นิกร ตั้งคำถามเป้าหมายป่าอนุรักษ์ร้อยละ 25 ขอทบทวนความเหมาะสม

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๓ · ๓๐ มกราคม ๒๕๖๐

นิกร จํานง หารือประเด็นการกำหนดเป้าหมายพื้นที่ป่าอนุรักษ์ร้อยละ 25 ของประเทศ โดยเสนอให้ทบทวนความเหมาะสมของตัวเลขเป้าหมายให้สอดคล้องกับบริบทไทย พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงความเปลี่ยนแปลงในระบบวัดผลนโยบายที่ต้องมีความแม่นยำและเหตุผลรองรับ ขณะเดียวกัน เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการปรับปรุงกฎหมายและกระบวนการแก้ปัญหาที่ดินในเขตป่า ทั้งการพิสูจน์สิทธิ การกำหนดโทษในพื้นที่อนุรักษ์ และการขยายเขตป่า พร้อมเรียกร้องให้รัฐมีบทบาทร่วมกับประชาชนในการสร้างความเป็นธรรม ลดความเดือดร้อน และแก้ไขความกำกวมในกฎหมาย โดยเฉพาะกรณีสัตว์ป่าและสัตว์เลี้ยง ขณะที่ยังย้ำถึงความสำคัญของการสร้างจิตสำนึกอนุรักษ์ในคนรุ่นใหม่ผ่านการมีส่วนร่วมและการเรียนรู้จากธรรมชาติ

นายนิกร จํานง

เรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม นิกร จํานง สมาชิก ลําดับที่ ๗๙ อยากจะเรียนว่าเกี่ยวกับเรื่องที่เราพิจารณาการจัดระเบียบการใช้ประโยชน์ ในที่ดินป่าไม้และการเพิ่มพื้นที่ป่าของประเทศนี่นะครับ เกี่ยวกับเรื่องมาตรการเหล่านี้ ในภาพรวมผมเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งกับการเสนอของคณะกรรมาธิการ พร้อมกับการเสนอ แก้ไขปัญหาในการบุกรุกพื้นที่ป่าซึ่งเป็นปัญหายืดเยื้อมายาวนาน เป็นปัญหาที่มีความซับซ้อน แก้ไขยากมาก กฎหมายก็ยังไม่ครอบคลุม แล้วรายละเอียดก็มีปัญหาในการปฏิบัติอีก รวมทั้ง มาตรการในอดีตที่ไม่สามารถแก้ปัญหาเด็ดขาดได้ ที่ท่านได้เสนอไป ผมมีคําถามเล็กน้อย ก่อนที่จะเข้าสู่รายละเอียด ก็คือว่าผมเห็นเป้าหมายในหน้า ๑๓ คืออันนี้เป็นการเช็ก (Check) ในเรื่องเชิงนโยบายเท่านั้นเองว่าท่านต้องการกําหนดนโยบายให้มีป่าอนุรักษ์ ไม่น้อยกว่าร้อยละ ๒๕ ของพื้นที่ประเทศ ผมตั้งคําถามว่าเป็นการเช็ก (Check) เหมือนกับ เราทําไฮโปทีสิส (Hypothesis) เช็ก (Check) นัลไฮโปทีสิส (Null Hypothesis) ว่ามันจริงหรือไม่ว่า ทําไมต้องเป็นร้อยละ ๒๕ เหมาะกับประเทศนี้อย่างไร เพราะว่าตัวเลข ที่มีการกําหนดไม่ได้กําหนดมาเฉย ๆ ลอย ๆ ผมถามว่าทําไมต้องเป็น ๒๕ เปอร์เซ็นต์ เพราะว่าถ้าเราพูดถึงกําหนดในประเทศอิสราเอล หรือกําหนดในประเทศนามิเบีย หรือประเทศใด ๆ หรืออย่างประเทศแคนาดา สัดส่วนคงไม่เท่ากัน มันต้องมีคําตอบว่า ในประเทศเหล่านั้นควรจะมีป่าไม้สักเท่าไร เพราะฉะนั้นผมแค่ไม่เข้าใจว่าทําไม ท่านกําหนดเป็น ๒๕ เปอร์เซ็นต์ เพราะตรงนี้จะเป็นการเช็ก (Check) เป้าหมายว่า เป้าเราถูกหรือเปล่า พอหรือเปล่า หรือต้องมากกว่านี้ หรือต้องน้อยกว่านี้ เพราะเหตุผลใด

