มิ่งขวัญ วิชยารังสฤษดิ์ ชี้ถึงความเร่งด่วนในการปฏิรูปกฎหมายป่าอนุรักษ์และป่าสงวนแห่งชาติ โดยเสนอร่างกฎหมายพร้อมมาตรการบังคับใช้และโซนนิ่งพื้นที่เพื่อแก้ปัญหาการบุกรุกป่าและความขัดแย้งการใช้ที่ดินอย่างเป็นระบบ พร้อมชื่นชมการจัดทำรายงานแก้ไขปัญหาสะสมในหลายประเด็น เช่น กฎหมายความหลากหลายทางชีวภาพและสวนสัตว์ เห็นด้วยกับการกำหนดเช็กพอยต์และเดดไลน์เพื่อผลักดันงานอย่างต่อเนื่อง ทั้งยังหารือมาตรการดูแลช้างป่า การชดเชยความเสียหายให้ประชาชน และการปลูกพืชอาหารช้างในพื้นที่ลึกเพื่อลดปัญหาบุกรุกพื้นที่เกษตร รวมถึงเน้นย้ำความสำคัญของการฟื้นฟูโรงเรียนป่าไม้แพร่และสถาบันฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ป่าไม้ พร้อมย้ำการมีส่วนร่วมของประชาชนในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติภายใต้กรอบกฎหมายและรัฐธรรมนูญ
กราบเรียนท่านประธาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่เคารพ ท่านสมาชิก สปท. ผู้ทรงเกียรติทุกท่าน ดิฉัน มิ่งขวัญ วิชยารังสฤษดิ์ สปท. ลําดับที่ ๑๑๖ ในฐานะของประธานอนุกรรมาธิการชุดนี้ค่ะ ก่อนอื่นดิฉันต้องขอกราบขอบคุณท่านสมาชิกทั้ง ๑๒ ท่าน ด้วยความจริงใจอย่างยิ่ง ที่ท่านได้กรุณาให้ข้อเสนอแนะ ข้อคิดเห็น แล้วก็เห็นว่าในเรื่องของการดําเนินการในเรื่องนี้ เป็นประโยชน์จริง โดยเฉพาะเริ่มตั้งแต่ทางท่านสุรินทร์ ข้อเสนอแนะทั้ง ๔ ข้อของท่าน ทางคณะชุดนี้ได้มีการบันทึกแล้วก็นําไปในการที่จะปรับปรุงแก้ไข แต่ดิฉันขออนุญาต ขยายความในวรรคทองของท่าน ที่ท่านได้พูดถึงว่าเป็นรายงานที่ได้มีการนําเสนอถูกที่ ถูกเวลา ซึ่งดิฉันอยากกราบขอบพระคุณท่านจริง ๆ ว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่เรามีความพยายาม ในเรื่องของการจัดทําการจัดระเบียบการใช้ประโยชน์ที่ดินป่าไม้และเพิ่มพื้นที่ป่า อย่างที่ดิฉัน ได้กราบเรียนไปแล้วว่าเราทําทุกป่าค่ะ อย่างที่ทางท่านวิทยาได้บอกว่าท่านเข้าใจว่า ในเรื่องของป่าสงวนแห่งชาติ ซึ่งขณะนี้มีพื้นที่ ๑,๒๒๑ แห่ง เราก็ได้มีการเสนอกฎหมาย ในเรื่องของการปฏิรูปให้คนอยู่ร่วมกับป่า เช่นกันค่ะในครั้งนี้ในเรื่องของการปรับปรุง กฎหมายหลัก ๒ ฉบับในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ ซึ่งขณะนี้มีพื้นที่ทั้งอุทยาน วนอุทยาน ทั้งหมด ๔๖๖ แห่ง พื้นที่ ๗๐ กว่าล้านไร่ จริง ๆ แล้วในวัตถุประสงค์ของการเสนอ ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ รวมทั้งในเรื่องของมาตรการในนี้ก็มี ๒ นัย ก็คือในเรื่องของ การป้องกันในเรื่องของการบุกรุก การแก้ไข จัดระเบียบในพื้นที่ป่า แล้วก็เรื่องของการเพิ่ม พื้นที่ป่า โดยเฉพาะที่บอกว่าในพื้นที่ป่าที่เป็นพื้นที่ป่าอนุรักษ์ จริง ๆ แล้วประเทศไทยน่าจะมี ๘๐ ล้านไร่ แต่ขณะนี้เรามีประมาณ ๗๐ กว่าล้านไร่ ซึ่งถูกบุกรุกไปอีก ๖,๐๐๐,๐๐๐ กว่าไร่แล้ว เรามีเพียงร้อยละ ๒๑ จากที่บอกว่าควรเป็นร้อยละ ๒๕ ส่วนทําไมร้อยละ ๒๕ ทําไมร้อยละ ๑๕ ตรงนี้ดิฉันกราบเรียนว่ามีเรเฟอเรนซ์ (Reference) ในการศึกษาในเรื่องของการสนับสนุน ในเชิงวิชาการและในเรื่องของการอ้างอิงจากในเรื่องของต่างประเทศด้วยนะคะ ซึ่งตรงนี้ เป็นเรื่องที่มีความสําคัญเร่งด่วน และหลายท่านก็บอกว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ร้อนแรง แล้วก็จําเป็นที่จะต้องมีการแก้ไข ทําไมตั้งแต่เริ่มต้นแล้วในเรื่องของคําสั่ง คสช. ก็ดี หรือว่าในเรื่องของมาตรการต่าง ๆ ก็ดี ยังไม่ได้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ไม่สามารถหยุดได้ จากในอดีตที่ผ่านมานี้ดิฉันคิดว่าไม่เคยมีปรากฏการณ์หลายทศวรรษในการที่หยุดยั้ง ในเรื่องของการทําลายพื้นที่ป่าไม้ ซึ่งตรงนี้ที่ดิฉันบอกว่าเป็นการนําเสนอในเรื่องของกฎหมาย ไม่ได้เน้นเฉพาะในเรื่องของข้อกฎหมาย แต่ว่าในกฎหมายนี้จะเป็นกลไกสําคัญในการที่จะปรับ ในเรื่องของการบริหารจัดการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งทั้ง ๒ ฉบับ ถ้าท่านดูในรายละเอียด จะมีการกําหนดโซนนิง (Zoning) ดูความเข้มในเรื่องของการที่จะมีการบริหารจัดการ ให้แตกต่างกันอีกนะคะ โดยเฉพาะในเรื่องของร่างพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. .... เราจะมีเขตสงวนทรัพยากรธรรมชาติ เราจะมีเขตศึกษาธรรมชาติ สําหรับในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า เขตห้ามล่า เรามีพื้นที่หวงห้าม พื้นที่ศึกษาธรรมชาติ แล้วก็พื้นที่ควบคุมเพื่อการจัดการสัตว์ป่า ในแต่ละพื้นที่นอกจากมีการโซนนิง (Zoning) มีการแมปปิง (Mapping) ควบคู่กันค่ะ เพราะขณะนี้ทางรัฐบาลเองได้ดําเนินการจัดทําในเรื่องของวันแมป (One Map) ซึ่งตรงนี้ มีเป็นรายป่า และมีการกําหนดที่มีการขีดเส้นชัดเจนว่าที่ใดเป็นเรื่องของป่าสงวนแห่งชาติ พื้นที่ใดที่เป็นป่าอนุรักษ์ ดิฉันคิดว่าเป็นส่วนที่จะมีการสนับสนุนเพื่อที่จะให้เกิดการปฏิรูป ทั้งระบบ และที่สําคัญในการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายฉบับนี้ร่างพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. .... ๕๒ มาตรา เรามิได้เสนอเฉพาะในเรื่องของตัวบทมาตราหลักเท่านั้น แต่มีอนุบัญญัติ ซึ่งมีอีก ๒๔ ฉบับ ขณะนี้ต้องขอบพระคุณทางกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ซึ่งตรงนี้ได้มีการยกร่างดําเนินการ มาแล้ว และขณะนี้ก็ไม่ได้หยุดอยู่เพียงเท่านี้ แต่ว่าในเรื่องของอนุบัญญัติทั้ง ๒๔ ฉบับ แล้วก็ในส่วนของ พ.ร.บ. สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า มีอนุบัญญัติอีก ๖๓ อนุบัญญัติ ซึ่งมีทั้ง พระราชกฤษฎีกา ทั้งกฎกระทรวง ทั้งประกาศกระทรวง ประกาศกรม ระเบียบต่าง ๆ ทั้งหมด เราทําเป็นทั้งระบบค่ะ โดยเฉพาะของทางกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช มิได้หยุดอยู่เพียงในเรื่องของตัวหลักของกฎหมาย แต่ดูในเรื่องของมาตรการอื่น ๆ เสริมด้วย แล้วก็ที่สําคัญในเรื่องของโครงการต่าง ๆ ไม่ว่าโครงการที่อยู่ในพื้นที่ของป่าอนุรักษ์หรือว่า โครงการที่อยู่ในเรื่องของป่าสงวนแห่งชาติ เหล่านี้เป็นโครงการที่ทางรัฐบาลเอง ก็มีคณะกรรมการที่ดูแลในเรื่องของที่ดินอยู่ เพราะฉะนั้นกฎหมายฉบับนี้ไม่ได้มีเฉพาะ ในเรื่องของตัวกฎหมายอย่างเดียว แต่มีพ่วงไปกับมาตรการรองรับต่าง ๆ ทั้งหมด
