ขวัญชัย ดวงสถาพร ในฐานะโฆษกกรรมาธิการ ชี้แจงผลการพิจารณาข้อเสนอจากผู้เชี่ยวชาญ 12 ด้านเกี่ยวกับปัญหาป่าไม้ที่สะสมมานาน โดยรับข้อเสนอเพื่อนำไปวิเคราะห์และดำเนินการอย่างเร่งด่วน ทั้งการฟื้นฟูผืนป่า จัดการการบุกรุกที่ดินป่าอย่างผิดกฎหมาย และตรวจสอบกลุ่มนายทุนด้วยระบบติดตามทันสมัย พร้อมเสนอให้ปรับปรุงร่างกฎหมายให้สอดคล้องกับอนุสัญญาความหลากหลายทางชีวภาพและมาตรฐานสากล เน้นการบูรณาการการดูแลป่าอนุรักษ์และป่าสงวนภายใต้แนวทางนิเวศน์อย่างบูรณาการ แก้ปัญหาที่ดินซ้อนทับและสิทธิของประชาชนที่อยู่ในพื้นที่มานาน โดยสนับสนุนการมีส่วนร่วมของชุมชน การปลูกจิตสำนึก การลดดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ และการใช้ข้อมูลจากโครงการวันแมปเพื่อการบริหารจัดการทรัพยากรอย่างยั่งยืนและเป็นธรรม
กราบเรียนท่านประธาน ผม ขวัญชัย ดวงสถาพร ในฐานะโฆษกกรรมาธิการ สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ลําดับที่ ๑๔ ในส่วนของ ๑๒ ท่าน อย่างที่ผมได้เรียนไปตั้งแต่ก่อนที่จะเปิดให้ท่านกรุณาให้คําแนะนํา เรารู้สึกเป็นเกียรติ แล้วก็เป็นข้อมูลที่เกิดประโยชน์เพราะว่าอย่างที่ผมได้เรียนไปว่า การแก้ปัญหาเรื่องที่เรากําลังทํานั้นเป็นปัญหาสั่งสมที่ดําเนินมาอย่างยาวนาน เพราะฉะนั้น โดยลําพังกรรมาธิการคิด ๖-๗ เดือน โดยใช้ข้อมูลหลากหลายด้านวิเคราะห์มาก็อาจจะ มีส่วนที่จะต้องเติมเต็มจากแนวคิดของท่าน ซึ่งจาก ๑๒ ท่านนะครับ ผมขออนุญาตที่จะตอบ ทั้ง ๑๒ ท่านในประเด็นที่ผมสามารถที่จะตอบได้ทันที และส่วนที่เหลือจะมีกรรมาธิการ ท่านอื่น ๆ จะตอบสนองท่านในส่วนนี้นะครับ
เริ่มตั้งแต่ท่านสุรินทร์ ซึ่งท่านได้วิเคราะห์ถึงสาเหตุของการลดลงของพื้นที่ป่า รวมถึงข้อเสนอทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นการหยุดยั้งการแก้ไขปัญหาที่เป็นสาเหตุที่ทําให้เกิด ความยั่งยืนและสามารถเพิ่มผืนป่า ในขณะเดียวกันประชาชนผู้ยากไร้ก็จะได้มีความมั่นคงในที่ดิน ซึ่งเราขออนุญาตรับไว้ที่จะนําไปพิจารณา ซึ่งทางกรรมาธิการมีแผน ขออนุญาตเรียน ด้วยความจริงใจว่าเนื่องจากเป็นแผนปฏิรูปเรื่องเดียวต่อวัน เราคิดว่าน่าจะมีหลาย ๆ ท่าน ที่เสนอความเห็นเยอะ เราก็เลยมีการนัดประชุมในวันพรุ่งนี้เพื่อมาวิเคราะห์ข้อเสนอของท่าน และตอบสนองโดยด่วนที่สุด
