ไวกูณฑ์ หารือช้างป่าจันทบุรี เสนอคูรั้วท่องเที่ยวแก้ยั่งยืน

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๓ · ๓๐ มกราคม ๒๕๖๐

ไวกูณฑ์ ทองอร่าม หารือปัญหาช้างป่าในจันทบุรีที่ก่อความเดือดร้อนต่อชีวิต ทรัพย์สิน และวิถีชีวิตของประชาชน พร้อมเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งบูรณาการแก้ไขอย่างยั่งยืน ทั้งในด้านการจัดการพื้นที่ การชดเชยความเสียหายจากสัตว์ป่า และการพัฒนาแนวทางร่วม เช่น การขุดคูรั้วกั้นพร้อมส่งเสริมเป็นแหล่งท่องเที่ยวเพื่อสร้างความสมดุลระหว่างคนกับธรรมชาติ

นายไวกูณฑ์ ทองอร่าม

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ท่านคณะกรรมาธิการ สมาชิกสภาผู้ทรงเกียรติทุกท่านครับ ผม ไวกูณฑ์ ทองอร่าม ได้ฟังท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ตลอดจนการนําเสนอของกรรมาธิการ มีความรู้สึกว่า เราจะมีโอกาสหรือวิถีชีวิตที่ดีขึ้นของประชาชนชาวไทย และท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ได้แสดงความชื่นชมไปหลายท่าน ก็คงจะไม่ได้ชื่นชม เพื่อไม่ให้เสียเวลา ผมอยากจะ กราบเรียนว่าในปัจจุบันนี้ในจังหวัดจันทบุรีได้มีสมาชิกบางท่านได้อภิปรายถึงการที่มี ปัญหาใหญ่ของจังหวัดหรือของประชาชน จังหวัดจันทบุรีคือปัญหาช้างป่า อยากจะ กราบเรียนต่อท่านกรรมาธิการว่าในการศึกษาของท่านนั้นท่านอาจจะได้พิจารณาในด้านของ การที่จะจัดการสัตว์ป่า สัตว์คุ้มครอง แต่สิ่งหนึ่งที่ท่านอาจจะละเลยหรือไม่ได้ศึกษา หรือหาหนทางในการจัดการ ก็คือปัญหาที่เกิดขึ้นกับมนุษย์โดยการกระทําของสัตว์ป่า หรือสัตว์คุ้มครองที่รัฐคุ้มครองอยู่ เราไม่ได้หาวิธีการหรือหาการจัดการที่เหมาะสม สภาพปัญหาของช้างป่านั้นเกิดขึ้นมานานแล้ว แต่ความรุนแรงนั้นไม่รุนแรงเท่าในระยะ ๔-๕ ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๕๕ จนถึงปัจจุบันนี้ได้เกิดความสูญเสีย ทั้งชีวิต ทรัพย์สิน ตลอดจนพืชไร่ของประชาชนเป็นจํานวนมาก จากสถิติของสํานักงาน ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดจันทบุรีมีผู้เสียชีวิตตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๕๖ ๑๖ ราย บาดเจ็บเป็นจํานวนมาก บ้านเรือนราษฎรเสียหาย ๑,๐๐๐ กว่าหลังคาเรือน และครอบครัวที่ได้รับความเดือดร้อนจากเหตุของช้างป่านั้นมีมากกว่า ๔,๕๐๐ หลังคาเรือน หลังคาเรือนละ ๕ คน ถ้าเราสรุปง่าย ๆ ๔,๐๐๐ กว่าหลังคาเรือน คนหลายหมื่นคน ที่มีสุขภาพจิตที่หวาดระแรง คอยเฝ้าระวัง อยู่ไม่เป็นสุข แล้วในที่สุดถ้าหากรัฐไม่เข้าไปจัดการ ปัญหานี้อย่างจริงจังก็จะเกิดเป็นความขัดแย้งระหว่างประชาชนกับสัตว์คุ้มครอง ไม่ใช่มีเฉพาะที่จังหวัดจันทบุรี ท่านก็คงทราบว่าเหตุเหล่านี้เกิดขึ้นในหลายจังหวัด ไม่ว่า จะเป็นจังหวัดเพชรบุรีของท่านประธาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จังหวัดสระแก้ว หรือที่อื่น ๆ เราคงจะต้องดูปัญหานี้อย่างจริงจังว่าสภาพปัจจุบันนี้มันจะสามารถจัดการกับปัญหานี้ ได้หรือไม่ เพราะปัจจุบันนี้ที่จังหวัดจันทบุรี โดยเฉพาะที่อําเภอแก่งหางแมวอําเภอเดียว มีช้างป่าอาศัยอยู่ประมาณ ๓๐๐ เชือก แล้วก็แบ่งกลุ่มกันลงมาในพื้นที่ของเกษตรกรเป็นสาย ๆ กลุ่มใดที่ไปทางใดก็จะไปแต่ทางนั้น ในอดีตอาจจะลงมาเป็นจํานวนไม่มาก ตัวสองตัว ๕-๖ ตัว ช้างที่ลงมาเดี่ยวจะไม่อันตรายต่อทรัพย์สิน แต่จะอันตรายต่อชีวิตของราษฎร โดยเฉพาะ ราษฎรที่กรีดยางตอนกลางคืนมักจะเสียชีวิตจากการทําร้ายของช้างที่มาเดี่ยวหรือมากลุ่มเล็ก แต่ถ้าลงมา ๒๐-๓๐ เชือกจะเสียหายต่อทรัพย์สินของราษฎรเป็นจํานวนมาก