รายงานการประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ
ครั้งที่ ๒๘/๒๕๖๐
วันอังคารที่ ๑๑ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๖๐
ณ ตึกรัฐสภา
ทั้งนี้ที่ประชุมกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ได้พิจารณาตรวจรายงานการประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ครั้งที่ ๑๐/๒๕๖๐ วันจันทร์ที่ ๒๔ เมษายน ๒๕๖๐ แล้ว เห็นควรเปิดเผยรายงานการประชุมลับ ตั้งแต่ หน้า ๑ – ๕ และหน้า ๙๖ – ๒๐๑ และเห็นควรไม่เปิดเผยรายงานการประชุมลับ ตั้งแต่ หน้า ๖ – ๙๕ เนื่องจากมีการอภิปรายโดยกล่าวอ้างอิงบุคคลภายนอกซึ่งอาจทําให้ได้รับ ความเสียหาย และไม่สามารถใช้สิทธิโต้แย้งในที่ประชุมได้ จะมีสมาชิกท่านใดเห็นเป็น อย่างอื่นหรือไม่ครับ
ถ้าไม่มีก็ถือว่าที่ประชุมเห็นชอบตามนี้นะครับ
ระเบียบวาระที่ ๓ เรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว
๓.๑ รายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านพลังงาน จํานวน ๒ เรื่อง
๑. การส่งเสริมกิจการไฟฟ้าเสรีที่ใช้พลังงานทดแทนในระดับชุมชน
๒. การส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคมในการยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชน โดยภาคอุตสาหกรรมและกิจการพลังงาน
ขอเชิญคณะกรรมาธิการเข้าประจําที่
(คณะกรรมาธิการเข้าประจําที่)
เนื่องจากคณะกรรมาธิการได้จัดทํารายงานจํานวน ๒ เรื่อง ผมจะให้ประธาน กรรมาธิการแถลงรายงานแต่ละเรื่องและให้สมาชิกอภิปรายรายงานที่ได้เสนอมา เมื่ออภิปรายเสร็จแล้วผมจะให้ที่ประชุมลงมติว่าจะเห็นชอบกับรายงานของคณะกรรมาธิการ หรือไม่ตามลําดับ โดยเริ่มจากเรื่อง การส่งเสริมกิจการไฟฟ้าเสรีที่ใช้พลังงานทดแทน ในระดับชุมชน นะครับ สอดคล้องกันครับ เพราะฉะนั้นจะเอาว่าชุมชนคือใครจะทําอะไร แล้วมันไม่เหมือนกับเอกชน ที่จะทําธุรกิจอย่างไร อันนี้ต้องพูดเสียให้ชัด นั่นเป็นประเด็นที่ ๑
ประเด็นที่ ๒ คําว่า เสรี ก็ต้องอธิบายด้วยว่ามันเสรีจากอะไรครับ มันก็ไม่ชัด อีกเหมือนกันในหัวข้อ เพราะฉะนั้นผมมีปัญหาอ่านเอกสารนี้แล้วว่าจะให้ชุมชนทํางาน เรื่องพลังงานทดแทนอย่างไร แล้วมันเสรีจากอะไรครับ ขอความกรุณาท่านประธานผ่านไปที่ ประธานคณะกรรมาธิการว่าต้องนิยามแล้วก็แยกแยะเสียให้ชัดก่อนที่เราจะพิจารณา ในส่วนเนื้อหา ขอขอบคุณครับท่านประธาน
ขอบคุณครับ ต่อไปขอเรียนเชิญท่านประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านพลังงาน ท่านคุรุจิต นาครทรรพ กรุณาอธิบายตามที่ท่านกษิต ภิรมย์ ได้กรุณา ตั้งข้อสังเกตครับ
กราบเรียนท่านประธาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่เคารพอย่างสูง กระผม นายคุรุจิต นาครทรรพ สมาชิก สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ หมายเลข ๐๒๓ ในฐานะประธานกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านพลังงาน ในวันนี้คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านพลังงาน ขอนําเสนอรายงาน เรื่อง การส่งเสริมกิจการไฟฟ้าเสรีที่ใช้พลังงานทดแทน ในระดับชุมชน ซึ่งอยู่ในหัวข้อที่ได้นําเสนอในแผนปฏิรูปหลัก เมื่อเดือนธันวาคม ๒๕๕๘ คือพลังงานทดแทนของชุมชน โดยชุมชนและเพื่อชุมชน ท่านประธานสภาที่เคารพครับ ในหัวข้อของพลังงานทดแทนนี้คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านพลังงาน ก็ได้นําเสนอรายงานต่อสภาแห่งนี้ในชุดของพลังงานทดแทนไปทั้งสิ้นแล้ว ๔ เรื่องนะครับ ได้แก่ เรื่องที่ ๑ ร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมพลังงานทดแทน เรื่องที่ ๒ ก็คือ แนวทาง ปรับปรุงโครงสร้างราคาเชื้อเพลิงชีวภาพเอทานอล (Ethanol) และไบโอดีเซล (Biodiesel) เรื่องที่ ๓ ก็คือการส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากชีวมวลไม้โตเร็วเพื่อสร้างเศรษฐกิจฐานราก ให้กับเกษตรกร สร้างป่าและเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน เรื่องที่ ๔ ก็คือการแก้ปัญหา สิ่งแวดล้อมจากขยะมูลฝอยด้วยการแปรรูปขยะเป็นเชื้อเพลิงพลังงาน
วันนี้ก็เป็นเรื่องที่ ๕ ในชุดของพลังงานทดแทนก็คือการส่งเสริมกิจการ ไฟฟ้าเสรีที่ใช้พลังงานทดแทนในระดับชุมชน โดยการศึกษาวิเคราะห์ในเรื่องดังกล่าว มีคณะอนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปกิจการไฟฟ้าพลังงานทดแทนและการอนุรักษ์ พลังงานที่มีศาสตราจารย์ดอกเตอร์ดุสิต เครืองาม เป็นประธานอนุกรรมาธิการ ทําหน้าที่ ศึกษา ผลการศึกษาโดยสรุปหลัก ๆ ก็คือเราพบว่ากิจการไฟฟ้าของประเทศไทยในปัจจุบัน เป็นระบบผู้รับซื้อใหญ่รายเดียวที่เรียกว่า เอนฮานซ์ ซิงเกิล บายเออร์ (Enhanced Single Buyer) ก็คือมีการไฟฟ้าฝ่ายผลิตและการไฟฟ้าฝ่ายจําหน่ายคือ กฟน. และ กฟภ. เป็นผู้รับซื้อ แล้วก็จําหน่ายให้กับผู้บริโภค เอกชนยังไม่สามารถซื้อขายไฟฟ้าด้วยกันเองหรือขายตรงให้กับ ประชาชนผู้ใช้ไฟฟ้าได้ ยกเว้นเป็นประเภทของโรงไฟฟ้าที่อยู่ในนิคมอุตสาหกรรมที่ใช้ระบบ โคเจนเนอเรชัน (Cogeneration) ผลิตเพื่อผู้ประกอบการอุตสาหกรรม แล้วก็เหลือเพื่อ ขายให้กับระบบ ในอดีตที่ผ่านมาคนทั่วไปก็มักจะมองว่าการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทน มีต้นทุนสูง ต้องมีการอุดหนุนจากภาครัฐและค่าไฟฟ้าในเรื่องของค่าไฟฟ้าราคารับซื้อไฟฟ้า แล้วก็ไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนก็ยังไม่สามารถจะเรียกได้ว่าเป็นไฟฟ้าที่เสถียร คือมาโดย สม่ําเสมอ รัฐบาลที่ผ่านมาจึงต้องมีมาตรการส่งเสริมให้เกิดการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงาน ทดแทน ซึ่งถือเป็นพลังงานสะอาดในราคาพิเศษ ในรูปของค่าไฟฟ้าส่วนเพิ่มที่เรียกว่า แอดเดอร์ (Adder) หรือในรูปของค่าไฟฟ้าแบบคงที่ ฟีด อิน แทริฟ (Feed in Tariff) เป็นต้น และนําค่ารับซื้อไฟฟ้าเหล่านี้มาเฉลี่ยอยู่ในค่าเอฟที (FT) ที่คิดจากประชาชน โครงการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานทดแทน จึงมักจะมีการรับซื้อที่จํากัดในแต่ละประเภท ของพลังงานทดแทน และแต่ละพื้นที่ ขึ้นอยู่กับข้อจํากัดของระบบสายส่งและสายจําหน่าย ส่งผลให้พลังงานทดแทนที่นําไปผลิตไฟฟ้าเติบโตได้อย่างช้า ๆ แต่ประเทศของเราก็มีแผนที่ รัฐบาลกําหนดในการส่งเสริมพลังงานทดแทน ๒๐ ปี เพราะฉะนั้นทําอย่างไรที่จะให้เกิด การเจริญเติบโตได้มากกว่านี้ในเรื่องของพลังงานทดแทนที่นํามาผลิตไฟฟ้า คณะกรรมาธิการ โดยคณะอนุกรรมาธิการปฏิรูปกิจการไฟฟ้าพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน จึงได้ ทําการศึกษาถึงข้อจํากัดต่าง ๆ และเสนอให้มีการซื้อขายไฟฟ้าที่ผลิตโดยพลังงานทดแทน ระหว่างเอกชนผู้ผลิตด้วยกันเองและผู้บริโภคในชุมชนได้อย่างเสรี โดยอาศัยสายส่งของ ระบบจําหน่ายที่มีเหลือทําการนํากระแสไฟฟ้าเหล่านี้ไปยังผู้บริโภคตกลงกันเอง ในราคาที่ ตกลงกันเองเสรีโดยไม่ต้องมีการสนับสนุนจากภาครัฐ ซึ่งในรายละเอียดกระผมก็จะขอให้ ท่านศาสตราจารย์ดอกเตอร์ดุสิต เครืองาม รองประธานกรรมาธิการ คนที่สอง และในฐานะ ประธานอนุกรรมาธิการปฏิรูปกิจการไฟฟ้าพลังงานทดแทนและการอนุรักษ์พลังงาน ได้นําเสนอต่อไป ก่อนที่จะให้อาจารย์ดุสิตนําเสนอกระผมก็อยากจะขอกล่าวสักนิดว่า พลังงานทดแทนผู้ผลิตส่วนใหญ่ก็จะเป็นผู้ผลิตรายเล็ก ถ้าเราจะเรียกในศัพท์ที่เข้าใจทั่วไป ก็คือเอสเอ็มอี (SMEs) ทีนี้มันจะไปถึงประชาชนหรือชุมชนได้อย่างไร โจทย์ของพลังงาน ทดแทนในเรื่องนี้ก็คือว่าแม้พลังงานทดแทนจะมีผู้ผลิตหลายขนาด จะเป็นเอกชนผู้ประกอบการ หรือจะเป็นสหกรณ์ หรือจะเป็นชุมชนรวมตัวกันขึ้นมาทําเองก็ตาม แต่สุดท้ายแล้วพลังงานทดแทนที่นําไปผลิตไฟฟ้าจากประเทศเรามันต้องมีวัตถุดิบ มันต้องใช้ วัตถุดิบจากพืชผลทางการเกษตร แล้วพลังงานทดแทนที่แม้แต่จะมาจากแสงอาทิตย์ ถ้าลงไปถึงระดับครัวเรือน ปัจจุบันประชาชนทุกคนก็สามารถจะติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป (Solar Rooftop) บนหลังคาบ้านของตนเองได้ แล้วการส่งเสริมให้เกิดการใช้ไฟฟ้าเสรีในระดับ ชุมชนมันก็คือโครงการที่จะก้าวไปสู่สมาร์ตกริด (Smart Grid) หรือไมโครกริด (Micro Grid) ที่เปิดให้มีการซื้อขายไฟฟ้าระหว่างผู้ผลิตรายเล็ก มันก็ต้องเริ่มจากรายใหญ่ แล้วก็ในที่สุด ก็ลงไปสู่รายเล็ก และมันก็จะลงไปถึงชุมชน ก็คือว่าประชาชนในชุมชนมีโอกาสที่จะผลิต ไฟฟ้าเอง และมีโอกาสที่จะเลือก ที่จะซื้อไฟฟ้า ไม่แต่เพียงจากผู้ผลิตรายใหญ่ แต่ผู้ผลิต รายเล็กด้วย เพราะฉะนั้นนั้นนี่คือหลักการของรายงานนี้ ในลําดับต่อไปผมขออนุญาตให้ ท่านศาสตราจารย์ดอกเตอร์ดุสิต เครืองาม ได้นําเสนอสาระสําคัญของรายงานในเรื่องนี้ ต่อไป กราบขอบพระคุณครับ
ขอบคุณครับ ต่อไปขอเรียนเชิญ ศาสตราจารย์ดอกเตอร์ดุสิต เครืองาม เรียนเชิญท่านกษิต ภิรมย์ ครับ
ท่านประธานครับ กษิต ภิรมย์ สปท. ลําดับที่ ๗ ผมไม่ต้องการจะตอแยอะไรนะครับ แต่ผมคิดว่าเรื่องนี้สําคัญ สิ่งที่ผมได้พูดไว้ และ ท่านประธานกรรมาธิการยังไม่ได้ตอบผม ใช้คํา ชุมชน มั่ว ๆ ไม่ได้ครับ คือ ชุมชน ตามภาษาไทยหรือภาษาอังกฤษ คอมมูนิตี (Community) มันหมายถึงประชาชนในระดับ รากหญ้า คือตรงหมู่บ้าน ตรงตําบลที่เขาจะมาทําไฟฟ้า แต่ถ้าเผื่อชุมชนแล้วบอกว่ามีเอกชน รายใหญ่ รายเล็กด้วย ผมไม่เก่งภาษาไทย แต่ผมคิดว่าไม่ใช่นะครับ เพราะฉะนั้นต้องพูดเสีย ให้ชัด ไม่อย่างนั้นหัวข้อต้องเปลี่ยนครับ ใช้คําว่า ชุมชน ไม่ได้ก็จะบอกว่า ต่อไปนี้การผลิต ไฟฟ้าซื้อขายทั้งหมดซึ่งเคยอยู่ในความรับผิดชอบของการไฟฟ้าฝ่ายผลิต การไฟฟ้านครหลวง และก็การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ต่อไปนี้จะให้ทางภาคเอกชนดําเนินการได้ แล้วก็ดีไฟน์ (Define) มาสิครับ ลําดับมาว่าเอกชน จะตามขนาดหรือว่าจะตามกลุ่ม จะเป็นสหกรณ์ ใช่หรือไม่ กระทรวงบางกระทรวงอยากจะไปตั้งบริษัทร่วมทุนประชารัฐได้หรือไม่ แล้วก็ไล่ลง ไปถึง อบจ. อบต. ต่าง ๆ หรือว่าเอกชนโดยทั่ว ๆ ไป หรือคนที่ผลิตในนิคมอุตสาหกรรม ถ้าเผื่อเขาผลิตเกินแล้วเขาออกมาขายข้างนอกได้หรือไม่ คือต้องชัดครับท่านประธาน ถ้าเผื่อ กรรมาธิการไม่ชัด หัวข้อไม่ใช่ แล้วก็ต้องมานิยามอีกทีว่า คําว่า เสรี มันเสรีจากอะไร เพราะว่าอ่านไปในเอกสารบอกว่าเอกชนนั้นไปทําอย่างโน้นอย่างนี้ได้ แต่ว่าทุกอย่างต้อง ขึ้นกับระเบียบของคณะกรรมการนโยบายพลังงาน ก็เท่ากับว่าไม่ใช่เสรีเพราะว่ารัฐยังเข้าไป ควบคุมอยู่ ไม่ได้ครับ อันนี้ท่านประธานต้องพูดให้ชัดว่าอะไรเป็นอะไร ไม่อย่างนั้นมันมั่ว ๆ ถ้าใส่แบบนี้ไม่ได้ครับ ไม่ถูกต้องครับท่านประธาน ขอบคุณมากครับ
ขอบคุณครับ เชิญท่านคุรุจิต