และที่สําคัญในเรื่องที่ท่านกษิต ภิรมย์ ได้ให้ความสําคัญในการเผยแพร่รายงาน ฉบับนี้ ดิฉันต้องขอบคุณอย่างยิ่ง เพราะว่าเป็นรายงานที่ทางคณะกรรมาธิการ คณะอนุกรรมาธิการ และคณะทํางาน มีความมุ่งมั่นและตั้งใจในเรื่องของการแก้ไขปัญหา เรื่องนี้ของประเทศจริงจังเสียทีในเรื่องของปัญหาที่สั่งสมมานาน
สําหรับที่ท่านเลิศรัตน์ได้กรุณาชี้ประเด็นซึ่งหลายท่านยังคิดว่าตรงนี้ไปตอบโจทย์ ไปแก้ไขในเรื่องใด ๆ ก็ตาม โดยเฉพาะในเรื่องของสวนสัตว์ ซึ่งตรงนี้ดิฉันคิดว่ากฎหมายฉบับนี้ มาได้ถูกที่ ถูกเวลา และพร้อม ๆ กันในเรื่องของกฎหมายหลักที่เป็นกฎหมายป่าไม้ทุกฉบับ
- ๕๓/๑
ในเรื่องของท่านอรมน ดิฉันคงรับในส่วนของมาตรา ๓๘ และมาตรา ๖๖ ที่ทางท่านธิติได้นําเรียนไปแล้ว แต่ดิฉันอยากกราบเรียนในเรื่องของเช็กพอยต์ (Checkpoint) ในเรื่องที่เกี่ยวกับเรื่อง พ.ร.บ. ความหลากหลายทางชีวภาพ มีแล้ว ขณะนี้ สผ. ซึ่งเป็นหน่วยงาน ที่ดูแลในเรื่องนี้ได้กําหนดหน่วยงานชัดเจนแล้วว่าในเรื่องของเช็กพอยต์ (Checkpoint) ในเรื่องต่าง ๆ มีหน่วยใดบ้าง เท่าที่ดิฉันจําได้ประมาณ ๖ หน่วยงาน มิได้เกี่ยวข้องเฉพาะ ในเรื่องของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเพียงกระทรวงเดียว
ส่วนในเรื่องของท่านนิกรที่หลายท่านได้ตอบในเรื่องของข้อกฎหมายไปแล้ว ที่ท่านบอกว่าท่านไม่อยากให้มีการกําหนดระยะเวลา แต่อันนี้แหละที่ดิฉันบอกว่า เป็นคีย์พอยต์ (Key Point) ที่สําคัญว่าถ้าเราไม่มีการกําหนดช่วงระยะเวลาอย่างนี้ก็คงจะเป็น เหมือนกับที่ผ่าน ๆ มา เพราะว่าไม่ได้มีการกําหนดขีดเส้นเดดไลน์ (Deadline) ให้มาแจ้งเมื่อไร เพราะฉะนั้นมันก็เกิดเรื่องคาราคาซังมา ในส่วนตรงนี้ดิฉันคิดว่าคณะทํางาน คณะอนุกรรมาธิการ และคณะกรรมาธิการชุดนี้พิจารณากลั่นกรองโดยรอบคอบรอบด้านแล้ว
สําหรับในเรื่องถัดไป ดิฉันคงนําเรียนในภาพรวมนะคะ อย่างของท่านไวกูณฑ์ ที่ท่านโฟกัสเรื่องของช้างกับคน ความจริงแล้วดิฉันต้องขอให้ข้อมูลแทนทาง กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืชนิดหนึ่ง มีมาตรการหลายมาตรการที่ดูแล ในเรื่องของช้าง อย่างเช่น สนับสนุนให้มีการปลูกพืชอาหารช้างในพื้นที่ป่าลึก เพื่อที่จะไม่ให้ ช้างเข้ามาทําลายพืชผลอาสินของประชาชน แล้วก็มีมาตรการหลาย ๆ เรื่อง แต่ส่วนในเรื่อง ของค่าชดเชยเรื่องของความเสียหายตรงนี้ อย่างที่กราบเรียนว่ากฎหมายฉบับนี้ มีอนุบัญญัติอีกมากมายในการที่จะกําหนดว่าในการเยียวยา ในการชดเชย อันนี้ควรจะเป็น ตัวเลขเท่าไร ในเรื่องของการที่ต้องดูแลในเรื่องนี้ต่อไป