เรือกสวนไร่นา โดยเฉพาะสวนผลไม้ สวนทุเรียน สวนมังคุด และบ้านเรือนก็จะเสียหาย ผลไม้แต่ละต้น ทุเรียนจะต้องใช้เวลาไม่น้อยกว่า ๕ ปีถึงจะเริ่มได้ผลผลิต มังคุดใช้เวลา ๗-๘ ปีเริ่มได้ผลผลิต ก็จะเสียหายจากการกระทําดังกล่าวของช้าง แล้วในปัจจุบันนี้ก็ลงมาปะปนกับประชาชน หรือในถิ่นที่อยู่อาศัยของประชาชน ไม่ได้กลับแล้ว กลับไปเดี๋ยวก็ลงมาอีก สิ่งนี้ชาวบ้าน ก็ได้พยายามป้องกันตนเองหรือช่วยตัวเองด้วยการที่จะเฝ้าระวัง ด้วยการที่จะหาวิธีการ ต่าง ๆ นานา ท้องถิ่นก็ช่วยกัน สถาบันการศึกษา เช่น มหาวิทยาลัยที่ผมบริหารอยู่นี้ ก็ได้มีการทําการศึกษาวิจัยในด้านของการที่จะให้ช้างกับคนอยู่ร่วมกันโดยสันติ ก็วิจัย มาหลายปีหลายเรื่องก็พบว่ามันได้ผลเป็นบางพื้นที่ และบางสิ่งก็สามารถที่จะกันช้างได้ แต่ก็ไม่สามารถที่จะทําได้ในทางการบริหารจัดการ อย่างเช่นการเลี้ยงผึ้ง ถ้าจุดใดที่เรา เลี้ยงผึ้งล้อมไว้ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ช้างไม่เข้า แต่เราคงจะไม่สามารถเลี้ยงผึ้งรอบรอยป่า ทั้งหมดได้ เพราะเป็นการใช้ทรัพยากรจํานวนมากมาย อีกทั้งอาหารของผึ้งก็คงจะไม่มี นอกจากนั้นมูลนิธิรอยต่อของป่า ๕ จังหวัดนี้ก็ได้สนับสนุนส่วนหนึ่งในการดําเนินการ โดยเฉพาะการขุดลอกเป็นคูกั้นไม่ให้ช้างเข้ามา ในเบื้องต้นก็เคยทําในการขุดลอกคู แต่ทําขนาดเล็กช้างก็สามารถที่จะแทงดินลงมาแล้วก็ข้ามลงมาสู่ถิ่นที่อยู่ของราษฎร แต่ในปัจจุบันนี้ท่านก็ได้ให้ความอนุเคราะห์งบประมาณมาจัดการขุดคูประมาณ ๑๕๐ กิโลเมตร ซึ่งก็คงจะต้องเป็นการใช้งบประมาณมหาศาลถ้าเราจะทําคูล้อมรอบให้เกิดความถาวร ของการป้องกันช้าง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเราก็จะต้องคอยเฝ้าระวังคูที่ล้อมรอบเหล่านั้น ไม่ให้เกิดความเสียหาย ถ้าเกิดความเสียหายเมื่อใดช้างก็คงจะข้ามเข้ามาทําให้ราษฎรเดือดร้อน ท่านประธานครับ นอกจากการศึกษาดังกล่าวหรือการที่ชาวบ้านจะต้องช่วยเหลือตนเอง ท้องถิ่น หรือแต่ละจังหวัด แต่ละพื้นที่นั้นก็มีศักยภาพไม่เพียงพอ โดยเฉพาะงบประมาณ ในการที่จะลงมาป้องกันปัญหาการอยู่ร่วมกันระหว่างช้างกับคน เพราะฉะนั้นจําเป็นที่จะต้อง มีการบูรณาการร่วมกันอย่างจริงจังของส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งภาคเอกชน ในการที่จะจัดการกับปัญหาช้างป่ากับคนอย่างจริงจัง ต้องมีการจัดทรัพยากรลงมาให้ครับ ถือเป็นหน้าที่ของส่วนราชการที่เกี่ยวข้องว่า ถ้ามันมีปัญหาเหล่านี้ต้องเอางบลงไปก่อน ท่านอย่าปล่อยให้ช้างลงมาทําร้ายคน เพราะชีวิตคน ๆ หนึ่งที่สูญเสียนั้นไม่ใช่ลูกหลานเรา เราไม่รู้สึกครับ แต่ถ้าเป็นลูกหลานของเราเราจะรู้สึกเสียดายและเสียใจ ไม่ใช่เฉพาะในพื้นที่ ชายขอบเท่านั้นที่ช้างลงมาในขณะนี้ ในจังหวัดจันทบุรีช้างลงมาถึงเขตอําเภอเมือง แล้วก็หากินอยู่ในเขตแถวนั้นซึ่งมันเป็นจุดที่ล่อแหลมที่จะกระทบกับคนมาก บางครั้ง ต้องปิดถนนสุขุมวิทซึ่งเป็นเส้นทางหลัก เพราะช้างลงมาจากอําเภอแก่งหางแมว มาจากเขตอําเภอมะขาม การแก้ปัญหาดังกล่าวหากไม่ได้รับความร่วมมืออย่างจริงจัง ยากที่จะแก้ปัญหาเหล่านี้ได้ ถ้าปล่อยเพียงลําพังหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง หรือให้ท้องถิ่น หรือชุมชนดู แต่สิ่งที่ขาดไม่ได้ก็คือชุมชนจําเป็นที่จะต้องมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาดังกล่าว ผมมีข้อเสนอแนะว่าในการที่จะแก้ปัญหานอกจากการร่วมมืออย่างจริงจังในการที่จะดูแล ปัญหาจัดงบประมาณลงมาสนับสนุนอย่างเต็มที่ โดยถือเป็นสิ่งที่ควรจะทํา

