เอกชัย จันทร์ศรี หารือเรื่องการปฏิรูปประเทศ โดยเฉพาะการจัดระเบียบการใช้ประโยชน์ที่ดินป่าไม้และเพิ่มพื้นที่ป่าของประเทศ เอกชัย จันทร์ศรี เสนอผลการดำเนินงานของคณะทำงานที่มี 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ การแก้ไขปัญหาการเข้าทํากินและครอบครองที่ดินในพื้นที่อนุรักษ์ การปรับปรุงแก้ไขพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ และการปรับปรุงแก้ไขพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า
เรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศและท่านสมาชิกที่เคารพอย่างสูง กระผม พลเอก เอกชัย จันทร์ศรี สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ลําดับที่ ๒๐๐ ในฐานะประธานคณะทํางาน การจัดระเบียบการใช้ประโยชน์ที่ดินป่าไม้และการเพิ่มพื้นที่ป่าของประเทศ จะขอนําเสนอ ผลการดําเนินงานของคณะทํางาน จํานวน ๓ ประเด็นครับ ซึ่งมีความเกี่ยวเนื่องสัมพันธ์กัน แล้วก็ส่งผลให้สามารถคลี่คลายปัญหาที่สะสมกันอยู่เกี่ยวกับป่าอนุรักษ์ตามกฎหมายได้ อันเป็นการปฏิบัติที่สืบเนื่องมาจากประเด็นปฏิรูปที่ ๒๕ ของสภาปฏิรูปแห่งชาติ เรื่อง ระบบการบริหารจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมที่ได้เสนอให้มีการดําเนินการในช่วง ที่ผ่านมาครับ ประเด็นปฏิรูปในโอกาสนี้ประกอบด้วยการจัดทํามาตรการหรือแนวทาง ในการแก้ไขปัญหาการเข้าทํากินและครอบครองที่ดินในพื้นที่อนุรักษ์ตามกฎหมาย เป็นลําดับแรกครับ ต่อมาก็จะเป็นการเสนอปรับปรุงแก้ไขพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ ฉบับเดิม พ.ศ. ๒๕๐๔ และการเสนอปรับปรุงแก้ไขพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า ฉบับเดิม พ.ศ. ๒๕๓๕ โดยประเด็นปฏิรูปดังกล่าวนั้นมุ่งเพื่อคลี่คลายปัญหาที่สะสมของ บุคคลบางกลุ่มในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ให้ได้รับการบริหารจัดการอย่างเหมาะสม ตลอดจน มีการปรับปรุงหลักการและเหตุผล และสาระสําคัญในพระราชบัญญัติฉบับเดิม ทั้ง ๒ ฉบับ ให้มีความทันสมัยสอดคล้องกับปัจจัยแวดล้อมในปัจจุบัน ตลอดจนมุ่งให้เกิด การบังคับใช้กฎหมายอย่างมีดุลยภาพระหว่างหลักการด้านการอนุรักษ์และการใช้ประโยชน์ ทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืนเป็นสําคัญ สําหรับแนวความคิดในการปฏิบัติของคณะทํางานนั้น เราได้นําปัญหาข้อเท็จจริงที่สะสมมาตั้งแต่ในอดีต และปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต ประกอบกับได้นําความคิดเห็นของประชาชนและภาคส่วนต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องมาร่วมวิเคราะห์ เพื่อกําหนดหนทางปฏิบัติที่เหมาะสม โดยคณะทํางานของเรานั้นได้นําข้อบัญญัติ ในรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้อง ได้นํายุทธศาสตร์ นโยบาย และเป้าหมายในการพัฒนา ด้านทรัพยากรธรรมชาติซึ่งรัฐบาลได้กําหนด ที่สําคัญคือได้นําแนวทางตามโครงการ พระราชดําริที่เกี่ยวข้องมาเป็นหลักในการพิจารณาของคณะทํางานตามภารกิจนี้อย่างจริงจัง อีกด้วยครับ และจากแนวความคิดในการปฏิบัติดังกล่าว คณะทํางานเราได้ร่วมมือกับ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างใกล้ชิด โดยทางกระทรวงได้ส่งผู้แทน มาร่วมเป็นคณะทํางานกับ สปท. ด้วยโดยตลอด ดังนั้น มาตรการที่กําหนดในวาระนี้ ตลอดจนการปรับปรุงแก้ไขร่างพระราชบัญญัติทั้ง ๒ ฉบับดังกล่าว ทางกระทรวง ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมก็อยู่ในระหว่างการดําเนินการผลักดันให้เข้าสู่ระบบ การกลั่นกรองของฝ่ายบริหาร เพื่อนําเสนอคณะรัฐมนตรีและส่วนที่เกี่ยวข้องด้วยอีกทางหนึ่ง ในปัจจุบัน
กล่าวโดยสรุปคืออนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปทรัพยากรธรรมชาติ โดยคณะทํางานชุดนี้ได้มีความเห็นร่วมกันว่า การที่ประชาชนได้เข้าครอบครอง หรือบางราย ก็ได้มีการบุกรุกเข้าทํากินในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ตามกฎหมาย อันประกอบด้วย อุทยานแห่งชาติ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าและเขตห้ามล่านั้น พื้นที่เหล่านี้ถือเป็นผืนป่าสมบูรณ์ ตลอดจน เป็นแหล่งต้นน้ําลําธารที่สําคัญครับ การกระทําของประชาชนดังกล่าวข้างต้น โดยขาดการบริหารจัดการ การควบคุมอย่างเหมาะสม ก็จะก่อให้เกิดผลเสียต่อระบบ นิเวศวิทยาในพื้นที่และกระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพของแหล่งต้นทุนทรัพยากร ป่าไม้ ตลอดจนต้นน้ําลําธารของประเทศอย่างสําคัญ แล้วก็เป็นปัจจัยหลักที่จะนําสู่ ภัยธรรมชาติและมลภาวะในภูมิภาคต่าง ๆ ให้มีความรุนแรงมากขึ้นตามที่ปรากฏอยู่ใน ปัจจุบัน ดังนั้น จึงได้ร่วมกันเสนอมาตรการแก้ไขตลอดจนการปรับปรุงร่างพระราชบัญญัติ ทั้ง ๒ ฉบับที่เกี่ยวข้องนําเป็นประเด็นปฏิรูปเพื่อขับเคลื่อนให้เกิดผลสัมฤทธิ์ตามที่วางไว้ต่อไป
สําหรับรายละเอียดในการนําเสนอแผนการปฏิรูปในประเด็นนี้ กระผม ขออนุญาตที่ประชุมให้ท่านผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดอกเตอร์ขวัญชัย ดวงสถาพร ในฐานะ เลขานุการของคณะทํางาน ได้นําเรียนที่ประชุมให้ทราบเป็นอันดับต่อไป เพื่อหวังที่จะได้รับ การสนับสนุนจากท่านสมาชิก และเราพร้อมที่จะรับฟังข้อเสนอแนะเพิ่มเติม อันเป็นประโยชน์นําสู่การพิจารณาในการบริหารจัดการปัญหาต่าง ๆ ในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ ตามกฎหมาย ซึ่งนับเป็นต้นทุนทรัพยากรสําคัญ หรือเนเชอรัลแคพิทัล (Natural Capital) ได้อย่างมีประสิทธิภาพในระยะเวลาอันใกล้นี้ต่อไปครับ