ขวัญชัย ดวงสถาพร หารือปัญหาการลดลงของพื้นที่ป่าและข้อขัดแย้งการครอบครองที่ดินในเขตป่าอนุรักษ์ที่ยืดเยื้อ โดยเสนอแนวทางการคัดกรองผู้ครอบครองเดิมก่อนปี 2545–2546 ที่เป็นผู้ยากไร่ พร้อมเรียกร้องการปรับปรุงกฎหมายป่าไม้และสัตว์ป่าให้ทันสมัย สอดคล้องกับหลักวิชาการและพันธกรณีระหว่างประเทศ รวมถึงการจัดแบ่งเขตการจัดการอย่างเป็นระบบ การเพิ่มพื้นที่ป่าให้ได้ 40 เปอร์เซ็นต์ของประเทศ และการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชนท้องถิ่นในการบริหารจัดการ ควบคู่กับการเข้มงวดกับผู้บุกรุกป่ารายใหม่และการใช้บทลงโทษที่เหมาะสม เพื่อให้การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติเป็นไปอย่างยั่งยืนและเป็นธรรม
กราบเรียนท่านประธาน ผม ขวัญชัย ดวงสถาพร ในฐานะโฆษกกรรมาธิการ สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ลําดับที่ ๐๑๔ ในส่วนของการดําเนินการที่จะนําเสนอในเบื้องต้น ผมขออนุญาตที่จะเรียน ที่ประชุมว่าปัญหาที่เราจะนําเสนอนั้นเป็นปัญหาที่สั่งสมมายาวนาน และเป็นปัญหา ที่แก้ยาก แล้วก็หลายรัฐบาล หลายฝ่าย พยายามที่จะดําเนินการปรับปรุง แก้ไข ในส่วนของ สภาปฏิรูปแห่งชาติได้เขียนลงไปในวาระปฏิรูปที่ ๒๕ กว้าง ๆ ว่าให้มีการปรับปรุงกฎหมาย ๒ ฉบับ ก็คือพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐๔ และพระราชบัญญัติสงวน และคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. ๒๕๓๕ แต่ไม่ได้มีการยกร่างในส่วนที่เป็นร่างพระราชบัญญัติ ทางกรรมาธิการได้ดําเนินการยกร่างร่วมกับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รวมถึงการได้พิจารณาเสนอมาตรการที่เป็นมาตรการในการสนับสนุนในการที่จะจัดระเบียบ การใช้ประโยชน์ที่ดินป่าไม้และการเพิ่มพื้นที่ป่าของประเทศด้วย
โดยในส่วนของเบื้องต้น ผมขออนุญาตที่จะพูดถึงสภาพปัญหาเพื่อให้ ท่านผู้มีเกียรติทุกท่านได้เข้าใจถึงหลักเหตุและผลว่า ทําไมเราต้องกําหนดแผนปฏิรูปเช่นนี้ ปัญหาทรัพยากรป่าไม้เป็นปัญหาที่คิดว่าทุกท่านน่าจะเข้าใจในเบื้องต้นอยู่แล้วว่า ประเทศไทยนั้นตอนนี้มีป่าทั้งหมดถ้าดูตัวเลขกลม ๆ ก็ประมาณ ๑๐๒ ล้านไร่ ก็คือประมาณ ๓๑ เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่ประเทศ ถามว่าข้อมูลเหล่านี้นั้นเหมาะสมหรือไม่ ถ้าโดยหลัก วิชาการในประเทศไทยที่มีการศึกษาและวิเคราะห์อย่างถี่ถ้วนแล้ว ประเทศไทยควรจะมีป่า ประมาณ ๔๐ เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่ประเทศหรือไม่น้อยกว่า ซึ่งเราจะเห็นว่าข้อมูลเหล่านี้นั้น เป็นข้อมูลเชิงประจักษ์ที่ให้เห็นว่าเรามีภารกิจสําคัญร่วมกัน ก็คือจะเพิ่มผืนป่าให้ประเทศ โดยเป้าหมายพื้นที่ป่าไม้เชิงนโยบายไม่ว่าจะเป็นร่างกรอบยุทธศาสตร์ชาติ ระยะ ๒๐ ปี ที่จะดําเนินการตั้งแต่ปี ๒๕๖๐ จนถึงปี ๒๕๗๙ นโยบายป่าไม้แห่งชาติเขียนตั้งแต่ปี ๒๕๒๘ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ปี ๒๕๖๐-๒๕๖๔ ฉบับที่ ๑๒ รวมถึงแผนแม่บท พิทักษ์ทรัพยากรป่าไม้ของชาติ ที่ลงนามโดยหัวหน้า คสช. เมื่อวันที่ ๑ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๕๗ เขียนตรงกันว่าสภาพป่าไม้ของเราอยู่ในสถานการณ์ที่วิกฤตและควรจะเพิ่ม ผืนป่าให้ได้ ๔๐ เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่ประเทศ และถ้าเรามาวิเคราะห์แล้ว ๔๐ เปอร์เซ็นต์ ของพื้นที่ประเทศเราจะต้องหาป่ามาอีก ๒๖.๘ ล้านไร่ แต่เราพยายามหามานานมากแล้ว ก็ไม่สัมฤทธิ์เสียที ซึ่งสิ่งเหล่านี้นั้นกรรมาธิการได้พยายามวิเคราะห์ว่าสาเหตุใด เราไม่สามารถเพิ่มผืนป่าได้ ในขณะที่เราไม่สามารถเพิ่มผืนป่าได้กลับมีพื้นที่ป่าลดน้อยลง สถิติการป่าไม้ไทยถ้าดูข้อมูลนะครับ เรามีข้อมูลพื้นที่ป่าไม้ที่สามารถอ้างอิงได้อย่างชัดเจน เชิงวิชาการ เมื่อปี ๒๕๑๖ มีป่า ๑๓๙ ล้านไร่ ซึ่งเราจะแบ่งเป็น ๒ ช่วงใหญ่ ๆ ปี ๒๕๑๖-ปี ๒๕๔๑ นั้นเป็นช่วงที่เราได้มีการวิเคราะห์โดยใช้มาตราส่วนเดียวกัน ในช่วงนั้น มีผืนป่าลดลงเฉลี่ยปีละ ๒.๒ ล้านไร่ ลดลงนะครับ ซึ่งถ้ามอง ๔๒ ปี ตั้งแต่ปี ๒๕๑๖ จนถึงปี ๒๕๕๘ เราจะพบว่ามีพื้นที่ป่าลดลงไปแล้วประมาณ ๓๖ ล้านไร่ เฉลี่ยประมาณปีละ ๘.๖ แสนไร่ ซึ่งถือว่าเป็นอัตราที่สูงถ้าเทียบกับประเทศในภูมิภาคเดียวกัน ทีนี้เราก็ลองมา วิเคราะห์ถึงว่าทําไมพื้นที่ป่าถึงลดลง เราก็มีงานวิจัยที่เราเข้าไปค้นคว้า เราไปศึกษา โดยธนาคารโลกร่วมกับหน่วยงานในบ้านเราได้ไปศึกษา ได้พูดตรงกันว่าป่าที่ลดลงนั้น มีหลายสาเหตุ สาเหตุโดยตรงก็คือการบุกรุกแผ้วถางป่าเพื่อการเกษตรและรีสอร์ต (Resort) นั้นเป็นอันดับหนึ่ง อันดับ ๒ ก็คือว่าเป็นสัมปทานภาครัฐที่อนุญาตโดยพนักงานของรัฐเอง ไม่ว่าจะเป็นการชลประทาน สร้างทาง เหมืองแร่ ไฟฟ้า โทรคมนาคม แต่อย่างไรก็ตาม มีสาเหตุโดยอ้อมที่เป็นตัวสนับสนุนทําให้ผืนป่าลดลงอย่างรวดเร็ว ก็คือปัญหาแนวเขตป่าที่มีความขัดแย้งระหว่างรัฐกับประชาชนมาโดยตลอด นโยบายแก้ไข ปัญหาความขัดแย้งที่ดินป่าไม้ขาดความยั่งยืน เดี๋ยวผมจะนําเสนอในลําดับถัดไปว่าทุกรัฐบาล แทบจะมีมติ ครม. ของตัวเองเพื่อมาแก้ปัญหาเรื่องนี้ซึ่งมีความที่ไม่สอดคล้องกัน ถ้ามาดูข้อมูลเชิงนโยบายเทียบกับพื้นที่ป่า มันมีข้อมูลหนึ่งซึ่งในวงการป่าไม้ไทยพยายาม วิเคราะห์ตลอด ก็คือว่าหนังสือสั่งการ ที่ สร ๐๒๐๓/๔๓๘๑ โดยขณะนั้นเมื่อวันที่ ๔ เมษายน พ.ศ. ๒๕๑๘ ท่านนายกรัฐมนตรีได้ทําหนังสือถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวง เกษตรและสหกรณ์ เรื่องราษฎรเข้าทํากินในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ในขณะนั้นปัญหาป่าไม้ มีความขัดแย้งรุนแรง ประชาชนเข้าไปร้องเรียน รัฐบาล ณ ขณะนั้นออกคําสั่งออกมาว่า ให้ราษฎรทํากินต่อไปได้ในเขตป่าสงวนแห่งชาติแล้วก็ไม่จับกุม ถ้าถูกจับให้ปล่อยตัว แต่อย่างไรก็ตามห้ามบุกรุกเพิ่มเติมโดยเด็ดขาด คําสั่งเหล่านี้นั้นทุกคําสั่ง ผมยกตัวอย่าง เพียงคําสั่งเดียว ทุกคําสั่งจะบอกว่า ผ่อนปรน แต่ให้หยุดยั้งการบุกรุกป่าโดยเด็ดขาด แต่ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๑๘ จนถึงปัจจุบันการลดลงพื้นที่ป่านั้นก็ยังคงเส้นคงวา คือลดลงเรื่อย ๆ ไม่สามารถหยุดยั้งได้ แม้ว่าเราจะมีนโยบายป่าไม้แห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๒๘ เราปิดสัมปทาน ทําไม้ป่าบวกฉีดยาแรงว่า ห้ามใช้ไม้ในเขตป่าธรรมชาติ ซึ่งโดยหลักวิชาการแล้วอาจจะ ไม่เหมาะสมนัก เพราะว่าป่านั้นเป็นทรัพยากรที่สามารถทดแทนได้ สามารถฟื้นฟูได้ แต่เราก็หยุดการใช้ไม้เมื่อ พ.