คือจาก ๓๐๐,๐๐๐-๔๐๐,๐๐๐ ไร่ เหลือเพียง ๔๔,๐๐๐ ไร่ ป่าลดลง ประมาณ ๔๐๐,๐๐๐-๕๐๐,๐๐๐ ไร่ เหลือแค่ ๔๐,๐๐๐ ไร่ แต่อย่างไรก็ตามการแก้ปัญหา ที่สั่งสมมาที่ไม่ใช่การลดลงของพื้นที่ป่า การจัดระเบียบไม่ได้ถูกแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม โดยในคําสั่ง ที่ ๖๖/๒๕๕๗ พอสรุปได้ดังนี้ว่า การดําเนินการใด ๆ จะต้องไม่กระทบต่อ ผู้ยากไร้ ผู้มีรายได้น้อย ผู้ไร้ที่ดินทํากินก่อนคําสั่งบังคับใช้ คําสั่งบังคับใช้วันที่ ๑๗ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๗ สังเกตดูว่าเราจะมีไทมิง (Timing) ปี ๒๕๔๑ ปี ๒๕๕๗ มาเกี่ยวข้อง และการดําเนินการแก้ไขปัญหาที่สั่งสมมาตั้งแต่เดิมให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันพิจารณา กําหนดมาตรการและวิธีการอย่างเป็นระบบ เพื่อเสนอขออนุมัติจากคณะรักษาความสงบ แห่งชาติโดยด่วน แล้วก็พื้นที่ใดที่อยู่ระหว่างการดําเนินการตามกระบวนการยุติธรรม ให้ดําเนินการจนถึงที่สุดจนกว่ากระบวนการจะสิ้นสุด นั่นคือหลัก ๆ ส่วนที่เป็นเนื้อหา และเรามีมติคณะรัฐมนตรีจํานวนมากมีเนื้อหาขัดแย้งกัน และมีประชาชนบางส่วน ได้รับสิทธิประโยชน์ หรือผลกระทบจากมติคณะรัฐมนตรีเหล่านั้น บางส่วนก็ได้รับ ผลประโยชน์จากมติคณะรัฐมนตรีที่รัฐออก บางส่วนก็ถูกลงโทษจากกระบวนการทาง กฎหมายแล้ว โดยเฉพาะมติคณะรัฐมนตรี ๓๐ มิถุนายน ๒๕๔๑ และมีข้อเสนอองค์กรต่าง ๆ ที่ทางกรรมาธิการได้วิเคราะห์ ไม่ว่าจะเป็นผู้ตรวจการแผ่นดิน ป.ป.ช. และที่สําคัญ เราได้มีการประชุมรับฟังความคิดเห็นร่วมกับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม หลายครั้ง ทุกภาคส่วน หลายพื้นที่ ซึ่งข้อเสนอก็มีความหลากหลายแตกต่างกัน ตามสภาพปัญหา สิ่งเหล่านี้ขออนุญาตที่จะเรียนถึงสภาพปัญหาโดยสรุปว่ามาตรการแก้ไข ปัญหาตามมติคณะรัฐมนตรี ซึ่งหน่วยงานของรัฐได้เข้ามายึดถือเป็นแนวปฏิบัติก็คือ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๔๑ มีปัญหาโดยสรุปดังนี้นะครับ

ความเข้าใจและการปฏิบัติเกี่ยวกับการกําหนดระยะเวลาพิสูจน์ การครอบครองที่ดินไม่ตรงกัน บางครั้งก็เข้าใจว่าคนอยู่ก่อนประกาศเขตป่าครั้งแรก บางครั้งก็เข้าใจว่าคนอยู่ก่อนประกาศเขตอุทยาน บางครั้งก็เข้าใจว่าคนอยู่หลังประกาศ อุทยาน คือผู้บุกรุกใหม่ นิยามคําว่า ผู้บุกรุกเก่า ผู้บุกรุกใหม่ หรือผู้ครอบครองเก่า ผู้ครอบครองใหม่นั้นมีความเข้าใจที่ไม่ตรงกัน แล้วราษฎรไม่แจ้งการครอบครองที่ดิน และบางส่วนปฏิเสธไม่ยอมรับมติคณะรัฐมนตรี ๓๐ มิถุนายน ๒๕๔๑ ด้วย อย่างที่ผมเรียน ไปว่าแต่ละรัฐบาลก็มีนโยบาย มีมติคณะรัฐมนตรีของตัวเอง บางมติคณะรัฐมนตรีเขาอาจจะ ได้รับประโยชน์มากกว่ามติคณะรัฐมนตรีนี้ก็ได้ เขาอาจจะไม่ยอมรับหรือเหตุผลต่าง ๆ นานา แปลงที่ดินบางส่วนที่อาจพิสูจน์ว่าอยู่ก่อนประกาศเขตป่าไม้ตามกฎหมายครั้งแรก อาจมีตําแหน่งที่กระจายเข้าไปในเขตป่าแบบไม่ต่อเนื่อง แบบแปลงอื่น ๆ พูดภาษาชาวบ้านง่าย ๆ คือเป็นขนมครก ไม่ได้อยู่ชายขอบเขตป่าอนุรักษ์ ไปอยู่แกนกลาง และบางแปลง ผลการตรวจพิสูจน์การครอบครองที่ดินทั้งอยู่ก่อนและอยู่หลังการประกาศเขตที่ดิน อยู่ในแปลงเดียวกัน พื้นที่ไร่หมุนเวียนบางแห่งมีการกําหนดขอบเขตและการตรวจสอบ ร่องรอยการใช้ประโยชน์โดยภาพถ่ายทางอากาศช่วงปีเดียวคือ พ.ศ. ๒๕๔๕ ตรงนี้คือ ขาดการยอมรับของชุมชน เราก็ไปหารือกับพี่น้องประชาชนโดยเฉพาะส่วนหนึ่งก็คือ จังหวัดแถบภาคใต้ก็มีประเด็นนี้เหมือนกันนะครับ กฎหมายที่ใช้เป็นเครื่องมือในการบริหารจัดการพื้นที่ป่าอนุรักษ์ไม่มีบทบัญญัติให้อํานาจ ในการอนุญาตให้บุคคลหรือหน่วยงานจัดระเบียบการใช้ประโยชน์อย่างเหมาะสม ในเมื่อกฎหมายบอกว่าห้ามไปใช้ประโยชน์โดยเด็ดขาด พนักงานเจ้าหน้าที่ หัวหน้าอุทยาน หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าก็มีความจํากัดเหมือนกันว่าจะไปจัดระเบียบอย่างไร จะถูกดําเนินมาตรการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ ทั้ง ๆ ที่เขาอาจจะไม่ใช่เป็นผู้กระทํา เนื่องจากเป็นปัญหาที่สั่งสมมานานหลายยุคหลายสมัย ส่วนใหญ่หน่วยงานราชการ ไม่สามารถหาพื้นที่แห่งใหม่เพื่อเคลื่อนย้ายราษฎรออกจากพื้นที่ล่อแหลมได้ ในมติ ครม. แทบทุกฉบับเขียนบอกว่าถ้าอยู่เขตล่อแหลม อยู่เขตที่ไม่เหมาะสมให้เคลื่อนย้ายราษฎรออก แต่ ณ ปัจจุบันไม่รู้ไปที่ไหน หาที่ให้ไม่มี และบอกว่าถ้าเคลื่อนย้ายแล้วจะต้องพัฒนา คุณภาพชีวิต เป็นเพียงนามธรรมที่ไม่สามารถดําเนินการได้เลย และมีการเปลี่ยนแปลง ผู้ครอบครองที่ดินจากที่เคยแจ้งลงทะเบียนไว้ รวมถึงปัญหาด้านเทคนิคด้วย ในส่วนของ พระราชบัญญัติ ๒ ฉบับนั้นไม่ใช่แค่เรื่องที่ดิน พระราชบัญญัติที่เก่าแก่ใช้เวลามานาน ก็เป็นเรื่องที่ธรรมดาที่อาจจะยังไม่ทันสมัยในบางประเด็น อย่างเช่นที่ผมได้เรียนไป เรื่องของข้อจํากัดในการแก้ปัญหาเกี่ยวกับผู้ครอบครอง ความไม่สอดคล้องกับข้อตกลง ระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอนุสัญญาความหลากหลายทางชีวภาพ รวมถึงไซเตส (CITES) ด้วย และพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐๔ ไม่มีบทบัญญัติรองรับพื้นที่ วนอุทยาน สวนพฤกษศาสตร์ สวนรุกขชาติที่ทุกท่านเคยเห็นตามข้างทาง พื้นที่เหล่านี้ ไม่ได้อยู่ภายใต้พระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ ถ้ามองตามกฎหมายส่วนใหญ่อยู่ภายใต้ พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ แต่ผู้บังคับบัญชาในพื้นที่เหล่านั้นเป็นข้าราชการ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช อย่างที่ผมได้เรียนไป ท่านสมาชิกที่เคารพครับ ปัญหาป่าไม้มีความซับซ้อน และเราก็พยายามวิเคราะห์ทุกประเด็นก่อนที่เราจะกําหนด มาตรการ บทบัญญัติยังมีเนื้อหาและหลักการที่ล้าสมัย มุ่งเน้นการป้องกันและปราบปราม มากกว่าหลักการจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืนตามหลักวิชาการ ก็เป็นกฎหมายเก่า แต่ก่อนก็คือปราบปราม หยุดยั้ง ไม่มีบทบัญญัติให้จําแนกเขตการจัดการตามหลักวิชาการ ที่ทุกท่านไปอุทยานแห่งชาติ และไปเห็นโซน (Zone) บริการ โซน (Zone) อะไรนั้น เป็นเพียงคําสั่งทางการบริหาร กฎหมายไม่ได้มีการกําหนดว่าพื้นที่นี้ควรใช้อย่างไร พื้นที่นี้ ควรแบ่งโซน (Zone) อย่างไร ไม่มีนะครับ ไม่มีในมาตราใดในพระราชบัญญัติทั้ง ๒ ฉบับนั้น บทบัญญัติยังไม่ส่งเสริมกระบวนการจัดการอย่างมีส่วนร่วมที่ชัดเจน แม้ว่ากรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช พยายามที่จะตั้งคณะกรรมการที่ปรึกษาอุทยานแห่งชาติ คณะกรรมการที่ปรึกษาเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า แต่คณะกรรมการเหล่านี้นั้นเป็นเพียงการตั้ง ทางคําสั่งบริหาร ไม่มีกฎหมายคุ้มครอง ผมจะเรียนว่าทุกปัญหานั้นเราพยายามแก้ ในกฎหมายทั้ง ๒ ฉบับเหล่านั้น มาตรการจัดการทรัพย์สินจากผู้กระทําความผิด ยังไม่เหมาะสม โดยเฉพาะกฎหมายที่เพิ่งมีการปรับปรุงไป คือ พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐๗ เมื่อปีที่ผ่านมา มีการพูดถึงการริบทรัพย์สิน การยึดทรัพย์สิน และมีบทกําหนดโทษ ที่มีลักษณะที่เข้มงวด โดยไปอ้างอิงคําสั่ง คสช. ที่มีความสอดคล้องด้วย แต่กฎหมาย ๒ ฉบับนี้ ซึ่งดูแลผืนป่าที่สําคัญของประเทศยังไม่ได้มีการปรับปรุงให้สอดคล้องและเหมาะสม ไม่มีบทบัญญัติให้มีการฟ้องคดีแพ่ง ตรงนี้เราได้วิเคราะห์ว่ากฎหมายทั้ง ๒ ฉบับนั้น ไม่มีบทบัญญัติที่พูดถึงการฟ้องแพ่ง เราไปใช้กฎหมาย พ.ร.บ. ส่งเสริมและรักษาคุณภาพ สิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๓๕ มาดําเนินการในผืนป่าอนุรักษ์ของชาติ และพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่าไม่มีบทบัญญัติให้อํานาจพนักงานเจ้าหน้าที่ ใช้มาตรการทางการปกครองในการออกคําสั่งให้ผู้กระทําผิดรื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง หรือพืชผลอาสินออกไปจากเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า หรือเขตห้ามล่าสัตว์ป่า แต่พระราชบัญญัติ อุทยานแห่งชาติกลับมีบทบัญญัติตรงนี้ แต่พื้นที่ข้าง ๆ ที่เรียกว่าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าไม่มี บทบัญญัติบางประการ มีข้อจํากัดหรือไม่เหมาะสมกับสภาวการณ์ปัจจุบัน และที่สําคัญ พระราชบัญญัติทั้ง ๒ ฉบับพื้นที่ป่าเหมือนกัน แต่มีข้อบัญญัติที่ขัดแย้งกัน ซึ่งก็เป็นหลายเหตุผล ถ้ามองมติคณะรัฐมนตรี อาจจะตัวเล็กนิดหนึ่งเนื่องจากเยอะ มีอยู่ ๘ มติคณะรัฐมนตรี ผมขออนุญาตสรุปว่ามติคณะรัฐมนตรีที่เป็นฐาน คือ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๔๑ ก็พูดถึงการแก้ไขปัญหาที่ดินป่าไม้ พยายามควบคุมพื้นที่แกนกลางให้ได้ แต่มติคณะรัฐมนตรีเมื่อปี ๒๕๕๐ บอกว่าจะต้องดําเนินการให้แล้วเสร็จภายใน ๒ ปี ตั้งแต่ปี ๒๕๔๑ เมื่อปี ๒๕๕๐ บอก ๒ ปี จนถึง ณ วันนี้ปี ๒๕๖๐ แล้วยังไม่เสร็จ และกรณี ไม้ยางพารา ไม้ยางพาราเป็นไม้ที่น่าสนใจ คณะกรรมาธิการได้ไปศึกษาดูงานในหลายพื้นที่ ของจังหวัดภาคใต้ ไม้ยางพารานั้นผมขออนุญาตที่จะพูดเป็นภาษาง่าย ๆ ให้ท่านสมาชิกได้รับทราบว่า พี่น้องประชาชนในปัจจุบันนั้นมีมติ ครม. เหล่านี้ผ่อนปรนอยู่ ตื่นเช้ามาก็ไปกรีดยางได้ แต่พอต้นยางอายุถึงเวลาหนึ่งซึ่งอาจจะต้องตัดเพื่อปลูกใหม่ ตัดไม่ได้นะครับ ตัดไม่ได้ เพราะเป็นไม้ป่าซึ่งผิดกฎหมาย มติ ครม. ปี ๒๕๕๐ บอกว่ากรณีไม้ยางพาราในป่าอนุรักษ์ ให้มีการแก้ไข และหนักกว่านั้นบางมติ ครม. มีการเสนอให้มีการตัดไม้ยางพาราได้บางส่วน ๔ เปอร์เซ็นต์ด้วย อย่างเช่นปี ๒๕๕๑ แต่เฉพาะในเขตอุทยานแห่งชาติบูโด พูดง่าย ๆ คือ มติ ครม. ๗-๘ ฉบับเหล่านี้ เจาะจงไม้บางชนิด เจาะจงบางพื้นที่ และที่สําคัญไม่เป็นธรรม กับพื้นที่อื่น ๆ ด้วย คือไม่ครอบคลุมทั้งประเทศ แม้ว่าจะเป็นนโยบายระดับชาติก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นชาวเล ชาวกะเหรี่ยง และปี ๒๕๕๘ ก็มีมติคณะรัฐมนตรีแก้ปัญหาเขาหัวโล้น โดยดําเนินการพื้นที่นําร่องใน ๑๓ จังหวัดทางภาคเหนือก่อน แล้วก็นําร่องในจังหวัดเชียงใหม่ และจังหวัดน่าน จะสังเกตดูว่ามติคณะรัฐมนตรีเราเยอะเหลือเกิน แต่ข้อมูลเชิงประจักษ์คือ ผืนป่าลดลง เขาหัวโล้นยังมีอยู่ และเกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติเต็มไปหมด และคุณภาพชีวิต ความมั่นคงของประชาชนในที่ดินก็ยังไม่ดีพอ นั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้น มีการทําลายป่าอนุรักษ์ เพื่อปลูกพืชเศรษฐกิจ ทุก ๆ ท่านครับ จากการวิเคราะห์โดยคณะกรรมการ ขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านยงยุทธ สาระสมบัติ เป็นประธาน เรื่องการบูรณาการเร่งรัด การปฏิรูปทรัพยากรป่าไม้ของชาติ ได้มีการวิเคราะห์ว่าปัจจุบันข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่เรา ผลิตอยู่ในปัจจุบันนั้นนํามาจากผืนป่า ๕๐ เปอร์เซ็นต์ และส่วนหนึ่งก็เป็นป่าอนุรักษ์ด้วย และข้อมูลที่ทางกรรมาธิการได้ไปศึกษามาเราพบว่า ถ้าเอาเรื่องของอัตราการซึมน้ํา ผ่านผิวดิน พูดเป็นภาษาง่าย ๆ คือว่าป่านั้นมีความสําคัญ ช่วยชะลอการไหลของน้ํา ช่วยลดเรื่องอุทกภัย ช่วยลดเรื่องแผ่นดินถล่ม เราลองเทียบกับป่าธรรมชาติที่มีงานวิจัย สวนยางพาราอายุ ๔ ปีนั้นการดูดซึมน้ําน้อยกว่าป่าธรรมชาติประมาณ ๑.๗ เท่า แต่สวนยางพาราเมื่ออายุมากขึ้นเรื่อย ๆ การดูดซึมน้ําน้อยกว่าป่าธรรมชาติถึง ๑๐ เท่า สวนยางพาราไม่ได้ผิด แต่ควรจะอยู่ในจุดที่เหมาะสม หรือผืนป่าอื่น ๆ ด้วยนะครับ ไม่ว่าจะเป็นสวนเงาะ สวนทุเรียน เราได้วิเคราะห์ข้อมูลเชิงวิชาการมา ปัญหาไฟป่า ก็มีแนวโน้มสูงขึ้น และสาเหตุของไฟป่าแทบจะ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ในบ้านเรางานวิชาการ ยืนยันเกิดจากคนครับ ไม่ได้เกิดจากฟ้าผ่า ไม่ได้เกิดจากต้นไม้เสียดสีกันเหมือนต่างประเทศ คนทั้งนั้นครับ ในการเข้าไปทําไร่ทํานา หรือเข้าไปจุด หรือไปอะไรก็แล้วแต่ในบางส่วน ของบุคคลบางกลุ่ม และอัตรากําลังทุกวันนี้เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าและเจ้าหน้าที่ตรวจป่า ก็ไม่เพียงพอ ขออนุญาตที่จะเรียนว่าปัญหาทั้งหลายทั้งปวงที่เราสรุปมานั้นเราก็ได้มีการ ตั้งคณะทํางาน คณะทํางานได้มีการวิเคราะห์และสรุป โดยมีท่านอธิบดี ทั้งอธิบดี กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช อธิบดีกรมป่าไม้ อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเล และชายฝั่งมาเป็นที่ปรึกษา และมีระดับผู้อํานวยการสํานักที่เป็นผู้ปฏิบัติจริงและเข้าใจ ปัญหาเข้ามา เราเข้าไปรับฟังความคิดเห็นด้วย เราไปเชิญกลุ่มองค์กรเอกชนเข้ามาหารือ เราเชิญนักวิชาการที่สอนเกี่ยวกับการเกษตรและป่าไม้เข้ามาหารือที่นี่ เพื่อหาทางออกร่วมกัน ในขณะเดียวกันเราประชุมทั้งหมด ๓๗ ครั้ง ใช้เวลาประมาณ ๗ เดือน และเราไปดูงาน ทั้งจังหวัดน่าน จังหวัดเลย จังหวัดตรัง จังหวัดนครศรีธรรมราช แล้วก็รับฟังความคิดเห็นด้วย รวมถึงการเข้าพบท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จํานวน ๒ ครั้ง โดยผ่านกลไกที่ท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศได้กรุณา แต่งตั้ง คือ คณะทํางานประสานการขับเคลื่อนการปฏิรูปด้านทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นข้อมูลที่เราพยายามที่จะกลั่นกรองจากทั้งหมด เรากําหนดกรอบแนวคิด ดังนี้ว่ากรอบแนวคิดประกอบไปด้วยแนวพระราชดําริ ปัญหาทั้งหลายนั้นพระองค์ท่าน ได้เสนอแนวพระราชดําริไว้หลายประการ รวมถึงนโยบายและแผนที่ประเทศไทยมีกฎหมาย และร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้อง องค์กรที่เกี่ยวข้อง หลักการทางวิชาการ สถานภาพทรัพยากร ป่าไม้ ผลกระทบ ข้อเสนอแก้ไขปัญหาต่าง ๆ โดยเป้าหมายสําคัญคือ ๑. หยุดยั้งและป้องกัน การทําลายทรัพยากรป่าไม้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน ๒. เพิ่มพื้นที่ป่าให้มีความสมบูรณ์ และยั่งยืน ๓. มีการใช้ประโยชน์พื้นที่ป่าอนุรักษ์อย่างเหมาะสม โดยแนวพระราชดําริ ที่สําคัญ อย่างเช่น คนอยู่กับป่า ภูมิสังคม การปลูกป่าในใจคน การปลูกป่า ๓ อย่าง ประโยชน์ ๔ อย่าง นี่เป็นตัวอย่างซึ่งหลายประการเราได้มาวิเคราะห์ว่าในพื้นที่บางแห่งที่สามารถให้ประชาชน เข้าไปใช้ประโยชน์ได้ โดยเฉพาะผู้ยากไร้นั้นอาจจะต้องมีการน้อมนําแนวพระราชดําริเหล่านี้ เข้าไปใช้ ซึ่งเป็นแนวพระราชดําริที่มีการพิสูจน์ในหลาย ๆ ที่แล้วว่าประสบความสําเร็จ รวมถึงกรอบนโยบายและกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นกรอบยุทธศาสตร์ชาติ คําสั่งคณะรักษา ความสงบแห่งชาติ ที่ ๖๔/๒๕๕๗ ที่ ๖๖/๒๕๕๗ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ นโยบายป่าไม้แห่งชาติ แผนแม่บทแก้ไขปัญหาการทําลายทรัพยากรป่าไม้ การบุกรุกที่ดิน ของรัฐ และการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน หรือที่เราเรียกว่าแผนพิทักษ์ ทรัพยากรป่าไม้ของชาติ ยุทธศาสตร์และภารกิจหลักของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมระยะ ๒๐ ปี รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับผ่านประชามติที่พูดถึง เรื่องป่าไม้ไว้หลายประเด็น แล้วก็พันธกรณีระหว่างประเทศ เราได้วิเคราะห์สิ่งเหล่านี้ ทุกประเด็น และเราเสนอประเด็นการปฏิรูปดังนี้ ๑. เสนอออกมาตรการแก้ไขปัญหาที่ดิน ในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ ๒. ปรับปรุงพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐๔ ๓. ปรับปรุง พระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. ๒๕๓๕ โดยแต่ละประเด็นผมขออนุญาต กล่าวโดยสรุปดังนี้

ในส่วนของการออกมาตรการแก้ไขปัญหาที่ดินในพื้นที่ป่าอนุรักษ์นั้น เราพยายามแก้ปัญหาข้อจํากัดของกลไกทางนโยบายและกฎหมายเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ในการแก้ปัญหาที่ดินในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ที่สั่งสมมาแต่เดิม อย่างที่ผมได้เรียนไป แล้วก็ดําเนินการออกมาตรการแก้ไขปัญหาที่ดินในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ ตามคําสั่ง คณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ ๖๖/๒๕๕๗ เมื่อวันที่ ๑๗ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๗ เรื่อง เพิ่มเติมหน่วยงานสําหรับการปราบปราม หยุดยั้งการบุกรุกทําลายทรัพยากรป่าไม้ และนโยบายการปฏิบัติการเป็นการชั่วคราวในสถานการณ์ปัจจุบัน ข้อ ๒.๓ ที่บัญญัติไว้ว่า การดําเนินการแก้ไขปัญหาที่สั่งสมมาตั้งแต่เดิม ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันพิจารณา กําหนดมาตรการและวิธีการดําเนินการอย่างเป็นระบบเพื่อเสนอขออนุมัติจาก คณะรักษาความสงบแห่งชาติโดยด่วน ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีมาตรการนี้ และทางกรรมาธิการ ได้ยกร่างอยู่ในภาคผนวกที่ ๑ ในเล่มของท่าน ผมขออนุญาตที่จะชี้ประเด็นที่เป็นความเข้าใจ ในบางประเด็นอาจจะมีผู้เข้าใจคลาดเคลื่อนว่าสิ่งที่เราปฏิรูปนั้นผู้ครอบครอง และผู้ใช้ประโยชน์ที่ดินตามหลักเกณฑ์มติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๔๑ ซึ่งเรายังไม่สามารถดําเนินการให้สัมฤทธิผลได้นั้นจะได้รับการตรวจสอบการครอบครอง และใช้ประโยชน์ที่ดินตามมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าว และหากเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กําหนด จะได้รับการพิจารณาให้ใช้ที่ดินป่าไม้ในจํานวนที่เหมาะสม คือประชาชนที่ไปครอบครอง พื้นที่ป่ามีหลากหลายจํานวน และตําแหน่งพื้นที่ที่เหมาะสมโดยไม่เป็นพื้นที่ล่อแหลมคุกคาม ต่อระบบนิเวศภายใต้เงื่อนไขที่กําหนดบนพื้นฐานการเกื้อกูลต่อทรัพยากรธรรมชาติ กล่าวโดยสรุปคือว่าเราเสนอให้มีการพิจารณาให้ใช้ที่ดินชั่วคราวในบางพื้นที่โดยควบคุม จํานวนที่เหมาะสม และมาตรการไม่ได้ครอบครอง หรือไม่ได้กลั่นกรอง หรือคัดกรอง ให้นายทุนหรือผู้บุกรุกรายใหญ่เข้ามาใช้ในมาตรการนี้ ขออนุญาตย้ําไม่เกี่ยวกับผู้บุกรุก รายใหญ่หรือนายทุน ซึ่งจะต้องดําเนินการตามกฎหมายอย่างเข้มงวด แล้วก็บุคคล ที่ถูกดําเนินการตามกระบวนการยุติธรรมไม่เข้าสู่ระบบนี้ เพราะฉะนั้นเรามุ่งเป้าไปที่ ประชาชนที่เข้าไปใช้ประโยชน์ที่เป็นผู้ยากไร้ ตามคําสั่ง คสช. ที่ ๖๖/๒๕๕๗ ซึ่งมีคํานิยาม อยู่แล้ว มีข้อบัญญัติอยู่แล้วเมื่อวันที่ ๑๗ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๗ รวมถึงราษฎร แม้กระทั่งผู้ยากไร้ถ้ามีการบุกรุกใหม่หลังวันที่ ๑๗ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๗ หรือหลังคําสั่ง คสช. ที่ ๖๖/๒๕๕๗ นั้นก็จะต้องบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด นั่นคือเป็นมาตรการโดยกรอบของบุคคลที่เกี่ยวข้อง โดยร่างแนวทางการกําหนดมาตรการ แก้ไขปัญหาที่ดินนั้นมีดังนี้ อย่างที่ผมได้เรียนไปว่าเราใช้ฐานของมติคณะรัฐมนตรี ๓๐ มิถุนายน ๒๕๔๑ ซึ่งมีประชาชนบางส่วนได้รับสิทธิแล้ว และบางส่วนได้รับผลกระทบ เราใช้ฐานตรงนี้ว่าเอามาคัดกรอง เราเชิญพี่น้องประชาชนเข้ามาแสดงตน เพราะว่า ข้อมูลทะเบียนตอนนี้เปลี่ยนแปลงตลอด ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพยายามที่จะรวบรวม ประชาชนกลุ่มนี้ โดยแยกเป็นผู้ครอบครองที่ดินเดิม ก็คือครอบครองที่ดินก่อนปี ๒๕๔๑ แต่บังเอิญมีมติคณะรัฐมนตรีอยู่ฉบับหนึ่งเขียนว่า ประเทศไทยมีการทําภาพถ่ายทางอากาศ ทั่วประเทศเมื่อปี ๒๕๔๕ หรือปี ๒๕๔๖ เราก็ได้ใช้ฐานตัวนี้ ซึ่งปัจจุบันหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ก็ปฏิบัติแบบนี้มาโดยตลอดว่า ถ้าครอบครองก่อนปี ๒๕๔๕ ปี ๒๕๔๖ ก็เป็นผู้ครอบครองเดิม ถ้าหลังปี ๒๕๔๕ ปี ๒๕๔๖ ผู้ครอบครองใหม่ หลักการของเราคือว่าผู้อาศัยอยู่ก่อน ผู้ใช้ประโยชน์อยู่ก่อนนานกับผู้ครอบครองใหม่นั้นควรจะมีสิทธิ ควรจะมีการบังคับใช้ ที่อาจจะแตกต่างกันในบางประเด็น โดยผู้ครอบครองที่ดินเดิมนั้นให้มีการบริหารจัดการ พื้นที่ควบคุม ใช้จริงแต่ไม่เกินครอบครัวละ ๒๐ ไร่ ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็น คทช. ก็ใช้เกณฑ์ตัวนี้ ก็ไม่ได้เป็นเรื่องใหม่อะไร และทําการเจรจา เพื่อเคลื่อนย้ายกรณีที่พื้นที่ล่อแหลม นี่ด้วยความเป็นห่วงประชาชนที่อาศัยอยู่ตรงนั้น และเป็นห่วงพี่น้องประชาชนที่อยู่ปลายน้ําที่ไม่ได้อาศัยอยู่ตรงนั้น และที่สําคัญทรัพยากร ป่าไม้เหล่านี้เป็นของคนทั้งประเทศ ไม่ใช่ของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง โดยการเคลื่อนย้ายนั้น อาจจะเป็นนอกเขตป่าที่ไม่ใช่โครงการของรัฐบาล นอกเขตป่าอนุรักษ์ เช่น ป่าสงวนแห่งชาติ เขตของ คทช. ที่มีการจัดที่ดิน หรือชายขอบป่าอนุรักษ์ หรือมีการเคลื่อนย้ายภายในชุมชน กรณีที่ไม่ได้จริง ๆ เพราะเราคิดว่าปัจจุบันเขาก็ใช้ประโยชน์อยู่ แต่จะทําอย่างไรให้เขาได้รับ ผลกระทบต่อทั้งป่าและตัวเขาเองให้น้อยที่สุด แต่เป็นการใช้ประโยชน์แบบชั่วคราว และมีการประเมินผล ถ้าทําผิดเงื่อนไขก็จะต้องมีมาตรการในการที่จะบังคับ แล้วก็ให้มี การปรับปรุงกฎหมาย มาตรการที่เราเสนอให้มีการออกก่อน ส่วนผู้ครอบครองที่ดินรายใหม่นั้น เราก็ให้ตรวจสอบว่าเป็นผู้ยากไร้ ผู้มีรายได้น้อย และไร้ที่ดินทํากินตามคําสั่ง คสช. หรือไม่ เผอิญมีคําสั่ง คสช. บอกว่าคนกลุ่มนี้นั้นจะต้องให้ได้รับผลกระทบน้อยที่สุดซึ่งจะต้อง มีการคัดกรอง ทั้งหลายทั้งปวงนั้นพื้นที่ที่อยู่ระหว่างดําเนินการตามกระบวนการยุติธรรม ไม่สามารถนําพื้นที่มาแสดงตนได้ แล้วก็ผู้บุกรุกครอบครองที่ดินที่เป็นนายทุน หรือผู้บุกรุกรายใหญ่ไม่ว่าจะครอบครองเมื่อไร อย่างไร รวมทั้งราษฎรที่บุกรุกที่ดินใหม่ ภายหลังคําสั่ง คสช. ที่ ๖๖/๒๕๕๗ ก็คือ ๑๗ มิถุนายน ๒๕๕๗ ต้องดําเนินการตามกฎหมาย ทุกราย นั่นคือส่วนที่เป็นมาตรการตรงนี้ ซึ่งเราคิดว่าการแก้ปัญหานี้มันสั่งสมมานาน เจ้าหน้าที่รัฐฝ่ายเดียวทําไม่ได้หรอกครับ อาจจะไม่เป็นธรรมและไม่เป็นที่ยอมรับ ในมาตรการเราเลยเสนอให้มีคณะกรรมการระดับชาติที่แต่งตั้งโดยท่านนายกรัฐมนตรี เรียกว่า คณะกรรมการแก้ไขปัญหาที่ดินในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ มีทั้งผู้ทรงคุณวุฒิ ประชาชน หลายภาคส่วนเข้ามาร่วม และมีคณะอนุกรรมการระดับภาค ๔ ภาค มีคณะกรรมการ ระดับจังหวัด และมีคณะทํางานระดับอําเภอ ซึ่งมากลั่นกรองทั้งเรื่องของคุณสมบัติ เรื่องพื้นที่ เรื่องการเยียวยาทุกประเด็น โดยให้พี่น้องประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในทุกขั้นตอน รวมถึงการปรับปรุงพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ อย่างที่ผมได้เรียนไปนะครับว่า พระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติและพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่านั้นมีข้อจํากัด หลายประการ เราได้มีการปรับปรุงทุกประเด็นที่เป็นข้อจํากัด โดยเป็นการแก้ทั้งฉบับ ปรับปรุงทั้งฉบับนะครับ ขออนุญาตเรียนย้ําว่าการปรับปรุงนั้นสอดคล้องกับร่างแนวทาง การกําหนดมาตรการแก้ไขปัญหาที่ดินในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ที่ได้เรียนไปเมื่อสักครู่ด้วย โดยมีหลัก ๆ ขออนุญาตสรุปดังนี้นะครับ

ประเด็นแรกคือว่าในร่างพระราชบัญญัติทั้ง ๒ ฉบับนั้นมีการกําหนดเขต การจัดการป่าอนุรักษ์ตามหลักวิชาการ และแต่ละเขตนั้นมีแนวปฏิบัติอย่างเหมาะสม ให้เป็นไปตามหลักสากล และให้สอดคล้องกับสถานการณ์ในพื้นที่ป่าไม้เขตร้อน รวมถึงป่าไม้ ในประเทศไทยด้วย โดยพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ เราแบ่งเป็น ๒ เขต เขตสงวน ทรัพยากรธรรมชาติ เขตศึกษาธรรมชาติ ในกรณีที่เป็นเขตสงวนทรัพยากรธรรมชาติ เป็นเขตเปราะบางมาก เขตล่อแหลมมาก ตรงนี้เราไม่อนุญาตให้มีการเข้าไปใช้ประโยชน์ ในเชิงของการใช้ประโยชน์ที่ไม่เหมาะสมเชิงนิเวศได้เลย ส่วนพื้นที่ที่เป็นนันทนาการ บริการประชาชนทั่วไปนั้นอาจจะมีตัวผ่อนคลายบ้าง แม้กระทั่งพระราชบัญญัติสงวน และคุ้มครองสัตว์ป่านั้นแบ่งเป็นพื้นที่หวงห้าม พื้นที่ศึกษาธรรมชาติ และพื้นที่ควบคุม เพื่อการจัดการสัตว์ป่า ไม่ว่าจะเป็นเรื่องโรคสัตว์ป่า ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสัตว์ป่ากระทบกับ ประชาชน เช่น เรื่องของช้าง หรือเรื่องของสัตว์ป่าบางประเภท ก็จะมีการแบ่งเป็นพื้นที่ ควบคุม เป็นพื้นที่เฉพาะนะครับ

ในส่วนของการเพิ่มพื้นที่ป่าอนุรักษ์ตามกฎหมาย โดยการเพิ่มบทบัญญัติ ให้มีพื้นที่วนอุทยาน สวนพฤกษศาสตร์ สวนรุกขชาติ ในมาตรา ๓๓ มาตรา ๓๔ และมาตรา ๓๕ ให้ได้รับการคุ้มครองด้วย ซึ่งปัจจุบันไม่ได้รับการคุ้มครอง เป็นแค่ป่าอนุรักษ์ ตามนโยบาย ปรับปรุงบทกําหนดโทษให้เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน พระราชบัญญัติ อุทยานแห่งชาติ มาตรา ๔๐ ถึงมาตรา ๔๓ พระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า มาตรา ๗๙ ถึงมาตรา ๙๕

การปรับปรุงองค์ประกอบและอํานาจหน้าที่ของคณะกรรมการอุทยานแห่งชาติ และคณะกรรมการสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า คณะกรรมการทั้ง ๒ คณะนั้นกฎหมายปัจจุบัน ก็มีอยู่แล้ว แต่เราปรับปรุงบทบาทอยู่ ๒ อย่าง ทั้งตัวองค์ประกอบ ทั้งตัวอํานาจหน้าที่ เน้นการมีส่วนร่วมกับประชาชนหรือทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เพิ่มจํานวนผู้ทรงคุณวุฒิ ที่เป็นหลายภาคส่วนเข้ามา แล้วก็ให้มีบทบาทอํานาจหน้าที่โดยยึดหลักวิชาการเพิ่มมากขึ้น และที่สําคัญคณะกรรมการที่ปรึกษา ไม่ว่าจะเป็นอุทยานแห่งชาติ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า เขตห้ามล่าสัตว์ป่าในปัจจุบันได้รับการรับรองตามกฎหมายให้มีบทบาทอํานาจหน้าที่ คณะกรรมการที่ปรึกษาปัจจุบันก็อาจจะเป็นหัวหน้าอุทยาน ส่วนใหญ่ก็จะเป็นเลขานุการ แล้วก็จะมีฝ่ายปกครองในท้องที่มาเป็นประธาน แล้วก็มีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นบางส่วน เข้ามาร่วมอยู่แล้วให้ได้รับการรับรอง มีการจัดทําขอบเขตพื้นที่ป่าอนุรักษ์ เราทราบว่า ปัญหาแนวเขตเป็นเรื่องใหญ่ ให้มีการจัดทําบันทึกในระบบภูมิสารสนเทศ และให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีส่วนร่วมในการตรวจสอบแนวเขตหรือช่วยเหลือ พนักงานเจ้าหน้าที่ด้วย ซึ่งกําหนดทั้ง ๒ พระราชบัญญัติ มีการใช้ประโยชน์ความหลากหลาย ทางชีวภาพ เราเอาอนุสัญญาความหลากหลายทางชีวภาพมาวิเคราะห์ แล้วดูว่า มีบทบัญญัติใดของเราที่สามารถที่จะปรับให้สอดคล้องได้โดยไม่ขัดกับกฎหมายหลักของชาติ ก็ดําเนินการตามมาตรา ๓๘ ของพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ และมาตรา ๖๖ ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า รวมถึงการรับผิดทางแพ่งที่ว่า ๒ พระราชบัญญัตินี้ไม่สามารถดําเนินการได้ ต้องไปใช้พระราชบัญญัติส่งเสริม และรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม พ.ศ. ๒๕๓๕ ก็ดําเนินการในมาตรา ๓๙ และมาตรา ๖๗ นะครับ

เรื่องของการปรับปรุงการจัดเก็บเงินรายได้ ท่านเชื่อไหมครับว่า อุทยานแห่งชาตินั้นมีรายได้ในระดับหนึ่ง แต่ในบทบัญญัติของพระราชบัญญัติอุทยานนั้น มีขอบเขตจํากัดในการนําเงินรายได้ไปใช้ เราก็เลยเขียนให้สอดคล้องทั้งพระราชบัญญัติ อุทยานแห่งชาติและพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่าว่า การกําหนด การปรับปรุงจัดเก็บเงินรายได้ในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ให้ครอบคลุมกิจกรรมบํารุง ดูแลรักษา ทรัพยากรธรรมชาติ และปรับให้มีการนําเงินรายได้เป็นสวัสดิการหรือช่วยเหลือ ให้แก่เจ้าหน้าที่ที่ได้รับอันตราย บาดเจ็บ เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ในการคุ้มครอง ดูแลรักษาพื้นที่อนุรักษ์ด้วย ซึ่งเดิมไม่ได้กําหนดอย่างนี้ เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าเป็นบุคลากร ที่มีความเสี่ยงภัยส่วนใหญ่ ในประเทศไทยนั้นถ้าพูดในแถบอาเซียนมีอัตราการเสียชีวิตจาก เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าสูงน่าจะอันดับหนึ่งในอาเซียน แต่สวัสดิการต่าง ๆ ไม่ค่อยเหมาะสม เราก็เสนอว่าให้ใช้เงินส่วนนี้เข้าไปช่วยเขาด้วย การริบทรัพย์สินตรงนี้จริง ๆ ไม่ใช่เรื่องใหม่ พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐๗ ที่ปรับปรุงนั้นเราพยายามล้อและปรับ ให้เหมาะสมกับพื้นที่ป่าอนุรักษ์ โดยการยึดบรรดาอาวุธ เครื่องมือเครื่องใช้ สิ่งปลูกสร้าง อุปกรณ์สัตว์ พาหนะ เครื่องจักรกลใด ๆ หรือสิ่งใด ๆ ที่เกิดจากการกระทําความผิด ให้ศาลสั่งให้ตกเป็นของแผ่นดิน อย่างเช่น ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติตามร่างพระราชบัญญัติ อุทยานแห่งชาตินั้นเราประเมินแล้วว่าเรามีโซน (Zone) อยู่ ๒ โซน (Zone) โซน (Zone) เขตสงวนกับโซน (Zone) บริการ หรือโซน (Zone) ที่มีการใช้ประโยชน์ ถ้าเป็นโซน (Zone) ที่ไม่ควรจะมีสิ่งก่อสร้างเหล่านี้เลยเราห้ามโดยเด็ดขาด แต่อย่างไรก็ตามบุคคลที่กระทํา ความผิดจะต้องถูกยึดก่อนให้เป็นของแผ่นดินทั้งหมด หลังจากนั้นหน่วยงานก็นํามาพิจารณา ว่าจะจัดการอย่างไร จะรื้อถอน จะนํามาใช้ประโยชน์ถ้าอยู่ในจุดที่เหมาะสม โดยใช้คําว่า อาจจะ กรรมาธิการพยายามคิดว่าในขณะที่มีการเข้าไปฟ้องร้องคดีกันก็มีการศึกษา มีการพยายามที่จะผลักดันผู้บุกรุกครอบครองออก โดยหลักการแล้วไม่ควรจะมีการใช้ แต่ถ้ากรณีที่ยังไม่มีการรื้อถอนหรือในพื้นที่ที่คิดว่าไม่เกิดผลกระทบต่อระบบนิเวศ อาจจะนะครับ อาจจะนํามาพิจารณาการใช้ แต่ต้องกระทําโดยกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืชเท่านั้น ไม่ใช่การนําไปให้เอกชนเช่า ไม่ใช่การนําให้เอกชนเข้ามาใช้ ประโยชน์ต่อเป็นซับคอนแทร็กต์ (Subcontract) โดยเด็ดขาด แต่พื้นที่สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า ไม่ว่าจะเป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า หรือเขตห้ามล่านั้นเราไม่อนุญาตทุกกรณีในพื้นที่เหล่านี้ แต่อย่างไรก็ตามเราวิเคราะห์ข้อมูลแล้ว ข้อมูลที่เป็นในพื้นที่ไม่ว่าจะเป็นสิ่งก่อสร้างในเขต รักษาพันธุ์สัตว์ป่านั้นมีน้อยมาก แทบจะไม่มีที่เป็นขนาดใหญ่ครับ

