อภินันท์ ซื่อธานุวงศ์ แลกเปลี่ยนข้อสังเกตเกี่ยวกับมติรัฐบาลและนโยบายที่กระทบชุมชน โดยย้ำว่าประชาชนในพื้นที่ป่าอนุรักษ์และเทือกเขาบูโดต่อสู้เพื่อสิทธิโดยชอบธรรม ไม่ใช่ขอความเมตตา จึงต้องได้รับการเคารพหลักนิติธรรมและโอกาสพิสูจน์สิทธิ์อย่างเป็นธรรม พร้อมเสนอแนวทางแก้ปัญหาการจัดการที่ดินและป่าไม้อย่างเป็นระบบ ผ่านการบูรณาการกฎหมาย สนับสนุนโครงการวันแมป เร่งประกาศใช้กฎหมายคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ เพิ่มบทบาทชุมชนและกลไกอาสาสมัคร รวมถึงพิจารณาการรวมกรมที่เกี่ยวข้องเพื่อยกระดับประสิทธิภาพการทำงานและลดความซ้อนทับของข้อกำหนด
กราบเรียนท่านประธานครับ ผม อภินันท์ ซื่อธานุวงศ์ ลําดับที่ ๑๘๖ ก็อยากจะใช้เวลาสั้น ๆ ตั้งข้อสังเกตและแลกเปลี่ยนข้อมูล กับทางกรรมาธิการครับ
ประการแรก เมื่อฟังท่านโฆษกกรรมาธิการอธิบายเรื่องมติ ครม. หรือนโยบายของรัฐบาล หลาย ๆ เรื่องอยากจะแลกเปลี่ยนประสบการณ์ว่ามีหลายเรื่อง ที่ท่านอาจจะไม่มีประสบการณ์ในพื้นที่ ก็คือว่ามติหลายเรื่องพี่น้องประชาชนเราคิดว่า เขาเข้าไปอยู่ในที่ดินป่าอนุรักษ์ตามที่ท่านตั้งชื่อนะครับ ป่าอนุรักษ์ แต่จริง ๆ แล้ว พี่น้องประชาชนก็ต่อสู้ เขาไม่ใช่ต่อสู้ขอความเมตตา ขอประทานโทษ แบบที่ท่านนิกร จํานง ใช้คําพูดว่า ขอความเมตตา เขาต่อสู้ในเชิงที่ว่าเขาทํากินครอบครองโดยชอบด้วยกฎหมาย ดังนั้นมติปี ๒๕๔๑ ก็ดีเป็นมติที่ต้องไปพิสูจน์ว่าเขาครอบครองชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ถ้าบ้านเมืองต้องปกครองด้วยหลักกฎหมาย ดังนั้นข้อเสนอเช่นการให้อธิบดีอนุญาต ให้เป็นที่อยู่อาศัยชั่วคราว ๒๐ ไร่ต่อครอบครัวแบบนี้ หลายเครือข่ายเขาไม่ฟังท่าน หรอกครับ เขาจะต่อสู้ในสิทธิที่เขามีอยู่โดยชอบด้วยกฎหมาย พูดง่าย ๆ ว่าป่าสงวนก็ดี อุทยานก็ดีไปทับที่เขาครับ มติตัดไม้จากเทือกเขาบูโดก็เช่นกัน ท่านใช้คําพูดบอกว่า มติหลายมติไม่มีความเป็นธรรมสําหรับพื้นที่อื่น ท่านก็ไม่เข้าใจอีก เพราะการต่อสู้ของ พี่น้องเทือกเขาบูโดเขาต่อสู้ด้วยหลักการนี้ครับ ท่านต้องเข้าใจว่าเขาต่อสู้หลักการ ไม่อย่างนั้นพอมีเรื่องประท้วงกัน เขาต่อสู้เรื่องหลักการ ความชอบด้วยกฎหมาย ที่เขาครอบครองอยู่ที่ราชการไปขับไล่เขา ประเด็นนี้ก็เป็นประเด็นใหญ่ อยากจะแลกเปลี่ยน ประสบการณ์ เพราะว่าการประท้วงขับไล่พี่น้องประชาชนออกจากที่ดินที่เราพูดว่าเขาบุกรุก ที่ดินของรัฐก็จะถูกการต่อสู้ในประเด็นนี้ครับ