ศ. ๒๕๓๒ หลังจากนั้นก็มีมติคณะรัฐมนตรี ๓๐ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๑ ซึ่งเป็นมติคณะรัฐมนตรีที่ยังมีผลบังคับใช้อยู่ และหน่วยงานไม่ว่าจะเป็น กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กรมป่าไม้ หรือหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง ก็ยังยึดมติคณะรัฐมนตรีนี้เป็นหลักในการแก้ไขปัญหาที่ดิน ป่าไม้ จนมาถึงรัฐบาลปัจจุบัน เมื่อ พ.ศ. ๒๕๕๗ มีคําสั่ง คสช. ที่ ๖๔/๒๕๕๗ และคําสั่ง คสช. ที่ ๖๖/๒๕๕๗ และมี แผนแม่บทพิทักษ์ทรัพยากรป่าไม้ของชาติ การบังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาดนั้นทําให้ผืนป่า จากลดลงเฉลี่ยปีละประมาณ ๓๐๐,๐๐๐ ไร่ หรือ ๔๐๐,๐๐๐ ไร่ ในระยะ ๑๐ ปีก่อนหน้านั้น ลดลงเหลือประมาณปีละ ๔๐,๐๐๐ ไร่ แต่ก็ยังลดลงอยู่แล้วก็คงไม่ยั่งยืน ถ้ามีการเปลี่ยน รัฐบาลหรือเปลี่ยนผู้กําหนดนโยบาย หรือการควบคุมการบังคับใช้กฎหมาย สิ่งเหล่านี้นั้น เป็นสิ่งที่วิกฤตที่เราพยายามที่จะวิเคราะห์ และเราก็มาประเมินว่าผืนป่าที่สําคัญของชาติ ตอนนี้คือป่าอนุรักษ์ตามกฎหมายที่ประกอบไปด้วย อุทยานแห่งชาติที่ออกตาม พระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐๔ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าและเขตห้ามล่าสัตว์ป่า ออกตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. ๒๕๓๕ แล้วก็ป่าอนุรักษ์ ตามนโยบายก็คือ วนอุทยาน สวนพฤกษศาสตร์ สวนรุกขชาติ ประเทศไทยตั้งแต่มีการปฏิรูป ระบบราชการเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๔๕ มันมีลักษณะแปลก ๆ อยู่บางเรื่องนะครับ ซึ่งผมจะ ขออนุญาตเรียนที่ประชุมว่าแปลกอย่างไร ถ้ามองผืนป่าเหล่านี้ที่ผมได้เรียนท่านเมื่อสักครู่นั้น เป็นจุดไข่แดงสําคัญของประเทศ ถ้าโดยหลักวิชาการแล้วจะต้องควบคุม คุ้มครอง รักษา เพื่อให้เป็นจุดที่จะสร้างความสมดุลของระบบนิเวศ ไม่เกิดภัยพิบัติ ลดการเกิดน้ําท่วม ควบคุมการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ แต่ในสภาพความเป็นจริงพื้นที่เหล่านี้นั้น มีคนอาศัยอยู่ นั่นคือข้อเท็จจริงในปัจจุบัน แล้วก็มีการขยายพื้นที่ขึ้นเรื่อย ๆ ส่วนพื้นที่ ป่าสงวนแห่งชาติ ป่าชุมชน หรือสวนป่า ส่วนใหญ่อยู่ภายใต้การดูแลของกรมป่าไม้ โดย พ.ร.บ. ป่าสงวนแห่งชาติซึ่งมีการปรับปรุงเมื่อปีที่แล้วนั้น ท่านอธิบดีกรมป่าไม้ ซึ่งเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายสามารถที่จะไปจัดระเบียบหรืออนุญาตได้อยู่แล้ว แต่กฎหมาย ๒ ฉบับ คือพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ และพระราชบัญญัติสงวน และคุ้มครองสัตว์ป่านั้น ไม่มีบทบัญญัติใดที่สามารถเข้าไปดําเนินการจัดระเบียบหรือเข้าไป จัดระเบียบการใช้ประโยชน์ที่ดินอย่างเหมาะสมภายใต้เงื่อนไขที่กําหนดได้ ซึ่งตรงนี้ เป็นประเด็นสําคัญเช่นกัน ถ้ามามองว่าผืนป่าเหล่านี้มีอยู่กี่ไร่ ผืนป่าเหล่านี้มีอยู่ประมาณ ๖๖ ล้านไร่ ข้อมูลเมื่อปี ๒๕๕๙ หรือ ๒๐.๓๔ เปอร์เซ็นต์ แต่ถ้ามองนโยบายป่าไม้แห่งชาติ หรือนโยบายทั้งหลายทั้งปวงที่มีในปัจจุบันนั้นให้มีป่าอนุรักษ์ร้อยละ ๒๕ ซึ่งก็ไม่เพียงพอ ถ้ามามองข้อมูลอีกประเด็นหนึ่งก็คือว่ามันมีพื้นที่อีกประเภทหนึ่ง ก็คือพื้นที่เตรียมการ อุทยานแห่งชาติ พื้นที่เตรียมการเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า พื้นที่เตรียมการเขตห้ามล่าสัตว์ป่า มีความน่าสนใจนะครับ จากข้อมูลในตารางที่ท่านเห็นในหน้าจอตอนนี้ เราจะเห็นว่า วนอุทยาน สวนพฤกษศาสตร์ สวนรุกขชาตินั้น โดยสถานภาพส่วนใหญ่ตอนนี้เป็นป่าสงวน แห่งชาติ ป่าสงวนแห่งชาติพนักงานเจ้าหน้าที่ก็คือกรมป่าไม้ แต่หัวหน้าหน่วยงานภาคสนาม ที่เข้าไปดูแลพื้นที่ไม่ว่าจะเป็นวนอุทยาน สวนพฤกษศาสตร์ สวนรุกขชาตินั้นเป็นข้าราชการ กรมอุทยาน สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ในขณะเดียวกันพื้นที่เตรียมการทั้งหลาย ๓ ประเภท ดังในตารางนั้นเป็นพื้นที่ที่พยายามที่จะประกาศมานาน แต่ไม่สามารถประกาศได้ สาเหตุหนึ่งที่ไม่สามารถประกาศคือแนวเขตขัดแย้งกับประชาชน มีความขัดแย้ง ซึ่งไม่มีความชัดเจนเรื่องแนวเขต ถ้ารวมทั้งหมดก็ประมาณร้อยละ ๒๑.๘๑ หรือ ๗๐ ล้านไร่ อย่างไรก็ตามก็ยังไม่พอถ้ามองถึงข้อมูลตรงนี้ ซึ่งถ้าร้อยละ ๒๕ ก็ประมาณ ๘๐.๘๘ ล้านไร่ เราจะต้องหาป่าอนุรักษ์เพิ่ม ๑๐.๓๓ ล้านไร่ คณะกรรมาธิการไม่ได้มองแค่เป้าหมายนี้ อย่างเดียว การมีป่าเพิ่มให้ครบ ๒๕ เปอร์เซ็นต์ ในส่วนของป่าอนุรักษ์ แต่เขาหัวโล้นยังมีอยู่ ภัยพิบัติยังมีอยู่ก็ไม่เกิดประโยชน์อะไร เรามองไปถึงว่าเป้าหมายต้องได้ด้วย ในขณะที่องค์ประกอบภายในของป่าอนุรักษ์ก็จะต้องมีการปรับโครงสร้างหรือปรับปรุง ให้มีผืนป่าในเขตแกนกลางหรือเขตสําคัญให้ได้ด้วย ข้อเท็จจริงคืออะไรครับ ในผืนป่าแทนที่ เราจะหา ๑๐.๓๓ ล้านไร่ยังไม่พอ มีคนอาศัยอยู่ในเขตนั้นอีก ๖,๐๐๐,๐๐๐ ไร่โดยประมาณ คําว่า อาศัย คืออะไร ทั้งอาศัยอยู่และใช้ประโยชน์ แต่ส่วนใหญ่คือไปใช้ประโยชน์แล้วไปอาศัย ที่อื่น และมีป่าเสื่อมสภาพซึ่งเรามีข้อมูลทั้งป่าอนุรักษ์และป่าประเภทอื่น ๆ อีกประมาณ ๓๐ ล้านไร่ อันนี้คือกรณีรวมป่าสงวนด้วย รวมที่อื่น ๆ ด้วย เพราะฉะนั้นเป็นความท้าทาย ของกรรมาธิการว่าเรามีภารกิจต้องเพิ่มผืนป่ายังไม่พอ เราจะต้องไปจัดระเบียบ ทําอย่างไร ให้จุดที่มีการใช้ประโยชน์นั้นใช้ประโยชน์เหมาะสม ไม่เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมด้วย โดยสภาพปัญหาที่สําคัญเกี่ยวกับที่ดินในพื้นที่ป่าอนุรักษ์มีหลายประการ หลัก ๆ ก็มี อยู่ทั้งหมด ๖ ประการ อย่างที่ผมได้เรียนไปมีการครอบครองพื้นที่ป่าอนุรักษ์ประมาณ ๖,๐๐๐,๐๐๐ ไร่ ณ ขณะปัจจุบัน ซึ่งเกี่ยวข้องกับประชาชนนับล้านคน กฎหมายและกลไก ทางนโยบายในปัจจุบันไม่สามารถแก้ไขปัญหาผู้ครอบครองพื้นที่ป่าอนุรักษ์ อย่างมีประสิทธิภาพได้ แม้กระทั่งรัฐบาลปัจจุบันซึ่งมีคําสั่ง คสช. หลายฉบับที่ควบคุม และหยุดยั้งการป้องกันและปราบปราม ก็หยุดยั้งได้ในระดับหนึ่ง แต่ไม่สามารถเข้าไป จัดระเบียบได้ แต่อย่างไรก็ตามคําสั่ง คสช. ที่ ๖๖/๒๕๕๗ เขียนว่าปัญหาที่สั่งสมมานาน ขอให้ออกเป็นมาตรการและเสนอหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติโดยด่วน ซึ่งขณะนี้ ยังไม่ได้ดําเนินการ ซึ่งทางกรรมาธิการได้ยกร่างประเด็นนี้ไว้แล้ว ปัญหาเครื่องมือหลัก ในการบริหารจัดการป่าอนุรักษ์ไม่เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน โดยเฉพาะ พ.ร.บ. อุทยานแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐๔ พระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. ๒๕๓๕ กฎหมาย ๒ ฉบับนี้เป็นกฎหมายเก่าแก่ จริง ๆ แล้วพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า เดิมนั้น พ.ศ. ๒๕๐๓ แต่ พ.ศ. ๒๕๓๕ นั้นเราเกิดวิกฤต ก็คือเรื่องของไซเตส (CITES) จะมี การแบน (Ban) องค์กร แบน (Ban) เรื่องเครื่องหนังอะไรประเทศไทย เพราะเราถูกกล่าวหา ว่าเป็นจุดผ่านแดนของการค้าสัตว์ป่าในระดับภูมิภาค เราก็เลยมีการปรับปรุงเพื่อมาหยุดยั้ง สกัดตรงนี้ ก็เลยเป็น พ.ศ. ๒๕๓๕ ส่วนประเด็นอื่น ๆ ก็ยังไม่ได้ถูกแก้ไข ปัญหาการทําลาย ป่าอนุรักษ์เพื่อปลูกพืชเศรษฐกิจ ปัญหาไฟป่า ปัญหาอัตรากําลังไม่เพียงพอเหล่านี้ ขออนุญาต จะชี้เพียงบางประเด็นที่เป็นประเด็นสําคัญของการปฏิรูป