ประเด็นถัดไปก็คือว่า การกําหนดเพิ่มเติมสัตว์ป่าคุ้มครอง สัตว์ป่าอันตราย และควบคุมการจัดการ เดิมนั้นเรามีสัตว์ป่าสงวนและสัตว์ป่าคุ้มครอง เราเพิ่มคําว่า สัตว์ป่า ควบคุมและสัตว์ป่าอันตราย ทั้งมาจากต่างประเทศหรือส่วนที่เป็นในประเทศที่มีลักษณะ เป็นอันตราย รวมถึงการควบคุมเรื่องการจัดตั้งดําเนินการสวนสัตว์เพื่อไปแก้ปัญหาอย่างที่ทุกท่านเห็น ในสื่อมวลชน ไม่ว่าจะต้องได้รับความเห็นชอบก่อนดําเนินการแลกเปลี่ยนสัตว์ป่า หรือการจัดสรรที่พัก หรือเลี้ยงดูสัตว์ป่าเพิ่มเติมจากพื้นที่ได้รับอนุญาต ให้อํานาจอธิบดี สั่งปรับปรุงแก้ไขสภาพความไม่เหมาะสมหรืออันตราย ถ้าสัตว์ป่าไปอยู่ในจุดที่มีสภาพสุขลักษณะ ที่ไม่ดี แล้วก็ให้อํานาจพนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า รวบรวมพยานหลักฐาน ควบคุมสถานการณ์ ระงับยับยั้ง หรือบรรเทาความเสียหาย มาตรา ๗๓ และให้อํานาจออกระเบียบหรือส่งสัตว์ป่าที่ตรวจยึด หรือถูกทอดทิ้ง เจ็บป่วย ไปดูแลที่สวนสัตว์ หรือหน่วยงานรัฐ หรือเอกชนที่มีสถานที่ที่เหมาะสมด้วย อันนี้เราถือโอกาสปรับปรุงทั้งฉบับในส่วนนี้ด้วย

และที่สําคัญก็คือประเด็นเรื่องของการกําหนดแนวทางหรือมาตรการแก้ไข ปัญหาราษฎรที่อยู่อาศัยหรือทํากินในอุทยานแห่งชาติ โดยกําหนดไว้ในบทเฉพาะกาล โดยเราดําเนินการสอดคล้องกับมาตรการแก้ไขปัญหาที่ดินในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ที่ออกมาก่อน ซึ่งผมได้เรียนไปเมื่อสักครู่ต้องสอดคล้องกัน โดยมีการตรวจสอบคัดกรองราษฎรตามเกณฑ์ ที่กําหนด หลักการที่ขออนุญาตกล่าวง่าย ๆ ก็คือว่าพอออกมาตรการก็มีการคัดกรองราษฎร มีการเข้าไปจัดระเบียบ เมื่อกฎหมายมีผลบังคับใช้ เราก็เข้าไปครอบพื้นที่เหล่านี้ให้สอดคล้อง หรือแนวทางที่กฎหมายกําหนด โดยในการที่จะดําเนินการคัดกรองหรือจัดระเบียบนั้น คงไม่ง่าย เพราะเราระลึกเสมอว่าผืนป่าตรงนี้เป็นแกนกลางของชาติ เป็นป่าไข่แดง ของประเทศ เป็นผืนป่าอนุรักษ์ที่สําคัญ อธิบดีต้องเสนอเป็นแผนต่อคณะกรรมการ อาจจะเป็นคณะกรรมการอุทยานแห่งชาติ หรือคณะกรรมการสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า แล้วแต่กฎหมายแต่ละฉบับ เสนอต่อคณะรัฐมนตรี ถ้าคณะรัฐมนตรีเห็นชอบในแผนว่า มีการบริหารจัดการที่ดี ไม่เกิดผลกระทบต่อระบบนิเวศแล้ว อธิบดีสามารถที่จะอนุญาต ให้เป็นการชั่วคราว ไม่เกิน ๒๐ ไร่ต่อครัวเรือน กําหนดเวลาคราวละไม่น้อยกว่า ๕ ปี พวกนี้เป็นสิ่งที่ไม่มีในกฎหมายเดิม แต่ไม่เกิน ๒๐ ปี แล้วก็ต้องปฏิบัติตามระเบียบ หลักเกณฑ์ เงื่อนไข และระเบียบที่อธิบดีกําหนด ซึ่งจะต้องมีอนุบัญญัติที่มาเขียนตรงนี้ ที่สอดคล้องกับมาตรการที่เราออกก่อนหน้า มีการกลั่นกรองหลายชั้น โดยกําหนดเวลาปฏิรูป เราคาดหวังว่าในเดือนมกราคมถึงเดือนเมษายนนั้นขอให้มาตรการนั้นออก และระยะกลาง คือประมาณภายในเดือนสิงหาคมขอให้กฎหมาย ๒ ฉบับนั้นได้มีการออกประกาศใช้ หลังจากมีการปรับปรุง แล้วก็ขับเคลื่อนตามแนวทางที่กําหนด สิ่งที่ทางกรรมาธิการ จะขอความกรุณาทุกท่านว่าเรามีเจตนารมณ์ที่มุ่งหวังจะหยุดยั้งและป้องกันการทําลาย ป่าอนุรักษ์อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน ผืนป่าอนุรักษ์เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในจุด ที่มีการใช้ประโยชน์ไม่เหมาะสม เราขอให้พี่น้องประชาชนได้มาร่วมในการที่จะมา ฟื้นฟูป่าร่วมกัน รวมถึงที่ท่านใช้ประโยชน์ปัจจุบันก็ปลูกต้นไม้ด้วย และพื้นที่บางแห่งนั้น เราขอให้พี่น้องประชาชนมามีส่วนร่วมกับรัฐ ไม่ว่าจะเป็นโดยการจ้างงาน หรือโดยการมีส่วนร่วม ในการฟื้นฟู พื้นที่ป่าต้นน้ําลําธารของชาติได้รับการฟื้นฟู และเราคาดหวังว่าความขัดแย้ง การใช้ประโยชน์ที่ดินป่าไม้ลดลง กลไกและเครื่องมือในการแก้ปัญหาเกี่ยวกับที่ดินป่าไม้ มีความชัดเจนบนพื้นฐานการแก้ปัญหาที่สาเหตุและสภาพความเป็นจริง ต้องยอมรับ ความเป็นจริงว่าตอนนี้มันเป็นอย่างนี้ แล้วเราแก้บนพื้นฐานของความเป็นจริง แล้วก็มี การจําแนกเขตพื้นที่ป่าเพื่อการจัดการให้มีความชัดเจนและเหมาะสม แล้วก็การใช้ประโยชน์ เกิดดุลยภาพทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม และที่สําคัญนั้นภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นน้ําท่วม ดินถล่มนั้นน้อยลงจากการดําเนินการตามแนวทางที่เราเสนอปฏิรูป

ขออนุญาตเรียนปิดท้ายนิดหนึ่งว่าสิ่งที่ทางกรรมาธิการได้พิจารณานั้น ขออนุญาตว่าเราพิจารณาบนฐานของสภาพปัญหาและข้อเท็จจริง ทั้งข้อเท็จจริงเชิงวิชาการ และข้อเท็จจริงเชิงประจักษ์ และเราพยายามคิดบนพื้นฐานที่ว่าสิ่งที่เราเสนอนั้น มีความเป็นไปได้ซึ่งอาจจะยังไม่สมบูรณ์เต็มร้อย แต่อย่างไรก็ตามการรับฟังความคิดเห็น เป็นส่วนสําคัญซึ่งเราทําหลายรอบ ประชาชนแต่ละภาคก็มีสภาพปัญหาแตกต่างกัน มีเจตนา ที่แตกต่างกัน มีทั้งคนที่เจตนาบริสุทธิ์แล้วก็ลําบากจริง ๆ มีทั้งคนที่มีเจตนาแอบแฝง มีทั้งคนที่พยายามที่จะมาใช้ประโยชน์ทรัพยากรที่เป็นส่วนรวมของประเทศอย่างไม่เหมาะสม ซึ่งสิ่งเหล่านี้การหาจุดที่สมดุลและเหมาะสมนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ทางกรรมาธิการได้พิจารณา ประมาณ ๗ เดือน โดยนําข้อมูลของ สปช. ข้อมูลเชิงวิชาการ หารือกับหลายภาคส่วน ก็ได้สิ่งที่ผมได้นําเรียนไป หวังว่ามาตรการนี้จะเป็นมาตรการที่เป็นเชิงปฏิรูปจริง ๆ เพื่อแก้ปัญหาที่สั่งสมมานาน และจะได้รับความอนุเคราะห์จากท่านในการที่จะเสนอ ความคิดเห็นที่เป็นประโยชน์ รวมถึงการสนับสนุนในการผลักดันเรื่องนี้ร่วมกัน ขอบพระคุณครับท่านประธาน

(การประชุมดําเนินมาถึงตอนนี้ ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ได้ลงจากบัลลังก์ โดยมอบให้ นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง ปฏิบัติหน้าที่แทน)
นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอบคุณทางคณะกรรมาธิการนะครับ แต่ก่อนที่ท่านสมาชิกจะอภิปราย แสดงความคิดเห็น มีคําถาม ๑ ประเด็น เพื่อให้เกิดความชัดเจนในรายงาน โดยเฉพาะการนําเสนอเรื่องสถานการณ์ภาพรวมพื้นที่ทรัพยากรป่าไม้ของประเทศ เพื่อให้เกิดความชัดเจนในการพิจารณา แล้วก็สาธารณชนที่ได้รับฟังการนําเสนอ ก็คือพื้นที่ป่าในปี ๒๕๕๗ จํานวน ๑๐๒ ล้านไร่เศษ แล้วก็ปี ๒๕๕๘ จํานวน ๑๐๒ ล้านไร่เศษ แต่ว่าพื้นที่ลดลง ๔๐,๐๐๐ กว่าไร่ ในขณะที่การทวงคืนผืนป่าเร่งรัดในการจัดการ เรื่องการรุกป่าทั้งหลายดําเนินการอย่างเข้มข้น อะไรคือสาเหตุที่ทําให้จํานวนพื้นที่ป่ามันลดลง แทนที่จะเพิ่มขึ้นตามเป้าหมาย ขอทราบข้อเท็จจริง อาจจะเป็นทางกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืชก็ได้นะครับ โดยกรรมาธิการจะชี้แจงประเด็นนี้ก่อน

นายขวัญชัย ดวงสถาพร กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานครับ ขออนุญาตตอบ จริง ๆ ทางกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ที่มาในตรงนี้ก็ร่วมกัน ทํางานอย่างใกล้ชิดมีการประชุมร่วมกันหลายรอบมาก สาเหตุที่พื้นที่ป่าลดลงซึ่งเราได้ รวบรวมเอกสารเชิงวิชาการ รวมถึงการเข้าไปศึกษาในพื้นที่จริงนั้นมีหลายสาเหตุ แต่ความน่าสนใจก็คือว่าข้อมูลตั้งแต่ปี ๒๕๑๖ จนถึงปี ๒๕๔๑ ลดลงเฉลี่ยปีละ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ไร่ ซึ่งถือว่าสูงมาก ถ้าในเขตภูมิภาคนี้ก็น่าจะสูงสุด แต่หลังปี ๒๕๔๑ มาจนถึงปี ๒๕๕๗ ลดลงเฉลี่ยปีละ ๔๐๐,๐๐๐ ไร่ แต่พอมาปี ๒๕๕๗ ปี ๒๕๕๘ นั้นลดลง ๔๔,๐๐๐ ไร่ ซึ่งแน่นอนครับ ผมว่าทุกท่านเข้าใจว่ามันเป็นเรื่องของการบังคับใช้กฎหมายที่เข้มงวด ในสถานการณ์ปัจจุบัน แต่อาจจะไม่ยั่งยืนถ้าไม่มีการบังคับใช้กฎหมายอย่างต่อเนื่อง แต่การบังคับใช้กฎหมายนั้นเป็นเพียงการหยุดยั้ง สาเหตุสําคัญประการหนึ่งก็คือว่ามีการใช้ ประโยชน์ที่ดินในเขตพื้นที่ป่าและมีการขยายโดยขาดการควบคุม ขาดการควบคุมนั้น เป็นสิ่งที่เราได้วิเคราะห์ ซึ่ง ๖,๐๐๐,๐๐๐ ไร่นี้ในอนาคตถ้าไม่มีการจัดระเบียบอาจจะขยาย ออกมาเป็น ๗,๐๐๐,๐๐๐ ไร่ ๘,๐๐๐,๐๐๐ ไร่ ลักษณะอย่างนี้นะครับ แต่ถ้ามองถึงสาเหตุ ตามที่เราได้วิเคราะห์งานวิจัย อันดับ ๑ ที่มีการขยายพื้นที่เข้าไปในเขตป่า ๑. การเกษตร ๒. ก็คือการท่องเที่ยวหรือรีสอร์ต (Resort) ๓. ก็คือการสัมปทานภาครัฐ ขออนุญาตเรียน ท่านประธานครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ก็มีความชัดเจนนะครับว่าสามารถหยุดยั้งการรุก แล้วก็การลดของป่า จาก ๔๐๐,๐๐๐ ไร่ ลงมาเหลือ ๔๐,๐๐๐ ไร่ แต่ว่าอีกประการหนึ่งผมคิดว่าเกิดจากเรื่อง ไฟป่า ปี ๒๕๕๗ ๕๐,๐๐๐ ไร่ ปี ๒๕๕๘ ๖๐,๐๐๐ ไร่ ๒ ปีนี้ ๑๑๐,๐๐๐ กว่าไร่ บวก ลบ กลบกันก็แสดงว่าพื้นที่ป่าน่าจะได้เพิ่มขึ้นด้วยซ้ําไป ถ้าเอาตัวเลขตรงนี้มาพิจารณาจากไฟป่า ๑๑๐,๐๐๐ ไร่ใน ๒ ปีนั้น คือไม่อยากให้มีการตีความในลักษณะที่อาจจะมองว่าทําไม ป่าลดลง ในขณะที่เราเร่งรัดเพื่อให้เพิ่มขึ้น ก็เป็นข้อชี้แจงที่ชัดเจนนะครับ

ต่อไปขอเชิญท่านสมาชิกอภิปรายแสดงความคิดเห็นโดยใช้เวลาท่านละ ไม่เกิน ๑๐ นาที สําหรับท่านแรกขอเชิญท่านสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ อดีตเลขาธิการสํานักงาน ประกันสังคม และอดีตรองปลัดกระทรวงแรงงาน ขอเชิญครับ

นายสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ เพื่อนสมาชิก สปท. ที่รักทุกท่าน กระผม นายสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ สปท. ลําดับที่ ๑๗๓ ผมได้นั่งฟัง ท่านกรรมาธิการกล่าว รวมทั้งอ่านเอกสารของท่านเบ็ดเสร็จทั้งหมด ๓๐๐ หน้า ผมก็มีความรู้สึกว่าต้องใช้คําว่า ต้องชื่นชม ยังไม่พูดถึงที่ท่านออกไปทําอะไรต่ออะไร ร้อยแปดจิปาถะนี่นะครับ แล้วก็ขอขอบคุณท่านกรรมาธิการและท่านผู้เกี่ยวข้องทุกท่าน ที่อยู่ ณ ที่นี้และไม่ได้อยู่ ณ ที่นี้ว่าท่านกําลังทําสิ่งที่ดี ๆ ให้เกิดกับชาติบ้านเมืองของเรา แต่อย่างไรก็ตามถ้าทําอย่างที่ท่านว่าทั้งหมดนี่ผมยังไม่มั่นใจว่าเราจะหยุดยั้งได้อย่างยั่งยืน หรือไม่ เพราะเราพูดกันเรื่องยั่งยืนมาเยอะมาก ผมจะมีข้อเสนอบางประการ ให้ท่านกรรมาธิการรับไปดูอีกทีก็แล้วกัน ท่านประธานที่เคารพครับ ผมมีเพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) นําเสนอท่าน ขออนุญาต อัญเชิญพระรูปพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ มาเพื่อเป็นสิริมงคลแก่พวกเรา และชาวไทยทุกคนในการที่จะดูแลรักษาป่า ท่านตรัสไว้ว่า เจ้าหน้าที่ป่าไม้ รวมทั้ง กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ด้วยนะครับ ควรจะปลูกต้นไม้ลงในใจคนเสียก่อน แล้วคนเหล่านั้นจะพากันปลูกต้นไม้ลงบนแผ่นดินและรักษาต้นไม้ด้วยตนเอง ท่านมีพระราชดํารัสเมื่อท่านเสด็จพระราชดําเนินไปหน่วยจัดการต้นน้ําทุ่งจ๊อ จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อปี ๒๕๑๔

ภาพต่อไป ผมอยากให้ท่านเห็นภาพแล้วท่านก็จะต้องตกใจ อันนี้ไม่ใช่ เป็นภาพของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เป็นภาพที่ผมไปเอามาจาก กรมป่าไม้ ภาพซ้ายมือเป็นภาพป่าเมื่อปี ๒๕๐๖ ไม่เป็นไรคือตัวเลขอย่างที่ท่านประธาน กล่าวเมื่อสักครู่นี้มันมีการเคลื่อนไหวได้ แล้วไม่มีใครบอกได้แม่นตรงว่าคือตัวเลขเท่าไร หน้าตาของประเทศไทยเป็นอย่างนี้ครับ ป่าเต็มพรืด นี่กรมป่าไม้ใช้อยู่นะครับ แล้วผมคิดว่า กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ก็คือเป็นกรมที่แยกออกมาจากกรมป่าไม้ เมื่อปี ๒๕๔๕ แต่ว่าอย่างไรก็ตามผมเอารายงานของท่านกรรมาธิการเป็นหลักก็แล้วกัน ของท่านบอกว่ามีป่าไม้เหลือ ๑๓๘.๕๗ ล้านไร่ หรือคิดเป็น ๔๓.๒๑ เปอร์เซ็นต์ จากทั้งประเทศของเรามีพื้นที่ ๓๒๓.๕ ล้านไร่ คิดง่าย ๆ ๕๐ ปีต่อมาภาพถ่ายดาวเทียม ปี ๒๕๕๗ ที่ผมนําเสนอ ปรากฏว่าตามรายงานของท่านกรรมาธิการ พ.ศ. ๒๕๕๘ ก็ห่างกันนิดหน่อยเหลือเพียง ๑๐๒.๔ ล้านไร่ หรือ ๓๑.๖๐ เปอร์เซ็นต์ ท่านกรรมาธิการ ก็บอกแล้วมันลดลงโดยเฉลี่ยในอดีตปีละ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ไร่ ผมอยากจะกราบเรียนสักนิดหนึ่งว่า มันต้องไปหาสาเหตุทําไมป่ามันหมด ป่าหมดเพราะอะไร สาเหตุสําคัญ ๑. การทําไร่เลื่อนลอย ๒. การบุกรุกเพื่อปลูกพืชเศรษฐกิจที่สําคัญ เช่น ข้าวโพด มันสําปะหลัง ยางพารา และยูคาลิปตัส ซึ่งต่อมาเรียกเป็นต้นกระดาษหรืออะไรนี่ ๓. การบุกรุกเพื่อเข้าไปตั้งถิ่นฐานใหม่ คือคนไม่มีบ้านก็เข้าไปในป่า ธรรมชาติของมนุษย์ต้องต่อสู้ ๔. ไฟป่า ๕. การทําไม้ออก เกินกําลังของป่า เจ้าหน้าที่กรมป่าไม้ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ก็จะทราบดี ในข้อนี้ ๖. การทําเหมืองเปิด เช่น เหมืองทอง เหมืองร้อยแปดจิปาถะที่จะต้องเปิดหน้าดิน ไม่ใช่ทําใต้ดิน ก็เป็นสาเหตุทําให้ป่าหมดไป แต่ป่าทั้งหมดหมดไปด้วยฝีมือมนุษย์เสียส่วนใหญ่ ภาพนี้เป็นภาพที่ต้องจารึกไว้ในหัวใจของคนทั้งชาติรวมทั้งผมด้วยว่า มันเป็นจริงอย่างนี้ แล้วเราจะแก้อย่างไร ผมย้อนกลับไปดูป่าไม้ในอดีตเขียวปื๋อเลย ถ้าท่านมาดูจอเล็ก ๆ เมื่อตอนผมเป็นเด็ก ๆ ผมไปภาคเหนือทีไรเขียวจริง ๆ เขียวขจีเลย เต็มไปหมดป่าไม้ ข้างทาง ถนนพหลโยธินก็เต็มไปด้วยป่าไม้

ภาพต่อไป เดี๋ยวนี้ท่านไปดูสิครับที่เขียว ๆ เป็นอย่างนี้ไปแล้ว แล้วผมเชื่อว่า เป็นที่ประจักษ์ของประชาชนคนไทยทั้งประเทศ รวมทั้งท่านกรรมาธิการ และ สปท. ทุกท่าน เพราะอะไร เพราะส่วนใหญ่ทําไร่เลื่อนลอยในอดีตเป็นสาเหตุหลัก ข้าวโพด มันสําปะหลัง ร้อยแปดจิปาถะ เพื่อดํารงชีวิตเขาหรือโลภมากเพราะอยากรวย

ต่อไปครับ นี่การทําไร่ข้าวโพดมีต้นข้าวโพดเลย ท่านไปดูได้ถ้าฤดูนี้ยังไม่มี เพราะเนื่องจากเขาเก็บเกี่ยวแล้วก็ต้องไปดูฤดูฝน แต่ที่สําคัญที่สุดท่านประธานครับ ผมตกใจ เมื่อองค์การนาซา (NASA) เผยแพร่ภาพถ่ายประเทศไทยจากดาวเทียมเมื่อวันที่ ๑๕ มีนาคม ๒๕๕๙ ปีนี้เอง เป็นอย่างนี้เลยครับ ใช้คําว่า เกือบจะไม่มีป่าเหลือเลย ที่อยู่อย่างนี้ ทีนี้ถามว่าหลังจากที่มีการเผยแพร่โดยองค์การนาซา (NASA) ไปแล้ว ท่านที่ออกมาตอบโต้ หรืออธิบายท่านแรก ๆ เลย ท่านจําชื่อนี้ได้ไหมครับ ท่านอธิบดีกรมป่าไม้ ชื่อท่านชลธิศ สุรัสวดี ให้สัมภาษณ์เมื่อ ๒๑ เมษายน ๒๕๕๙ ว่าป่าไม้เหลือ ๑๐๐.๒๘ ล้านไร่ คิดเป็น ๓๒ เปอร์เซ็นต์ แล้วท่านก็บอกต่อไปว่าเขาถ่ายเมื่อมันอยู่ในฤดูแล้ง ถ้าเป็นฤดูฝน มันจะเขียวกว่านี้แน่นอน บ้านผมยังทําข้าวโพดอยู่เลยนะครับ ที่เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ พอถึงหน้าฝนเขาปลูกข้าวโพดถ่ายทีไรก็เขียว ผมไปดูดาวเทียม ทั้งอําเภอพัฒนานิคมนี่เขียว แต่ทันทีที่หมดฝนก็เป็นภาพขวามือเมื่อกี้นี้ที่ผมบอก ภาพดาวเทียม มันจะเหลือป่าจริง ๆ นอกนั้นก็คือเป็นสีน้ําตาลไปหมดเพราะเขาเก็บเกี่ยวแล้ว ต่อมาผมฟังท่านสมชัย มาเสถียร รองอธิบดีกรมป่าไม้ ก็พูดเรื่องนี้อีกพูดว่าอย่างไรรู้ไหมครับ พูดว่าปัจจุบันนี้ ๖ จังหวัดไม่มีป่า เหลือเลย เช่น จังหวัดนครปฐม จังหวัดนนทบุรี จังหวัดปทุมธานี จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จังหวัดสิงห์บุรี จังหวัดอ่างทอง ผมก็เถียงท่านไม่ได้ แน่นอนไม่เหลือป่า เพราะไม่มีป่า มีแต่ต้นมะม่วง พืชพันธุ์ธัญญาหารที่เป็นไม้เศรษฐกิจ ท่านครับ อีกไม่กี่วันก็จะถึง วันป่าไม้โลกแล้ว โลกทั้งโลกเขากําหนดวันที่ ๒๑ มีนาคมของทุกปีเป็นวันป่าไม้โลก หรือเรียกว่าเวิลด์ ฟอเรสทรี เดย์ (World Forestry Day) แล้วก็พอดีที่ท่านนําเรื่องนี้เข้ามา ในที่ประชุม สปท. ซึ่งผมก็ภูมิใจน้อย ๆ ว่ายังมีความหวังสําหรับประเทศไทยนะครับ เมื่อเห็น ภาพของนาซา (NASA) แล้ว ท่านไม่ต้องเถียงผมนะครับ ท่านก็อธิบายกับนาซา (NASA) ว่าจริงหรือไม่จริง เขาถ่ายมาจริง ๆ นะครับ แล้วจากการที่ป่าหมดเช่นนี้มันทําให้เกิดอะไร ผมเดินทางไปน้ําชุน น้ําก้อ เมื่อวันที่ ๑๒ สิงหาคม ๒๕๔๔ หลังจากเกิดเหตุไม่ถึง ๑๐ ชั่วโมง ท่านดูภาพน้ําชุน น้ําก้อที่ป่าสัก ท่านเชื่อหรือไม่ ผมไปดูกับตานะครับว่ามันต้องใช้คําว่า ย่อยยับ บ้านทั้งหลังถูกไม้ซุงกระแทกพังวินาศสันตะโร แล้วเราก็ไปช่วยกัน สด ๆ ร้อน ๆ ใน ๑๑ จังหวัดเพิ่งจะเสร็จหมาด ๆ แล้วผมเชื่อว่าพวกเรา สปท. หลายท่านอยู่ในที่นี้ ก็มีภูมิลําเนาอยู่ในพื้นที่ ๑๑ จังหวัด ถามว่าทําไม ก็เพราะป่ามันหมดครับ แล้วท่านกรรมาธิการก็บอกแล้วว่าถ้าเป็นป่าธรรมชาติการดูดซับน้ําได้ตั้ง ๕๐๐ กว่า เมื่อเปรียบเทียบกับข้าวโพดหรือยางพาราดูดซับน้ําได้น้อยมาก อยู่ในรายงานการประชุมแล้ว ผมไม่จําเป็นต้องพูด ทีนี้สิ่งที่ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพ ก็คือว่าเรากําลังรณรงค์ปลูกป่า ถ้าเราปลูกป่าอย่างนี้นะครับ ถามว่าแล้วได้ผลไหม ผมคิดว่า ไม่กี่เปอร์เซ็นต์ ไม่ว่าจะปลูกด้วยเจ้าหน้าที่ หรือปลูกด้วยภาคเอกชน คนธรรมดาก็ตาม เพราะอะไร เมื่อเราจะปลูกเราก็บอกคราวนี้เราจะปลูกกระถิน คราวนี้เราจะปลูกยาง เขาเรียกปลูกไม้เชิงเดี่ยว ถามว่าอะไรเกิดขึ้น ตายเสียเกินครึ่ง ไม่เชื่อท่านไปดูก็ได้ ในชีวิตผม ปลูกป่าครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๖ ที่ปลูกเป็นเรื่องเป็นราวนะครับ เมื่อเป็นผู้ช่วย ปลัดกระทรวงแรงงานไปปลูกที่จังหวัดพิจิตร ถามว่าทําไมต้องปลูกพืชหลาย ๆ อย่าง ลงในพื้นที่ ดังที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๙ บอกว่า ปล่อยป่าไว้เฉย ๆ สัก ๕ ปี ๑๐ ปีมันก็ขึ้นเอง แล้วมันจะขึ้นมากมายเป็นความหลากหลายทางชีวภาพ ข้อเสนอครับ ท่านประธานจะจบแล้วครับ

ข้อที่ ๑ ผมเสนอว่าต้องหยุดยั้งการทําลายป่าอย่างเด็ดขาด คือแก้ไขปัญหา คนยากจนให้มีที่ดินทํากิน ให้ยั่งยืน ซึ่งรัฐบาลกําลังทําอยู่แล้ว ที่ท่านกําลังจะทํายุทธศาสตร์ ๒๐ ปี อันนี้เป็นการแก้ไขปัญหาระยะยาว สิ่งที่จะต้องหยุดยั้งฉับพลันเลยก็คือว่า ต้องแก้ไขปัญหาคนรวยที่อยากรวยเพิ่ม ๆ ขึ้น ไปทํารีสอร์ต (Resort) อย่างที่ ท่านกรรมาธิการว่าสักครู่นี้นะครับ ให้หยุดหรือไม่กระทําต่อไป

ข้อ ๒ ต้องจัดการกับผู้บุกรุกทําลายป่าทั้งทางตรงและทางอ้อม เหมือนที่ ท่านกรรมาธิการบอก ริบทรัพย์ ร้อยแปดจิปาถะ เหมือนการใช้กฎหมายป้องกันยาเสพติด ยึดไว้ก่อนแล้วเคลียร์ (Clear) ทีหลัง

ข้อ ๓ ต้องรณรงค์ให้มีการปลูกป่าอย่างจริงจัง ไม่ใช่ปลูกเล่น ๆ แล้วก็ไม่รอด ปลูกแล้วไม่ได้ไปดู เหมือนเรามีลูกแล้วก็ทิ้ง ๆ ขว้าง ๆ เหมือนบางคนไม่ได้ดูแล แล้วเป็นอย่างไร เด็กก็มีปัญหา โตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ที่มีปัญหา

ข้อ ๔ สิ่งสําคัญที่สุดต้องให้ความรู้กับนักเรียน นักศึกษา ตั้งแต่ระดับอนุบาล ถึงมหาวิทยาลัย ให้เขารักต้นไม้ รู้จักปลูกต้นไม้ รักป่าไม้ ถ้าเขาไม่เคยเห็นต้นไม้ ไม่เคยปลูก ไม่เคยรดน้ํา ใช้คําว่า รัก นี่ลําบากครับ ผมกราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพผ่านไปยัง กรรมาธิการ สิ่งที่ผมกราบเรียนอาจจะมีสาระบ้างเล็กน้อย ท่านลองไปคิดดูก็แล้วกันครับ แต่ผมอย่างไรก็ชื่นชมและเห็นด้วยที่เราทําถูกเวลา ถูกที่ กราบขอบพระคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอบคุณท่านสุรินทร์ครับ

คณะบุคคลที่ได้ขออนุญาตเข้าฟังการประชุมในขณะนี้ คือ คณะครู และนักเรียน โรงเรียนนาเชือกพิทยาสรรค์ จังหวัดมหาสารคาม จํานวน ๕๒ ท่าน ขอต้อนรับ สู่สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ซึ่งเรากําลังพิจารณาการปฏิรูปทรัพยากรธรรมชาติ และป่าไม้ โดยเฉพาะมาตรการแก้ปัญหาที่ดินในพื้นที่ป่าอนุรักษ์

ต่อไปขอเชิญท่านกษิต ภิรมย์ อดีตเอกอัครราชทูต อดีตรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการต่างประเทศ อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ ขอเชิญครับ

นายกษิต ภิรมย์ 🔗

ขอบคุณครับท่านประธาน ผม กษิต ภิรมย์ สมาชิก สปท. ลําดับที่ ๗ ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานช่วยบอกเพื่อน ๆ กรรมาธิการนั่งสบายใจนะครับ เที่ยวนี้ขอชมเชยผลงานอันยอดเยี่ยม ปึกใหญ่ ๒๐๐ หน้า แล้วพวกเราก็ได้มีเวลา อ่านไปประมาณ ๑ สัปดาห์ที่ผ่านมา ต้องขอขอบคุณกับผลงานอันสําคัญอันนี้ที่ครอบคลุม รวบรวมประเด็นปัญหา แนวทางแก้ไขไว้อย่างกว้างขวาง ลึกซึ้ง ฉะนั้นสิ่งแรกที่ผม อยากจะเสนอคืออยากจะให้เอกสารนี้ไม่ใช่เพียงส่งไปที่ คสช. ครม. แล้วก็มีการส่งต่อไปที่ สภานิติบัญญัติแห่งชาติเพื่อจะออกกฎหมาย โดยเป็นเอกสารที่ดีมาก ประชุมตั้ง ๓๐ ครั้ง ไปกันมาทั่วประเทศไทยเป็นผลงานอันสําคัญ อยากจะให้ใส่ในเว็บไซต์ (Web Site) ของสภา ของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ของกระทรวงมหาดไทย แล้วก็ แจกให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ ไปทุกโรงเรียน ทุกมหาวิทยาลัย องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อาจจะเป็นคําสั่งของท่านนายกรัฐมนตรีให้เป็นสิ่งที่ทุกคนต้องอ่าน แล้วก็ทําความเข้าใจ เป็นสําคัญ เพื่อจะได้ให้ประชาชนทั้ง ๖๗ ล้านคนร่วมกันในการที่จะรักษา ฟื้นฟู แล้วก็เอาป่า กลับคืนมา แล้วก็อยากจะฝากกับเยาวชนที่นั่งอยู่ข้างหลัง ช่วยกลับไปบอกคุณพ่อ คุณแม่ พี่น้อง ท่านที่มีตําแหน่งในท้องถิ่น ครูบาอาจารย์ที่โรงเรียนด้วยว่าวันนี้ได้มาฟังสิ่งที่สําคัญที่สุด เรื่องหนึ่งของประเทศไทยคือเรื่องของป่าไม้ ก็อยากจะให้กระจายให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ นั่นเป็นข้อเสนออันแรก

อันที่ ๒ ชีวิตของพวกเราที่ สปท. คงเหลืออีกไม่กี่เดือน แล้วโดยที่เอกสาร อันนี้เป็นเอกสารที่ดีมาก ๆ มีคุณภาพ เราก็น่าจะส่งทั้งปึกนี้ไปให้กับทาง คสช. ครม. ไปดําเนินการต่อ คงไม่มีความจําเป็นที่เรา สปท. มีเวลาอีก ๒-๓ เดือนจะมาตั้งคณะทํางาน แล้วมาทําอะไรพวกนี้ ผมคิดว่าไม่มีความจําเป็น ด้วยเหตุผลที่สําคัญคือนอกจากเวลา อันจํากัดแล้ว บุคลากรที่เราจะเรียกมาร่วมงานด้วยก็จะซ้ํากับที่นายกรัฐมนตรีเขาจะเชิญมา ประชุม หรือ สนช. จะเชิญมาประชุม ก็ข้าราชการชุดเดียวกันต้องเวียนไป ๓ แห่ง ซ้ํา ๆ ซาก ๆ ไม่มีความจําเป็น

คราวนี้มันก็มาประเด็นที่ ๓ ของผมว่าแล้วเวลาที่เราเหลืออยู่ ๒-๓ เดือน หรือจะ ๔ เดือน เราควรจะทําอะไรเป็นสําคัญ และผมคิดว่าเรา สปท. อยู่ในวิสัยที่จะทําได้ ผมใช้คําสองคําครับ อันที่ ๑ คือคําว่า ยับยั้ง กับอันที่ ๒ คือ เอาคืนมา แล้วก็จะยับยั้งอย่างไร เมื่อกี้เราก็ได้เห็นแผนที่ แล้วเราก็มีองค์กรดาวเทียมจิสดา (GISTDA) เราสามารถที่จะ ขอความร่วมมือจากเครือข่ายขององค์กรในสหประชาชาติ แม้กระทั่งมิตรประเทศที่เขามี ดาวเทียมเยอะแยะ จะเป็นสหรัฐอเมริกา จะเป็นจีน จะเป็นสหภาพยุโรป รัสเซียว่าช่วยเรา สักนิดหนึ่งถ่ายภาพให้มันละเอียดที่สุด คู่ขนานกันไปก็จะต้องมีการเดินสํารวจ ให้มันแน่ชัดด้วยเท้า แล้วก็ต้องมีการลาดตระเวนเพื่อยับยั้งมิให้มีการรุกป่าอีกแล้ว ในขณะเดียวกันก็สามารถที่จะเรียกคืนได้ แต่ไม่ใช่แค่นั้นเรามีเครื่องบินของกระทรวงเกษตร และสหกรณ์ ของสํานักงานตํารวจแห่งชาติ ของกองทัพอากาศ ของกองทัพบก แล้วก็ มีเฮลิคอปเตอร์ ผมอยากจะให้เครื่องบินเล็ก ๆ ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ของฝ่ายกองทัพ แล้วก็โดยเฉพาะเฮลิคอปเตอร์ทํางาน ๒๔ ชั่วโมงทุกวัน บินกันให้ว่อน บินกันให้ทั่ว เพื่อจะยับยั้งการบุกรุกทําลายป่า แล้วก็ใครควรจะเป็นแกนกลาง ณ วันนี้ ก็อยากจะให้มณฑลทหารบกทั่วประเทศร่วมกับทางกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมมาเป็นแม่งานหลัก แล้วก็ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์แน่นอน ทางกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ทางกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ก็สามารถที่จะสนับสนุนได้ และไม่ต้องรอช้าครับ เราสามารถที่จะพูดกับผู้แทนสหประชาชาติ ที่กรุงเทพฯ ได้หลายหน่วยงานว่าขอความร่วมมือเป็นการเร่งด่วนในการที่จะยับยั้ง การทําลายป่าอีกต่อไป นั่นเป็นประเด็นแรก ส่วนประเด็นที่ ๒ ขอเอาคืนมา ผมก็ขอมุ่งไปที่ ๒ พืชไร่ คือยางพารา ยางธรรมชาติ แล้วก็ข้าวโพดเป็นตัวทําลายป่าอย่างใหญ่หลวง ต้องเอาคืนมาให้หมดครับ แล้วทีนี้จะทําอย่างไร เดี๋ยวปริมาณของยางพาราหรือข้าวโพด ลดลง ก็ต้องหันกลับไปบอกกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ แล้วก็ทางภาคเอกชน แล้วก็ เกษตรกรว่าต่อไปนี้ตั้งแต่วันนี้ไป การที่จะเพิ่มผลผลิตไม่ใช่จะต้องไปเพิ่มพื้นที่ทํากิน แต่ต้องเพิ่มผลผลิตด้วยพื้นที่ทํากินที่มันจะต้องน้อยลง และในขณะเดียวกันก็จะต้อง มาส่งเสริมการทําการเกษตรในตัวเมืองที่เขาเรียกว่าเออร์บันฟาร์มมิง (Urban Farming) ซึ่งจะเป็นไลฟ์สไตล์ (Life Style) เป็นวิถีชีวิตใหม่ ๆ แล้วก็ลดการใช้น้ํา ปลูกบนอากาศก็ได้ ไม่ต้องใช้ดิน แขวนไว้ที่หน้าต่างก็ได้ หรือจะบนหลังคา อันนี้จะเป็นในทิศทาง ของเศรษฐกิจ ๔.๐ ที่รัฐบาลท่านประยุทธ์ได้พูดไปเยอะแยะ เรื่องเกษตรก็ต้องเป็นส่วนหนึ่ง เพราะฉะนั้นเราสามารถที่จะลดพื้นที่ทํากินเพื่อพืชไร่พืชสวนได้ โดยการมุ่งไปสู่ การเพิ่มผลผลิตด้วยพื้นที่น้อย ๆ ทั้งในต่างจังหวัด แล้วก็ในตัวเมืองทุกเมืองของประเทศไทย เป็นสําคัญ ในขณะเดียวกันก็ต้องดูแลป่า พืช สัตว์ป่าทั้งหลาย ประเด็นปัญหาวันนี้ก็ต้อง เร่งแก้ไขปัญหาของช้างที่ภาคตะวันออกโดยเฉพาะในจังหวัดจันทบุรี จังหวัดกาญจนบุรี แล้วก็ที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ไม่ต้องรอช้าต้องเริ่มดําเนินการเพื่อให้สัตว์ป่าอยู่กับคนได้ แต่ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ช้างมาทําลายไร่อ้อยหรือสวนมังคุด สวนลําไยที่จังหวัดจันทบุรี ปัญหาเพราะว่าพวกเรามนุษย์ได้เข้าไปรุกล้ํา เอารัดเอาเปรียบ แล้วก็รังแกสัตว์ป่า ต้องไม่มีการขยายพื้นที่เพื่อการเกษตรอีกต่อไปในประเทศไทย

นอกจากนั้นแล้วก็อยากจะฝากท่านประธานผ่านไปที่สภาในการหารือกับ แม่น้ํา ๒ สาย ๓ สาย ๔ สาย ๕ สาย ว่าจะต้องเอาจริงเอาจังกับผู้มีอิทธิพลท้องถิ่น มาในคราบของนักการเมืองส่วนกลาง นักการเมืองท้องถิ่น มีผลประโยชน์มากมายมหาศาล แล้วก็เป็นผู้ที่ได้กระทําตนเหนือกฎหมายมาตลอดเวลา ไม่ใช่ประชาชนคนยากคนจน มักจะเป็นกลุ่มทุนอิทธิพลอยู่ตลอดเวลา แล้วก็ในยุคปฏิรูป ในยุคปฏิวัติ ผลงานอันสําคัญ ที่ควรจะเกิดขึ้นได้คือการทําลายขบวนการมาเฟีย (Mafia) ในทุก ๆ เรื่องทั่วประเทศ มีอํานาจแล้วต้องทําแล้วต้องไม่เกรงอกเกรงใจกัน อันนี้เป็นเรื่องที่สําคัญ ผมก็ขอพูด ๓-๔ ประเด็นดังนี้ ก็ขอชมเชยคณะกรรมาธิการอีกครั้งผ่านท่านประธาน แล้วก็ขอเชิญชวน เพียง ๒ เรื่องเท่านั้นเอง ส่งรายงานอันนี้ไปให้รัฐบาลเขาดําเนินการ ไม่ใช่หน้าที่ของเรา ส่วนเวลาที่เหลืออีก ๒-๓ เดือน เรามายับยั้งแล้วเอาป่าคืนได้หรือไม่ เราอยู่ในวิสัยที่จะ กระทําได้ที่ สปท. ขอขอบคุณมากครับท่านประธาน