ลําดับที่ ๒ คือท่านกษิต ภิรมย์ ซึ่งพอท่านเปิดประเด็นโดยการให้เกียรติ กรรมาธิการ ชมเชยในสิ่งที่กรรมาธิการได้ดําเนินการนั้นก็ขอกราบขอบพระคุณนะครับ ไม่ว่าจะเป็น การส่งเอกสารฉบับนี้ไปถึงผู้มีอํานาจให้สามารถพิจารณาได้โดยตรงเพื่อไม่ให้เกิดความล่าช้า รวมถึงการยับยั้งโดยใช้ระบบการติดตามตรวจสอบที่มีความทันสมัย ฉับไว ที่เรียกว่าฟอเรสต์ มอนิเตอริง (Forest Monitoring) หรือการเอาคืน โดยเฉพาะในเรื่องของมีการครอบครอง ที่ดินป่าไม้ที่ไม่ถูกกฎหมาย แล้วก็การจัดการกลุ่มนายทุนหรือมาเฟีย (Mafia) รวมถึงประเด็น อื่น ๆ ด้วย ซึ่งทางกรรมาธิการได้บันทึกไว้แล้วและจะนําไปประกอบการพิจารณาดําเนินการ
ท่าน พลเอก เลิศรัตน์ ต้องขอบพระคุณท่าน เพราะท่านมีประสบการณ์ใน เรื่องของสัตว์ป่า โดยเฉพาะในเรื่องขององค์การสวนสัตว์ ท่านเสนอไว้หลายประเด็น แต่ในส่วนของกฎหมายจะขออนุญาตให้อีกท่านหนึ่งนะครับ และท่านพูดถึงเรื่องของคน อยู่ร่วมกับป่า รวมถึงโครงการบ้านเล็กในป่าใหญ่ ซึ่งเป็นประเด็นที่เราใส่ในเล่ม แล้วก็ขอน้อมรับ ที่จะไปดําเนินการเขียนให้ชัดเจนขึ้น หลาย ๆ ส่วนนั้นอาจจะมีในเล่ม แต่ที่ท่านเสนอนั้น เกิดประโยชน์ทั้งนั้นแหละครับ เพราะว่าเราอยากจะปรับเล่ม เวลาเราไปชี้แจงในลําดับถัดไป ไม่ว่าจะเป็นต่อรัฐบาลหรือต่อวิป (Whip) ๓ ฝ่าย หรือต่อวิป (Whip) ๒ ฝ่ายอะไรก็แล้วแต่นั้น เราจะทําอย่างไรให้เล่มนี้สามารถสื่อให้คนเข้าใจ สิ่งที่ท่านนําเสนอมา ๑๒ ท่านนี้ เราจะนําไปปรับระบบการสื่อที่ให้เข้าใจและมีความรัดกุมมากขึ้นด้วยนะครับ
ท่านอรมนพูดถึงในเรื่องของอนุสัญญา อนุสัญญาในที่นี้เราเน้นเรื่องอนุสัญญา ความหลากหลายทางชีวภาพ รวมถึงพิธีสารทั้งหลาย เพื่อให้สอดคล้องโดยการแก้กฎหมาย ไม่ให้ถูกเอารัดเอาเปรียบ หรือสามารถที่จะบริหารจัดการที่จะตอบสนองหรือการอนุวัต ตามอนุสัญญาทั้งหลายได้ เดี๋ยวจะมีในส่วนของมาตรา ๓๘ มาตรา ๖๖ เดี๋ยวจะขออนุญาต ตอบต่อนะครับ
อีกท่านหนึ่งคือท่านนิกร ท่านนิกรผมต้องขออนุญาตตอบเพราะท่านตั้งคําถาม ที่เป็นเชิงวิชาการเหลือเกินว่า ทําไมต้องมีป่าอนุรักษ์ ๒๕ เปอร์เซ็นต์ ผมก็ขออนุญาตตอบ เพราะว่าเป็นอาจารย์ที่สอนด้านวิชานโยบายป่าไม้ ที่คณะวนศาสตร์อยู่แล้ว แล้วก็สอนนิสิต เรื่องนี้อยู่ จริง ๆ ป่า ๔๐ เปอร์เซ็นต์ เราถูกกําหนด ขออนุญาตเรียนในที่ประชุมว่า คําว่า ป่า ๔๐ เปอร์เซ็นต์ที่อยู่ในยุทธศาสตร์ชาติอะไรก็แล้วแต่ จริง ๆ ถูกกําหนดตั้งแต่ประมาณ ปี ๒๕๐๐ แล้ว ในขณะนั้นประเทศไทยได้มีการว่าจ้างผู้เชี่ยวชาญของสหประชาชาติ มาสํารวจป่าและมาวางระบบ แล้วผู้เชี่ยวชาญ ณ ขณะนั้นเสนอแนวคิดว่าประเทศไทย ควรจะมีป่าประมาณ ๔๐ เปอร์เซ็นต์ แต่แน่นอนครับ การที่เขาเสนอว่าให้มีป่า ๔๐ เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่ตอนนั้นประเทศไทยมีป่า ๕๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นก็คิดว่า ไม่น่าจะเปิดเผยมากนักในช่วงนั้น จนมาถึงสภาพทรัพยากรป่าไม้ของเราลดลงอย่างมาก ปี ๒๕๒๘ ซึ่งมีคณะกรรมการนโยบายป่าไม้แห่งชาติ ณ ขณะนั้น ได้กําหนดว่าให้มีป่า ๔๐ เปอร์เซ็นต์ ส่วนของการกําหนดนั้นจะใช้เกณฑ์อยู่ ๓ ส่วน เกณฑ์ที่ ๑ ก็คือดูพื้นที่ ที่เสี่ยงภัย ที่ไม่ควรใช้ประโยชน์ ควรเป็นป่าจริง ๆ ก็คือพื้นที่ที่มีความลาดชันเกิน ๓๕ เปอร์เซ็นต์ พูดง่าย ๆ คือเอาแผนที่ประเทศไทยมากางแล้วก็ดูว่าพื้นที่ลาดชัน และเสี่ยงภัยมีตรงไหนบ้าง อันนี้มีอยู่ประมาณ ๑๐๐ ล้านไร่ ตรงนี้ก็เป็นเกณฑ์หนึ่ง เกณฑ์ที่ ๒ ก็ดูว่าพื้นที่แหล่งต้นน้ําลําธารนั้นควรจะมีเท่าไรที่จะทําให้ประเทศไทยนั้นลดความเสี่ยงจาก ภัยพิบัติ ในขณะที่จะมาควบคุมระบบนิเวศหรือสภาพภูมิอากาศด้วย อันนี้ก็มีการคํานวณ พื้นที่ต้นน้ําในบ้านเราว่าควรจะมีเท่าไร ตอนนั้นคํานวณพื้นที่ต้นน้ํา คําว่า มองพื้นที่ต้นน้ํา คงไม่ได้มองพื้นที่ที่มีป่าอย่างเดียว รวมถึงพื้นที่บัฟเฟอร์โซน (Buffer Zone) พื้นที่อย่างอื่น ที่มีประชาชนอาศัยอยู่แต่มีการใช้ประโยชน์เชิงอนุรักษ์ด้วย ประมาณ ๓๘ เปอร์เซ็นต์ และสุดท้ายก็มองถึงประเด็นว่าจะทําอย่างไรให้ผืนป่าเราสามารถตอบสนองการใช้ ประโยชน์ได้ พูดง่าย ๆ คือมองดูว่าประเทศไทยนั้นใช้ไม้ต่อหัวเท่าไร แล้วก็คิดกลับกันไปว่า ถ้าประเทศไทยใช้ไม้ต่อหัวเท่านี้ควรจะมีป่าอยู่เท่าไร มองเป็น ๓ ประเด็น จากข้อมูล ๓ ด้านนั้น ก็มีการบูรณาการข้อมูลกันแล้วก็เสนอว่าให้มีป่า ๔๐ เปอร์เซ็นต์ แต่มีเหตุการณ์ อยู่เหตุการณ์หนึ่งอย่างที่ท่านวิทยา แก้วภราดัย ขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านพูดถึงเหตุภัยพิบัติ ก็คืออุทกภัยรุนแรงในภาคใต้เมื่อปี ๒๕๓๑ เหตุการณ์นั้นเป็นการเปลี่ยนแปลงนโยบายที่สําคัญ ของวงการป่าไม้ไทย ก็คือว่าเรามีการปรับตัวเลขการอนุรักษ์ป่าจากที่คณะกรรมการนโยบาย ป่าไม้แห่งชาติกําหนดให้มีป่าอนุรักษ์ไม่น้อยกว่า ๑๕ เปอร์เซ็นต์เดิมนะครับ เรากลับตัวเลข มาเป็นพื้นที่ไม่น้อยกว่า ๒๕ เปอร์เซ็นต์ และเป็นป่าเศรษฐกิจไม่น้อยกว่า ๑๕ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเขียนลงในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๗ ซึ่งจะตรงกับเหตุการณ์ ตอนนั้นพอดี ผมขออนุญาตพูดภาพรวม แต่ผมคิดว่าเพื่อให้เกิดความชัดเจนของคําว่า ป่า ๒๕ เปอร์เซ็นต์ จะขออนุญาตที่ประชุมว่า เราจะใส่ข้อมูลตรงนี้เข้าไปในเล่ม ในฉบับปรับปรุงเพื่อให้เกิดความชัดเจนด้วย เนื่องจากหลาย ๆ ท่านมองว่าข้อมูลค่อนข้าง จะสมบูรณ์ ผมคิดว่าถ้าเพิ่มตรงนี้ไปจะเป็นการพูดถึงสาเหตุที่แท้จริงว่าทําไมต้องเพิ่มป่า ให้เป็น ๒๕ เปอร์เซ็นต์ ในกรณีป่าอนุรักษ์ แล้วก็ที่ท่านนิกรท่านได้กรุณาเสนอว่า เปลี่ยนเครื่องมือถ้ามีข้อมูลพื้นที่ป่า แล้วก็ตั้งแต่ปี ๒๕๑๖ พอมาปี ๒๕๔๑ กราฟลดลง ความชันสูงมาก พอมาปี ๒๕๔๓ กราฟพุ่งขึ้น แล้วก็ในเอกสารเขียนว่า เปลี่ยนมาตราส่วน แต่เปลี่ยนเครื่องมือ คําว่า มาตราส่วน คือก่อนปี ๒๕๔๑ นั้นเราใช้ข้อมูลพื้นที่ป่าที่มาตราส่วน ๑ ต่อ ๒๕๐,๐๐๐ เป็นภาพถ่ายดาวเทียม พอหลังปี ๒๕๔๑ คือปี ๒๕๔๓ เริ่มมีการใช้ข้อมูลใหม่ ก็คือว่าขยายสเกล (Scale) ให้เป็น ๑ ต่อ ๕๐,๐๐๐ ทําให้ต้องเปลี่ยนฐาน เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ โดยหลักการแล้วทางวิชาการแล้วไม่ควรเอามาต่อเชื่อมกัน เพราะว่าใช้ฐานคนละตัว ทําให้ข้อมูลนั้นมีลักษณะเหมือนขาดช่วง แต่อย่างไรก็ตามเรามองว่าข้อมูลป่าไม้ ตั้งแต่ปี ๒๕๑๖ นั้นมีความสําคัญ อยากให้เห็นภาพรวมก็เลยเขียนเป็นหมายเหตุว่า เปลี่ยนมาตราส่วนและเปลี่ยนเครื่องมือแค่นั้นเอง นั่นคือขออนุญาตที่จะตอบท่านนะครับ แล้วก็ขออนุญาตที่จะไปอธิบายเพิ่มในเล่มเพื่อให้เกิดความชัดเจนว่ามาตราส่วนอะไร จาก ๒๕๐,๐๐๐ เป็น ๕๐,๐๐๐ แล้วก็เป็นอย่างไรในเล่มเพื่อให้เกิดความชัดเจนนะครับ รวมถึงการแจ้งการครอบครอง ท่านพูดถึงการแจ้งครอบครองว่าจะช่วยประชาชนอย่างไร ซึ่งตรงนี้กรรมาธิการพิจารณาหลายครั้งมากว่า ปกติประชาชนที่อาศัยอยู่ในเขตป่าหรืออยู่ตาม ท้องถิ่นที่ค่อนข้างจะทุรกันดารหรืออยู่ไกลจากเขตเมืองนั้น การรับการสื่อสารอาจจะยาก และที่สําคัญนะครับ เราวิเคราะห์ปัญหาอย่างที่ผมได้เรียนไปว่ามีประชาชนบางกลุ่ม อาจจะทราบหรือไม่ทราบแต่ไม่เข้ามาร่วมในโครงการ ซึ่งตรงนี้เราได้วิเคราะห์แล้วก็เสนอ เป็นมาตรการว่าเรามีคณะกรรมการอยู่ ๔ ระดับ และคณะกรรมการระดับล่างสุด คือคณะกรรมการระดับอําเภอ เป็นคณะทํางานระดับอําเภอซึ่งประกอบไปด้วยส่วนที่เป็น องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ประกอบไปด้วยส่วนที่เป็นข้าราชการฝ่ายปกครองจะมากลั่นกรอง เป็นบุคคลแรก และในขณะเดียวกันกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช มีหัวหน้า หน่วยงานภาคสนาม ซึ่งโดยความเป็นจริงแล้วตั้งแต่มติ ครม. ๓๐ มิถุนายน ๒๕๔๑ มีผลบังคับใช้นั้น เจ้าหน้าที่กลุ่มนี้ก็ได้ไปรวบรวมไว้เบื้องต้นในระดับหนึ่งแล้ว เพียงแต่ ไปขยายผลและไปอัปเดต (Update) ข้อมูลให้รัดกุมมากขึ้นและให้ชัดเจน โดยตรงนี้ร่วมกับ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แล้วก็ฝ่ายปกครอง ส่วนที่เป็นมาตรา ๓๗ รวมถึงมาตรา ๕๒ จะเขียนให้ชัดอย่างไร เดี๋ยวจะขออนุญาตฝ่ายกฎหมายต่อไปนะครับ
