ธิติ กนกทวีฐากร ชี้แจงและตอบข้อซักคามเกี่ยวกับร่างกฎหมายด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยยืนยันความชัดเจนในประเด็นต่าง ๆ เช่น การกำหนดอายุใบอนุญาตสวนสัตว์ที่สามารถกำหนดผ่านกฎกระทรวงได้ ความคืบหน้าในการปรับปรุงกฎหมายอุทยานแห่งชาติและสัตว์ป่าให้สอดคล้องกับข้อตกลงระหว่างประเทศ การทบทวนถ้อยคำในมาตรา 66 เพื่อสอดรับเจตนารมณ์การแบ่งปันผลประโยชน์จากความหลากหลายทางชีวภาพ และการชี้แจงมาตรา 41 ที่เกี่ยวข้องกับการพิสูจน์สิทธิในที่ดินภายใน 180 วันสำหรับพื้นที่ประกาศใหม่ โดยไม่กระทบพื้นที่เดิม พร้อมทั้งหารือปัญหาที่ดินเลขที่ 49/1 และรับข้อสังเกตเรื่องการกำหนดโทษในกฎหมายอุทยานแห่งชาติ
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ และท่านสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศผู้ทรงเกียรติ ทุกท่านครับ ผม นายธิติ กนกทวีฐากร ในฐานะอนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูป ทรัพยากรธรรมชาติ ในคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุข และสิ่งแวดล้อม ขอกราบเรียนตอบข้อซักถามของท่านสมาชิกและชี้แจง รวมทั้งให้ข้อมูล ดังนี้
ประเด็นแรกขอตอบข้อสังเกตและข้อกังวลของท่าน พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช ขอกราบขอบพระคุณท่านที่สนับสนุนในเรื่องของการแก้ไขปรับปรุงร่างพระราชบัญญัติ ทั้ง ๒ ฉบับ โดยเฉพาะร่างพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. .... ที่ท่านยกตัวอย่างในเรื่องการแก้นิยาม คําว่า ซากสัตว์ ให้ชัดเจน แก้นิยาม คําว่า สวนสัตว์ ตัดคําว่า สาธารณะ ออก เพื่อไม่ให้เข้าใจสับสน รวมทั้งในเรื่องของการขอจัดตั้งสวนสัตว์ แต่ว่าประเด็นที่ท่านให้ข้อสังเกตคือการกําหนดอายุใบอนุญาต ซึ่งท่านบอกว่ากําหนด คราวละ ๕ ปีจะเกิดปัญหาของผู้ประกอบการไม่ว่าในเรื่องของการระดมทุน เงินลงทุน การบริหารจัดการทั้งภาคบุคคลและภาคการเงิน อันนี้ผมขอเรียนว่าในร่างพระราชบัญญัติสงวน และคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. .... ฉบับที่เสนอมานี้ยังคงยึดหลักการเดิมของพระราชบัญญัติสงวน และคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. ๒๕๓๕ ถ้าท่านสังเกต โปรดดูในร่างมาตรา ๒๔ ในหมวดว่าด้วยสวนสัตว์ การที่ผู้ใดประสงค์ จะตั้งและดําเนินกิจการสวนสัตว์จะต้องได้รับใบอนุญาตจากอธิบดี และไม่ได้เขียนบัญญัติ ต่อไปว่า การอนุญาตคราวละ ๕ ปี หรือกี่ปี ไม่ได้เขียนเอาไว้เลย แต่จะไปเขียนไว้ ในมาตรา ๒๗ การที่ผู้รับอนุญาตจัดตั้งและดําเนินกิจการสวนสัตว์ซึ่งได้รับอนุญาตแล้ว แต่มีความประสงค์จะยกเลิกการดําเนินกิจการสวนสัตว์ นั่นก็หมายความว่าเมื่อได้รับอนุญาต แล้วท่านสามารถที่จะดําเนินกิจการสวนสัตว์ต่อไปได้เรื่อย ๆ แต่ทั้งนี้ในร่างมาตรา ๒๔ วรรคสาม เขาจะกําหนดให้ออกอนุบัญญัติในเรื่องของกําหนดวิธีการและเงื่อนไข ซึ่งในประเด็นนี้ คณะกรรมการกฤษฎีกาเคยให้คําวินิจฉัยไว้ว่า สามารถที่จะออกกฎกระทรวงกําหนด ระยะเวลาในการอนุญาตเป็นคราว ๆ ได้โดยใช้อํานาจในทางบริหาร อันนี้ทางกรมอุทยาน แห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ทราบดีว่าสวนสัตว์บางสวนสัตว์เป็นสวนสัตว์ขนาดใหญ่ และต้องลงทุนมหาศาล เพราะฉะนั้นการที่จะประกอบกิจการสวนสัตว์จะต้องมีความมั่นคง ทั้งในด้านกฎหมาย ด้านการเงิน และด้านการบริหาร เพราะฉะนั้นอันนี้ไม่ต้องกังวล การอนุญาตให้สวนสัตว์ก็ยังคงยึดหลักการเดิม