ประการที่ ๒ ถ้าเอาที่ดินเป็นตัวตั้ง ผมไม่เอาเรื่องสัตว์ป่า สัตว์ป่าไม่ค่อยมี ประสบการณ์ ถ้าเอาที่ดินเป็นตัวตั้งกฎหมายเมืองไทยมันประกาศใช้บังคับซ้อน ๆ กัน เหมือนขนมชั้น ดังนั้นผมไม่แน่ใจว่าข้อมูลในหน้า ๑๑ ของท่านว่าป่าอุทยานมีร้อยละ ๑๒ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่ามีร้อยละ ๗ ท่านจําแนกที่ซ้อนกันหรือเปล่า เช่นอุทยานซ้อนกับป่าสงวน ก็มีนะครับ เช่นจังหวัดภูเก็ตที่มีปัญหาเยอะแยะเต็มไปหมด ที่ทะเลน้อยเดิมเป็นที่พลเมือง ใช้ร่วมกัน ท่านนายกเทศบาลตําบลทะเลน้อยเป็นกํานันเก่าท่านมีอํานาจหน้าที่ตาม พ.ร.บ. ลักษณะปกครองท้องที่ ดูแลที่ที่พลเมืองใช้ร่วมกัน เช่น ขุดลอกคลอง ลําธาร ต่อมาประกาศเป็นเขตห้ามล่าสัตว์ป่า ท่านก็ไปขุดลอกคลอง ท่านตกเป็นจําเลยครับ มันทับกันเป็นชั้น ๆ ผมยังเห็นด้วยกับข้อเสนอของท่าน ส.ส. บ้านผมว่าถ้าหากเราสามารถ บูรณาการกฎหมายให้เป็นระบบเดียวกัน การแก้ไขปัญหาเรื่องที่ดินในปัจจุบันมันต้องแกะ ทีละชั้น ทีละชั้น เวียนหัวนะครับ ท่านไม่คิดวิธีการปฏิรูปเรื่องเหล่านี้เลยหรือครับ ท่านก็ไปคิดในประเด็นเล็ก ๆ น้อย ๆ ของกฎหมาย ซึ่งคิดแล้วส่วนใหญ่ในข้อที่ ๓ ก็คิดในกรอบของหน่วยงาน กรอบราชการ กรอบในการไปเพิ่มอํานาจให้กับผู้บริหาร หรือพนักงานเจ้าหน้าที่ มันก็กลับมาให้อํานาจ ถ้าอํานาจในการบริหารจัดการภายในกรม ก็ไม่ว่ากัน แต่ถ้าเป็นอํานาจในการอนุญาต อนุมัติ การเข้าไปตรวจสอบมันก็ไปเจอกับปัญหา อัตรากําลังอีกซึ่งมันมีไม่พอหรอกครับ มันมีไม่พอแน่นอน หลักคิดใหม่ ๆ ท่านไม่เคยคิดเลย เช่น หลักคิดในการตั้งอาสาสมัคร หลักคิดหมู่บ้านรักษ์ป่า ซึ่งมีโครงการพระราชดําริมากมาย ถอดเป็นบทเรียน ออกกฎหมายรองรับเขาได้ไหมครับ พี่น้องประชาชนจะได้มีหลังพิงสู้กับ ผู้มีอิทธิพล ทุกเรื่องอ่านดู เพิ่มอํานาจอธิบดีทําโน่น เพิ่มอํานาจมันแก้ไม่ได้หรอกครับ เพราะว่าอัตรากําลังมันไม่พอ เมื่อไปดูในแผ่นชาร์ต (Chart) ผมก็ไม่แน่ใจผมพลิกดูไม่ทราบ อยู่ร่างกฎหมายฉบับไหน ประเด็นการปฏิรูปออกมาตรการตั้งอนุกรรมการระดับจังหวัด ถ้าท่านมีอนุกรรมการชุดนี้จริงผมอยากเสนอให้เพิ่ม ผมกราบเรียนแล้วว่าการบริหารจัดการ โดยไม่ยึดพื้นที่เป็นหลักนี่ท่านไม่สามารถบูรณาการกําลังไปแก้ไขปัญหาใด ๆ ได้เลย ถ้าท่านมีอนุกรรมการชุดนี้ อนุกรรมการชุดนี้ต้องมีอํานาจในการระดมสรรพกําลังในพื้นที่ เข้าไปจัดการแก้ไขปัญหาในพื้นที่ได้ด้วย อํานาจการให้คุณให้โทษก็อย่าลืมให้เขาด้วย ตอนนี้หน่วยป้องกันป่าทุกหน่วยไม่ได้ขึ้นกับจังหวัดเลย ขึ้นกับส่วนกลาง สุดท้ายท่านก็ต้อง ตั้งหน่วยโน่นหน่วยนี่จากส่วนกลางลงไปดําเนินการในพื้นที่ ซึ่งแน่นอนที่สุดมันก็ไม่สามารถ ไปตรวจได้ทุกพื้นที่หรอกครับ