กราบเรียนท่านประธาน สภาที่เคารพ กระผมอยากจะขอโอกาสให้ท่านศาสตราจารย์ดอกเตอร์ดุสิต เครืองาม ได้นําเสนอรายงานนี้ก่อน แล้วท่านสมาชิกก็จะตัดสินว่ามันเป็นพลังงานทดแทนเสรี เพื่อชุมชนหรือเปล่า ผมเชื่อว่ารายงานนี้อนุกรรมาธิการและกรรมาธิการของผมไม่ได้ทํามา มั่ว ๆ ครับ ขอโอกาสให้ท่านดอกเตอร์ดุสิต เครืองาม ได้นําเสนอก่อน แล้วท่านสมาชิก จะอภิปรายแล้วค่อยตัดสินว่ารายงานนี้เป็นไฟฟ้าเสรีของชุมชนหรือเปล่า
ขอบคุณครับ ต่อไปขอเรียนเชิญท่านศาสตราจารย์ดอกเตอร์ดุสิต เครืองาม
ขอบคุณครับ กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิก สปท. ทุกท่าน กระผม ดุสิต เครืองาม สปท. ลําดับที่ ๕๓ ในฐานะประธานคณะอนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านพลังงาน ในส่วนของ กิจการไฟฟ้า พลังงานทดแทนและการอนุรักษ์พลังงาน ครับ หัวข้อของการนําเสนอ การปฏิรูปในวันนี้ ที่เรานําเสนอคือเรื่องการส่งเสริมกิจการไฟฟ้าเสรีที่ใช้พลังงานทดแทน ในระดับชุมชนครับ
หัวข้อของการนําเสนอในวันนี้มีคําศัพท์ที่สําคัญอยู่ ๓ คํา ก็คือคําว่า กิจการ ไฟฟ้าเสรี มีคําว่า พลังงานทดแทน และมีคําว่า ชุมชน ครับ คําว่า กิจการไฟฟ้าเสรี นั้น ในที่นี้หมายถึงการเปิดโอกาสให้ประชาชนทั่วประเทศ ประชาชนผู้ใช้ไฟฟ้าทั่วไปสามารถ มีทางเลือกได้ว่าจะเลือกรับซื้อไฟฟ้าจากการไฟฟ้าที่มีอยู่แล้วในปัจจุบัน หรือว่าจะเลือก รับซื้อจากแหล่งผลิตพลังงานทดแทนที่จะได้รับการส่งเสริมที่เราจะกล่าวในวันนี้ และคําว่า ในระดับชุมชนนั้น ก็คือหมายถึงในระดับท้องถิ่น ในระดับบ้านใกล้เรือนเคียง โรงงานหรือว่า ที่ติดกันในระดับหมู่บ้าน ในระดับตําบล ในระดับอําเภอ หรืออย่างไกลที่สุดก็คือในระดับ จังหวัด การเปิดให้มีการซื้อขายไฟฟ้าเสรีนั้น เรายังไม่ได้มองว่าจะต้องซื้อ จะเปิดเสรีให้ ซื้อขายไฟฟ้ากันข้ามภูมิภาค หรือว่าข้ามจังหวัดที่มีอยู่ห่างไกลกัน อย่างเช่น ผลิตอยู่ที่จังหวัด ขอนแก่น แล้วผู้รับซื้ออยู่ที่จังหวัดระยอง ก็คงยังไปไม่ถึงขนาดนั้นครับ เรายังคงจํากัด เนื่องจากว่าระบบไฟฟ้าของประเทศไทยเรายังต้องมีความระมัดระวังอยู่หลายเรื่อง เราจึง ขอรับการส่งเสริมในระดับชุมชนก่อนนะครับ ที่อยู่ในหมู่บ้าน หรือว่าอําเภอ หรือว่าจังหวัด ขออนุญาตไปที่สไลด์ (Slide) ภาพที่ ๑ ครับ
(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเปิดพรีเซนเทชัน (Presentation))
หลักการและเหตุผลนะครับ หัวข้อของการปฏิรูปในวันนี้เราดําเนินการเพื่อให้สอดคล้องกับแผนและนโยบายด้านพลังงาน ของรัฐบาล ซึ่งได้ประกาศอยู่ในรูปแบบของคําว่า แผนพัฒนากําลังผลิตไฟฟ้าหรือพีดีพี (PDP) ฉบับปี ๒๕๕๘ และจะใช้ยาวนานไปอนาคตอีกถึง ปี ๒๕๗๙ ในแผนพีดีพี (PDP) ดังกล่าวนั้นเขากล่าวไว้ว่าประเทศไทยในปัจจุบันเรามีกําลังการผลิตไฟฟ้าอยู่ประมาณ ๓๗,๐๐๐ เมกะวัตต์และในอนาคตอีก ๒๐ – ๓๐ ปีข้างหน้าประเทศไทยเราจะมีโรงไฟฟ้า เพิ่มขึ้น หรือว่าความต้องการโรงไฟฟ้าทั้งหมดในสิ้นปี ๒๕๗๙ นี้สูงเป็น ๗๐,๐๐๐ เมกะวัตต์ จาก ๓๗,๐๐๐ เมกะวัตต์จะไปถึง ๗๐,๐๐๐ เมกะวัตต์นั้นเป็นแผนสร้างโรงไฟฟ้าที่สอดคล้อง กับความต้องการการใช้กระแสไฟฟ้า สอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สอดคล้องกับการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจ คือความต้องการใช้พลังงานควบคู่กันไป บางโรงไฟฟ้าที่เก่าจนหมดอายุก็จะต้องถูกปลดออกจากระบบ ตามแผนก็คือจะปลดออกไป ประมาณ ๒๔,๐๐๐ เมกะวัตต์ กลายเป็นว่าเราจะต้องมีการสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ขึ้นมามากถึง ๕๗,๐๐๐ เมกะวัตต์ ใน ๒๐ ปีข้างหน้านั้นถามว่า ๕๗,๐๐๐ กว่าเมกะวัตต์นั้นเราจะนํามาจากไหน ก็จะต้องใช้แหล่งพลังงานจากหลาย ๆ แหล่งด้วยกัน ซึ่งมีอยู่ในสไลด์ (Slide) หมายเลข ๓ ครับ
สไลด์ (Slide) หมายเลข ๓ การวางแผนในการที่จะมีโรงไฟฟ้าในอนาคตนั้น กระทรวงพลังงานก็ได้วางแผนว่าจะต้องมีการผลิตไฟฟ้าขึ้นเองในประเทศด้วย แล้วก็ รับซื้อไฟฟ้าจากต่างประเทศเสริมเข้ามาด้วย แล้วก็เพื่อไม่ให้มีความเสี่ยงก็จะกระจายปริมาณ ร้อยละหรือเปอร์เซ็นต์ของแหล่งพลังงานต่าง ๆ อย่างเช่นการซื้อไฟฟ้าที่เป็นพลังน้ํา ที่ผลิตจากพลังน้ําจากต่างประเทศนั้น ปัจจุบันมีอยู่ ๗ เปอร์เซ็นต์ ก็จะเพิ่มเป็นระดับ ๑๕ – ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ถ่านหินปัจจุบันไม่ถึง ๒๐ เปอร์เซ็นต์ก็จะเพิ่มขึ้นเป็น ๒๐ – ๒๕ เปอร์เซ็นต์ พลังงานหมุนเวียน ปัจจุบันอยู่ร้อยละประมาณ ๕ เปอร์เซ็นต์ ๖ เปอร์เซ็นต์ ๗ เปอร์เซ็นต์ ก็จะเพิ่มขึ้นไปถึงประมาณ ๑๕ – ๒๐ เปอร์เซ็นต์ แก๊สธรรมชาติก็จะลดจาก ๖๔ เปอร์เซ็นต์ ลงมาเหลือ ๓๐ – ๔๐ เปอร์เซ็นต์ แบบนี้เป็นต้น อย่างไรก็ตามในส่วนที่จะ มีความสําคัญหรือว่าเป็นหัวข้อหลักของการรายงานในวันนี้ ก็คือเรื่องแล้วเราจะนําพลังงาน ทดแทนหรือพลังงานหมุนเวียนมาจากที่ไหน จึงจะสามารถเป็นไปตามแผนดังกล่าวได้ และเนื่องจากการเติบโตของเศรษฐกิจทุกวันนี้ก็โตขึ้นเรื่อย ๆ รวมทั้งความยากลําบากในการ จัดหาแหล่งฟอสซิล (Fossil) ต่าง ๆ จากต่างประเทศก็มีความยากลําบากขึ้น ล่าสุดรัฐบาล ก็กําลังที่จะสั่งการไปให้กระทรวงพลังงานศึกษาดูว่าการใช้พลังงานหมุนเวียนเพื่อผลิต กระแสไฟฟ้าของประเทศไทยนั้นถ้าจะปรับขึ้นเป็นร้อยละ ๔๐ เปอร์เซ็นต์ของความต้องการ ใช้พลังงานไฟฟ้าทั้งหมดจะมีความเป็นไปได้หรือไม่ ตรงนั้นก็คือเป็นสิ่งที่มีความท้าทาย เป็นอย่างยิ่งว่า แล้วเราจะหาแหล่งพลังงานทดแทนมาได้อย่างไร เราจะควบคุมอัตรา ค่าไฟฟ้าไม่ให้มันสูงแพงเกินความจําเป็นได้อย่างไร
สไลด์ (Slide) หมายเลข ๔ ในการแจกแจงแผนพัฒนาพลังงานทดแทนนั้น ณ ปัจจุบันรัฐบาลได้มีเป้าหมายไว้ว่าในอนาคตอีก ๒๐ ปีข้างหน้า ก็จะมีการผลิตไฟฟ้าจาก ขยะ ๕๐๐ เมกะวัตต์ ขยะอุตสาหกรรม ๕๐ เมกะวัตต์ ชีวมวล ๕,๕๗๐ เมกะวัตต์ ก๊าซชีวภาพ ๖๐๐ เมกะวัตต์ พลังน้ําขนาดเล็ก ๓๐๐ เมกะวัตต์เศษ ก๊าซชีวภาพที่เป็นพืช พลังงานอีก ๖๘๐ เมกะวัตต์ พลังงานลมประมาณ ๓,๐๐๐ เมกะวัตต์ พลังงานแสงอาทิตย์ ๖,๐๐๐ เมกะวัตต์ พลังน้ําขนาดใหญ่อีกประมาณ ๒,๙๐๐ เมกะวัตต์ สิ่งเหล่าก็คือ เป็นเป้าหมาย คําถามก็อยู่ตรงที่ว่าการที่เราจะสามารถมีพลังงานทดแทนต่าง ๆ เหล่านั้น มาใช้ในการผลิตไฟฟ้าเพื่อตอบสนองความเจริญเติบโตเศรษฐกิจของประเทศไทยนั้น เราจะ มีมาตรการในการส่งเสริมอย่างไร เพื่อกระทบต่ออัตราค่าไฟฟ้าของพี่น้องประชาชน ให้น้อยที่สุด นั่นคือโจทย์หัวข้อของการปฏิรูปในวันนี้
ขออนุญาตไปสไลด์ (Slide) หมายเลข ๕ หลักการและเหตุผลอีกข้อหนึ่ง เมื่อสักครู่ผมได้เรียนชี้แจงถึงความจําเป็นที่เราจะน้องมีพลังงานทดแทนเข้ามาเสริมพลังงาน ดั้งเดิมแล้ว เราก็ต้องมาดูว่าแล้วเราจะบริหารกิจการไฟฟ้า รวมทั้งพลังงานทดแทนของ ประเทศไทยเราได้อย่างไร เราได้ไปศึกษาประวัติความเป็นมาของกิจการไฟฟ้าของประเทศไทย ก็พบว่าประเทศไทยเราเริ่มมีการนําไฟฟ้าเข้ามาใช้ คือเครื่องกําเนิดไฟฟ้ามาใช้ตั้งแต่สมัย รัชกาลที่ ๕ ในปี ๒๔๒๗ หลังจากนั้นในปี ๒๔๕๕ ในสมัยรัชกาลที่ ๖ ก็ได้มีการจัดตั้ง การไฟฟ้าหลวงสามเสนขึ้นมา และในปี ๒๕๐๑ ก็มีการจัดตั้งการไฟฟ้านครหลวง ปี ๒๕๐๓ มีการจัดตั้งการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ปี ๒๕๑๑ มีการจัดตั้งการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ขึ้นมา เมื่อมีการไฟฟ้านครหลวง การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตครบแล้ว ต่อมาเราก็จะมาดูว่ากระแสไฟฟ้านั้นพี่น้องประชาชนเรารับซื้อมาจากใคร ในภาพสไลด์ (Slide) นี้ที่มีลูกศรชี้อยู่ล่างสุด ก็คือประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร จังหวัด นนทบุรี จังหวัดสมุทรปราการ จะต้องซื้อมาจากการไฟฟ้านครหลวงเท่านั้น ประชาชนที่อยู่ ในจังหวัดอื่น ๆ อีก ๗๓ จังหวัดนั้น ก็ต้องซื้อไฟฟ้าจากการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคมาเท่านั้น
ขออนุญาตดูสไลด์ (Slide) ถัดไปนะครับ สไลด์ (Slide) หมายเลข ๖ เมื่อมี รัฐวิสาหกิจเกิดขึ้น มีการผลิตไฟฟ้าโดย กฟผ. เกิดขึ้นมาแล้ว เมื่อมีความต้องการไฟฟ้า มากขึ้น เพื่อเป็นการลดภาระของรัฐวิสาหกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการไฟฟ้าฝ่ายผลิต แห่งประเทศไทย ในช่วงปี ๒๕๓๐ ก็ได้มีรัฐบาลในขณะนั้นก็ได้ออกเป็นนโยบายที่จะส่งเสริม ให้เอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการผลิตไฟฟ้า นําไปสู่รายละเอียดของการออกระเบียบว่าด้วย เอกชนผู้ผลิตไฟฟ้าอิสระขนาดใหญ่ เอกชนผู้ผลิตไฟฟ้าขนาดเล็ก และเอกชนผู้ผลิตไฟฟ้า ขนาดเล็กมาก ซึ่งมีขนาดเมกะวัตต์ลดหลั่นกันมา นิยามของใหญ่มาก คือไอพีพี (IPP) นั้น ใหญ่กว่า ๑๐๐ เมกะวัตต์ ขนาดเล็กคือเอสพีพี (SPP) นั้นอยู่ในช่วง ๑๐ ถึง ๑๐๐ เมกะวัตต์ และขนาดเล็กมากหรือวีเอสพีพี (VSPP) นั้นก็คือเล็กกว่า ๑๐ เมกะวัตต์ลงมา อย่างไรก็ตาม เมื่อมีเอกชนเข้ามาเสริมการไฟฟ้าฝ่ายผลิต มาช่วยกันผลิตไฟฟ้าแล้ว กระแสไฟฟ้าทั้งหมดนั้น ยังจะต้องขายผ่าน กฟผ. ขายผ่านการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคและการไฟฟ้านครหลวงอยู่ดี เอกชน ประชาชนทั่วไป ก็ยังไม่สามารถที่จะมีอิสรเสรีในการที่จะเลือกซื้อไฟฟ้าจากแหล่งอื่น ๆ ได้เลย
ลําดับถัดไป สไลด์ (Slide) หมายเลข ๗ ขออนุญาตกราบเรียนวัตถุประสงค์ ของรายงานเรื่องนี้
๑. เพื่อกําหนดให้การผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานทดแทนเป็นกิจการไฟฟ้าที่รัฐ จะต้องอํานวยความสะดวกให้เกิดขึ้น
๒. เพื่อให้เอกชนด้วยกันสามารถทําสัญญาซื้อขายไฟฟ้าได้อย่างถูกต้อง ภายใต้ระเบียบหรือหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง
๓. เพื่อให้การไฟฟ้าฝ่ายจําหน่าย คือ กฟภ. และ กฟน. สามารถเปิดโอกาส ให้เอกชนสามารถใช้โครงข่ายระบบไฟฟ้าของการไฟฟ้านครหลวงและส่วนภูมิภาคให้เป็น ทางผ่านของกระแสไฟฟ้าได้ และให้มีมาตรการในการคิดค่าผ่านสายไฟดังกล่าว อย่างเป็นธรรม
๔. เพื่อส่งเสริมให้มีการผลิตและใช้พลังงานทดแทนในการผลิตไฟฟ้า อย่างกว้างขวาง มีประสิทธิภาพ สร้างเศรษฐกิจให้กับชุมชน
๕. เพื่อสร้างความมั่นคงของกิจการไฟฟ้าและให้ค่าไฟฟ้ามีราคาที่เหมาะสม ไม่แพงเกินความจําเป็น
๖. ซึ่งมีความสําคัญเป็นอย่างยิ่งคือ เพื่อดําเนินการตามหลักปรัชญา ของเศรษฐกิจพอเพียง โดยใช้แหล่งพลังงานทรัพยากรในชุมชนที่สามารถนําไปผลิต เป็นพลังงานทดแทนที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมได้
ขออนุญาตใช้สไลด์ (Slide) ถัดไปครับ หมายเลข ๘ สภาพปัญหา และแนวทางแก้ไข ขออนุญาตกราบเรียนซ้ําอีกครั้งหนึ่งว่า ข้อ ๑ ปัจจุบันรูปแบบของกิจการ ไฟฟ้าของประเทศไทยเรานั้นเป็นระบบที่เรียกว่า ระบบผู้ซื้อรายเดียว กล่าวคือ กลุ่มรัฐวิสาหกิจ ซึ่งได้แก่ กฟผ. กฟน. และ กฟภ. เป็นผู้รับซื้อ ไม่ว่าไฟฟ้าจะมาจากต่างประเทศหรือจาก เอกชนผู้ผลิตไฟฟ้าขนาดใดก็ตาม และรัฐวิสาหกิจเหล่านั้นก็ขายไฟฟ้าต่อในราคาขายปลีก ลงมาสู่ประชาชนทั่วประเทศ ประชาชนยังไม่สามารถที่จะเลือกว่าถ้าตัวเองต้องการจะซื้อ ไฟฟ้าจากแหล่งอื่น ซึ่งบ้างก็อยากจะรับซื้อไฟฟ้าที่ผลิตจากพลังงานแสงอาทิตย์ บ้างอยากจะ รับซื้อไฟฟ้าจากลมหรือขยะอะไรก็ตาม ไม่มีสิทธิที่จะเลือกซื้อ
ขออนุญาตดูสไลด์ (Slide) ภาพถัดไปครับ สไลด์ (Slide) หมายเลข ๙ ภาพนี้ เป็นแผนภูมิที่แสดงให้เห็นถึงการไหลของกระแสไฟฟ้าในปัจจุบันค่อนข้างจะมีรายละเอียดมาก แต่ขอกราบเรียนว่าที่ผมวงกลมเป็นสี่เหลี่ยมแดง ๆ นั้นคือหมายความว่า รัฐวิสาหกิจ คือ กฟผ. กฟน. และ กฟภ. รับซื้อไฟฟ้ามาจากทั้งต่างประเทศ เอกชนผู้ผลิตไฟฟ้าขนาดใหญ่มาก ขนาดเล็ก ขนาดเล็กมาก แล้วก็ขายไฟฟ้าลงมาหาผู้บริโภคคือพี่น้องประชาชน พี่น้องประชาชนนั้น ก็ยังไม่สามารถที่จะเลือกได้ว่าตัวเองอยากจะซื้อไฟฟ้าจากที่ใด ในราคาเท่าใด ในเวลาใด ยังไม่สามารถดําเนินการได้
สไลด์ (Slide) หมายเลข ๑๐ สภาพปัญหาข้อที่ ๒ ปัญหาในการจํากัด ปริมาณไฟฟ้าที่เอกชนจะสามารถขายให้กับการไฟฟ้าในราคาพิเศษ เนื่องจากว่าที่ผ่านมา ต้นทุนในการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนนั้นค่อนข้างจะแพง แล้วก็แพงกว่าไฟฟ้าดั้งเดิม คือพวกฟอสซิล (Fossil) หรือถ่านหินหรือแก๊สธรรมชาติ ดังนั้นที่ผ่านมารัฐบาลจึงมีมาตรการ รับซื้อไฟฟ้าในราคาพิเศษผ่านมาตรการที่เรียกว่าแอดเดอร์ (Adder) ก็ดี มาตรฐานฟีด อิน ทาริฟ (Feed in Tariff) ก็ดี อย่างเช่น ถ้ารับซื้อจากแสงอาทิตย์อาจจะราคา ๔ บาท ๕ บาท ๖ บาท เมื่อเทียบกับค่าไฟฟ้าจากการไฟฟ้าอยู่ที่ ๓ บาทหรือ ๔ บาท เป็นต้น เมื่อกระทรวงพลังงานรับซื้อไฟฟ้าในราคาพิเศษจากพลังงานทดแทน เขาก็นําส่วนต่างตรงนั้น ไปคิดเป็นต้นทุนแล้วก็ไปเพิ่มอยู่ในบิล (Bill) ค่าไฟฟ้าของประชาชนทั่วประเทศซึ่งก็ไปอยู่ใน ค่าเอฟที (FT) นั่นเอง เพื่อไม่ให้มีผลกระทบต่อค่าไฟฟ้าที่มันจะแพงขึ้นที่มาอยู่ในบิลค่าไฟฟ้า ของประชาชน มีความจําเป็นที่รัฐก็จะต้องมีการจํากัดปริมาณรับซื้อไฟฟ้าในราคาพิเศษ ดังกล่าว นั่นคือปัญหาที่ผ่านมา ถ้าหากว่าเราปฏิรูปเรื่องกิจการไฟฟ้าเสรีเรื่องนี้ได้สําเร็จ ความจําเป็นที่รัฐจะต้องหาเงินมาสนับสนุนรับซื้อไฟฟ้าในราคาพิเศษนั้นก็จะลดลงไปมาก เพราะเอกชนกับเอกชนเขาก็จะตกลงในการที่จะขายที่จะซื้อไฟฟ้ากันเองได้อย่างเสรี
สไลด์ (Slide) หมายเลข ๑๑ ครับ สภาพปัญหาข้อ ๓ ปัญหาในการห้าม ไม่ให้มีกระแสไฟฟ้าไหลย้อนขึ้นสู่ระบบของการไฟฟ้านครหลวงและการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ในกรณีที่ประชาชนเขาจะผลิตไฟฟ้าแล้วก็ใช้เองภายในครัวเรือนหรือภายในบ้านหรือภายใน โรงงานที่เรียกว่าเป็น เซลฟ์คอนซัมป์ชัน (Self Consumption) ตัวอย่าง ถ้ามีห้างสรรพสินค้า แห่งหนึ่งติดตั้งแผงเซลล์แสงอาทิตย์อยู่บนหลังคา แล้วในช่วงวันหยุดนักขัตฤกษ์โดยโรงงาน อุตสาหกรรมมีช่วงวันหยุด ไฟฟ้าที่ผลิตจากพลังงานทดแทนอาจจะเหลือเมื่อเทียบกับวันปกติ ที่ใช้ไฟฟ้ามาก ในวันหยุดที่ใช้ไฟฟ้าน้อย ไฟฟ้าส่วนเกินเหล่านั้นในสภาพปัจจุบันคือการไฟฟ้า ห้ามมิให้มีกระแสไฟฟ้าไหลย้อนขึ้นเสาไฟฟ้าเลย คือไม่ให้ยุ่งกับระบบสายไฟฟ้าของ การไฟฟ้าเขา และยังมีมาตรการสั่งให้หยุดการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทน และยังมีมาตรการ สั่งให้ติดตั้งระบบรีเลย์ (Relay) หรือว่าเบรกเกอร์ (Breaker) ชัตดาวน์ (Shutdown) ระบบ พลังงานทดแทนเหล่านั้นด้วยซ้ําไป เหล่านี้จะเห็นได้ว่าเป็นปัญหาอุปสรรคต่อการพัฒนา พลังงานทดแทนอย่างชัดเจน ไม่ได้สอดคล้องกับหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเลย อุตส่าห์ผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานทดแทนแล้ว แค่มีไฟฟ้าเหลือจากการใช้ยังต้องถูกสั่งให้ ชัตดาวน์ (Shutdown) คือปิดระบบ หรือว่าสั่งให้มีรีเลย์ (Relay) มาสั่งทํางานคือปลดระบบออก เราต้องการที่จะปลดล็อกเหล่านี้ออกไปให้ได้นั่นก็คือเรื่องของการปฏิรูปในวันนี้ครับ
สไลด์ (Slide) หมายเลข ๑๒ ครับ สภาพปัญหาอีกข้อหนึ่งก็คือว่าในปัจจุบัน ยังห้ามมิให้เอกชนรายหนึ่งผลิตขายให้กับเอกชนด้วยกัน คือเอกชนกับเอกชนด้วยกัน ยังไม่สามารถที่จะรับซื้อไฟฟ้าได้อย่างอิสรเสรี ยังไม่มีระเบียบรองรับที่จะทําให้เอกชนมีความ มั่นใจว่าตัวเองสามารถดําเนินการได้ถูกต้องตามกฎหมายหรือตามระเบียบต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง นะครับ ตามสไลด์ (Slide) ที่เห็นอยู่นี้ บ้านหลังหนึ่งอาจจะติดตั้งโซลาร์เซลล์ (Solar Cell) หรือมีกังหันลมหรือมีโซลาร์ฟาร์ม (Solar Farm) อยู่ ในชุมชนในหมู่บ้านเขาบอกเขาอยากจะ ซื้อไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนในชุมชนตนเอง ก็ยังไม่สามารถทําได้ เพราะยังติดขัดระเบียบ ต่าง ๆ อยู่นะครับ เราก็ต้องการที่จะปลดล็อกให้เอกชนกับเอกชนเขาสามารถที่จะเลือก เจรจากันเองได้ บางชุมชนที่อยู่ห่างไกลออกไปในชนบทนั้นการไฟฟ้าปักเสาพาดสายขยายเขต ไปไม่ถึง หรือว่าไฟฟ้าตก ๆ ดับ ๆ ไปไม่พอ ก็เกิดปัญหาในชุมชนขึ้นมา แต่ว่าถ้าเอกชนเขา สามารถไปตั้งโรงไฟฟ้าขนาดจิ๋ว ขนาดเล็กมาก จะผลิตด้วยขยะ ผลิตด้วยชีวมวล ลมอะไร ก็แล้วแต่ ก็จะช่วยทําให้หมู่บ้านและชุมชนนั้นมีเสถียรภาพ มีความมั่นคง และยังลดภาระ ที่การไฟฟ้าไม่ต้องไปขยายเขตอะไรให้วุ่นวายมากมายด้วยซ้ําไป
สไลด์ (Slide) หมายเลข ๑๓ สภาพปัญหาข้อ ๕ ว่าการใช้แหล่งพลังงาน ทรัพยากรของชุมชนในปัจจุบันนี้ยังไม่คุ้มค่า ถ้าเราสังเกตดูให้ดีในแต่ละปี ในแต่ละช่วงเวลา กระทรวงพลังงานก็จะมีการประกาศรับซื้อไฟฟ้าจากชีวมวลบ้าง ขยะบ้าง แสงอาทิตย์บ้าง ลมบ้าง แล้วก็ปิด ๆ บางช่วงก็ไม่รับซื้อ ก็เกิดปัญหาว่าแหล่งพลังงานทรัพยากรธรรมชาติ ที่เป็นแหล่งของพลังงานทดแทนนั้นมีอยู่เหลือเฟือในประเทศไทย แต่ว่ายังไม่สามารถนําไปใช้ ได้อย่างคุ้มค่า แสงอาทิตย์มีทุกพื้นที่ ลมก็มีทุกพื้นที่ ขยะก็มีมากจนล้นเมือง ชีวมวลซึ่งเป็น วัสดุเหลือใช้จากเกษตรก็มีมาก บางครั้งต้องมีการเผาทิ้ง แม้แต่ก๊าซชีวภาพที่ผู้ประกอบการ เลี้ยงหมู เลี้ยงไก่ บางทีก็มีมูลของสัตว์เหล่านั้นแล้วก็สามารถหมักให้เกิดก๊าซชีวภาพได้ แต่ไม่สามารถที่จะนําก๊าซชีวภาพนั้นไปผลิตไฟฟ้า ก็ต้องปล่อยก๊าซชีวภาพเหล่านั้นทิ้งหรือไม่ ก็เผาทิ้งไปเป็นที่น่าเสียดายเป็นอย่างยิ่งนะครับ เพราะฉะนั้นคณะกรรมาธิการของเรา จึงคิดว่าตอนนี้ถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยเราจะต้องปฏิรูปกิจการไฟฟ้าของเราให้สอดคล้องกับ ความต้องการสอดคล้องกับความพร้อมเทคโนโลยีและวัตถุดิบในปัจจุบันที่อยู่ในประเทศไทย เหลือเฟือ แต่การที่จะเปิดอิสรเสรีทันทีทันใดนั้นก็คงเป็นเรื่องยาก เราจึงจํากัดอยู่ว่าให้เสรี เฉพาะเป็นเรื่องของพลังงานทดแทน แล้วเรายังจํากัดว่าอย่าข้ามจังหวัด อย่าเพิ่งข้ามภูมิภาค ก็โดยใช้คําว่า ในชุมชน เพื่อให้การไฟฟ้าหรือว่าเอกชนด้วยกันสามารถเรียนรู้เทคโนโลยี ต่าง ๆ ไปด้วยกัน รวมทั้งการนําเอาระบบสมาร์ตกริด (Smart Grid) ปิดเข้ามาใช้ เพื่อที่จะ สามารถสอดส่อง ตรวจเช็ก (Check) กํากับดูว่ากระแสไฟฟ้าที่ไหลจากแหล่งพลังงาน ทดแทนไปยังชุมชนนั้นไม่กระทบต่อความมั่นคงหรือเสถียรภาพของระบบการไฟฟ้าเดิม
สไลด์ (Slide) หมายเลข ๑๔ เพื่อให้เกิดความรอบคอบของการเสนอเรื่อง เราจึงได้มีการเชิญหน่วยงานต่าง ๆ มาเพื่อให้ข้อคิดเห็น ๑๐ กว่าหน่วยงานครับ ไม่ว่าจะเป็น กรมพัฒนาพลังงานทดแทน สํานักงานนโยบายและแผนพลังงาน สํานักงานคณะกรรมการ กํากับกิจการพลังงาน การไฟฟ้าทั้ง ๓ แห่ง แม้แต่กระทั่งกรมทางหลวง หลายท่านอาจจะ สงสัยว่าทําไมข้อ ๗ จึงมีคําว่า กรมทางหลวง ข้อ ๘ ทําไมมีคําว่า กรมทางหลวงชนบท เนื่องจากว่าถ้าเอกชนจะผลิตไฟฟ้าจากโรงงานแห่งหนึ่งไปยังผู้ซื้อไฟฟ้าอาจจะห่างกันไป ๕ กิโลเมตร ๑๐ กิโลเมตร ๑๕ กิโลเมตร บางครั้งอาจจะต้องขอไหล่ทาง หรือว่าเขตของ กรมทางหลวงชนบท หรือว่ากรมทางหลวงในการที่จะเพิ่มในการปักเสาขยายเขตจะสามารถ เป็นไปได้หรือไม่ ซึ่งเราก็ได้คําตอบมาว่าเป็นไปได้ ตรงนี้ก็จะทําให้สามารถสร้างโครงข่าย ขึ้นมาเพิ่มลดภาระของการไฟฟ้าลงได้ แล้วก็ได้เชิญผู้ประกอบการเอกชนมาให้ข้อคิดเห็น ต่างก็ล้วนให้ข้อคิดเห็นไปในทางเดียวกันว่าเห็นด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งสํานักงานนโยบาย และแผนพลังงานก็ดี สํานักงานคณะกรรมการกํากับกิจการพลังงานก็ดีเขายังบอกว่าเขา กําลังทํามาตรการที่เรียกว่าเทิร์ด ปาร์ตี้ แอ็กเซส (Third Party Access) เทิร์ด (Third) แปลว่าลําดับที่ ๓ ปาร์ตี้ (Party) ก็คือบุคคลที่แอ็กเซส (Access) คือการสามารถเข้าใช้ นั่นคือ หมายความว่าทุกวันนี้สายไฟฟ้าที่อยู่ตามริมถนนที่เราบอกว่าเป็นของการไฟฟ้านครหลวง การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคนั้นทางหน่วยงานในกระทรวงพลังงานเองเขาบอก เขาจะต้องปลดล็อก ตรงนั้นเพื่อให้เอกชนสามารถขอใช้สายไฟฟ้าที่มีเหลือเฟืออยู่ตามท้องถนน ให้เอกชนสามารถ ขอใช้เป็นทางผ่านของกระแสไฟฟ้า แล้วก็ให้มีมาตรการในการคิดค่าผ่านสายไฟฟ้า โรงงานผลิตไฟฟ้าจากชีวมวลอาจจะปล่อยไฟฟ้า ๑ เมกะวัตต์ขึ้นเสาไฟฟ้าของการไฟฟ้าไป การไฟฟ้าเขาก็จะคิด ถ้าอย่างนั้นจะคิดค่าไฟฟ้า ค่าผ่านสายไฟฟ้าหน่วยละกี่บาทก็เป็น ค่าธรรมเนียมที่จะต้องคิดไป แล้วก็ผู้ซื้อที่อยู่อีกหมู่บ้านหนึ่งหรือตําบลหนึ่งก็จะสามารถ รับซื้อไฟฟ้านั้นลงไปได้
สไลด์ (Slide) หมายเลข ๑๕ เพราะฉะนั้นโดยสรุปแล้วข้อเสนอในการปฏิรูป ก็คือ ข้อ ๑ ให้มีการกําหนดรูปแบบที่เหมาะสมของกิจการไฟฟ้าเสรีที่ใช้พลังงานทดแทน เนื่องจากว่ายังเป็นเรื่องใหม่ของประเทศไทย แล้วก็ตามที่ผมเรียนแล้วว่าประเทศไทยเรามี การไฟฟ้าทั้ง ๓ แห่งมามีอายุยาวนานร่วม ๑๐๐ ปี ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๕ รัชกาลที่ ๖ วันนี้ นะครับก็ถือว่าน่าจะเรียกว่าเป็นการปฏิรูปกิจการไฟฟ้าอย่างแท้จริงก็คือการเปิดเสรี การเปิด เสรีนี้ขอกราบเรียนอีกนิดหนึ่งนะครับว่าไม่ได้พูดถึงเรื่องการแปรรูป ไม่ได้พูดถึงเรื่องการ จะแปรรูปการไฟฟ้าหรือว่าแปรรูปสายส่ง สายจําหน่ายว่าจะไปเป็นของใครเหมือนเดิมครับ ยังเป็นของรัฐวิสาหกิจ แต่ขอให้เอกชนได้มีสิทธิในการใช้เป็นทางผ่านของกระแสไฟฟ้า
ข้อ ๒ ข้อเสนอในการปฏิรูป ขออนุญาตดูสไลด์ (Slide) ภาพถัดไปครับ สไลด์ (Slide) หมายเลข ๑๖ ภาพตรงนี้ถ้าหากว่าการปฏิรูปเราเกิดขึ้น สิ่งที่จะเกิดขึ้นก็คือว่า เอกชนผู้ใช้ไฟฟ้าซึ่งอยู่ในระดับต่ําสุดของภาพนี้คือประชาชนผู้ใช้ไฟฟ้า แม้ว่าจะเป็นชุมชน กลุ่ม ๑ หรือว่าชุมชนกลุ่ม ๒ ก็ตาม เขาจะสามารถเลือกที่จะซื้อจากการไฟฟ้าแบบเดิมหรือว่า เลือกเป็นเส้นประตัวใหม่ก็ได้ เส้นประสีแดงที่เขียนอยู่บนภาพสไลด์ (Slide) นี้ประชาชนผู้ใช้ ไฟฟ้าสามารถที่จะซื้อตรงจากเอกชนด้วยกันได้นะครับ หรือแม้แต่กระทั่งกลุ่มผู้ใช้ไฟฟ้า กลุ่ม ๑ หรือกลุ่ม ๒ มองหน้ามองหลังกัน ตกลงในเงื่อนไขกันได้ เอกชนกับเอกชน ชุมชนกับ ชุมชน ก็สามารถที่จะแลกเปลี่ยนซื้อขายไฟฟ้าด้วยกันได้ นี่ล่ะครับคือการปฏิรูปให้เกิด อิสรเสรีขึ้นมา