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ผมสอบถามท่านประธานบอกว่ารายงานปฏิรูปดังกล่าวนี้ติด ๓ ดาว ก็หมายความว่าการประชุมเวิร์กชอป (Workshop) ครั้งแรกที่จะมีขึ้นที่ทําเนียบรัฐบาล ระหว่างแม่น้ําสายสําคัญ ซึ่งมีท่านนายกรัฐมนตรีเป็นประธานในที่ประชุม สปท. เราจะนําเสนอรายงานปฏิรูปที่ติด ๓ ดาว ๒ ดาว ๑ ดาว เพราะฉะนั้นรายงานฉบับนี้ ก็เป็นที่มั่นใจตามข้อเสนอแนะท่านกษิต ภิรมย์ ว่าจะได้รับการพิจารณาอยู่ในการจัดลําดับ ความสําคัญลําดับต้น ๆ ของการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศในระยะที่ ๒ เป็นระยะที่ติด เทอร์โบ (Turbo) ของการปฏิรูป ต่อไปขอเชิญท่าน พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช ประธานกรรมการบริหารสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) อดีตสมาชิกสภาปฏิรูป แห่งชาติ อดีตกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ และอดีตสมาชิกวุฒิสภา ขอเชิญครับ

พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศที่เคารพ กระผม พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช สมาชิกสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ ขอขอบพระคุณท่านประธานที่ได้ให้โอกาสในการแสดงความคิดเห็น เรื่องที่คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม สปท. ได้นําเสนอ ก็คงจะมีความเห็นสอดคล้องกับเพื่อน สปท. ๒ ท่านแรกว่าเป็นวาระการปฏิรูป ที่มีความสําคัญ แล้วก็คงจะไม่เร็วเกินไปที่จะนําเสนอ เพราะเป็นปัญหาเรื้อรังของชาติที่เกิดขึ้น และนับวันก็จะมีแต่ผลเสียต่อสิ่งแวดล้อม ต่ออนาคตของประเทศเพิ่มมากขึ้น เรื่องการจัดระเบียบการใช้ประโยชน์ที่ดินป่าไม้และการเพิ่มพื้นที่ป่าของประเทศ : มาตรการแก้ไขปัญหาที่ดินในพื้นที่ป่าอนุรักษ์นี้อย่างที่ท่านกรรมาธิการได้ชี้แจงว่าได้มุ่งเน้น เรื่องของการให้คนอยู่ร่วมกับป่าให้ได้ ซึ่งถือว่าเป็นมาตรการที่จะช่วยแก้ไขได้ดีกว่าที่เรา จะใช้มาตรการในการผลักดัน ในการลงโทษ เพราะคนที่อยู่กับป่านั้นก็จะเป็นผู้ดูแลป่า ซึ่งตรงนี้เราก็ต้องรําลึกถึงแนวพระราชดําริในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ที่ได้ทรงให้แนวทางพระราชดําริว่าบ้านเล็กในป่าใหญ่ คือต้องให้ประชาชน ให้คนในพื้นที่ เป็นผู้ดูแลรักษาป่า ถ้าเราอบรมเขาให้มีจิตสํานึก มีความรักในผืนป่า ความรักในธรรมชาติ ก็น่าจะทําให้แนวคิดหรือแนวพระราชดํารินี้ประสบความสําเร็จได้ เพราะฉะนั้นการเลือก แนวทางการแก้ปัญหาที่กรรมาธิการได้นําเสนอผมก็เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง กรรมาธิการ ได้เสนอกฎหมายมา ๒ ฉบับ เนื่องจากเวลามีจํากัดผมจะขออนุญาตข้ามในเรื่องของกฎหมาย พระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติไปนะครับ แล้วไปพูดถึงพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครอง สัตว์ป่า ซึ่งเดิมนั้นเป็นของ พ.ศ. ๒๕๓๕ กรรมาธิการได้ยกร่างขึ้นมาใหม่ โดยได้ยกร่างเพิ่มไปถึง ๑๐๗ มาตรา ใน ๙ หมวด จากเดิม พ.ร.บ. สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. ๒๕๓๕ นั้น มีเพียงแค่ ๗๐ มาตรา ผมก็เห็นด้วยว่าถ้าจะไปแก้ของเก่าคงจะไม่ไหว ถ้า พ.ร.บ. นี้ผ่านก็ยกเลิก พ.ร.บ. ปี ๒๕๓๕ ออกเป็น พ.ร.บ. ใหม่ พ.ร.บ. ปี ๒๕๓๕ นั้น ใช้มา ๒๕ ปีแล้ว ก็เชื่อแน่ว่ามีหลายประเด็นที่อาจจะไม่ทันสมัย เพราะฉะนั้นแนวคิดของ กรรมาธิการและคณะทํางานในการยกร่างใหม่จึงคิดว่าเป็นแนวคิดที่ดี ผมเคยดํารงตําแหน่ง เป็นประธานกรรมการองค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทยอยู่ ๖-๗ ปี ตั้งแต่ปี ๒๕๓๘ จนถึง ปี ๒๕๔๕ ปี ๒๕๔๖ ก็จึงอยากจะลงในรายละเอียดนิดหนึ่ง ด้วยความชื่นชมในแนวคิดของท่าน ที่ได้ปรับปรุงข้อเสนอเกี่ยวกับเรื่องสัตว์ป่าโดยเฉพาะให้มีความทันสมัย แล้วก็เป็นการทําให้ มีประสิทธิภาพมากขึ้นกว่าพระราชบัญญัติ ปี ๒๕๓๕ อย่างเช่นประเด็นแรกเลย ในคําจํากัดความของท่านในมาตรา ๔ ที่ท่านพูดถึงซากสัตว์ป่า อันนี้ก็มีความหมายมาก ท่านเพิ่มไปนิดเดียว แต่มันจะช่วยการอนุรักษ์สัตว์ป่าได้เยอะแยะ ท่านเพิ่มคําว่า จะต้อง รวมถึงเลือด น้ําเชื้อ ไข่ หรือส่วนต่าง ๆ ของสัตว์ป่าที่แยกออกจากร่างของสัตว์ป่า ไม่ว่า จะยังมีชีวิตหรือตายแล้ว อันนี้เป็นการเพิ่มที่เฉียบคมมาก แสดงว่ารู้จริง ลงพื้นที่จริง จึงสามารถ เพิ่มเรื่องเหล่านี้ได้ เพราะมีคนเข้าไปขโมยไข่นกในพื้นที่อนุรักษ์สัตว์ป่า อย่างนี้เป็นต้น เดิมไม่ผิดกฎหมาย เพราะไม่มีกฎหมายบังคับอยู่ เพราะฉะนั้นก็ถือว่าเป็นคําจํากัดความ ที่ดีขึ้นมาก รวมถึงประเภทของสัตว์ควบคุม สัตว์สงวนต่าง ๆ ที่ท่านได้กล่าวแล้ว หรือแม้แต่ คําว่า สวนสัตว์ ใน พ.ร.บ. ปี ๒๕๓๕ ใช้คําว่า สวนสัตว์สาธารณะ พอคนเห็นก็จะเดินเข้าไปดู เพราะสวนสาธารณะอย่างสวนลุมพินีที่เราเดินไม่ต้องเสียเงิน แต่ในปี ๒๕๓๕ ไปใช้คําว่า สวนสัตว์สาธารณะ ท่านเลยแก้บอกให้ใช้คําว่า สวนสัตว์ เพราะมันไม่ใช่พับบลิกซู (Public Zoo) สวนสัตว์ในประเทศไทยที่จดทะเบียนกับกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เวลานี้มีอยู่ ๕๔ สวนสัตว์ เป็นสวนสัตว์ภายใต้องค์การสวนสัตว์ประมาณ ๙-๑๐ สวนสัตว์ องค์การสวนสัตว์ก็เพิ่มสวนสัตว์ขึ้นทุก ๒-๓ ปี สมัยผมเป็นประธาน เมื่อปี ๒๕๓๘ ปี ๒๕๓๙ มีแค่ ๕ สวนสัตว์เอง ปัจจุบันนี้มี ๙-๑๐ สวนสัตว์แล้ว แต่เป็นของ เอกชนอีก ๔๐ กว่าสวนสัตว์ รวมกันที่จดทะเบียนแล้ว ๕๔ สวนสัตว์ ไม่มีสวนสัตว์ไหน เป็นสวนสัตว์สาธารณะนะครับ เพราะต้องมีการลงทุน ต้องใช้เงินใช้ทองทั้งนั้น เพราะฉะนั้น ก็ต้องเก็บเงินจะเก็บมากเก็บน้อยก็แล้วแต่ เพราะฉะนั้นคําว่า สาธารณะ ถูกตัดออกไป ใน พ.ร.บ. ฉบับใหม่ก็สมแก่เหตุ

อีกอันหนึ่งที่ผมคิดว่า พ.ร.บ. ฉบับใหม่จะมีประสิทธิภาพมากขึ้น คือได้กําหนด บทลงโทษในการฝ่าฝืนบางเรื่องที่ผมกล่าวมา แล้วก็ทุก ๆ เรื่องเลย อันนี้ก็เป็นลักษณะของ การลงโทษ มีทั้งโทษจําและโทษปรับซึ่งเป็นเรื่องที่ดี เพราะกฎหมายปี ๒๕๓๕ นั้น ไม่มีบทลงโทษใด ๆ เลย เพราะฉะนั้นเมื่อฝ่าฝืนแล้วก็ส่งไปที่ศาล หรือไปที่ไหนก็ไม่มีแนวทาง ในการที่จะดําเนินการ

อีกประเด็นหนึ่งในมาตรา ๑๕ ผู้ใดมีไว้ในครอบครองซึ่งสัตว์ป่าควบคุม หรือซากสัตว์ป่าดังกล่าว ให้มาแจ้งการครอบครองต่อพนักงานเจ้าหน้าที่และต้องปฏิบัติตาม หลักเกณฑ์และเงื่อนไขการครอบครองตามที่อธิบดีกําหนด มาตรานี้จะช่วยให้คนไม่ต้อง ถูกกล่าวโทษได้เยอะมากเลย การครอบครองสัตว์ป่าบางทีมันเป็นเหตุที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ ท่านประธานอลงกรณ์ ขออนุญาตเอ่ยนามท่าน ท่านอยู่เพชรบุรี แถวแก่งกระจานลงไปจนถึง จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จังหวัดชุมพร วัวกระทิงแถวนั้นห้าวมาก พอหาตัวเมียไม่ได้ก็ลงจากป่า เข้ามาผสมพันธุ์กับวัวของชาวบ้านตามแนวขอบป่าก็เกิดปัญหา เกิดไฮบริด (Hybrid) ขึ้นมา เกิดลูกวัวซึ่งพ่อเป็นกระทิง เข้าข่ายเป็นสัตว์ป่าสงวน สัตว์ป่าควบคุม ก็ทําให้ไม่สามารถจะเก็บไว้ได้ หรือเจ้าหน้าที่มาเจอก็ถูกกล่าวหาว่ากระทําผิด พ.ร.บ. เพราะฉะนั้นตรงนี้ถ้าเกิดเหตุนี้ก็ไปแจ้งกับเจ้าหน้าที่และขอครอบครองได้ กลับมาพูดถึงเรื่อง สวนสัตว์อีกสักนิดหนึ่ง เรื่องสวนสัตว์ท่านได้ขยายความไว้พอสมควรว่าสวนสัตว์คืออะไร สวนสัตว์มีหน้าที่อย่างไร แต่ประเด็นในเรื่องสวนสัตว์ ในเรื่องการจดทะเบียนสวนสัตว์ อย่างที่ผมเรียนแล้วอยู่ที่อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ถ้าเป็นสัตว์บก ถ้าเป็นสัตว์ทะเลก็อยู่ที่อธิบดีกรมประมงเดิม เพราะฉะนั้นตรงนี้การกําหนดหลักเกณฑ์ ในการจดทะเบียนสวนสัตว์ไปอยู่ในกฎหมายรอง เรียกว่ากฎกระทรวง (ฉบับที่ ๙) พ.ศ. ๒๕๔๒ ก็จะกําหนดหลักเกณฑ์ว่าการจดทะเบียนสวนสัตว์นั้นจะต้องมีขั้นตอนอย่างไร ต้องจ่ายเงินเท่าไร แล้วก็อายุของใบอนุญาต ผมก็ฝากไว้นิดหนึ่ง เพราะกฎกระทรวงนี่ ออกโดยคณะกรรมการซึ่งท่านกําหนดไว้ใน พ.ร.บ. ฉบับนี้ พอไปออกกฎกระทรวงบอกว่า ใบอนุญาตมีใบละ ๕ ปี ก็ไปเกิดปัญหากับเจ้าของสวนสัตว์ สวนสัตว์นี่อย่าไปนึกถึง ภาพของสวนสัตว์เล็ก ๆ อย่างที่จังหวัดลพบุรีอะไรอย่างนี้ สวนนงนุช ต้องขออนุญาตเป็น สวนสัตว์นะครับ เพราะมีการแสดงช้าง มีการแสดงสัตว์ต่าง ๆ และยังมีสวนเสือศรีราชา พวกนี้ก็เป็นสวนสัตว์ทั้งนั้น ต้องขออนุญาตทั้งนั้น พอไปกําหนดว่าให้ใบอนุญาตมีอายุ ๕ ปี เขาก็จะเกิดปัญหาในด้านการเงิน การไปกู้เงินเพื่อมาลงทุน สวนสัตว์ของไทย ๕๐ กว่าสวนสัตว์ ผมคิดว่านําเงินเข้าสู่ประเทศไม่ใช่เป็นร้อยเป็นพัน แต่เป็นหมื่นล้านบาท เดี๋ยวนี้เราส่งเสริมการเที่ยวเชิงอนุรักษ์ การเที่ยวเชิงธรรมชาติ การเที่ยวเชิงสิ่งแวดล้อม เพราะฉะนั้นการแสดงของสัตว์ ปางช้างต่าง ๆ ที่จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จังหวัดชลบุรี จังหวัดภูเก็ต กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีความสําคัญ ทัวร์ (Tour) จีน ที่ซาฟารีเวิลด์ กม. ๘ รามอินทรา เจ้าของบอกผมบอกว่าแต่ละวันมีเฉพาะชาวอินเดีย อย่างเดียวเข้าไปเที่ยววันละ ๔,๐๐๐ กว่าคน เพราะฉะนั้นเราจะเห็นว่าสวนสัตว์ทั้งหลาย กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สําคัญ เพราะอย่างอื่นดูไปก็เบื่อแล้ว แต่สวนสัตว์จะมีการแสดง แล้วคนที่บริหารสวนสัตว์เขาก็จะปรับเปลี่ยนการดึงดูดคน ไนท์ซาฟารีที่จังหวัดเชียงใหม่ ผมไปดูมาเมื่อวันที่ ๗ มกราคมที่ผ่านมานี้เอง เดี๋ยวนี้มีการแสดงวัฒนธรรม มีการแสดงสัตว์ มีการพาดูสัตว์ต่าง ๆ ๒๐๐ กว่าบาท ใช้เวลา ๒ ชั่วโมง ซึ่งถือว่าคุ้มค่ามาก ได้อุ้มสิงโต ตัวเล็ก ๆ ด้วย เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้จึงอยากจะฝากไว้ ในภาพต่อไปเราพูดถึงคณะกรรมการ ที่ดูแล พ.ร.บ. ฉบับนี้ ซึ่งมีรัฐมนตรีเป็นประธาน ก็ได้ปรับเปลี่ยนองค์ประกอบให้มีกรรมการ โดยตําแหน่ง ๑๗ คน เพิ่มมากขึ้น ให้ครอบคลุม มีผู้ทรงคุณวุฒิอยู่ ๑๑-๑๕ คน ผมคิดว่า องค์ประกอบใหม่ของคณะกรรมการที่จะดูแล พ.ร.บ. ฉบับนี้ก็น่าที่จะครอบคลุมมากขึ้น แล้วก็มีอํานาจหน้าที่มากพอสมควรในการที่จะดูแลเรื่องของสัตว์ป่าต่าง ๆ

ประเด็นสุดท้ายครับท่านประธาน คือการบริหารและจัดการเขตรักษา พันธุ์สัตว์ป่า อยู่ใน พ.ร.บ. ฉบับนี้ ในมาตรา ๔๕ เป็นต้นไป อันนี้ถือเป็นนวัตกรรมใหม่เลย ทําไมเราจึงต้องมีการบริหารจัดการเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ท่านทราบหรือไม่ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าในประเทศไทยมีอยู่ถึง ๒๓ ล้านไร่ นี่ตามข้อมูลของกรรมาธิการ ถ้าผิดถูกต้องไปโทษท่านกรรมาธิการ คิดเป็นร้อยละ ๗ กว่า ๆ ของพื้นที่ป่าทั้งหมด ของประเทศไทย เพราะฉะนั้น พ.ร.บ. ฉบับนี้จึงมีความสําคัญ แล้วก็การกําหนดขอบเขตอํานาจหน้าที่ แล้วก็ให้มีกรรมการมากํากับการบริหารดูแล เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า และรวมถึงการใช้ประโยชน์ความหลากหลายทางชีวภาพ เดี๋ยวนี้ เป็นศัพท์ที่ใครพูดแล้วจะดูโก้มาก ความหลากหลายทางชีวภาพ อยู่ในรัฐธรรมนูญ ผมไม่แน่ใจฉบับนี้มีหรือเปล่า ฉบับที่ผมยกร่างมีนะครับ แล้วก็ไปอยู่ในกฎหมายต่าง ๆ เพราะฉะนั้นอันนี้ก็เป็นเรื่องที่สําคัญที่เราจะต้องมีการดูแลให้ความหลากหลาย ทางชีวภาพนั้นมันยังคงอยู่ในป่า ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าต่าง ๆ โดยสรุปก็ขอแสดง ความเห็นด้วย แล้วก็ชื่นชมกับผลงานของท่านกรรมาธิการ ท่านอนุกรรมาธิการ ท่านคณะทํางาน ที่ได้ทุ่มเทให้กับการทํางานชิ้นนี้ ผมนั่งฟังมาในรถบอกว่าใช้เวลากว่า ๗ เดือน ผลงานนี้ผมคิดว่าท่านประธานอนุกรรมาธิการอาจจะได้ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ เหมือนฉบับที่แล้วอีกสักครั้งหนึ่งนะครับ ขอบพระคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอบคุณท่านเลิศรัตน์ครับ ต่อไปขอเชิญท่านอรมน ทรัพย์ทวีธรรม รองอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา ขอเชิญครับ

นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศและสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่เคารพ ดิฉัน นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม สมาชิก สปท. ลําดับที่ ๑๘๘ ขอร่วมชื่นชมและขอบคุณคณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อมที่ได้ศึกษาวิเคราะห์ และจัดทํารายงานข้อเสนอ เรื่อง การจัดระเบียบการใช้ประโยชน์ที่ดินป่าไม้ และเพิ่มพื้นที่ป่า ของประเทศ และได้เสนอมาตรการแก้ไขปัญหาโดยบูรณาการการดําเนินงาน จากทุกภาคส่วน ท่านประธานที่เคารพ ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีความหลากหลาย ทางชีวภาพ ภูมิปัญญาท้องถิ่นและการแสดงออกทางวัฒนธรรม ไทยจึงเป็นหนึ่งในประเทศ กําลังพัฒนาที่ร่วมผลักดันให้มีการส่งเสริม อนุรักษ์ ใช้ประโยชน์จากความหลากหลาย ทางชีวภาพอย่างยั่งยืน แบ่งปันผลประโยชน์ที่ได้จากการใช้ทรัพยากรพันธุกรรม อย่างเท่าเทียมและยุติธรรม ทั้งในการเจรจาระดับพหุภาคี ภูมิภาค และทวิภาคี ประเทศไทย ได้ลงนามอนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ หรือที่เราเรียกกันว่าซีบีดี (CBD) เมื่อวันที่ ๑๒ มิถุนายน ๒๕๓๕ ให้สัตยาบันอนุสัญญาดังกล่าวเมื่อวันที่ ๓๑ ตุลาคม ๒๕๔๖ ซึ่งมีผลใช้บังคับต่อไทยเมื่อวันที่ ๒๙ มกราคม ๒๕๔๗ ไทยยังลงนามรับรองพิธีสารนาโกยะ ว่าด้วยการเข้าถึงทรัพยากรพันธุกรรม และการแบ่งปันผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นจากการใช้ ประโยชน์ทรัพยากรพันธุกรรมอย่างเท่าเทียมและยุติธรรม เมื่อวันที่ ๓๑ มกราคม ๒๕๕๕ ซึ่งปัจจุบันไทยอยู่ระหว่างการดําเนินการเพื่อรองรับการเข้าเป็นภาคีพิธีสารดังกล่าว อย่างไรก็ดีการคุ้มครองป้องกันผู้อื่นหรือต่างชาตินําทรัพยากรพันธุกรรมของไทยไปใช้ อย่างไม่เหมาะสม ยังไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร และยังไม่มีกลไกการติดตามตรวจสอบ หรือที่เราเรียกกันว่าเช็กพอยต์ (Checkpoint) การปฏิบัติการตามข้อกําหนดเรื่อง การเปิดเผยแหล่งที่มา ขออนุญาตก่อนใช้ และแบ่งปันผลประโยชน์จากการต่อยอด หรือใช้ความหลากหลายทางชีวภาพของไทยกลับคืนสู่ชุมชนผู้เป็นเจ้าของทรัพยากร ดังเช่นที่หลายท่านอาจจะเคยได้ยินข่าวว่า มีนักวิจัยนําพันธุ์พืชของไทยไปวิจัยเพื่อปรับปรุง ต่อยอด และไปยื่นจดสิทธิบัตรในต่างประเทศ เป็นต้น ท่านประธานที่เคารพ ดิฉันดีใจ ที่เห็นว่าข้อเสนอของกรรมาธิการพยายามแก้ปัญหานี้ และในการชี้แจงเหตุผลของเอกสาร ข้อเสนอหน้า ๑๐๖ และหน้า ๒๐๓ ดิฉันเห็นด้วยในหลักการของข้อเสนอการขับเคลื่อน การปฏิรูปของคณะกรรมาธิการที่เสนอร่าง พ.ร.บ. อุทยานแห่งชาติ พ.ศ. .... มาตรา ๓๘ และร่าง พ.ร.บ. สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. .... มาตรา ๖๖ เรื่องการใช้ประโยชน์ จากความหลากหลายทางชีวภาพว่า ต้องสอดคล้องกับหลักการของพันธกรณีระหว่างประเทศ ว่าด้วยการขออนุญาตก่อนใช้ การทําข้อตกลงและแบ่งปันผลประโยชน์ ซึ่งกําหนดว่า ในร่าง พ.ร.บ. อุทยานแห่งชาติ พ.ศ. .... มาตรา ๓๘ ผู้ใดเก็บ จัดหา หรือรวบรวมพันธุ์ไม้ พันธุ์สัตว์ หรือส่วนหนึ่งส่วนใดของพันธุ์ไม้หรือพันธุ์สัตว์ดังกล่าว รวมถึงความหลากหลาย ทางชีวภาพในอุทยานแห่งชาติ วนอุทยาน สวนพฤกษศาสตร์ สวนรุกขชาติ เพื่อการศึกษา หรือวิจัยทางวิชาการในเชิงการค้าจะต้องได้รับอนุญาตตามมาตรา ๒๕ (๑) จะต้องทํา ข้อตกลงแบ่งปันผลประโยชน์ และนํารายได้ตามข้อตกลงแบ่งปันผลประโยชน์ ส่งกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช และในมาตรา ๖๖ ร่าง พ.ร.บ. สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. .... กําหนดว่า ผู้ใดจัดเก็บ จัดหา หรือรวบรวมพันธุ์พืชป่า พันธุ์สัตว์ป่า หรือส่วนหนึ่งส่วนใดของพันธุ์พืชป่า หรือพันธุ์สัตว์ป่าดังกล่าว รวมถึงความหลากหลายทางชีวภาพในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า หรือเขตห้ามล่าสัตว์ป่า และการเก็บ จัดหา หรือรวบรวมพันธุ์สัตว์ป่าสงวนหรือพันธุ์สัตว์ป่า คุ้มครอง เพื่อการศึกษาหรือวิจัยทางวิชาการ นอกจากจะได้รับอนุญาตตาม พ.ร.บ. นี้จะต้อง ทําข้อตกลงแบ่งปันผลประโยชน์อีกด้วย และนํารายได้ตามข้อตกลงแบ่งปันผลประโยชน์ ส่งเข้าเป็นรายได้เพื่อการอนุรักษ์สัตว์ป่า

อย่างไรก็ดีดิฉันมีข้อสังเกต ๒ ประการที่จะขอเรียนในสภาก็คือ

ข้อสังเกตประการแรก มาตรา ๓๘ ของร่าง พ.ร.บ. อุทยานแห่งชาติ เน้นเรื่องการศึกษาหรือวิจัยทางวิชาการในเชิงการค้า ขณะที่มาตรา ๖๖ ของร่าง พ.ร.บ. สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า กําหนดขอบเขตการบังคับใช้หลักการการขออนุญาตก่อนใช้ และการทําข้อตกลงแบ่งปันผลประโยชน์สําหรับการใช้เพื่อการศึกษาหรือวิจัยทางวิชาการ โดยไม่มีคําว่า ในเชิงการค้า จึงขอสอบถามว่ามีเหตุผลใดหรือไม่ที่การยกร่างมาตรา ๓๘ ของ พ.ร.บ. อุทยานแห่งชาติ และ มาตรา ๖๖ ของ พ.ร.บ. สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่าต่างกัน โดยเฉพาะในส่วนการวิจัยเชิงวิชาการที่มี และไม่มีคําว่า ในเชิงการค้า โดยดิฉันเห็นว่า ในมาตรา ๖๖ ของร่าง พ.ร.บ. สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่ากําหนดให้ขออนุญาต และทําข้อตกลงแบ่งปันผลประโยชน์สําหรับการศึกษาวิจัยทางวิชาการโดยไม่มีคําว่า ในเชิงการค้า ซึ่งก็อาจจะตีความได้ว่า รวมถึงการวิจัยพื้นฐานที่ยังไม่ได้มีการวิเคราะห์ ความเป็นไปได้ในการวางจําหน่ายในท้องตลาด จะเกิดภาระกับนักวิจัยจนเกินไป จนเป็นอุปสรรคต่อการวิจัยและพัฒนาพื้นฐานของประเทศหรือไม่ ดิฉันเห็นว่าควรใช้แนวทาง ยกร่างตามมาตรา ๓๘ ของร่าง พ.ร.บ. อุทยานแห่งชาติ ทั้งนี้ หากเปรียบเทียบกับ มาตรา ๔๘ ของ พ.ร.บ. คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. ๒๕๔๒ และมาตรา ๖๖ ของร่าง พ.ร.บ. สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า จะเห็นได้ว่ามาตรา ๖๖ ของร่าง พ.ร.บ. ที่เสนอมานี้มีขอบเขต การบังคับใช้หลักการเรื่องการขออนุญาต และการทําข้อตกลงและแบ่งปันผลประโยชน์ ที่กว้างกว่า พ.ร.บ. คุ้มครองพันธุ์พืช ซึ่งจํากัดเฉพาะกรณีปรับปรุงพันธุ์ ศึกษาทดลอง หรือวิจัยเพื่อผลประโยชน์ในทางการค้าเท่านั้น

ข้อสังเกตประการที่ ๒ ไทยควรสร้างกลไกกํากับ ดูแล ตรวจสอบ หรือที่เรียกว่าเช็กพอยต์ (Checkpoint) ผู้ใช้ประโยชน์จากความหลากหลายทางชีวภาพ ของไทยไปทําการพัฒนาต่อยอด และยื่นขอจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาในประเทศไทย ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ซึ่งการดําเนินการดังกล่าวจะมีประสิทธิภาพได้ก็จะต้อง มีการบูรณาการทางกฎหมายและกฎระเบียบปฏิบัติของทั้งหน่วยงานต้นน้ํา เช่น พันธุ์พืช โดยกรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย และสมุนไพร โดยกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข หรือพันธุ์สัตว์ป่า โดยกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช และหน่วยงานปลายน้ํา ได้แก่ กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ ซึ่งสอดคล้องกับข้อเสนอการปฏิรูป ระบบทรัพย์สินทางปัญญาของ สปท. ซึ่งได้นําเสนอต่อรัฐบาลแล้ว ดิฉันจึงเห็นควรเพิ่มเติม ในร่าง พ.ร.บ. ทั้ง ๒ ฉบับ ให้สามารถออกอนุบัญญัติรับรองการปฏิบัติตามการแก้ไข พ.ร.บ. สิทธิบัตรในอนาคต ซึ่งอาจกําหนดให้ผู้ยื่นคําขอสิทธิบัตรแสดงหลักฐานว่า ได้ขออนุญาตก่อนใช้ ทําข้อตกลงและแบ่งปันผลประโยชน์กับบุคคลหรือหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้อง เช่นหนังสือรับรองที่ออกโดยกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เป็นต้น เพื่อตรวจสอบหรือเป็นเช็กพอยต์ (Checkpoint) ก่อนมีการออกสิทธิบัตรให้แก่การวิจัย ที่มีการพัฒนาต่อยอดจากทรัพยากรความหลากหลายทางชีวภาพของไทยให้มีประสิทธิภาพ ยิ่งขึ้น และผลประโยชน์จะถูกส่งย้อนกลับมาสู่ประเทศชาติและชุมชนผู้เป็นเจ้าของ ทรัพยากรชีวภาพ กล่าวโดยสรุป คือดิฉันชื่นชม แล้วก็เห็นด้วยกับข้อเสนอของ คณะกรรมาธิการ แต่ว่ามีข้อสังเกต ๒ ประการ ขอบคุณค่ะ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอบคุณมากครับ

ขอต้อนรับคณะสมาคมนักธุรกิจจากกรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน และสื่อมวลชน หนีห่าวครับ

ต่อไปขอเชิญท่านนิกร จํานง อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อดีตรัฐมนตรี ช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ขอเชิญครับ

นายนิกร จํานง 🔗

เรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม นิกร จํานง สมาชิก ลําดับที่ ๗๙ อยากจะเรียนว่าเกี่ยวกับเรื่องที่เราพิจารณาการจัดระเบียบการใช้ประโยชน์ ในที่ดินป่าไม้และการเพิ่มพื้นที่ป่าของประเทศนี่นะครับ เกี่ยวกับเรื่องมาตรการเหล่านี้ ในภาพรวมผมเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งกับการเสนอของคณะกรรมาธิการ พร้อมกับการเสนอ แก้ไขปัญหาในการบุกรุกพื้นที่ป่าซึ่งเป็นปัญหายืดเยื้อมายาวนาน เป็นปัญหาที่มีความซับซ้อน แก้ไขยากมาก กฎหมายก็ยังไม่ครอบคลุม แล้วรายละเอียดก็มีปัญหาในการปฏิบัติอีก รวมทั้ง มาตรการในอดีตที่ไม่สามารถแก้ปัญหาเด็ดขาดได้ ที่ท่านได้เสนอไป ผมมีคําถามเล็กน้อย ก่อนที่จะเข้าสู่รายละเอียด ก็คือว่าผมเห็นเป้าหมายในหน้า ๑๓ คืออันนี้เป็นการเช็ก (Check) ในเรื่องเชิงนโยบายเท่านั้นเองว่าท่านต้องการกําหนดนโยบายให้มีป่าอนุรักษ์ ไม่น้อยกว่าร้อยละ ๒๕ ของพื้นที่ประเทศ ผมตั้งคําถามว่าเป็นการเช็ก (Check) เหมือนกับ เราทําไฮโปทีสิส (Hypothesis) เช็ก (Check) นัลไฮโปทีสิส (Null Hypothesis) ว่ามันจริงหรือไม่ว่า ทําไมต้องเป็นร้อยละ ๒๕ เหมาะกับประเทศนี้อย่างไร เพราะว่าตัวเลข ที่มีการกําหนดไม่ได้กําหนดมาเฉย ๆ ลอย ๆ ผมถามว่าทําไมต้องเป็น ๒๕ เปอร์เซ็นต์ เพราะว่าถ้าเราพูดถึงกําหนดในประเทศอิสราเอล หรือกําหนดในประเทศนามิเบีย หรือประเทศใด ๆ หรืออย่างประเทศแคนาดา สัดส่วนคงไม่เท่ากัน มันต้องมีคําตอบว่า ในประเทศเหล่านั้นควรจะมีป่าไม้สักเท่าไร เพราะฉะนั้นผมแค่ไม่เข้าใจว่าทําไม ท่านกําหนดเป็น ๒๕ เปอร์เซ็นต์ เพราะตรงนี้จะเป็นการเช็ก (Check) เป้าหมายว่า เป้าเราถูกหรือเปล่า พอหรือเปล่า หรือต้องมากกว่านี้ หรือต้องน้อยกว่านี้ เพราะเหตุผลใด

ประเด็นที่ ๒ ในหน้า ๖ คือผมงงตรงนี้อยากจะให้ท่านช่วยอธิบายนิดหนึ่ง คือถ้าเราดูกราฟมันเป็นเรื่องที่มันดิ่งลงไปเรื่อย ๆ แล้วอยู่มาวันหนึ่งเราก็เปลี่ยนวิธีการ เราเปลี่ยนแปลงมาตรฐานและเครื่องมือในการวิเคราะห์ แล้วท่านสังเกตว่าเดิมมันดิ่ง อยู่แบบนี้ พอเราเปลี่ยนปั๊บมันดีดขึ้นมาแล้วก็คงที่ ประเด็นตรงนี้ก็คือว่าท่านเปลี่ยนเป็น เครื่องมืออะไร ไม่ใช่ท่าน หมายถึงว่าในระบบของเรานี่ทําไมถึงเปลี่ยน แล้วเดิมมันเป็น อย่างไร เพราะตรงนี้มันจะทําให้งง เนื่องจากว่ากราฟตีลึกลงมาเรื่อย ๆ แล้วมันก็ ดีดขึ้นมา แล้วมันก็คงที่ แล้วถ้าเราจะใช้ตรงนี้ต่อก็คือว่าเครื่องมือในการวัดตัวนี้แม่นยํา แค่ไหน เพียงไร เพราะว่าถือเป็นสรณะเลยทั้ง ๒ เรื่อง เป้าหมายและวิธีการในการวิเคราะห์ เชิงนโยบาย

ประเด็นที่เกี่ยวกับลงรายละเอียด ผมขอตั้งเป็นข้อสังเกตอยู่บ้าง ในฐานะ สนับสนุน ประเด็นที่ ๑ เกี่ยวกับอุทยานแห่งชาติที่เสนอ คราวนี้เราทํามาเป็นนโยบาย ในเชิงกฎหมายเยอะ เน้นกฎหมายเป็นสาระสําคัญเลย แนวทางการแก้ไขปัญหาในที่ดิน ป่าอนุรักษ์ ตามเอกสารหน้า ๖๒ ในข้อ ๑ เสนอให้ราษฎรทุกรายที่อยู่ในป่าอนุรักษ์ แจ้งการครอบครองหรือแสดงตนต่อเจ้าหน้าที่ เขียนง่าย แต่จริง ๆ แล้วประชาชนที่อยู่ในป่า ท่านประธานครับ หนังสืออ่านออกแค่ไหนก็ไม่รู้ อยู่ตรงไหนตัวเองก็ไม่รู้ จีพีเอส (GPS) อยู่ตรงไหนตัวเองก็ไม่รู้ หลักการนี้ควรกําหนดให้เจ้าหน้าที่ อันนี้เป็นความเห็นไปยังราษฎร ตรงนั้น ตรงนี้จะเป็นการที่เราแค่ประกาศแล้วก็ให้เขาชี้แจง มันก็เหมือนกับว่าชี้ว่าเขาผิด แล้วก็ให้พรูฟ (Proof) มาว่าถูก จริง ๆ แล้วเราเองอาจจะต้องช่วยแจ้งกับราษฎรที่อยู่ โดยให้เจ้าหน้าที่พิจารณาว่าเป็นการอยู่ในป่าอนุรักษ์ คือควรจะเป็นหน้าที่ของรัฐ ฝ่ายเจ้าหน้าที่ ไปช่วยเขา ชี้แจงว่าเขาอยู่นะแล้วพิสูจน์กันมา ไม่ใช่ว่าประกาศโครมเข้าไปตรงนี้ที่เป็นปัญหา เรื่อง ส.ป.ก. ที่ว่าพอประกาศแล้วไม่ยอมกันมาเป็นสิบ ๆ ปี คือตรงนี้เราไม่เห็นปัญหาด้วย เพราะเราคิดแต่จะประกาศอย่างเดียว ประเด็นของผมก็คือช่วยประชาชนเขาหน่อย หากไม่ทราบว่ามีลักษณะอย่างไร การประกาศตรงนี้เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง กํานัน ผู้ใหญ่บ้าน เขาอยู่ที่นั่นกันมายาวนานเขาย่อมรู้ เพียงแต่ประสานตรงนั้น หลักการตรงนี้ ก็คือว่าให้ประชาชนพร้อมกับรัฐเป็นคนช่วยชี้แจงเรื่องขอบเขต อย่าประกาศว่าภายในวันที่ เท่านี้ พอประกาศแล้วคุณต้องมาแจ้งว่าคุณอยู่หรือไม่อยู่ แบบนี้ไม่ได้ ผมมองว่าเราต้องมี เมตตากับประชาชนด้วย เขาอยู่สภาพอย่างนั้นก็ลําบากพออยู่แล้ว แล้วเราก็ไปชี้ คือของเราเป็นฟอร์มาลิซึม (Formalism) เรามีกฎหมายมากเกิน บังคับกันมากเกิน แล้วมันก็เลยเป็นร่องอยู่ตรงนี้ แล้วประชาชนก็เดือดร้อนนะครับ

ในประเด็นที่ ๒ บทกําหนดโทษในวนอุทยาน สวนพฤกษศาสตร์ และสวนรุกขชาติ ตามที่เสนอใน พ.ร.บ. อุทยานนี่นะครับ ท่านดูในร่างมาตรา ๓๗ ซึ่งบทบัญญัติได้กําหนดหลักในการกําหนดความผิดอุทยานมาบังคับโดยอนุโลม การฝ่าฝืน มาตรา ๒๓ มาตรา ๒๔ และมาตรา ๒๕ แต่ในโทษไม่มี คือการดําเนินการให้ใช้หลักการ บทหลักในการกําหนดความผิดในอุทยานมาใช้บังคับโดยอนุโลม หมายถึงมาตรา ๓๗ นะครับ คือการฝ่าฝืนมาตรา ๒๓ มาตรา ๒๔ มาตรา ๒๕ แต่ในส่วนการกําหนดบทลงโทษเห็นว่า ไม่ได้กําหนดไว้ เนื่องจากบทกําหนดโทษเป็นมาตรา ๔๐ ไม่ได้กําหนดเรื่องนี้ ทีนี้ในการดําเนินการเรื่องนี้ในกรณีที่มีความผิดมันต้องมีโทษชัดเจนเพราะเป็นความผิด ทางอาญา เราจะไปอนุโลมโทษไม่ได้ แต่อนุโลมความผิดการกระทําแบบนี้ถือว่า เป็นอย่างนั้นได้ แต่โทษนี่ไม่ได้ เพราะฉะนั้นโทษตรงนี้เองถ้าหากอนุโลมไว้แล้วตามมาตรา ๓๗ ก็ไม่น่าจะแปลเป็นอย่างนั้น เพราะมาตรา ๓๗ เป็นบทเกี่ยวกับความผิด อนุโลมว่า ทําแบบนั้นผิด แต่ไม่มีบทกําหนดโทษ เพราะฉะนั้นถ้าท่านจะเอาตรงนี้จริง ๆ ก็ต้องไปเขียน ให้ชัด แล้วแบบนี้ผิดรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙ ตามร่างที่ว่า บุคคลไม่ต้องรับโทษทางอาญา เว้นแต่ได้กระทําการอันกฎหมายที่ใช้อยู่ในเวลากระทํานั้นมีบัญญัติเป็นความผิด และกําหนดโทษไว้ ถ้ากําหนดแบบนี้ไม่ผิดตามรัฐธรรมนูญ ผมเอารัฐธรรมนูญสู้ได้เลย เพราะว่าไม่ได้กําหนดไว้อย่างชัดเจน ท่านไปดูก็แล้วกันนะครับ ประเด็นนี้จึงขอให้ กรรมาธิการทบทวนตามร่างว่าให้มีการกําหนดเรื่องบทลงโทษไว้ ถ้าจะเอาเรื่องนี้ในเขต อุทยานให้ชัด เพราะเป็นแบบนี้เสี่ยง คือมีกฎหมายแต่ลงโทษไม่ได้ เพราะไม่ได้เขียนโทษไว้

ประเด็นที่ ๓ เกี่ยวกับเรื่องวนอุทยาน การแก้ไขปัญหาการทํากิน ในมาตรา ๕๒ ท่านกําหนดว่า การแก้ไขปัญหาในอุทยาน เช่น พ.ร.บ. ที่เสนอใช้บังคับ เหมือนการให้ไปอยู่ในอุทยานที่มีมาก่อนเป็นกรณีเดียวกันหมด ก็คือใช้ระยะเวลา ทีนี้ประเด็นก็คือว่าอาจจะมีการแปลความว่าทุกคนที่อยู่ในอุทยานก็ควรจะกําหนดให้มีสิทธิ เช่นเดียวกัน ดังนั้นเพื่อป้องกันการแปลความดังกล่าวก็กําหนดให้ชัดเสียว่า เงื่อนไขที่ต่างกัน สามารถดําเนินการได้ เพื่อความชัดเจนในการแก้ไขปัญหา เพราะว่าลักษณะของ คําที่ใช้เกี่ยวกับมาตรา ๕๒ นี้มันก้ํากึ่ง เหมือนชัดบ้าง ไม่ชัดบ้าง ก็เขียนเสียให้ชัดตรงนี้