ประเด็นที่ ๒ ในหน้า ๖ คือผมงงตรงนี้อยากจะให้ท่านช่วยอธิบายนิดหนึ่ง คือถ้าเราดูกราฟมันเป็นเรื่องที่มันดิ่งลงไปเรื่อย ๆ แล้วอยู่มาวันหนึ่งเราก็เปลี่ยนวิธีการ เราเปลี่ยนแปลงมาตรฐานและเครื่องมือในการวิเคราะห์ แล้วท่านสังเกตว่าเดิมมันดิ่ง อยู่แบบนี้ พอเราเปลี่ยนปั๊บมันดีดขึ้นมาแล้วก็คงที่ ประเด็นตรงนี้ก็คือว่าท่านเปลี่ยนเป็น เครื่องมืออะไร ไม่ใช่ท่าน หมายถึงว่าในระบบของเรานี่ทําไมถึงเปลี่ยน แล้วเดิมมันเป็น อย่างไร เพราะตรงนี้มันจะทําให้งง เนื่องจากว่ากราฟตีลึกลงมาเรื่อย ๆ แล้วมันก็ ดีดขึ้นมา แล้วมันก็คงที่ แล้วถ้าเราจะใช้ตรงนี้ต่อก็คือว่าเครื่องมือในการวัดตัวนี้แม่นยํา แค่ไหน เพียงไร เพราะว่าถือเป็นสรณะเลยทั้ง ๒ เรื่อง เป้าหมายและวิธีการในการวิเคราะห์ เชิงนโยบาย

ประเด็นที่เกี่ยวกับลงรายละเอียด ผมขอตั้งเป็นข้อสังเกตอยู่บ้าง ในฐานะ สนับสนุน ประเด็นที่ ๑ เกี่ยวกับอุทยานแห่งชาติที่เสนอ คราวนี้เราทํามาเป็นนโยบาย ในเชิงกฎหมายเยอะ เน้นกฎหมายเป็นสาระสําคัญเลย แนวทางการแก้ไขปัญหาในที่ดิน ป่าอนุรักษ์ ตามเอกสารหน้า ๖๒ ในข้อ ๑ เสนอให้ราษฎรทุกรายที่อยู่ในป่าอนุรักษ์ แจ้งการครอบครองหรือแสดงตนต่อเจ้าหน้าที่ เขียนง่าย แต่จริง ๆ แล้วประชาชนที่อยู่ในป่า ท่านประธานครับ หนังสืออ่านออกแค่ไหนก็ไม่รู้ อยู่ตรงไหนตัวเองก็ไม่รู้ จีพีเอส (GPS) อยู่ตรงไหนตัวเองก็ไม่รู้ หลักการนี้ควรกําหนดให้เจ้าหน้าที่ อันนี้เป็นความเห็นไปยังราษฎร ตรงนั้น ตรงนี้จะเป็นการที่เราแค่ประกาศแล้วก็ให้เขาชี้แจง มันก็เหมือนกับว่าชี้ว่าเขาผิด แล้วก็ให้พรูฟ (Proof) มาว่าถูก จริง ๆ แล้วเราเองอาจจะต้องช่วยแจ้งกับราษฎรที่อยู่ โดยให้เจ้าหน้าที่พิจารณาว่าเป็นการอยู่ในป่าอนุรักษ์ คือควรจะเป็นหน้าที่ของรัฐ ฝ่ายเจ้าหน้าที่ ไปช่วยเขา ชี้แจงว่าเขาอยู่นะแล้วพิสูจน์กันมา ไม่ใช่ว่าประกาศโครมเข้าไปตรงนี้ที่เป็นปัญหา เรื่อง ส.ป.ก. ที่ว่าพอประกาศแล้วไม่ยอมกันมาเป็นสิบ ๆ ปี คือตรงนี้เราไม่เห็นปัญหาด้วย เพราะเราคิดแต่จะประกาศอย่างเดียว ประเด็นของผมก็คือช่วยประชาชนเขาหน่อย หากไม่ทราบว่ามีลักษณะอย่างไร การประกาศตรงนี้เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง กํานัน ผู้ใหญ่บ้าน เขาอยู่ที่นั่นกันมายาวนานเขาย่อมรู้ เพียงแต่ประสานตรงนั้น หลักการตรงนี้ ก็คือว่าให้ประชาชนพร้อมกับรัฐเป็นคนช่วยชี้แจงเรื่องขอบเขต อย่าประกาศว่าภายในวันที่ เท่านี้ พอประกาศแล้วคุณต้องมาแจ้งว่าคุณอยู่หรือไม่อยู่ แบบนี้ไม่ได้ ผมมองว่าเราต้องมี เมตตากับประชาชนด้วย เขาอยู่สภาพอย่างนั้นก็ลําบากพออยู่แล้ว แล้วเราก็ไปชี้ คือของเราเป็นฟอร์มาลิซึม (Formalism) เรามีกฎหมายมากเกิน บังคับกันมากเกิน แล้วมันก็เลยเป็นร่องอยู่ตรงนี้ แล้วประชาชนก็เดือดร้อนนะครับ