สไลด์ (Slide) หมายเลข ๑๗ นี้เป็นการอธิบายซ้ําอีกครั้งหนึ่งว่า เอกชน ผู้ผลิตไฟฟ้า ซึ่งอยู่ด้านซ้ายสุดของแผนภาพ ก็จะส่งกระแสไฟฟ้า เขาสามารถที่จะเลือก เส้นทางในการส่งกระแสไฟฟ้าไปยังปลายทางได้ ถ้าจะเป็นเส้นประข้างบนนั้นก็คือขอยืม หรือว่าจ่ายค่าผ่านสายไฟฟ้าให้กับโครงข่ายไฟฟ้าของรัฐวิสาหกิจคือการไฟฟ้าต่าง ๆ หรือใช้ เส้นประข้างล่าง ก็คือเอกชนก็ขออนุญาตไปปักเสาขยายเขตอยู่ริมถนน ไม่ว่าจะเป็น ในชนบทหรือว่าอยู่ในหมู่บ้าน หรือว่าเข้าไปในหมู่บ้านจัดสรร เข้าไปในชุมชน เพราะฉะนั้น โครงข่ายนั้นถ้าเป็นของรัฐวิสาหกิจก็ขอใช้เป็นทางผ่าน หรือว่าปักเสาขยายเขตออกมาใหม่ ก็ได้ และที่น่าสนใจอีกข้อหนึ่งนะครับก็คือว่าไหน ๆ จะปฏิรูปกิจการไฟฟ้าเสรีแล้วก็ควร จะต้องมีมาตรการส่งเสริมการใช้ระบบเก็บสะสมพลังงานไฟฟ้าด้วย ที่เรียกว่าระบบ เอเนอร์จี สตอเรจ (Energy Storage) กระแสไฟฟ้าที่ผลิตจากพลังงานทดแทนนั้น ทุกวันนี้ผลิตเสร็จ ก็ต้องส่งออกไปยังปลายทางทันที ที่ผ่านมาต้นทุนในการเก็บลงแบตเตอรี่ หรือว่าเก็บด้วย เทคโนโลยีต่าง ๆ นั้นยังแพงอยู่ แต่ปัจจุบันราคาต้นทุนก็ค่อนข้างลดลงไปแล้ว ขณะเดียวกัน ในประเทศไทยเราก็ยังไม่มีระเบียบใด ๆ มารองรับ อยู่ดี ๆ ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทน คอยเก็บใส่แบตเตอรี่ไว้ชั่วคราวแล้วก็จะปล่อยขึ้นเสาไฟฟ้า ทุกวันนี้ยังทําไม่ได้ครับ แปลกประหลาดมหัศจรรย์มาก เพราะฉะนั้นก็จะต้องมีระเบียบ ไม่ว่าจะเป็นด้านผู้ผลิต หรือว่าเป็นด้านผู้ซื้อ น่าจะมีสิทธิเสรีภาพในการเก็บสะสมพลังงานเอาไว้ใช้ในช่วงเวลา ในยามที่มีความจําเป็น เป็นต้น
จะสุดท้ายแล้วครับ สไลด์ (Slide) หมายเลข ๑๙ ข้อ ๒ ขอเสนอให้ กกพ. กกพ. นี้ก็คือคณะกรรมการกํากับกิจการพลังงาน ซึ่งเป็นองค์กรอิสระที่จัดตั้งขึ้นมาภายใต้ พระราชบัญญัติการประกอบกิจการพลังงาน พ.ศ. ๒๕๕๐ ถ้าการสื่อสารแล้วก็หลาย ๆ ท่าน ก็คงจะรู้จักคําว่า กสทช. ถ้าเลือกตั้งท่านก็คงจะรู้จักคําว่า กกต. แต่พลังงานเรามี กกพ. กํากับกิจการพลังงาน เขามีอํานาจหน้าที่อยู่แล้ว เรื่องที่ผมกราบเรียนมาทั้งหมดนั้นเท่าที่ เราศึกษามาในประเด็นของการเปิดเสรีก็ดี การขออนุญาตใช้โครงข่ายไฟฟ้าก็ดี หรือสร้าง โครงข่ายไฟฟ้าขึ้นมาใหม่ก็ดีนั้น คงไม่ต้องถึงกับต้องไปออกกฎหมายใหม่หรือว่าแก้ไข กฎหมายใด พ.ร.บ. ประกอบกิจการพลังงาน พ.ศ. ๒๕๕๐ นี้ยังเอาอยู่ ณ วันนี้เท่าที่เราศึกษา อยู่ในอนาคตอาจจะมีการปรับปรุงกฎหมายฉบับอื่นหรือไม่นั้นก็คงเป็นเรื่องของอนาคต เราจะเสนอให้ กกพ. ออกระเบียบออกมา คือถ้ามีระเบียบก็จะทําให้เกิดความมั่นใจกับ ผู้ลงทุน ความมั่นใจจากผู้ซื้อ ความมั่นใจจากแหล่งสถาบันการเงินที่จะมาปล่อยเงินกู้ สร้างความมั่นใจให้กับชุมชนว่าถ้าเขาคุยแล้วเขาจะได้ไฟฟ้าออกมาแน่ ข้อ ๑ ให้กําหนด ประเภทแหล่งพลังงานทดแทน ข้อ ๒ ให้กําหนดรูปแบบวิธีการจัดส่งพลังงานไฟฟ้า ซึ่งอาจ ใช้โครงข่ายของการไฟฟ้าเดิม หรือเปิดโอกาสให้เอกชนสร้างโครงข่าย คือปักเสาพาดสายไฟฟ้า ขึ้นมาใหม่ก็ได้ ข้อ ๓ สําคัญมากครับ เร่งรัดให้มีการออกข้อกําหนดเกี่ยวกับการเชื่อมต่อ คือจากผู้ผลิตไฟฟ้าจะเชื่อมขึ้นเสาไฟฟ้าต้องมีข้อกําหนดมารองรับในการให้บริการ ในการ ใช้บริการและการปฏิบัติให้สามารถทําได้โดยเร็ว รวมถึงการกําหนดอัตราค่าบริการในการใช้ หรือเชื่อมต่อที่เหมาะสมและเป็นธรรม ตามที่กราบเรียนแล้วว่าอยู่ดี ๆ ใครจะเอาพลังงาน ทดแทนปล่อยให้ไหลขึ้นเสาไฟฟ้า ไม่ได้ การไฟฟ้าก็งง ๆ เขาก็รับไม่ได้ แล้วถ้าจะคิดเป็น ค่าผ่านสายไฟฟ้าเขาก็ไม่มีอัตรา ไม่รู้จะคิดกี่บาท กี่สตางค์ ตรงนี้ล่ะครับถึงเวลาแล้วที่จะต้อง มีการกําหนดกัน
สไลด์ (Slide) หมายเลข ๒๐ ข้อ ๕ กําหนดรูปแบบมาตรฐานของโครงข่าย ไฟฟ้าที่สอดคล้องตามมาตรฐานต่าง ๆ ข้อ ๖ ให้มีการส่งเสริมให้มีการเก็บสะสมพลังงาน ที่ผลิตจากพลังงานทดแทน ข้อ ๗ ในการขายไฟฟ้าก็ดี ซื้อไฟฟ้าในโครงการนี้ต้องไม่เป็นภาระ ค่าไฟฟ้าของประชาชน ลดภาระสร้างโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ของภาครัฐ ไม่ให้เป็นภาระต่อ การลงทุนของการไฟฟ้า ข้อ ๘ กําหนดขั้นตอนและระยะเวลาของการยื่นเอกสารที่เหมาะสม ข้อ ๙ กําหนดให้มีกลไกที่มีหน่วยงานที่จะสามารถให้คําปรึกษาในการดําเนินการและบริหาร โครงการกิจการไฟฟ้าเสรีได้
สไลด์ (Slide) หมายเลข ๒๑ อย่างไรก็ตามเนื่องจากเมื่อพูดถึงเรื่องพลังงาน ทดแทนก็จะมีบางคนตกใจว่าเดี๋ยวพลังงานทดแทนจะเข้ามาใช้มากกันเกินไปจะทําให้มี ปัญหาเรื่องเสถียรภาพ เราจึงกําหนดให้การส่งเสริมเป็น ๒ ระยะ ระยะที่ ๑ เอาขนาดจิ๋ว ก่อนนะครับ คือพลังงานทดแทนที่มีขนาดเล็กมาก และเมื่อประสบความสําเร็จก็ไปขยาย เป็นขนาดที่มีขนาดใหญ่ขึ้น แล้วก็ยังคงจํากัดอยู่ในระดับชุมชนครับ
ผมคงขออนุญาตจบการบรรยายชี้แจงแต่เพียงเท่านี้ และขอเรียนว่า ถ้ากิจการไฟฟ้าเสรีที่ใช้พลังงานทดแทนในระดับชุมชนนี้เกิดขึ้นได้ก็จะทําให้ประเทศไทย เรามีพลังงานที่มั่นคง และที่สําคัญจะทําให้ประกาศต่อชาวโลกด้วยว่าประเทศไทยเรานี้ มีส่วนร่วมในการลดก๊าซเรือนกระจกได้อย่างสง่าและมีความภาคภูมิใจครับขอบพระคุณครับ
ขอเชิญท่านคุรุจิต นาครทรรพ ประธานกรรมาธิการครับ
กราบเรียนท่านประธาน สภาที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผมขออนุญาตเสริมของท่านศาสตราจารย์ ดอกเตอร์ดุสิต เครืองาม ในบางประเด็นอีกสักเล็กน้อยนะครับ การส่งเสริมกิจการไฟฟ้าเสรี ที่ใช้พลังงานทดแทนในระดับชุมชนนี้ ผมคิดว่าชุมชนในฐานะผู้บริโภคผู้ซื้อไฟได้ประโยชน์ แน่นอน เพราะว่ามีทางเลือกที่จะไปตกลงซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตรายอื่นนอกจากผู้ขายไฟฟ้าหลัก คือการไฟฟ้าฝ่ายจําหน่ายนะครับ ถ้าผู้ผลิตไฟฟ้ารายอื่นที่มาจากพลังงานทดแทนขายแพงกว่า ผู้ผลิตไฟฟ้าหลักก็คงไม่มีใครซื้อนะครับ แต่การเปิดเสรีนี้ก็คือว่าเริ่มในระดับล่างสุด คือถ้าพูดศัพท์ทางเทคนิคเขาเรียกว่าที่อยู่ในสถานีจ่าย หรือหม้อแปลงเดียวกัน หรือฟีดเดอร์ (Feeder) เดียวกัน ซึ่งทั่วประเทศมีอยู่มากกว่า ๕๐๐ ฟีดเดอร์ (Feeder) ให้สามารถซื้อขาย กันเองในฟีดเดอร์ (Feeder) นี้ อันนี้ชุมชนย่อมได้ประโยชน์อย่างแน่นอนในฐานะผู้บริโภค รายย่อย ทีนี้บางท่านอาจจะสงสัยว่าแล้วผู้ผลิตไฟฟ้าพลังงานทดแทนจะเป็นเอกชนล้วน ๆ เอกชนก็ทํากําไร ผมก็คิดว่าเอกชนอย่างที่บอกก็คือจะขายไฟฟ้าก็ต้องขายในราคาที่ผู้บริโภค รับได้ ถ้าขายแพงกว่าการไฟฟ้าเขาขายก็ไม่มีใครซื้อ แล้วเทคโนโลยีในปัจจุบันมันก็จะมี เทคโนโลยีที่เก็บแบตเตอรี่เก็บไฟเอนเนอร์จีสตอเรจ (Energy Storage) มันก็จะช่วยส่งเสริม ให้ผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็กมาก ๆ อย่างที่ผมยกตัวอย่าง ก็คือผู้ที่ติดบนหลังคาบ้านตัวเอง แล้วกลางวันไม่อยู่บ้าน สามารถจะขายให้เพื่อนบ้านซึ่งทํางานกลางคืนแต่ตื่นกลางวันอย่างนี้ สามารถไปทํางาน ก็แลกเปลี่ยนกันเองได้นะครับ เพียงแต่ขออนุญาตว่าใช้สายส่งของ การไฟฟ้าฝ่ายจําหน่ายโดยจ่ายค่าผ่านสายส่งในส่วนที่ไม่ได้ใช้ แล้วผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็กมาก ในระดับชุมชุนมันไม่ได้มีแต่ผู้ที่ติดบนหลังคาบ้านตัวเองเท่านั้น มันยังมีเกษตรกรหรือสหกรณ์ ที่เขาสามารถรวมกลุ่มผลิตก๊าซชีวภาพจากไบโอแก๊ส (Biogas) แล้วก็นํามาผลิตไฟฟ้า เพราะฉะนั้นการเปิดเสรีไม่ได้เพื่อเอกชนเท่านั้น เพื่อประชาชนที่จะมีทางเลือกที่จะผลิต ไฟฟ้าเอง แล้วก็ใช้เอง แล้วแลกเปลี่ยนกันใช้ด้วย ขอบพระคุณครับ
ต่อไปขอเชิญท่านสมาชิกอภิปรายแสดงความคิดเห็นท่านละไม่เกิน ๑๐ นาที นะครับ ท่านแรกขอเชิญท่านสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ อดีตเลขาธิการสํานักงานประกันสังคม อดีตรองปลัดกระทรวงแรงงาน ท่านได้ขออนุญาตที่จะใช้เพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) ประกอบการอภิปรายนะครับ ขอเชิญท่านสุรินทร์ครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ เพื่อนสมาชิก ที่รักทุกท่าน กระผม นายสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ สมาชิก สปท. หมายเลข ๑๗๓ ผมฟังกรรมาธิการ โดยเฉพาะท่านอาจารย์ดุสิตบรรยายไปแล้วนะครับ ต้องใช้คําว่าก็เคลิ้มและเห็นได้ชัดว่า โลกปัจจุบันนี้กับในอนาคตนี้นะครับ ก็น่าจะเป็นอย่างที่ท่านกล่าว แต่อย่างไรก็ตามท่านประธาน ผมขออนุญาตนําเสนอเพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) ให้เห็น เพราะว่าผู้ฟังไม่ได้อยู่เฉพาะ ในที่ประชุมแห่งนี้เท่านั้น ที่บ้านและที่ต่าง ๆ ที่สามารถรับฟังวิทยุและโทรทัศน์ของรัฐสภาได้ ผมอยากเริ่มต้นจากการปูพื้นฐานเสียก่อนนะครับ
(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเปิดพรีเซนเทชัน (Presentation))
ภาพต่อไปท่านครับ พลังงานในโลกนี้แบ่งออกเป็น ๒ ประเภทใหญ่ ๆ ประเภทที่ ๑ ก็คือ พลังงานที่ใช้สิ้นเปลืองหมดไป ได้แก่ น้ํามัน และก๊าซธรรมชาติ แน่นอนคือวันหนึ่งต้องหมดจากโลกไป เพราะมันเกิดจากฟอสซิล (Fossil) ๒. พลังงานที่ใช้ไม่สิ้นเปลือง ใช้แล้วใช้อีกได้ ได้แก่ แสงแดด ลม น้ํา และความร้อนใต้พิภพ ท่านอาจจะบอกความร้อนใต้พิภพเอามาทําอะไร ที่เล็กสุดแถวเชียงใหม่ที่มีน้ําพุร้อนนะครับ หรือที่เบตง แต่ถ้ามาก ๆ กว่านั้นเอาไปทําให้เกิดความดัน รวมทั้งเกิดความร้อนไปปั่นไฟได้ ที่เราใช้กันอยู่ปัจจุบันนี้ก็คือที่รู้จักกันมานานนะครับ เป็นเกือบจะ ๑๐๐ ปี ก็คือ น้ํามัน นี่ครับ ภาพแท้ ๆ แท่นขุดเจาะน้ํามันในอ่าวไทย ประชาชนคนไทยหลายคนอาจจะไม่ได้เห็น ผมนําภาพมาให้เห็นว่าแท่นขุดเจาะอย่างนี้ที่เราบอกว่ามีมากมายในอ่าวไทย ซึ่งบางคน กล่าวว่าเช่นนั้น แต่จริง ๆ มีไม่มากหรอกครับ มีจํากัดเขาสํารวจแล้วนะครับ บนบกครับ แท่นขุดเจาะน้ํามันและก๊าซธรรมชาติที่อําเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งกรรมาธิการและผมก็ ไปดูมาแล้ว แล้วก็มีมาหลาย ๑๐ ปี ก็ยังพอมีอยู่ แต่ก็น้อยลง น้อยลง น้อยลงนะครับ ให้เห็น ภาพว่าแท่นเป็นอย่างนี้ล่ะครับ
ภาพต่อไปครับ หลังจากที่มีน้ํามันมาแล้ว ไม่ใช่อยู่ ๆ มันดําปี๋เลยนะครับจะ ใช้ได้เลย ก็ต้องมาเข้าโรงกลั่นแบบนี้ ผมก็ไม่รู้จะไปถ่ายที่ไหน ก็ไปถ่ายมาจากโรงกลั่นน้ํามัน บริษัทบางจาก อยู่ตรงใกล้ ๆ ท่าเรือคลองเตยนี่เองนะครับ ก็เป็นโรงกลั่นที่มีมานานแล้วก็ ตั้งอยู่ใกล้ชุมชนที่สุด