ประเด็นแรกคือการครอบครองพื้นที่ป่าเพื่อการอนุรักษ์ ปัจจุบันนั้นอย่างที่ ผมได้เรียนไปมีบุคคลใช้ประโยชน์ในเขตป่าอนุรักษ์ทั้งหมดประมาณ ๖,๐๐๐,๐๐๐ ไร่ แบ่งเป็นบุคคลที่อยู่ก่อนมติคณะรัฐมนตรี ๓๐ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๑ ได้ประกาศใช้ ขออนุญาตเรียกว่าผู้ครอบครองเดิม เดิมนี้คือยึดปี ๒๕๔๑ นั้น มีอยู่ประมาณ ๓,๖๐๐,๐๐๐ ไร่ ผู้ครอบครองใหม่หลังปี ๒๕๔๑ ประมาณ ๒,๓๐๐,๐๐๐ ไร่ โดยในส่วนที่เป็นผู้ครอบครองเดิม ก่อนปี ๒๕๔๑ นั้น ได้มีการมาขึ้นทะเบียนกับทางรัฐแล้วประมาณ ๑,๕๘๐,๐๐๐ ไร่ หรือประมาณ ๑๖๗,๐๐๐ ราย และพื้นที่เหล่านี้เฉพาะที่มาขึ้นทะเบียนเป็นเขตล่อแหลม คําว่า ล่อแหลม คือลุ่มน้ําชั้น ๑ ชั้น ๒ ซึ่งหลักวิชาการแล้วถ้าไปใช้ประโยชน์ในที่เหล่านี้นั้น โอกาสจะเกิดผลกระทบรุนแรงเรื่องภัยพิบัตินั้นสูง รวมถึงเขตคุ้มครองธรรมชาติที่สําคัญ ยิ่งยวดด้วยเช่นกัน และในส่วนนี้เกี่ยวข้องกับประชาชนประมาณ ๕๑,๒๙๐ ราย ประมาณ ๒๗ เปอร์เซ็นต์ เป็นเขตล่อแหลม ซึ่งถ้าไปมองมติ ครม. ทั้งหลายทั้งปวงที่มีมาในประเทศไทย เขตล่อแหลม เหล่านี้ส่วนใหญ่ให้มีการเคลื่อนย้าย เพราะว่าไม่ควรที่จะไปใช้ประโยชน์ เพราะจะกระทบ ทั้งตัวเขาเอง หรือกระทบกับประชาชนที่อยู่ปลายน้ําและบนพื้นฐานทรัพยากรซึ่งเป็น ทรัพย์สมบัติของคนทั้งชาติ และมีประชาชนที่ยังไม่มาขึ้นทะเบียนอีกคิดเป็นพื้นที่ประมาณ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ไร่ ด้วยเหตุผลต่าง ๆ นานาที่ทางกรรมาธิการได้เข้ามาวิเคราะห์ รวมถึง ผู้ครอบครองใหม่ตอนนี้ ๒,๓๐๐,๐๐๐ ไร่ด้วย แม้ว่ามาตรการต่าง ๆ ของรัฐที่พยายาม จะดําเนินการอย่างที่ผมได้เรียนไปนั้น ในส่วนของกฎหมายและกลไกที่ไม่สามารถ แก้ไขปัญหาผู้ครอบครองพื้นที่ป่าอนุรักษ์ เพราะอะไรครับ กฎหมายหลักทั้ง ๒ ฉบับ ทั้ง พ.ร.บ. อุทยานแห่งชาติ แล้วก็ พ.ร.บ. สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่านั้นไม่มีบทบัญญัติ หรือมาตรการในการแก้ไขปัญหาอย่างเหมาะสม ที่ผ่านมาการบังคับใช้กฎหมาย ก็ยังไม่มีประสิทธิภาพมากนัก และคําสั่งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ ๖๔/๒๕๕๗ ที่ ๖๖/๒๕๕๗ เรื่อง การปราบปรามและหยุดยั้งการบุกรุกทรัพยากรป่าไม้ก็หยุดยั้งได้ ในระดับหนึ่ง ก็คือจาก ๓๐๐,๐๐๐-๔๐๐,๐๐๐ ไร่ เหลือเพียง ๔๔,๐๐๐ ไร่ ป่าลดลง ประมาณ ๔๐๐,๐๐๐-๕๐๐,๐๐๐ ไร่ เหลือแค่ ๔๐,๐๐๐ ไร่ แต่อย่างไรก็ตามการแก้ปัญหา ที่สั่งสมมาที่ไม่ใช่การลดลงของพื้นที่ป่า การจัดระเบียบไม่ได้ถูกแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม โดยในคําสั่ง ที่ ๖๖/๒๕๕๗ พอสรุปได้ดังนี้ว่า การดําเนินการใด ๆ จะต้องไม่กระทบต่อ ผู้ยากไร้ ผู้มีรายได้น้อย ผู้ไร้ที่ดินทํากินก่อนคําสั่งบังคับใช้ คําสั่งบังคับใช้วันที่ ๑๗ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๗ สังเกตดูว่าเราจะมีไทมิง (Timing) ปี ๒๕๔๑ ปี ๒๕๕๗ มาเกี่ยวข้อง และการดําเนินการแก้ไขปัญหาที่สั่งสมมาตั้งแต่เดิมให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันพิจารณา กําหนดมาตรการและวิธีการอย่างเป็นระบบ เพื่อเสนอขออนุมัติจากคณะรักษาความสงบ แห่งชาติโดยด่วน แล้วก็พื้นที่ใดที่อยู่ระหว่างการดําเนินการตามกระบวนการยุติธรรม ให้ดําเนินการจนถึงที่สุดจนกว่ากระบวนการจะสิ้นสุด นั่นคือหลัก ๆ ส่วนที่เป็นเนื้อหา และเรามีมติคณะรัฐมนตรีจํานวนมากมีเนื้อหาขัดแย้งกัน และมีประชาชนบางส่วน ได้รับสิทธิประโยชน์ หรือผลกระทบจากมติคณะรัฐมนตรีเหล่านั้น บางส่วนก็ได้รับ ผลประโยชน์จากมติคณะรัฐมนตรีที่รัฐออก บางส่วนก็ถูกลงโทษจากกระบวนการทาง กฎหมายแล้ว โดยเฉพาะมติคณะรัฐมนตรี ๓๐ มิถุนายน ๒๕๔๑ และมีข้อเสนอองค์กรต่าง ๆ ที่ทางกรรมาธิการได้วิเคราะห์ ไม่ว่าจะเป็นผู้ตรวจการแผ่นดิน ป.ป.ช. และที่สําคัญ เราได้มีการประชุมรับฟังความคิดเห็นร่วมกับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม หลายครั้ง ทุกภาคส่วน หลายพื้นที่ ซึ่งข้อเสนอก็มีความหลากหลายแตกต่างกัน ตามสภาพปัญหา สิ่งเหล่านี้ขออนุญาตที่จะเรียนถึงสภาพปัญหาโดยสรุปว่ามาตรการแก้ไข ปัญหาตามมติคณะรัฐมนตรี ซึ่งหน่วยงานของรัฐได้เข้ามายึดถือเป็นแนวปฏิบัติก็คือ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๔๑ มีปัญหาโดยสรุปดังนี้นะครับ
ความเข้าใจและการปฏิบัติเกี่ยวกับการกําหนดระยะเวลาพิสูจน์ การครอบครองที่ดินไม่ตรงกัน บางครั้งก็เข้าใจว่าคนอยู่ก่อนประกาศเขตป่าครั้งแรก บางครั้งก็เข้าใจว่าคนอยู่ก่อนประกาศเขตอุทยาน บางครั้งก็เข้าใจว่าคนอยู่หลังประกาศ อุทยาน คือผู้บุกรุกใหม่ นิยามคําว่า ผู้บุกรุกเก่า ผู้บุกรุกใหม่ หรือผู้ครอบครองเก่า ผู้ครอบครองใหม่นั้นมีความเข้าใจที่ไม่ตรงกัน แล้วราษฎรไม่แจ้งการครอบครองที่ดิน และบางส่วนปฏิเสธไม่ยอมรับมติคณะรัฐมนตรี ๓๐ มิถุนายน ๒๕๔๑ ด้วย อย่างที่ผมเรียน ไปว่าแต่ละรัฐบาลก็มีนโยบาย มีมติคณะรัฐมนตรีของตัวเอง บางมติคณะรัฐมนตรีเขาอาจจะ ได้รับประโยชน์มากกว่ามติคณะรัฐมนตรีนี้ก็ได้ เขาอาจจะไม่ยอมรับหรือเหตุผลต่าง ๆ นานา แปลงที่ดินบางส่วนที่อาจพิสูจน์ว่าอยู่ก่อนประกาศเขตป่าไม้ตามกฎหมายครั้งแรก อาจมีตําแหน่งที่กระจายเข้าไปในเขตป่าแบบไม่ต่อเนื่อง แบบแปลงอื่น ๆ พูดภาษาชาวบ้านง่าย ๆ คือเป็นขนมครก ไม่ได้อยู่ชายขอบเขตป่าอนุรักษ์ ไปอยู่แกนกลาง และบางแปลง ผลการตรวจพิสูจน์การครอบครองที่ดินทั้งอยู่ก่อนและอยู่หลังการประกาศเขตที่ดิน อยู่ในแปลงเดียวกัน พื้นที่ไร่หมุนเวียนบางแห่งมีการกําหนดขอบเขตและการตรวจสอบ ร่องรอยการใช้ประโยชน์โดยภาพถ่ายทางอากาศช่วงปีเดียวคือ พ.