ในประเด็นที่ ๒ บทกําหนดโทษในวนอุทยาน สวนพฤกษศาสตร์ และสวนรุกขชาติ ตามที่เสนอใน พ.ร.บ. อุทยานนี่นะครับ ท่านดูในร่างมาตรา ๓๗ ซึ่งบทบัญญัติได้กําหนดหลักในการกําหนดความผิดอุทยานมาบังคับโดยอนุโลม การฝ่าฝืน มาตรา ๒๓ มาตรา ๒๔ และมาตรา ๒๕ แต่ในโทษไม่มี คือการดําเนินการให้ใช้หลักการ บทหลักในการกําหนดความผิดในอุทยานมาใช้บังคับโดยอนุโลม หมายถึงมาตรา ๓๗ นะครับ คือการฝ่าฝืนมาตรา ๒๓ มาตรา ๒๔ มาตรา ๒๕ แต่ในส่วนการกําหนดบทลงโทษเห็นว่า ไม่ได้กําหนดไว้ เนื่องจากบทกําหนดโทษเป็นมาตรา ๔๐ ไม่ได้กําหนดเรื่องนี้ ทีนี้ในการดําเนินการเรื่องนี้ในกรณีที่มีความผิดมันต้องมีโทษชัดเจนเพราะเป็นความผิด ทางอาญา เราจะไปอนุโลมโทษไม่ได้ แต่อนุโลมความผิดการกระทําแบบนี้ถือว่า เป็นอย่างนั้นได้ แต่โทษนี่ไม่ได้ เพราะฉะนั้นโทษตรงนี้เองถ้าหากอนุโลมไว้แล้วตามมาตรา ๓๗ ก็ไม่น่าจะแปลเป็นอย่างนั้น เพราะมาตรา ๓๗ เป็นบทเกี่ยวกับความผิด อนุโลมว่า ทําแบบนั้นผิด แต่ไม่มีบทกําหนดโทษ เพราะฉะนั้นถ้าท่านจะเอาตรงนี้จริง ๆ ก็ต้องไปเขียน ให้ชัด แล้วแบบนี้ผิดรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙ ตามร่างที่ว่า บุคคลไม่ต้องรับโทษทางอาญา เว้นแต่ได้กระทําการอันกฎหมายที่ใช้อยู่ในเวลากระทํานั้นมีบัญญัติเป็นความผิด และกําหนดโทษไว้ ถ้ากําหนดแบบนี้ไม่ผิดตามรัฐธรรมนูญ ผมเอารัฐธรรมนูญสู้ได้เลย เพราะว่าไม่ได้กําหนดไว้อย่างชัดเจน ท่านไปดูก็แล้วกันนะครับ ประเด็นนี้จึงขอให้ กรรมาธิการทบทวนตามร่างว่าให้มีการกําหนดเรื่องบทลงโทษไว้ ถ้าจะเอาเรื่องนี้ในเขต อุทยานให้ชัด เพราะเป็นแบบนี้เสี่ยง คือมีกฎหมายแต่ลงโทษไม่ได้ เพราะไม่ได้เขียนโทษไว้