ในประเด็นต่อมาก็คือร่างอีกร่างหนึ่ง คือร่างพระราชบัญญัติสงวน และคุ้มครองสัตว์ป่า ผมต้องกราบขอบคุณทางฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ผมทํากฎหมายเกี่ยวกับ เรื่องการป้องกันการทารุณกรรมสัตว์ ตอนนั้นเราลําบากมาก ผมเป็นประธานกรรมาธิการ เรื่องนี้ กฎหมายเรื่องนี้ออกมาที่ว่าเตะหมากับเตะเมียนี่ เตะเมียดีกว่า เพราะว่าโทษน้อยกว่า ที่ว่าจริง ๆ อันตรายกว่า ประเด็นก็คือว่าตอนนั้นที่เราทําเรื่องกฎหมายฉบับนี้ คือคลุม มันมีรอยแยกว่ากฎหมายของ พ.ร.บ. สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่ามาไม่ถึง ในขณะที่ เราออกกฎหมายสัตว์เลี้ยงนี่ก็ไปไม่ถึง ขณะนี้ก็ได้มีการเชิญท่านอธิบดีมาคุยมาเคลียร์ (Clear) กันจนจบ แล้วก็ยืดกฎหมายออกมาจากฝ่ายของท่านกับกฎหมายที่ผมได้ดําเนินการ ออกมาเป็นกฎหมาย ซึ่งก็ต้องผ่านในสภา สนช. แล้ว ขณะนี้บังคับเป็นกฎหมาย แต่ที่ผมเรียนแล้วว่าผมขอไว้ ๑๘๐ วัน ให้ประชาชนเข้าใจ เขาบังคับเลย ก็เลยมีเรื่อง ต้องทําความเข้าใจกันเยอะ กลายเป็นกฎหมายที่มีโทษมากไป คนไม่เข้าใจ ประเด็นที่สําคัญ ก็คือว่าสัตว์ป่าที่เอามาเลี้ยง เดิมมันไม่เข้า เราก็เลยยืดกฎหมายซึ่ง ๒ หน่วยนี้ที่บังคับ กรมปศุสัตว์กับกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ถ้าไม่คุยกันมันจะเป็นรอยแยก แล้วสัตว์จะถูกทารุณอยู่ตรงกลาง ขณะนี้มีการเคลียร์ (Clear) กันเสร็จ แต่มีประเด็นคั่งค้าง ซึ่งเหมือนจะเป็นนโยบายของรัฐบาลที่ท่านต้องรีบทํา ก็ฝากไว้ตรงนี้ก็คือเหมือนเรื่องช้าง ช้างนี่มีทั้งช้างป่า และช้างบ้าน ซึ่งตรงนี้จะต้องไปเคลียร์ (Clear) กันให้ชัด เลยไม่รู้กันว่า ตอนนี้มีการตรวจดีเอ็นเอ (DNA) อะไรกันอยู่นะครับ ก็ยังไม่เสร็จเรื่องนี้

- ๒๗/๑      อีกอย่างก็คือว่าที่มีการคุยกันแล้วเมื่อสักครู่นี้ เรื่องกวางที่เอามาเลี้ยงนี่เป็นสัตว์ป่า แต่พอเลี้ยงเสร็จเป็นสัตว์เศรษฐกิจ การจัดการกับตรงนี้มันต้องชัดเจน หรือหนังจระเข้ ที่ทําสายนาฬิกา ส่วนใหญ่จะเป็นหนังจระเข้หมด ทีนี้ลักษณะระหว่างประเทศที่เราทํา มันเป็นสัตว์เลี้ยงของเรา เพราะฉะนั้นการที่กฎหมายมาคุมกัน มาชนกันให้ช่องว่างมันหายไป จะเป็นเรื่องดีมาก แต่อย่างไรก็ตามเราได้เคลียร์ (Clear) ได้แก้ปัญหาโดยการร่วมมือกัน ทั้ง ๒ ฝ่าย ทํามาได้ดีแล้วก็เคลียร์ (Clear) ไปแล้ว ก็ต้องขอบคุณ ประเด็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ มีนิดเดียวก็คือเกี่ยวกับเรื่อง พ.ร.บ. สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า ระยะเวลาที่ยื่นพิสูจน์สิทธิ ในนี้กําหนดว่าประชาชนต้องยื่นคําร้องเหมือนกัน พิสูจน์สิทธิที่ดินที่อยู่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ต่อเจ้าหน้าที่ภายใน ๑๘๐ วันนับตั้งแต่ประกาศเขตตามพระราชกฤษฎีกาใช้บังคับ อาจเป็นการจํากัดสิทธิของประชาชนในส่วนเวลาในการยื่นมากเกินไป ขอสอบสวนสิทธิ มากเกินสมควร เนื่องจากประชาชนเองมีสิทธิแล้วเขามีอยู่ เพราะฉะนั้นสิทธิของเขา ก็ควรจะอยู่จนกว่าจะพิสูจน์ว่าไม่ใช่ ทีนี้ประเด็นที่ว่าเราให้เวลาเขา ๑๘๐ วัน ตรงนี้ ไปตัดสิทธิเขาไม่ได้ เขาอาจจะยังไม่ได้มา อาจจะไม่รู้ แต่เขาอยู่มาแล้วไม่เป็นไปตาม กฎหมายนี้ อย่างไรเขาก็ต้องมีสิทธิตามสิทธิเดิมที่เขามีอยู่ ถ้าเป็นสิทธิของเขาเราจะ ไปเอาสิทธิเขามาโดยใช้วันเวลา ๑๘๐ วันฟัน ไม่ถูก เป็นความเห็นว่าระยะเวลา ดังนั้น การกําหนดระยะเวลาไม่น่าจะเป็นเรื่องดีเพราะไปกระทบสิทธิของเขา แล้วการไม่ยื่น ขอสอบสวนสิทธินอกจากเกิดการละเลยแล้วอาจจะเกิดความไม่รู้ ความไม่ทราบ ของประชาชนก็ได้ เขามีสิทธิที่จะไม่รู้

ประเด็นต่อมาคือเกี่ยวกับเรื่องการพิสูจน์แล้ว ถือว่าเป็นภาระหนักที่ผมเรียน ไปแล้วเมื่อสักครู่นี้ ดังนั้นเหมือนกันก็คือว่าให้รัฐเข้าไปช่วยดูแลการพิสูจน์สิทธิให้เขา จะช่วยได้เยอะ แล้วทําให้เราสามารถจะตีกรอบ หมายถึงว่าทํารั้วกันได้เร็ว ไม่ใช่รอ รอ แล้วก็มันจะไม่เป็นผลตามนั้น พอรุกเข้าไปเกิดการประท้วงก็เกิดปัญหาตามมาอีกในส่วนนี้

สุดท้ายก็คือเรื่องการดําเนินการการขยายเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ตามมาตรา ๔๓ กรณีนี้การนําหลักการมาใช้ จริง ๆ แล้วความเห็นส่วนนี้ก็เหมือนกับข้อ ๒.๑ เหมือนกันที่ผมเรียนไปเมื่อสักครู่นี้ ก็คือว่าลักษณะรัฐเข้ามาช่วยเขาหน่อยจะได้เคลียร์ (Clear) กันไป ไม่ใช่เป็นศัตรูกันที่ไหน ก็ช่วย ๆ กันจะได้จบเรื่องนี้

สรุปผมเห็นด้วยกับหลักการเป็นอย่างยิ่ง ข้อ ๑ ก็คือการแจ้งปัญหาบุกรุก แต่ควรกําหนดว่าเจ้าหน้าที่ต้องดําเนินการเพื่อให้ผู้ที่อยู่ในอุทยานให้ครบถ้วนมากขึ้นด้วย

ข้อ ๒ ย้ํานะครับ สรุปว่าการกําหนดโทษอยู่ในส่วนนอกเขตอุทยาน ควรกําหนดบทกําหนดโทษเอาไว้ให้ชัด ขณะนี้ยังไม่มี

ข้อ ๓ ในการแก้ไขปัญหาการบุกรุกอุทยาน การแก้ไขปัญหาบุกรุก ควรกําหนดให้มีวิธีการและสิทธิที่ต่างกันอย่างมีความชัดเจนว่ามันต่างกันอย่างไร

ข้อ ๔ การกําหนดระยะเวลาในการยื่นขอสอบสิทธิในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ฉบับที่ ๒ ไม่ควรกําหนดระยะเวลาไว้อย่างเคร่งครัดเกินไปอย่างที่เป็นนะครับ

แล้วก็ข้อสุดท้ายฝากความเห็นไป ท่านประธานครับ ผมอยากจะเรียนว่า เรามีกฎหมายเยอะอาจจะเป็นเหตุที่ทําให้เราไม่สําเร็จ เพราะว่าเราออกแต่กฎหมาย แต่ว่า เราไม่สร้างใจให้เขา ผมเองอยากจะเรียนว่าผมรู้สึกรักป่าขึ้นมามาก ๆ แล้วก็สอนลูก ตอนที่ ผมไปจังหวัดตรังไปแข่งฟุตบอล เอาลูกเล็ก ๆ ไป ตอนที่ขึ้นเขาพับผ้าตอนเชื่อมเขานางหงส์ ตรงนั้นเลยมา มองไปตรงเหวตรงนั้นตรงที่มีหลวงปู่ทวดอยู่ ท่านประธานคงจําได้เคยไป จังหวัดตรังหลายครั้งอยู่แล้ว เราจะเห็นภูเขาแล้วเราจะเห็นป่า ในป่าตรงนั้นวันนั้น ผมยังจําจนถึงบัดนี้ว่า คือต้นไม้ป่าไม่เหมือนต้นไม้ที่เราปลูก มันจะสูงไม่เท่ากัน แล้วต้นใหญ่ มันจะทะลุขึ้นไปข้างบนคือขึ้นไปสวย พอสวยเสร็จแล้วมันมีพวงแสดอยู่ชุดหนึ่งในนั้น พอดูไปมันเขียวหมดแล้วมีสีแสดสวยงามมาก ผมก็ชี้ให้ลูกดู บอกลูกว่านั่นป่า เห็นไหมสวย คือความประทับใจในสิ่งเหล่านี้เราต้องใส่ไปในกุลบุตร กุลธิดาของเรามาก ๆ เพราะว่า ถ้าคนไทยรักป่า ประเภทที่เราคิดจะมาออกกฎหมายกันแล้วก็ทําเป็นตารางไว้ถักทอ ไว้ดักคนผิด แต่ว่าถ้าเราสร้างใจขึ้นมาแล้วเด็กรุ่นหลังเขาจะหาทางป้องกันป่าของเขาเอง เพราะฉะนั้นบางทีสิ่งนี้อาจจะเพิ่มเติมไปในสิ่งที่ท่านทําอยู่ อาจจะเป็นอนาคต แต่ว่า สําคัญกว่าที่เราทําอยู่ขณะนี้มาก เพราะว่ามันคือการทําให้ใจคนไทยรักป่า ไม่ใช่ว่า เราคอยจับตอนเขาเผลอ แบบนั้นจะแก้ปัญหายั่งยืนไม่ได้ ก็เป็นประเด็นสุดท้ายที่นําเรียน ท่านประธานที่เคารพครับ ขอบพระคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอบคุณท่านนิกรครับ ท่านต่อไปขอเชิญผู้ช่วยศาสตราจารย์ไวกูณฑ์ ทองอร่าม อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ปัจจุบันเป็นอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏ รําไพพรรณี ขอเชิญครับ

นายไวกูณฑ์ ทองอร่าม 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ท่านคณะกรรมาธิการ สมาชิกสภาผู้ทรงเกียรติทุกท่านครับ ผม ไวกูณฑ์ ทองอร่าม ได้ฟังท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ตลอดจนการนําเสนอของกรรมาธิการ มีความรู้สึกว่า เราจะมีโอกาสหรือวิถีชีวิตที่ดีขึ้นของประชาชนชาวไทย และท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ได้แสดงความชื่นชมไปหลายท่าน ก็คงจะไม่ได้ชื่นชม เพื่อไม่ให้เสียเวลา ผมอยากจะ กราบเรียนว่าในปัจจุบันนี้ในจังหวัดจันทบุรีได้มีสมาชิกบางท่านได้อภิปรายถึงการที่มี ปัญหาใหญ่ของจังหวัดหรือของประชาชน จังหวัดจันทบุรีคือปัญหาช้างป่า อยากจะ กราบเรียนต่อท่านกรรมาธิการว่าในการศึกษาของท่านนั้นท่านอาจจะได้พิจารณาในด้านของ การที่จะจัดการสัตว์ป่า สัตว์คุ้มครอง แต่สิ่งหนึ่งที่ท่านอาจจะละเลยหรือไม่ได้ศึกษา หรือหาหนทางในการจัดการ ก็คือปัญหาที่เกิดขึ้นกับมนุษย์โดยการกระทําของสัตว์ป่า หรือสัตว์คุ้มครองที่รัฐคุ้มครองอยู่ เราไม่ได้หาวิธีการหรือหาการจัดการที่เหมาะสม สภาพปัญหาของช้างป่านั้นเกิดขึ้นมานานแล้ว แต่ความรุนแรงนั้นไม่รุนแรงเท่าในระยะ ๔-๕ ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๕๕ จนถึงปัจจุบันนี้ได้เกิดความสูญเสีย ทั้งชีวิต ทรัพย์สิน ตลอดจนพืชไร่ของประชาชนเป็นจํานวนมาก จากสถิติของสํานักงาน ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดจันทบุรีมีผู้เสียชีวิตตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๕๖ ๑๖ ราย บาดเจ็บเป็นจํานวนมาก บ้านเรือนราษฎรเสียหาย ๑,๐๐๐ กว่าหลังคาเรือน และครอบครัวที่ได้รับความเดือดร้อนจากเหตุของช้างป่านั้นมีมากกว่า ๔,๕๐๐ หลังคาเรือน หลังคาเรือนละ ๕ คน ถ้าเราสรุปง่าย ๆ ๔,๐๐๐ กว่าหลังคาเรือน คนหลายหมื่นคน ที่มีสุขภาพจิตที่หวาดระแรง คอยเฝ้าระวัง อยู่ไม่เป็นสุข แล้วในที่สุดถ้าหากรัฐไม่เข้าไปจัดการ ปัญหานี้อย่างจริงจังก็จะเกิดเป็นความขัดแย้งระหว่างประชาชนกับสัตว์คุ้มครอง ไม่ใช่มีเฉพาะที่จังหวัดจันทบุรี ท่านก็คงทราบว่าเหตุเหล่านี้เกิดขึ้นในหลายจังหวัด ไม่ว่า จะเป็นจังหวัดเพชรบุรีของท่านประธาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จังหวัดสระแก้ว หรือที่อื่น ๆ เราคงจะต้องดูปัญหานี้อย่างจริงจังว่าสภาพปัจจุบันนี้มันจะสามารถจัดการกับปัญหานี้ ได้หรือไม่ เพราะปัจจุบันนี้ที่จังหวัดจันทบุรี โดยเฉพาะที่อําเภอแก่งหางแมวอําเภอเดียว มีช้างป่าอาศัยอยู่ประมาณ ๓๐๐ เชือก แล้วก็แบ่งกลุ่มกันลงมาในพื้นที่ของเกษตรกรเป็นสาย ๆ กลุ่มใดที่ไปทางใดก็จะไปแต่ทางนั้น ในอดีตอาจจะลงมาเป็นจํานวนไม่มาก ตัวสองตัว ๕-๖ ตัว ช้างที่ลงมาเดี่ยวจะไม่อันตรายต่อทรัพย์สิน แต่จะอันตรายต่อชีวิตของราษฎร โดยเฉพาะ ราษฎรที่กรีดยางตอนกลางคืนมักจะเสียชีวิตจากการทําร้ายของช้างที่มาเดี่ยวหรือมากลุ่มเล็ก แต่ถ้าลงมา ๒๐-๓๐ เชือกจะเสียหายต่อทรัพย์สินของราษฎรเป็นจํานวนมาก เรือกสวนไร่นา โดยเฉพาะสวนผลไม้ สวนทุเรียน สวนมังคุด และบ้านเรือนก็จะเสียหาย ผลไม้แต่ละต้น ทุเรียนจะต้องใช้เวลาไม่น้อยกว่า ๕ ปีถึงจะเริ่มได้ผลผลิต มังคุดใช้เวลา ๗-๘ ปีเริ่มได้ผลผลิต ก็จะเสียหายจากการกระทําดังกล่าวของช้าง แล้วในปัจจุบันนี้ก็ลงมาปะปนกับประชาชน หรือในถิ่นที่อยู่อาศัยของประชาชน ไม่ได้กลับแล้ว กลับไปเดี๋ยวก็ลงมาอีก สิ่งนี้ชาวบ้าน ก็ได้พยายามป้องกันตนเองหรือช่วยตัวเองด้วยการที่จะเฝ้าระวัง ด้วยการที่จะหาวิธีการ ต่าง ๆ นานา ท้องถิ่นก็ช่วยกัน สถาบันการศึกษา เช่น มหาวิทยาลัยที่ผมบริหารอยู่นี้ ก็ได้มีการทําการศึกษาวิจัยในด้านของการที่จะให้ช้างกับคนอยู่ร่วมกันโดยสันติ ก็วิจัย มาหลายปีหลายเรื่องก็พบว่ามันได้ผลเป็นบางพื้นที่ และบางสิ่งก็สามารถที่จะกันช้างได้ แต่ก็ไม่สามารถที่จะทําได้ในทางการบริหารจัดการ อย่างเช่นการเลี้ยงผึ้ง ถ้าจุดใดที่เรา เลี้ยงผึ้งล้อมไว้ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ช้างไม่เข้า แต่เราคงจะไม่สามารถเลี้ยงผึ้งรอบรอยป่า ทั้งหมดได้ เพราะเป็นการใช้ทรัพยากรจํานวนมากมาย อีกทั้งอาหารของผึ้งก็คงจะไม่มี นอกจากนั้นมูลนิธิรอยต่อของป่า ๕ จังหวัดนี้ก็ได้สนับสนุนส่วนหนึ่งในการดําเนินการ โดยเฉพาะการขุดลอกเป็นคูกั้นไม่ให้ช้างเข้ามา ในเบื้องต้นก็เคยทําในการขุดลอกคู แต่ทําขนาดเล็กช้างก็สามารถที่จะแทงดินลงมาแล้วก็ข้ามลงมาสู่ถิ่นที่อยู่ของราษฎร แต่ในปัจจุบันนี้ท่านก็ได้ให้ความอนุเคราะห์งบประมาณมาจัดการขุดคูประมาณ ๑๕๐ กิโลเมตร ซึ่งก็คงจะต้องเป็นการใช้งบประมาณมหาศาลถ้าเราจะทําคูล้อมรอบให้เกิดความถาวร ของการป้องกันช้าง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเราก็จะต้องคอยเฝ้าระวังคูที่ล้อมรอบเหล่านั้น ไม่ให้เกิดความเสียหาย ถ้าเกิดความเสียหายเมื่อใดช้างก็คงจะข้ามเข้ามาทําให้ราษฎรเดือดร้อน ท่านประธานครับ นอกจากการศึกษาดังกล่าวหรือการที่ชาวบ้านจะต้องช่วยเหลือตนเอง ท้องถิ่น หรือแต่ละจังหวัด แต่ละพื้นที่นั้นก็มีศักยภาพไม่เพียงพอ โดยเฉพาะงบประมาณ ในการที่จะลงมาป้องกันปัญหาการอยู่ร่วมกันระหว่างช้างกับคน เพราะฉะนั้นจําเป็นที่จะต้อง มีการบูรณาการร่วมกันอย่างจริงจังของส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งภาคเอกชน ในการที่จะจัดการกับปัญหาช้างป่ากับคนอย่างจริงจัง ต้องมีการจัดทรัพยากรลงมาให้ครับ ถือเป็นหน้าที่ของส่วนราชการที่เกี่ยวข้องว่า ถ้ามันมีปัญหาเหล่านี้ต้องเอางบลงไปก่อน ท่านอย่าปล่อยให้ช้างลงมาทําร้ายคน เพราะชีวิตคน ๆ หนึ่งที่สูญเสียนั้นไม่ใช่ลูกหลานเรา เราไม่รู้สึกครับ แต่ถ้าเป็นลูกหลานของเราเราจะรู้สึกเสียดายและเสียใจ ไม่ใช่เฉพาะในพื้นที่ ชายขอบเท่านั้นที่ช้างลงมาในขณะนี้ ในจังหวัดจันทบุรีช้างลงมาถึงเขตอําเภอเมือง แล้วก็หากินอยู่ในเขตแถวนั้นซึ่งมันเป็นจุดที่ล่อแหลมที่จะกระทบกับคนมาก บางครั้ง ต้องปิดถนนสุขุมวิทซึ่งเป็นเส้นทางหลัก เพราะช้างลงมาจากอําเภอแก่งหางแมว มาจากเขตอําเภอมะขาม การแก้ปัญหาดังกล่าวหากไม่ได้รับความร่วมมืออย่างจริงจัง ยากที่จะแก้ปัญหาเหล่านี้ได้ ถ้าปล่อยเพียงลําพังหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง หรือให้ท้องถิ่น หรือชุมชนดู แต่สิ่งที่ขาดไม่ได้ก็คือชุมชนจําเป็นที่จะต้องมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาดังกล่าว ผมมีข้อเสนอแนะว่าในการที่จะแก้ปัญหานอกจากการร่วมมืออย่างจริงจังในการที่จะดูแล ปัญหาจัดงบประมาณลงมาสนับสนุนอย่างเต็มที่ โดยถือเป็นสิ่งที่ควรจะทํา

ประเด็นที่ ๒ ก็คือค่าชดเชย ค่าชดเชยที่ราษฎรได้รับนั้นในปัจจุบันนี้ ถ้าบาดเจ็บจ่ายค่าทําขวัญ ๑,๐๐๐ บาท ถ้าเจ็บป่วยเกินกว่า ๓ วันขึ้นไป เบื้องต้นจ่าย ๓,๐๐๐ บาท เสียชีวิตช่วยค่าทําศพ ๒๕,๐๐๐ บาท ช่วยครอบครัวอีก ๒๕,๐๐๐ บาท รวมแล้วได้ ๕๐,๐๐๐ บาท บ้านเรือนราษฎรเสียหายช่วยเหลือหลังละไม่เกิน ๓๓,๐๐๐ บาท เหล่านี้จะเป็นปัญหาที่จะเกิดขึ้นในอนาคตและจะต่อเนื่องสืบไป หากไม่มีการเร่งการจัดการ ในการที่จะให้คนกับสัตว์ป่าคุ้มครอง หรือสัตว์ป่าสงวนได้อยู่ร่วมกันได้ ผมได้อ่าน ร่างพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า ของคณะกรรมาธิการแล้ว แต่ไม่เห็นว่า ได้มีการกล่าวถึงผลกระทบดังกล่าว หรือกล่าวถึงการที่จะลงไปจัดการกรณีสัตว์คุ้มครอง มาทําให้ประชาชนเดือดร้อนหรือได้รับผลกระทบดังกล่าว

ดังนั้น จึงได้ขอเสนอแนวทางในการที่จะจัดการปัญหาระหว่างสัตว์ป่าคุ้มครอง กับมนุษย์ให้อยู่ร่วมกันได้ด้วยสันติ และหนทางหนึ่งที่ผมหรือที่เราได้ศึกษาแล้วเห็นว่า จะสามารถแก้ปัญหาได้อย่างจริงจังคือการขุดคูครับ ขุดคูแล้วก็เฝ้าระวังโดยเอาดินมาทําเป็น ขอบถนน มีการให้คนสัญจรไปมาตรวจคูได้ จะเป็นวิธีการป้องกันที่น่าจะได้ผลในการที่จะ ไม่ให้ช้างข้ามเข้ามาในพื้นที่ของประชาชนได้ แต่อาจจะต้องใช้ทรัพยากรหรืองบประมาณ มากหน่อย แต่ถ้าสามารถพัฒนาที่จะเป็นแหล่งท่องเที่ยวโดยเอาคนเข้าไปดูช้างหรือดูสัตว์ป่า ที่จะออกมาหากินในบริเวณใกล้เคียงก็จะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาท้องถิ่นต่อไป ขอขอบคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอบคุณท่านอธิการบดีไวกูณฑ์นะครับ สะท้อนให้เห็นปัญหาป่ามีหลายมิติ นอกจากคนกับป่า ที่ราษฎร์ ที่รัฐแล้ว ก็คือเรื่องคนกับสัตว์ ต่อไปยังเหลือผู้แสดงความจํานง ในการอภิปรายอีก ๓ ท่าน ผมขออนุญาตแจ้งรายชื่อล่วงหน้านะครับ มีท่านวิทยา แก้วภราดัย ท่านอภินันท์ ซื่อธานุวงศ์ และท่านสมพงษ์ สระกวี ต่อไปขอเชิญท่านวิทยา แก้วภราดัย อดีต ส.ส. และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขครับ

นายวิทยา แก้วภราดัย 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม วิทยา แก้วภราดัย ต้องขอชื่นชมคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม ซึ่งต้องเรียนเลยว่าเป็นคณะกรรมาธิการที่ขยัน แล้วก็มีรายงานเข้ามาสู่สภาสม่ําเสมอ แล้วเรื่องที่นําเสนอเข้ามาผมคิดว่าเป็นเรื่องที่ร้อนแรง ไม่ใช่เฉพาะสังคมไทยครับ เป็นเรื่องร้อนแรงของสังคมโลกทั้งหมดด้วย ในเรื่องของป่าไม้ ทรัพยากรธรรมชาติ และที่สําคัญก็คือปัญหาโลกร้อนที่ระอุขึ้นทุกวันนะครับ แต่ขณะเดียวกัน มันก็มีหลายมิติอย่างที่ท่านประธานสภาได้พูดไว้เรื่องป่าไม้ ผมขออนุญาตที่จะออก ความคิดเห็นตามสภาพที่รับรู้มา เพราะผมก็ไม่ใช่นักวนศาสตร์ ผมเข้าใจว่าประเทศเรา หากินกับธรรมชาติมานาน สร้างชาติมาจากธรรมชาติจริง ๆ ผมเป็นเด็กนักเรียนจําได้ว่า สินค้าออกของประเทศไทยเราท่องกันอยู่ ๓-๔ อย่างเอง รุ่น ๆ ที่เรียนพร้อมผมน่าจะท่องกันได้ สินค้าออกของประเทศไทยก็มีอันที่ ๑ ข้าว อันที่ ๒ ไม้สัก อันที่ ๓ ยางพารา อันที่ ๔ ดีบุก เราตั้งต้นประเทศมาจากสินค้าออกแค่นี้เองครับ แล้ววันหนึ่งเราก็เริ่มที่จะเข้ามาระมัดระวัง สมัยก่อนใครอยู่กรมป่าไม้มันมี ๒ สาย คือสายอนุรักษ์ กับสายอนุญาต เพราะหลัก ๆ กรมป่าไม้เป็นคนอนุญาตว่าให้ใครทําไม้ได้ เพราะมันเป็นรายได้หลักของประเทศจริง ๆ เพราะฉะนั้นเราจําเป็น เพราะฉะนั้นสายอนุญาตก็จะมีฐานะที่เพื่อนสายอนุรักษ์ก็จะ ดูแคลนว่า พวกนี้อนุญาตอย่างเดียวแล้วก็ขึ้นมาเป็นใหญ่เป็นโตในกรมนี้ แต่ทั้งหมดครับ วันหนึ่งเราก็เกิดวิกฤตการณ์ของการทําลายธรรมชาติจริง ๆ ปี ๒๕๓๑ น้ําท่วมใหญ่ ที่จังหวัดนครศรีธรรมราช แล้วก็เกิดโคลนถล่มที่บ้านกะทูน อําเภอพิปูน คืนเดียวครับ ตายไป ๓๐๐ กว่าคน ซุงลงมาเต็มไปหมด ก็เป็นการตื่นตัวครั้งแรกที่กระทรวงเกษตร และสหกรณ์ประกาศยุติอนุญาตในการทําไม้ทั้งหมด เพราะฉะนั้นตั้งแต่ปี ๒๕๓๑ เราไม่อนุญาตให้ใครทําไม้เลยครับ เราซื้อจากประเทศที่ด้อยพัฒนากว่าเรา ซื้อจากพม่า ซื้อจากลาว เอาจากเขมร ไม้ที่ใช้วันนี้เป็นไม้นําเข้าทั้งหมด ยกเว้นไม้ที่ปลูกขึ้นมาใหม่ ตามนโยบายของ อ.อ.ป. บ้าง ของเอกชนบ้าง คราวนี้วันนี้จริง ๆ แล้วป่ามันโดนทําลาย ไปเยอะครับท่านประธาน แต่เมื่อจําแนกป่าออกมา ผมพยายามทําความเข้าใจ กับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพราะเดิมเป็นกระทรวงเกษตร และสหกรณ์ แล้วเปลี่ยนชื่อมาเป็นกรมนี้แล้วผมก็ตาม แล้วตามอย่างเข้าใจบ้าง ไม่เข้าใจบ้าง ขออนุญาตพูดตามความรู้สึกที่เข้าใจของตัวเอง ซึ่งอาจจะต้องฟังคําชี้แจงจากกรรมาธิการ นิดหน่อย ผมเข้าใจว่าพื้นที่ที่เป็นป่าที่เราต้องดูแลมันมี ๒ ป่า ๑. อยู่ในความดูแลของ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ที่เรียกว่าป่าอนุรักษ์ ๒. อยู่โดยการดูแล ของกรมป่าไม้ ที่เรียกว่าป่าสงวนแห่งชาติ แต่จริง ๆ ป่าในประเทศไทยมากกว่านั้นครับ ผมมาจาก จังหวัดนครศรีธรรมราช จังหวัดเดียวกับท่านรองประธานกรรมาธิการ ผมรู้จักป่าพรุ ผมรู้จักป่าชายเลน รู้จักป่าสงวน รู้จักป่าอุทยาน เดิมเรารู้จักว่ากรมที่ดูแลทั้งหมด คือ กรมป่าไม้ จะดูแลความเป็นป่าทั้งหมด ความเขียวขจีของแผ่นดินนี้รับผิดชอบโดยกรมป่าไม้ มาวันนี้เราแยกเป็นกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เราแยกเป็นกรมป่าไม้ เส้นแบ่งระหว่างกรมป่าไม้กับกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช มันคาบเกี่ยวกันมาก ผมไปที่จังหวัดน่านมาเมื่อ ๒ เดือนที่แล้ว วิ่งไปบนถนนขึ้นไปบนดอยภูคา ข้าวโพดที่ปลูก ขึ้นมาถึงตีนถนน เขาบอกปลูกในเขตป่าสงวนแห่งชาติ คราวนี้เมื่อกระทรวงเดียวมันแบ่งเป็น ๒ กรม แบ่งพื้นที่อาณาเขตการรับผิดชอบ กรมป่าไม้ที่เคยยิ่งใหญ่ วันนี้ผมเข้าใจกรมป่าไม้ เป็นกรมที่ไม่มีใครอยากไปอยู่แล้วครับ ทั้งกรมน่าจะเหลือข้าราชการไม่เกินสัก ๖๐๐-๗๐๐ คน แล้วที่สําคัญก็คือเมื่อมันเป็นลักษณะอย่างนี้ ผมคิดว่าฝากกรรมาธิการไปดูด้วยว่านอกจาก เราจะปรับกฎหมายฉบับนี้ซึ่งผมไม่ขัดข้อง แต่ผมคิดว่าอาจจะต้องปรับการดูแลงาน เรื่องป่าเสียหน่อย เพราะเราถูกปฏิรูปครั้งใหญ่ปี ๒๕๔๕ แบ่งกรมกันจนมาถึงวันนี้ ผมคิดว่า ยังไม่ยุติ แล้วก็มีหลายเรื่องที่คิดว่ามันก็เป็นปัญหา เช่น เพื่อนสมาชิกพูดเรื่องช้าง เรื่องกระทิง เรื่องกวาง เขตห้ามล่า ท่านประธานครับ ที่น่ากลัวที่สุดคือเขตห้ามล่านก ที่บ้านผมมีอุทยานนกน้ําอยู่ใกล้ ๆ นกมันบินไปไกลครับ พอประกาศเขตห้ามล่าทีหนึ่ง มันบินไปตามแรงนก บินไปไกล ออกเอกสารสิทธิไม่ได้ ทะเลาะกันอยู่หลายปี เพราะนก มันบินจากจังหวัดพัทลุงมาถึงจังหวัดนครศรีธรรมราช แล้วมานอนทํารังอยู่ที่นี่ด้วย ก็กลายเป็นประกาศเขตห้ามล่า มันก็เลยกลายเป็นเรื่องคาราคาซัง เพราะฉะนั้นมันมีหลายมิติ ที่ต้องดูเหมือนกันครับ ขณะเดียวกันมีประเด็นหนึ่งที่ผมคิดว่าจะใช้เวลารวบรัดในการอภิปราย มีรายละเอียดเยอะครับ ถ้าต้องถกกันก็ต้องยาว แต่มีประเด็นหนึ่งที่คณะกรรมาธิการ ตั้งขึ้นมาแล้วผมก็ติดใจ ก็คือการที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมซึ่งคุมกรมป่าไม้ และคุมกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืชขาดกําลังคนภาคสนามในการที่จะ ไปดูแลรักษาป่า แล้วผมก็คิดว่าขาดจริง ๆ ครับ เคยไปดูงานของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เขารับผิดชอบอุทยานทั้งหมด ๙๐๐,๐๐๐ ไร่ มีข้าราชการอยู่ ๔ คน รับผิดชอบที่ ๙๐๐,๐๐๐ ไร่ นอกนั้นเป็นอัตราลูกจ้างอีกสัก ๓๐ คน ๔๐ คน แล้วก็เป็นอย่างนี้หมดครับ ทีนี้กําลังคน ขนาดนี้ดูพื้นที่ ๙๐๐,๐๐๐ ไร่ แล้วมันไม่ใช่ถนนลาดยางแบบที่เราอยู่กันนะครับ อยู่บนป่าจริง ๆ เราขาดแคลนกําลังคนภาคสนามจริง ๆ แล้วสิ่งที่ต้องเอากลับมาคุยกันใหม่อีกครั้งหนึ่ง ทิศทางของผู้บริหารกรมป่าไม้หรือกระทรวงนี้ผิดพลาด เราไปยึดรูปแบบของทางวิชาการ จนละเลยกําลังภาคสนาม เหมือนประเทศเราที่ผลิตปริญญาตรีจนละเลยอาชีวะ เราไปยกเลิกโรงเรียนป่าไม้แพร่เสียเฉย ๆ กําลังคนภาคสนามในการดูแลป่าจริง ๆ ในประวัติศาสตร์ของป่าไม้ไทยคือ โรงเรียนป่าไม้แพร่ครับ โรงเรียนป่าไม้แพร่ที่ฝึกอบรม คนภาคสนามไปปฏิบัติหน้าที่ วันนี้เป็นหัวหน้าอุทยานเยอะแล้ว บางคนก็เฉียด ๆ จะเป็น อธิบดีกันแล้ว แต่โรงเรียนป่าไม้แพร่กลับถูกยุบ ผมไปเยี่ยมเขามาแล้วเมื่อ ๒ เดือนที่แล้ว ยังมีพร้อมหมดทุกอย่างครับ สถานที่ตั้งมีพร้อมหมดทุกอย่าง คนดูแลมี แต่ผมเข้าใจว่า ในฐานะดูแลพิพิธภัณฑ์แล้วครับ โรงเรียนป่าไม้แพร่ถูกจัดเป็นพิพิธภัณฑ์สําหรับคนไปเรียนรู้ว่า เดิมอยู่กันอย่างไร ท่านประธานครับ ภาคสนามจริง ๆ ผมก็สงสารน้อง ๆ เหมือนกัน ที่จบจากคณะวนศาสตร์แล้วเป็นผู้หญิงถูกไปรับผิดชอบพื้นที่ ผมคิดว่าเขาก็ไม่พร้อมในเรื่องของ สรีระต่าง ๆ แต่บุคลากรที่ขาดไปจริงก็คือภาคสนามครับ เราใช้โรงเรียนป่าไม้แพร่ฝึกอบรม ผู้เชี่ยวชาญในการใช้ชีวิตอยู่กับป่า ผมเข้าใจว่าหลักสูตรโรงเรียนป่าไม้แพร่ไม่ถึงครึ่งหรอกครับ อยู่กับห้องเรียน เกินครึ่งอยู่กับป่าจริง ๆ เพราะฉะนั้นคนเหล่านี้ถูกฝึกไปเป็นภาคสนามจริง ๆ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืชวันนี้ กรมป่าไม้วันนี้ กลายเป็นกองกําลังลูกจ้าง ที่ถือเอ็ม ๑๖ (M16) ตระเวนป่า กลายเป็นลูกจ้าง ผมคิดว่าถ้าส่งคนเหล่านั้นเข้าไปเรียน โรงเรียนป่าไม้แพร่ แล้วก็ฝึกวินัยของระบบราชการ ให้ความรู้ทางวิชาการเพิ่มขึ้นมา เราก็จะมีเจ้าหน้าที่ที่เชี่ยวชาญทั้งอนุรักษ์และพิทักษ์รักษาป่าที่เป็นจริงมากขึ้น แต่ด้วยวิธีคิด อย่างไรไม่ทราบครับ ผมทราบจากนักเรียนโรงเรียนป่าไม้แพร่ที่ไปเยี่ยม สมเด็จเจ้าฟ้าของเรา เคยไปเยี่ยมและทวงถามโรงเรียนป่าไม้แพร่อย่างน้อย ๒-๓ ครั้ง แต่ก็เงียบ ผมคิดว่าโอกาสนี้ ฝากผู้ที่อยู่ในกระทรวงนี้สักท่านหนึ่งไปช่วยรื้อดู เพราะท่านเขียนเรื่องขาดแคลน อัตรากําลังคนภาคสนาม แต่ไม่ได้เสนอแนวทางแก้ขึ้นมา ผมขออนุญาตแถมไปนิดหนึ่งว่า ไปดูหน่อยครับตรงนี้

อันที่ ๒ ในเรื่องการรวมงานของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ถ้ารวมได้ผมว่ารวมเอาไว้ที่เดียวไปเลยก็ได้ งานอนุรักษ์ดูแลรักษาป่าทั้งหมดทุกประเภท ไว้สักกรมหนึ่งให้ยิ่งใหญ่เลย แต่ป่าไม่ได้มีไว้เพื่อให้ดูเขียวงามอย่างเดียวนะครับ ผมเข้าใจว่ารายงานกรรมาธิการชัดเจนครับ เรามีรายได้จากการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ เรามีเขตอุทยานที่อยู่ทางทะเล ผมเข้าใจว่ารายได้ท่องเที่ยวจากอุทยานทางทะเล ๙๐ เปอร์เซ็นต์ของรายได้ท่องเที่ยวจากเขตอุทยานทั่วไป แต่ขณะเดียวกันเรามีนักธุรกิจ นายทุนมากมายที่บุกรุกเข้าไปในป่าเพื่อหวังจะเอาธรรมชาติมาเป็นจุดขายของการท่องเที่ยว ถ้าจะตั้งกรมใหม่ขึ้นมาสักกรมหนึ่งเป็นกรมหารายได้ค้ํากระทรวงนี้ได้ทั้งกระทรวงเลยครับ ก็คือการท่องเที่ยวเชิงนิเวศที่ดูแลโดยผู้เชี่ยวชาญจริง ๆ ของเจ้าหน้าที่ในกรมนี้แหละ ผมไปพักบ้านพักอุทยานมาทั่วประเทศ พักได้ครับ บรรยากาศดีมากครับ แต่เชื่อว่าถ้าปรับ โดยมืออาชีพที่ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ บ้านพักอุทยานในกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืชทั่วประเทศจะเป็นสวรรค์ของเมืองไทยครับ ใครทั่วโลกก็อยากมาดู ความอุดมสมบูรณ์เชิงธรรมชาติมีและอยู่ท่ามกลางธรรมชาติจริง ๆ แล้วคนที่ทํา การท่องเที่ยวด้านนี้เขาต้องการธรรมชาติ เพราะฉะนั้นถ้าเสริมด้วยกรมสักกรมหนึ่ง มาทํางานด้านนี้โดยเฉพาะ ผมเข้าใจว่าเราจะสร้างรายได้มหาศาลจากการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ในประเทศนี้ ทั้งการท่องเที่ยวทางทะเล ทั้งการท่องเที่ยวในป่า ทั้งหมดสามารถทําเป็นรายได้ได้ ผมเห็นด้วยกับการที่จะรักษาทรัพยากรธรรมชาติโดยเฉพาะป่าไว้ แล้วก็สนับสนุนของ คณะกรรมาธิการเต็มที่ครับ ขณะเดียวกันก็คิดว่ากรรมาธิการน่าจะก้าวไปอีกนิดหนึ่ง ถ้ามีเวลานะครับ แต่ถ้าไม่มีเวลาเอาอย่างท่านกษิตว่าครับ รัฐบาลเอาชุดนี้ไปทําก่อน แต่ถ้ากรรมาธิการมีเวลาผมคิดว่าผ่ากระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สักรอบดีกว่าครับ ขอบคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอบคุณท่านวิทยาครับ ต่อไปขอเชิญท่านอภินันท์ ซื่อธานุวงศ์ อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาสและจังหวัดนครศรีธรรมราช อดีตอธิบดีกรมที่ดิน ขอเชิญครับ

นายอภินันท์ ซื่อธานุวงศ์ 🔗

กราบเรียนท่านประธานครับ ผม อภินันท์ ซื่อธานุวงศ์ ลําดับที่ ๑๘๖ ก็อยากจะใช้เวลาสั้น ๆ ตั้งข้อสังเกตและแลกเปลี่ยนข้อมูล กับทางกรรมาธิการครับ