ศ. ๒๕๔๕ ตรงนี้คือ ขาดการยอมรับของชุมชน เราก็ไปหารือกับพี่น้องประชาชนโดยเฉพาะส่วนหนึ่งก็คือ จังหวัดแถบภาคใต้ก็มีประเด็นนี้เหมือนกันนะครับ กฎหมายที่ใช้เป็นเครื่องมือในการบริหารจัดการพื้นที่ป่าอนุรักษ์ไม่มีบทบัญญัติให้อํานาจ ในการอนุญาตให้บุคคลหรือหน่วยงานจัดระเบียบการใช้ประโยชน์อย่างเหมาะสม ในเมื่อกฎหมายบอกว่าห้ามไปใช้ประโยชน์โดยเด็ดขาด พนักงานเจ้าหน้าที่ หัวหน้าอุทยาน หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าก็มีความจํากัดเหมือนกันว่าจะไปจัดระเบียบอย่างไร จะถูกดําเนินมาตรการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ ทั้ง ๆ ที่เขาอาจจะไม่ใช่เป็นผู้กระทํา เนื่องจากเป็นปัญหาที่สั่งสมมานานหลายยุคหลายสมัย ส่วนใหญ่หน่วยงานราชการ ไม่สามารถหาพื้นที่แห่งใหม่เพื่อเคลื่อนย้ายราษฎรออกจากพื้นที่ล่อแหลมได้ ในมติ ครม. แทบทุกฉบับเขียนบอกว่าถ้าอยู่เขตล่อแหลม อยู่เขตที่ไม่เหมาะสมให้เคลื่อนย้ายราษฎรออก แต่ ณ ปัจจุบันไม่รู้ไปที่ไหน หาที่ให้ไม่มี และบอกว่าถ้าเคลื่อนย้ายแล้วจะต้องพัฒนา คุณภาพชีวิต เป็นเพียงนามธรรมที่ไม่สามารถดําเนินการได้เลย และมีการเปลี่ยนแปลง ผู้ครอบครองที่ดินจากที่เคยแจ้งลงทะเบียนไว้ รวมถึงปัญหาด้านเทคนิคด้วย ในส่วนของ พระราชบัญญัติ ๒ ฉบับนั้นไม่ใช่แค่เรื่องที่ดิน พระราชบัญญัติที่เก่าแก่ใช้เวลามานาน ก็เป็นเรื่องที่ธรรมดาที่อาจจะยังไม่ทันสมัยในบางประเด็น อย่างเช่นที่ผมได้เรียนไป เรื่องของข้อจํากัดในการแก้ปัญหาเกี่ยวกับผู้ครอบครอง ความไม่สอดคล้องกับข้อตกลง ระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอนุสัญญาความหลากหลายทางชีวภาพ รวมถึงไซเตส (CITES) ด้วย และพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐๔ ไม่มีบทบัญญัติรองรับพื้นที่ วนอุทยาน สวนพฤกษศาสตร์ สวนรุกขชาติที่ทุกท่านเคยเห็นตามข้างทาง พื้นที่เหล่านี้ ไม่ได้อยู่ภายใต้พระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ ถ้ามองตามกฎหมายส่วนใหญ่อยู่ภายใต้ พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ แต่ผู้บังคับบัญชาในพื้นที่เหล่านั้นเป็นข้าราชการ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช อย่างที่ผมได้เรียนไป ท่านสมาชิกที่เคารพครับ ปัญหาป่าไม้มีความซับซ้อน และเราก็พยายามวิเคราะห์ทุกประเด็นก่อนที่เราจะกําหนด มาตรการ บทบัญญัติยังมีเนื้อหาและหลักการที่ล้าสมัย มุ่งเน้นการป้องกันและปราบปราม มากกว่าหลักการจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืนตามหลักวิชาการ ก็เป็นกฎหมายเก่า แต่ก่อนก็คือปราบปราม หยุดยั้ง ไม่มีบทบัญญัติให้จําแนกเขตการจัดการตามหลักวิชาการ ที่ทุกท่านไปอุทยานแห่งชาติ และไปเห็นโซน (Zone) บริการ โซน (Zone) อะไรนั้น เป็นเพียงคําสั่งทางการบริหาร กฎหมายไม่ได้มีการกําหนดว่าพื้นที่นี้ควรใช้อย่างไร พื้นที่นี้ ควรแบ่งโซน (Zone) อย่างไร ไม่มีนะครับ ไม่มีในมาตราใดในพระราชบัญญัติทั้ง ๒ ฉบับนั้น บทบัญญัติยังไม่ส่งเสริมกระบวนการจัดการอย่างมีส่วนร่วมที่ชัดเจน แม้ว่ากรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช พยายามที่จะตั้งคณะกรรมการที่ปรึกษาอุทยานแห่งชาติ คณะกรรมการที่ปรึกษาเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า แต่คณะกรรมการเหล่านี้นั้นเป็นเพียงการตั้ง ทางคําสั่งบริหาร ไม่มีกฎหมายคุ้มครอง ผมจะเรียนว่าทุกปัญหานั้นเราพยายามแก้ ในกฎหมายทั้ง ๒ ฉบับเหล่านั้น มาตรการจัดการทรัพย์สินจากผู้กระทําความผิด ยังไม่เหมาะสม โดยเฉพาะกฎหมายที่เพิ่งมีการปรับปรุงไป คือ พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐๗ เมื่อปีที่ผ่านมา มีการพูดถึงการริบทรัพย์สิน การยึดทรัพย์สิน และมีบทกําหนดโทษ ที่มีลักษณะที่เข้มงวด โดยไปอ้างอิงคําสั่ง คสช. ที่มีความสอดคล้องด้วย แต่กฎหมาย ๒ ฉบับนี้ ซึ่งดูแลผืนป่าที่สําคัญของประเทศยังไม่ได้มีการปรับปรุงให้สอดคล้องและเหมาะสม ไม่มีบทบัญญัติให้มีการฟ้องคดีแพ่ง ตรงนี้เราได้วิเคราะห์ว่ากฎหมายทั้ง ๒ ฉบับนั้น ไม่มีบทบัญญัติที่พูดถึงการฟ้องแพ่ง เราไปใช้กฎหมาย พ.ร.บ. ส่งเสริมและรักษาคุณภาพ สิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๓๕ มาดําเนินการในผืนป่าอนุรักษ์ของชาติ และพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่าไม่มีบทบัญญัติให้อํานาจพนักงานเจ้าหน้าที่ ใช้มาตรการทางการปกครองในการออกคําสั่งให้ผู้กระทําผิดรื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง หรือพืชผลอาสินออกไปจากเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า หรือเขตห้ามล่าสัตว์ป่า แต่พระราชบัญญัติ อุทยานแห่งชาติกลับมีบทบัญญัติตรงนี้ แต่พื้นที่ข้าง ๆ ที่เรียกว่าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าไม่มี บทบัญญัติบางประการ มีข้อจํากัดหรือไม่เหมาะสมกับสภาวการณ์ปัจจุบัน และที่สําคัญ พระราชบัญญัติทั้ง ๒ ฉบับพื้นที่ป่าเหมือนกัน แต่มีข้อบัญญัติที่ขัดแย้งกัน ซึ่งก็เป็นหลายเหตุผล ถ้ามองมติคณะรัฐมนตรี อาจจะตัวเล็กนิดหนึ่งเนื่องจากเยอะ มีอยู่ ๘ มติคณะรัฐมนตรี ผมขออนุญาตสรุปว่ามติคณะรัฐมนตรีที่เป็นฐาน คือ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๔๑ ก็พูดถึงการแก้ไขปัญหาที่ดินป่าไม้ พยายามควบคุมพื้นที่แกนกลางให้ได้ แต่มติคณะรัฐมนตรีเมื่อปี ๒๕๕๐ บอกว่าจะต้องดําเนินการให้แล้วเสร็จภายใน ๒ ปี ตั้งแต่ปี ๒๕๔๑ เมื่อปี ๒๕๕๐ บอก ๒ ปี จนถึง ณ วันนี้ปี ๒๕๖๐ แล้วยังไม่เสร็จ และกรณี ไม้ยางพารา ไม้ยางพาราเป็นไม้ที่น่าสนใจ คณะกรรมาธิการได้ไปศึกษาดูงานในหลายพื้นที่ ของจังหวัดภาคใต้ ไม้ยางพารานั้นผมขออนุญาตที่จะพูดเป็นภาษาง่าย ๆ ให้ท่านสมาชิกได้รับทราบว่า พี่น้องประชาชนในปัจจุบันนั้นมีมติ ครม. เหล่านี้ผ่อนปรนอยู่ ตื่นเช้ามาก็ไปกรีดยางได้ แต่พอต้นยางอายุถึงเวลาหนึ่งซึ่งอาจจะต้องตัดเพื่อปลูกใหม่ ตัดไม่ได้นะครับ ตัดไม่ได้ เพราะเป็นไม้ป่าซึ่งผิดกฎหมาย มติ ครม. ปี ๒๕๕๐ บอกว่ากรณีไม้ยางพาราในป่าอนุรักษ์ ให้มีการแก้ไข และหนักกว่านั้นบางมติ ครม. มีการเสนอให้มีการตัดไม้ยางพาราได้บางส่วน ๔ เปอร์เซ็นต์ด้วย อย่างเช่นปี ๒๕๕๑ แต่เฉพาะในเขตอุทยานแห่งชาติบูโด พูดง่าย ๆ คือ มติ ครม. ๗-๘ ฉบับเหล่านี้ เจาะจงไม้บางชนิด เจาะจงบางพื้นที่ และที่สําคัญไม่เป็นธรรม