อรมน ทรัพย์ทวีธรรม แสดงความชื่นชมและสนับสนุนข้อเสนอของกรรมาธิการด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อมเกี่ยวกับการจัดการที่ดินป่าไม้และการส่งเสริมความหลากหลายทางชีวภาพ พร้อมเห็นด้วนกับร่างกฎหมายการขออนุญาตและแบ่งปันผลประโยชน์จากทรัพยากรพันธุกรรม แต่ตั้งข้อสังเกตถึงความแตกต่างของบทบัญญัติระหว่างร่าง พ.ร.บ. อุทยานแห่งชาติ และร่าง พ.ร.บ. สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า โดยเฉพาะในประเด็นการวิจัยที่มีหรือไม่มีลักษณะเชิงพาณิชย์ ซึ่งอาจกระทบต่อการวิจัยพื้นฐาน และเสนอให้ใช้แนวทางตามมาตรา 38 แห่งร่าง พ.ร.บ. อุทยานแห่งชาติเพื่อความสอดคล้อง อีกทั้งเสนอให้จัดตั้งกลไกตรวจสอบการใช้ประโยชน์จากความหลากหลายทางชีวภาพของไทยในการพัฒนาและขอจดทรัพย์สินทางปัญญา พร้อมผลักดันการบูรณาการกฎหมายระหว่างหน่วยงานต้นน้ำและปลายน้ำ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการกำกับดูแลและคุ้มครองผลประโยชน์ของประเทศและชุมชน โดยเฉพาะการแก้ไขร่างกฎหมายให้สามารถออกอนุบัญญัติกำหนดหลักฐานแสดงการขออนุญาตใช้ทรัพยากรก่อนยื่นขอสิทธิบัตรได้
กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศและสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่เคารพ ดิฉัน นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม สมาชิก สปท. ลําดับที่ ๑๘๘ ขอร่วมชื่นชมและขอบคุณคณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อมที่ได้ศึกษาวิเคราะห์ และจัดทํารายงานข้อเสนอ เรื่อง การจัดระเบียบการใช้ประโยชน์ที่ดินป่าไม้ และเพิ่มพื้นที่ป่า ของประเทศ และได้เสนอมาตรการแก้ไขปัญหาโดยบูรณาการการดําเนินงาน จากทุกภาคส่วน ท่านประธานที่เคารพ ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีความหลากหลาย ทางชีวภาพ ภูมิปัญญาท้องถิ่นและการแสดงออกทางวัฒนธรรม ไทยจึงเป็นหนึ่งในประเทศ กําลังพัฒนาที่ร่วมผลักดันให้มีการส่งเสริม อนุรักษ์ ใช้ประโยชน์จากความหลากหลาย ทางชีวภาพอย่างยั่งยืน แบ่งปันผลประโยชน์ที่ได้จากการใช้ทรัพยากรพันธุกรรม อย่างเท่าเทียมและยุติธรรม ทั้งในการเจรจาระดับพหุภาคี ภูมิภาค และทวิภาคี ประเทศไทย ได้ลงนามอนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ หรือที่เราเรียกกันว่าซีบีดี (CBD) เมื่อวันที่ ๑๒ มิถุนายน ๒๕๓๕ ให้สัตยาบันอนุสัญญาดังกล่าวเมื่อวันที่ ๓๑ ตุลาคม ๒๕๔๖ ซึ่งมีผลใช้บังคับต่อไทยเมื่อวันที่ ๒๙ มกราคม ๒๕๔๗ ไทยยังลงนามรับรองพิธีสารนาโกยะ ว่าด้วยการเข้าถึงทรัพยากรพันธุกรรม และการแบ่งปันผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นจากการใช้ ประโยชน์ทรัพยากรพันธุกรรมอย่างเท่าเทียมและยุติธรรม เมื่อวันที่ ๓๑ มกราคม ๒๕๕๕ ซึ่งปัจจุบันไทยอยู่ระหว่างการดําเนินการเพื่อรองรับการเข้าเป็นภาคีพิธีสารดังกล่าว อย่างไรก็ดีการคุ้มครองป้องกันผู้อื่นหรือต่างชาตินําทรัพยากรพันธุกรรมของไทยไปใช้ อย่างไม่เหมาะสม ยังไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร และยังไม่มีกลไกการติดตามตรวจสอบ หรือที่เราเรียกกันว่าเช็กพอยต์ (Checkpoint) การปฏิบัติการตามข้อกําหนดเรื่อง การเปิดเผยแหล่งที่มา ขออนุญาตก่อนใช้ และแบ่งปันผลประโยชน์จากการต่อยอด หรือใช้ความหลากหลายทางชีวภาพของไทยกลับคืนสู่ชุมชนผู้เป็นเจ้าของทรัพยากร ดังเช่นที่หลายท่านอาจจะเคยได้ยินข่าวว่า มีนักวิจัยนําพันธุ์พืชของไทยไปวิจัยเพื่อปรับปรุง ต่อยอด และไปยื่นจดสิทธิบัตรในต่างประเทศ เป็นต้น ท่านประธานที่เคารพ ดิฉันดีใจ ที่เห็นว่าข้อเสนอของกรรมาธิการพยายามแก้ปัญหานี้ และในการชี้แจงเหตุผลของเอกสาร ข้อเสนอหน้า ๑๐๖ และหน้า ๒๐๓ ดิฉันเห็นด้วยในหลักการของข้อเสนอการขับเคลื่อน การปฏิรูปของคณะกรรมาธิการที่เสนอร่าง พ.ร.บ. อุทยานแห่งชาติ พ.ศ. .... มาตรา ๓๘ และร่าง พ.ร.บ. สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. .... มาตรา ๖๖ เรื่องการใช้ประโยชน์ จากความหลากหลายทางชีวภาพว่า ต้องสอดคล้องกับหลักการของพันธกรณีระหว่างประเทศ ว่าด้วยการขออนุญาตก่อนใช้ การทําข้อตกลงและแบ่งปันผลประโยชน์ ซึ่งกําหนดว่า ในร่าง พ.ร.บ. อุทยานแห่งชาติ พ.ศ. .... มาตรา ๓๘ ผู้ใดเก็บ จัดหา หรือรวบรวมพันธุ์ไม้ พันธุ์สัตว์ หรือส่วนหนึ่งส่วนใดของพันธุ์ไม้หรือพันธุ์สัตว์ดังกล่าว รวมถึงความหลากหลาย ทางชีวภาพในอุทยานแห่งชาติ วนอุทยาน สวนพฤกษศาสตร์ สวนรุกขชาติ เพื่อการศึกษา หรือวิจัยทางวิชาการในเชิงการค้าจะต้องได้รับอนุญาตตามมาตรา ๒๕ (๑) จะต้องทํา ข้อตกลงแบ่งปันผลประโยชน์ และนํารายได้ตามข้อตกลงแบ่งปันผลประโยชน์ ส่งกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช และในมาตรา ๖๖ ร่าง พ.ร.บ. สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. .... กําหนดว่า ผู้ใดจัดเก็บ จัดหา หรือรวบรวมพันธุ์พืชป่า พันธุ์สัตว์ป่า หรือส่วนหนึ่งส่วนใดของพันธุ์พืชป่า หรือพันธุ์สัตว์ป่าดังกล่าว รวมถึงความหลากหลายทางชีวภาพในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า หรือเขตห้ามล่าสัตว์ป่า และการเก็บ จัดหา หรือรวบรวมพันธุ์สัตว์ป่าสงวนหรือพันธุ์สัตว์ป่า คุ้มครอง เพื่อการศึกษาหรือวิจัยทางวิชาการ นอกจากจะได้รับอนุญาตตาม พ.ร.บ. นี้จะต้อง ทําข้อตกลงแบ่งปันผลประโยชน์อีกด้วย และนํารายได้ตามข้อตกลงแบ่งปันผลประโยชน์ ส่งเข้าเป็นรายได้เพื่อการอนุรักษ์สัตว์ป่า
อย่างไรก็ดีดิฉันมีข้อสังเกต ๒ ประการที่จะขอเรียนในสภาก็คือ
ข้อสังเกตประการแรก มาตรา ๓๘ ของร่าง พ.ร.บ. อุทยานแห่งชาติ เน้นเรื่องการศึกษาหรือวิจัยทางวิชาการในเชิงการค้า ขณะที่มาตรา ๖๖ ของร่าง พ.ร.บ. สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า กําหนดขอบเขตการบังคับใช้หลักการการขออนุญาตก่อนใช้ และการทําข้อตกลงแบ่งปันผลประโยชน์สําหรับการใช้เพื่อการศึกษาหรือวิจัยทางวิชาการ โดยไม่มีคําว่า ในเชิงการค้า จึงขอสอบถามว่ามีเหตุผลใดหรือไม่ที่การยกร่างมาตรา ๓๘ ของ พ.ร.บ. อุทยานแห่งชาติ และ มาตรา ๖๖ ของ พ.ร.