ประเด็นที่ ๓ เกี่ยวกับเรื่องวนอุทยาน การแก้ไขปัญหาการทํากิน ในมาตรา ๕๒ ท่านกําหนดว่า การแก้ไขปัญหาในอุทยาน เช่น พ.ร.บ. ที่เสนอใช้บังคับ เหมือนการให้ไปอยู่ในอุทยานที่มีมาก่อนเป็นกรณีเดียวกันหมด ก็คือใช้ระยะเวลา ทีนี้ประเด็นก็คือว่าอาจจะมีการแปลความว่าทุกคนที่อยู่ในอุทยานก็ควรจะกําหนดให้มีสิทธิ เช่นเดียวกัน ดังนั้นเพื่อป้องกันการแปลความดังกล่าวก็กําหนดให้ชัดเสียว่า เงื่อนไขที่ต่างกัน สามารถดําเนินการได้ เพื่อความชัดเจนในการแก้ไขปัญหา เพราะว่าลักษณะของ คําที่ใช้เกี่ยวกับมาตรา ๕๒ นี้มันก้ํากึ่ง เหมือนชัดบ้าง ไม่ชัดบ้าง ก็เขียนเสียให้ชัดตรงนี้

ในประเด็นต่อมาก็คือร่างอีกร่างหนึ่ง คือร่างพระราชบัญญัติสงวน และคุ้มครองสัตว์ป่า ผมต้องกราบขอบคุณทางฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ผมทํากฎหมายเกี่ยวกับ เรื่องการป้องกันการทารุณกรรมสัตว์ ตอนนั้นเราลําบากมาก ผมเป็นประธานกรรมาธิการ เรื่องนี้ กฎหมายเรื่องนี้ออกมาที่ว่าเตะหมากับเตะเมียนี่ เตะเมียดีกว่า เพราะว่าโทษน้อยกว่า ที่ว่าจริง ๆ อันตรายกว่า ประเด็นก็คือว่าตอนนั้นที่เราทําเรื่องกฎหมายฉบับนี้ คือคลุม มันมีรอยแยกว่ากฎหมายของ พ.ร.บ. สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่ามาไม่ถึง ในขณะที่ เราออกกฎหมายสัตว์เลี้ยงนี่ก็ไปไม่ถึง ขณะนี้ก็ได้มีการเชิญท่านอธิบดีมาคุยมาเคลียร์ (Clear) กันจนจบ แล้วก็ยืดกฎหมายออกมาจากฝ่ายของท่านกับกฎหมายที่ผมได้ดําเนินการ ออกมาเป็นกฎหมาย ซึ่งก็ต้องผ่านในสภา สนช. แล้ว ขณะนี้บังคับเป็นกฎหมาย แต่ที่ผมเรียนแล้วว่าผมขอไว้ ๑๘๐ วัน ให้ประชาชนเข้าใจ เขาบังคับเลย ก็เลยมีเรื่อง ต้องทําความเข้าใจกันเยอะ กลายเป็นกฎหมายที่มีโทษมากไป คนไม่เข้าใจ ประเด็นที่สําคัญ ก็คือว่าสัตว์ป่าที่เอามาเลี้ยง เดิมมันไม่เข้า เราก็เลยยืดกฎหมายซึ่ง ๒ หน่วยนี้ที่บังคับ กรมปศุสัตว์กับกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ถ้าไม่คุยกันมันจะเป็นรอยแยก แล้วสัตว์จะถูกทารุณอยู่ตรงกลาง ขณะนี้มีการเคลียร์ (Clear) กันเสร็จ แต่มีประเด็นคั่งค้าง ซึ่งเหมือนจะเป็นนโยบายของรัฐบาลที่ท่านต้องรีบทํา ก็ฝากไว้ตรงนี้ก็คือเหมือนเรื่องช้าง ช้างนี่มีทั้งช้างป่า และช้างบ้าน ซึ่งตรงนี้จะต้องไปเคลียร์ (Clear) กันให้ชัด เลยไม่รู้กันว่า ตอนนี้มีการตรวจดีเอ็นเอ (DNA) อะไรกันอยู่นะครับ ก็ยังไม่เสร็จเรื่องนี้