ประการแรก เมื่อฟังท่านโฆษกกรรมาธิการอธิบายเรื่องมติ ครม. หรือนโยบายของรัฐบาล หลาย ๆ เรื่องอยากจะแลกเปลี่ยนประสบการณ์ว่ามีหลายเรื่อง ที่ท่านอาจจะไม่มีประสบการณ์ในพื้นที่ ก็คือว่ามติหลายเรื่องพี่น้องประชาชนเราคิดว่า เขาเข้าไปอยู่ในที่ดินป่าอนุรักษ์ตามที่ท่านตั้งชื่อนะครับ ป่าอนุรักษ์ แต่จริง ๆ แล้ว พี่น้องประชาชนก็ต่อสู้ เขาไม่ใช่ต่อสู้ขอความเมตตา ขอประทานโทษ แบบที่ท่านนิกร จํานง ใช้คําพูดว่า ขอความเมตตา เขาต่อสู้ในเชิงที่ว่าเขาทํากินครอบครองโดยชอบด้วยกฎหมาย ดังนั้นมติปี ๒๕๔๑ ก็ดีเป็นมติที่ต้องไปพิสูจน์ว่าเขาครอบครองชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ถ้าบ้านเมืองต้องปกครองด้วยหลักกฎหมาย ดังนั้นข้อเสนอเช่นการให้อธิบดีอนุญาต ให้เป็นที่อยู่อาศัยชั่วคราว ๒๐ ไร่ต่อครอบครัวแบบนี้ หลายเครือข่ายเขาไม่ฟังท่าน หรอกครับ เขาจะต่อสู้ในสิทธิที่เขามีอยู่โดยชอบด้วยกฎหมาย พูดง่าย ๆ ว่าป่าสงวนก็ดี อุทยานก็ดีไปทับที่เขาครับ มติตัดไม้จากเทือกเขาบูโดก็เช่นกัน ท่านใช้คําพูดบอกว่า มติหลายมติไม่มีความเป็นธรรมสําหรับพื้นที่อื่น ท่านก็ไม่เข้าใจอีก เพราะการต่อสู้ของ พี่น้องเทือกเขาบูโดเขาต่อสู้ด้วยหลักการนี้ครับ ท่านต้องเข้าใจว่าเขาต่อสู้หลักการ ไม่อย่างนั้นพอมีเรื่องประท้วงกัน เขาต่อสู้เรื่องหลักการ ความชอบด้วยกฎหมาย ที่เขาครอบครองอยู่ที่ราชการไปขับไล่เขา ประเด็นนี้ก็เป็นประเด็นใหญ่ อยากจะแลกเปลี่ยน ประสบการณ์ เพราะว่าการประท้วงขับไล่พี่น้องประชาชนออกจากที่ดินที่เราพูดว่าเขาบุกรุก ที่ดินของรัฐก็จะถูกการต่อสู้ในประเด็นนี้ครับ

ประการที่ ๒ ถ้าเอาที่ดินเป็นตัวตั้ง ผมไม่เอาเรื่องสัตว์ป่า สัตว์ป่าไม่ค่อยมี ประสบการณ์ ถ้าเอาที่ดินเป็นตัวตั้งกฎหมายเมืองไทยมันประกาศใช้บังคับซ้อน ๆ กัน เหมือนขนมชั้น ดังนั้นผมไม่แน่ใจว่าข้อมูลในหน้า ๑๑ ของท่านว่าป่าอุทยานมีร้อยละ ๑๒ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่ามีร้อยละ ๗ ท่านจําแนกที่ซ้อนกันหรือเปล่า เช่นอุทยานซ้อนกับป่าสงวน ก็มีนะครับ เช่นจังหวัดภูเก็ตที่มีปัญหาเยอะแยะเต็มไปหมด ที่ทะเลน้อยเดิมเป็นที่พลเมือง ใช้ร่วมกัน ท่านนายกเทศบาลตําบลทะเลน้อยเป็นกํานันเก่าท่านมีอํานาจหน้าที่ตาม พ.ร.บ. ลักษณะปกครองท้องที่ ดูแลที่ที่พลเมืองใช้ร่วมกัน เช่น ขุดลอกคลอง ลําธาร ต่อมาประกาศเป็นเขตห้ามล่าสัตว์ป่า ท่านก็ไปขุดลอกคลอง ท่านตกเป็นจําเลยครับ มันทับกันเป็นชั้น ๆ ผมยังเห็นด้วยกับข้อเสนอของท่าน ส.ส. บ้านผมว่าถ้าหากเราสามารถ บูรณาการกฎหมายให้เป็นระบบเดียวกัน การแก้ไขปัญหาเรื่องที่ดินในปัจจุบันมันต้องแกะ ทีละชั้น ทีละชั้น เวียนหัวนะครับ ท่านไม่คิดวิธีการปฏิรูปเรื่องเหล่านี้เลยหรือครับ ท่านก็ไปคิดในประเด็นเล็ก ๆ น้อย ๆ ของกฎหมาย ซึ่งคิดแล้วส่วนใหญ่ในข้อที่ ๓ ก็คิดในกรอบของหน่วยงาน กรอบราชการ กรอบในการไปเพิ่มอํานาจให้กับผู้บริหาร หรือพนักงานเจ้าหน้าที่ มันก็กลับมาให้อํานาจ ถ้าอํานาจในการบริหารจัดการภายในกรม ก็ไม่ว่ากัน แต่ถ้าเป็นอํานาจในการอนุญาต อนุมัติ การเข้าไปตรวจสอบมันก็ไปเจอกับปัญหา อัตรากําลังอีกซึ่งมันมีไม่พอหรอกครับ มันมีไม่พอแน่นอน หลักคิดใหม่ ๆ ท่านไม่เคยคิดเลย เช่น หลักคิดในการตั้งอาสาสมัคร หลักคิดหมู่บ้านรักษ์ป่า ซึ่งมีโครงการพระราชดําริมากมาย ถอดเป็นบทเรียน ออกกฎหมายรองรับเขาได้ไหมครับ พี่น้องประชาชนจะได้มีหลังพิงสู้กับ ผู้มีอิทธิพล ทุกเรื่องอ่านดู เพิ่มอํานาจอธิบดีทําโน่น เพิ่มอํานาจมันแก้ไม่ได้หรอกครับ เพราะว่าอัตรากําลังมันไม่พอ เมื่อไปดูในแผ่นชาร์ต (Chart) ผมก็ไม่แน่ใจผมพลิกดูไม่ทราบ อยู่ร่างกฎหมายฉบับไหน ประเด็นการปฏิรูปออกมาตรการตั้งอนุกรรมการระดับจังหวัด ถ้าท่านมีอนุกรรมการชุดนี้จริงผมอยากเสนอให้เพิ่ม ผมกราบเรียนแล้วว่าการบริหารจัดการ โดยไม่ยึดพื้นที่เป็นหลักนี่ท่านไม่สามารถบูรณาการกําลังไปแก้ไขปัญหาใด ๆ ได้เลย ถ้าท่านมีอนุกรรมการชุดนี้ อนุกรรมการชุดนี้ต้องมีอํานาจในการระดมสรรพกําลังในพื้นที่ เข้าไปจัดการแก้ไขปัญหาในพื้นที่ได้ด้วย อํานาจการให้คุณให้โทษก็อย่าลืมให้เขาด้วย ตอนนี้หน่วยป้องกันป่าทุกหน่วยไม่ได้ขึ้นกับจังหวัดเลย ขึ้นกับส่วนกลาง สุดท้ายท่านก็ต้อง ตั้งหน่วยโน่นหน่วยนี่จากส่วนกลางลงไปดําเนินการในพื้นที่ ซึ่งแน่นอนที่สุดมันก็ไม่สามารถ ไปตรวจได้ทุกพื้นที่หรอกครับ

ประการที่ ๓ ผมจะกราบเรียนท่านว่าการดําเนินการใด ๆ กรุณาดู รัฐบาลหน่อย รัฐบาลในขณะนี้ทําในหลายเรื่อง ผมยกตัวอย่างเช่นมาตรา ๗ ตามร่างพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ ที่ให้เจ้าพนักงานจัดทําแผนที่แนวเขตตามระเบียบ ที่อธิบดีกําหนดโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการ ขณะนี้รัฐบาลทําเรื่องวันแมป (One Map) อยู่นะครับ ถ้าวันแมป (One Map) เสร็จ วันดีคืนดีจะมีโครงการขีดเส้นใหม่ อีกไหมครับ มันน่ามีข้อยุติแล้ว สนับสนุนวันแมป (One Map) ของรัฐบาล ท่านจะมีคําพูด อะไรที่จะสนับสนุนนโยบายรัฐบาลที่กําลังทําอยู่ในขณะนี้ซึ่งใกล้แล้วเสร็จ ไม่ใช่อีกหน่อย อธิบดีเขาออกระเบียบขีดเส้นกันใหม่ไม่รู้ตั้งกี่เส้น แบบนี้เป็นต้น

อีกประการหนึ่ง ขณะนี้เมื่อวันที่ ๑๗ มกราคม ๒๕๖๐ คณะรัฐมนตรี มีมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ พ.ศ. .... กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเองเป็นเจ้าของเรื่อง คือคณะกรรมการ คทช. ท่านอย่าลืมคณะกรรมการนโยบายที่ดินมีหน้าที่กํากับ ดูแล บริหารจัดการที่ดิน ทรัพยากรที่ดินโดยทั่วไป กําหนดนโยบาย แผนการบริหารจัดการที่ดิน และบริหารดิน ของประเทศด้วย สิ่งที่ท่านเสนอนี่ดีไม่ดีต้องเข้าคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ ผมว่าช่องทางเดินน่าจะเข้าทางช่องนั้นมากกว่า แต่ว่าร่างกฎหมายคณะกรรมการนโยบาย ที่ดินแห่งชาติก็ผ่าน ครม. ไปก็ยังไม่ออกใช้บังคับ ถ้าจะรีบแก้ไข พ.ร.บ. ที่ท่านเสนอก็ต้อง รีบแก้ ไม่อย่างนั้นก็ต้องเข้าช่องทางคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติอีกช่องหนึ่ง สิ่งเหล่านี้ผมอยากกราบเรียนว่าถ้าหากว่าสามารถสนับสนุนหลักการแนวคิด ถ้าคิดอยากจะ อนุรักษ์ คิดที่อยากจะดูแลผืนป่า เพิ่มการมีส่วนร่วมของพี่น้องประชาชนเยอะ ๆ เถอะครับ มีโครงการพระราชดําริมากมาย ท่านไปศึกษาถอดบทเรียนมาเยอะแยะ หมู่บ้านรักษ์ป่า โครงการจัดตั้งอาสาสมัครของกรมแต่ละกรม กรมป่าไม้ก็ดี กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช อยากจะยุบรวมสัก ๑ กรม เหมือนท่านวิทยาแนะนํา มีอาสาสมัครในหมู่บ้าน จัดตั้งขึ้นแล้วออกกฎหมายรองรับการดําเนินงาน มีอํานาจหน้าที่ ให้เขาเป็นเจ้าพนักงาน ตามประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งดําเนินการทดแทนอัตรากําลังที่เราขาด ปัจจุบันไม่เพียงพอแน่นอน จะคิดอ่านเลิศเลอประการใดไม่มีทางเพียงพอ ท่านมีแนวทางเพียง ๒ ทาง คือ ๑. ใช้การมีส่วนร่วม ของพี่น้องประชาชน ๒. คือให้พื้นที่ พื้นที่ในที่นี้ถ้าฟันธงแล้วก็คือจังหวัด สามารถระดม สรรพกําลังในจังหวัดเข้าไปช่วยเหลืองานที่ท่านคิดฝันที่อยากจะเป็นได้ ถ้าหากว่าทํา ๒ สิ่งนี้ ให้เป็นรูปร่างเป็นจริงขึ้น ผมคิดว่ามีอนาคตครับ ขอบคุณท่านประธานครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอบคุณท่านอธิบดีนะครับ ต่อไปขอเชิญท่านสมพงษ์ สระกวี ผู้อํานวยการ บริหารบริษัทสื่อปัญญาไทย และอดีตสมาชิกวุฒิสภา จังหวัดสงขลา ขอเชิญครับ

นายสมพงษ์ สระกวี 🔗

ท่านประธานที่เคารพ แล้วก็ท่านกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม ซึ่งได้เสนอเรื่องการฟื้นฟูป่า หรือการปฏิรูปป่า การเพิ่มพื้นที่ป่า ซึ่งเป็นอีกครั้งหนึ่งนะครับท่านประธาน ที่เราคิด จะปฏิรูปป่าด้วยการปฏิรูปกฎหมาย ผมชมเชยว่าเป็นความพยายามอีกครั้งหนึ่ง ของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศเรา แต่ขณะเดียวกันผมก็อยากจะพูดแบบทําให้ โกรธกันเสียเฉย ๆ ก็จะเห็นได้ว่าเวลาเราพูดเรื่องการปฏิรูปป่า แล้วก็ไปจบลงที่การปฏิรูปกฎหมาย เพิ่มอํานาจให้หน่วยงาน เพิ่มอํานาจให้ข้าราชการ มันก็จะเป็นการปฏิรูปที่เรียกว่า แผ่นเสียงตกร่อง ท่านประธานครับ เรื่องการรักษาป่า ปฏิรูปป่านั้น ท่านประธานจําได้ไหมว่า เมื่อมีการรัฐประหาร โดยคณะ คสช. ที่มี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นหัวหน้าคณะนั้น มีการรัฐประหารยึดอํานาจกันในวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ ไม่ทันครบเดือนครับ วันที่ ๑๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๗ ๓ สัปดาห์หลังการยึดอํานาจ คณะ คสช. ก็ได้ออกคําสั่ง คสช. ที่ ๖๔/๒๕๕๗ ในวันที่ ๑๔ มิถุนายน ๒๕๕๗ ๓ สัปดาห์ต่อมาหลังการยึดอํานาจ ประกาศ คสช. ฉบับนั้นรุนแรง เด็ดขาด ครอบคลุม ใครครับ เพื่อการปราบปรามหยุดยั้ง การบุกรุกทําลายทรัพยากรธรรมชาติอย่างเด็ดขาดและเป็นรูปธรรม คําสั่ง คสช. ให้กระทรวงกลาโหมมาเป็นแม่งาน ให้กองกําลังรักษาความสงบแห่งชาติ กอ.รมน. และกองกําลังป้องกันชายแดนของกองทัพบกมาเป็นพระเอกในการดําเนินการ ไม่ทันครบเดือน คําสั่ง คสช. ออกมาแล้วว่าด้วยการรักษาป่า รักษาผืนแผ่นดิน และครอบคลุมเนื้อหา อย่างละเอียดถี่ยิบ เพียงเพื่อใครที่ทําให้เกิดการเสื่อมเสียแก่สภาพป่า เอาป่าคืน ดูแลป่าใหม่ อะไรทํานองนี้ที่เรียกว่าปฏิรูปป่า ท่านประธานครับ จากวันนั้นถึงวันนี้จะ ๓ ปีแล้วครับ และในที่สุดสภาเราก็มาพูดถึง เรื่องปฏิรูปที่ดินในเขตป่า ปฏิรูปป่าโดยการปฏิรูปกฎหมาย การปฏิรูปกฎหมายก็ย่อมเป็น เครื่องมือครับท่านประธาน แต่ถ้าเป็นการปฏิรูปกฎหมายโดยเป็นการเพิ่มอํานาจ ให้ข้าราชการ แล้วในที่สุดเหมือนอย่างเพื่อนข้าราชการระดับอดีตอธิบดีบอก เป็นการปฏิรูป ที่ต้องแกะขนมชั้นกันทีละชั้น ทีละชั้น แล้วในที่สุดก็เหมือนเพื่อนสมาชิกอีกคนหนึ่งพูดว่า กําลังไม่พอ ท่านประธานที่เคารพครับ แท้ที่จริงคณะ คสช. โดย พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้พูดถึงแนวทางการพิทักษ์ป่าไว้อย่างสําคัญ เพียงแต่ว่าเราไม่ได้ตระหนักกัน เท่านั้นเอง นั่นก็คือท่านได้พูดถึงเรื่องการใช้กําลังพลของกองทัพซึ่งมีอยู่เป็นแสน ๆ คน สามารถนํากําลังพลเหล่านั้นที่พูดทีไรก็ไปจบลงตรงนี้ทุกทีอย่างที่ท่านวิทยาพูด ขาดกําลังพล ภาคสนาม ไม่เพียงพอจะเดินป่า ดูแลป่า พูดกันมากี่ปีแล้วครับ แต่ถามว่าคณะ คสช. เขายังมองเห็นด้วยซ้ําไป ถ้าเช่นนั้นกองกําลังป้องกันชายแดนของกองทัพบกหรือแม้กระทั่ง ตํารวจ ตชด. มีมากี่สิบปีแล้วครับ สามารถที่จะปรับกําลังพลเข้าสู่ภารกิจสําคัญของชาติ ซึ่งได้ประกาศเป็นคําสั่งคณะปฏิวัติตั้งแต่เดือนแรกของการยึดอํานาจ ก็ทํามาแล้วนี่ครับ แล้วทําไมมาวนอยู่กับคําว่า อัตรากําลังพลภาคสนามไม่เพียงพอ พอครับถ้ารู้จักคิด นอกกรอบ พอครับถ้ารู้จักการปรับกําลังเข้าสู่การแก้ปัญหาของชาติ เหมือนอย่างที่คําสั่ง คณะ คสช. ได้ประกาศไว้แล้ว เพียงแต่ไม่มี ตชด. เท่านั้น แต่ทําให้ผมหรือประชาชนทั่วไป ได้รับรู้ว่าแท้ที่จริงแล้วกองทัพบกยังมีกองกําลังป้องกันชายแดนของกองทัพบกอยู่ ถามว่าเพื่อภารกิจระยะยาว กองกําลังรักษาชายแดนหรือกองกําลังของกองทัพบกที่มีอยู่ นับแสน ๆ คนนั้น และมีที่ตั้งกองทหารอยู่ในขอบเขตทั่วประเทศนั้น สามารถทําการ ฝึกอบรมให้รู้จักป่า ให้รู้จักรักษาป่า ส่วนเรื่องการอยู่ในป่า การใช้อาวุธหรืออะไรนั้น กองกําลังของกองทัพชํานาญอยู่แล้ว ปล่อยให้ทิ้งอยู่ในป่าเป็น ๗ วันยังไม่ตายเลยครับ หากินเองได้เลยครับ แล้วเรายังจะมาพูดเรื่องอัตรากําลังไม่เพียงพอ พูดกันอยู่ได้อย่างไร นี่ผมไม่รุกไปถึงเรื่องการคิดจะอาศัยอาสาสมัครประชาชนนะครับ แต่เอาตามคําสั่ง คสช. ผมก็คิดว่าที่จะมาพูดซ้ําซากอยู่เรื่องอัตรากําลังพลภาคสนามไม่เพียงพอนั้นเห็นจะ เป็นไปไม่ได้ มันไม่ต่างกับผมเคยออกความเห็นนอกรอบไว้นิดหนึ่งว่า อย่างเรื่องอุทกภัย น้ําท่วม ฝนถล่ม บ้านเรือนเกิดภัยพิบัติของชาติบ้านเมือง กองกําลังที่มีความพร้อมที่สุด พิสูจน์ครั้งแล้วครั้งเล่าคือกองกําลังของกองทัพครับ แต่พอเวลาเราพูดถึงเรื่องภัยพิบัติ เรากลับไม่พูดถึงเรื่องกองทัพ ไม่พูดถึงการเตรียมตัวของกองทัพ หรือไม่พูดถึงการเตรียม งบประมาณให้กองทัพเพื่อเตรียมรับมือกับภัยพิบัติ ฉันใดก็ฉันนั้น แนวใดก็แนวนั้น ว่าในวันที่เราต้องการพิทักษ์ป่า ต้องการอัตรากําลังพลภาคสนามที่อ้างว่าไม่เพียงพอนั้น ทําไมเราไม่คิดแนวใหม่ว่า ทําไมเราจะไม่ปรับกําลังพล อัตรางบประมาณ หรือแม้กระทั่ง เครื่องไม้เครื่องมือให้กับกองทัพ หรือแม้กระทั่งกับตํารวจตระเวนชายแดนเพื่อเอามาเสริม ในภารกิจนี้เล่า ท่านประธานครับ เช่นเดียวกันวันนี้รัฐบาลกําลังทําวันแมป (One Map) ที่จะดูแลตั้งแต่ ที่ดินทํากิน ที่ดินป่า ที่ดินอนุรักษ์ ซึ่งเป็นเรื่องชอบแล้ว แต่ปรากฏว่าเวลาเราพูดปัญหา เรื่องที่ดินทับซ้อนของประชาชนก็ดูจะไม่จบ ท่านประธานทราบดีว่าพวกเรานั่งอยู่ในห้อง ประชุมแห่งนี้ หรือนั่งตรงไหน ไม่ต้องอธิบดีกรมป่าไม้หรอก ไม่ต้องอธิบดีกรมที่ดินหรอก เปิดกูเกิลแมป (Google Map) เห็นตั้งแต่ภูเขา แม่น้ํา แนวดิน จนกระทั่งเดี๋ยวนี้รุกล้ําเข้าไป สิทธิส่วนบุคคลแล้ว สามารถเห็นได้ถึงหลังคาบ้าน แต่กลับมาพูดปัญหานี้อยู่ได้ บอกว่า มีการบุกรุกแผ้วถางป่าเพื่อการเกษตรและรีสอร์ต (Resort) แล้วอย่างไรครับ หาไม่เจอ หรืออย่างไร ก็เดี๋ยวนี้มันเจอจนถึงระดับตําบล หมู่บ้าน เล็กกว่าหมู่บ้าน เป็นชุมชน เป็นที่ดิน เห็นหมดว่าเมื่อวานเป็นป่า วันนี้มันถูกแผ้วถางไป ด้วยเทคโนโลยีแผนที่ทางอากาศ หรือเทคโนโลยีทางดาวเทียม แม้กระทั่งเอกชนกูเกิลแมป (Google Map) ราชการก็อาจจะ ซื้อให้มันแพงไปกว่านั้นใช้งบประมาณหน่อยเพื่อดูสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ นั่นก็หมายความว่า เวลาเราพูดถึงสิ่งนี้นอกจากเทคโนโลยีการสื่อสารทางกูเกิลแมป (Google Map) แล้ว ทางภาพถ่ายทางอากาศแล้วนี่เวลาเราพูดถึงเรื่องกริพเพน (Gripen) เครื่องบินรบที่เพิ่งตกไป เราก็อาจจะพูดได้ว่าเป็นนโยบายของ คสช. ที่จะต้องเพิ่มเครื่องไม้เครื่องมือเพื่อดูแล การบุกรุกถางป่า ดูกันให้ชัด เห็นกันให้ชัดเจน ไปกันให้รวดเร็ว ก็อาจจะเพิ่มงบเครื่องบินเล็ก ที่เคลื่อนที่ได้เร็วเพื่อการดูแลป่า เพื่อการสํารวจป่า เพื่อการถ่ายภาพป่า หรือการขนกําลัง เข้าสู่เขตป่าลึกซึ่งประชาชนแผ้วถางทาง ดังนั้นเครื่องบินตํารวจก็ตาม เครื่องบินทหารก็ตาม ในปีงบประมาณใหม่แทนที่จะซื้อเครื่องบินรบไกล ๆ ก็อาจจะซื้อเครื่องบินเล็กเพื่อการพิทักษ์ รักษาป่า เพื่อการปฏิรูปป่า เพื่อการดูแลแนวป่า สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ ท่านประธานที่เคารพครับ เราต้องไม่แผ่นเสียงตกร่องแล้วนะครับ เราจะต้องพูดเรื่องการพิทักษ์ป่า รักษาป่า ปฏิรูปป่ากันสักกี่ร้อยกี่พันหน โดยที่ไม่ลงสู่การปฏิบัติอย่างมีกฎเกณฑ์ อย่างคิด นอกกรอบและลงมือทําอย่างที่มันเป็นจริง ๆ เพราะว่ามิฉะนั้นแล้วเราก็จะเจออยู่แต่ปัญหา ที่ต้องดูเอกสาร ปัญหาของการบุกรุกป่า และการทําให้ป่าเสื่อมโทรม

ท่านประธานครับเรื่องสุดท้าย สาเหตุที่ทําให้ป่าเสื่อมโทรมที่เราพูดกันมา หลายปี แล้วก็ยังเป็นอยู่ทุกวันนี้ซึ่งเหลือเชื่อว่าทําไมถึงยังเป็นอยู่ นั่นก็คือการพัฒนา โครงสร้างพื้นฐาน จริงครับท่านประธานในประเด็นสุดท้ายที่ผมจะพูดนี้ ทําชลประทาน ก็ต้องโค่นป่า สร้างทาง ทําเหมืองแร่ วางเสาไฟฟ้าแรงสูงของการไฟฟ้าฝ่ายผลิต การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ตัดถนนหนทาง ล้วนต้องตัดป่าทั้งนั้น แต่ถามดูสิครับ หน่วยงานเหล่านี้เป็นหน่วยงานของรัฐ หรือแม้กระทั่งผู้สัมปทานเหมืองแร่ก็รับสัมปทานจากรัฐ ควบคุมได้ กํากับได้ ดูแลได้ ออกกฎเกณฑ์ได้ ว่าแต่กรมทางหลวงนี่ตัดทางแล้วตัดต้นไม้ไป ๑๐๐,๐๐๐ ต้น กรมทางหลวง จะต้องตั้งงบประมาณปลูกป่าใหม่อีก ๕๐๐,๐๐๐ ต้น ทําได้ไหมครับ ทําไมยังต้องเป็นปัญหาอยู่ครับ นั่นก็หมายถึงว่ากรมทางหลวงก็ตระหนักอยู่ตลอดเวลาว่ามีหน้าที่ในการสร้างทาง แต่ขณะเดียวกันก็มีหน้าที่ในการปลูกป่าให้มากไปกว่าป่าที่ถูกถางออกไปในการสร้างทาง เป็นเจตจํานงขององค์กรนั้น ๆ เป็นเจตจํานงของประชาชนทั้งชาติว่า หน่วยงานของรัฐจะต้องมีจิตสํานึกในการปลูกป่า ในการสร้างป่าไม่น้อยไปกว่าประชาชน และออกกฎเกณฑ์ได้ ควบคุมได้ แต่ดูเหมือนว่า เรายังจะต้องยอมจํานนอยู่อีก อย่างไรล่ะครับ นี่หน่วยงานของรัฐแท้ ๆ แต่ไม่สามารถ ที่จะทําให้หน่วยงานต่าง ๆ เหล่านี้ซึ่งต้องทําลายป่าลงเพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน แต่ไม่มีมาตรการ หรือไม่มีเจตจํานง หรือไม่มีถ้วยรางวัลให้กับหน่วยงานนั้น ๆ ที่ปีนี้ เขาได้สร้างป่าทดแทนให้กับการทําลายป่าเพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน ภาษานี้เราไม่พูดกัน หรือครับ แนวทางแบบนี้เราไม่พูดกันหรือครับ เราจะไม่คุยสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้กันหรือครับ และในที่สุดเราก็ปฏิรูปป่าด้วยการปฏิรูปกฎหมายเพิ่มอํานาจให้หน่วยราชการกันต่อไป

ท่านประธานครับ ผมก็หวังว่าผลงาน ความมุ่งมั่น ความเด็ดเดี่ยวของ คสช. ที่ได้อุตส่าห์ออกคําสั่ง คสช. เมื่อวันที่ ๑๔ มิถุนายน ๒๕๕๗ และวันที่ ๑๗ มิถุนายน ๒๕๕๗ ยังไม่ทันครบเดือนอย่างที่ผมกล่าวนะครับ พฤษภาคมยึดอํานาจ มิถุนายนออกคําสั่ง เรื่องป่าเลยนะครับ อยากเห็นผลครับ ขอขอบคุณครับ

(การประชุมดําเนินมาถึงตอนนี้ นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง ได้ลงจากบัลลังก์ โดยมอบให้ นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง ปฏิบัติหน้าที่แทน)
นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบคุณท่านสมพงษ์ สระกวี ต่อไปเรียนเชิญท่านเพิ่มพงษ์ เชาวลิต อดีตเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดค่ะ

นายเพิ่มพงษ์ เชาวลิต 🔗

กราบเรียนท่านประธาน สปท. ที่เคารพครับ ผม เพิ่มพงษ์ เชาวลิต สปท. ลําดับที่ ๑๑๐ ก่อนอื่นต้องขอรับว่าตัวเองไม่ใช่เป็นนักป่าไม้ แต่ว่าเท่าที่ได้อ่านหรือศึกษาที่กรรมาธิการได้เสนอมานี้ต้องขออนุญาตชื่นชมอย่างสูง แล้วเมื่อเช้าผมได้ฟังท่านโฆษกกรรมาธิการได้พูดผ่านทางวิทยุก็ดี ก็พบว่าจริง ๆ คณะอนุกรรมาธิการมีความพยายามอย่างมากถึง ๖-๗ เดือนในการสรุปตรงนี้ขึ้นมานะครับ เรายอมรับกันว่าเรื่องป่าไม้เป็นเรื่องใหญ่ เป็นเรื่องที่สามารถจะเป็นประเด็นในเรื่องของ การปฏิรูปได้ เพราะว่าผลจากป่าไม้ไม่ว่าจะมากหรือจะน้อยส่งผลต่อการพัฒนาประเทศ เป็นอย่างยิ่งนะครับ เรื่องความขัดแย้งในเรื่องของป่าไม้ก็ดี การจัดการเรื่องป่าก็ดี มีผลอย่างมากมายนะครับ จริง ๆ แล้วในบรรยากาศทุกวันนี้เรากําลังพูดในเรื่องของ การปรองดองกันอยู่ ผมอยากจะเรียนว่าที่จริงคนไทยเราเคยผ่านการต่อสู้กันมาถึงขั้น จับอาวุธกันมาเป็นเวลานาน รัฐบาลใช้เวลาหลายสิบปีถึงจะแก้ปัญหาได้ แต่จริง ๆ แล้ว ถ้าเรามองให้ลึกอีกนิดหนึ่ง ความขัดแย้งของคนในชาติในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา ไม่ใช่ความขัดแย้งในเรื่องของอุดมการณ์แต่เพียงอย่างเดียว แต่สูงสุดไปกว่านั้นก็คือ ความขัดแย้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหมู่บ้านชนบทเป็นความขัดแย้งเรื่องการจัดการป่าไม้ การจัดการความไม่พอใจของชุมชนต่อการจัดการป่าของการอยู่ของทรัพยากรธรรมชาติ เป็นเหตุสําคัญอันหนึ่งที่ทําให้มีการต่อสู้กันมาในรูปแบบต่าง ๆ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ มีความสําคัญอย่างยิ่งนะครับ ที่คณะกรรมาธิการได้เสนอมาผมก็เห็นด้วยว่าหลายเรื่อง ที่เราพูดถึงปัญหาที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นการชี้ถึงสถิติว่าป่าไม้ของเราลดลงนับตั้งแต่อดีต มาจนถึงปัจจุบันหลายสิบปี ลดลงมาก ถูกบุกรุก บุกรุกทั้งชาวบ้านเอง ทั้งนักธุรกิจก็ดี รวมทั้งการบังคับใช้กฎหมายของเราไม่สามารถดําเนินการได้อย่างเต็มที่ อันนี้ก็เป็นสิ่งหนึ่ง ที่กรรมาธิการได้พูด รวมทั้งข้อที่ยังไม่เป็นเอกภาพกันในเรื่องของกฎหมาย อันนี้ก็เป็นสิ่งหนึ่ง ซึ่งผมคิดว่ากรรมาธิการชุดนี้ก็ได้พูดในเรื่องกฎหมายอยู่แล้วว่าทั้ง ๒ ฉบับจะจัดการแก้ไข อย่างไร ผมคิดว่าตรงนี้ก็เป็นเรื่องที่มีความสําคัญอันหนึ่ง โดยรวมแล้วปัญหาในเรื่องของ การพูดถึงเรื่องนี้ผมคิดว่าก็เห็นด้วยนะครับ

ผมมีข้อสังเกตอยู่ ๒ ประการในเรื่องนี้ว่าเราจะจัดการในเรื่องของป่าไม้ อย่างไร ตรงนี้ผมคิดว่าจากที่เพื่อนสมาชิกหลาย ๆ ท่านได้มีการเสนอมาก็จะมี ๒ ส่วน ที่ผมสรุปได้ อันที่ ๑ ก็คือจะจัดการป่าไม้โดยรัฐเป็นหลัก อันนี้ก็เป็นเรื่องหนึ่งที่เราคงทราบกันดีแล้วว่า ถ้าเราจะให้รัฐเป็นหลักในเรื่องของการจัดการป่าก็ดี ไม่ว่าจะเป็นป่าในขอบเขตไหนก็ตามแต่ เราก็มักจะเจอในเรื่องการบังคับใช้กฎหมายอันหนึ่ง อันที่ ๒ คืออัตรากําลังที่ไม่พอ แล้วอันที่ ๓ ก็คือไม่สามารถดําเนินการได้ อันนี้ผมว่าเป็นเรื่องที่เราสรุปกันอย่างชัดเจน มาแล้ว การปฏิรูปที่ สปท. ได้เสนอมาจํานวนมากเราก็พูดมาเหมือนกันว่าตราบใดที่ยังใช้ กําลังของรัฐเข้าไปดําเนินการ ไม่ว่าหน่วยใดก็ตามแต่เป็นเรื่องยากมากที่จะสามารถแก้ไข ปัญหานั้น ๆ ได้ ฉะนั้นที่สมาชิกได้เสนอในเรื่องของการพูดถึงพลังของชุมชน พลังของประชาชน ตรงนี้เป็นเรื่องที่ค่อนข้างใหญ่มาก ผมยังเห็นว่าในระยะที่ผ่านมา หรือจากประสบการณ์ตัวเองในหลายปีที่ผ่านมา ก็พบเห็นที่ชาวบ้านเขาไปหาอยู่หากิน ตามธรรมชาติก็ดี อาจจะบุกรุกบ้าง ไปเก็บเห็ดบ้าง ไปทําอะไรต่าง ๆ ก็จะถูกเรื่อง การผิดกฎหมาย บางทีก็อาจจะมีการใช้กําลังไล่ยิงกันก็มี อันนี้คือเรามองว่าภาครัฐเอง พยายามจะรักษาพื้นที่ ชาวบ้านเองก็กําลังจะมองในเรื่องของที่อยู่ ที่ทํากิน หรือการหากิน ของเขาอยู่ ความขัดแย้งตรงนี้เป็นเรื่องที่มีความสําคัญอย่างยิ่ง ดังนั้นผมเห็นด้วยกับที่สมาชิก หลายท่านเสนอว่ามันมีการแก้ไขปัญหาหลายเรื่องที่อาจจะไม่ต้องใช้เรื่องกฎหมาย เพียงอย่างเดียว แต่กฎหมายก็มีความจําเป็นอยู่ สิ่งที่กรรมาธิการได้ออกมาโดยหลักการ ผมเห็นชอบด้วยอยู่แล้วว่าเมื่อกฎหมายที่เราออกมาถึงแม้ว่าเป็นการแสดงถึงเครื่องมือ การใช้อํานาจก็ตามแต่ แต่ถ้ามันมีอะไรที่ข้อบกพร่องหรือปรับปรุงจะแก้ไข อันนี้ก็เป็น เรื่องหนึ่ง แต่เรื่องสําคัญอันหนึ่งก็คือการจะรักษาป่าไม้ได้ สําคัญมากก็คือความที่ให้ ประชาชนเราทั้งหมดมีความตื่นตัวเรื่องนี้ ตรงนี้เป็นเรื่องใหญ่ และผมคิดว่าหลายท่าน ที่เสนอมาแล้วผมเห็นด้วยว่าจะเพิ่มเติมกิจกรรมโครงการนี้อย่างไร ระยะก่อนหน้านี้ หลายปีที่ผ่านมาที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ได้เสด็จพระราชดําเนิน ไปที่ต่าง ๆ ก็จะมีโครงการ เช่นโครงการอาสาสมัครพิทักษ์ป่า ได้มีการพระราชทานธงก็ดี ต่าง ๆ เหล่านี้ โครงการเหล่านี้เป็นโครงการที่มีความสําคัญอย่างยิ่ง แต่ขณะนี้เท่าที่ทราบมา ก็หายไปครับ ยังไม่ค่อยปรากฏเท่าไรนัก อันนี้ผมคิดว่าถ้าเราสามารถดําเนินการตรงนี้ได้ เพิ่มเติมตรงนี้ได้อย่างมีนัย เป็นดุลสําคัญพอ ๆ กับเรื่องการรักษาป่าโดยใช้กฎหมาย ถ้าเป็นความสําคัญเป็นครึ่ง ๆ ตรงนี้จะเกิดประโยชน์อย่างยิ่ง แล้วผมคิดว่าตรงนี้จะเป็นเรื่อง ที่สําคัญนะครับ

ประเด็นสุดท้ายอันหนึ่งที่เป็นข้อเสนอ เมื่อเช้าผมได้ฟังท่านกรรมาธิการ ได้พูดผ่านทางวิทยุซึ่งผมเห็นด้วยครับ ท่านเสนอว่าที่จริงถ้าเราดําเนินการเรื่องนี้อย่างเต็มที่ มีการปลูกป่า เพิ่มป่าจริง ๆ ก็ยังไม่สามารถที่จะให้พื้นที่ป่าเพิ่มขึ้นอย่างเป็นนัยสําคัญได้ จริง ๆ การที่จะเพิ่มพื้นที่ป่าที่เป็นนัยสําคัญจําเป็นต้องอาศัยภาคส่วนต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น ชุมชน ประชาชน เอาพื้นที่ต่าง ๆ เข้ามา เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ใหญ่มาก ผมสังเกตเห็นว่า คณะกรรมาธิการปฏิรูปของเราอาจจะเป็นหลาย ๆ เรื่องนะครับ เฉพาะเรื่องนี้ก็สําคัญ เรามีการเสนอเรื่องป่าหรือเรื่องต้นไม้หลาย ๆ ครั้ง ๒ ครั้ง หรือ ๓ ครั้ง จากอนุกรรมาธิการ ทางสาธารณสุขก็ดี จากอนุกรรมาธิการเรื่องชุมชน หรือสังคมก็ดี จริง ๆ แล้วถ้าเราจะเสนอ ผมอยากเสนอในนามของ สปท. คนหนึ่งว่าถ้าเราจะบูรณาการในเรื่องป่าไม้จริง ๆ แล้วก็ ให้เห็นเป็นการทํางานที่เป็นวาระเด่นชัด สปท. ก็อาจจะรวมในสิ่งที่ตัวเองเสนอไปแล้ว ซึ่งแน่นอนต่างกรรม ต่างวาระ ต่างกรรมการ แล้วเอามาบูรณาการร่วมกัน เราจะเห็น ยุทธศาสตร์ในการเพิ่มพื้นที่ป่าได้อย่างเป็นเอกภาพ ทั้งในเรื่องของสเกล (Scale) ขนาดใหญ่ สเกล (Scale) ขนาดเล็ก สเกล (Scale) ของชุมชน ถ้าเป็นแบบนี้ผมว่าประเด็นของ การปฏิรูปจะเป็นเรื่องที่มีความสําคัญอย่างยิ่ง เพราะว่าขณะนี้ก็ทราบว่าเมื่อรัฐบาลมีการตั้ง คณะกรรมการในเรื่องของเตรียมการปฏิรูป สปท. เองก็ควรที่จะทบทวนหรือนําเสนอว่า สิ่งที่ได้เสนอไปแล้วในเรื่องต่าง ๆ บางทีก็เป็นเรื่องเดียวกัน แต่ว่าเมื่อต่างคณะกรรมาธิการกัน เราก็เสนอกันทีละครั้ง ทีละครั้ง ถ้าเรารวบรวมตรงนี้เสนอไปแล้วจะเป็นการปฏิรูป อย่างแท้จริงและสามารถเป็นไปได้ในทางปฏิบัตินะครับ ก็ขออนุญาตเสนอเป็นหลักการ แค่นี้คร่าว ๆ ครับ ขอบคุณมากครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบคุณท่านเพิ่มพงษ์ค่ะ ต่อไปเชิญท่านคุรุจิต นาครทรรพ ประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านพลังงาน อดีตปลัดกระทรวงพลังงาน อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติค่ะ