กับพื้นที่อื่น ๆ ด้วย คือไม่ครอบคลุมทั้งประเทศ แม้ว่าจะเป็นนโยบายระดับชาติก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นชาวเล ชาวกะเหรี่ยง และปี ๒๕๕๘ ก็มีมติคณะรัฐมนตรีแก้ปัญหาเขาหัวโล้น โดยดําเนินการพื้นที่นําร่องใน ๑๓ จังหวัดทางภาคเหนือก่อน แล้วก็นําร่องในจังหวัดเชียงใหม่ และจังหวัดน่าน จะสังเกตดูว่ามติคณะรัฐมนตรีเราเยอะเหลือเกิน แต่ข้อมูลเชิงประจักษ์คือ ผืนป่าลดลง เขาหัวโล้นยังมีอยู่ และเกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติเต็มไปหมด และคุณภาพชีวิต ความมั่นคงของประชาชนในที่ดินก็ยังไม่ดีพอ นั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้น มีการทําลายป่าอนุรักษ์ เพื่อปลูกพืชเศรษฐกิจ ทุก ๆ ท่านครับ จากการวิเคราะห์โดยคณะกรรมการ ขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านยงยุทธ สาระสมบัติ เป็นประธาน เรื่องการบูรณาการเร่งรัด การปฏิรูปทรัพยากรป่าไม้ของชาติ ได้มีการวิเคราะห์ว่าปัจจุบันข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่เรา ผลิตอยู่ในปัจจุบันนั้นนํามาจากผืนป่า ๕๐ เปอร์เซ็นต์ และส่วนหนึ่งก็เป็นป่าอนุรักษ์ด้วย และข้อมูลที่ทางกรรมาธิการได้ไปศึกษามาเราพบว่า ถ้าเอาเรื่องของอัตราการซึมน้ํา ผ่านผิวดิน พูดเป็นภาษาง่าย ๆ คือว่าป่านั้นมีความสําคัญ ช่วยชะลอการไหลของน้ํา ช่วยลดเรื่องอุทกภัย ช่วยลดเรื่องแผ่นดินถล่ม เราลองเทียบกับป่าธรรมชาติที่มีงานวิจัย สวนยางพาราอายุ ๔ ปีนั้นการดูดซึมน้ําน้อยกว่าป่าธรรมชาติประมาณ ๑.๗ เท่า แต่สวนยางพาราเมื่ออายุมากขึ้นเรื่อย ๆ การดูดซึมน้ําน้อยกว่าป่าธรรมชาติถึง ๑๐ เท่า สวนยางพาราไม่ได้ผิด แต่ควรจะอยู่ในจุดที่เหมาะสม หรือผืนป่าอื่น ๆ ด้วยนะครับ ไม่ว่าจะเป็นสวนเงาะ สวนทุเรียน เราได้วิเคราะห์ข้อมูลเชิงวิชาการมา ปัญหาไฟป่า ก็มีแนวโน้มสูงขึ้น และสาเหตุของไฟป่าแทบจะ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ในบ้านเรางานวิชาการ ยืนยันเกิดจากคนครับ ไม่ได้เกิดจากฟ้าผ่า ไม่ได้เกิดจากต้นไม้เสียดสีกันเหมือนต่างประเทศ คนทั้งนั้นครับ ในการเข้าไปทําไร่ทํานา หรือเข้าไปจุด หรือไปอะไรก็แล้วแต่ในบางส่วน ของบุคคลบางกลุ่ม และอัตรากําลังทุกวันนี้เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าและเจ้าหน้าที่ตรวจป่า ก็ไม่เพียงพอ ขออนุญาตที่จะเรียนว่าปัญหาทั้งหลายทั้งปวงที่เราสรุปมานั้นเราก็ได้มีการ ตั้งคณะทํางาน คณะทํางานได้มีการวิเคราะห์และสรุป โดยมีท่านอธิบดี ทั้งอธิบดี กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช อธิบดีกรมป่าไม้ อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเล และชายฝั่งมาเป็นที่ปรึกษา และมีระดับผู้อํานวยการสํานักที่เป็นผู้ปฏิบัติจริงและเข้าใจ ปัญหาเข้ามา เราเข้าไปรับฟังความคิดเห็นด้วย เราไปเชิญกลุ่มองค์กรเอกชนเข้ามาหารือ เราเชิญนักวิชาการที่สอนเกี่ยวกับการเกษตรและป่าไม้เข้ามาหารือที่นี่ เพื่อหาทางออกร่วมกัน ในขณะเดียวกันเราประชุมทั้งหมด ๓๗ ครั้ง ใช้เวลาประมาณ ๗ เดือน และเราไปดูงาน ทั้งจังหวัดน่าน จังหวัดเลย จังหวัดตรัง จังหวัดนครศรีธรรมราช แล้วก็รับฟังความคิดเห็นด้วย รวมถึงการเข้าพบท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จํานวน ๒ ครั้ง โดยผ่านกลไกที่ท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศได้กรุณา แต่งตั้ง คือ คณะทํางานประสานการขับเคลื่อนการปฏิรูปด้านทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นข้อมูลที่เราพยายามที่จะกลั่นกรองจากทั้งหมด เรากําหนดกรอบแนวคิด ดังนี้ว่ากรอบแนวคิดประกอบไปด้วยแนวพระราชดําริ ปัญหาทั้งหลายนั้นพระองค์ท่าน ได้เสนอแนวพระราชดําริไว้หลายประการ รวมถึงนโยบายและแผนที่ประเทศไทยมีกฎหมาย และร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้อง องค์กรที่เกี่ยวข้อง หลักการทางวิชาการ สถานภาพทรัพยากร ป่าไม้ ผลกระทบ ข้อเสนอแก้ไขปัญหาต่าง ๆ โดยเป้าหมายสําคัญคือ ๑. หยุดยั้งและป้องกัน การทําลายทรัพยากรป่าไม้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน ๒. เพิ่มพื้นที่ป่าให้มีความสมบูรณ์ และยั่งยืน ๓. มีการใช้ประโยชน์พื้นที่ป่าอนุรักษ์อย่างเหมาะสม โดยแนวพระราชดําริ ที่สําคัญ อย่างเช่น คนอยู่กับป่า ภูมิสังคม การปลูกป่าในใจคน การปลูกป่า ๓ อย่าง ประโยชน์ ๔ อย่าง นี่เป็นตัวอย่างซึ่งหลายประการเราได้มาวิเคราะห์ว่าในพื้นที่บางแห่งที่สามารถให้ประชาชน เข้าไปใช้ประโยชน์ได้ โดยเฉพาะผู้ยากไร้นั้นอาจจะต้องมีการน้อมนําแนวพระราชดําริเหล่านี้ เข้าไปใช้ ซึ่งเป็นแนวพระราชดําริที่มีการพิสูจน์ในหลาย ๆ ที่แล้วว่าประสบความสําเร็จ รวมถึงกรอบนโยบายและกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นกรอบยุทธศาสตร์ชาติ คําสั่งคณะรักษา ความสงบแห่งชาติ ที่ ๖๔/๒๕๕๗ ที่ ๖๖/๒๕๕๗ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ นโยบายป่าไม้แห่งชาติ แผนแม่บทแก้ไขปัญหาการทําลายทรัพยากรป่าไม้ การบุกรุกที่ดิน ของรัฐ และการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน หรือที่เราเรียกว่าแผนพิทักษ์ ทรัพยากรป่าไม้ของชาติ ยุทธศาสตร์และภารกิจหลักของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมระยะ ๒๐ ปี รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับผ่านประชามติที่พูดถึง เรื่องป่าไม้ไว้หลายประเด็น แล้วก็พันธกรณีระหว่างประเทศ เราได้วิเคราะห์สิ่งเหล่านี้ ทุกประเด็น และเราเสนอประเด็นการปฏิรูปดังนี้ ๑. เสนอออกมาตรการแก้ไขปัญหาที่ดิน ในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ ๒. ปรับปรุงพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐๔ ๓. ปรับปรุง พระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. ๒๕๓๕ โดยแต่ละประเด็นผมขออนุญาต กล่าวโดยสรุปดังนี้