ประเด็นของท่านไวกูณฑ์พูดถึงเรื่องช้างป่า อันนี้ขออนุญาต เผอิญมีทาง ท่านผู้อํานวยการสํานักอุทยานแห่งชาติของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช มาด้วย เดี๋ยวจะขอให้ท่านตอบเพื่อให้เกิดความชัดเจน รวมถึงท่านวิทยา แก้วภราดัย จริง ๆ ท่านวิทยา แก้วภราดัย นั้นเคยเสนอบางประเด็นในคณะกรรมการเร่งรัด การปฏิรูปทรัพยากรป่าไม้ของชาติแล้วครั้งหนึ่ง ซึ่งทางคณะทํางานชุดนั้นได้บรรจุไปแล้ว ในเรื่องของอัตรากําลังที่ท่านพูดถึงโรงเรียนป่าไม้แพร่ แต่ผมขออนุญาตว่าข้อมูล หลายประการที่ท่านนําเสนอนั้นก็เป็นข้อมูลที่เราน้อมรับ ท่านพูดถึงนโยบายซึ่งแสดงถึงว่า ท่านได้ศึกษามาในระดับที่ใช้เวลาระดับหนึ่งที่ว่าท่านเข้าใจถึงการกําหนดนโยบาย โดยเฉพาะ เหตุการณ์การเกิดอุทกภัยภาคใต้ที่จังหวัดนครศรีธรรมราชนั้นเป็นจุดเปลี่ยนของนโยบาย ป่าไม้ไทยเลยครับ ทั้งเรื่องการปิดสัมปทานป่าบกทั่วประเทศ การแก้นโยบายกลับตัวเลข ป่าอนุรักษ์ ป่าเศรษฐกิจ ณ เวลานั้น โดยไปกลับในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๗ นั่นคือเป็นจุดพอยต์ (Point) ที่สําคัญ
แล้วท่านพูดถึงโครงสร้าง ตรงนี้เป็นประเด็นที่เราคิดว่าเห็นด้วยกับท่าน ก็คือการปรับปรุงโครงสร้าง คือป่าอนุรักษ์อยู่ภายใต้กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ป่าสงวนอยู่กรมป่าไม้ ท่านลองนึกสภาพพื้นที่ต้นน้ําลําธาร น้ํามันไหลจากพื้นที่ต้นน้ําเข้าไปสู่ ปลายน้ํา มันไม่รู้หรอกครับ อันนี้คืออุทยาน อันนี้คือป่าสงวน แต่ควรจะมีการจัดการ เชิงระบบนิเวศ ตรงนี้เราจะทําเป็นข้อเสนอในภาคผนวกว่าจะทําอย่างไรให้มีการบูรณาการกัน ในส่วนนี้ให้ได้มากที่สุด ในเรื่องโครงสร้างอัตรากําลัง
รวมถึงในเรื่องของการประกาศเขตห้ามล่า ตรงนี้เป็นปัญหาที่เราวิเคราะห์ อย่างที่เรียนไปว่าในบางครั้งการประกาศเขตป่าอนุรักษ์ สมมุตินะครับ เดิมประชาชน อยู่ในสถานภาพเป็นป่าสงวนแห่งชาติอยู่ พอประกาศเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า สถานภาพ ของที่ดินเปลี่ยน แต่ความเป็นป่าสงวนยังอยู่เพราะเราประกาศทับ ในขณะที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่านั้น มีกฎหมายที่เข้มงวด ไม่มีบทบัญญัติใดให้อธิบดีอนุญาตได้เลย ทําให้ประชาชนที่เคย ใช้ประโยชน์อยู่ ณ ขณะนั้น พอมีกฎหมายประกาศทับครอบก็ไม่สามารถใช้ประโยชน์ได้อีก