นายคุรุจิต นาครทรรพ 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศที่เคารพ กระผม คุรุจิต นาครทรรพ ก่อนอื่นก็ต้องขอบพระคุณคณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม สปท. ที่เสนอรายงาน การจัดระเบียบการใช้ประโยชน์ที่ดินป่าไม้และการเพิ่มพื้นที่ป่าของประเทศ : มาตรการแก้ไข ปัญหาที่ดินในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ โดยเสนอเป็นร่างแก้ไข จริง ๆ เสนอกฎหมายใหม่ ๒ ฉบับ ที่ยกเลิกกฎหมายเดิม คือร่างพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. .... แล้วก็ร่างพระราชบัญญัติสงวน และคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. .... ท่านประธานครับ เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่วิป (Whip) จึงบอกว่า ควรจะส่งให้สมาชิกได้ไปอ่านก่อนล่วงหน้าสัก ๗ วัน เพราะมีพระราชบัญญัติรวม ๆ แล้ว เกือบ ๒๐๐ มาตราอยู่ในนี้ แล้วก็ปัญหาป่าไม้ก็เป็นปัญหาที่เรื้อรังมานาน แล้วทุกคนก็ทราบ ทุกคนเห็นด้วยกับจุดมุ่งหมาย วัตถุประสงค์ของรายงานนี้คือเพิ่มพื้นที่ป่าไม้ของชาติ ซึ่งจากรายงานของกรรมาธิการก็บอกว่าปัจจุบันจากการถูกบุกรุกต่าง ๆ พื้นที่ป่าที่ควรจะมี ๔๐ เปอร์เซ็นต์ ตอนนี้ก็เหลือสัก ๓๐ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ๑๐๒ ล้านไร่ แล้วก็มีการบุกรุก อย่างมาก โดยเฉพาะช่วงในปี ๒๕๑๙-๒๕๒๑ บุกรุกปีละ ๗,๐๐๐,๐๐๐ ไร่ จึงได้มีมติ คณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๔๑ กําหนดแนวทาง ๘ ประการที่จะแก้ไขปัญหา ผู้บุกรุก แล้วก็เอาคนออกจากป่า ซึ่งมันก็ดําเนินมาเราก็รู้สึกสถานการณ์มันก็ได้แต่ ทรงกับทรุด ไม่ได้เพิ่มพื้นที่ป่าเท่าที่ควร ประกอบกับในรายงานของกรรมาธิการ ก็ได้บอกด้วยว่า ป.ป.ช. และผู้ตรวจการแผ่นดินก็ได้มีความเห็นในเรื่องของการบุกรุกป่า ดังต่อไปนี้ คือให้ผู้ที่อยู่ในพื้นที่ก่อนประกาศกฎหมายที่ดินได้มีสิทธิอยู่อาศัย แต่ถ้าเป็น การบุกรุกหลังมติ ครม. ๓๐ มิถุนายน ๒๕๔๑ ก็ให้ดําเนินการตามกฎหมาย ก็คือ ให้เอาออกไปนั่นแหละ ให้มีการตรวจสอบและพิสูจน์สิทธิในการครอบครองให้แล้วเสร็จ ใน ๓ ปี ซึ่งก็เข้าใจว่าคงจะยังทําไม่เสร็จ ให้เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ ถ้าย้ายเขาออกไปแล้ว ก็ให้สํานักงบประมาณจัดสรรงบประมาณสนับสนุน ซึ่งเป็นเรื่องที่พูดง่ายแต่ทํา ต้องยอมรับว่ายาก แล้วพื้นที่ป่าไม้ก็ลดลงทุกปี ๆ ปัจจุบันพื้นที่ที่เรียกว่าเป็นป่าอนุรักษ์ คือเขตอุทยาน หรือเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า เหลือเพียง ๒๑ เปอร์เซ็นต์ หรือประมาณ ๖๕ ล้านไร่เท่านั้นเอง ซึ่งป่าอนุรักษ์เป้าหมายคือต้องทําให้ได้ ๒๕ เปอร์เซ็นต์ แล้วที่เหลือจะเป็นป่าเศรษฐกิจอีกสัก ๕ เปอร์เซ็นต์ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ก็ว่ากันไป จากข้อมูลที่มี คนลงทะเบียนมาเป็นผู้บุกรุกครอบครองพื้นที่ป่าอนุรักษ์ ๕.๙ ล้านไร่ มีคนมาขึ้นทะเบียนจริง ๆ ก็คือมาร่วมโครงการ ที่เหลือไม่ร่วม ๑๖๐,๐๐๐ ราย คิดเป็น ๑.๕ ล้านไร่ เพราะฉะนั้น ถึงเป็นปัญหาว่าป่าถูกบุกรุกทําลาย อีกเรื่องหนึ่งก็คือปัญหาไฟป่า ซึ่งคณะกรรมาธิการ ก็ได้ไอเด็นทิไฟ (Identify) ปัญหาว่า มันเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นเรื้อรัง ยิ่งคนอยู่ในป่า มันก็มีปัญหามาก ผมเองตอนรับราชการอยู่ก็ได้มีส่วนร่วมกับองค์กรของกระทรวงพลังงาน ๒ องค์กรที่ไปดําเนินการปลูกป่าอย่างจริงจังเป็นเวลากว่า ๒๐ ปีก็คือ ปตท. แล้วก็ กฟผ. การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ของ ปตท. เขาปลูกป่าทั่วประเทศ ทั้งป่าอนุรักษ์ ป่าสงวน ป่าชายเลน ต่าง ๆ รวมแล้วเกือบล้านไร่ ส่วน กฟผ. ๔๐๐,๐๐๐ กว่าไร่แล้ว โดยเฉพาะของ กฟผ. ผมไปที่จังหวัดน่านก็ได้ทราบว่าสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ท่านเสด็จทุกปี ไปดูความคืบหน้าในการยืนหยัดรักษาป่า เพิ่มพื้นที่ป่า ผมเองก็เป็นเจ้าภาพ ปลูกป่าของ กฟผ. ด้วย จําได้ว่าเจ้าหน้าที่ไปชี้ ๒ แปลงว่าจะเอาของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืชดี หรือของกรมป่าไม้ดี ไปดูของกรมป่าไม้ก็จําได้อันนี้ผมเคยมาปลูกแล้ว เจ้าหน้าที่บอกเคยมาปลูกแล้วเมื่อ ๕ ปีก่อน ตอนนี้ถูกเผาไปเรียบร้อยแล้ว ไปทําไร่ข้าวโพด

- ๔๑/๑   เพราะฉะนั้นการปลูกป่าก็ต้องเริ่มอย่างที่ในหลวงรัชกาลที่ ๙ บอกคือ ปลูกป่าในใจคนก่อน ทําให้เขารู้สึกว่าป่าไม้ต้องหวงแหน ต้องรักษา ไม่ใช่เห็นแก่ประโยชน์ปลูกข้าวโพดนิดเดียว ๓ เดือน ๔ เดือนได้ผลก็บุกรุกเข้าไป อันนี้ก็เป็นปัญหา ปัญหาอีกประการหนึ่งผมคิดว่า เป็นปัญหาเรื่องการบังคับใช้กฎหมายและมติต่าง ๆ การอ้างเจ้าหน้าที่ไม่เพียงพอก็อ้างได้ ก็เพิ่ม แต่ถ้าเจ้าหน้าที่ไม่กล้าหรือไม่มีกลยุทธ์ในการที่จะย้ายคนออกจากป่า หาที่ทํากิน ชดเชยให้เขา เหล่านี้ก็เป็นปัญหาคาราคาซัง ทุกปีก็มีการบุกรุก ทุกปีก็มีการเกิดไฟป่าขึ้น ก็อยากจะให้กําลังใจ ทีนี้ผมก็สังเกตว่ากฎหมายที่ท่านเสนอมาก็เป็นกฎหมายที่มีวัตถุประสงค์ เจตนาที่ดี เพิ่มเดฟินิชัน (Definition) เพิ่มอํานาจให้เจ้าหน้าที่ ซึ่งก็หมายความว่าเพิ่มดุลยพินิจ ให้เจ้าหน้าที่ด้วย แต่ถ้าให้คะแนนการใช้ดุลยพินิจและบังคับใช้กฎหมายที่ผ่านมาต้องถือว่า คะแนนยังไม่ดีเท่าไร เพราะว่าไม่สามารถย้ายคนออกจากป่า หรือทําให้หยุดยั้งการบุกรุกป่าได้ เพราะฉะนั้นการเพิ่มเจ้าหน้าที่ต้องมีตัวชี้วัดว่าเพิ่มแล้วมันจะหยุดยั้งได้ และจะมีกลยุทธ์ ในการย้ายคนออกจากป่าอย่างไร เจ้าหน้าที่ป่าไม้อย่างเดียวคงไม่พอ เจ้าหน้าบ้านเมือง ทั้งตํารวจ ผมก็จําได้ยังมีหน่วยที่เรียกว่าตํารวจป่าไม้อยู่ แล้วตอนนี้ คสช. เขาก็มีประกาศ ให้ทหารมาช่วย น่าจะเป็นยุคทองที่จะช่วยดึงผืนป่ากลับมา แล้วก็จัดระเบียบที่ดิน สําหรับผู้ยากไร้ ในที่นี้ท่านก็บอกว่าจะเยียวยาผู้ยากไร้ มันก็ต้องมีเดฟินิชัน (Definition) ของผู้ยากไร้ แล้วถ้าผู้ยากไร้นั้นได้ครอบครองพื้นที่ป่าให้สิทธิทํากิน ต่อมาเขาพ้นจาก ความยากไร้ พ้นจากขีดของความยากจนแล้วและจะอย่างไรต่อ ซึ่งอันนี้ผมเองก็เข้าใจ แล้วก็เห็นใจ แล้วก็อยากจะให้กําลังใจเจ้าหน้าที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เจ้าหน้าที่ป่าไม้ เจ้าหน้าที่อุทยานที่จะต้องต่อสู้ แต่ว่าท่านต้องมีกลยุทธ์ที่ดีก่อน กลยุทธ์ เพิ่มงบประมาณ กลยุทธ์เพิ่มคนมันเป็นกลยุทธ์ง่าย ๆ มันต้องมีกลยุทธ์ที่แยบยลว่าจะใช้ กลยุทธ์อย่างไร เอาตัวใหญ่ก่อน อย่างเอารีสอร์ต (Resort) ที่บุกรุกอยู่ ที่มีข่าวอยู่ ๒-๓ แห่ง ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี แต่ทําแล้วต้องมีฟอลโลว์อัป (Follow-up) ไม่ใช่พอเป็นข่าวแล้วกลับไปดู อีก ๖ เดือนให้หลัง อีก ๑ ปีให้หลัง กลับมาอีกแล้ว มันก็แสดงว่าเจ้าหน้าที่ไม่เข้มงวด อันนี้ผมก็อยากจะฝาก แล้วก็ต้องให้ประชาชนส่วนใหญ่โดยเฉพาะประชาชนที่อยู่กับป่า ยอมรับว่าผู้ที่เข้าไปบุกรุกหลังปี ๒๕๔๑ ไม่ควรจะเข้าไปอยู่ในที่ที่เขาอยู่ปัจจุบัน โดยเฉพาะที่ ที่เป็นป่าอนุรักษ์ กลยุทธ์นี้ต่างหากล่ะครับที่จะทําให้คนออกจากป่า ถ้าท่านทําให้สําเร็จ สักภาคละ ๑ แห่ง ก็จะเป็นโดมิโน (Domino) ให้ท่านทําสําเร็จต่อไปเรื่อย ๆ แต่ถ้าท่านทําไม่สําเร็จ ก็จะมีปัญหาว่ารีสอร์ต (Resort) เข้าไปบุกรุก ที่ไม่มีโฉนดก็ขายได้ บุกรุกกันต่อไป เพราะฉะนั้นกฎหมายที่ท่านเสนอมาผมก็คิดว่าท่านก็ร่างจากประสบการณ์ต่าง ๆ ดีแล้ว แต่ผมอยากให้มองว่าท่านก็เพิ่มขอบข่าย เพิ่มอํานาจ เพิ่มเจ้าหน้าที่ เพิ่มการใช้ดุลยพินิจ แต่ท่านไม่มีกลยุทธ์ ไม่มีผู้นําที่จะแสดงว่ากลยุทธ์นี้จะเวิร์ก (Work) อย่างไร ก็ยังเป็นปัญหา ที่แก้ต่อไปได้ไม่รู้จบ แต่ในภาพรวมผมก็ขอสนับสนุนรายงานนี้นะครับ แล้วก็อยากจะให้ ท่านเสนอเรื่องกลยุทธ์ที่จะทําให้ พ.ร.บ. นี้เห็นผลด้วย ขอบพระคุณครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบพระคุณค่ะ ต่อไปเรียนเชิญคุณหมอชูชัย ศุภวงศ์ อดีตเลขาธิการแพทยสภา อดีตเลขาธิการคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ อดีตกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญค่ะ

นายชูชัย ศุภวงศ์

กราบขอบพระคุณครับ กราบเรียนท่านประธาน ท่านกรรมาธิการและเพื่อนสมาชิกที่เคารพทุกท่านครับ ผม นายแพทย์ชูชัย ศุภวงศ์ สมาชิก ลําดับที่ ๔๐ ต้องขอแสดงความชื่นชมกรรมาธิการชุดนี้ที่เตรียมเอกสารอย่างดีมากเลย ข้อมูลต่าง ๆ เมื่อสักครู่ผมไปขอเจ้าหน้าที่แล้ว เพราะว่าเพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) เราไม่ได้แจกที่จะเก็บไว้ในลักษณะของดิจิทัล (Digital) อันนี้ก็เป็นข้อมูลที่มีประโยชน์มาก ประเด็นที่ผมจะเสนอเพิ่มคงมี ๑ หรือ ๒ ประเด็นเท่านั้นแหละครับ ถ้าเปิดไปดูหน้า ๓๐ หน้า ๓๑ หน้า ๓๒ ผมคิดว่าเป็นหัวใจสําคัญ คือเป็นเรื่องกรอบแนวคิด เป็นแนวพระราชดําริ แล้วก็เป็นกรอบนโยบายและกฎหมาย สิ่งที่ผมกําลังจะเสนอก็คือหน้า ๓๒ กรอบนโยบายและกฎหมาย ผมดูแล้วไม่มี ๒ เรื่อง ท่านกรรมาธิการอาจจะไปพิจารณาว่า จะปรับเพิ่มหรือเปล่า คือร่าง พ.ร.บ. แผนและขั้นตอนการปฏิรูปประเทศ ซึ่งเรื่องที่เสนอ เป็นเรื่องปฏิรูปทรัพยากรป่าไม้ ถ้าได้ใส่สัก ๑ มาตราในร่าง พ.ร.บ. แผนและขั้นตอนการปฏิรูป ประเทศ ซึ่งจะออกมาหลังจากรัฐธรรมนูญประกาศใช้ภายใน ๑๒๐ วันหลังจากรัฐธรรมนูญมีผล ประกาศใช้ ตรงนั้นอยากจะให้นําเสนอสัก ๑ มาตรา เพราะว่าร่าง พ.ร.บ. ๒ ฉบับที่ทาง กรรมาธิการเสนอมาจะมีน้ําหนักมากขึ้นในการที่จะอ้างกฎหมายลูกซึ่งออกตามรัฐธรรมนูญ ถามว่าจะเขียน ๑ มาตรานี้อย่างไร ผมเข้าใจว่าน่าจะอยู่ในกรอบแนวคิดตามหน้า ๓๐ ซึ่งเขียนไว้ค่อนข้างชัดเจนว่า หยุดยั้งและป้องกันการทําลายทรัพยากรป่าไม้อย่างมีประสิทธิภาพ และยั่งยืน เพิ่มพื้นที่ป่าให้มีความสมบูรณ์และยั่งยืน มีการใช้ประโยชน์พื้นที่ป่าอนุรักษ์ อย่างเหมาะสม ฝ่ายกฎหมายก็คงไปเรียบเรียงดูนะครับ

ประเด็นต่อมาที่ผมอยากจะเพิ่ม ลองไปพิจารณาดู อันที่จริงเมื่อสักครู่ ท่านสมาชิก ๒ ท่าน ท่าน สปท. เพิ่มพงษ์ กับท่าน สปท. คุรุจิต ได้เสนอเป็นรูปธรรม พอสมควร สิ่งที่ผมกําลังเสนอคือแนวนโยบายประชารัฐ แนวนโยบายประชารัฐ เป็นการดึงเอาชุมชน สังคม ธุรกิจเข้ามาร่วมในการปลูกป่า แล้วก็รูปธรรมที่ท่าน สปท. ทั้ง ๒ ท่านที่ผมได้เอ่ยชื่อไปแล้ว ก็เห็นปรากฏชัด ภาคธุรกิจจะต้องมีซีเอสอาร์ (CSR) ความรับผิดชอบต่อสังคม แล้วทําแล้วได้ผลดีเพราะว่าประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ ภาคธุรกิจสูงมาก ภาคชุมชนท้องถิ่นในหลายพื้นที่ของประเทศท่านกรรมาธิการคงทราบดี เขาถือว่าอันนั้นเป็นชีวิตของเขา เขาปกป้องอย่างสุดชีวิตเลย ไม่ว่าจะเป็นป่าไม้ ทรัพยากร ชายทะเล ชายฝั่ง เพราะว่าเป็นวิถีชีวิตของเขา เพราะฉะนั้นการเขียนให้มีพื้นที่ตรงนี้ ให้ชัดเจนขึ้น ผมคิดว่าเป็นทิศทางที่สําคัญ เพราะว่าการที่มีแนวนโยบายประชารัฐ เราเท่ากับ ยอมรับโดยปริยายว่า ๓-๔ ทศวรรษที่ผ่านมา รัฐหรือระบบราชการเราสู้ไม่ไหว แล้วก็ไม่มี ประสิทธิภาพมากพอที่จะปกป้องทรัพยากรป่าไม้และอื่น ๆ เพราะฉะนั้นกระบวนการ มีส่วนร่วมของภาคประชาสังคม ภาคธุรกิจนั้นในแนวทางนโยบายประชารัฐเป็นหัวใจสําคัญ ตรงนี้จะเพิ่มเติมอย่างไร

สําหรับแนวพระราชดําริในหน้า ๓๑ ผมคิดว่าเป็นการเสนอทั้งยุทธศาสตร์ และยุทธวิธี ยุทธศาสตร์ปลูกป่าโดยไม่ต้องปลูก อันนี้เป็นยุทธศาสตร์ ยุทธวิธีปลูกป่า ๓ อย่าง ประโยชน์ ๔ อย่าง คืออันนี้มีประโยชน์มากครับ ตรงนี้เราจะใส่ลงตรงไหน ซึ่งจะเป็นทิศทาง นโยบายหรือว่าเราได้ใส่ลงไปแล้ว อันนี้ไม่ได้เป็นกฎหมายแต่เป็นทิศทาง เป็นยุทธศาสตร์ เป็นยุทธวิธีที่สําคัญ

ประเด็นสุดท้ายครับท่านประธาน พันธกรณีระหว่างประเทศ ประเด็นสําคัญ ที่ผมอยากจะเรียนก็คือว่าถ้าวงเล็บว่าฉบับไหนที่พูดตรงนี้เข้าใจว่ามีไม่มากหรอกครับ เพราะว่าทางด้านสิ่งแวดล้อมเป็นพันธกรณีเป็นลักษณะของสิทธิเชิงกระบวนการมากกว่า สิทธิเชิงเป้าหมาย สิทธิเชิงเป้าหมาย เช่นต้องปลูกป่าให้ได้ไม่น้อยกว่า ๖๐ เปอร์เซ็นต์ ของพื้นที่ของทั้งประเทศที่ประเทศภูฏานได้วางไว้ แต่ของประเทศไทยได้กําหนด แต่ว่า คงไม่ได้กําหนดในกฎหมายไหน แต่กําหนดในลักษณะนโยบายว่า ๔๐ เปอร์เซ็นต์ อาจจะอยู่ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ พันธกรณีตรงนี้ที่เกี่ยวข้องมีอะไรบ้าง เอาหลัก ๆ นะครับ ตรงนี้ก็จะได้ใช้กลไกทางสากลช่วยมาเร่งรัดขับเคลื่อนการปฏิรูป ทรัพยากรธรรมชาติป่าไม้ได้ดียิ่งขึ้น ผมคงมีเรื่องเสนอเพียงเท่านี้ครับ ขอบพระคุณครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบพระคุณค่ะ มีสมาชิกท่านใดประสงค์จะอภิปรายอีกไหมคะ ก็อภิปรายกันมา ๑๒ ท่าน ดิฉันเห็นว่าพอสมควรแล้วนะคะ ขอปิดการอภิปราย และขอเรียนเชิญท่านประธาน กรรมาธิการตอบค่ะ

นางพรพันธุ์ บุณยรัตพันธุ์ ประธานกรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ ดิฉันขออนุญาตให้ผู้ที่จะตอบคําถาม รวมทั้งข้อเสนอแนะต่าง ๆ จากท่านผู้อภิปราย ซึ่งจะมีรายชื่อเรียงลําดับดังต่อไปนี้ ท่านแรก คือท่านขวัญชัย ดวงสถาพร ท่านที่ ๒ ท่านธิติ กนกทวีฐากร ท่านที่ ๓ ท่านทรงธรรม สุขสว่าง และท่านที่ ๔ ท่านมิ่งขวัญ วิชยารังสฤษดิ์ เรียงตามลําดับ ขออนุญาตท่านประธานค่ะ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

เริ่มจากท่านขวัญชัย ดวงสถาพร ใช่ไหมคะ เรียนเชิญค่ะ

นายขวัญชัย ดวงสถาพร กรรมาธิการ 🔗

กราบเรียนท่านประธาน ผม ขวัญชัย ดวงสถาพร ในฐานะโฆษกกรรมาธิการ สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ลําดับที่ ๑๔ ในส่วนของ ๑๒ ท่าน อย่างที่ผมได้เรียนไปตั้งแต่ก่อนที่จะเปิดให้ท่านกรุณาให้คําแนะนํา เรารู้สึกเป็นเกียรติ แล้วก็เป็นข้อมูลที่เกิดประโยชน์เพราะว่าอย่างที่ผมได้เรียนไปว่า การแก้ปัญหาเรื่องที่เรากําลังทํานั้นเป็นปัญหาสั่งสมที่ดําเนินมาอย่างยาวนาน เพราะฉะนั้น โดยลําพังกรรมาธิการคิด ๖-๗ เดือน โดยใช้ข้อมูลหลากหลายด้านวิเคราะห์มาก็อาจจะ มีส่วนที่จะต้องเติมเต็มจากแนวคิดของท่าน ซึ่งจาก ๑๒ ท่านนะครับ ผมขออนุญาตที่จะตอบ ทั้ง ๑๒ ท่านในประเด็นที่ผมสามารถที่จะตอบได้ทันที และส่วนที่เหลือจะมีกรรมาธิการ ท่านอื่น ๆ จะตอบสนองท่านในส่วนนี้นะครับ

เริ่มตั้งแต่ท่านสุรินทร์ ซึ่งท่านได้วิเคราะห์ถึงสาเหตุของการลดลงของพื้นที่ป่า รวมถึงข้อเสนอทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นการหยุดยั้งการแก้ไขปัญหาที่เป็นสาเหตุที่ทําให้เกิด ความยั่งยืนและสามารถเพิ่มผืนป่า ในขณะเดียวกันประชาชนผู้ยากไร้ก็จะได้มีความมั่นคงในที่ดิน ซึ่งเราขออนุญาตรับไว้ที่จะนําไปพิจารณา ซึ่งทางกรรมาธิการมีแผน ขออนุญาตเรียน ด้วยความจริงใจว่าเนื่องจากเป็นแผนปฏิรูปเรื่องเดียวต่อวัน เราคิดว่าน่าจะมีหลาย ๆ ท่าน ที่เสนอความเห็นเยอะ เราก็เลยมีการนัดประชุมในวันพรุ่งนี้เพื่อมาวิเคราะห์ข้อเสนอของท่าน และตอบสนองโดยด่วนที่สุด

ลําดับที่ ๒ คือท่านกษิต ภิรมย์ ซึ่งพอท่านเปิดประเด็นโดยการให้เกียรติ กรรมาธิการ ชมเชยในสิ่งที่กรรมาธิการได้ดําเนินการนั้นก็ขอกราบขอบพระคุณนะครับ ไม่ว่าจะเป็น การส่งเอกสารฉบับนี้ไปถึงผู้มีอํานาจให้สามารถพิจารณาได้โดยตรงเพื่อไม่ให้เกิดความล่าช้า รวมถึงการยับยั้งโดยใช้ระบบการติดตามตรวจสอบที่มีความทันสมัย ฉับไว ที่เรียกว่าฟอเรสต์ มอนิเตอริง (Forest Monitoring) หรือการเอาคืน โดยเฉพาะในเรื่องของมีการครอบครอง ที่ดินป่าไม้ที่ไม่ถูกกฎหมาย แล้วก็การจัดการกลุ่มนายทุนหรือมาเฟีย (Mafia) รวมถึงประเด็น อื่น ๆ ด้วย ซึ่งทางกรรมาธิการได้บันทึกไว้แล้วและจะนําไปประกอบการพิจารณาดําเนินการ

ท่าน พลเอก เลิศรัตน์ ต้องขอบพระคุณท่าน เพราะท่านมีประสบการณ์ใน เรื่องของสัตว์ป่า โดยเฉพาะในเรื่องขององค์การสวนสัตว์ ท่านเสนอไว้หลายประเด็น แต่ในส่วนของกฎหมายจะขออนุญาตให้อีกท่านหนึ่งนะครับ และท่านพูดถึงเรื่องของคน อยู่ร่วมกับป่า รวมถึงโครงการบ้านเล็กในป่าใหญ่ ซึ่งเป็นประเด็นที่เราใส่ในเล่ม แล้วก็ขอน้อมรับ ที่จะไปดําเนินการเขียนให้ชัดเจนขึ้น หลาย ๆ ส่วนนั้นอาจจะมีในเล่ม แต่ที่ท่านเสนอนั้น เกิดประโยชน์ทั้งนั้นแหละครับ เพราะว่าเราอยากจะปรับเล่ม เวลาเราไปชี้แจงในลําดับถัดไป ไม่ว่าจะเป็นต่อรัฐบาลหรือต่อวิป (Whip) ๓ ฝ่าย หรือต่อวิป (Whip) ๒ ฝ่ายอะไรก็แล้วแต่นั้น เราจะทําอย่างไรให้เล่มนี้สามารถสื่อให้คนเข้าใจ สิ่งที่ท่านนําเสนอมา ๑๒ ท่านนี้ เราจะนําไปปรับระบบการสื่อที่ให้เข้าใจและมีความรัดกุมมากขึ้นด้วยนะครับ

ท่านอรมนพูดถึงในเรื่องของอนุสัญญา อนุสัญญาในที่นี้เราเน้นเรื่องอนุสัญญา ความหลากหลายทางชีวภาพ รวมถึงพิธีสารทั้งหลาย เพื่อให้สอดคล้องโดยการแก้กฎหมาย ไม่ให้ถูกเอารัดเอาเปรียบ หรือสามารถที่จะบริหารจัดการที่จะตอบสนองหรือการอนุวัต ตามอนุสัญญาทั้งหลายได้ เดี๋ยวจะมีในส่วนของมาตรา ๓๘ มาตรา ๖๖ เดี๋ยวจะขออนุญาต ตอบต่อนะครับ

อีกท่านหนึ่งคือท่านนิกร ท่านนิกรผมต้องขออนุญาตตอบเพราะท่านตั้งคําถาม ที่เป็นเชิงวิชาการเหลือเกินว่า ทําไมต้องมีป่าอนุรักษ์ ๒๕ เปอร์เซ็นต์ ผมก็ขออนุญาตตอบ เพราะว่าเป็นอาจารย์ที่สอนด้านวิชานโยบายป่าไม้ ที่คณะวนศาสตร์อยู่แล้ว แล้วก็สอนนิสิต เรื่องนี้อยู่ จริง ๆ ป่า ๔๐ เปอร์เซ็นต์ เราถูกกําหนด ขออนุญาตเรียนในที่ประชุมว่า คําว่า ป่า ๔๐ เปอร์เซ็นต์ที่อยู่ในยุทธศาสตร์ชาติอะไรก็แล้วแต่ จริง ๆ ถูกกําหนดตั้งแต่ประมาณ ปี ๒๕๐๐ แล้ว ในขณะนั้นประเทศไทยได้มีการว่าจ้างผู้เชี่ยวชาญของสหประชาชาติ มาสํารวจป่าและมาวางระบบ แล้วผู้เชี่ยวชาญ ณ ขณะนั้นเสนอแนวคิดว่าประเทศไทย ควรจะมีป่าประมาณ ๔๐ เปอร์เซ็นต์ แต่แน่นอนครับ การที่เขาเสนอว่าให้มีป่า ๔๐ เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่ตอนนั้นประเทศไทยมีป่า ๕๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นก็คิดว่า ไม่น่าจะเปิดเผยมากนักในช่วงนั้น จนมาถึงสภาพทรัพยากรป่าไม้ของเราลดลงอย่างมาก ปี ๒๕๒๘ ซึ่งมีคณะกรรมการนโยบายป่าไม้แห่งชาติ ณ ขณะนั้น ได้กําหนดว่าให้มีป่า ๔๐ เปอร์เซ็นต์ ส่วนของการกําหนดนั้นจะใช้เกณฑ์อยู่ ๓ ส่วน เกณฑ์ที่ ๑ ก็คือดูพื้นที่ ที่เสี่ยงภัย ที่ไม่ควรใช้ประโยชน์ ควรเป็นป่าจริง ๆ ก็คือพื้นที่ที่มีความลาดชันเกิน ๓๕ เปอร์เซ็นต์ พูดง่าย ๆ คือเอาแผนที่ประเทศไทยมากางแล้วก็ดูว่าพื้นที่ลาดชัน และเสี่ยงภัยมีตรงไหนบ้าง อันนี้มีอยู่ประมาณ ๑๐๐ ล้านไร่ ตรงนี้ก็เป็นเกณฑ์หนึ่ง เกณฑ์ที่ ๒ ก็ดูว่าพื้นที่แหล่งต้นน้ําลําธารนั้นควรจะมีเท่าไรที่จะทําให้ประเทศไทยนั้นลดความเสี่ยงจาก ภัยพิบัติ ในขณะที่จะมาควบคุมระบบนิเวศหรือสภาพภูมิอากาศด้วย อันนี้ก็มีการคํานวณ พื้นที่ต้นน้ําในบ้านเราว่าควรจะมีเท่าไร ตอนนั้นคํานวณพื้นที่ต้นน้ํา คําว่า มองพื้นที่ต้นน้ํา คงไม่ได้มองพื้นที่ที่มีป่าอย่างเดียว รวมถึงพื้นที่บัฟเฟอร์โซน (Buffer Zone) พื้นที่อย่างอื่น ที่มีประชาชนอาศัยอยู่แต่มีการใช้ประโยชน์เชิงอนุรักษ์ด้วย ประมาณ ๓๘ เปอร์เซ็นต์ และสุดท้ายก็มองถึงประเด็นว่าจะทําอย่างไรให้ผืนป่าเราสามารถตอบสนองการใช้ ประโยชน์ได้ พูดง่าย ๆ คือมองดูว่าประเทศไทยนั้นใช้ไม้ต่อหัวเท่าไร แล้วก็คิดกลับกันไปว่า ถ้าประเทศไทยใช้ไม้ต่อหัวเท่านี้ควรจะมีป่าอยู่เท่าไร มองเป็น ๓ ประเด็น จากข้อมูล ๓ ด้านนั้น ก็มีการบูรณาการข้อมูลกันแล้วก็เสนอว่าให้มีป่า ๔๐ เปอร์เซ็นต์ แต่มีเหตุการณ์ อยู่เหตุการณ์หนึ่งอย่างที่ท่านวิทยา แก้วภราดัย ขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านพูดถึงเหตุภัยพิบัติ ก็คืออุทกภัยรุนแรงในภาคใต้เมื่อปี ๒๕๓๑ เหตุการณ์นั้นเป็นการเปลี่ยนแปลงนโยบายที่สําคัญ ของวงการป่าไม้ไทย ก็คือว่าเรามีการปรับตัวเลขการอนุรักษ์ป่าจากที่คณะกรรมการนโยบาย ป่าไม้แห่งชาติกําหนดให้มีป่าอนุรักษ์ไม่น้อยกว่า ๑๕ เปอร์เซ็นต์เดิมนะครับ เรากลับตัวเลข มาเป็นพื้นที่ไม่น้อยกว่า ๒๕ เปอร์เซ็นต์ และเป็นป่าเศรษฐกิจไม่น้อยกว่า ๑๕ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเขียนลงในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๗ ซึ่งจะตรงกับเหตุการณ์ ตอนนั้นพอดี ผมขออนุญาตพูดภาพรวม แต่ผมคิดว่าเพื่อให้เกิดความชัดเจนของคําว่า ป่า ๒๕ เปอร์เซ็นต์ จะขออนุญาตที่ประชุมว่า เราจะใส่ข้อมูลตรงนี้เข้าไปในเล่ม ในฉบับปรับปรุงเพื่อให้เกิดความชัดเจนด้วย เนื่องจากหลาย ๆ ท่านมองว่าข้อมูลค่อนข้าง จะสมบูรณ์ ผมคิดว่าถ้าเพิ่มตรงนี้ไปจะเป็นการพูดถึงสาเหตุที่แท้จริงว่าทําไมต้องเพิ่มป่า ให้เป็น ๒๕ เปอร์เซ็นต์ ในกรณีป่าอนุรักษ์ แล้วก็ที่ท่านนิกรท่านได้กรุณาเสนอว่า เปลี่ยนเครื่องมือถ้ามีข้อมูลพื้นที่ป่า แล้วก็ตั้งแต่ปี ๒๕๑๖ พอมาปี ๒๕๔๑ กราฟลดลง ความชันสูงมาก พอมาปี ๒๕๔๓ กราฟพุ่งขึ้น แล้วก็ในเอกสารเขียนว่า เปลี่ยนมาตราส่วน แต่เปลี่ยนเครื่องมือ คําว่า มาตราส่วน คือก่อนปี ๒๕๔๑ นั้นเราใช้ข้อมูลพื้นที่ป่าที่มาตราส่วน ๑ ต่อ ๒๕๐,๐๐๐ เป็นภาพถ่ายดาวเทียม พอหลังปี ๒๕๔๑ คือปี ๒๕๔๓ เริ่มมีการใช้ข้อมูลใหม่ ก็คือว่าขยายสเกล (Scale) ให้เป็น ๑ ต่อ ๕๐,๐๐๐ ทําให้ต้องเปลี่ยนฐาน เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ โดยหลักการแล้วทางวิชาการแล้วไม่ควรเอามาต่อเชื่อมกัน เพราะว่าใช้ฐานคนละตัว ทําให้ข้อมูลนั้นมีลักษณะเหมือนขาดช่วง แต่อย่างไรก็ตามเรามองว่าข้อมูลป่าไม้ ตั้งแต่ปี ๒๕๑๖ นั้นมีความสําคัญ อยากให้เห็นภาพรวมก็เลยเขียนเป็นหมายเหตุว่า เปลี่ยนมาตราส่วนและเปลี่ยนเครื่องมือแค่นั้นเอง นั่นคือขออนุญาตที่จะตอบท่านนะครับ แล้วก็ขออนุญาตที่จะไปอธิบายเพิ่มในเล่มเพื่อให้เกิดความชัดเจนว่ามาตราส่วนอะไร จาก ๒๕๐,๐๐๐ เป็น ๕๐,๐๐๐ แล้วก็เป็นอย่างไรในเล่มเพื่อให้เกิดความชัดเจนนะครับ รวมถึงการแจ้งการครอบครอง ท่านพูดถึงการแจ้งครอบครองว่าจะช่วยประชาชนอย่างไร ซึ่งตรงนี้กรรมาธิการพิจารณาหลายครั้งมากว่า ปกติประชาชนที่อาศัยอยู่ในเขตป่าหรืออยู่ตาม ท้องถิ่นที่ค่อนข้างจะทุรกันดารหรืออยู่ไกลจากเขตเมืองนั้น การรับการสื่อสารอาจจะยาก และที่สําคัญนะครับ เราวิเคราะห์ปัญหาอย่างที่ผมได้เรียนไปว่ามีประชาชนบางกลุ่ม อาจจะทราบหรือไม่ทราบแต่ไม่เข้ามาร่วมในโครงการ ซึ่งตรงนี้เราได้วิเคราะห์แล้วก็เสนอ เป็นมาตรการว่าเรามีคณะกรรมการอยู่ ๔ ระดับ และคณะกรรมการระดับล่างสุด คือคณะกรรมการระดับอําเภอ เป็นคณะทํางานระดับอําเภอซึ่งประกอบไปด้วยส่วนที่เป็น องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ประกอบไปด้วยส่วนที่เป็นข้าราชการฝ่ายปกครองจะมากลั่นกรอง เป็นบุคคลแรก และในขณะเดียวกันกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช มีหัวหน้า หน่วยงานภาคสนาม ซึ่งโดยความเป็นจริงแล้วตั้งแต่มติ ครม. ๓๐ มิถุนายน ๒๕๔๑ มีผลบังคับใช้นั้น เจ้าหน้าที่กลุ่มนี้ก็ได้ไปรวบรวมไว้เบื้องต้นในระดับหนึ่งแล้ว เพียงแต่ ไปขยายผลและไปอัปเดต (Update) ข้อมูลให้รัดกุมมากขึ้นและให้ชัดเจน โดยตรงนี้ร่วมกับ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แล้วก็ฝ่ายปกครอง ส่วนที่เป็นมาตรา ๓๗ รวมถึงมาตรา ๕๒ จะเขียนให้ชัดอย่างไร เดี๋ยวจะขออนุญาตฝ่ายกฎหมายต่อไปนะครับ

ประเด็นของท่านไวกูณฑ์พูดถึงเรื่องช้างป่า อันนี้ขออนุญาต เผอิญมีทาง ท่านผู้อํานวยการสํานักอุทยานแห่งชาติของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช มาด้วย เดี๋ยวจะขอให้ท่านตอบเพื่อให้เกิดความชัดเจน รวมถึงท่านวิทยา แก้วภราดัย จริง ๆ ท่านวิทยา แก้วภราดัย นั้นเคยเสนอบางประเด็นในคณะกรรมการเร่งรัด การปฏิรูปทรัพยากรป่าไม้ของชาติแล้วครั้งหนึ่ง ซึ่งทางคณะทํางานชุดนั้นได้บรรจุไปแล้ว ในเรื่องของอัตรากําลังที่ท่านพูดถึงโรงเรียนป่าไม้แพร่ แต่ผมขออนุญาตว่าข้อมูล หลายประการที่ท่านนําเสนอนั้นก็เป็นข้อมูลที่เราน้อมรับ ท่านพูดถึงนโยบายซึ่งแสดงถึงว่า ท่านได้ศึกษามาในระดับที่ใช้เวลาระดับหนึ่งที่ว่าท่านเข้าใจถึงการกําหนดนโยบาย โดยเฉพาะ เหตุการณ์การเกิดอุทกภัยภาคใต้ที่จังหวัดนครศรีธรรมราชนั้นเป็นจุดเปลี่ยนของนโยบาย ป่าไม้ไทยเลยครับ ทั้งเรื่องการปิดสัมปทานป่าบกทั่วประเทศ การแก้นโยบายกลับตัวเลข ป่าอนุรักษ์ ป่าเศรษฐกิจ ณ เวลานั้น โดยไปกลับในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๗ นั่นคือเป็นจุดพอยต์ (Point) ที่สําคัญ

แล้วท่านพูดถึงโครงสร้าง ตรงนี้เป็นประเด็นที่เราคิดว่าเห็นด้วยกับท่าน ก็คือการปรับปรุงโครงสร้าง คือป่าอนุรักษ์อยู่ภายใต้กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ป่าสงวนอยู่กรมป่าไม้ ท่านลองนึกสภาพพื้นที่ต้นน้ําลําธาร น้ํามันไหลจากพื้นที่ต้นน้ําเข้าไปสู่ ปลายน้ํา มันไม่รู้หรอกครับ อันนี้คืออุทยาน อันนี้คือป่าสงวน แต่ควรจะมีการจัดการ เชิงระบบนิเวศ ตรงนี้เราจะทําเป็นข้อเสนอในภาคผนวกว่าจะทําอย่างไรให้มีการบูรณาการกัน ในส่วนนี้ให้ได้มากที่สุด ในเรื่องโครงสร้างอัตรากําลัง

รวมถึงในเรื่องของการประกาศเขตห้ามล่า ตรงนี้เป็นปัญหาที่เราวิเคราะห์ อย่างที่เรียนไปว่าในบางครั้งการประกาศเขตป่าอนุรักษ์ สมมุตินะครับ เดิมประชาชน อยู่ในสถานภาพเป็นป่าสงวนแห่งชาติอยู่ พอประกาศเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า สถานภาพ ของที่ดินเปลี่ยน แต่ความเป็นป่าสงวนยังอยู่เพราะเราประกาศทับ ในขณะที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่านั้น มีกฎหมายที่เข้มงวด ไม่มีบทบัญญัติใดให้อธิบดีอนุญาตได้เลย ทําให้ประชาชนที่เคย ใช้ประโยชน์อยู่ ณ ขณะนั้น พอมีกฎหมายประกาศทับครอบก็ไม่สามารถใช้ประโยชน์ได้อีก เนื่องจากผิดกฎหมายฉบับใหม่ที่ไปประกาศทับ แม้ว่าประชาชนจะเคยอยู่อาศัยมาก่อน ประกาศเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าก็ตาม แต่เรื่องนี้นั้นเป็นสิ่งที่กรรมาธิการได้วิเคราะห์ไว้เบื้องต้น แล้วก็เข้าใจว่าจะต้องมีการที่ไปจัดระเบียบ แล้วก็ผ่อนคลายบทบัญญัติบางประการ เพื่อที่จะให้ความเป็นธรรมในบางเรื่องสําหรับประชาชนด้วยในบางพื้นที่

ส่วนเรื่องการขาดกําลังพลในภาคสนามนั้น จริง ๆ แล้วข้อมูลของ องค์กรภาคเอกชนในหลายส่วนค่อนข้างจะพูดตรงกันว่าเจ้าหน้าที่ภาคสนาม ๑ ราย อาจจะดูแล ผืนป่าเป็นหมื่นไร่ด้วยซ้ําไป ซึ่งในความเป็นจริงไม่พอ ในการแก้กฎหมายนั้นเราพยายามที่จะ พัฒนากลไกก็คือเขาเรียกว่าคณะกรรมการที่ปรึกษาประจําอุทยาน ประจําเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ที่ประกอบไปด้วยบุคคลหลายภาคส่วนในพื้นที่ เพื่อที่จะให้มีบทบาทในการให้คําแนะนํา และควบคุม รักษาร่วมกันกับหัวหน้าอุทยาน หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า เพราะเรารู้ว่าถ้าใช้พนักงานของรัฐอย่างเดียวคงไม่พอ จริง ๆ ในเรื่องของโรงเรียนป่าไม้แพร่นั้น เป็นเจตนารมณ์ ก็คือในเรื่องของเจ้าพนักงานป่าไม้ที่ปฏิบัติในภาคสนาม ซึ่งท่านก็พูดตรงกัน กับแนวคิดของกรรมาธิการว่าปัจจุบันนั้นบุคลากรที่ปฏิบัติงานในภาคสนามจริง ๆ ไม่พอ ซึ่งอาจจะไม่ใช่แค่การเพิ่ม อาจจะต้องมีการเกลี่ยอัตรากําลังที่อยู่ส่วนกลาง หรือส่วนอะไร ต่าง ๆ ตรงนี้ ซึ่งในส่วนนี้นั้นได้มีการเขียนในส่วนของคณะกรรมการการบูรณาการเร่งรัด การปฏิรูปทรัพยากรป่าไม้ของชาติ ขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านยงยุทธ สาระสมบัติ ท่านเป็นประธานคณะทํางานตรงนั้นแล้ว แต่ก็จะขออนุญาตที่จะบันทึกไว้ในส่วนภาคผนวก ที่ความคิดเห็นของท่านอีกครั้งหนึ่ง แล้วท่านให้ข้อแนะนําเรื่องการหารายได้จากการท่องเที่ยว เชิงนิเวศที่มีการควบคุมเพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบด้วย