ในส่วนของการออกมาตรการแก้ไขปัญหาที่ดินในพื้นที่ป่าอนุรักษ์นั้น เราพยายามแก้ปัญหาข้อจํากัดของกลไกทางนโยบายและกฎหมายเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ในการแก้ปัญหาที่ดินในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ที่สั่งสมมาแต่เดิม อย่างที่ผมได้เรียนไป แล้วก็ดําเนินการออกมาตรการแก้ไขปัญหาที่ดินในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ ตามคําสั่ง คณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ ๖๖/๒๕๕๗ เมื่อวันที่ ๑๗ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๗ เรื่อง เพิ่มเติมหน่วยงานสําหรับการปราบปราม หยุดยั้งการบุกรุกทําลายทรัพยากรป่าไม้ และนโยบายการปฏิบัติการเป็นการชั่วคราวในสถานการณ์ปัจจุบัน ข้อ ๒.๓ ที่บัญญัติไว้ว่า การดําเนินการแก้ไขปัญหาที่สั่งสมมาตั้งแต่เดิม ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันพิจารณา กําหนดมาตรการและวิธีการดําเนินการอย่างเป็นระบบเพื่อเสนอขออนุมัติจาก คณะรักษาความสงบแห่งชาติโดยด่วน ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีมาตรการนี้ และทางกรรมาธิการ ได้ยกร่างอยู่ในภาคผนวกที่ ๑ ในเล่มของท่าน ผมขออนุญาตที่จะชี้ประเด็นที่เป็นความเข้าใจ ในบางประเด็นอาจจะมีผู้เข้าใจคลาดเคลื่อนว่าสิ่งที่เราปฏิรูปนั้นผู้ครอบครอง และผู้ใช้ประโยชน์ที่ดินตามหลักเกณฑ์มติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๔๑ ซึ่งเรายังไม่สามารถดําเนินการให้สัมฤทธิผลได้นั้นจะได้รับการตรวจสอบการครอบครอง และใช้ประโยชน์ที่ดินตามมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าว และหากเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กําหนด จะได้รับการพิจารณาให้ใช้ที่ดินป่าไม้ในจํานวนที่เหมาะสม คือประชาชนที่ไปครอบครอง พื้นที่ป่ามีหลากหลายจํานวน และตําแหน่งพื้นที่ที่เหมาะสมโดยไม่เป็นพื้นที่ล่อแหลมคุกคาม ต่อระบบนิเวศภายใต้เงื่อนไขที่กําหนดบนพื้นฐานการเกื้อกูลต่อทรัพยากรธรรมชาติ กล่าวโดยสรุปคือว่าเราเสนอให้มีการพิจารณาให้ใช้ที่ดินชั่วคราวในบางพื้นที่โดยควบคุม จํานวนที่เหมาะสม และมาตรการไม่ได้ครอบครอง หรือไม่ได้กลั่นกรอง หรือคัดกรอง ให้นายทุนหรือผู้บุกรุกรายใหญ่เข้ามาใช้ในมาตรการนี้ ขออนุญาตย้ําไม่เกี่ยวกับผู้บุกรุก รายใหญ่หรือนายทุน ซึ่งจะต้องดําเนินการตามกฎหมายอย่างเข้มงวด แล้วก็บุคคล ที่ถูกดําเนินการตามกระบวนการยุติธรรมไม่เข้าสู่ระบบนี้ เพราะฉะนั้นเรามุ่งเป้าไปที่ ประชาชนที่เข้าไปใช้ประโยชน์ที่เป็นผู้ยากไร้ ตามคําสั่ง คสช. ที่ ๖๖/๒๕๕๗ ซึ่งมีคํานิยาม อยู่แล้ว มีข้อบัญญัติอยู่แล้วเมื่อวันที่ ๑๗ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๗ รวมถึงราษฎร แม้กระทั่งผู้ยากไร้ถ้ามีการบุกรุกใหม่หลังวันที่ ๑๗ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๗ หรือหลังคําสั่ง คสช. ที่ ๖๖/๒๕๕๗ นั้นก็จะต้องบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด นั่นคือเป็นมาตรการโดยกรอบของบุคคลที่เกี่ยวข้อง โดยร่างแนวทางการกําหนดมาตรการ แก้ไขปัญหาที่ดินนั้นมีดังนี้ อย่างที่ผมได้เรียนไปว่าเราใช้ฐานของมติคณะรัฐมนตรี ๓๐ มิถุนายน ๒๕๔๑ ซึ่งมีประชาชนบางส่วนได้รับสิทธิแล้ว และบางส่วนได้รับผลกระทบ เราใช้ฐานตรงนี้ว่าเอามาคัดกรอง เราเชิญพี่น้องประชาชนเข้ามาแสดงตน เพราะว่า ข้อมูลทะเบียนตอนนี้เปลี่ยนแปลงตลอด ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพยายามที่จะรวบรวม ประชาชนกลุ่มนี้ โดยแยกเป็นผู้ครอบครองที่ดินเดิม ก็คือครอบครองที่ดินก่อนปี ๒๕๔๑ แต่บังเอิญมีมติคณะรัฐมนตรีอยู่ฉบับหนึ่งเขียนว่า ประเทศไทยมีการทําภาพถ่ายทางอากาศ ทั่วประเทศเมื่อปี ๒๕๔๕ หรือปี ๒๕๔๖ เราก็ได้ใช้ฐานตัวนี้ ซึ่งปัจจุบันหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ก็ปฏิบัติแบบนี้มาโดยตลอดว่า ถ้าครอบครองก่อนปี ๒๕๔๕ ปี ๒๕๔๖ ก็เป็นผู้ครอบครองเดิม ถ้าหลังปี ๒๕๔๕ ปี ๒๕๔๖ ผู้ครอบครองใหม่ หลักการของเราคือว่าผู้อาศัยอยู่ก่อน ผู้ใช้ประโยชน์อยู่ก่อนนานกับผู้ครอบครองใหม่นั้นควรจะมีสิทธิ ควรจะมีการบังคับใช้ ที่อาจจะแตกต่างกันในบางประเด็น โดยผู้ครอบครองที่ดินเดิมนั้นให้มีการบริหารจัดการ พื้นที่ควบคุม ใช้จริงแต่ไม่เกินครอบครัวละ ๒๐ ไร่ ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็น คทช. ก็ใช้เกณฑ์ตัวนี้ ก็ไม่ได้เป็นเรื่องใหม่อะไร และทําการเจรจา เพื่อเคลื่อนย้ายกรณีที่พื้นที่ล่อแหลม นี่ด้วยความเป็นห่วงประชาชนที่อาศัยอยู่ตรงนั้น และเป็นห่วงพี่น้องประชาชนที่อยู่ปลายน้ําที่ไม่ได้อาศัยอยู่ตรงนั้น และที่สําคัญทรัพยากร ป่าไม้เหล่านี้เป็นของคนทั้งประเทศ ไม่ใช่ของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง โดยการเคลื่อนย้ายนั้น อาจจะเป็นนอกเขตป่าที่ไม่ใช่โครงการของรัฐบาล นอกเขตป่าอนุรักษ์ เช่น ป่าสงวนแห่งชาติ เขตของ คทช. ที่มีการจัดที่ดิน หรือชายขอบป่าอนุรักษ์ หรือมีการเคลื่อนย้ายภายในชุมชน กรณีที่ไม่ได้จริง ๆ เพราะเราคิดว่าปัจจุบันเขาก็ใช้ประโยชน์อยู่ แต่จะทําอย่างไรให้เขาได้รับ ผลกระทบต่อทั้งป่าและตัวเขาเองให้น้อยที่สุด แต่เป็นการใช้ประโยชน์แบบชั่วคราว และมีการประเมินผล ถ้าทําผิดเงื่อนไขก็จะต้องมีมาตรการในการที่จะบังคับ แล้วก็ให้มี การปรับปรุงกฎหมาย มาตรการที่เราเสนอให้มีการออกก่อน ส่วนผู้ครอบครองที่ดินรายใหม่นั้น เราก็ให้ตรวจสอบว่าเป็นผู้ยากไร้ ผู้มีรายได้น้อย และไร้ที่ดินทํากินตามคําสั่ง คสช. หรือไม่ เผอิญมีคําสั่ง คสช. บอกว่าคนกลุ่มนี้นั้นจะต้องให้ได้รับผลกระทบน้อยที่สุดซึ่งจะต้อง มีการคัดกรอง ทั้งหลายทั้งปวงนั้นพื้นที่ที่อยู่ระหว่างดําเนินการตามกระบวนการยุติธรรม ไม่สามารถนําพื้นที่มาแสดงตนได้ แล้วก็ผู้บุกรุกครอบครองที่ดินที่เป็นนายทุน หรือผู้บุกรุกรายใหญ่ไม่ว่าจะครอบครองเมื่อไร อย่างไร รวมทั้งราษฎรที่บุกรุกที่ดินใหม่ ภายหลังคําสั่ง คสช. ที่ ๖๖/๒๕๕๗ ก็คือ ๑๗ มิถุนายน ๒๕๕๗ ต้องดําเนินการตามกฎหมาย ทุกราย นั่นคือส่วนที่เป็นมาตรการตรงนี้ ซึ่งเราคิดว่าการแก้ปัญหานี้มันสั่งสมมานาน เจ้าหน้าที่รัฐฝ่ายเดียวทําไม่ได้หรอกครับ อาจจะไม่เป็นธรรมและไม่เป็นที่ยอมรับ ในมาตรการเราเลยเสนอให้มีคณะกรรมการระดับชาติที่แต่งตั้งโดยท่านนายกรัฐมนตรี เรียกว่า คณะกรรมการแก้ไขปัญหาที่ดินในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ มีทั้งผู้ทรงคุณวุฒิ ประชาชน หลายภาคส่วนเข้ามาร่วม และมีคณะอนุกรรมการระดับภาค ๔ ภาค มีคณะกรรมการ ระดับจังหวัด และมีคณะทํางานระดับอําเภอ ซึ่งมากลั่นกรองทั้งเรื่องของคุณสมบัติ เรื่องพื้นที่ เรื่องการเยียวยาทุกประเด็น โดยให้พี่น้องประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในทุกขั้นตอน รวมถึงการปรับปรุงพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ อย่างที่ผมได้เรียนไปนะครับว่า พระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติและพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่านั้นมีข้อจํากัด หลายประการ เราได้มีการปรับปรุงทุกประเด็นที่เป็นข้อจํากัด โดยเป็นการแก้ทั้งฉบับ ปรับปรุงทั้งฉบับนะครับ ขออนุญาตเรียนย้ําว่าการปรับปรุงนั้นสอดคล้องกับร่างแนวทาง การกําหนดมาตรการแก้ไขปัญหาที่ดินในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ที่ได้เรียนไปเมื่อสักครู่ด้วย โดยมีหลัก ๆ ขออนุญาตสรุปดังนี้นะครับ