เนื่องจากผิดกฎหมายฉบับใหม่ที่ไปประกาศทับ แม้ว่าประชาชนจะเคยอยู่อาศัยมาก่อน ประกาศเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าก็ตาม แต่เรื่องนี้นั้นเป็นสิ่งที่กรรมาธิการได้วิเคราะห์ไว้เบื้องต้น แล้วก็เข้าใจว่าจะต้องมีการที่ไปจัดระเบียบ แล้วก็ผ่อนคลายบทบัญญัติบางประการ เพื่อที่จะให้ความเป็นธรรมในบางเรื่องสําหรับประชาชนด้วยในบางพื้นที่
ส่วนเรื่องการขาดกําลังพลในภาคสนามนั้น จริง ๆ แล้วข้อมูลของ องค์กรภาคเอกชนในหลายส่วนค่อนข้างจะพูดตรงกันว่าเจ้าหน้าที่ภาคสนาม ๑ ราย อาจจะดูแล ผืนป่าเป็นหมื่นไร่ด้วยซ้ําไป ซึ่งในความเป็นจริงไม่พอ ในการแก้กฎหมายนั้นเราพยายามที่จะ พัฒนากลไกก็คือเขาเรียกว่าคณะกรรมการที่ปรึกษาประจําอุทยาน ประจําเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ที่ประกอบไปด้วยบุคคลหลายภาคส่วนในพื้นที่ เพื่อที่จะให้มีบทบาทในการให้คําแนะนํา และควบคุม รักษาร่วมกันกับหัวหน้าอุทยาน หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า เพราะเรารู้ว่าถ้าใช้พนักงานของรัฐอย่างเดียวคงไม่พอ จริง ๆ ในเรื่องของโรงเรียนป่าไม้แพร่นั้น เป็นเจตนารมณ์ ก็คือในเรื่องของเจ้าพนักงานป่าไม้ที่ปฏิบัติในภาคสนาม ซึ่งท่านก็พูดตรงกัน กับแนวคิดของกรรมาธิการว่าปัจจุบันนั้นบุคลากรที่ปฏิบัติงานในภาคสนามจริง ๆ ไม่พอ ซึ่งอาจจะไม่ใช่แค่การเพิ่ม อาจจะต้องมีการเกลี่ยอัตรากําลังที่อยู่ส่วนกลาง หรือส่วนอะไร ต่าง ๆ ตรงนี้ ซึ่งในส่วนนี้นั้นได้มีการเขียนในส่วนของคณะกรรมการการบูรณาการเร่งรัด การปฏิรูปทรัพยากรป่าไม้ของชาติ ขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านยงยุทธ สาระสมบัติ ท่านเป็นประธานคณะทํางานตรงนั้นแล้ว แต่ก็จะขออนุญาตที่จะบันทึกไว้ในส่วนภาคผนวก ที่ความคิดเห็นของท่านอีกครั้งหนึ่ง แล้วท่านให้ข้อแนะนําเรื่องการหารายได้จากการท่องเที่ยว เชิงนิเวศที่มีการควบคุมเพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบด้วย
ลําดับถัดไปท่านอภินันท์นะครับ จริง ๆ โดยส่วนตัวผมเองผมติดตามท่านตลอด ในเรื่องของประสบการณ์ในเรื่องของการแก้ปัญหาที่ดิน ผมขออนุญาตเรียนว่าประชาชน ที่อยู่ในเขตป่าถ้าอยู่มานานจริง ๆ มีเอกสารตามประมวลกฎหมายที่ดิน กฎหมายทั้ง ๒ ฉบับ ทั้งพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่านั้นมีบทบัญญัติ ที่พูดถึงว่าให้นําเอกสารฉบับนั้นเข้าไปในเรื่องเกี่ยวข้องกับประมวลกฎหมายที่ดินได้ เปิดช่องอยู่แล้ว แต่คณะกรรมาธิการก็เข้าใจว่าในความเป็นจริงคนอยู่นาน ๆ บางทีอาจจะไม่มีใบเอกสารนี้ก็ได้ แต่เราก็ต้องมานั่งวิเคราะห์ต่อว่าเอกสารทั้งหลายเหล่านี้เราต้องระวัง ที่เราเคยได้ยินว่า ส.