ภาพต่อไปครับ พลังที่ใช้ไม่หมดก็คือเริ่มต้นพลังน้ํา แล้วก็มีราคาถูกที่สุด ของเราก็คือเขื่อนภูมิพล ตั้งมาแล้วไม่น้อยกว่า ๕๐ ปี นะครับ เดิมเรียกว่าเขื่อนยันฮี ปัจจุบันนี้ก็เรียกว่าเขื่อนภูมิ ก็สามารถผลิตกระแสไฟฟ้าที่มาตามสายส่งได้มหาศาล แต่ว่า เมื่อความเจริญมากขึ้น ๆ ก็ไม่พอ แล้วก็จากเทคโนโลยีต่าง ๆ ทําให้แผงโซลาร์เซลล์ (Solar Cell) ก็ถูกลง ๆ ก็มีการทําโซลาร์ฟาร์ม (Solar Farm) ผมก็ไปถ่ายมาอีกเมื่อตอนไปเยี่ยมบริษัทบางจาก นี่คือโซลาร์ฟาร์ม (Solar Farm) ที่บางประอิน น่าจะเป็นแห่งแรก ๆ ของประเทศไทย ที่ผลิต ไฟฟ้าป้อนสายส่งอยู่ขณะนี้ เอาให้เล็กลงมาหน่อยครับ ท่านไปที่รังสิตครับ ไปดูมหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์ โซลาร์รูฟ (Solar Roof) ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ที่ศูนย์รังสิต อันนี้ ของแท้นะครับ เป็นอย่างนี้เลยครับ อันนี้เราพูดถึงองค์ใหญ่ ๆ มาพูดถึงองค์กรเล็ก ๆ อย่างที่ ท่านอาจารย์ดุสิตก็คือว่า ผมนําเสนออย่างนี้ครับ บ้านเจ้าของแท้เลย ท่านโทรศัพท์ไปถาม เขาก็ได้ครับ เขาทําเรื่องนี้ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๕๓ เป็นบ้านของคุณวรรณา ศิริวงษ์ เขาอยู่ที่ หมู่บ้านเซ็นทรัลปาร์ค ถนนกาญจนวนิช อําเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ท่านจะเชื่อหรือไม่ ก็ตามเขาใช้ในบ้านจนเหลือแล้ว เขาสามารถขายให้กับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคได้เดือนละ ๔,๕๐๐ บาท เอา ๑๒ คูณสิครับ ตก ๕๐,๐๐๐ – ๖๐,๐๐๐ บาท เป็นค่าใช้จ่ายส่งลูกเรียน ได้เลยนะครับ
พลังงานต่อไปครับ พลังงานลมครับ ที่ผมบอกก็คือ อันนี้เป็นทุ่งกังหันลม นะครับ บริษัท เขาค้อ วินท์ พาวเวอร์ จํากัด จังหวัดเพชรบูรณ์ ท่านประธานกรรมาธิการ กับคณะก็พาผมไปดูมาแล้ว เราก็ไปดูกันมาก็ทึ่งหมุนตลอดเวลาเป็นที่รับลม ก็ผลิต กระแสไฟฟ้าเข้าไปสายส่งของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตได้นะครับ ที่ผมพูดทั้งหมดก็คือให้เห็นภาพ ว่าในโลกนี้มันก็มีเทคโนโลยีใหม่ ๆ ขึ้นมา แล้วท่านประธานครับ ผมได้ส่งข้อมูลทางวิชาการ ผ่านเข้าไปในไลน์ (Line) ของ สปท. ก่อนที่ผมจะอภิปรายแล้วก็ข้อมูลนั้นมาจากหนังสือ เรื่อง คลีนดิสรัปชัน (Clean Disruption) เล่มนี้ครับ ออฟ เอเนอร์จี แอนด์ ทรานสพอร์เทชัน (Of Energy and Transportation) เขียนโดย นายโทนี ซีบา เนื้อหาจริง ๆ ผมดูแล้ว ๒๓๑ หน้า มิสเตอร์โทนี ซีบา จบจากสแตมฟอร์ด เขาเขียนเรื่องการใช้พลังงานทดแทน ในอนาคตนี้ไว้น่าอ่านมาก น่าอ่านอย่างไร เขาก็บอกว่าในอดีตการพัฒนาการใช้พลังงานนี้ ก็เปลี่ยนแปลงไปเกือบจะเรียกว่าทุก ๕ ปี แล้วเขายังพยากรณ์ต่อไปว่าในอนาคตนี้พลังงาน ไฟฟ้าที่ผลิตจากแสงแดดจะถูกลง ๆ เพราะอะไร เพราะว่าเซลล์ที่มาใช้ในการทํานี้ถูกลง ๆ ทุกวัน ทีนี้มันก็ยังมีเรื่องของบางเรื่องที่ยังจะใช้พลังงานไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนไม่ได้
ท่านดูภาพต่อไปครับ ภาพนี้ผมไม่เห็นเลยว่าเครื่องบินอีกหลายสิบปีก็ยังต้อง ใช้น้ํามันอยู่อันนี้เป็นที่รู้กัน มีของบริษัท ๆ หนึ่งพยายามที่จะใช้แบตเตอรี่ในที่สุดก็ต้องจอด ไปไม่รอด แต่อย่าไปออกชื่อเลยว่าบริษัทอะไร ก็ยังใช้ไม่ได้อยู่ ยังใช้ไม่ได้ดี แต่ที่ใช้ได้ดีคือรถ ของยี่ห้อหนึ่งของอเมริกาเอามาจอดให้ดูเลยครับที่โด่งดังขณะนี้ ขณะนี้ไม่ได้ใช้น้ํามันแล้ว แล้วก็สามารถที่จะใช้ชาร์จ (Charge) จากไฟฟ้าบ้านก็ได้ หรือจากไฟฟ้าจากพลังงานทดแทน ก็ได้ ประเทศไทยเรามีพลังงานน้ําน้อยมากเพราะเราจะสร้างเขื่อนแถว ๆ บางจังหวัด ในภาคเหนือก็มีกลุ่มคนที่เป็นผู้รู้ผู้เล่นคิดว่าตัวเองสัพพัญญูสร้างไม่ได้ป่าจะเสียหาย ร้อยแปด จิปาถะแต่คนเหล่านั้นไม่เคยไปอยู่ที่นั่นหรอก ก็ยังสร้างไม่ได้ในจังหวัดภาคเหนือจังหวัดหนึ่ง นะครับ เพราะฉะนั้นการใช้พลังงานทดแทนจากที่อาจารย์ดุสิตกล่าวสักครู่นี้มีความจําเป็น ในปัจจุบันและในอนาคต สําคัญที่สุดก็คือว่าให้สามารถแบ่งให้บ้านใกล้ ๆ ใช้ได้และสามารถ ขายกันเองได้ อันนี้ก็เป็นเรื่องนโยบายของรัฐบาลที่จะต้องผ่านสภาแห่งนี้ ข้อเสนอผมเพื่อ โปรดพิจารณาครับ
ข้อ ๑ รัฐต้องให้การสนับสนุนผลิตแผงโซลาร์เซลล์ (Solar Cell) ราคาถูก และสนับสนุนให้ประชาชนได้ใช้ไฟฟ้าที่ผลิตบนหลังคาบ้านตนเองในทุกรูปแบบ
ข้อ ๒ รัฐต้องรีบสนับสนุนให้คนไทยสามารถผลิตแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ ในเชิงพาณิชย์ อันนี้สําคัญมาก เพราะถ้าไม่มีแบตเตอรี่ไม่ว่าพลังงานลม พลังงานแสงแดด หรือพลังงานอะไรที่เกี่ยวกับพลังงานราคาถูกนี้ก็ไม่สามารถที่จะใช้ได้ ๒๔ ชั่วโมง ซึ่งต่างกับ ที่มาจากสายส่งจากพลังงานน้ําหรือพลังงานที่เกี่ยวกับการปั่นด้วยน้ํามันนะครับ ก็ยังจําเป็น ว่าจะต้องมีการพัฒนาเรื่องแบตเตอรี่รวมทั้งรถไฟฟ้าที่ว่านี้ก็ใช้แบตเตอรี่ แบตเตอรี่ยิ่งเล็ก ยิ่งมีคุณภาพสูงสามารถที่จะใช้ประโยชน์ได้มากยิ่งขึ้น ผมกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยัง กรรมาธิการซึ่งผมก็เป็นกรรมาธิการอยู่ชุดนี้ว่าเห็นด้วยและสมควรที่ได้รับการสนับสนุน นับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปเลยนะครับ ก็ฝากท่านประธานไปยังประธานกรรมาธิการและกรรมาธิการ ทุกท่านว่าสําหรับผมนี้สนับสนุน ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ครับ ขอบพระคุณครับ
ขอบคุณท่านสุรินทร์ครับ ต่อไปขอเชิญท่านกษิต ภิรมย์ อดีตเอกอัครราชทูต อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ ขอเชิญครับ
ขอบคุณครับท่านประธาน ผม กษิต ภิรมย์ สมาชิก สปท. ลําดับที่ ๗ ก่อนอื่นผมขอเสนออีกครั้งหนึ่ง ผมได้พูดในที่ประชุมนี้หลายครั้ง อยากจะให้ทาง สปท. โดยคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านพลังงานเสนอต่อรัฐบาล ให้มีการตั้งการพลังงานหมุนเวียนและทดแทน โดยยุบกรมส่งเสริมพลังงานทดแทนและให้ เป็นการพลังงาน จะได้มีความคล่องตัวในการบริหารราชการ และจะได้แข่งขันกับการไฟฟ้า ฝ่ายผลิตนครหลวงและภูมิภาคได้ รวมทั้งการปิโตรเลียมด้วย ตราบใดที่ไม่มีองค์กรกลาง การส่งเสริมพลังงานทดแทนมันก็จะเข้ามาทีละเรื่อง เดี๋ยววันนี้เราพูดเรื่องขยะ พรุ่งนี้เราบอกว่า ต้นไม้โตเร็ว เราพูดเรื่องพลังลม แล้วเราก็มาพลังงานแสงอาทิตย์ มันไม่มีภาพรวม น่าที่จะ ถึงเวลาแล้วที่จะมีการพลังงานหมุนเวียนและทดแทนให้เป็นกิจจะลักษณะ นั่นเป็นข้อที่ ๑
อันที่ ๒ ผมอยากจะขอนิยามคําว่า เสรีในเรื่องพลังงานทดแทนและหมุนเวียน ตามความเข้าใจของผม เสรีก็คือว่ารัฐ จะโดยกระทรวงพลังงานหรือจะหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ หนึ่งใด ออกระเบียบกฎเกณฑ์มาเพื่อที่จะอํานวยความสะดวกให้กับทุกหมู่เหล่าในสังคม สามารถที่จะติดตั้งพลังงานหมุนเวียนและทดแทน กฎเกณฑ์อันนี้น่าจะเป็นเรื่องของ การอํานวยความสะดวก ผมขออนุญาตให้คําภาษาอังกฤษ ฟาซิลิเทชัน (Facilitation) ออกกฎเกณฑ์มาแล้วถ้าเผื่อผมอยากจะทําหลังคาของผมให้เป็นพลังงานแสงอาทิตย์ ผมก็ ทําตามกฎเกณฑ์นั้น จะมีเป็น ๕ ข้อ ๑๐ ข้อ ก็ว่ากันไป ผมไม่ต้องไปขออนุญาตใคร รัฐก็ มีหน้าที่เข้ามาตรวจสอบในเรื่องความปลอดภัยต่าง ๆ แล้วผมก็ทําตามกฎเกณฑ์ที่ว่าไว้ ๑๕ ประการ หรือไม่อันที่ ๒ ก็มีกฎเกณฑ์เกี่ยวกับบริษัทที่จะรับจ้างในการที่จะติดตั้ง ผมก็คาดหวังว่าคณะกรรมาธิการน่าจะได้มาเสนอกับเราวันนี้ว่า น่าจะมีกฎเกณฑ์ว่าเพื่อให้ มันมีเสรีในเรื่องพลังงานทดแทนและหมุนเวียนอย่างไร แล้วก็จะทุกอย่างของพลังงาน หมุนเวียน หรือว่าจะจัดลําดับความสําคัญ เอาแสงอาทิตย์ก่อนได้ไหมครับ เพราะว่าได้ฟรี มีให้ทุกวัน ไม่มีค่าใช้จ่าย พลังลมเช่นกัน ตลอดชายทะเลทั้งฝั่งอ่าวไทยแล้วก็ทะเลอันดามัน
อันที่ ๓ ก็พูดกันเยอะแล้วเรื่องขยะ ผมไม่อยากจะไปยุ่งกับไม้โตเร็วเพราะ กลัวจะไปตัดป่าเสียมากกว่า สมมุติว่าเราจัดไว้ ๓ พลังงานทดแทนอันนี้ แล้วก็ให้มีกฎเกณฑ์ ออกมา แล้วก็ให้ประชาชนโดยทั่ว ๆ ไปสามารถที่จะทําได้ แล้วเวลาผมพูดถึงประชาชน ในระดับรากหญ้าผมก็ต้องไปที่หมู่บ้านและตําบล แล้วอาจจะมีสหกรณ์เข้ามา ก็เพื่อผลิตเอง ใช้เองเป็นสําคัญ ส่วนที่เหลือนั้นก็เป็นธุรกิจภาคเอกชน จะโดยโรงงานนิคมอุตสาหกรรม หรือจะตั้งโรงงานมาแล้วก็ผลิตเพื่อจะขาย คราวนี้การเชื่อมกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิต การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ผมว่ามันเป็นเรื่องที่เมื่อเราจะส่งเสริมพลังงานทดแทนแล้ว รัฐวิสาหกิจทั้ง ๓ การไฟฟ้าฝ่ายผลิต การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค และการไฟฟ้านครหลวง จะต้อง รับซื้อสิครับ ในขณะเดียวกันจะได้ลดการพึ่งพาถ่านหินซึ่งก็ยังสกปรกอยู่นะครับ มันไม่ ใสสะอาดถึงขนาดนั้น แล้วจะได้ลดการพึ่งพาน้ํามันกับแก๊ส ซึ่งสามารถจะไปใช้เป็นวัตถุดิบ อุตสาหกรรมได้ และเราก็จะได้ลดการต้องจ่ายเงินวันละหลายแสนบาทหรือปีละหลาย ๆ ล้านบาทในการที่จะนําเข้าซึ่งพลังงานสามอย่าง คือถ่านหิน แก๊ส และก็น้ํามัน มันต้องเป็น นโยบายแห่งรัฐว่าเราจะลดให้ไปได้เป้าถึง ๔๐ เปอร์เซ็นต์ ที่ได้ขึ้นตารางไว้ ทุกอย่างก็ต้อง มุ่งไปตามนั้น เพราะฉะนั้นเรื่องเสรีคือเรื่องรัฐ ฟาซิลิเทชัน (Facilitation) อํานวยความ สะดวก ไม่ใช่มาควบคุม ไม่ใช่ตั้งกรรมการมาต้องมาขออนุญาตอะไรต่าง ๆ เหล่านี้ มันไม่ใช่ แล้วกฎเกณฑ์อันนี้ก็อยู่ในเว็บไซต์ (Web Site) ทุกคนก็สามารถที่จะเข้าถึงได้ นั่นเป็น ประเด็นหนึ่ง อันที่ ๒ ผมได้พูดเรื่องชุมชนไปแล้ว ชุมชน ณ ที่นี้ คือที่รากหญ้า ที่เหลือเป็น ธุรกิจหมดนะครับ แยกแยะเสียให้แน่ชัดนะครับ ส่วนประเด็นอื่น ๆ ที่อยากจะกล่าวก็คือว่า เราจะต้องลดการนําเข้าพลังงานไฟฟ้าจากน้ําหรือจะให้มันหยุดแค่นั้น โดยเฉพาะจากลาว แล้วก็จากพม่า เพราะว่าอย่างไรมันก็เข้าไปทําลายต้นน้ํา ไปทําลายป่า และจะมีปัญหาการเมืองระหว่างประเทศ เพราะฉะนั้นการเร่งในการที่จะใช้พลังงานทดแทน ด้วยวัตถุดิบในประเทศไทย ผมได้พูดเรื่องแสงอาทิตย์ เรื่องขยะ เรื่องลม ทีนี้ล้นเกล้ารัชกาลที่ ๙ ได้มีโครงการทดลองที่พระราชวังดุสิต โดยเฉพาะปาล์มน้ํามัน แล้วก็หลายรัฐบาลก็พยายาม ที่จะใช้กากอ้อยกับมันสําปะหลัง เราก็ต้องไปเร่งการผลิตต่อเนื้อที่ เพิ่มผลผลิตเพื่อจะให้มา เป็นวัตถุดิบ จะใช้ได้ทั้ง ๒ ทาง อันหนึ่งเพื่ออาหาร อีกอันหนึ่งเพื่อเป็นวัตถุดิบหรือว่าพลังงาน เชื้อเพลิง อันนี้เป็นเรื่องที่ต้องกําหนดเป็นนโยบายและต้องพูดเสียให้แน่ชัดนะครับ ไม่อย่างนั้น เราจะมากันทีละเรื่องแบบนี้ ผมคิดว่าในเมื่อทางกรรมาธิการได้เสนอมา ๔ เรื่องแล้ว ทวนอีกสักครั้ง ได้ไหมครับภายในเดือนนี้ก่อนที่เราจะหมดวาระ แล้วก็จัดลําดับความสําคัญอีกสักทีหนึ่ง แล้วก็ให้มีการออกกฎเกณฑ์ ๑ ชุดเลย ไม่ใช่ว่าพูดกันที่นี่แล้วก็บอกว่ามอบไปให้กระทรวง พลังงานหรือคณะกรรมการพลังงาน ก็เลยไม่รู้ว่ากฎเกณฑ์ที่จะออกมา ระเบียบในการที่จะ ฟาซิลิเตท (Facilitate) อํานวยความสะดวกต่อชุมชนและผู้ประกอบการนั้นรูปร่างหน้าตา จะเป็นอย่างไร