ประการที่ ๓ ผมจะกราบเรียนท่านว่าการดําเนินการใด ๆ กรุณาดู รัฐบาลหน่อย รัฐบาลในขณะนี้ทําในหลายเรื่อง ผมยกตัวอย่างเช่นมาตรา ๗ ตามร่างพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ ที่ให้เจ้าพนักงานจัดทําแผนที่แนวเขตตามระเบียบ ที่อธิบดีกําหนดโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการ ขณะนี้รัฐบาลทําเรื่องวันแมป (One Map) อยู่นะครับ ถ้าวันแมป (One Map) เสร็จ วันดีคืนดีจะมีโครงการขีดเส้นใหม่ อีกไหมครับ มันน่ามีข้อยุติแล้ว สนับสนุนวันแมป (One Map) ของรัฐบาล ท่านจะมีคําพูด อะไรที่จะสนับสนุนนโยบายรัฐบาลที่กําลังทําอยู่ในขณะนี้ซึ่งใกล้แล้วเสร็จ ไม่ใช่อีกหน่อย อธิบดีเขาออกระเบียบขีดเส้นกันใหม่ไม่รู้ตั้งกี่เส้น แบบนี้เป็นต้น
อีกประการหนึ่ง ขณะนี้เมื่อวันที่ ๑๗ มกราคม ๒๕๖๐ คณะรัฐมนตรี มีมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ พ.ศ. .... กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเองเป็นเจ้าของเรื่อง คือคณะกรรมการ คทช. ท่านอย่าลืมคณะกรรมการนโยบายที่ดินมีหน้าที่กํากับ ดูแล บริหารจัดการที่ดิน ทรัพยากรที่ดินโดยทั่วไป กําหนดนโยบาย แผนการบริหารจัดการที่ดิน และบริหารดิน ของประเทศด้วย สิ่งที่ท่านเสนอนี่ดีไม่ดีต้องเข้าคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ ผมว่าช่องทางเดินน่าจะเข้าทางช่องนั้นมากกว่า แต่ว่าร่างกฎหมายคณะกรรมการนโยบาย ที่ดินแห่งชาติก็ผ่าน ครม. ไปก็ยังไม่ออกใช้บังคับ ถ้าจะรีบแก้ไข พ.ร.บ. ที่ท่านเสนอก็ต้อง รีบแก้ ไม่อย่างนั้นก็ต้องเข้าช่องทางคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติอีกช่องหนึ่ง สิ่งเหล่านี้ผมอยากกราบเรียนว่าถ้าหากว่าสามารถสนับสนุนหลักการแนวคิด ถ้าคิดอยากจะ อนุรักษ์ คิดที่อยากจะดูแลผืนป่า เพิ่มการมีส่วนร่วมของพี่น้องประชาชนเยอะ ๆ เถอะครับ มีโครงการพระราชดําริมากมาย ท่านไปศึกษาถอดบทเรียนมาเยอะแยะ หมู่บ้านรักษ์ป่า โครงการจัดตั้งอาสาสมัครของกรมแต่ละกรม กรมป่าไม้ก็ดี กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช อยากจะยุบรวมสัก ๑ กรม เหมือนท่านวิทยาแนะนํา มีอาสาสมัครในหมู่บ้าน จัดตั้งขึ้นแล้วออกกฎหมายรองรับการดําเนินงาน มีอํานาจหน้าที่ ให้เขาเป็นเจ้าพนักงาน ตามประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งดําเนินการทดแทนอัตรากําลังที่เราขาด ปัจจุบันไม่เพียงพอแน่นอน จะคิดอ่านเลิศเลอประการใดไม่มีทางเพียงพอ ท่านมีแนวทางเพียง ๒ ทาง คือ ๑. ใช้การมีส่วนร่วม ของพี่น้องประชาชน ๒. คือให้พื้นที่ พื้นที่ในที่นี้ถ้าฟันธงแล้วก็คือจังหวัด สามารถระดม สรรพกําลังในจังหวัดเข้าไปช่วยเหลืองานที่ท่านคิดฝันที่อยากจะเป็นได้ ถ้าหากว่าทํา ๒ สิ่งนี้ ให้เป็นรูปร่างเป็นจริงขึ้น ผมคิดว่ามีอนาคตครับ ขอบคุณท่านประธานครับ