ค. บินบ้าง บวมบ้าง อะไรต่าง ๆ ก็เป็นเรื่องที่เราก็ได้มาวิเคราะห์เหมือนกัน แต่อย่างไรก็ตาม การแก้กฎหมายทั้ง ๒ ฉบับ การออกมาตรการนั้นมองประชาชนเป็นศูนย์กลาง ในขณะเดียวกัน คําว่า ประชาชนเป็นศูนย์กลาง คืออะไร ประชาชนที่ใช้ประโยชน์ป่าและประชาชนที่เป็น เจ้าของทรัพยากรของคนทั้งประเทศซึ่งเขาไม่มีสิทธิไปใช้ เขาต้องได้รับความเป็นธรรมเช่นกัน พื้นที่ป่ามีการจําแนกซ้อนทับกันหรือไม่ ท่านเข้าใจถูกครับ การประกาศอุทยานแห่งชาติ กฎหมายเกี่ยวข้องกับป่าไม้ไทยตอนนี้มีอยู่ ๘ ฉบับ เรามีตั้งแต่พื้นที่ป่าไม้ พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. ๒๔๘๔ เขียนบทบัญญัติว่า ป่าคือที่ดินที่ไม่มีบุคคลได้มาตามกฎหมายที่ดินที่เรียกว่า เป็นป่าหมด เดิมก็เป็นป่าประเภทนี้ตั้งแต่ปี ๒๔๘๔ แล้วก็มีการประกาศป่าสงวน แล้วก็มี การประกาศอุทยานซึ่งทับกันอย่างที่ท่านเข้าใจ แต่ข้อมูลที่อยู่ในเล่มที่ท่านเห็นนั้นเป็นข้อมูล ที่เราสกัดก็คือกฎหมายที่เป็นล่าสุด อย่างเช่น การประกาศอุทยานแห่งชาติล่าสุดที่เป็นปัจจุบัน เราก็เอามารวมกัน วนอุทยาน สวนรุกขชาติ สวนพฤกษศาสตร์นั้นเป็นป่าสงวนอยู่แล้ว แต่เป็นแนวเขตทางการบริหารที่ผมบอกว่าเป็นป่าอนุรักษ์เชิงนโยบายก็เอามารวม อันนี้ ขออนุญาตที่จะไปเขียนเพิ่มให้ชัดเจนประเด็นนี้เช่นกันนะครับ
รวมถึงประเด็นในเรื่องของการที่จะต้องมีการอบรมอาสาสมัครหรืออะไรต่าง ๆ เดี๋ยวจะขออนุญาตให้ทางกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืชได้ช่วยชี้แจง และวันแมป (One Map) ของรัฐบาล จริง ๆ ในคณะกรรมาธิการหลายท่านเป็นกรรมการวันแมป (One Map) ด้วย ซึ่งเข้าใจในส่วนของวันแมป (One Map) อยู่แล้ว แล้วก็ขออนุญาตไปเพิ่ม อันนี้ก็ไปเพิ่มในเล่มว่าในส่วนวันแมป (One Map) ขอบเขตของเรา ทีนี้วันแมป (One Map) เป็นแนวคิดที่ดีเพราะเป็นฐานของรากปัญหาคือแนวเขต รวมถึง คทช. คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ รวมถึงร่างกฎหมายที่ผ่าน ครม. คือในเรื่องของ คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติด้วย เดี๋ยวจะขออนุญาตไปเพิ่มเติมในส่วนนี้
ท่านสมพงษ์ สระกวี ซึ่งท่านได้กรุณาพูดถึงเรื่องการปฏิรูปอัตรากําลัง ตั้งแต่คําสั่ง คสช. ที่ ๖๔/๒๕๕๗ ทางกรรมาธิการได้พิจารณาในเบื้องต้นว่า กองกําลัง ของกองทัพนั้นก็เป็นกองกําลังหนึ่งที่เหมาะในบางสถานการณ์และบางพื้นที่ อย่างเช่น ในเขตชายแดนนั้นศักยภาพของเจ้าหน้าที่ป่าไม้คงไม่เพียงพอ การใช้กําลังของกองทัพนั้น อาจจะเหมาะสม แต่ในสถานการณ์เปลี่ยนไปนั้นพลังที่สําคัญที่สุดคือประชาชนที่จะมา มีส่วนร่วม คงไม่ใช้การปราบปรามอย่างเดียว แต่คงต้องมองในมิติอื่น ๆ ด้วย ในส่วนนี้ ก็รับข้อสังเกตไว้นะครับ