ประเด็นแรกคือว่าในร่างพระราชบัญญัติทั้ง ๒ ฉบับนั้นมีการกําหนดเขต การจัดการป่าอนุรักษ์ตามหลักวิชาการ และแต่ละเขตนั้นมีแนวปฏิบัติอย่างเหมาะสม ให้เป็นไปตามหลักสากล และให้สอดคล้องกับสถานการณ์ในพื้นที่ป่าไม้เขตร้อน รวมถึงป่าไม้ ในประเทศไทยด้วย โดยพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ เราแบ่งเป็น ๒ เขต เขตสงวน ทรัพยากรธรรมชาติ เขตศึกษาธรรมชาติ ในกรณีที่เป็นเขตสงวนทรัพยากรธรรมชาติ เป็นเขตเปราะบางมาก เขตล่อแหลมมาก ตรงนี้เราไม่อนุญาตให้มีการเข้าไปใช้ประโยชน์ ในเชิงของการใช้ประโยชน์ที่ไม่เหมาะสมเชิงนิเวศได้เลย ส่วนพื้นที่ที่เป็นนันทนาการ บริการประชาชนทั่วไปนั้นอาจจะมีตัวผ่อนคลายบ้าง แม้กระทั่งพระราชบัญญัติสงวน และคุ้มครองสัตว์ป่านั้นแบ่งเป็นพื้นที่หวงห้าม พื้นที่ศึกษาธรรมชาติ และพื้นที่ควบคุม เพื่อการจัดการสัตว์ป่า ไม่ว่าจะเป็นเรื่องโรคสัตว์ป่า ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสัตว์ป่ากระทบกับ ประชาชน เช่น เรื่องของช้าง หรือเรื่องของสัตว์ป่าบางประเภท ก็จะมีการแบ่งเป็นพื้นที่ ควบคุม เป็นพื้นที่เฉพาะนะครับ
ในส่วนของการเพิ่มพื้นที่ป่าอนุรักษ์ตามกฎหมาย โดยการเพิ่มบทบัญญัติ ให้มีพื้นที่วนอุทยาน สวนพฤกษศาสตร์ สวนรุกขชาติ ในมาตรา ๓๓ มาตรา ๓๔ และมาตรา ๓๕ ให้ได้รับการคุ้มครองด้วย ซึ่งปัจจุบันไม่ได้รับการคุ้มครอง เป็นแค่ป่าอนุรักษ์ ตามนโยบาย ปรับปรุงบทกําหนดโทษให้เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน พระราชบัญญัติ อุทยานแห่งชาติ มาตรา ๔๐ ถึงมาตรา ๔๓ พระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า มาตรา ๗๙ ถึงมาตรา ๙๕
การปรับปรุงองค์ประกอบและอํานาจหน้าที่ของคณะกรรมการอุทยานแห่งชาติ และคณะกรรมการสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า คณะกรรมการทั้ง ๒ คณะนั้นกฎหมายปัจจุบัน ก็มีอยู่แล้ว แต่เราปรับปรุงบทบาทอยู่ ๒ อย่าง ทั้งตัวองค์ประกอบ ทั้งตัวอํานาจหน้าที่ เน้นการมีส่วนร่วมกับประชาชนหรือทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เพิ่มจํานวนผู้ทรงคุณวุฒิ ที่เป็นหลายภาคส่วนเข้ามา แล้วก็ให้มีบทบาทอํานาจหน้าที่โดยยึดหลักวิชาการเพิ่มมากขึ้น และที่สําคัญคณะกรรมการที่ปรึกษา ไม่ว่าจะเป็นอุทยานแห่งชาติ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า เขตห้ามล่าสัตว์ป่าในปัจจุบันได้รับการรับรองตามกฎหมายให้มีบทบาทอํานาจหน้าที่ คณะกรรมการที่ปรึกษาปัจจุบันก็อาจจะเป็นหัวหน้าอุทยาน ส่วนใหญ่ก็จะเป็นเลขานุการ แล้วก็จะมีฝ่ายปกครองในท้องที่มาเป็นประธาน แล้วก็มีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นบางส่วน เข้ามาร่วมอยู่แล้วให้ได้รับการรับรอง มีการจัดทําขอบเขตพื้นที่ป่าอนุรักษ์ เราทราบว่า ปัญหาแนวเขตเป็นเรื่องใหญ่ ให้มีการจัดทําบันทึกในระบบภูมิสารสนเทศ และให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีส่วนร่วมในการตรวจสอบแนวเขตหรือช่วยเหลือ พนักงานเจ้าหน้าที่ด้วย ซึ่งกําหนดทั้ง ๒ พระราชบัญญัติ มีการใช้ประโยชน์ความหลากหลาย ทางชีวภาพ เราเอาอนุสัญญาความหลากหลายทางชีวภาพมาวิเคราะห์ แล้วดูว่า มีบทบัญญัติใดของเราที่สามารถที่จะปรับให้สอดคล้องได้โดยไม่ขัดกับกฎหมายหลักของชาติ ก็ดําเนินการตามมาตรา ๓๘ ของพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ และมาตรา ๖๖ ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า รวมถึงการรับผิดทางแพ่งที่ว่า ๒ พระราชบัญญัตินี้ไม่สามารถดําเนินการได้ ต้องไปใช้พระราชบัญญัติส่งเสริม และรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม พ.ศ. ๒๕๓๕ ก็ดําเนินการในมาตรา ๓๙ และมาตรา ๖๗ นะครับ
เรื่องของการปรับปรุงการจัดเก็บเงินรายได้ ท่านเชื่อไหมครับว่า อุทยานแห่งชาตินั้นมีรายได้ในระดับหนึ่ง แต่ในบทบัญญัติของพระราชบัญญัติอุทยานนั้น มีขอบเขตจํากัดในการนําเงินรายได้ไปใช้ เราก็เลยเขียนให้สอดคล้องทั้งพระราชบัญญัติ อุทยานแห่งชาติและพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่าว่า การกําหนด การปรับปรุงจัดเก็บเงินรายได้ในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ให้ครอบคลุมกิจกรรมบํารุง ดูแลรักษา ทรัพยากรธรรมชาติ และปรับให้มีการนําเงินรายได้เป็นสวัสดิการหรือช่วยเหลือ ให้แก่เจ้าหน้าที่ที่ได้รับอันตราย บาดเจ็บ เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ในการคุ้มครอง ดูแลรักษาพื้นที่อนุรักษ์ด้วย ซึ่งเดิมไม่ได้กําหนดอย่างนี้ เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าเป็นบุคลากร ที่มีความเสี่ยงภัยส่วนใหญ่ ในประเทศไทยนั้นถ้าพูดในแถบอาเซียนมีอัตราการเสียชีวิตจาก เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าสูงน่าจะอันดับหนึ่งในอาเซียน แต่สวัสดิการต่าง ๆ ไม่ค่อยเหมาะสม เราก็เสนอว่าให้ใช้เงินส่วนนี้เข้าไปช่วยเขาด้วย การริบทรัพย์สินตรงนี้จริง ๆ ไม่ใช่เรื่องใหม่ พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐๗ ที่ปรับปรุงนั้นเราพยายามล้อและปรับ ให้เหมาะสมกับพื้นที่ป่าอนุรักษ์ โดยการยึดบรรดาอาวุธ เครื่องมือเครื่องใช้ สิ่งปลูกสร้าง อุปกรณ์สัตว์ พาหนะ เครื่องจักรกลใด ๆ หรือสิ่งใด ๆ ที่เกิดจากการกระทําความผิด ให้ศาลสั่งให้ตกเป็นของแผ่นดิน อย่างเช่น ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติตามร่างพระราชบัญญัติ อุทยานแห่งชาตินั้นเราประเมินแล้วว่าเรามีโซน (Zone) อยู่ ๒ โซน (Zone) โซน (Zone) เขตสงวนกับโซน (Zone) บริการ หรือโซน (Zone) ที่มีการใช้ประโยชน์ ถ้าเป็นโซน (Zone) ที่ไม่ควรจะมีสิ่งก่อสร้างเหล่านี้เลยเราห้ามโดยเด็ดขาด แต่อย่างไรก็ตามบุคคลที่กระทํา ความผิดจะต้องถูกยึดก่อนให้เป็นของแผ่นดินทั้งหมด หลังจากนั้นหน่วยงานก็นํามาพิจารณา ว่าจะจัดการอย่างไร จะรื้อถอน จะนํามาใช้ประโยชน์ถ้าอยู่ในจุดที่เหมาะสม โดยใช้คําว่า อาจจะ กรรมาธิการพยายามคิดว่าในขณะที่มีการเข้าไปฟ้องร้องคดีกันก็มีการศึกษา มีการพยายามที่จะผลักดันผู้บุกรุกครอบครองออก โดยหลักการแล้วไม่ควรจะมีการใช้ แต่ถ้ากรณีที่ยังไม่มีการรื้อถอนหรือในพื้นที่ที่คิดว่าไม่เกิดผลกระทบต่อระบบนิเวศ อาจจะนะครับ อาจจะนํามาพิจารณาการใช้ แต่ต้องกระทําโดยกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืชเท่านั้น ไม่ใช่การนําไปให้เอกชนเช่า ไม่ใช่การนําให้เอกชนเข้ามาใช้ ประโยชน์ต่อเป็นซับคอนแทร็กต์ (Subcontract) โดยเด็ดขาด แต่พื้นที่สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า ไม่ว่าจะเป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า หรือเขตห้ามล่านั้นเราไม่อนุญาตทุกกรณีในพื้นที่เหล่านี้ แต่อย่างไรก็ตามเราวิเคราะห์ข้อมูลแล้ว ข้อมูลที่เป็นในพื้นที่ไม่ว่าจะเป็นสิ่งก่อสร้างในเขต รักษาพันธุ์สัตว์ป่านั้นมีน้อยมาก แทบจะไม่มีที่เป็นขนาดใหญ่ครับ