บ. สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่าต่างกัน โดยเฉพาะในส่วนการวิจัยเชิงวิชาการที่มี และไม่มีคําว่า ในเชิงการค้า โดยดิฉันเห็นว่า ในมาตรา ๖๖ ของร่าง พ.ร.บ. สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่ากําหนดให้ขออนุญาต และทําข้อตกลงแบ่งปันผลประโยชน์สําหรับการศึกษาวิจัยทางวิชาการโดยไม่มีคําว่า ในเชิงการค้า ซึ่งก็อาจจะตีความได้ว่า รวมถึงการวิจัยพื้นฐานที่ยังไม่ได้มีการวิเคราะห์ ความเป็นไปได้ในการวางจําหน่ายในท้องตลาด จะเกิดภาระกับนักวิจัยจนเกินไป จนเป็นอุปสรรคต่อการวิจัยและพัฒนาพื้นฐานของประเทศหรือไม่ ดิฉันเห็นว่าควรใช้แนวทาง ยกร่างตามมาตรา ๓๘ ของร่าง พ.ร.บ. อุทยานแห่งชาติ ทั้งนี้ หากเปรียบเทียบกับ มาตรา ๔๘ ของ พ.ร.บ. คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. ๒๕๔๒ และมาตรา ๖๖ ของร่าง พ.ร.บ. สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า จะเห็นได้ว่ามาตรา ๖๖ ของร่าง พ.ร.บ. ที่เสนอมานี้มีขอบเขต การบังคับใช้หลักการเรื่องการขออนุญาต และการทําข้อตกลงและแบ่งปันผลประโยชน์ ที่กว้างกว่า พ.ร.บ. คุ้มครองพันธุ์พืช ซึ่งจํากัดเฉพาะกรณีปรับปรุงพันธุ์ ศึกษาทดลอง หรือวิจัยเพื่อผลประโยชน์ในทางการค้าเท่านั้น
ข้อสังเกตประการที่ ๒ ไทยควรสร้างกลไกกํากับ ดูแล ตรวจสอบ หรือที่เรียกว่าเช็กพอยต์ (Checkpoint) ผู้ใช้ประโยชน์จากความหลากหลายทางชีวภาพ ของไทยไปทําการพัฒนาต่อยอด และยื่นขอจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาในประเทศไทย ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ซึ่งการดําเนินการดังกล่าวจะมีประสิทธิภาพได้ก็จะต้อง มีการบูรณาการทางกฎหมายและกฎระเบียบปฏิบัติของทั้งหน่วยงานต้นน้ํา เช่น พันธุ์พืช โดยกรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย และสมุนไพร โดยกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข หรือพันธุ์สัตว์ป่า โดยกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช และหน่วยงานปลายน้ํา ได้แก่ กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ ซึ่งสอดคล้องกับข้อเสนอการปฏิรูป ระบบทรัพย์สินทางปัญญาของ สปท. ซึ่งได้นําเสนอต่อรัฐบาลแล้ว ดิฉันจึงเห็นควรเพิ่มเติม ในร่าง พ.ร.บ. ทั้ง ๒ ฉบับ ให้สามารถออกอนุบัญญัติรับรองการปฏิบัติตามการแก้ไข พ.ร.บ. สิทธิบัตรในอนาคต ซึ่งอาจกําหนดให้ผู้ยื่นคําขอสิทธิบัตรแสดงหลักฐานว่า ได้ขออนุญาตก่อนใช้ ทําข้อตกลงและแบ่งปันผลประโยชน์กับบุคคลหรือหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้อง เช่นหนังสือรับรองที่ออกโดยกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เป็นต้น เพื่อตรวจสอบหรือเป็นเช็กพอยต์ (Checkpoint) ก่อนมีการออกสิทธิบัตรให้แก่การวิจัย ที่มีการพัฒนาต่อยอดจากทรัพยากรความหลากหลายทางชีวภาพของไทยให้มีประสิทธิภาพ ยิ่งขึ้น และผลประโยชน์จะถูกส่งย้อนกลับมาสู่ประเทศชาติและชุมชนผู้เป็นเจ้าของ ทรัพยากรชีวภาพ กล่าวโดยสรุป คือดิฉันชื่นชม แล้วก็เห็นด้วยกับข้อเสนอของ คณะกรรมาธิการ แต่ว่ามีข้อสังเกต ๒ ประการ ขอบคุณค่ะ