ขอกราบขอบพระคุณท่านเพิ่มพงษ์ที่ท่านเน้นในเรื่องของการมีส่วนร่วมมากขึ้น รวมถึงในเรื่องของการปฏิรูปป่าไม้ ซึ่งตรงนี้โดยส่วนตัวผมนะครับ ไม่ใช่ในนาม คณะกรรมาธิการ เห็นด้วยที่ว่ามีหลายส่วนเรื่องการปฏิรูปป่าไม้นั้นหลายกรรมาธิการ ทําเชื่อมโยงกับที่ดิน ป่าไม้ ซึ่งน่าจะมีการรวบรวมที่เกี่ยวข้องกับที่ดิน ป่าไม้ทั้งหมดให้เป็น เหมือนกับวาระแห่งชาติที่จะเสนอต่อผู้เกี่ยวข้องนะครับ
ท่านคุรุจิตที่ท่านได้กรุณาให้คําแนะนําเรื่องของการแก้ปัญหาป่าไม้จริง ๆ ก็คือแก้ปัญหาที่จิตใจคน ปลูกป่าในใจคน น้อมนําแนวพระราชดําริ การใช้ดุลพินิจ ของพนักงานเจ้าหน้าที่ จะสังเกตดูว่าถ้าท่านลองดูตารางเปรียบเทียบกฎหมาย ๒ ฉบับ ที่เราเสนอนั้น เราลดดุลพินิจของพนักงานเจ้าหน้าที่มากเลย อยู่ในรูปคณะกรรมการ และเป็นคณะกรรมการระดับพื้นที่ คณะกรรมการระดับชาติ พยายามให้ประชาชนเข้ามาร่วม ใช้ดุลพินิจมากขึ้น เพราะเราก็ประเมินตรงนี้เหมือนกัน ก็ขอขอบพระคุณที่ได้ให้ข้อเสนอแนะ ขอบคุณที่ท่านเข้าใจว่ากลยุทธ์ที่จะทําแรงจูงใจให้ประชาชนเข้ามาร่วมกับมาตรการ ที่เราเสนอนั้นเป็นสิ่งสําคัญที่สุด
รวมถึงท่านคุณหมอชูชัยที่ท่านได้กรุณาพูดถึง ตรงนี้เป็นประเด็นที่เราต้อง ขอขอบพระคุณและจะไปเพิ่มแน่นอน ก็คือร่างพระราชบัญญัติแผนและขั้นตอนการปฏิรูป จริง ๆ กรรมาธิการเสนอประเด็นเรื่องนี้ไปใส่ตอนที่คณะทํางานเรื่องนี้ เราก็เสนอเป็น ประเด็นเรื่องการปฏิรูปที่ดินป่าไม้ไปใส่ในตัวร่างพระราชบัญญัตินี้อยู่แล้ว แต่เราจะเขียน เชื่อมโยงในเรื่องนี้ให้มากขึ้นว่าในตัวร่างพระราชบัญญัติ ฉบับ สปท. เสนอนั้นมีเรื่อง การปฏิรูปที่ดินป่าไม้ โดยเฉพาะป่าอนุรักษ์ด้วย อันนี้เราตกไปจริง ๆ เดี๋ยวจะไปเพิ่ม แนวนโยบายประชารัฐในเล่มด้วย รวมถึงแนวพระราชดํารินั้นเราใส่อยู่แล้ว แล้วก็พันธกรณี หรือข้อตกลงระหว่างประเทศ ท่านบอกว่าควรจะระบุเนื้อหาเอาหลัก ๆ อันนี้จะไปสรุป ไม่ว่าจะเป็นอนุสัญญาความหลากหลายทางชีวภาพ หรือพิธีสารที่เกี่ยวข้องกับความหลากหลาย ทางชีวภาพ หรือป่าอนุรักษ์ ไม่ว่าจะเป็นไอยูซีเอ็น (IUCN) หรืออะไรต่าง ๆ พวกนี้จะขออนุญาต ไปสรุปและใส่ในเล่มด้วยนะครับ นั่นคือภาพรวม ต่อไปเป็นประเด็นในส่วนของกฎหมาย ผมจะขอให้ท่านธิติ กนกทวีฐากร ได้ตอบชี้แจงตรงนี้ครับ