ประเด็นต่อไปของท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ท่านอรมน ทรัพย์ทวีธรรม ท่านให้ข้อสังเกตในเรื่องของการร่างกฎหมายทั้ง ๒ ฉบับ เพื่อให้สอดรับกับความตกลง ระหว่างประเทศ ซึ่งทั้ง ๒ ฉบับนี้เป็นครั้งแรกที่ได้ปรับปรุงกฎหมายโดยมีหมวดว่าด้วย การใช้ประโยชน์ความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งในร่างพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. .... มีเขียนไว้ในมาตรา ๓๘ และในร่างพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. .... เขียนไว้ในมาตรา ๖๖ ขอเรียนว่า หลักการหลัก ๆ ของการปรับปรุงกฎหมายนี้เราจะต้องปรับปรุง กฎหมายเพื่อให้มีความทันสมัย โดยเฉพาะในเรื่องการสอดคล้องกับพันธกรณีและความตกลง ระหว่างประเทศ ที่ท่านสมาชิกอรมนท่านได้ตั้งข้อสังเกตว่าทําไมในมาตรา ๓๘ ของร่าง พ.ร.บ. อุทยานแห่งชาติ พ.ศ. .... กับร่างพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. .... มาตรา ๖๖ ถึงมีเวิร์ดดิง (Wording) หรือถ้อยคําไม่ตรงกัน กระผมขอเรียนดังนี้ จริง ๆ แล้ว ในการใช้ประโยชน์ความหลากหลายทางชีวภาพ โดยเฉพาะการเข้าถึงและแบ่งปัน ผลประโยชน์ตามพิธีสารนาโกยะ และอนุสัญญาซีบีดี (CBD) เราจะเน้นในเรื่องการศึกษา และการวิจัยในเชิงการค้า หรือที่เรียกว่าในเชิงพาณิชย์ และในอนุสัญญาซีบีดี (CBD) รวมทั้ง พิธีสารนาโกยะระบุเอาไว้ว่า การแบ่งปันผลประโยชน์ไม่จําเป็นต้องแบ่งเป็นตัวเงินเสมอไป นั่นก็หมายความว่าอาจจะแบ่งเป็นลักษณะอย่างอื่นก็ได้ เช่น การถ่ายทอดองค์ความรู้ การส่งผู้เชี่ยวชาญมาร่วมให้ถ่ายทอดขั้นตอนหรือวิชาการ วิจัย เป็นต้น ทีนี้เจตนารมณ์ จริง ๆ แล้วเราจะเน้นในเรื่องวิจัยทางวิชาการในเชิงทางการค้าหรือพาณิชย์ เพราะฉะนั้น ในร่างของพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. .... มาตรา ๖๖ ไม่มีคําว่า ทางการค้า นั่นจะทําให้การศึกษาวิจัยทางวิชาการทุกประเภทต้องแบ่งปันผลประโยชน์หมด จริง ๆ แล้วในการศึกษาวิจัยในทางวิชาการที่ไม่ได้เชิงทางการค้า สามารถที่จะกําหนด ในเงื่อนไขการอนุญาตให้เข้าไปวิจัยได้ว่า ทรัพย์สิน หรือความรู้ หรือที่ได้จากการวิจัยนี้ เป็นเจ้าของร่วมกัน หรือเป็นของผู้ใด สัดส่วนเท่าใด เขียนได้อยู่แล้ว เพราะฉะนั้นในประเด็นนี้ ทางกรรมาธิการและคณะทํางานจะรับไปพิจารณาทบทวนปรับปรุงแก้ไข มาตรา ๖๖ ในร่างพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. .... เพื่อให้เป็นไปในแนวทางเดียวกัน หรือหลักการเดียวกันกับร่างพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. .... มาตรา ๓๘
- ๔๙/๑
ประเด็นต่อไปขอเรียนชี้แจงประเด็นของท่านนิกร จํานง ที่ท่านได้ให้ ข้อสังเกตในเรื่องของร่างพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. .... ในมาตรา ๔๑ ซึ่งท่านตั้งข้อสังเกตเอาไว้ว่า ในกรณีที่รัฐบาลจะมีความประสงค์และออกพระราชกฤษฎีกา กําหนดที่ดินบริเวณใดให้เป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่านั้น และปรากฏว่าไปทับที่หรือซ้อนทับ กับที่ดินของเอกชนหรือบุคคลใดซึ่งเขาอ้างว่าเขาได้มาโดยชอบตามประมวลกฎหมายที่ดินนั้น สามารถให้ยื่นพิสูจน์สิทธิได้ภายใน ๑๘๐ วันนับแต่วันที่พระราชกฤษฎีกาออกใช้บังคับ อันนี้เป็นกรณีที่เขียนพิเศษขึ้นมาเนื่องจากการประกาศเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า โดยร่างพระราชบัญญัติหรือพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่านี้เป็นกฎหมาย ที่ละเอียดอ่อน และเข้มข้นกว่าพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ เพราะฉะนั้นในการประกาศเขต ถ้าไปทับที่ หรืออาจจะทับที่ หรือสงสัย เราเปิดโอกาสให้ประชาชนหรือบุคคลที่เป็นเจ้าของที่นั้น อ้างว่าได้มาตามประมวลกฎหมายที่ดิน จริง ๆ แล้วใช้คําว่า อ้าง ถ้ามีเอกสารสิทธิ ตามประมวลกฎหมายที่ดิน เช่น โฉนดที่ดิน น.ส.๓ น.ส.๓ ก. แม้แต่ ส.ค.๑ ที่ออกตาม ประมวลกฎหมายที่ดินนั้น มีบทมาตราหลักในมาตรา ๓๗ ในเรื่องของการกําหนดที่ดิน ให้เป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอยู่แล้ว เราจะเขียนเอาไว้ในวรรคสองของมาตรา ๓๗ ว่า ที่ดินที่จะประกาศให้เป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่านั้นต้องเป็นที่ดินที่มิได้มีบุคคลใด ซึ่งมิใช่ทบวงการเมืองมีกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองโดยชอบตามประมวลกฎหมายที่ดิน นั่นก็หมายความว่าถ้าตรงนั้นมีเอกสารสิทธิตามประมวลกฎหมายที่ดินถึงไม่ได้พิสูจน์สิทธิ ตามกฎหมาย กฤษฎีกาให้ความเห็นไว้แล้วว่า ตรงนั้นจะไม่มีสถานะเป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า แต่เพื่อความชัดเจนก็สมควรที่จะวงหรือทําสัญลักษณ์ไว้ในแผนที่ว่า ตรงนี้ไม่เป็น เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า แต่จะเป็นขนมครกปรากฏอยู่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ที่เราเขียน อย่างนี้ใน ๑๘๐ วัน ในมาตรา ๔๑ ผู้ใดไม่มาภายใน ๑๘๐ วันก็ไม่ได้มีบทลงโทษแต่อย่างใด เราเรียกว่าเป็นมาตรการเร่งรัดตามความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกา แต่ถ้าไม่มา ภายใน ๑๘๐ วันไม่ผิดกฎหมาย แต่อาจจะเสียสิทธิต่าง ๆ เช่น การที่จะวงออก หรือกันออก หรือทําสัญลักษณ์ในแผนที่ว่าตรงนั้นไม่เป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ที่เขียนไว้อย่างนี้ มีหวังประโยชน์ล่วงหน้าอีกอันหนึ่ง คือถ้าพิสูจน์แล้ว แม้เขาได้มาตามประมวลกฎหมายที่ดิน ก็จริง แต่เจ้าของที่ดินเห็นแก่ประเทศชาติ ประสงค์จะยกหรือบริจาคให้กับเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า มาตรานี้ก็จะรองรับว่าให้เป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ซึ่งเขียนเอาไว้ แล้วก็จะมีกระบวนการ พิสูจน์สิทธิตามมาว่าได้มาจริงหรือไม่จริง นั่นอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งต่างกับมาตรการจัดระเบียบการทํากิน ในที่ดินป่าอนุรักษ์ตามที่คณะกรรมาธิการเขียน นี่คนละประเด็นกัน แล้วขอเรียนว่ามาตรา ๔๑ นี้ ใช้กับเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าที่จะประกาศในภายหน้า คือประกาศตามร่างพระราชบัญญัตินี้ สมมุติว่าร่างพระราชบัญญัตินี้มีผลใช้บังคับ ซึ่งดูในสถิติแล้วก็น่าจะมีเตรียมประกาศ มีอยู่สัก ๑ แห่ง หรือ ๒ แห่งแค่นั้นเอง มีน้อยมากครับ ส่วนเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าที่ประกาศ มาแล้วตาม พ.ร.บ. พ.ศ. ๒๕๐๓ กับ พ.ร.บ. พ.ศ. ๒๕๓๕ มีอยู่ ๕๘ แห่งนั้นไม่เข้าหลักเกณฑ์ พิสูจน์สิทธิตามมาตรานี้แล้วครับ อันนี้เลยไม่ต้องกังวล
แล้วก็อีกประเด็นหนึ่งต้องขอขอบพระคุณท่านนิกร จํานง เป็นอย่างสูง ที่ท่านได้ให้ข้อสังเกตในเรื่องของการที่เรียกว่าใช้โดยอนุโลม นั่นคือเจตนารมณ์ของคณะยกร่าง กฎหมาย ก็หมายความว่าร่างพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. .... เราจะเอาภารกิจของ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ซึ่งเรียกว่า วนอุทยาน สวนพฤกษศาสตร์ สวนรุกขชาติ ซึ่งอยู่ภายใต้บังคับกฎหมายของกรมป่าไม้คือ พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐๗ หรือพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. ๒๔๘๔ แล้วแต่กรณี เพื่อให้การปฏิบัติภารกิจตามกฎหมายของอุทยานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ จึงได้กําหนดว่า ให้มีบทบัญญัติว่าด้วยการจัดตั้งวนอุทยาน สวนพฤกษศาสตร์ สวนรุกขชาติ ไว้ในร่างพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. .... ทีนี้หลักการการบริหารจัดการ ก็ทํานองเดียวกับอุทยานแห่งชาติ จึงไปเขียนเอาว่าให้นํา มาตรา ๒๓ มาตรา ๒๔ มาตรา ๒๕ มาตรา ๒๖ มาตรา ๒๘ มาตรา ๒๙ มาตรา ๓๒ มาใช้โดยอนุโลม มาตรา ๒๓ ก็คือการเข้าไป ในอุทยานไม่ต้องขออนุญาตแต่ต้องปฏิบัติตามคําสั่งเจ้าพนักงาน นั่นก็หมายความว่า ถ้าคุณจะเข้าไปวนอุทยาน สวนพฤกษศาสตร์ สวนรุกขชาติก็ต้องปฏิบัติทํานองเดียวกัน มาตรา ๒๔ ในเรื่องของการห้ามกระทํากิจกรรมโดยเด็ดขาด แล้วก็มาตรา ๒๕ เรื่องการขออนุญาต การยกเว้น มาตรการทางปกครองในเรื่องของการรื้อถอนสิ่งผิดกฎหมายที่ผู้กระทําผิดกระทําผิด ในสวนพฤกษศาสตร์ สวนรุกขชาติ วนอุทยานก็ดีให้ใช้โดยอนุโลมนั้น ทีนี้ที่ท่านให้ข้อสังเกตว่า มิได้เขียนไว้ในบทกําหนดโทษ อันนี้ทางกรรมาธิการและคณะทํางานจะรับไปพิจารณาอีกทีหนึ่ง เพราะว่าเมื่อเราเขียนอย่างนี้แล้วเหมือนกับเสือกระดาษ มีแต่บทห้าม มีแต่บทดําเนินการ แต่เมื่อฝ่าฝืนแล้วไม่มีบทกําหนดโทษ เพราะฉะนั้นอาจจะต้องไปเพิ่มในบทกําหนดโทษ สักมาตราใดมาตราหนึ่งว่า ผู้ใดที่กระทําการฝ่าฝืนมาตรา ๓๗ ให้มีโทษจําคุก ปรับ ตามควรแก่กรณี ก็มีประเด็นที่จะเรียนชี้แจง ๒-๓ ประเด็นของ ๓ ท่าน ขอขอบพระคุณครับ