สําหรับเรื่องที่ท่านวิทยาได้โฟกัสในเรื่องของโรงเรียนป่าไม้แพร่ ความจริงแล้ว ดิฉันมาหลัง แต่ทราบมาว่าขณะนั้นในเรื่องของนโยบายทั้งหลายทั้งปวง แต่ท่านถามว่า เป็นไปได้ไหมในเรื่องของการฟื้นฟูโรงเรียนป่าไม้แพร่ เท่าที่ดิฉันได้ปฏิบัติอยู่ที่ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ความจริงแล้วสถาบันในการฝึกอบรม โดยเฉพาะในเรื่องของเจ้าหน้าที่ที่เป็นภาคสนามมีความสําคัญยิ่ง จําเป็นที่จะต้องดูแลในเรื่อง ต่าง ๆ ทั้งหลายทั้งปวง ไม่ว่าเรื่องของอาวุธหรือว่าในเรื่องของวิธีการลาดตระเวนใด ๆ ก็ตาม วินัยควรจะเป็นเหมือนกับทางด้านทหาร ทางกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเอง ได้เคยมีการพิจารณาในเรื่องของรูปแบบของสถาบันการฝึกอบรมตรงนี้ แต่ว่าเนื่องจากเรื่องนี้ เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับในเรื่องของโครงสร้าง หรือว่าในเรื่องขององค์กรหน่วยงานต่าง ๆ อันนี้ดิฉันก็คิดว่าคงได้มีการพูดคุยกันหลายครั้ง ซึ่งตรงนี้คิดว่าผู้บริหารก็คงทราบดี ในเรื่องของการที่บอกว่าขาดกําลังพล หรือว่าในเรื่องของการลาดตระเวน แต่ประเด็นที่ หลายท่านบอกว่าทําไมไม่มีอาสาสมัคร ทําไมไม่มีในเรื่องของภาคพลเรือนในการที่ร่วม ความจริงแล้วเรามีเอ็มโอยู (MOU) ทั้งกับทางกองทัพและทุกภาคส่วนในเรื่องของการที่มี ส่วนร่วม ดิฉันกราบเรียนอีกครั้งว่าในเรื่องของการมีส่วนร่วมของกฎหมายทั้ง ๒ ฉบับนี้ โดยเฉพาะในเรื่องของ พ.ร.บ. สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า มาตราที่มีส่วนร่วม ที่กําหนดเลย มีประมาณ ๔ มาตรา ซึ่งตรงนี้สอดคล้องกับในเรื่องของการที่จะเสนอ พ.ร.บ. ฉบับนี้ว่า เป็นการสอดรับกับในเรื่องของร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ หมวด ๔ หน้าที่ปวงชนชาวไทย มาตรา ๕๐ ข้อ ๘ หน้าที่ของปวงชนชาวไทยจะต้องร่วมมือและสนับสนุนการอนุรักษ์ และคุ้มครองสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ ความหลากหลายทางชีวภาพ หมวด ๕ หน้าที่ของรัฐ มาตรา ๕๗ รัฐต้องอนุรักษ์ คุ้มครอง บํารุงรักษา ฟื้นฟูบริหารจัดการ และใช้หรือจัดให้ มีการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และความหลากหลายทางชีวภาพ ให้เกิดประโยชน์อย่างสมดุล หมวด ๖ แนวนโยบายแห่งรัฐ มาตรา ๗๒ รัฐพึงดําเนินการ วางแผนการใช้ที่ดินของประเทศให้เหมาะสมกับสภาพของพื้นที่ และที่สําคัญก็คือหมวด ๑๖ การปฏิรูปประเทศ มาตรา ๒๕๘ ในหมวด ค จะต้องมีการปรับปรุง กฎหมาย กฎระเบียบ ข้อบังคับต่าง ๆ และด้านอื่น ๆ อันนี้เป็นที่มาในการที่ชุดนี้ ได้มีการเสนอในเรื่องของรายงานฉบับนี้ แล้วก็คาดหวังจะได้รับการสนับสนุนจากสภาแห่งนี้ ในการที่จะผลักดันและขับเคลื่อนเพื่อที่จะให้เป็นกลไกที่สําคัญในเรื่องของการแก้ไขปัญหา ที่สั่งสมมานาน ก็คงมีเพียงเท่านี้ ขอบพระคุณค่ะ