ส่วนอีกประเด็นหนึ่งคือจะส่งเสริมเรื่องพลังงานทดแทนและหมุนเวียน ก็ต้อง มีกองทุนนะครับ ตอนนี้ก็ยังเก็บอยู่ใช่ไหมครับ ค่าน้ํามัน ค่าแก๊สอะไรต่าง ๆ เอาสักส่วนหนึ่ง มาจัดให้เป็นพลังงานทดแทนเป็นการเฉพาะจะได้หรือไม่ จะกี่เปอร์เซ็นต์ก็แล้วแต่ แล้วก็ ที่มันสําคัญก็คือว่าในโลกกว้าง เอกซ์เซป (Except) เว้นรัฐบาลของท่านประธานาธิบดีทรัมป์ เขาก็จะไปทางด้านพลังงานหมุนเวียนกันหมดแล้ว แล้วเยอรมนีก็ไม่ไปนิวเคลียร์ ประเทศ ต่าง ๆ ก็พยายามที่จะลด เพราะฉะนั้นเราก็ต้องบอกว่าพลังงานทดแทนและหมุนเวียน จะต้องเป็นนโยบายแห่งชาติ และทุกสิ่งทุกอย่างพลังที่เรามีอยู่ต้องทุ่มไปที่ตรงนี้ รวมทั้ง การวิจัยและค้นคว้าที่จะต้องมอบให้สถาบันการศึกษารับไปดําเนินการด้วย ผมอยากจะให้ มันมีภาพรวมที่เรียกว่าเป็น คอมพรีเฮนซีฟ แพลน ออฟ แอ็กชัน (Comprehensive Plan of Action) เกี่ยวกับพลังหมุนเวียนและทดแทนอีกสักครั้งหนึ่งนะครับ แล้วก็ให้มันเป็นวาระ แห่งชาติ เราจะได้รู้ว่าภายใน ๑๐ ปี ๑๕ ปี ข้างหน้าเราไม่ต้องพึ่งพม่า ไม่ต้องพึ่งลาว ไม่ต้องพึ่ง ตะวันออกกลาง แต่พึ่งตนเองเป็นสําคัญ และทุกหมู่เหล่าก็จะต้องเข้ามาร่วมกันทําการให้ได้ และเราก็อยู่ในวิสัยที่จะทําได้
ส่วนประเด็นสุดท้ายเราอยากจะขอให้กรรมาธิการผ่านท่านประธานพูดคุยกับ สถานทูตหลาย ๆ สถานทูตที่นี่ เช่นเยอรมนีที่เขามีความก้าวหน้ามากในเรื่องพลังงานแสงอาทิตย์ แล้วก็ลม เดนมาร์กก็เช่นกัน เนเธอร์แลนด์ก็เช่นกัน แม้กระทั่งสวิสเซอร์แลนด์ แล้วผมก็ ค่อนข้างจะแน่ใจว่าประเทศเหล่านี้พร้อมที่จะให้ความร่วมมือทางด้านวิชาการแล้วก็มี บริษัทเอกชนที่เขาพร้อมที่จะเข้ามาร่วมทุนกับประเทศไทย แน่นอนครับตอนนี้ความสัมพันธ์ ระหว่างเรากับจีน แล้วก็จีนตอนนี้เป็นใหญ่ที่สุดในเรื่องพลังงานแสงอาทิตย์และจะขึ้นมา เป็นที่หนึ่ง ในเรื่องพลังงานลม แต่มันต้องมีทางเลือกด้วย แล้วก็จะต้องมีโอกาสในการที่จะ เปรียบเทียบเทคโนโลยีแล้วก็ความคุ้มค่าของสิ่งที่จะใช้ แต่ว่าทั้งหมดนี้ครับท่านประธาน ไม่ว่าเราจะทําอะไรก็ตามเราต้องหาบุคลากรที่จะคิดเป็น ประดิษฐ์เป็น ค้นคว้าเป็นด้วยคน ของเราเองด้วย ผมไม่อยากจะให้ประเทศไทยเป็นนักซื้ออย่างเดียวแล้วก็ผลิตแค่ชิ้นส่วน ขอขอบคุณมากครับท่านประธาน
ท่านต่อไปขอเชิญท่านเสรี สุวรรณภานนท์ ประธานกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านการเมือง อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ อดีตสมาชิกวุฒิสภา และอดีตรองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ขอเชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม นายเสรี สุวรรณภานนท์ สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ขออนุญาตเสนอความเห็นเกี่ยวกับ รายงานของกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านพลังงาน ในเรื่องการส่งเสริม กิจการไฟฟ้าเสรีที่ใช้พลังงานทดแทนในระดับชุมชน คือก็พยายามดูรายงานดังกล่าวนี้ว่า เป็นรายงานที่ให้ประโยชน์อะไรได้มากน้อยแค่ไหน ก็ต้องกราบเรียนว่าเป็นรายงานที่ให้ ประโยชน์กับประชาชนทั่ว ๆ ไป ที่จะได้มีโอกาสใช้ไฟฟ้าที่คาดหวังได้ว่าจะถูกลง เพราะ เนื่องจากว่าไม่ได้มีการขายไฟฟ้าผูกขาดเหมือนที่ผ่านมา ดังนั้นอาจจะมีคําถามตามหัวข้อ รายงานเหมือนที่ท่านกษิต ภิรมย์ ขออนุญาตเอ่ยนามท่าน ได้อภิปรายพูดไปช่วงก่อนนั้น นะครับ ว่ารายงานดังกล่าวนี้ให้ความสําคัญไปที่การส่งเสริมกิจการไฟฟ้าเสรีที่ใช้พลังงาน ทดแทนในระดับชุมชน เพราะฉะนั้นคําว่าในระดับชุมชน มันแค่ในวงชุมชนหรือมีความหมาย ไปถึงเอกชนทั่ว ๆ ไป ได้หรือไม่อย่างไร เพราะว่าตามที่กรรมาธิการได้อธิบายก็เสมือนหนึ่งว่า จะเปิดโอกาส เปิดเสรีการผลิต การขายไฟฟ้าให้ประชาชนได้สามารถใช้ไฟฟ้าเหล่านี้ ได้ง่ายขึ้นได้มากขึ้น และประชาชนมีส่วนร่วมในการผลิตและจําหน่ายไฟฟ้า นอกจากที่จะอยู่ การไฟฟ้าต่าง ๆ ดังกล่าว ทีนี้ขอความชัดเจนนิดหนึ่งว่าคําว่าระดับชุมชนนี้มันมีนัย มันมี ความหมายว่าเฉพาะนี้ทําเฉพาะในชุมชน เพราะว่าอย่างน้อยที่สุดตามรายงานก็มีความ ชัดเจนอยู่ระดับหนึ่งว่าของเดิมที่ใช้อยู่ เอกชนสามารถที่จะผลิตไฟฟ้าดังกล่าว แล้วก็จําหน่าย ให้กับการไฟฟ้าได้ ดังนั้นคําว่า เอกชน ตามความหมายเดิมที่ไม่อนุญาต ในปัจจุบัน ไม่อนุญาตให้เอกชนส่งให้ขายไฟฟ้าข้ามรั้วจากบ้านหนึ่งไปสู่บ้านข้างเคียงอย่างนี้นะครับ อย่างหน้า ๗ แสดงว่าอันนี้เอกชนผลิตได้ แล้วก็ในรูปที่ ๒ บอกปัจจุบันไม่อนุญาตให้เอกชน ส่งให้ขายไฟฟ้าข้ามรั้วจากสถานที่หนึ่งไปสู่อาคารใด ๆ อันนี้คือปัจจุบันที่ทําไม่ได้ แต่ถ้า รายงานฉบับนี้ได้ผ่านความเห็นชอบแล้วสามารถเดินปฏิรูปไปข้างหน้าได้ จะให้คําว่า เอกชน ตรงนี้สามารถที่จะผลิตเอง ขายเอง ถ้าพูดกันให้ชัด ๆ ตรง ๆ นะครับ ทําได้ไหม ถ้าจะทําทั้งที ก็ขอความชัดเจน แล้วจะข้ามเขตได้ไหม ซึ่งก็เข้าใจได้นะครับ ว่าถ้าทําในเรื่องเหล่านี้ต้องมี มาตรฐาน มีความปลอดภัย แต่สิ่งสําคัญคือในช่วงก่อนที่ผ่านมา ท่านประธานทราบไหมครับ ว่าสิ่งที่เอกชนจะขออนุญาตผลิตไฟฟ้าขึ้นมามันยากเย็นแสนเข็ญขนาดไหน กระบวนการ ขั้นตอนกว่าจะอนุญาตนะครับ มันมีเงื่อนไขสลับซับซ้อนมากมายเหลือเกิน ในยุคปัจจุบันนี้ มันทําให้ถูกมอง ถูกครหาไปได้ว่าถ้าคุยไม่รู้เรื่องผลประโยชน์ไม่ลงตัวอย่าหวังเลยว่าจะได้ ใบอนุญาต นี่มันถูกไกลไปขนาดนั้น เพราะฉะนั้นเอกชนสามารถจะผลิตไฟฟ้าทดแทน ที่จริง ดวงอาทิตย์ แสงอาทิตย์ ไฟฟ้า ลม พลังจากน้ํา คือจริง ๆ สามารถที่จะมีมูลค่า สร้างมูลค่า ได้มากมาย แต่เราถูกปิดกั้นทําให้ระบบการผลิตไฟฟ้า การจําหน่ายไฟฟ้าไปยังประชาชน กลายเป็นว่าเมื่อถูกผูกขาดแล้วราคามันจะแพง เพราะฉะนั้นประชาชนทั่ว ๆ ไปในปัจจุบันนี้ ใช้ไฟฟ้าราคาแพงมาก และราคาไฟฟ้าเหล่านี้ไม่ใช่เพียงแค่ค่าผลิตอย่างนั้น เอาสิ่งที่คิดจะลงทุนพัฒนาขยาย โครงการเครือข่ายไฟฟ้าทั้งหลายนั้นเอาไปรวมอยู่ในค่าไฟฟ้าหมด ให้ประชาชนแบกรับหมด เพราะฉะนั้นค่าไฟมันเลยสูงครับ ถ้าจะปฏิรูปในเรื่องนี้ทั้งทีก็ฝากในช่วงเวลาที่มันเหลืออยู่นี้ ทําให้ชื่นใจสักทีครับในส่วนพลังงานนี้ ทําอย่างไรให้น้ํามันถูกลงนะครับ ถ้าน้ํามันถูกนี้ การลงทุนธุรกิจการค้าต่าง ๆ ต้นทุนจะถูกลง ค่าขนส่ง ทําอย่างไรให้ค่าไฟฟ้าถูกลง ผมว่า ถ้าท่านสามารถทําให้น้ํามันถูกลง ไฟฟ้าถูกลง และต่อไปค่าน้ําประปาควรถูกลงอีก เพราะ ไปเอามาจากแม่น้ําลําคลองนะครับ เอามาฆ่าเชื้อโรคเอามาขายก็ยังแพงมหาศาลนะครับ เพราะฉะนั้นเรื่องสาธารณูปโภคเหล่านี้ถ้ากรรมาธิการสามารถที่จะทําให้ไฟฟ้าถูกลง ค่าไฟฟ้า ถูกลง ผมว่านี่มันจะทําให้ชื่อของท่านกรรมาธิการ ชื่อของท่านประธานคุรุจิต นาครทรรพ จะจารึกอยู่ในแผ่นดินไทยว่าการปฏิรูปคราวนี้สามารถทําให้ประชาชนชื่นใจ และพอใจ และถูกใจ อันนี้ก็ฝากเพิ่มเติมนะครับ ถ้ารายงานฉบับนี้จะเป็นอานิสงส์ทําให้การผลิตไฟฟ้านี้ มันไม่สลับซับซ้อน ไม่ยุ่งยาก ให้ประชาชนมีส่วนร่วม บริษัทห้างร้านที่มีความรู้ความสามารถ ในการผลิตไฟฟ้าได้ ก็จะสร้างเศรษฐกิจอีกด้านหนึ่ง ประเทศชาติก็จะดีขึ้น กิจการงาน ซึ่งจะสร้างมูลค่าได้ เอาไฟฟ้ามามีราคา เอาลม เอาสิ่งต่าง ๆ ที่เป็นพลังงานทดแทนมาสร้าง เหล่านี้ได้ มันจะได้มูลค่าเพิ่มขึ้นอีกมหาศาล ก็ฝากท่านกรรมาธิการด้วยนะครับ
นอกจากนี้ขออนุญาตเสนอความเห็นว่าอย่างหน้า ๑๑ นี้ให้ กกพ. ใช้อํานาจ และหน้าที่ออกระเบียบว่าด้วยการส่งเสริมกิจการไฟฟ้าเสรี ชื่อเสรีนี้มันดีนะครับ คือมัน เข้าใจว่ามันเป็นอิสระ มันเป็นความยืดหยุ่น มันไม่ถูกผูกมัด ไม่ต้องติดอยู่ในเงื่อนไข คําว่า เสรี ดีตรงนี้ครับ ส่งเสริมไฟฟ้าเสรีที่ใช้พลังงานทดแทนในระดับชุมชนคือถ้ากรรมาธิการจะ เสนอว่าให้ กกพ. มีอํานาจและหน้าที่ออกระเบียบนี้ ถ้าเป็นไปได้กรรมาธิการช่วยออกไปเลย ได้ไหมครับ ยกร่างให้เขาเลย แทนที่จะบอกเป็นหัวข้อ ๙ หัวข้อนี้ ยกเป็นระเบียบให้เขาเลย สิ่งที่ห่วงคืออะไรครับ พอให้ กกพ. นี้ไปยกระเบียบก็จะยกระเบียบไม่เป็นไปตามนี้ พอยก ระเบียบแล้วสร้างเงื่อนไข พอยกระเบียบแล้วมันจะกลายเป็นปัญหาความยุ่งยากของ การปฏิรูป แม้ว่าจะกําหนดประเด็นอะไรไว้ก็ตามก็ยังอาจจะติดขัดถ้าไปเพิ่มเงื่อนไขที่มัน ยุ่งยากซับซ้อน แต่อันนี้ก็ดีครับ แต่บอกว่าต้องไม่เป็นภาระค่าไฟฟ้าของประชาชน ลดภาระ การสร้างโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ของภาครัฐตรงกันเลยครับ ตรงกับที่คิดเลย ตรงกับที่เคย อภิปรายในสภาอย่างนี้นะครับ ว่านี่สร้างภาระให้กับภาครัฐ แล้วภาครัฐก็เอาภาษีของ ประชาชนไปใช้ ประชาชนก็ใช้ไฟฟ้ามากเพิ่มขึ้น ก็กราบเรียนตามรายงานฉบับนี้มีเจตจํานง เป้าหมายที่ดี ที่เป็นประโยชน์ในการปฏิรูป ก็หวังว่าจะได้อานิสงส์ แล้วก็ประสบความสําเร็จ ในสิ่งที่กรรมาธิการตั้งใจและสภาแห่งนี้ก็จะได้ประโยชน์ด้วย ได้หน้าได้ตาด้วย ถ้าสามารถ ทําให้ไฟฟ้าถูกลงนะครับ ขอบคุณครับท่านประธาน
ขอบคุณท่านเสรีครับ ต่อไปขอเชิญท่าน พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช ประธาน กรรมการบริหารสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ อดีตกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญ และอดีตสมาชิกวุฒิสภา ขอเชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศที่เคารพ เพื่อนสมาชิก สปท. ผู้ทรงเกียรติ กระผม พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ แล้วก็เป็นรองประธานคณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปด้านพลังงาน แต่บังเอิญไม่ได้รับผิดชอบในรายงานนี้ ก็เลยขออนุญาต ให้ข้อมูลเพิ่มเติม เนื่องจากมีผู้อภิปรายเพียง ๒ – ๓ ท่าน ก็คิดว่าจะเป็นข้อมูลที่อาจจะเป็น ประโยชน์ เนื่องจากได้ไปดูงานในประเทศและในต่างประเทศได้เห็นในเรื่องของพลังงาน ทดแทนค่อนข้างมาก ทั้งด้านแสงอาทิตย์และด้านลม จึงอยากจะให้ข้อมูลกับเพื่อนสมาชิกว่า พัฒนาการในเรื่องของการผลิตไฟฟ้าในประเทศต่าง ๆ มันไปกันในทิศทางไหน แต่อยากจะ ให้ข่าวอันหนึ่งที่ได้รับฟังเมื่อเช้านี้เป็นข่าวจากประเทศฝรั่งเศส คือท่านประธานาธิบดี แอมานุแอล มาครง ของประเทศฝรั่งเศสได้ประกาศว่า ฝรั่งเศสจะเลิกผลิตรถยนต์ที่ใช้ ฟอสซิล (fossil) คือก๊าซและน้ํามันในปี ๒๐๔๐ คืออีก ๒๓ ปีจากวันนี้จะเลิกผลิตรถยนต์ ที่จริงทางสแกนดิเนเวียเข้าใจว่าจะเป็นประเทศสวีเดนอีก ๔ – ๕ ปี เขาก็จะเลิกผลิตแล้ว ก็ให้เป็นทิศทางของการใช้พลังงานทดแทนเพื่อช่วยกันลดภาวะโลกร้อนที่ประเทศต่าง ๆ ในโลกนี้กําลังเดินไปสู่ทิศทางนั้นนะครับ