ประเด็นถัดไปก็คือว่า การกําหนดเพิ่มเติมสัตว์ป่าคุ้มครอง สัตว์ป่าอันตราย และควบคุมการจัดการ เดิมนั้นเรามีสัตว์ป่าสงวนและสัตว์ป่าคุ้มครอง เราเพิ่มคําว่า สัตว์ป่า ควบคุมและสัตว์ป่าอันตราย ทั้งมาจากต่างประเทศหรือส่วนที่เป็นในประเทศที่มีลักษณะ เป็นอันตราย รวมถึงการควบคุมเรื่องการจัดตั้งดําเนินการสวนสัตว์เพื่อไปแก้ปัญหาอย่างที่ทุกท่านเห็น ในสื่อมวลชน ไม่ว่าจะต้องได้รับความเห็นชอบก่อนดําเนินการแลกเปลี่ยนสัตว์ป่า หรือการจัดสรรที่พัก หรือเลี้ยงดูสัตว์ป่าเพิ่มเติมจากพื้นที่ได้รับอนุญาต ให้อํานาจอธิบดี สั่งปรับปรุงแก้ไขสภาพความไม่เหมาะสมหรืออันตราย ถ้าสัตว์ป่าไปอยู่ในจุดที่มีสภาพสุขลักษณะ ที่ไม่ดี แล้วก็ให้อํานาจพนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า รวบรวมพยานหลักฐาน ควบคุมสถานการณ์ ระงับยับยั้ง หรือบรรเทาความเสียหาย มาตรา ๗๓ และให้อํานาจออกระเบียบหรือส่งสัตว์ป่าที่ตรวจยึด หรือถูกทอดทิ้ง เจ็บป่วย ไปดูแลที่สวนสัตว์ หรือหน่วยงานรัฐ หรือเอกชนที่มีสถานที่ที่เหมาะสมด้วย อันนี้เราถือโอกาสปรับปรุงทั้งฉบับในส่วนนี้ด้วย
และที่สําคัญก็คือประเด็นเรื่องของการกําหนดแนวทางหรือมาตรการแก้ไข ปัญหาราษฎรที่อยู่อาศัยหรือทํากินในอุทยานแห่งชาติ โดยกําหนดไว้ในบทเฉพาะกาล โดยเราดําเนินการสอดคล้องกับมาตรการแก้ไขปัญหาที่ดินในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ที่ออกมาก่อน ซึ่งผมได้เรียนไปเมื่อสักครู่ต้องสอดคล้องกัน โดยมีการตรวจสอบคัดกรองราษฎรตามเกณฑ์ ที่กําหนด หลักการที่ขออนุญาตกล่าวง่าย ๆ ก็คือว่าพอออกมาตรการก็มีการคัดกรองราษฎร มีการเข้าไปจัดระเบียบ เมื่อกฎหมายมีผลบังคับใช้ เราก็เข้าไปครอบพื้นที่เหล่านี้ให้สอดคล้อง หรือแนวทางที่กฎหมายกําหนด โดยในการที่จะดําเนินการคัดกรองหรือจัดระเบียบนั้น คงไม่ง่าย เพราะเราระลึกเสมอว่าผืนป่าตรงนี้เป็นแกนกลางของชาติ เป็นป่าไข่แดง ของประเทศ เป็นผืนป่าอนุรักษ์ที่สําคัญ อธิบดีต้องเสนอเป็นแผนต่อคณะกรรมการ อาจจะเป็นคณะกรรมการอุทยานแห่งชาติ หรือคณะกรรมการสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า แล้วแต่กฎหมายแต่ละฉบับ เสนอต่อคณะรัฐมนตรี ถ้าคณะรัฐมนตรีเห็นชอบในแผนว่า มีการบริหารจัดการที่ดี ไม่เกิดผลกระทบต่อระบบนิเวศแล้ว อธิบดีสามารถที่จะอนุญาต ให้เป็นการชั่วคราว ไม่เกิน ๒๐ ไร่ต่อครัวเรือน กําหนดเวลาคราวละไม่น้อยกว่า ๕ ปี พวกนี้เป็นสิ่งที่ไม่มีในกฎหมายเดิม แต่ไม่เกิน ๒๐ ปี แล้วก็ต้องปฏิบัติตามระเบียบ หลักเกณฑ์ เงื่อนไข และระเบียบที่อธิบดีกําหนด ซึ่งจะต้องมีอนุบัญญัติที่มาเขียนตรงนี้ ที่สอดคล้องกับมาตรการที่เราออกก่อนหน้า มีการกลั่นกรองหลายชั้น โดยกําหนดเวลาปฏิรูป เราคาดหวังว่าในเดือนมกราคมถึงเดือนเมษายนนั้นขอให้มาตรการนั้นออก และระยะกลาง คือประมาณภายในเดือนสิงหาคมขอให้กฎหมาย ๒ ฉบับนั้นได้มีการออกประกาศใช้ หลังจากมีการปรับปรุง แล้วก็ขับเคลื่อนตามแนวทางที่กําหนด สิ่งที่ทางกรรมาธิการ จะขอความกรุณาทุกท่านว่าเรามีเจตนารมณ์ที่มุ่งหวังจะหยุดยั้งและป้องกันการทําลาย ป่าอนุรักษ์อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน ผืนป่าอนุรักษ์เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในจุด ที่มีการใช้ประโยชน์ไม่เหมาะสม เราขอให้พี่น้องประชาชนได้มาร่วมในการที่จะมา ฟื้นฟูป่าร่วมกัน รวมถึงที่ท่านใช้ประโยชน์ปัจจุบันก็ปลูกต้นไม้ด้วย และพื้นที่บางแห่งนั้น เราขอให้พี่น้องประชาชนมามีส่วนร่วมกับรัฐ ไม่ว่าจะเป็นโดยการจ้างงาน หรือโดยการมีส่วนร่วม ในการฟื้นฟู พื้นที่ป่าต้นน้ําลําธารของชาติได้รับการฟื้นฟู และเราคาดหวังว่าความขัดแย้ง การใช้ประโยชน์ที่ดินป่าไม้ลดลง กลไกและเครื่องมือในการแก้ปัญหาเกี่ยวกับที่ดินป่าไม้ มีความชัดเจนบนพื้นฐานการแก้ปัญหาที่สาเหตุและสภาพความเป็นจริง ต้องยอมรับ ความเป็นจริงว่าตอนนี้มันเป็นอย่างนี้ แล้วเราแก้บนพื้นฐานของความเป็นจริง แล้วก็มี การจําแนกเขตพื้นที่ป่าเพื่อการจัดการให้มีความชัดเจนและเหมาะสม แล้วก็การใช้ประโยชน์ เกิดดุลยภาพทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม และที่สําคัญนั้นภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นน้ําท่วม ดินถล่มนั้นน้อยลงจากการดําเนินการตามแนวทางที่เราเสนอปฏิรูป
ขออนุญาตเรียนปิดท้ายนิดหนึ่งว่าสิ่งที่ทางกรรมาธิการได้พิจารณานั้น ขออนุญาตว่าเราพิจารณาบนฐานของสภาพปัญหาและข้อเท็จจริง ทั้งข้อเท็จจริงเชิงวิชาการ และข้อเท็จจริงเชิงประจักษ์ และเราพยายามคิดบนพื้นฐานที่ว่าสิ่งที่เราเสนอนั้น มีความเป็นไปได้ซึ่งอาจจะยังไม่สมบูรณ์เต็มร้อย แต่อย่างไรก็ตามการรับฟังความคิดเห็น เป็นส่วนสําคัญซึ่งเราทําหลายรอบ ประชาชนแต่ละภาคก็มีสภาพปัญหาแตกต่างกัน มีเจตนา ที่แตกต่างกัน มีทั้งคนที่เจตนาบริสุทธิ์แล้วก็ลําบากจริง ๆ มีทั้งคนที่มีเจตนาแอบแฝง มีทั้งคนที่พยายามที่จะมาใช้ประโยชน์ทรัพยากรที่เป็นส่วนรวมของประเทศอย่างไม่เหมาะสม ซึ่งสิ่งเหล่านี้การหาจุดที่สมดุลและเหมาะสมนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ทางกรรมาธิการได้พิจารณา ประมาณ ๗ เดือน โดยนําข้อมูลของ สปช. ข้อมูลเชิงวิชาการ หารือกับหลายภาคส่วน ก็ได้สิ่งที่ผมได้นําเรียนไป หวังว่ามาตรการนี้จะเป็นมาตรการที่เป็นเชิงปฏิรูปจริง ๆ เพื่อแก้ปัญหาที่สั่งสมมานาน และจะได้รับความอนุเคราะห์จากท่านในการที่จะเสนอ ความคิดเห็นที่เป็นประโยชน์ รวมถึงการสนับสนุนในการผลักดันเรื่องนี้ร่วมกัน ขอบพระคุณครับท่านประธาน