- ๒๗/๑      อีกอย่างก็คือว่าที่มีการคุยกันแล้วเมื่อสักครู่นี้ เรื่องกวางที่เอามาเลี้ยงนี่เป็นสัตว์ป่า แต่พอเลี้ยงเสร็จเป็นสัตว์เศรษฐกิจ การจัดการกับตรงนี้มันต้องชัดเจน หรือหนังจระเข้ ที่ทําสายนาฬิกา ส่วนใหญ่จะเป็นหนังจระเข้หมด ทีนี้ลักษณะระหว่างประเทศที่เราทํา มันเป็นสัตว์เลี้ยงของเรา เพราะฉะนั้นการที่กฎหมายมาคุมกัน มาชนกันให้ช่องว่างมันหายไป จะเป็นเรื่องดีมาก แต่อย่างไรก็ตามเราได้เคลียร์ (Clear) ได้แก้ปัญหาโดยการร่วมมือกัน ทั้ง ๒ ฝ่าย ทํามาได้ดีแล้วก็เคลียร์ (Clear) ไปแล้ว ก็ต้องขอบคุณ ประเด็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ มีนิดเดียวก็คือเกี่ยวกับเรื่อง พ.ร.บ. สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า ระยะเวลาที่ยื่นพิสูจน์สิทธิ ในนี้กําหนดว่าประชาชนต้องยื่นคําร้องเหมือนกัน พิสูจน์สิทธิที่ดินที่อยู่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ต่อเจ้าหน้าที่ภายใน ๑๘๐ วันนับตั้งแต่ประกาศเขตตามพระราชกฤษฎีกาใช้บังคับ อาจเป็นการจํากัดสิทธิของประชาชนในส่วนเวลาในการยื่นมากเกินไป ขอสอบสวนสิทธิ มากเกินสมควร เนื่องจากประชาชนเองมีสิทธิแล้วเขามีอยู่ เพราะฉะนั้นสิทธิของเขา ก็ควรจะอยู่จนกว่าจะพิสูจน์ว่าไม่ใช่ ทีนี้ประเด็นที่ว่าเราให้เวลาเขา ๑๘๐ วัน ตรงนี้ ไปตัดสิทธิเขาไม่ได้ เขาอาจจะยังไม่ได้มา อาจจะไม่รู้ แต่เขาอยู่มาแล้วไม่เป็นไปตาม กฎหมายนี้ อย่างไรเขาก็ต้องมีสิทธิตามสิทธิเดิมที่เขามีอยู่ ถ้าเป็นสิทธิของเขาเราจะ ไปเอาสิทธิเขามาโดยใช้วันเวลา ๑๘๐ วันฟัน ไม่ถูก เป็นความเห็นว่าระยะเวลา ดังนั้น การกําหนดระยะเวลาไม่น่าจะเป็นเรื่องดีเพราะไปกระทบสิทธิของเขา แล้วการไม่ยื่น ขอสอบสวนสิทธินอกจากเกิดการละเลยแล้วอาจจะเกิดความไม่รู้ ความไม่ทราบ ของประชาชนก็ได้ เขามีสิทธิที่จะไม่รู้

ประเด็นต่อมาคือเกี่ยวกับเรื่องการพิสูจน์แล้ว ถือว่าเป็นภาระหนักที่ผมเรียน ไปแล้วเมื่อสักครู่นี้ ดังนั้นเหมือนกันก็คือว่าให้รัฐเข้าไปช่วยดูแลการพิสูจน์สิทธิให้เขา จะช่วยได้เยอะ แล้วทําให้เราสามารถจะตีกรอบ หมายถึงว่าทํารั้วกันได้เร็ว ไม่ใช่รอ รอ แล้วก็มันจะไม่เป็นผลตามนั้น พอรุกเข้าไปเกิดการประท้วงก็เกิดปัญหาตามมาอีกในส่วนนี้

สุดท้ายก็คือเรื่องการดําเนินการการขยายเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ตามมาตรา ๔๓ กรณีนี้การนําหลักการมาใช้ จริง ๆ แล้วความเห็นส่วนนี้ก็เหมือนกับข้อ ๒.๑ เหมือนกันที่ผมเรียนไปเมื่อสักครู่นี้ ก็คือว่าลักษณะรัฐเข้ามาช่วยเขาหน่อยจะได้เคลียร์ (Clear) กันไป ไม่ใช่เป็นศัตรูกันที่ไหน ก็ช่วย ๆ กันจะได้จบเรื่องนี้