กลับมาในเรื่องเนื้อหาของรายงานฉบับนี้ ก็ชัดเจนว่ารายงานฉบับนี้ มีความประสงค์ที่จะเปิดเสรีในการผลิตไฟฟ้าในบางส่วน ซึ่งที่จริงกรรมาธิการที่ผมรับผิดชอบ ทางอนุกรรมาธิการที่ผมรับผิดชอบเราก็ได้เสนอไปยังรัฐบาลแล้ว ถึงแนวทางในการเปิดเสรี ในด้านพลังงาน ทั้งเรื่องของน้ํามัน เรื่องของก๊าซ เรื่องของการผลิตไฟฟ้าที่จะให้กับประชาชน ว่าควรจะพิจารณาการเปิดเสรีเพิ่มมากขึ้น อันนั้นจะตอบคําถามของเพื่อนสมาชิกที่ได้กรุณา อภิปรายเมื่อสักครู่นี้คือท่านเสรี ว่าถ้าเราสามารถเปิดเสรีได้มากขึ้นเท่าไร ก็จะมีการแข่งขัน มากขึ้นเท่านั้น โอกาสที่ราคาจะเป็นไปตามกลไกตลาดและถูกลงก็จะเป็นลักษณะนั้น ในอดีต เรามีรัฐวิสาหกิจในด้านสาธารณูปโภคต่าง ๆ ขึ้นมาจํานวนหลายสาธารณูปโภค ก็เพื่อมุ่งหวัง ว่าถ้าหากว่าสาธารณูปโภคแพง ก็จะได้ซับซิไดซ์ (Subsidize) โดยรัฐบาล แต่วันนี้ สถานการณ์มันเปลี่ยนไป ทุกอย่างก็กําลังเดินไปสู่กลไกตลาด น้ํามันในบ้านเราตอนนี้ก็มี โรงกลั่น ๖ – ๗ โรง มีบริษัทที่จําหน่ายน้ํามันเป็นลักษณะของปั๊มอยู่หลายบริษัท มันก็เป็น การแข่งขันกัน เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราได้บริโภคก็เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจากราคาที่แข่งขันกัน คือตามกลไกตลาดนั่นเอง
มาพูดถึงเรื่องของข้อเสนอในการให้ใช้พลังงานทดแทนในชุมชน ผลิตโดยชุมชน หรือจะเป็นเอกชนไปผลิต เพื่อป้อนให้กับประชาชนในพื้นที่จํากัด อาจจะเป็นตําบล หมู่บ้าน อําเภอ ซึ่งเรื่องนี้ที่จริงแล้วในต่างประเทศไม่ใช่เรื่องใหม่ เป็นเรื่องที่ทํากันอยู่เป็นประจํา ถ้าเราขับรถไปในยุโรปไม่กี่นาทีเราก็จะเห็นเทอร์ไบน์วินด์ (Turbine Wind) คือเสาพลังงานลม แห่งละ ๒ – ๓ ต้นเท่านั้นเอง เพราะ ๒ – ๓ ต้นนี่มันก็ประมาณ ๗ – ๘ เมกะวัตต์ แล้วต้นหนึ่ง เดี๋ยวนี้ ๒.๕ เมกะวัตต์ ถึง ๓ เมกะวัตต์ สามารถที่จะดูแลหมู่บ้านได้สบาย ๆ ๑๐๐ หลังคาเรือน มันก็เป็นการผลิตกระแสไฟฟ้าเพื่อป้อนในแต่ละหมู่บ้าน แต่ละชุมชนได้ โดยไม่ต้องเข้าไปสู่ การซื้อขายผ่านภาครัฐ และนั่นเป็นทิศทางหนึ่งซึ่งเราเห็นมากในยุโรป แต่ผมเคยไปที่เมืองเพิร์ท ไปดูวินด์ฟาร์ม (Wind Farm) แห่งหนึ่งก็มีประมาณสัก ๔๐ – ๕๐ ต้น ผลิตกระแสไฟฟ้า ประมาณร้อยละ ๑๐ เมกะวัตต์ อันนั้นดูแลเรียกว่าระดับตําบล แต่ผู้ถือหุ้นคือชาวบ้าน เขาเปิดทั้งบริษัทที่เข้าไปติดตั้ง เปิดให้ชาวบ้านเข้ามาซื้อหุ้นก่อนเป็นความเร่งด่วนอันดับแรก เพราะฉะนั้นอันนี้ก็เป็นลักษณะของการที่ให้ชาวบ้าน ให้คนที่ใช้ไฟฟ้ามีส่วนเป็นเจ้าของ มีส่วนเป็นผู้ผลิตไฟฟ้าเองด้วย แล้ววิธีนี้ก็จะเป็นวิธีหนึ่งที่ทําให้การบริโภคไฟฟ้าเกิดประโยชน์ ตกแก่ผู้ใช้ ผู้ซื้อไฟฟ้า ทั้งในทางตรงและทางอ้อม ในเรื่องของข้อเสนอนี้ผมมีข้อสังเกตอยากจะฝากทางกรรมาธิการไปพิจารณาว่า จะกําหนด กฎเกณฑ์อย่างไร หรือในภาครัฐเมื่อจะต้องเป็นผู้ออกระเบียบ เราพูดกันเสมอถึงความ ไม่เสถียรของกระแสไฟฟ้าที่ผลิตจากพลังงานทดแทน คําว่า ไม่เสถียร ที่เป็นประเด็นสําคัญ ก็คือการที่เราไม่สามารถที่จะผลิตกระแสไฟฟ้าที่มาจากแสงแดดหรือโซลาร์ (Solar) ได้ทั้ง ๒๔ ชั่วโมง เพราะฉะนั้นในช่วงที่มีแสงแดดจ้า ๆ อาจจะประมาณ ๔ – ๕ ชั่วโมงเราก็ผลิต กระแสไฟฟ้าได้เต็มที่ แต่เวลาอีก ๑๐ กว่าชั่วโมงเกือบถึง ๒๐ ชั่วโมงนั้นเราก็ไม่มี กระแสไฟฟ้าที่มาจากโซลาร์เซลล์ (Solar Cell) หรือโซลาร์ฟาร์ม (Solar Farm) หรือโซลาร์ รูฟ (Solar Roof) จึงทําให้ทางภาครัฐ คือทางการไฟฟ้าคิดว่าถ้าหากเราจะส่งเสริมให้มี การผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์ (Solar) มาก ๆ รัฐบาลก็ต้องมีการเพิ่มการผลิตกระแสไฟฟ้าจาก ฟอสซิล (Fossil) หรือจากแหล่งอื่นอยู่ดีเพื่อที่จะไว้ใช้ในเวลาเย็น เวลากลางคืน อันนี้ก็จึงเป็น ปัญหาที่ทําให้ภาครัฐไม่ต้องการหรือไม่สามารถที่จะเพิ่มการรับซื้อไฟฟ้าที่มาจากการผลิตของ พลังงานทดแทนที่เป็นโซลาร์ (Solar) หรือเป็นวินด์ (Wind) ได้มากกว่าที่ผู้ประกอบการ ต้องการที่จะดําเนินการ เวลานี้มติของ ก.พ.ช. คือคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ ได้ออกมาแล้ว ซึ่งผมอยากให้โครงการนี้ได้รวมสิ่งนี้เข้าไปด้วย คือการเสนอเรื่องการผลิต ไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนเป็นแบบไฮบริด (Hybrid) คําว่า ไฮบริด (Hybrid) อันนี้ไม่ใช่แบบ ไฮบริด (Hybrid) ในรถยนต์ที่เราใช้อยู่นะครับ ระหว่างแบตเตอรี่กับน้ํามัน ไฮบริด (Hybrid) ตัวนี้คือระหว่างพลังงานที่ใช้เชื้อเพลิงหรือใช้แหล่งของการผลิตที่ผลิตได้ครบ ๒๔ ชั่วโมง ให้เป็นไฮบริด (Hybrid) เพราะฉะนั้นถ้าท่านจะเสนอว่าท่านต้องการจะผลิตโซลาร์ฟาร์ม (Solar Farm) ๓ เมกะวัตต์ ซึ่งมันทําได้เฉพาะช่วงมีแสงแดด ท่านก็จะต้องเสนอการผลิต กระแสไฟฟ้าอีก ๓ เมกะวัตต์จากเชื้อเพลิงอื่น ๆ เช่น ขยะ หรือเช่นชีวมวลที่สามารถผลิต ได้ตลอด ๒๔ ชั่วโมง หรือจะเป็นแท่งเชื้อเพลิงที่เราทําขึ้นมาที่เรียกว่าอาร์ดีเอฟ (RDF) มาใช้ เพราะฉะนั้นถ้าเราทําแบบนี้ก็จะทําให้เราสามารถส่งเสริมการผลิตกระแสไฟฟ้าที่มาจาก พลังงานทดแทนลมหรือแสงแดดได้เพิ่มมากขึ้นโดยไม่ต้องกระทบไม่เป็นภาระต่อภาครัฐ ที่จะต้องเตรียมในการหาโรงไฟฟ้าไว้เสริมในช่วงที่เราไม่สามารถผลิตไฟฟ้าจากลมและจาก แสงแดดได้
ประเด็นสุดท้ายที่ผมอยากจะกราบเรียนคือเทคโนโลยีที่พัฒนาในเรื่องของ การผลิตไฟฟ้าจากลมนั้น ผมได้ไปที่ประเทศสิงคโปร์พบกับผู้ผลิตซึ่งเขาได้สามารถออกแบบ และได้รับลิขสิทธิ์แล้วในการทําพลังงานเทอร์ไบน์วินด์ (Turbine Wind) พลังงานลมแบบ จะเรียกว่าระดับก็แล้วกันนะครับ สมมุติว่าปัจจุบันนี้เป็นแบบพัดลม คือหมุนด้วยเบลด (Blade) ในทางดิ่ง แต่อันนี้จะเป็นเบลด (Blade) ที่ตั้งในทางลดระดับ ในทางฮอริโซนทัล (Horizontal) ก็แปลว่าเบลด (Blade) อันนี้ซึ่งอาจจะมีถึง ๖ หรือ ๘ เบลด (Blade) เป็นลักษณะแบบไม้พาย สามารถที่จะรับลมในทางระดับได้ แล้วก็แปลงขยายให้มีกําลัง เพิ่มขึ้น ๑ ชุดจะสามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้ ๑ เมกะวัตต์ ใช้พื้นที่ประมาณ ๒ ไร่ ได้รับ จดลิขสิทธิ์แล้ว แล้วก็กําลังจะนําเข้ามาในประเทศเราในอนาคตอีก ๑-๒ ปี คําถามก็คือว่าเขา จะสามารถเข้ามาติดตั้งในชุมชนใดชุมชนหนึ่ง แล้วก็ซัปพลาย (Supply) กระแสไฟฟ้าให้กับ ชุมชนนั้น โดยอาจจะสร้างเดินสายไฟในการสายส่งเอง นี่ก็เป็นลักษณะหนึ่งที่เข้ากับสิ่งที่เป็น ข้อเสนอของคณะกรรมาธิการชุดนี้ว่าในอนาคตไม่ใช่เฉพาะในเรื่องของโซลาร์ (Solar) เท่านั้น ที่จะมาทดแทนหรือมาใช้ในชุมชนเพื่อชุมชน แต่อาจจะเป็นทางด้านพลังงานไฟฟ้า ที่ไม่จําเป็นจะต้องลงทุนแพงแบบที่เป็นเสาสูง ๆ ตั้ง ๑๐๐ – ๑๕๐ เมตรที่ใช้กันอยู่ในทุกวันนี้ เพราะลักษณะอันนั้นจะมีความสูงเพียงแค่ ๓๐ เมตรเท่านั้น ก็กราบเรียนเป็นข้อมูลเพิ่มเติม ให้กับคณะกรรมาธิการครับ
ท่านต่อไปขอเชิญท่านชูชัย ศุภวงศ์ อดีตเลขาธิการแพทย์สภา อดีตเลขาธิการ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ และอดีตกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญ ขอเชิญครับ
กราบเรียนท่านประธาน ท่านกรรมาธิการ ท่านสมาชิก ที่เคารพทุกท่านครับ วันนี้เป็นการเสนองานที่สําคัญของ สปท. นะครับ เป็นเรื่องที่สําคัญ และมีประโยชน์ต่อประเทศชาติบ้านเมืองมาก ต้องขอบคุณท่านประธานคุรุจิต ขอบคุณ ท่านศาสตราจารย์ดุสิต เครืองาม ที่ได้อธิบายให้เห็นระบบโครงสร้างและกลไกที่สามารถ พูดได้เต็มปากว่านี่คือการปฏิรูป เพราะว่าเป็นการปฏิรูประบบกลไกและโครงสร้างของ ทั้งผู้ผลิตและผู้ใช้ครับ อันนี้เป็นเรื่องที่น่าชื่นชมมาก ผมอยากจะเรียนอย่างนี้นะครับว่า ท่านประธานเองก็ได้นําเสนอในทุกโอกาสที่มีว่าแผ่นดินนี้มีเรื่องดี ๆ มาก แล้วประเทศ ของเรานี้ได้พัฒนามาในระดับนํา อันดับที่ ๒๐ หรือไม่เกินอันดับที่ ๓๐ ในทุก ๆ ด้านของโลก จากประเทศที่มีประมาณ ๒๐๐ ประเทศ ถ้าพูดเป็นสัดส่วนของเปอร์เซ็นต์แล้วก็อาจจะ กล่าวได้ว่าเราอยู่ในอันดับ ๕ เปอร์เซ็นต์แรก หรือ ๑๐ เปอร์เซ็นต์แรกของโลกด้วยซ้ําไป ผมคิดว่าถ้าเราทําเรื่องนี้ได้สําเร็จนะครับ มันจะนําไปสู่การลดความเหลื่อมล้ํา และสร้าง ความเป็นธรรมในสังคมได้มาก แล้วเรื่องที่ดีที่ผมอยากจะเรียนเสริมที่ท่านประธาน ได้พยายามเสนอมา ก็คือว่าเราตั้งอยู่ในภูมิประเทศที่เป็นพื้นที่ที่เหมาะสําหรับการทํา พลังงานทดแทน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องพลังงานจากองค์สุริยเทพนะครับ ถ้าไปอ่าน เรื่องมหาภารตะ หรือดูเรื่องนี้ จะเห็นว่าองค์สุริยเทพเป็นเทพที่มีความสําคัญยิ่งในจักรวาลนี้ แล้วท่านก็เผื่อแผ่มนุษย์ทุกผู้ทุกคนนะครับ ถ้าเราสามารถรับพลังงานนี้ แล้วใช้ประโยชน์ จากพลังงานนี้ได้ เราจะพูดคงไม่เกินเลยไปนะครับว่า เราสามารถจะพลิกแผ่นดินนี้ได้เลย นะครับ
ประเด็นที่ผมอยากจะเสนอ แล้วก็อยากจะพูดเรื่องที่เกี่ยวกับตัวเองบ้าง นะครับ ขออนุญาตท่านประธาน คือประมาณ ๕ ปีที่แล้วก็คิดเหมือนกันนะครับว่าจะติด โซลาร์รูฟ (Solar Roof) ก็ปรึกษาเพื่อนที่เป็นวิศวกร ปรึกษาอะไรต่าง ๆ แต่เสร็จแล้ว ก็ถอยหลังนะครับ ไม่ได้เป็นเพราะว่าเรื่องราคาเรื่องอะไรหรอกครับ เพราะว่าเราคิด เรื่องพลังงานสะอาด คิดเรื่องว่าเป็นคนส่วนหนึ่งที่สามารถลดมลภาวะให้กับบ้านเมือง ลดโลกร้อนได้บ้างไม่มากก็น้อย แต่ว่าติดอยู่ที่กฎระเบียบที่ศาสตราจารย์ดุสิตได้พูดนะครับ ติดกฎระเบียบจนต้องถอยครับ แล้วมาถึงวันนี้ก็เห็นได้ชัดว่ากฎระเบียบนี้ยังรัดรึง ไม่สามารถที่จะเดินไปข้างหน้าได้ การนําเสนอในวันนี้เป็นการที่ให้เราพ้นพันธนาการเหล่านี้ ผมถือว่าเป็นการนําเสนอที่เป็นกระบวนการของประชาธิปไตยครับ ท่านอาจจะงงว่าทําไม เกี่ยวกับประชาธิปไตย เป็นการนําเสนอที่กระจายอํานาจ ท่านก็อาจจะสงสัยว่าทําไม กระจายอํานาจ ก็เพราะให้พ้นพันธะการรวมศูนย์ในระบบที่ดํารงอยู่ครับ แล้วเป็น การกระจายไปสู่ประชาชนทุกครัวเรือน เดี๋ยวผมจะนําเสนอต่อไปนะครับว่าเอกสารนี้ ที่นําเสนอนั้นดีมากแล้วนะครับ แต่อยากให้ปรับเปลี่ยนสิ่งที่เรียกว่าไพรออริตี (Priority) หรือลําดับความสําคัญดังที่ผมจะเสนอต่อไป ท่านประธานครับได้เคยพูดถึงนักอนาคตศาสตร์ คนหนึ่งชื่อ อัลวิน ทอฟฟ์เลอร์ ผมขออนุญาตพูดใน ๒ ประเด็นนะครับเพื่อเสริมรายงาน ฉบับนี้