ลําดับถัดไปท่านอภินันท์นะครับ จริง ๆ โดยส่วนตัวผมเองผมติดตามท่านตลอด ในเรื่องของประสบการณ์ในเรื่องของการแก้ปัญหาที่ดิน ผมขออนุญาตเรียนว่าประชาชน ที่อยู่ในเขตป่าถ้าอยู่มานานจริง ๆ มีเอกสารตามประมวลกฎหมายที่ดิน กฎหมายทั้ง ๒ ฉบับ ทั้งพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่านั้นมีบทบัญญัติ ที่พูดถึงว่าให้นําเอกสารฉบับนั้นเข้าไปในเรื่องเกี่ยวข้องกับประมวลกฎหมายที่ดินได้ เปิดช่องอยู่แล้ว แต่คณะกรรมาธิการก็เข้าใจว่าในความเป็นจริงคนอยู่นาน ๆ บางทีอาจจะไม่มีใบเอกสารนี้ก็ได้ แต่เราก็ต้องมานั่งวิเคราะห์ต่อว่าเอกสารทั้งหลายเหล่านี้เราต้องระวัง ที่เราเคยได้ยินว่า ส.ค. บินบ้าง บวมบ้าง อะไรต่าง ๆ ก็เป็นเรื่องที่เราก็ได้มาวิเคราะห์เหมือนกัน แต่อย่างไรก็ตาม การแก้กฎหมายทั้ง ๒ ฉบับ การออกมาตรการนั้นมองประชาชนเป็นศูนย์กลาง ในขณะเดียวกัน คําว่า ประชาชนเป็นศูนย์กลาง คืออะไร ประชาชนที่ใช้ประโยชน์ป่าและประชาชนที่เป็น เจ้าของทรัพยากรของคนทั้งประเทศซึ่งเขาไม่มีสิทธิไปใช้ เขาต้องได้รับความเป็นธรรมเช่นกัน พื้นที่ป่ามีการจําแนกซ้อนทับกันหรือไม่ ท่านเข้าใจถูกครับ การประกาศอุทยานแห่งชาติ กฎหมายเกี่ยวข้องกับป่าไม้ไทยตอนนี้มีอยู่ ๘ ฉบับ เรามีตั้งแต่พื้นที่ป่าไม้ พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. ๒๔๘๔ เขียนบทบัญญัติว่า ป่าคือที่ดินที่ไม่มีบุคคลได้มาตามกฎหมายที่ดินที่เรียกว่า เป็นป่าหมด เดิมก็เป็นป่าประเภทนี้ตั้งแต่ปี ๒๔๘๔ แล้วก็มีการประกาศป่าสงวน แล้วก็มี การประกาศอุทยานซึ่งทับกันอย่างที่ท่านเข้าใจ แต่ข้อมูลที่อยู่ในเล่มที่ท่านเห็นนั้นเป็นข้อมูล ที่เราสกัดก็คือกฎหมายที่เป็นล่าสุด อย่างเช่น การประกาศอุทยานแห่งชาติล่าสุดที่เป็นปัจจุบัน เราก็เอามารวมกัน วนอุทยาน สวนรุกขชาติ สวนพฤกษศาสตร์นั้นเป็นป่าสงวนอยู่แล้ว แต่เป็นแนวเขตทางการบริหารที่ผมบอกว่าเป็นป่าอนุรักษ์เชิงนโยบายก็เอามารวม อันนี้ ขออนุญาตที่จะไปเขียนเพิ่มให้ชัดเจนประเด็นนี้เช่นกันนะครับ

รวมถึงประเด็นในเรื่องของการที่จะต้องมีการอบรมอาสาสมัครหรืออะไรต่าง ๆ เดี๋ยวจะขออนุญาตให้ทางกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืชได้ช่วยชี้แจง และวันแมป (One Map) ของรัฐบาล จริง ๆ ในคณะกรรมาธิการหลายท่านเป็นกรรมการวันแมป (One Map) ด้วย ซึ่งเข้าใจในส่วนของวันแมป (One Map) อยู่แล้ว แล้วก็ขออนุญาตไปเพิ่ม อันนี้ก็ไปเพิ่มในเล่มว่าในส่วนวันแมป (One Map) ขอบเขตของเรา ทีนี้วันแมป (One Map) เป็นแนวคิดที่ดีเพราะเป็นฐานของรากปัญหาคือแนวเขต รวมถึง คทช. คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ รวมถึงร่างกฎหมายที่ผ่าน ครม. คือในเรื่องของ คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติด้วย เดี๋ยวจะขออนุญาตไปเพิ่มเติมในส่วนนี้

ท่านสมพงษ์ สระกวี ซึ่งท่านได้กรุณาพูดถึงเรื่องการปฏิรูปอัตรากําลัง ตั้งแต่คําสั่ง คสช. ที่ ๖๔/๒๕๕๗ ทางกรรมาธิการได้พิจารณาในเบื้องต้นว่า กองกําลัง ของกองทัพนั้นก็เป็นกองกําลังหนึ่งที่เหมาะในบางสถานการณ์และบางพื้นที่ อย่างเช่น ในเขตชายแดนนั้นศักยภาพของเจ้าหน้าที่ป่าไม้คงไม่เพียงพอ การใช้กําลังของกองทัพนั้น อาจจะเหมาะสม แต่ในสถานการณ์เปลี่ยนไปนั้นพลังที่สําคัญที่สุดคือประชาชนที่จะมา มีส่วนร่วม คงไม่ใช้การปราบปรามอย่างเดียว แต่คงต้องมองในมิติอื่น ๆ ด้วย ในส่วนนี้ ก็รับข้อสังเกตไว้นะครับ

ขอกราบขอบพระคุณท่านเพิ่มพงษ์ที่ท่านเน้นในเรื่องของการมีส่วนร่วมมากขึ้น รวมถึงในเรื่องของการปฏิรูปป่าไม้ ซึ่งตรงนี้โดยส่วนตัวผมนะครับ ไม่ใช่ในนาม คณะกรรมาธิการ เห็นด้วยที่ว่ามีหลายส่วนเรื่องการปฏิรูปป่าไม้นั้นหลายกรรมาธิการ ทําเชื่อมโยงกับที่ดิน ป่าไม้ ซึ่งน่าจะมีการรวบรวมที่เกี่ยวข้องกับที่ดิน ป่าไม้ทั้งหมดให้เป็น เหมือนกับวาระแห่งชาติที่จะเสนอต่อผู้เกี่ยวข้องนะครับ

ท่านคุรุจิตที่ท่านได้กรุณาให้คําแนะนําเรื่องของการแก้ปัญหาป่าไม้จริง ๆ ก็คือแก้ปัญหาที่จิตใจคน ปลูกป่าในใจคน น้อมนําแนวพระราชดําริ การใช้ดุลพินิจ ของพนักงานเจ้าหน้าที่ จะสังเกตดูว่าถ้าท่านลองดูตารางเปรียบเทียบกฎหมาย ๒ ฉบับ ที่เราเสนอนั้น เราลดดุลพินิจของพนักงานเจ้าหน้าที่มากเลย อยู่ในรูปคณะกรรมการ และเป็นคณะกรรมการระดับพื้นที่ คณะกรรมการระดับชาติ พยายามให้ประชาชนเข้ามาร่วม ใช้ดุลพินิจมากขึ้น เพราะเราก็ประเมินตรงนี้เหมือนกัน ก็ขอขอบพระคุณที่ได้ให้ข้อเสนอแนะ ขอบคุณที่ท่านเข้าใจว่ากลยุทธ์ที่จะทําแรงจูงใจให้ประชาชนเข้ามาร่วมกับมาตรการ ที่เราเสนอนั้นเป็นสิ่งสําคัญที่สุด

รวมถึงท่านคุณหมอชูชัยที่ท่านได้กรุณาพูดถึง ตรงนี้เป็นประเด็นที่เราต้อง ขอขอบพระคุณและจะไปเพิ่มแน่นอน ก็คือร่างพระราชบัญญัติแผนและขั้นตอนการปฏิรูป จริง ๆ กรรมาธิการเสนอประเด็นเรื่องนี้ไปใส่ตอนที่คณะทํางานเรื่องนี้ เราก็เสนอเป็น ประเด็นเรื่องการปฏิรูปที่ดินป่าไม้ไปใส่ในตัวร่างพระราชบัญญัตินี้อยู่แล้ว แต่เราจะเขียน เชื่อมโยงในเรื่องนี้ให้มากขึ้นว่าในตัวร่างพระราชบัญญัติ ฉบับ สปท. เสนอนั้นมีเรื่อง การปฏิรูปที่ดินป่าไม้ โดยเฉพาะป่าอนุรักษ์ด้วย อันนี้เราตกไปจริง ๆ เดี๋ยวจะไปเพิ่ม แนวนโยบายประชารัฐในเล่มด้วย รวมถึงแนวพระราชดํารินั้นเราใส่อยู่แล้ว แล้วก็พันธกรณี หรือข้อตกลงระหว่างประเทศ ท่านบอกว่าควรจะระบุเนื้อหาเอาหลัก ๆ อันนี้จะไปสรุป ไม่ว่าจะเป็นอนุสัญญาความหลากหลายทางชีวภาพ หรือพิธีสารที่เกี่ยวข้องกับความหลากหลาย ทางชีวภาพ หรือป่าอนุรักษ์ ไม่ว่าจะเป็นไอยูซีเอ็น (IUCN) หรืออะไรต่าง ๆ พวกนี้จะขออนุญาต ไปสรุปและใส่ในเล่มด้วยนะครับ นั่นคือภาพรวม ต่อไปเป็นประเด็นในส่วนของกฎหมาย ผมจะขอให้ท่านธิติ กนกทวีฐากร ได้ตอบชี้แจงตรงนี้ครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ก่อนที่ท่านธิติจะตอบ ดิฉันขอเรียนให้ทราบว่าขณะนี้มีคณะบุคคลขออนุญาต เข้าฟังการประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ จํานวน ๒๐๐ คน คือคณะผู้นําเยาวชนไทย ทําดีถวายในหลวงระดับประเทศ ยินดีต้อนรับนะคะ

ท่านได้ฟังคําตอบของท่านขวัญชัย ดวงสถาพร ในฐานะหัวหน้าภาควิชา การจัดการป่าไม้ คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ไปแล้ว เป็นทางฝั่งนักวิชาการ เดี๋ยวทางฝั่งนักปฏิบัติตอบด้วยก็จะได้ทราบว่ามุมมองในแง่นักปฏิบัติตอบเป็นอย่างไร ท่านต่อไปท่านธิติ กนกทวีฐากร ท่านเป็นอดีตผู้ตรวจราชการกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เชิญค่ะ

นายธิติ กนกทวีฐากร ผู้ชี้แจงในนามคณะกรรมาธิการ 🔗

กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ และท่านสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศผู้ทรงเกียรติ ทุกท่านครับ ผม นายธิติ กนกทวีฐากร ในฐานะอนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูป ทรัพยากรธรรมชาติ ในคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุข และสิ่งแวดล้อม ขอกราบเรียนตอบข้อซักถามของท่านสมาชิกและชี้แจง รวมทั้งให้ข้อมูล ดังนี้

ประเด็นแรกขอตอบข้อสังเกตและข้อกังวลของท่าน พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช ขอกราบขอบพระคุณท่านที่สนับสนุนในเรื่องของการแก้ไขปรับปรุงร่างพระราชบัญญัติ ทั้ง ๒ ฉบับ โดยเฉพาะร่างพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. .... ที่ท่านยกตัวอย่างในเรื่องการแก้นิยาม คําว่า ซากสัตว์ ให้ชัดเจน แก้นิยาม คําว่า สวนสัตว์ ตัดคําว่า สาธารณะ ออก เพื่อไม่ให้เข้าใจสับสน รวมทั้งในเรื่องของการขอจัดตั้งสวนสัตว์ แต่ว่าประเด็นที่ท่านให้ข้อสังเกตคือการกําหนดอายุใบอนุญาต ซึ่งท่านบอกว่ากําหนด คราวละ ๕ ปีจะเกิดปัญหาของผู้ประกอบการไม่ว่าในเรื่องของการระดมทุน เงินลงทุน การบริหารจัดการทั้งภาคบุคคลและภาคการเงิน อันนี้ผมขอเรียนว่าในร่างพระราชบัญญัติสงวน และคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. .... ฉบับที่เสนอมานี้ยังคงยึดหลักการเดิมของพระราชบัญญัติสงวน และคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. ๒๕๓๕ ถ้าท่านสังเกต โปรดดูในร่างมาตรา ๒๔ ในหมวดว่าด้วยสวนสัตว์ การที่ผู้ใดประสงค์ จะตั้งและดําเนินกิจการสวนสัตว์จะต้องได้รับใบอนุญาตจากอธิบดี และไม่ได้เขียนบัญญัติ ต่อไปว่า การอนุญาตคราวละ ๕ ปี หรือกี่ปี ไม่ได้เขียนเอาไว้เลย แต่จะไปเขียนไว้ ในมาตรา ๒๗ การที่ผู้รับอนุญาตจัดตั้งและดําเนินกิจการสวนสัตว์ซึ่งได้รับอนุญาตแล้ว แต่มีความประสงค์จะยกเลิกการดําเนินกิจการสวนสัตว์ นั่นก็หมายความว่าเมื่อได้รับอนุญาต แล้วท่านสามารถที่จะดําเนินกิจการสวนสัตว์ต่อไปได้เรื่อย ๆ แต่ทั้งนี้ในร่างมาตรา ๒๔ วรรคสาม เขาจะกําหนดให้ออกอนุบัญญัติในเรื่องของกําหนดวิธีการและเงื่อนไข ซึ่งในประเด็นนี้ คณะกรรมการกฤษฎีกาเคยให้คําวินิจฉัยไว้ว่า สามารถที่จะออกกฎกระทรวงกําหนด ระยะเวลาในการอนุญาตเป็นคราว ๆ ได้โดยใช้อํานาจในทางบริหาร อันนี้ทางกรมอุทยาน แห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ทราบดีว่าสวนสัตว์บางสวนสัตว์เป็นสวนสัตว์ขนาดใหญ่ และต้องลงทุนมหาศาล เพราะฉะนั้นการที่จะประกอบกิจการสวนสัตว์จะต้องมีความมั่นคง ทั้งในด้านกฎหมาย ด้านการเงิน และด้านการบริหาร เพราะฉะนั้นอันนี้ไม่ต้องกังวล การอนุญาตให้สวนสัตว์ก็ยังคงยึดหลักการเดิม

ประเด็นต่อไปของท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ท่านอรมน ทรัพย์ทวีธรรม ท่านให้ข้อสังเกตในเรื่องของการร่างกฎหมายทั้ง ๒ ฉบับ เพื่อให้สอดรับกับความตกลง ระหว่างประเทศ ซึ่งทั้ง ๒ ฉบับนี้เป็นครั้งแรกที่ได้ปรับปรุงกฎหมายโดยมีหมวดว่าด้วย การใช้ประโยชน์ความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งในร่างพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. .... มีเขียนไว้ในมาตรา ๓๘ และในร่างพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. .... เขียนไว้ในมาตรา ๖๖ ขอเรียนว่า หลักการหลัก ๆ ของการปรับปรุงกฎหมายนี้เราจะต้องปรับปรุง กฎหมายเพื่อให้มีความทันสมัย โดยเฉพาะในเรื่องการสอดคล้องกับพันธกรณีและความตกลง ระหว่างประเทศ ที่ท่านสมาชิกอรมนท่านได้ตั้งข้อสังเกตว่าทําไมในมาตรา ๓๘ ของร่าง พ.ร.บ. อุทยานแห่งชาติ พ.ศ. .... กับร่างพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. .... มาตรา ๖๖ ถึงมีเวิร์ดดิง (Wording) หรือถ้อยคําไม่ตรงกัน กระผมขอเรียนดังนี้ จริง ๆ แล้ว ในการใช้ประโยชน์ความหลากหลายทางชีวภาพ โดยเฉพาะการเข้าถึงและแบ่งปัน ผลประโยชน์ตามพิธีสารนาโกยะ และอนุสัญญาซีบีดี (CBD) เราจะเน้นในเรื่องการศึกษา และการวิจัยในเชิงการค้า หรือที่เรียกว่าในเชิงพาณิชย์ และในอนุสัญญาซีบีดี (CBD) รวมทั้ง พิธีสารนาโกยะระบุเอาไว้ว่า การแบ่งปันผลประโยชน์ไม่จําเป็นต้องแบ่งเป็นตัวเงินเสมอไป นั่นก็หมายความว่าอาจจะแบ่งเป็นลักษณะอย่างอื่นก็ได้ เช่น การถ่ายทอดองค์ความรู้ การส่งผู้เชี่ยวชาญมาร่วมให้ถ่ายทอดขั้นตอนหรือวิชาการ วิจัย เป็นต้น ทีนี้เจตนารมณ์ จริง ๆ แล้วเราจะเน้นในเรื่องวิจัยทางวิชาการในเชิงทางการค้าหรือพาณิชย์ เพราะฉะนั้น ในร่างของพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. .... มาตรา ๖๖ ไม่มีคําว่า ทางการค้า นั่นจะทําให้การศึกษาวิจัยทางวิชาการทุกประเภทต้องแบ่งปันผลประโยชน์หมด จริง ๆ แล้วในการศึกษาวิจัยในทางวิชาการที่ไม่ได้เชิงทางการค้า สามารถที่จะกําหนด ในเงื่อนไขการอนุญาตให้เข้าไปวิจัยได้ว่า ทรัพย์สิน หรือความรู้ หรือที่ได้จากการวิจัยนี้ เป็นเจ้าของร่วมกัน หรือเป็นของผู้ใด สัดส่วนเท่าใด เขียนได้อยู่แล้ว เพราะฉะนั้นในประเด็นนี้ ทางกรรมาธิการและคณะทํางานจะรับไปพิจารณาทบทวนปรับปรุงแก้ไข มาตรา ๖๖ ในร่างพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. .... เพื่อให้เป็นไปในแนวทางเดียวกัน หรือหลักการเดียวกันกับร่างพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. .... มาตรา ๓๘

- ๔๙/๑  

ประเด็นต่อไปขอเรียนชี้แจงประเด็นของท่านนิกร จํานง ที่ท่านได้ให้ ข้อสังเกตในเรื่องของร่างพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. .... ในมาตรา ๔๑ ซึ่งท่านตั้งข้อสังเกตเอาไว้ว่า ในกรณีที่รัฐบาลจะมีความประสงค์และออกพระราชกฤษฎีกา กําหนดที่ดินบริเวณใดให้เป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่านั้น และปรากฏว่าไปทับที่หรือซ้อนทับ กับที่ดินของเอกชนหรือบุคคลใดซึ่งเขาอ้างว่าเขาได้มาโดยชอบตามประมวลกฎหมายที่ดินนั้น สามารถให้ยื่นพิสูจน์สิทธิได้ภายใน ๑๘๐ วันนับแต่วันที่พระราชกฤษฎีกาออกใช้บังคับ อันนี้เป็นกรณีที่เขียนพิเศษขึ้นมาเนื่องจากการประกาศเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า โดยร่างพระราชบัญญัติหรือพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่านี้เป็นกฎหมาย ที่ละเอียดอ่อน และเข้มข้นกว่าพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ เพราะฉะนั้นในการประกาศเขต ถ้าไปทับที่ หรืออาจจะทับที่ หรือสงสัย เราเปิดโอกาสให้ประชาชนหรือบุคคลที่เป็นเจ้าของที่นั้น อ้างว่าได้มาตามประมวลกฎหมายที่ดิน จริง ๆ แล้วใช้คําว่า อ้าง ถ้ามีเอกสารสิทธิ ตามประมวลกฎหมายที่ดิน เช่น โฉนดที่ดิน น.ส.๓ น.ส.๓ ก. แม้แต่ ส.ค.๑ ที่ออกตาม ประมวลกฎหมายที่ดินนั้น มีบทมาตราหลักในมาตรา ๓๗ ในเรื่องของการกําหนดที่ดิน ให้เป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอยู่แล้ว เราจะเขียนเอาไว้ในวรรคสองของมาตรา ๓๗ ว่า ที่ดินที่จะประกาศให้เป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่านั้นต้องเป็นที่ดินที่มิได้มีบุคคลใด ซึ่งมิใช่ทบวงการเมืองมีกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองโดยชอบตามประมวลกฎหมายที่ดิน นั่นก็หมายความว่าถ้าตรงนั้นมีเอกสารสิทธิตามประมวลกฎหมายที่ดินถึงไม่ได้พิสูจน์สิทธิ ตามกฎหมาย กฤษฎีกาให้ความเห็นไว้แล้วว่า ตรงนั้นจะไม่มีสถานะเป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า แต่เพื่อความชัดเจนก็สมควรที่จะวงหรือทําสัญลักษณ์ไว้ในแผนที่ว่า ตรงนี้ไม่เป็น เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า แต่จะเป็นขนมครกปรากฏอยู่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ที่เราเขียน อย่างนี้ใน ๑๘๐ วัน ในมาตรา ๔๑ ผู้ใดไม่มาภายใน ๑๘๐ วันก็ไม่ได้มีบทลงโทษแต่อย่างใด เราเรียกว่าเป็นมาตรการเร่งรัดตามความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกา แต่ถ้าไม่มา ภายใน ๑๘๐ วันไม่ผิดกฎหมาย แต่อาจจะเสียสิทธิต่าง ๆ เช่น การที่จะวงออก หรือกันออก หรือทําสัญลักษณ์ในแผนที่ว่าตรงนั้นไม่เป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ที่เขียนไว้อย่างนี้ มีหวังประโยชน์ล่วงหน้าอีกอันหนึ่ง คือถ้าพิสูจน์แล้ว แม้เขาได้มาตามประมวลกฎหมายที่ดิน ก็จริง แต่เจ้าของที่ดินเห็นแก่ประเทศชาติ ประสงค์จะยกหรือบริจาคให้กับเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า มาตรานี้ก็จะรองรับว่าให้เป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ซึ่งเขียนเอาไว้ แล้วก็จะมีกระบวนการ พิสูจน์สิทธิตามมาว่าได้มาจริงหรือไม่จริง นั่นอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งต่างกับมาตรการจัดระเบียบการทํากิน ในที่ดินป่าอนุรักษ์ตามที่คณะกรรมาธิการเขียน นี่คนละประเด็นกัน แล้วขอเรียนว่ามาตรา ๔๑ นี้ ใช้กับเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าที่จะประกาศในภายหน้า คือประกาศตามร่างพระราชบัญญัตินี้ สมมุติว่าร่างพระราชบัญญัตินี้มีผลใช้บังคับ ซึ่งดูในสถิติแล้วก็น่าจะมีเตรียมประกาศ มีอยู่สัก ๑ แห่ง หรือ ๒ แห่งแค่นั้นเอง มีน้อยมากครับ ส่วนเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าที่ประกาศ มาแล้วตาม พ.ร.บ. พ.ศ. ๒๕๐๓ กับ พ.ร.บ. พ.ศ. ๒๕๓๕ มีอยู่ ๕๘ แห่งนั้นไม่เข้าหลักเกณฑ์ พิสูจน์สิทธิตามมาตรานี้แล้วครับ อันนี้เลยไม่ต้องกังวล

แล้วก็อีกประเด็นหนึ่งต้องขอขอบพระคุณท่านนิกร จํานง เป็นอย่างสูง ที่ท่านได้ให้ข้อสังเกตในเรื่องของการที่เรียกว่าใช้โดยอนุโลม นั่นคือเจตนารมณ์ของคณะยกร่าง กฎหมาย ก็หมายความว่าร่างพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. .... เราจะเอาภารกิจของ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ซึ่งเรียกว่า วนอุทยาน สวนพฤกษศาสตร์ สวนรุกขชาติ ซึ่งอยู่ภายใต้บังคับกฎหมายของกรมป่าไม้คือ พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐๗ หรือพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. ๒๔๘๔ แล้วแต่กรณี เพื่อให้การปฏิบัติภารกิจตามกฎหมายของอุทยานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ จึงได้กําหนดว่า ให้มีบทบัญญัติว่าด้วยการจัดตั้งวนอุทยาน สวนพฤกษศาสตร์ สวนรุกขชาติ ไว้ในร่างพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. .... ทีนี้หลักการการบริหารจัดการ ก็ทํานองเดียวกับอุทยานแห่งชาติ จึงไปเขียนเอาว่าให้นํา มาตรา ๒๓ มาตรา ๒๔ มาตรา ๒๕ มาตรา ๒๖ มาตรา ๒๘ มาตรา ๒๙ มาตรา ๓๒ มาใช้โดยอนุโลม มาตรา ๒๓ ก็คือการเข้าไป ในอุทยานไม่ต้องขออนุญาตแต่ต้องปฏิบัติตามคําสั่งเจ้าพนักงาน นั่นก็หมายความว่า ถ้าคุณจะเข้าไปวนอุทยาน สวนพฤกษศาสตร์ สวนรุกขชาติก็ต้องปฏิบัติทํานองเดียวกัน มาตรา ๒๔ ในเรื่องของการห้ามกระทํากิจกรรมโดยเด็ดขาด แล้วก็มาตรา ๒๕ เรื่องการขออนุญาต การยกเว้น มาตรการทางปกครองในเรื่องของการรื้อถอนสิ่งผิดกฎหมายที่ผู้กระทําผิดกระทําผิด ในสวนพฤกษศาสตร์ สวนรุกขชาติ วนอุทยานก็ดีให้ใช้โดยอนุโลมนั้น ทีนี้ที่ท่านให้ข้อสังเกตว่า มิได้เขียนไว้ในบทกําหนดโทษ อันนี้ทางกรรมาธิการและคณะทํางานจะรับไปพิจารณาอีกทีหนึ่ง เพราะว่าเมื่อเราเขียนอย่างนี้แล้วเหมือนกับเสือกระดาษ มีแต่บทห้าม มีแต่บทดําเนินการ แต่เมื่อฝ่าฝืนแล้วไม่มีบทกําหนดโทษ เพราะฉะนั้นอาจจะต้องไปเพิ่มในบทกําหนดโทษ สักมาตราใดมาตราหนึ่งว่า ผู้ใดที่กระทําการฝ่าฝืนมาตรา ๓๗ ให้มีโทษจําคุก ปรับ ตามควรแก่กรณี ก็มีประเด็นที่จะเรียนชี้แจง ๒-๓ ประเด็นของ ๓ ท่าน ขอขอบพระคุณครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบพระคุณค่ะ ท่านต่อไปคือท่านทรงธรรม สุขสว่าง ท่านเป็นผู้อํานวยการ สํานักงานอุทยานแห่งชาติ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กรุณาสรุปหน่อยนะคะ

นายทรงธรรม สุขสว่าง ผู้ชี้แจงในนามคณะกรรมาธิการ 🔗

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิก สปท. ที่เคารพครับ ผมขออนุญาตสั้น ๆ ในกรณี ต่อคําถามของท่านไวกูณฑ์ ทองอร่าม กรณีเรื่องช้างนะครับ ก็กราบเรียนว่าวันนี้ ทางกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืชนั้นมีค่าชดเชย ค่าเสียหาย แต่ว่าที่ผ่านมา ที่ท่านนําเรียนว่าค่าชดเชยนั้นน้อยมาก แต่ว่าเรามีเงินสวัสดิการส่วนอื่นเข้าไปดําเนินการ ร่วมด้วย ในกรณีที่บาดเจ็บและเสียชีวิตซึ่งก็เป็นเงินเป็นแสนบาท โดยร่วมกับทางมูลนิธิ ป่ารอยต่อ ๕ จังหวัด แต่ในกฎหมายของ พ.ร.บ. สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. .... อยากจะกราบเรียนท่านว่าวันนี้ในมาตรา ๖๕ กฎหมายได้ร่างไว้ว่าการที่จะดําเนินการแก้ไข ป้องกัน ระงับ ยับยั้งหรือบรรเทาเหตุอันตรายจากสัตว์ป่า ให้อธิบดีโดยความเห็นชอบ ของรัฐมนตรีมีอํานาจกําหนดให้บริเวณดังกล่าวเป็นพื้นที่ควบคุมเพื่อการจัดการสัตว์ป่า หรือประเภทนั้นได้ โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา และมีแผนที่แสดงแนวเขตที่ชัดเจน ดังนั้นวันนี้ในพื้นที่ซึ่งช้างออกไปคุกคาม หรือว่าออกไปทําร้ายราษฎร หรือทําลายพื้นที่พืชผล ทางเกษตรทั้งหลาย ต่อไปนี้ทางท่านอธิบดีคงมีอํานาจดําเนินการได้ ในขณะเดียวกัน ในพื้นที่ควบคุมดังกล่าว ผมขออนุญาตกราบเรียนท่านว่าถ้ามีความจําเป็นและความเหมาะสม แล้วพื้นที่ดังกล่าวมีผู้มีกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองอยู่โดยชอบโดยกฎหมาย แล้วก็จะให้ อธิบดีดําเนินการให้มีการจ่ายค่าเสียหายหรือค่าชดเชยแก่ผู้นั้นด้วย สําหรับค่าเสียหาย และค่าชดเชยนั้นสามารถนํามาจากเงินรายได้ที่เก็บได้จากอุทยานแห่งชาติหรือเขตรักษา พันธุ์สัตว์ป่า ซึ่งปัจจุบันนั้นก็สามารถนําไปใช้ได้ในขอบเขตที่จํากัด แต่ในกฎหมายทั้ง ๒ ฉบับ นี้ได้เพิ่มเติมรายละเอียดซึ่งนําไปใช้ให้เป็นสวัสดิการ แล้วก็สามารถเข้าไปช่วยเหลือประชาชน ที่ได้รับความเดือดร้อนจากการที่ถูกสัตว์ป่าทําร้ายได้ ผมขออนุญาตกราบเรียนข้อมูลเพิ่มเติมว่า ในช่วงเวลาที่ผ่านมา ขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านอธิบดีดํารงค์ พิเดช ท่านได้ตั้งกองทุนเพื่อที่จะ ไปชดเชยค่าเสียหายให้กับประชาชนที่ถูกช้างป่า หรือว่าสัตว์ป่าทําร้าย หรือทําลายพืชผล ซึ่งที่ผ่านมานั้นก็เป็นในลักษณะของภาคสมัครใจ แต่ต่อไปนี้ทางรัฐบาลต้องเข้าไปดูแล โดยใช้กฎหมายดังกล่าว ซึ่งผมได้กราบเรียนไปแล้วนะครับ

อีกประเด็นหนึ่งที่ผมขออนุญาตท่านประธานสั้น ๆ ก็คือว่าวันนี้ในเรื่องของ การปรับปรุงดูแลงานทางด้านอุทยานแห่งชาติและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่านั้น ในการประกาศ เราประกาศเป็นพระราชกฤษฎีกาซึ่งมีแผนที่แนบท้ายชัดเจน เพราะฉะนั้นโอกาสที่จะ ซ้อนทับมันคงจะไม่มี แต่ว่าในกรณีที่ซ้อนทับนั้นเราประกาศในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ หรือว่าพื้นที่ตาม พ.ร.บ. ป่าไม้ พ.ศ. ๒๔๘๔ ดังที่ทางดอกเตอร์ขวัญชัยได้นําเรียนไปแล้ว

อีกประเด็นหนึ่งคือเรื่องของกําลังคนที่ไม่พอ ซึ่งวันนี้เองเป็นนโยบายของทาง ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ให้กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืชนั้นใช้เทคโนโลยีเป็นหลัก วันนี้เรามีการจัดซื้อยูเอวี (UAV) หรือว่า อากาศยานไร้คนขับ หรือโดรน (Drone) เพื่อนํามาใช้ในการเข้าไปสํารวจ เข้าไปดําเนินการ ชี้แจงกับราษฎรว่าส่วนไหนที่เป็นพื้นที่ที่ถูกบุกรุก ส่วนไหนที่เป็นพื้นที่ที่บุกรุกมาก่อน หรือบุกรุกหลังจากที่มีการประกาศกฎหมายฉบับนี้นะครับ

อีกเรื่องหนึ่งคือเรื่องการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน วันนี้ท่านอาจารย์ขวัญชัย ได้นําเรียนแล้วว่ากรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืชนั้นมีการจัดตั้งคณะกรรมการ ที่ปรึกษาในระดับพื้นที่ แล้วก็มีการดําเนินการอย่างมีประสิทธิภาพ ในช่วงเวลาที่ผ่านมา ทางกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ได้รับรางวัลการมีส่วนร่วมกับภาคประชาชนดีเด่น จากทางสํานักงาน ก.พ.ร. แล้วก็ในส่วนนี้เองวันนี้ทางกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช จะดําเนินการต่อไป แล้วก็ได้กําหนดในกฎหมาย พ.ร.บ. อุทยานแห่งชาติ ในมาตรา ๑๙ ซึ่งให้มีการจัดตั้งคณะกรรมการที่ปรึกษาอุทยานแห่งชาติ ซึ่งมีอํานาจหน้าที่มากมาย ที่จะให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม ในขณะเดียวกันภาคประชารัฐวันนี้ทาง กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืชจะดําเนินการจัดทําลูกเสือพิทักษ์ป่า แล้วก็อาสาสมัครเฝ้าระวังช้างป่าในพื้นที่ที่ล่อแหลม เพราะฉะนั้นวันนี้ในเรื่องของ การมีส่วนร่วมภาคประชาชน ซึ่งเรามีกฎหมายรับรองชัดเจน ถ้าเกิด พ.ร.บ. ๒ ฉบับนี้ ผ่านสภา ผมคาดว่าทางกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช โดยท่านอธิบดี โดยอนุมัติของรัฐมนตรีคงมีอํานาจที่จะเข้าไปช่วยเหลือประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ต่อไป ขอกราบเรียนด้วยความเคารพครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ต่อไปท่านสุดท้าย ท่านที่ ๔ ท่านมิ่งขวัญ ขอท่านวิทยาก่อนได้ไหมคะ เชิญท่านวิทยาค่ะ

นายวิทยา แก้วภราดัย

ท่านประธานครับ ผมขอสั้น ๆ นิดเดียวครับ คือไหน ๆ ก็มีนักวิชาการทางป่าไม้อยู่เยอะนะครับ ขออนุญาตเรียนถามนิดหนึ่ง ช่วยตอบด้วย จะได้บันทึกไว้ว่า เหตุผลใดที่เรายุบโรงเรียนป่าไม้แพร่ และยากไหมครับที่จะตั้ง โรงเรียนป่าไม้แพร่ขึ้นมาใหม่ เพราะว่าเรายอมรับข้อเท็จจริงว่าเราขาดบุคลากรภาคสนาม ผมเรียนถามแค่นี้ครับ ขอบคุณครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบคุณค่ะ อันนี้ท่านมิ่งขวัญจะตอบเอง หรือจะให้นักวิชาการตอบ ท่านมิ่งขวัญ น่าจะตอบได้นะคะ เพราะท่านเป็นอดีตปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ขอความกรุณาตอบในประเด็นที่ ๓ ท่านไม่ได้ตอบนะคะ เชิญค่ะ

นางมิ่งขวัญ วิชยารังสฤษดิ์ กรรมาธิการ 🔗

กราบเรียนท่านประธาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่เคารพ ท่านสมาชิก สปท. ผู้ทรงเกียรติทุกท่าน ดิฉัน มิ่งขวัญ วิชยารังสฤษดิ์ สปท. ลําดับที่ ๑๑๖ ในฐานะของประธานอนุกรรมาธิการชุดนี้ค่ะ ก่อนอื่นดิฉันต้องขอกราบขอบคุณท่านสมาชิกทั้ง ๑๒ ท่าน ด้วยความจริงใจอย่างยิ่ง ที่ท่านได้กรุณาให้ข้อเสนอแนะ ข้อคิดเห็น แล้วก็เห็นว่าในเรื่องของการดําเนินการในเรื่องนี้ เป็นประโยชน์จริง โดยเฉพาะเริ่มตั้งแต่ทางท่านสุรินทร์ ข้อเสนอแนะทั้ง ๔ ข้อของท่าน ทางคณะชุดนี้ได้มีการบันทึกแล้วก็นําไปในการที่จะปรับปรุงแก้ไข แต่ดิฉันขออนุญาต ขยายความในวรรคทองของท่าน ที่ท่านได้พูดถึงว่าเป็นรายงานที่ได้มีการนําเสนอถูกที่ ถูกเวลา ซึ่งดิฉันอยากกราบขอบพระคุณท่านจริง ๆ ว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่เรามีความพยายาม ในเรื่องของการจัดทําการจัดระเบียบการใช้ประโยชน์ที่ดินป่าไม้และเพิ่มพื้นที่ป่า อย่างที่ดิฉัน ได้กราบเรียนไปแล้วว่าเราทําทุกป่าค่ะ อย่างที่ทางท่านวิทยาได้บอกว่าท่านเข้าใจว่า ในเรื่องของป่าสงวนแห่งชาติ ซึ่งขณะนี้มีพื้นที่ ๑,๒๒๑ แห่ง เราก็ได้มีการเสนอกฎหมาย ในเรื่องของการปฏิรูปให้คนอยู่ร่วมกับป่า เช่นกันค่ะในครั้งนี้ในเรื่องของการปรับปรุง กฎหมายหลัก ๒ ฉบับในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ ซึ่งขณะนี้มีพื้นที่ทั้งอุทยาน วนอุทยาน ทั้งหมด ๔๖๖ แห่ง พื้นที่ ๗๐ กว่าล้านไร่ จริง ๆ แล้วในวัตถุประสงค์ของการเสนอ ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ รวมทั้งในเรื่องของมาตรการในนี้ก็มี ๒ นัย ก็คือในเรื่องของ การป้องกันในเรื่องของการบุกรุก การแก้ไข จัดระเบียบในพื้นที่ป่า แล้วก็เรื่องของการเพิ่ม พื้นที่ป่า โดยเฉพาะที่บอกว่าในพื้นที่ป่าที่เป็นพื้นที่ป่าอนุรักษ์ จริง ๆ แล้วประเทศไทยน่าจะมี ๘๐ ล้านไร่ แต่ขณะนี้เรามีประมาณ ๗๐ กว่าล้านไร่ ซึ่งถูกบุกรุกไปอีก ๖,๐๐๐,๐๐๐ กว่าไร่แล้ว เรามีเพียงร้อยละ ๒๑ จากที่บอกว่าควรเป็นร้อยละ ๒๕ ส่วนทําไมร้อยละ ๒๕ ทําไมร้อยละ ๑๕ ตรงนี้ดิฉันกราบเรียนว่ามีเรเฟอเรนซ์ (Reference) ในการศึกษาในเรื่องของการสนับสนุน ในเชิงวิชาการและในเรื่องของการอ้างอิงจากในเรื่องของต่างประเทศด้วยนะคะ ซึ่งตรงนี้ เป็นเรื่องที่มีความสําคัญเร่งด่วน และหลายท่านก็บอกว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ร้อนแรง แล้วก็จําเป็นที่จะต้องมีการแก้ไข ทําไมตั้งแต่เริ่มต้นแล้วในเรื่องของคําสั่ง คสช. ก็ดี หรือว่าในเรื่องของมาตรการต่าง ๆ ก็ดี ยังไม่ได้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ไม่สามารถหยุดได้ จากในอดีตที่ผ่านมานี้ดิฉันคิดว่าไม่เคยมีปรากฏการณ์หลายทศวรรษในการที่หยุดยั้ง ในเรื่องของการทําลายพื้นที่ป่าไม้ ซึ่งตรงนี้ที่ดิฉันบอกว่าเป็นการนําเสนอในเรื่องของกฎหมาย ไม่ได้เน้นเฉพาะในเรื่องของข้อกฎหมาย แต่ว่าในกฎหมายนี้จะเป็นกลไกสําคัญในการที่จะปรับ ในเรื่องของการบริหารจัดการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งทั้ง ๒ ฉบับ ถ้าท่านดูในรายละเอียด จะมีการกําหนดโซนนิง (Zoning) ดูความเข้มในเรื่องของการที่จะมีการบริหารจัดการ ให้แตกต่างกันอีกนะคะ โดยเฉพาะในเรื่องของร่างพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. .... เราจะมีเขตสงวนทรัพยากรธรรมชาติ เราจะมีเขตศึกษาธรรมชาติ สําหรับในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า เขตห้ามล่า เรามีพื้นที่หวงห้าม พื้นที่ศึกษาธรรมชาติ แล้วก็พื้นที่ควบคุมเพื่อการจัดการสัตว์ป่า ในแต่ละพื้นที่นอกจากมีการโซนนิง (Zoning) มีการแมปปิง (Mapping) ควบคู่กันค่ะ เพราะขณะนี้ทางรัฐบาลเองได้ดําเนินการจัดทําในเรื่องของวันแมป (One Map) ซึ่งตรงนี้ มีเป็นรายป่า และมีการกําหนดที่มีการขีดเส้นชัดเจนว่าที่ใดเป็นเรื่องของป่าสงวนแห่งชาติ พื้นที่ใดที่เป็นป่าอนุรักษ์ ดิฉันคิดว่าเป็นส่วนที่จะมีการสนับสนุนเพื่อที่จะให้เกิดการปฏิรูป ทั้งระบบ และที่สําคัญในการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายฉบับนี้ร่างพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. .... ๕๒ มาตรา เรามิได้เสนอเฉพาะในเรื่องของตัวบทมาตราหลักเท่านั้น แต่มีอนุบัญญัติ ซึ่งมีอีก ๒๔ ฉบับ ขณะนี้ต้องขอบพระคุณทางกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ซึ่งตรงนี้ได้มีการยกร่างดําเนินการ มาแล้ว และขณะนี้ก็ไม่ได้หยุดอยู่เพียงเท่านี้ แต่ว่าในเรื่องของอนุบัญญัติทั้ง ๒๔ ฉบับ แล้วก็ในส่วนของ พ.ร.บ. สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า มีอนุบัญญัติอีก ๖๓ อนุบัญญัติ ซึ่งมีทั้ง พระราชกฤษฎีกา ทั้งกฎกระทรวง ทั้งประกาศกระทรวง ประกาศกรม ระเบียบต่าง ๆ ทั้งหมด เราทําเป็นทั้งระบบค่ะ โดยเฉพาะของทางกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช มิได้หยุดอยู่เพียงในเรื่องของตัวหลักของกฎหมาย แต่ดูในเรื่องของมาตรการอื่น ๆ เสริมด้วย แล้วก็ที่สําคัญในเรื่องของโครงการต่าง ๆ ไม่ว่าโครงการที่อยู่ในพื้นที่ของป่าอนุรักษ์หรือว่า โครงการที่อยู่ในเรื่องของป่าสงวนแห่งชาติ เหล่านี้เป็นโครงการที่ทางรัฐบาลเอง ก็มีคณะกรรมการที่ดูแลในเรื่องของที่ดินอยู่ เพราะฉะนั้นกฎหมายฉบับนี้ไม่ได้มีเฉพาะ ในเรื่องของตัวกฎหมายอย่างเดียว แต่มีพ่วงไปกับมาตรการรองรับต่าง ๆ ทั้งหมด