ประเด็นที่ ๒ ก็คือค่าชดเชย ค่าชดเชยที่ราษฎรได้รับนั้นในปัจจุบันนี้ ถ้าบาดเจ็บจ่ายค่าทําขวัญ ๑,๐๐๐ บาท ถ้าเจ็บป่วยเกินกว่า ๓ วันขึ้นไป เบื้องต้นจ่าย ๓,๐๐๐ บาท เสียชีวิตช่วยค่าทําศพ ๒๕,๐๐๐ บาท ช่วยครอบครัวอีก ๒๕,๐๐๐ บาท รวมแล้วได้ ๕๐,๐๐๐ บาท บ้านเรือนราษฎรเสียหายช่วยเหลือหลังละไม่เกิน ๓๓,๐๐๐ บาท เหล่านี้จะเป็นปัญหาที่จะเกิดขึ้นในอนาคตและจะต่อเนื่องสืบไป หากไม่มีการเร่งการจัดการ ในการที่จะให้คนกับสัตว์ป่าคุ้มครอง หรือสัตว์ป่าสงวนได้อยู่ร่วมกันได้ ผมได้อ่าน ร่างพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า ของคณะกรรมาธิการแล้ว แต่ไม่เห็นว่า ได้มีการกล่าวถึงผลกระทบดังกล่าว หรือกล่าวถึงการที่จะลงไปจัดการกรณีสัตว์คุ้มครอง มาทําให้ประชาชนเดือดร้อนหรือได้รับผลกระทบดังกล่าว

ดังนั้น จึงได้ขอเสนอแนวทางในการที่จะจัดการปัญหาระหว่างสัตว์ป่าคุ้มครอง กับมนุษย์ให้อยู่ร่วมกันได้ด้วยสันติ และหนทางหนึ่งที่ผมหรือที่เราได้ศึกษาแล้วเห็นว่า จะสามารถแก้ปัญหาได้อย่างจริงจังคือการขุดคูครับ ขุดคูแล้วก็เฝ้าระวังโดยเอาดินมาทําเป็น ขอบถนน มีการให้คนสัญจรไปมาตรวจคูได้ จะเป็นวิธีการป้องกันที่น่าจะได้ผลในการที่จะ ไม่ให้ช้างข้ามเข้ามาในพื้นที่ของประชาชนได้ แต่อาจจะต้องใช้ทรัพยากรหรืองบประมาณ มากหน่อย แต่ถ้าสามารถพัฒนาที่จะเป็นแหล่งท่องเที่ยวโดยเอาคนเข้าไปดูช้างหรือดูสัตว์ป่า ที่จะออกมาหากินในบริเวณใกล้เคียงก็จะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาท้องถิ่นต่อไป ขอขอบคุณครับ