เพิ่มพงษ์ เชาวลิต สนับสนุนรายงานกรรมาธิการเกี่ยวกับปัญหาป่าไม้ โดยเห็นว่าเป็นประเด็นสำคัญที่ส่งผลต่อการพัฒนาประเทศและเป็นต้นตอของความขัดแย้งในพื้นที่ชนบท จึงเสนอแนวทางการจัดการป่าไม้ที่เน้นการมีส่วนร่วมของชุมชน ร่วมกับการปรับปรุงกฎหมายและฟื้นฟูโครงการอาสาสมัครพิทักษ์ป่า เพื่อเสริมสร้างจิตสำนึกในการอนุรักษ์ พร้อมผลักดันให้บูรณาการข้อเสนอจากหลายฝ่ายอย่างเป็นระบบ เพื่อจัดทำยุทธศาสตร์การปฏิรูปป่าไม้ที่ชัดเจนและปฏิบัติได้จริง
กราบเรียนท่านประธาน สปท. ที่เคารพครับ ผม เพิ่มพงษ์ เชาวลิต สปท. ลําดับที่ ๑๑๐ ก่อนอื่นต้องขอรับว่าตัวเองไม่ใช่เป็นนักป่าไม้ แต่ว่าเท่าที่ได้อ่านหรือศึกษาที่กรรมาธิการได้เสนอมานี้ต้องขออนุญาตชื่นชมอย่างสูง แล้วเมื่อเช้าผมได้ฟังท่านโฆษกกรรมาธิการได้พูดผ่านทางวิทยุก็ดี ก็พบว่าจริง ๆ คณะอนุกรรมาธิการมีความพยายามอย่างมากถึง ๖-๗ เดือนในการสรุปตรงนี้ขึ้นมานะครับ เรายอมรับกันว่าเรื่องป่าไม้เป็นเรื่องใหญ่ เป็นเรื่องที่สามารถจะเป็นประเด็นในเรื่องของ การปฏิรูปได้ เพราะว่าผลจากป่าไม้ไม่ว่าจะมากหรือจะน้อยส่งผลต่อการพัฒนาประเทศ เป็นอย่างยิ่งนะครับ เรื่องความขัดแย้งในเรื่องของป่าไม้ก็ดี การจัดการเรื่องป่าก็ดี มีผลอย่างมากมายนะครับ จริง ๆ แล้วในบรรยากาศทุกวันนี้เรากําลังพูดในเรื่องของ การปรองดองกันอยู่ ผมอยากจะเรียนว่าที่จริงคนไทยเราเคยผ่านการต่อสู้กันมาถึงขั้น จับอาวุธกันมาเป็นเวลานาน รัฐบาลใช้เวลาหลายสิบปีถึงจะแก้ปัญหาได้ แต่จริง ๆ แล้ว ถ้าเรามองให้ลึกอีกนิดหนึ่ง ความขัดแย้งของคนในชาติในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา ไม่ใช่ความขัดแย้งในเรื่องของอุดมการณ์แต่เพียงอย่างเดียว แต่สูงสุดไปกว่านั้นก็คือ ความขัดแย้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหมู่บ้านชนบทเป็นความขัดแย้งเรื่องการจัดการป่าไม้ การจัดการความไม่พอใจของชุมชนต่อการจัดการป่าของการอยู่ของทรัพยากรธรรมชาติ เป็นเหตุสําคัญอันหนึ่งที่ทําให้มีการต่อสู้กันมาในรูปแบบต่าง ๆ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ มีความสําคัญอย่างยิ่งนะครับ ที่คณะกรรมาธิการได้เสนอมาผมก็เห็นด้วยว่าหลายเรื่อง ที่เราพูดถึงปัญหาที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นการชี้ถึงสถิติว่าป่าไม้ของเราลดลงนับตั้งแต่อดีต มาจนถึงปัจจุบันหลายสิบปี ลดลงมาก ถูกบุกรุก บุกรุกทั้งชาวบ้านเอง ทั้งนักธุรกิจก็ดี รวมทั้งการบังคับใช้กฎหมายของเราไม่สามารถดําเนินการได้อย่างเต็มที่ อันนี้ก็เป็นสิ่งหนึ่ง ที่กรรมาธิการได้พูด รวมทั้งข้อที่ยังไม่เป็นเอกภาพกันในเรื่องของกฎหมาย อันนี้ก็เป็นสิ่งหนึ่ง ซึ่งผมคิดว่ากรรมาธิการชุดนี้ก็ได้พูดในเรื่องกฎหมายอยู่แล้วว่าทั้ง ๒ ฉบับจะจัดการแก้ไข อย่างไร ผมคิดว่าตรงนี้ก็เป็นเรื่องที่มีความสําคัญอันหนึ่ง โดยรวมแล้วปัญหาในเรื่องของ การพูดถึงเรื่องนี้ผมคิดว่าก็เห็นด้วยนะครับ