และที่สําคัญในเรื่องที่ท่านกษิต ภิรมย์ ได้ให้ความสําคัญในการเผยแพร่รายงาน ฉบับนี้ ดิฉันต้องขอบคุณอย่างยิ่ง เพราะว่าเป็นรายงานที่ทางคณะกรรมาธิการ คณะอนุกรรมาธิการ และคณะทํางาน มีความมุ่งมั่นและตั้งใจในเรื่องของการแก้ไขปัญหา เรื่องนี้ของประเทศจริงจังเสียทีในเรื่องของปัญหาที่สั่งสมมานาน

สําหรับที่ท่านเลิศรัตน์ได้กรุณาชี้ประเด็นซึ่งหลายท่านยังคิดว่าตรงนี้ไปตอบโจทย์ ไปแก้ไขในเรื่องใด ๆ ก็ตาม โดยเฉพาะในเรื่องของสวนสัตว์ ซึ่งตรงนี้ดิฉันคิดว่ากฎหมายฉบับนี้ มาได้ถูกที่ ถูกเวลา และพร้อม ๆ กันในเรื่องของกฎหมายหลักที่เป็นกฎหมายป่าไม้ทุกฉบับ

- ๕๓/๑  

ในเรื่องของท่านอรมน ดิฉันคงรับในส่วนของมาตรา ๓๘ และมาตรา ๖๖ ที่ทางท่านธิติได้นําเรียนไปแล้ว แต่ดิฉันอยากกราบเรียนในเรื่องของเช็กพอยต์ (Checkpoint) ในเรื่องที่เกี่ยวกับเรื่อง พ.ร.บ. ความหลากหลายทางชีวภาพ มีแล้ว ขณะนี้ สผ. ซึ่งเป็นหน่วยงาน ที่ดูแลในเรื่องนี้ได้กําหนดหน่วยงานชัดเจนแล้วว่าในเรื่องของเช็กพอยต์ (Checkpoint) ในเรื่องต่าง ๆ มีหน่วยใดบ้าง เท่าที่ดิฉันจําได้ประมาณ ๖ หน่วยงาน มิได้เกี่ยวข้องเฉพาะ ในเรื่องของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเพียงกระทรวงเดียว

ส่วนในเรื่องของท่านนิกรที่หลายท่านได้ตอบในเรื่องของข้อกฎหมายไปแล้ว ที่ท่านบอกว่าท่านไม่อยากให้มีการกําหนดระยะเวลา แต่อันนี้แหละที่ดิฉันบอกว่า เป็นคีย์พอยต์ (Key Point) ที่สําคัญว่าถ้าเราไม่มีการกําหนดช่วงระยะเวลาอย่างนี้ก็คงจะเป็น เหมือนกับที่ผ่าน ๆ มา เพราะว่าไม่ได้มีการกําหนดขีดเส้นเดดไลน์ (Deadline) ให้มาแจ้งเมื่อไร เพราะฉะนั้นมันก็เกิดเรื่องคาราคาซังมา ในส่วนตรงนี้ดิฉันคิดว่าคณะทํางาน คณะอนุกรรมาธิการ และคณะกรรมาธิการชุดนี้พิจารณากลั่นกรองโดยรอบคอบรอบด้านแล้ว

สําหรับในเรื่องถัดไป ดิฉันคงนําเรียนในภาพรวมนะคะ อย่างของท่านไวกูณฑ์ ที่ท่านโฟกัสเรื่องของช้างกับคน ความจริงแล้วดิฉันต้องขอให้ข้อมูลแทนทาง กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืชนิดหนึ่ง มีมาตรการหลายมาตรการที่ดูแล ในเรื่องของช้าง อย่างเช่น สนับสนุนให้มีการปลูกพืชอาหารช้างในพื้นที่ป่าลึก เพื่อที่จะไม่ให้ ช้างเข้ามาทําลายพืชผลอาสินของประชาชน แล้วก็มีมาตรการหลาย ๆ เรื่อง แต่ส่วนในเรื่อง ของค่าชดเชยเรื่องของความเสียหายตรงนี้ อย่างที่กราบเรียนว่ากฎหมายฉบับนี้ มีอนุบัญญัติอีกมากมายในการที่จะกําหนดว่าในการเยียวยา ในการชดเชย อันนี้ควรจะเป็น ตัวเลขเท่าไร ในเรื่องของการที่ต้องดูแลในเรื่องนี้ต่อไป

สําหรับเรื่องที่ท่านวิทยาได้โฟกัสในเรื่องของโรงเรียนป่าไม้แพร่ ความจริงแล้ว ดิฉันมาหลัง แต่ทราบมาว่าขณะนั้นในเรื่องของนโยบายทั้งหลายทั้งปวง แต่ท่านถามว่า เป็นไปได้ไหมในเรื่องของการฟื้นฟูโรงเรียนป่าไม้แพร่ เท่าที่ดิฉันได้ปฏิบัติอยู่ที่ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ความจริงแล้วสถาบันในการฝึกอบรม โดยเฉพาะในเรื่องของเจ้าหน้าที่ที่เป็นภาคสนามมีความสําคัญยิ่ง จําเป็นที่จะต้องดูแลในเรื่อง ต่าง ๆ ทั้งหลายทั้งปวง ไม่ว่าเรื่องของอาวุธหรือว่าในเรื่องของวิธีการลาดตระเวนใด ๆ ก็ตาม วินัยควรจะเป็นเหมือนกับทางด้านทหาร ทางกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเอง ได้เคยมีการพิจารณาในเรื่องของรูปแบบของสถาบันการฝึกอบรมตรงนี้ แต่ว่าเนื่องจากเรื่องนี้ เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับในเรื่องของโครงสร้าง หรือว่าในเรื่องขององค์กรหน่วยงานต่าง ๆ อันนี้ดิฉันก็คิดว่าคงได้มีการพูดคุยกันหลายครั้ง ซึ่งตรงนี้คิดว่าผู้บริหารก็คงทราบดี ในเรื่องของการที่บอกว่าขาดกําลังพล หรือว่าในเรื่องของการลาดตระเวน แต่ประเด็นที่ หลายท่านบอกว่าทําไมไม่มีอาสาสมัคร ทําไมไม่มีในเรื่องของภาคพลเรือนในการที่ร่วม ความจริงแล้วเรามีเอ็มโอยู (MOU) ทั้งกับทางกองทัพและทุกภาคส่วนในเรื่องของการที่มี ส่วนร่วม ดิฉันกราบเรียนอีกครั้งว่าในเรื่องของการมีส่วนร่วมของกฎหมายทั้ง ๒ ฉบับนี้ โดยเฉพาะในเรื่องของ พ.ร.บ. สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า มาตราที่มีส่วนร่วม ที่กําหนดเลย มีประมาณ ๔ มาตรา ซึ่งตรงนี้สอดคล้องกับในเรื่องของการที่จะเสนอ พ.ร.บ. ฉบับนี้ว่า เป็นการสอดรับกับในเรื่องของร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ หมวด ๔ หน้าที่ปวงชนชาวไทย มาตรา ๕๐ ข้อ ๘ หน้าที่ของปวงชนชาวไทยจะต้องร่วมมือและสนับสนุนการอนุรักษ์ และคุ้มครองสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ ความหลากหลายทางชีวภาพ หมวด ๕ หน้าที่ของรัฐ มาตรา ๕๗ รัฐต้องอนุรักษ์ คุ้มครอง บํารุงรักษา ฟื้นฟูบริหารจัดการ และใช้หรือจัดให้ มีการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และความหลากหลายทางชีวภาพ ให้เกิดประโยชน์อย่างสมดุล หมวด ๖ แนวนโยบายแห่งรัฐ มาตรา ๗๒ รัฐพึงดําเนินการ วางแผนการใช้ที่ดินของประเทศให้เหมาะสมกับสภาพของพื้นที่ และที่สําคัญก็คือหมวด ๑๖ การปฏิรูปประเทศ มาตรา ๒๕๘ ในหมวด ค จะต้องมีการปรับปรุง กฎหมาย กฎระเบียบ ข้อบังคับต่าง ๆ และด้านอื่น ๆ อันนี้เป็นที่มาในการที่ชุดนี้ ได้มีการเสนอในเรื่องของรายงานฉบับนี้ แล้วก็คาดหวังจะได้รับการสนับสนุนจากสภาแห่งนี้ ในการที่จะผลักดันและขับเคลื่อนเพื่อที่จะให้เป็นกลไกที่สําคัญในเรื่องของการแก้ไขปัญหา ที่สั่งสมมานาน ก็คงมีเพียงเท่านี้ ขอบพระคุณค่ะ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบพระคุณค่ะ เชิญท่านกษิตค่ะ

นายกษิต ภิรมย์

ขอบคุณท่านประธาน ผม กษิต ภิรมย์ สมาชิก สปท. ลําดับที่ ๗ ท่านประธานครับ ทางคณะกรรมาธิการช่วยกันตอบ ๔-๕ ท่านเป็นชั่วโมง ก็ต้องขอขอบคุณ แต่ผมคิดว่าไม่ค่อยตรงประเด็นกับสิ่งที่ผมได้เสนอไว้แต่แรกว่า มีความเร่งด่วน ในการที่จะป้องกันการทําลายป่าของประเทศไทย ก็ต้องมีมาตรการเร่งด่วนในการยับยั้ง มิให้มีการทําลายป่าอีกต่อไป แล้วก็ต้องมีมาตรการเร่งด่วนไปเอาพื้นที่ที่ไปทําไร่ โดยเฉพาะ ยางพารากับข้าวโพดซึ่งอยู่ในเอกสาร ท่านประธานครับ ทางกรรมาธิการยังไม่ได้ตอบหรือชี้แจง เลยว่าจะรับสิ่งที่ผมเสนอว่าจะต้องมีมาตรการเร่งด่วน แล้วสามารถที่จะทําได้ในรูปแบบ ของรัฐบาลที่เรามีอยู่ในวันนี้ที่มีอํานาจเต็มที่ แล้วผมก็ได้บอกก็มีเครื่องมือกลไกจะเป็น จิสดา (GISTDA) จะเป็นเครื่องบิน จะเป็นเฮลิคอปเตอร์ จะเป็นทหาร จะเป็นตํารวจตระเวนชายแดน ตํารวจภูธร อาสาสมัครของกระทรวงมหาดไทย ของกระทรวงสาธารณสุข แล้วก็มี การปกครองท้องถิ่น ทั้งหมดเหล่านี้จะต้องทํางานตั้งแต่พรุ่งนี้เลย ในการยับยั้งมิให้มีการ ทําลายป่าอีกแล้ว อยู่ในวิสัยที่จะทําได้ครับ แล้วก็ไปเอาคืนมาให้หมด ยางพารากับข้าวโพด อย่ามาบอกผมว่าไม่รู้เรื่อง ไม่จริงครับ นายก อบจ. ก็ต้องรู้ กํานัน ผู้ใหญ่บ้านก็ต้องรู้ ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดก็ต้องรู้ ต้องทําให้ได้ ผมต้องการคํามั่นสัญญา รับปากว่าเราจะ หยุดยั้งตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เพราะว่าสิ่งที่เสนอมาหมดในเอกสารเป็นเรื่องของ ระยะปานกลางและระยะยาว แล้วเราไม่ใช่รัฐบาล เราก็ไม่ใช่ข้าราชการ เราเป็น สปท. เราทํางานมาเสร็จแล้วก็ส่งไปให้รัฐบาลทํา แต่ว่าช่วงนี้อะไรที่เราสามารถที่จะเสนอเป็น ข้อคิดเห็นเกี่ยวกับมาตรการเร่งด่วน เพื่อจะแก้ปัญหาที่สําคัญที่สุดของชาติอันนี้เราต้องทํา ไม่มีประโยชน์ครับ อธิบายมาเกือบชั่วโมง ขยายความ อันนี้เราทราบเรื่องดีแล้วครับ แต่ว่าไม่ให้มันหายไปอีกแสนไร่ภายใน ๓ เดือน ๖ เดือนจะทําอย่างไร แล้วก็จังหวัดน่าน จังหวัดเลย ทางภาคเหนือทั้งหมดก็ข้าวโพดทั้งนั้น เอาคืนมาสิครับ แล้วให้เขาไปปลูก อย่างอื่น เราจะต้องใช้ปัญญาได้ในการที่จะหาพืชทดแทน แล้วก็อาชีพให้กับประชาชน แต่นั่นเรื่องทีหลัง ก็คือว่าทําลายไปแล้วต้องเอาคืนมาให้กับประเทศชาติให้ได้ ผมอยากจะฟัง ว่ามาตรการเร่งด่วนจะเอาด้วยกับผมหรือไม่ ขอขอบคุณครับท่านประธาน

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

คณะกรรมาธิการคะ ในรายงานมีมาตรการเร่งด่วนอยู่หรือเปล่า ขอให้ตอบ ให้ตรงกับที่ท่านกษิต ถ้าไม่มีก็ควรจะรับกลับไปปรับปรุงเพิ่มเติม เชิญค่ะ

นางมิ่งขวัญ วิชยารังสฤษดิ์ กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานค่ะ ดิฉันขอเรียนชี้แจงนิดหนึ่งว่าในเรื่องตรงนี้ไม่ได้มีในเรื่องของมาตรการเร่งด่วน เพราะว่า เรื่องที่เราเสนอก็คือเรื่องของมาตรการที่จะสอดรับกับคําสั่งของ คสช. ที่ ๖๖/๒๕๕๗ แล้วก็เรื่องของกฎหมาย แต่ว่าในเรื่องของมาตรการตรงนี้เราก็จะประมวลในเรื่อง ข้อเสนอแนะของท่านก็จะเสนอไว้อยู่ในอันนี้ แต่กราบเรียนนิดหนึ่งว่าในเรื่องของยางพารา เรื่องของข้าวโพด แล้วก็เรื่องของพืชไร่ต่าง ๆ ในคณะกรรมการปฏิรูปที่ท่านยงยุทธ เป็นประธาน เรามีมาตรการเร่งด่วน แล้วก็มีมาตรการระยะกลางเสนอตรงนั้นด้วย แต่อย่างไรก็ตามเนื่องจากในเรื่องของข้อเสนอที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของป่าไม้จะมีอยู่หลายชุด ของทางคณะชุดนี้ก็จะมีที่เสนอไปแล้ว ๒ ฉบับ แล้วก็จะมีของคณะที่ทางท่านยงยุทธ ได้มีข้อเสนอ เข้าใจว่าเดี๋ยวท่านจะได้มีคําตอบ แล้วก็มีในส่วนของที่เป็นของคณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสังคมด้วยเช่นเดียวกันค่ะ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

โอเค (Okay) ค่ะ เชิญท่านยงยุทธ

พันตํารวจตรี ยงยุทธ สาระสมบัติ : ขอบพระคุณครับท่านประธาน ความจริงจะไม่พูด แต่ว่าถูกพาดพิง ๒ ครั้ง แต่ก็พาดพิงในสิ่งที่ดี จริง ๆ ทางสภาโดยเฉพาะ ทางวิป (Whip) ได้กรุณาตั้งผมเป็นประธานกรรมการบูรณาการเร่งรัดการปฏิรูป ทรัพยากรป่าไม้ของชาติ เราเสนอมาตรการเร่งด่วนไว้ ๖ ประการ แล้วขออนุญาต เรียนด้วยว่าได้ผ่านแม่น้ํา ๓ สาย ได้ส่งไปรัฐบาลพอสมควร อยากให้บันทึกไว้ด้วย เป็นเรื่องเร่งด่วน แต่ความคืบหน้ายังน้อยมาก ผมย้ํายังน้อยมาก

เรื่องที่ ๑ เราเสนอว่าจะให้จิสดา (GISTDA) ถ่ายภาพทางอากาศ แล้วส่งให้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับไปดําเนินการ ในพื้นที่เป้าหมายใน ๑ เดือนถ้ามีการเปลี่ยนแปลง จะต้องส่งให้ ป.ป.ช. และส่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นี่เป็นเรื่องการบริหารที่ทําไม่ยาก

เรื่องที่ ๒ ขอให้ ป.ป.ช. ตั้งอนุกรรมการปราบปรามด้านการทําลายทรัพยากร ของชาติ

เรื่องที่ ๓ ให้มีการทําสําเนา ส.ค. ๑ ไว้ที่จังหวัดภายใน ๖๐ วันในแต่ละจังหวัด ส.ค. ๑ ขณะนี้มีอยู่ ๔,๐๐๐,๐๐๐ กว่าฉบับที่ไม่ได้มีหมายเหตุเอาไว้

เรื่องที่ ๔ ขอให้มีการแก้ไขกฎหมายในเรื่องของการริบทรัพย์สินของผู้ที่ กระทําผิด ถ้าผมจําไม่ผิดมาตรา ๘ ของพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่าไม่ได้ระบุไว้

เรื่องที่ ๕ เรื่องเกี่ยวข้องกับการปลูกพืชซึ่งมีส่วนในการทําลายทรัพยากร ของชาติ เราศึกษาไว้ว่าปีนี้สมาคมอาหารสัตว์บอกว่าจําเป็นจะต้องใช้อาหารสัตว์ เพิ่มขึ้นอีก ๒,๐๐๐,๐๐๐ กว่าตัน ถ้าผมจําไม่ผิด แล้วข้อมูลชัดเจนก็คือว่าพื้นที่ที่ใช้ ปลูกข้าวโพดนั้นครึ่งต่อครึ่งอยู่ในพื้นที่ที่ไม่มีเอกสารสิทธิ แต่ถ้าต้องการข้าวโพดมากขึ้น ป่าจะถูกทําลายอีกเท่าไร มีการห้ามไม่ให้นําข้าวโพดเข้าในช่วงเดือนกันยายนถึงเดือนมกราคม ทั้ง ๆ ที่มีข้อมูลว่าพื้นที่รอบบ้านเรามีข้าวโพดเหลืออยู่ประมาณ ๕๐๐,๐๐๐-๑,๐๐๐,๐๐๐ ตัน ในรายงานมีอยู่ชัดเจน ผมอภิปรายในสภาแห่งนี้ ส่งไปรัฐบาลแล้วด้วย แต่ว่ามีการห้าม นําข้าวโพดเข้าในช่วงเดือนกันยายนถึงเดือนมกราคม ผมก็เชิญกระทรวงพาณิชย์มา บอกว่า เป็นไปได้ไหมที่จะให้นําข้าวโพดเข้าเพื่อลดโอกาสที่ป่าของเราจะถูกทําลาย ก็อ้างว่าจะทําให้ ราคาข้าวโพดตกต่ํา ข้อมูลของเราชัดเจนว่าป่าที่ถูกทําลายไป ๑ ไร่เรามีเงินเหลืออยู่ ๖๐๐ กว่าบาทต่อไร่ แต่ว่าถ้าป่าถูกทําลาย ความสูญเสียทางสิ่งแวดล้อม ๙๔,๐๐๐ บาทต่อไร่ เอาสัดส่วนของความวิบัติต่อรายได้ที่ได้นั้นหารออกมาแล้ว ๑๓๔ เท่า ผมย้ํานะครับ ๑๓๔ เท่า เข้าใจครับว่าส่วนราชการต่าง ๆ เขามีหน้าที่ของตัวเอง แต่การบูรณาการการแก้ปัญหาของชาติ ก็มีความสําคัญ

ในเรื่องเร่งด่วนที่ ๖ เราจึงเสนอว่าคณะกรรมการนโยบายป่าไม้แห่งชาตินั้นจะต้อง รีบตั้งขึ้นมา เคยมีครั้งล่าสุดเมื่อถึงปี ๒๕๕๐ และปี ๒๕๕๑ หายไป ณ บัดนี้ ๙ ปีผ่านไป จนเข้าปี ๒๕๖๐ แล้วสิ่งเหล่านี้ยังไม่เกิด เรื่องนี้เราเสนอ คณะกรรมการชุดที่กระผม ได้รับมอบหมายให้เป็นประธานนั้นประกอบด้วยผู้แทนของกรรมาธิการทุกคณะ ได้เสนอในนี้ ไปเรียบร้อย ได้ส่งไปแล้วเรียบร้อย ก็อยากจะเรียนว่าทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่ สปท. เราได้พยายามทํา อันนี้ก็เป็นข้อมูลที่กราบเรียนเพิ่มเติม แม่น้ําสายอื่นถ้าได้ยินอยู่ด้วยผมจะขอบคุณมาก ถ้าเอาสิ่งที่เราเสนอนั้นกลับขึ้นมาดู และผมเชื่อว่าทุกคนมีเจตนาตรงกัน ก็คือว่าต้องการ รักษาทรัพยากรป่าไม้ของชาติไว้ แต่ว่าทํางานช้าไป ช้าจริง ๆ ขอบพระคุณครับ

(การประชุมดําเนินมาถึงตอนนี้ นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง ได้กลับมาขึ้นบัลลังก์เพื่อดําเนินการประชุมต่อไป)
นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอบคุณท่านยงยุทธ สาระสมบัติ ประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการบริหารราชการแผ่นดิน และเป็นประธานกรรมการบูรณาการเร่งรัดการปฏิรูป ทรัพยากรป่าไม้ของชาติ ซึ่งก็ผ่านสภาของเราเมื่อวันที่ ๑๓ กันยายน ปีที่แล้ว ก็เป็นเวลา หลายเดือนมาแล้ว แต่ว่าวันนี้ทางคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อมได้เสนอทั้งแพ็กเกจ (Package) ใหญ่ ซึ่งในส่วนกรรมาธิการ ชุดที่ท่านพรพันธุ์เป็นประธาน ก็ได้จัดไว้ ๓ ดาว ก็สมเจตนาที่ท่านยงยุทธและคณะ ได้ดําเนินการตามมติ สปท. เรานะครับ และวันประชุมเวิร์กชอป (Workshop) ในวันพุธนี้ ภายใต้คณะกรรมการ ป.ย.ป. ที่ท่านนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ก็จะเสนอเป็น ๑ ใน ๓๖ แผนปฏิรูปที่เป็น ๓ ดาว ๓ ดาวมี ๑๒ เรื่อง ๒ ดาว ๑๒ เรื่อง ๑ ดาว ๑๒ เรื่อง ที่ท่านประธานกรรมาธิการได้เสนอขณะนี้เข้าใจว่าขอให้แต่ละคณะได้ยืนยันเป็นครั้งสุดท้าย ตามแนวทางนโยบายท่านประธานทินพันธุ์ ก็คือบางคณะ ๓ ดาว มี ๔-๕ เรื่อง ๕-๖ เรื่องก็มี ขอเพียงเรื่องเดียวที่ท่านเห็นสําคัญที่สุด เพราะฉะนั้นก็จะได้เสนอไปเพื่อจะเร่งรัดปฏิรูปกัน ทางกรรมาธิการมีอะไรชี้แจงเพิ่มเติมไหมครับก่อนที่จะขอมติ

(ไม่มีกรรมาธิการชี้แจง)

เป็นอันว่าที่ประชุมได้พิจารณารายงาน เรื่อง การจัดระเบียบการใช้ประโยชน์ ที่ดินป่าไม้และการเพิ่มพื้นที่ป่าของประเทศ : มาตรการแก้ไขปัญหาที่ดินในพื้นที่ ป่าอนุรักษ์ ร่างพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. .... และร่างพระราชบัญญัติสงวน และคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. .... แล้วนะครับ ก่อนจะขอมติจากที่ประชุม ผมขอตรวจสอบ องค์ประชุมก่อนนะครับ

(นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนทําการตรวจสอบองค์ประชุม)

ขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิแสดงตน โปรดเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตนครับ

(สมาชิกทําการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)

มีสมาชิกท่านใดยังไม่ได้ใช้สิทธิหรือขัดข้องในการเสียบบัตรและกดปุ่มไหมครับ ยังมีสมาชิกเดินเข้ามาใช้สิทธินะครับ

นายอโณทัย ฤทธิปัญญาวงศ์

ขอแสดงตนเพิ่มครับท่านประธาน อโณทัย ฤทธิปัญญาวงศ์

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ท่านอโณทัยแสดงตนนะครับ

นายอโณทัย ฤทธิปัญญาวงศ์

เผอิญบัตรไม่ได้แสดงครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

สมาชิกใช้สิทธิครบถ้วนแล้วนะครับ จํานวน ๑๖๘ ท่าน รวมท่านอโณทัยด้วย เป็นอันว่าครบองค์ประชุมนะครับ

ต่อไปผมจะขอมติจากที่ประชุมว่าจะเห็นชอบกับรายงาน เรื่อง การจัดระเบียบการใช้ประโยชน์ที่ดินป่าไม้และการเพิ่มพื้นที่ป่าของประเทศ : มาตรการแก้ไข ปัญหาที่ดินในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ ร่างพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. .... และร่างพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. .... หรือไม่ ซึ่งหากเห็นชอบ คณะกรรมาธิการจะได้นําความคิดเห็นและข้อเสนอแนะของท่านสมาชิกไปปรับปรุงก่อนที่จะ ส่งรายงานและร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวไปยังคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาดําเนินการต่อไป ต่อไปเป็นการลงมติตามข้อบังคับ ข้อ ๖๐ นะครับ

(นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนลงมติ)

ขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนน ผู้ใดเห็นชอบโปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ผู้ใดไม่เห็นชอบโปรดกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นว่าควรงดออกเสียงโปรดกดปุ่ม งดออกเสียง ขอเชิญใช้สิทธิครับ

(สมาชิกทําการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)

มีสมาชิกท่านใดยังไม่ได้ใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนไหมครับ

นายอโณทัย ฤทธิปัญญาวงศ์

ขออนุญาตครับ เห็นด้วยครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

เห็นด้วยนะครับ

ใช้สิทธิเรียบร้อยกันแล้วนะครับ ผมขอปิดการลงคะแนน เจ้าหน้าที่แสดงผล จํานวนผู้เข้าประชุม ๑๖๗ ท่าน เห็นด้วย ๑๕๙ ท่าน ไม่เห็นด้วย ไม่มีนะครับ งดออกเสียง ๗ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ๑ ท่าน

เป็นอันว่าที่ประชุมมีมติเห็นชอบกับรายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม เรื่อง การจัดระเบียบการใช้ประโยชน์ ที่ดินป่าไม้และการเพิ่มพื้นที่ป่าของประเทศ : มาตรการแก้ไขปัญหาที่ดินในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ ร่างพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. .... และร่างพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. .... แล้วนะครับ จบการพิจารณารายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อมแล้ว ขอขอบคุณคณะกรรมาธิการและผู้มาชี้แจง ทุกท่านนะครับ

ต่อไประเบียบวาระที่ ๔ เรื่องที่ค้างพิจารณา ไม่มี

ระเบียบวาระที่ ๕ เรื่องที่เสนอใหม่ ไม่มี

ระเบียบวาระที่ ๖ เรื่องอื่น ๆ

- การหารือของสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ขอเชิญท่านสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ ครับ

นายสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์

กราบเรียนท่านประธานสภา สปท. ที่เคารพ กระผม สุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ สมาชิก สปท. ลําดับที่ ๑๗๓ ผมขออนุญาตใช้เวลาสักประมาณ ๒-๓ นาที แล้วก็จะขออนุญาตใช้เพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) เพื่อจะได้เห็นโดยทั่วกันนะครับ

(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเปิดเพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint))

เรื่องที่ผมจะเสนอคือการช่วยเหลือผู้ป่วยฉุกเฉิน อย่างเป็นระบบ ต่อไปครับ เรื่องของการเกิด แก่ เจ็บ ตายเป็นเรื่องธรรมดา ผมอาจจะ อภิปรายเสร็จก็ออกไปน็อก (Knock) แล้วตายก็ได้ เป็นเรื่องของไตรลักษณ์ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา แต่ผมอยากกราบเรียนว่าใน ๑ เดือนที่ผ่านมา ท่านจะเห็นข่าวว่าพวกเราขับรถกัน อย่างมีมารยาทน้อยมาก เมื่อเวลามีรถฉุกเฉินมาเราก็ไม่หลีกทางทําให้ผู้ป่วยไม่ถึง โรงพยาบาล ถึงกับตายไป ถึงกับพิการไปเสียก็มาก ถ้าไม่เกิดกับญาติพี่น้องเราสักรายหนึ่ง เราก็คงจะไม่รู้ว่าการไปถึงโรงพยาบาลเร็วเพียง ๕ นาที ๓ นาที ช่วยให้เขาไม่ตาย เขาไม่พิการ ตรงนี้ผมอยากจะให้ท่านฟัง

ภาพต่อไปครับ เสียงนี้ท่านจะคุ้นเคยนะครับ เห็นไหมครับเสียงนี้แล้วเราก็ไม่หลบ รถกู้ชีพต่าง ๆ ก็ไปไม่ได้ ไม่ถึงโรงพยาบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งวันเสาร์รถติด ๆ ท่านครับ ไม่ถึงโรงพยาบาล

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ท่านสุรินทร์ขออนุญาต ท่านสมาชิกครับ มีสมาชิกที่แสดงความจํานงจะหารือ ในระเบียบวาระที่ ๖ มากกว่า ๑ ท่าน สมาชิกขอความกรุณารับฟังเพื่อนสมาชิกหารือ อาจจะต้องมีการร่วมแสดงความคิดเห็นนะครับ เชิญท่านสุรินทร์ต่อ ขอโทษครับ

นายสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์

เมื่อท่านเห็นภาพนี้ไปแล้วนะครับ ผมอยากจะให้ดู ภาพต่อไปครับ ถ้าใครไม่อยู่ใกล้โรงพยาบาลหรือไม่อยู่ที่โรงพยาบาลท่านก็จะไม่รู้ว่า สภาพอย่างนี้มีมากเลย แล้วก็มีเป็นประจําในเมืองใหญ่ ๆ เมืองไม่ใหญ่เช่นเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ที่จังหวัดฉะเชิงเทราไปไม่ถึงโรงพยาบาล เนื่องจากมีรถกระบะขับแซงหน้าแซงหลัง รถกู้ชีพก็ไปไม่ถึงทั้ง ๆ ที่มีพยาบาลอยู่ในรถ อันนี้ก็เห็นภาพเป็นประจํานะครับ

ภาพต่อไปครับ รถกู้ชีพขณะที่มีการจราจร ผมถามอย่างนี้ไปได้ไหมครับ ถ้าคนในรถเป็นลูกท่าน ภรรยา สามี คุณพ่อคุณแม่ท่าน ท่านจะมีความรู้สึกอย่างไร เห็นใจนะครับ เพราะมันเต็มไปด้วยรถ ไปไม่ถึงโรงพยาบาล โรงพยาบาลมีหมอดี ๆ มีแพทย์ดี ๆ มีเครื่องมือดี ๆ ช่วยชีวิตได้ แต่ว่าไปไม่ถึง เห็นภาพนี้ไหมครับ

ภาพต่อไป รถกู้ชีพต้องแหวกเขาเรียกอะไร แหวกวงล้อมของรถสวนทางมา กว่าจะไปถึงโรงพยาบาลให้หมอดูแลก็เลือดตาแทบกระเด็น

ต่อไปครับ ภาพนี้ท่านเห็นแล้วท่านจะเห็นว่าสังคมไทยจะเป็นอย่างนี้ไหม ดูแล้วเป็นภาพที่เกิดขึ้นในอุโมงค์แห่งหนึ่งในประเทศเกาหลีใต้ ท่านจะเห็นว่าข้างหน้า มีรถชนกัน พอรถชนกันแล้วเขาทําอย่างไร ท่านลองดูต่อไปสิครับ รถ ๒ ข้างจอดริมทันทีเลย เพื่อให้รถกู้ชีพ หรือรถตํารวจ หรือรถใครมามาอย่างเร็ว ท่านดูสิครับ ท่านเห็นไหมครับ ๑ นาที ท่านก็จะเห็นเลยว่าเขามีระบบท่านดูสิครับ แป๊บเดียวรถกู้ชีพก็ดี รถตํารวจจัดการ การจราจร จราจรก็จะไม่ติด แป๊บเดียวเห็นไหมครับ อันนี้ก็ของแท้ ๆ เกิดในโลก แต่ว่า ไม่ใช่โลกใบนี้ที่เรายืนกันอยู่ที่นี่ เห็นไหมจัดการแป๊บเดียวไม่ได้เสียเวลาเลย ท่านหยุดนิดเดียว อันนี้ก็จะให้เห็นว่าถ้าเราจัดการอย่างนี้ให้เป็นระบบ ผมคิดว่าน่าจะทําให้สังคมดีขึ้น จริยธรรมดีขึ้น มองแล้วก็ดูดีขึ้น คนไม่ป่วยก็ไม่รู้ว่าป่วยแล้วเป็นอย่างไร ขณะนี้โรคต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับสมองก็ดี หัวใจก็ดีมากขึ้นทุกวัน ผมเลยอยากจะเสนอท่านประธานว่าอยากฝาก ท่านพี่ ๆ เพื่อน ๆ คิดว่าทําเรื่องต่อเนื่องจากท่านนิกร อันนั้นตายเพราะเนื่องจากส่วนใหญ่ เมาสุรา อย่างนี้เขาอยู่ที่บ้านตีหนึ่ง ตีสอง หรือบางทีสิบโมงเช้ารถติด พอโทรไป ๑๖๖๙ ศูนย์กู้ชีพนเรนทรมาทันที แต่ไปไม่ถึงโรงพยาบาล ในที่สุดต้องไปที่วัด เศร้าไหมครับ ถ้าเราจัดระบบเสียใหม่ให้ศูนย์กู้ชีพต่าง ๆ ๑๖๖๙ ตํารวจ ร้อยแปดจิปาถะ ช่วยกันทํา คนละไม้คนละมือให้เป็นระบบ ผมคิดว่าจะทําให้สังคมไทยเราน่าอยู่มากขึ้น ผมก็กราบเรียน ด้วยความเคารพ ด้วยความห่วงใยคนที่อยู่ในเมืองหลวงใหญ่ ๆ ขอบคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอบคุณท่านสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ นะครับ ข้อหารือของท่านนั้นก็สามารถที่จะทํา เป็นข้อเสนอไปที่กรรมาธิการที่เกี่ยวข้องโดยตรงนะครับ ในลักษณะการทําการศึกษา แบบควิกวิน (Quick Win) แบบเร่งด่วน ก็ไม่จําเป็นจะต้องไปตั้งกรรมาธิการชุดใหม่ แต่ว่า ให้ชุดที่มีอยู่แล้วก็สุดแต่ท่านจะเห็นว่าชุดใดที่จะมีส่วนเกี่ยวข้องรับผิดชอบโดยตรงนะครับ ท่านต่อไปที่ขอหารือคือ ท่านกษิต ภิรมย์ ขอเชิญครับ

นายกษิต ภิรมย์

ท่านประธานครับ กษิต ภิรมย์ ลําดับที่ ๗ ท่านประธาน ผมได้เสนอไว้หลายครั้งว่ามีเรื่องภายในประเทศ นอกประเทศ หรือว่าทั้งเรื่องภายใน ภายนอกประเทศโยงกันแล้วมันก็เกี่ยวโยงกับการทํางานของ สปท. เรา ผมก็ได้เคยเสนอว่า น่าจะมีสักวันหนึ่งใน ๑ สัปดาห์มาแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นกันเพื่อจะเสริมสร้าง องค์ความรู้ซึ่งกันและกัน แล้วก็จะได้นําข้อมูลต่าง ๆ เหล่านี้ไปประกอบการทํางานของเรา ในกรรมาธิการต่าง ๆ เช่น การเปลี่ยนแปลงในการเมืองที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ที่ประเทศอังกฤษ มีผลกระทบโดยตรงต่อการทํามาค้าขายก็เป็นเรื่องหนึ่ง หรือเรื่องข่าวของโรลส์-รอยซ์ (Rolls-Royce) ก็เกี่ยวข้องกับงานของเราหลายกรรมาธิการด้วยกัน ก็ต้องมานั่งทบทวน กันดูว่าการบริหารราชการก็ดี รัฐวิสาหกิจก็ดี เสริมสร้างความโปร่งใสอย่างไร ก่อนหน้านั้น ก็มีข่าวเรื่องรายชื่อของคนไทยที่ประเทศปานามา แล้วก็อื่น ๆ อีกมากมาย แล้วก็มีความคลุมเครือ แล้วก็ไม่รู้ว่าหน่วยงานใดรับผิดชอบ ขณะที่เราพยายามที่จะแก้ไขกฎหมายการป้องกัน การทุจริตคอร์รัปชัน กฎหมายว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้าง การเข้าถึงซึ่งข้อมูลข่าวสาร รวมทั้งกฎหมายที่จะไปตามเอาเงินที่ขโมยจากประเทศเอาไปซ่อนไว้ในต่างประเทศด้วย ต่าง ๆ เหล่านี้ผมคิดว่าเราน่าจะคุยกันเพื่อจะได้มีข้อมูล เพื่อรู้และเพื่อจะทํางานได้

- ๕๙/๑   อันที่ ๒ ก็เป็นข้อเสนอแนะอย่างเป็นชิ้นเป็นอันต่อฝ่ายรัฐบาล แล้วก็ คสช. แล้วก็ สนช. ด้วย ผมก็ยังขอยืนยันว่าวันอังคารไหนถ้าเผื่อไม่มีการประชุมแน่นอนแล้วขอสักครึ่งวันก็มานั่งพูดคุยกัน

อีกเรื่องหนึ่งที่ผมก็อยากจะฟังคือมิสเตอร์รีฟอร์ม (Mr. Reform) ของ ๒๐ กระทรวง ทบวง กรมทั้งหลาย ตอนนี้มีตัวตนหรือเปล่า แล้วก็เอาเรื่องของเราไปทําอะไรบ้าง เพื่อให้ เกิดการปฏิบัติอย่างชัดเจน ขอขอบคุณมากครับท่านประธาน

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

มีสมาชิกท่านอื่นจะอภิปรายแสดงความคิดเห็นต่อประเด็นการหารือ ของท่านกษิตไหมครับ

(ไม่มีสมาชิกอภิปราย)

ถ้าไม่มีผมจะขออนุญาตตอบบางประเด็นนะครับ ในเรื่องมิสเตอร์รีฟอร์ม (Mr. Reform) นั้น เผอิญช่วงนี้เป็นช่วงการปรับเปลี่ยนกระบวนการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการปรองดอง ตามที่ท่านทราบดีที่จะมีคณะกรรมการ ป.ย.ป. แล้วก็กรรมการย่อยอีก ๔ คณะ ก็ประกอบไปด้วยกรรมการเตรียมการปฏิรูป กรรมการเตรียมการยุทธศาสตร์ชาติ กรรมการปรองดอง แล้วก็กรรมการบริหารราชการแผ่นดินเชิงยุทธศาสตร์ ตรงนี้เป็น การปรับกระบวนการทํางานใหม่ โดยที่เป็นการยกระดับการตัดสินใจมาในระดับของ ผู้มีอํานาจที่แท้จริง ส่วนโครงสร้างอื่นก็คงจะชัดเจนตามมา แต่ขณะนี้ก็ยังนับได้ว่า มิสเตอร์รีฟอร์ม (Mr. Reform) หรือผู้ประสานงานการปฏิรูปที่มีอยู่ทุกกระทรวง และทุกหน่วยงานหลักเกือบ ๔๐ หน่วยงานยังปฏิบัติหน้าที่อยู่ การประชุมวิป (Whip) ๓ ฝ่าย ครั้งหลังสุดเมื่อวันพุธที่แล้วเป็นการประชุมนัดพิเศษโดยที่มีการประชุม ตัวท่านรัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรีในฐานะประธานวิป (Whip) รัฐบาล แล้วก็เป็น เลขาของ ป.ย.ป. ก็ทําหน้าที่ประธานแทนท่านรัฐมนตรีสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ ซึ่งโยกย้าย ไปเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม แล้วก็มีท่านประธาน รองประธาน สนช. สปท. เข้าร่วมหารือเกี่ยวกับเรื่องของการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว แล้วก็เรื่องของบุคคลที่จะเข้าไป ทําหน้าที่ ขณะเดียวกันก็เตรียมการเรื่องการประชุมเชิงปฏิบัติการวันที่ ๑ กุมภาพันธ์ โดยที่โครงสร้างต่าง ๆ ก็ยังทําหน้าที่จนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลง อันนี้ก็ต้องพูดตาม ภาษาราชการ ส่วนประเด็นแรกที่ท่านหารือเกี่ยวกับวาระสําคัญ ๆ ที่มันเกิดการเปลี่ยนแปลง ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่ดีมาก แต่ทั้งนี้เพื่อให้มีฐานของการนําเสนอก็รบกวนท่านกษิต อาจจะต้องประสานดูว่าเรื่องนั้นเกี่ยวข้องกับกรรมาธิการชุดใดก็ประสาน เพราะว่าวิป (Whip) ประกอบไปด้วยประธานทุกคณะอยู่แล้ว ถ้าเสนอตรงนั้นมาได้เมื่อมีการพิจารณา ข้อเสนอวาระแล้ว ท้ายสุดวิป (Whip) จะประชุมกําหนดวาระประชุมวันจันทร์ วันอังคาร ถ้าหากว่าเรื่องดังกล่าว วิป (Whip) เห็นว่าเป็นเรื่องสําคัญก็สามารถที่จะมีมติในการกําหนด วาระประชุมและวันประชุมตามที่ท่านเสนอได้นะครับ ซึ่งก็เป็นเรื่องที่จะทําให้เหมือนเป็น เจเนอรัลดีเบต (General Debate) เฉพาะในเรื่องนั้น ๆ ที่สําคัญ ก็เรียนท่านกษิต ในเบื้องต้นนะครับ

ถ้าไม่มีสมาชิกท่านอื่นหารือผมขอผ่านวาระนี้ไปนะครับ สําหรับวันนี้ ก็หมดวาระการประชุมแล้ว ขอขอบคุณสมาชิกที่มาประชุมทุกท่าน ผมขอปิดประชุมครับ

เลิกประชุมเวลา ๑๔.๒๔ นาฬิกา