สรุปผมเห็นด้วยกับหลักการเป็นอย่างยิ่ง ข้อ ๑ ก็คือการแจ้งปัญหาบุกรุก แต่ควรกําหนดว่าเจ้าหน้าที่ต้องดําเนินการเพื่อให้ผู้ที่อยู่ในอุทยานให้ครบถ้วนมากขึ้นด้วย

ข้อ ๒ ย้ํานะครับ สรุปว่าการกําหนดโทษอยู่ในส่วนนอกเขตอุทยาน ควรกําหนดบทกําหนดโทษเอาไว้ให้ชัด ขณะนี้ยังไม่มี

ข้อ ๓ ในการแก้ไขปัญหาการบุกรุกอุทยาน การแก้ไขปัญหาบุกรุก ควรกําหนดให้มีวิธีการและสิทธิที่ต่างกันอย่างมีความชัดเจนว่ามันต่างกันอย่างไร

ข้อ ๔ การกําหนดระยะเวลาในการยื่นขอสอบสิทธิในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ฉบับที่ ๒ ไม่ควรกําหนดระยะเวลาไว้อย่างเคร่งครัดเกินไปอย่างที่เป็นนะครับ

แล้วก็ข้อสุดท้ายฝากความเห็นไป ท่านประธานครับ ผมอยากจะเรียนว่า เรามีกฎหมายเยอะอาจจะเป็นเหตุที่ทําให้เราไม่สําเร็จ เพราะว่าเราออกแต่กฎหมาย แต่ว่า เราไม่สร้างใจให้เขา ผมเองอยากจะเรียนว่าผมรู้สึกรักป่าขึ้นมามาก ๆ แล้วก็สอนลูก ตอนที่ ผมไปจังหวัดตรังไปแข่งฟุตบอล เอาลูกเล็ก ๆ ไป ตอนที่ขึ้นเขาพับผ้าตอนเชื่อมเขานางหงส์ ตรงนั้นเลยมา มองไปตรงเหวตรงนั้นตรงที่มีหลวงปู่ทวดอยู่ ท่านประธานคงจําได้เคยไป จังหวัดตรังหลายครั้งอยู่แล้ว เราจะเห็นภูเขาแล้วเราจะเห็นป่า ในป่าตรงนั้นวันนั้น ผมยังจําจนถึงบัดนี้ว่า คือต้นไม้ป่าไม่เหมือนต้นไม้ที่เราปลูก มันจะสูงไม่เท่ากัน แล้วต้นใหญ่ มันจะทะลุขึ้นไปข้างบนคือขึ้นไปสวย พอสวยเสร็จแล้วมันมีพวงแสดอยู่ชุดหนึ่งในนั้น พอดูไปมันเขียวหมดแล้วมีสีแสดสวยงามมาก ผมก็ชี้ให้ลูกดู บอกลูกว่านั่นป่า เห็นไหมสวย คือความประทับใจในสิ่งเหล่านี้เราต้องใส่ไปในกุลบุตร กุลธิดาของเรามาก ๆ เพราะว่า ถ้าคนไทยรักป่า ประเภทที่เราคิดจะมาออกกฎหมายกันแล้วก็ทําเป็นตารางไว้ถักทอ ไว้ดักคนผิด แต่ว่าถ้าเราสร้างใจขึ้นมาแล้วเด็กรุ่นหลังเขาจะหาทางป้องกันป่าของเขาเอง เพราะฉะนั้นบางทีสิ่งนี้อาจจะเพิ่มเติมไปในสิ่งที่ท่านทําอยู่ อาจจะเป็นอนาคต แต่ว่า สําคัญกว่าที่เราทําอยู่ขณะนี้มาก เพราะว่ามันคือการทําให้ใจคนไทยรักป่า ไม่ใช่ว่า เราคอยจับตอนเขาเผลอ แบบนั้นจะแก้ปัญหายั่งยืนไม่ได้ ก็เป็นประเด็นสุดท้ายที่นําเรียน ท่านประธานที่เคารพครับ ขอบพระคุณครับ