ผมมีข้อสังเกตอยู่ ๒ ประการในเรื่องนี้ว่าเราจะจัดการในเรื่องของป่าไม้ อย่างไร ตรงนี้ผมคิดว่าจากที่เพื่อนสมาชิกหลาย ๆ ท่านได้มีการเสนอมาก็จะมี ๒ ส่วน ที่ผมสรุปได้ อันที่ ๑ ก็คือจะจัดการป่าไม้โดยรัฐเป็นหลัก อันนี้ก็เป็นเรื่องหนึ่งที่เราคงทราบกันดีแล้วว่า ถ้าเราจะให้รัฐเป็นหลักในเรื่องของการจัดการป่าก็ดี ไม่ว่าจะเป็นป่าในขอบเขตไหนก็ตามแต่ เราก็มักจะเจอในเรื่องการบังคับใช้กฎหมายอันหนึ่ง อันที่ ๒ คืออัตรากําลังที่ไม่พอ แล้วอันที่ ๓ ก็คือไม่สามารถดําเนินการได้ อันนี้ผมว่าเป็นเรื่องที่เราสรุปกันอย่างชัดเจน มาแล้ว การปฏิรูปที่ สปท. ได้เสนอมาจํานวนมากเราก็พูดมาเหมือนกันว่าตราบใดที่ยังใช้ กําลังของรัฐเข้าไปดําเนินการ ไม่ว่าหน่วยใดก็ตามแต่เป็นเรื่องยากมากที่จะสามารถแก้ไข ปัญหานั้น ๆ ได้ ฉะนั้นที่สมาชิกได้เสนอในเรื่องของการพูดถึงพลังของชุมชน พลังของประชาชน ตรงนี้เป็นเรื่องที่ค่อนข้างใหญ่มาก ผมยังเห็นว่าในระยะที่ผ่านมา หรือจากประสบการณ์ตัวเองในหลายปีที่ผ่านมา ก็พบเห็นที่ชาวบ้านเขาไปหาอยู่หากิน ตามธรรมชาติก็ดี อาจจะบุกรุกบ้าง ไปเก็บเห็ดบ้าง ไปทําอะไรต่าง ๆ ก็จะถูกเรื่อง การผิดกฎหมาย บางทีก็อาจจะมีการใช้กําลังไล่ยิงกันก็มี อันนี้คือเรามองว่าภาครัฐเอง พยายามจะรักษาพื้นที่ ชาวบ้านเองก็กําลังจะมองในเรื่องของที่อยู่ ที่ทํากิน หรือการหากิน ของเขาอยู่ ความขัดแย้งตรงนี้เป็นเรื่องที่มีความสําคัญอย่างยิ่ง ดังนั้นผมเห็นด้วยกับที่สมาชิก หลายท่านเสนอว่ามันมีการแก้ไขปัญหาหลายเรื่องที่อาจจะไม่ต้องใช้เรื่องกฎหมาย เพียงอย่างเดียว แต่กฎหมายก็มีความจําเป็นอยู่ สิ่งที่กรรมาธิการได้ออกมาโดยหลักการ ผมเห็นชอบด้วยอยู่แล้วว่าเมื่อกฎหมายที่เราออกมาถึงแม้ว่าเป็นการแสดงถึงเครื่องมือ การใช้อํานาจก็ตามแต่ แต่ถ้ามันมีอะไรที่ข้อบกพร่องหรือปรับปรุงจะแก้ไข อันนี้ก็เป็น เรื่องหนึ่ง แต่เรื่องสําคัญอันหนึ่งก็คือการจะรักษาป่าไม้ได้ สําคัญมากก็คือความที่ให้ ประชาชนเราทั้งหมดมีความตื่นตัวเรื่องนี้ ตรงนี้เป็นเรื่องใหญ่ และผมคิดว่าหลายท่าน ที่เสนอมาแล้วผมเห็นด้วยว่าจะเพิ่มเติมกิจกรรมโครงการนี้อย่างไร ระยะก่อนหน้านี้ หลายปีที่ผ่านมาที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ได้เสด็จพระราชดําเนิน ไปที่ต่าง ๆ ก็จะมีโครงการ เช่นโครงการอาสาสมัครพิทักษ์ป่า ได้มีการพระราชทานธงก็ดี ต่าง ๆ เหล่านี้ โครงการเหล่านี้เป็นโครงการที่มีความสําคัญอย่างยิ่ง แต่ขณะนี้เท่าที่ทราบมา ก็หายไปครับ ยังไม่ค่อยปรากฏเท่าไรนัก อันนี้ผมคิดว่าถ้าเราสามารถดําเนินการตรงนี้ได้ เพิ่มเติมตรงนี้ได้อย่างมีนัย เป็นดุลสําคัญพอ ๆ กับเรื่องการรักษาป่าโดยใช้กฎหมาย ถ้าเป็นความสําคัญเป็นครึ่ง ๆ ตรงนี้จะเกิดประโยชน์อย่างยิ่ง แล้วผมคิดว่าตรงนี้จะเป็นเรื่อง ที่สําคัญนะครับ
ประเด็นสุดท้ายอันหนึ่งที่เป็นข้อเสนอ เมื่อเช้าผมได้ฟังท่านกรรมาธิการ ได้พูดผ่านทางวิทยุซึ่งผมเห็นด้วยครับ ท่านเสนอว่าที่จริงถ้าเราดําเนินการเรื่องนี้อย่างเต็มที่ มีการปลูกป่า เพิ่มป่าจริง ๆ ก็ยังไม่สามารถที่จะให้พื้นที่ป่าเพิ่มขึ้นอย่างเป็นนัยสําคัญได้ จริง ๆ การที่จะเพิ่มพื้นที่ป่าที่เป็นนัยสําคัญจําเป็นต้องอาศัยภาคส่วนต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น ชุมชน ประชาชน เอาพื้นที่ต่าง ๆ เข้ามา เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ใหญ่มาก ผมสังเกตเห็นว่า คณะกรรมาธิการปฏิรูปของเราอาจจะเป็นหลาย ๆ เรื่องนะครับ เฉพาะเรื่องนี้ก็สําคัญ เรามีการเสนอเรื่องป่าหรือเรื่องต้นไม้หลาย ๆ ครั้ง ๒ ครั้ง หรือ ๓ ครั้ง จากอนุกรรมาธิการ ทางสาธารณสุขก็ดี จากอนุกรรมาธิการเรื่องชุมชน หรือสังคมก็ดี จริง ๆ แล้วถ้าเราจะเสนอ ผมอยากเสนอในนามของ สปท. คนหนึ่งว่าถ้าเราจะบูรณาการในเรื่องป่าไม้จริง ๆ แล้วก็ ให้เห็นเป็นการทํางานที่เป็นวาระเด่นชัด สปท. ก็อาจจะรวมในสิ่งที่ตัวเองเสนอไปแล้ว ซึ่งแน่นอนต่างกรรม ต่างวาระ ต่างกรรมการ แล้วเอามาบูรณาการร่วมกัน เราจะเห็น ยุทธศาสตร์ในการเพิ่มพื้นที่ป่าได้อย่างเป็นเอกภาพ ทั้งในเรื่องของสเกล (Scale) ขนาดใหญ่ สเกล (Scale) ขนาดเล็ก สเกล (Scale) ของชุมชน ถ้าเป็นแบบนี้ผมว่าประเด็นของ การปฏิรูปจะเป็นเรื่องที่มีความสําคัญอย่างยิ่ง เพราะว่าขณะนี้ก็ทราบว่าเมื่อรัฐบาลมีการตั้ง คณะกรรมการในเรื่องของเตรียมการปฏิรูป สปท. เองก็ควรที่จะทบทวนหรือนําเสนอว่า สิ่งที่ได้เสนอไปแล้วในเรื่องต่าง ๆ บางทีก็เป็นเรื่องเดียวกัน แต่ว่าเมื่อต่างคณะกรรมาธิการกัน เราก็เสนอกันทีละครั้ง ทีละครั้ง ถ้าเรารวบรวมตรงนี้เสนอไปแล้วจะเป็นการปฏิรูป อย่างแท้จริงและสามารถเป็นไปได้ในทางปฏิบัตินะครับ ก็ขออนุญาตเสนอเป็นหลักการ แค่นี้คร่าว ๆ ครับ ขอบคุณมากครับ