ประเด็นแรก ก็คือท่านพูดเรื่องในหนังสือเรื่อง เรโวลูชันเวลท์ (Revolution Wealth) หรือแปลว่าความมั่งคั่งปฏิวัติ ได้พูดถึงมิติของความเร็วครับ มิติของความเร็ว ท่านพูดถึงบริบทของอเมริกัน แต่ผมเชื่อว่าบริบทของไทยหรือบริบททั่วโลกนี้ก็มาปรับใช้ได้ ท่านพูดว่ามิติของความเร็วของกลไกต่าง ๆ ในสังคมนี้ บอกว่าภาคธุรกิจเอกชนมีความเร็ว ๑๐๐ ไมล์ต่อชั่วโมง แล้วภาคประชาสังคมนี้ก็น่าสนใจนะครับ เพราะมีความเร็วถึง ๙๐ ไมล์ ต่อชั่วโมง เพราะว่ามีความตื่นตัว มีความว่องไว มีการรวมกลุ่มอะไรต่าง ๆ แต่ว่าภาคระบบ ราชการ หน่วยงานของรัฐนี้มีความเร็ว ๒๕ ไมล์ต่อชั่วโมง มันตามภาคธุรกิจไม่ทัน มันตาม ภาคพลเมืองไม่ทัน แต่ที่ร้ายไปกว่านั้นก็คือระบบรัฐสภาของเรานี้ ผมคิดว่าท่านประธาน จะรู้ดีที่สุด เพราะสัมผัสมานานจนต้องออกมาครับ มีความเร็วแค่ ๓ ไมล์ต่อชั่วโมง แล้วที่ลําบากยากเย็นที่สุดก็คือระบบกฎหมายมีความเร็วน้อยที่สุดคือ ๑ ไมล์ต่อชั่วโมง เพราะฉะนั้นกฎ ระเบียบ ที่ไม่สามารถเอื้อต่อกลไกต่าง ๆ ที่อยู่ในสังคมได้นี้ จะทําให้สังคม ความเร็วไม่เท่ากัน มันก็เกิดอาการฉีกขาดได้ เพราะฉะนั้นการเสนอวันนี้เป็นการเสนอปรับ กฎหมายระเบียบต่าง ๆ เพื่อให้เอื้อต่อความเร็วของภาคธุรกิจเอกชน ความเร็วของ ภาคประชาสังคมที่เขาไปได้ไกลแล้ว เขาเรียกร้องมานานแล้วนะครับในเรื่องเหล่านี้ เป็นการเสนอให้ปฏิรูประบบราชการนะครับ ผมออกจะเห็นด้วยกับท่าน สปท. ท่านกษิต ภิรมย์ ซึ่งท่านมีความรู้ประสบการณ์สูงมาก ท่านถึงเสนอขนาดให้ว่ามีกลไกกลางระดับชาติ ที่มาดูแลเรื่องพลังงานหมุนเวียน พลังงานทดแทน ส่วนเรื่องกรม กองต่าง ๆ ที่เสนอยุบนั้น ก็เป็นเรื่องต้องไปดูรายละเอียดอีกทีนะครับ แต่ว่าอันนี้เป็นการเสนอให้เห็นว่ากลไกต่าง ๆ ที่ดําเนินไปในสังคมนั้นจะต้องมีดุลยภาพและสอดคล้องกัน หาไม่แล้วประเทศจะถูกฉุดรั้ง
ประเด็นที่ ๒ ท่านประธานครับที่ผมอยากจะนําเสนอ ก็นักอนาคตศาสตร์ คนเดียวกันนี้ละครับได้พูดไว้เมื่อประมาณ ๓๘ ปีที่แล้วในหนังสือชื่อว่าฟิวเจอร์ช็อก (Future Shock) เมื่อปี ๑๙๗๙ ความตอนหนึ่งท่านพูดถึงว่าอนาคตข้างหน้า นั่นพูด ๓๘ ปีที่แล้ว ร่วม ๔ ทศวรรษ ว่าผู้ผลิตกับผู้ใช้จะกลายเป็นคน ๆ เดียวกัน เพราะวันนี้มาถึงแล้ว ท่านอาจจะยกตัวอย่างเรื่องการใช้สื่อ เดี๋ยวนี้หลายท่านรวมทั้งตัวผมเองนะครับ ก็ทําหน้าที่ เป็นผู้ผลิตสื่อและผู้บริโภคสื่อในชุมชนในอะไรต่าง ๆ ขนาดเล็กเขาออกแบบเองในเรื่อง โพรดักต์ (Product) ต่าง ๆ แล้วรวมทั้งใช้เองแล้วก็จําหน่ายด้วย มาถึงเรื่องระบบการผลิต และใช้ไฟฟ้า วันนี้มาถึงบ้านเราแล้วครับ จริง ๆ แล้วมาถึงแล้วในต่างประเทศ คือผู้ผลิต และผู้ใช้เป็นคนคนเดียวกันนะครับ ผมกําลังพูดถึงโซลาร์รูฟ (Solar Roof) เขาสอดคล้องกับ หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงอย่างชัดเจน รวมทั้งเมื่อกี้มีข้อเสนอรูปธรรมของห้างสรรพสินค้า ที่เขาสามารถผลิตได้ด้วย แต่ว่าระบบ ระเบียบไม่เอื้ออํานวยให้เขาทําอย่างนั้น คําพูด ขออนุญาตใช้คําภาษาอังกฤษนะครับ เขาใช้คํา ๒ คําครับ คอนซูมเมอร์ (Consumer) คือ ผู้บริโภค กับ โพรดิวเซอร์ (Producer) คือผู้ผลิต แต่เมื่อผู้ผลิตกับผู้บริโภคมารวมกัน เขาก็ใช้ คําว่า โพรซูมเมอร์ (Prosumer) วันนี้ข้อเสนอเอกสารนี้เป็นข้อเสนอไปในทิศทางนี้ครับ ผมมีข้อเสนออยู่ ๓ – ๔ ประการครับท่านประธาน ด้วยข้อจํากัดเรื่องเวลา
ประเด็นที่ ๑ เพื่อให้เห็นความสําคัญชัดเจนในระดับครัวเรือน ผมขอเปลี่ยน ชื่ออย่างนี้นะครับ ลองพิจารณาดูอาจจะเหมาะสมหรือไม่เหมาะสม การส่งเสริมกิจการไฟฟ้า เสรีที่ใช้พลังงานทดแทนในระดับชุมชน ให้เติม และระดับครัวเรือน ด้วยครับ อันนี้เป็นการ ส่งสัญญาณชัดเจนว่าไพรออริตี (Priority) หรือลําดับความสําคัญนั้นต้องมุ่งไปที่หลังคาเรือน ต้องมุ่งไปที่ชุมชน รวมทั้งเรื่องของการผลิตรายเล็กต่าง ๆ
ประเด็นที่ ๒ ข้อเสนอที่ท่านกษิตได้นําเสนอคือกลไกระดับชาติ เรื่องนี้คงต้อง คิดขึ้นมานะครับ ผมคิดว่ามีความจําเป็น เพราะกลไกนี้จะทําให้การเติบโตของพลังงานทดแทน พลังงานหมุนเวียนไปในทิศทางที่ชัดเจนขึ้น
ประเด็นที่ ๓ การปฏิรูปให้สิทธิประชาชนในระดับครัวเรือนนี้ครับ ผมคิดว่า เรื่องการคิดค่าไฟฟ้า รวมทั้งแบบเน็ตมิเตอร์ริง (Net-metering) ผมคิดว่าท่านอาจารย์ดุสิต ได้พูดแล้วนะครับ รวมทั้งการอํานวยความสะดวกในระบบเครือข่ายสายส่งให้กับประชาชน ประเด็นนี้ล่ะครับ โพรซูมเมอร์ (Prosumer) คงไม่สามารถที่จะมาจัดตั้งระบบสายส่ง แต่เป็น เรื่องของรัฐที่จะต้องลงทุนและเอื้ออํานวยความสะดวกให้มีการดําเนินการในเรื่องนี้มากขึ้น การลงทุนนี้ลงทุนน้อยมาก เพราะส่วนใหญ่มันลงทุนที่โซลาร์รูฟ (Solar Roof) หลังคาเรือน นะครับ เพียงแต่ว่าระบบต้องอํานวยความสะดวกและไม่เป็นอุปสรรค
ประเด็นสุดท้าย ผมอยากจะเรียนว่าถ้าเป็นไปได้ในแง่การปฏิบัติ เราแยก เรื่องโซลาร์รูฟท็อป (Solar Rooftop) ออกมาให้ชัดเจนได้ไหมครับ เพราะเรื่องนี้จะไปได้ว่องไว จะไปได้ไกล แยกให้ชัดเจนจากกลุ่มต่าง ๆ ที่เป็นไอพีพี (IPP) รายใหญ่ รายเล็ก หรือรายเล็กมาก แต่ก็ไปในทิศทางเดียวกัน เพราะว่านี่คือทิศทางในอนาคตที่ผู้ผลิตและผู้ใช้เป็นคน ๆ เดียวกัน และนี่เป็นการทํางานที่สอดคล้องกับแนวทางประชารัฐ ซึ่งอยู่ในคําปรารภของรัฐธรรมนูญ และแนวนโยบายของรัฐบาลนี้ และผมคิดว่าสิ่งเหล่านี้เป็นความสําคัญระดับยุทธศาสตร์ชาติ ขอบคุณครับ
ขอบคุณคุณหมอชูชัยนะครับ ท่านต่อไปขอเชิญท่านศิริชัย ไม้งาม อดีตประธาน สหภาพแรงงานของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ขอเชิญครับ
เรียนท่านประธาน สปท. ที่เคารพ ท่านสมาชิก ผู้ทรงเกียรติครับ ผม ศิริชัย ไม้งาม สปท. ลําดับที่ ๑๕๒ ขอร่วมแสดงความคิดเห็นในเรื่อง ที่คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านพลังงานได้นําเสนอ เรื่องการส่งเสริม กิจการไฟฟ้าเสรีที่ใช้พลังงานทดแทนในระดับชุมชน ผมเองเรียนครับว่าได้เห็นแผนพัฒนา กําลังผลิตไฟฟ้าที่ทางคณะกรรมการนโยบายพลังงานได้กําหนดตั้งแต่ปี ๒๕๕๘ จนถึง ปี ๒๕๗๙ มีการที่จะกระจายสัดส่วนในปี ๒๕๗๙ นั้น ได้เกิดความเหมาะสมและสมดุล ของประเทศ อันนี้ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งเลยครับในการลดสัดส่วนของก๊าซธรรมชาติ จาก ๓๐ – ๔๐ เปอร์เซ็นต์ จากเดิมเกือบ ๗๐ เปอร์เซ็นต์ ลงมาเหลือ ๓๐ – ๔๐ เปอร์เซ็นต์ แล้วก็ไม่ว่าจะซื้อพลังงานจากประเทศเพื่อนบ้านหรือเรื่องถ่านหิน แล้วก็พลังงานหมุนเวียน ที่เพิ่มขึ้นจาก ๘ เปอร์เซ็นต์ ไปเป็น ๑๕ – ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ผมเห็นด้วยครับ เพราะนั่นคือ พลังงานที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติและสามารถนํามาใช้ประโยชน์สูงสุดของประเทศ แต่สิ่งที่ มีโอกาสได้รับฟัง แล้วก็ขออนุญาตที่จะแสดงความคิดเห็นในฐานะที่เป็นคนที่ต่อสู้เกี่ยวกับ เรื่องการขายการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยมาโดยตลอด ผมเรียนครับว่าหลายครั้ง ที่พยายามพูดว่าวันนี้ผูกขาดโดยรัฐ มันเป็นเรื่องเลวร้ายจริง ๆ แต่วันนี้ประเทศไทยกําลัง ผูกขาดโดยเอกชน ทราบหรือไม่ เพราะสัดส่วนในกําลังผลิตไฟฟ้าวันนี้ กฟผ. ในฐานะ เป็นรัฐวิสาหกิจ เหลืออยู่ประมาณแค่ ๔๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ครับ เอกชน ๖๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ เวลาเดินเครื่อง เอกชนเดินเครื่อง ๗๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ของระบบ กฟผ. เหลือแค่ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ การผูกขาดโดยรัฐนั้นคือประโยชน์สูงสุดที่ประชาชนจะได้ใช้ไฟในราคา ที่ถูกเพราะรัฐเป็นคนควบคุม แต่ผูกขาดโดยเอกชนนั้นกําไรสูงสุดครับ ไม่มีเอกชนที่ไหนหรอกครับที่จะมองประชาชน เหมือนอย่างรัฐมอง วันนี้ราคาค่าไฟที่ทุกคนบอกว่าแพง แพง แพง รู้ไหมครับว่าเรารับซื้อไฟ จากเอกชนเข้ามาและหลายส่วนจากเอสพีพี (SPP) พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานทางเลือก ต่าง ๆ นั้นสุดท้ายไปชาร์จ (Charge) อยู่ในค่าเอฟที (FT) ครับ ที่ทําให้เอกชนร่ํารวยเอา ดูจากราคาในตลาดหุ้นของบริษัทเอกชนในกิจการไฟฟ้าทั้งหมดครับ นี่คือสิ่งที่บางครั้งสังคม อาจจะไม่ทราบ เรื่องโครงสร้างกิจการไฟฟ้าของประเทศไทยที่พูดถึงเอนฮานซ์ ซิงเกิล บายเออร์ (Enhanced Single Buyer) คือการรับซื้อแต่รายเดียว ผมอยากจะเรียนครับกระแสสังคม เมื่อในอดีตปีก่อน ๒๕๔๐ จะพูดถึงเพาเวอร์พูล (Power Pool) พูด เทิร์ด ปาร์ตี้ แอ็กเซส เทิร์ด ปาร์ตี้ แอ็กเซส (Third Party Access) แต่ทําไมประเทศไทยถึงเลือกเอารูปแบบ โครงสร้างเอนฮานซ์ ซิงเกิล บายเออร์ (Enhanced Single Buyer) เพราะนั่นถือว่า เป็นระบบที่ดีที่สุดและเหมาะสมกับประเทศไทยที่สุดครับ เพราะสามารถที่จะดูแล ความมั่นคงของระบบไฟฟ้า ทุกคนคงไม่ทราบครับว่าเวลาไฟดับเป็นอย่างไร เวลาไฟขาด เป็นอย่างไร เพราะวันนี้เราใช้ไฟกันอย่างชนิดที่เรียกว่ามันมั่นคงจริง ๆ ไปดูครับในอดีต ที่ผ่านมาระบบไฟฟ้าของประเทศประเทศไทยมีมาตรฐานระดับสากลครับ แต่เมื่อเรามี การเปลี่ยนให้มีคณะกรรมการกํากับกิจการพลังงานไฟฟ้าเกิดขึ้นภายใต้ พ.ร.บ. ประกอบ กิจการพลังงานปี ๒๕๕๐ เมื่อนั้นมีองค์กรมากํากับ เราก็หวังว่าจะโอนภารกิจจากหน่วยงาน ที่ทําหน้าที่โอเปอเรเตอร์ (Operator) อย่างการไฟฟ้าฝ่ายผลิตไปอยู่ที่เรกูเลเตอร์ (Regulator) น่าจะดีขึ้น แต่นี่คือปัญหาที่มันเกิดความซับซ้อนบนเงื่อนไขผมไม่อยากจะ ดูว่าผลประโยชน์บางส่วนเป็นค่าตอบแทนถึงทําให้เกิดความไม่เชื่อมั่น เรียนครับว่าพลังงาน ไฟฟ้านั้นมันเป็นพลังงานตามธรรมชาติ ต้องใช้ตลอด ๒๔ ชั่วโมงให้มีเสถียรภาพความมั่นคง ของระบบไฟฟ้าและด้วยเรื่องราคา ผมไม่ปฏิเสธครับว่าพลังงานชีวมวล พลังงานหมุนเวียน ที่จะเกิดขึ้นแต่เราต้องดูข้อจํากัดครับ ข้อจํากัดนั้นเราก็เข้าใจอยู่แล้วว่ามันเป็นเรื่องของ ทางธรรมชาติ อันนี้คือสิ่งที่ต้องระมัดระวัง และการลงทุนที่บอกว่าจะให้เกิดการลงทุน ผมเรียนครับว่าการลงทุนนั้นเอกชนเขาเลือกลงทุนในโรงไฟฟ้าในส่วนที่ผลิตครับ ผมมั่นใจ ครับว่าไม่มีเอกชนที่จะลงทุนในระบบสายส่ง เพราะมันลงทุนสูงมากค่าตอบแทนก็ได้น้อย ได้แค่ค่าผ่านทาง นี่ล่ะครับถึงทําให้รัฐลงทุนในเรื่องระบบสายส่งนั้นผมคิดว่าเป็นจํานวน ที่มากมายมหาศาลจริง ๆ แต่ทําไมเราต้องจําเป็นเพื่อที่จะเป็นสะพาน เป็นทางเคลื่อน ของแหล่งพลังงานที่มีอยู่สามารถที่จะหล่อเลี้ยงทั้งประเทศได้ครับ ทําให้ระบบไฟฟ้านั้น มีความมั่นคง แต่ถ้าบอกว่าเอกชนรายใดจะลงทุนในระบบส่งผมคิดว่าสูงมาก ค่าตอบแทน ได้น้อยเอกชนจะไม่มีการไปลงทุนหรอกครับ ก็อยากจะเรียนครับว่าการเปิดเสรีกิจการไฟฟ้า ฟังดูดีครับ เสรี แต่ผมเรียนครับว่าเสรีในบ้านเราสิ่งที่ต้องระมัดระวังคือมาพร้อมการขูดรีด เราจะเห็นการเปิดเสรีทางการเงินเป็นอย่างไรครับ เปิดเสรีทางการค้าเป็นอย่างไรครับ อาจจะยกตัวอย่างก็ได้องค์กรที่แปรรูปไปแล้วที่ชมว่าดี วันนี้เป็นอย่างไรผู้คนวิพากษ์วิจารณ์ แล้วบอกว่ามีปั๊มน้ํามัน ผมไม่อยากเอ่ยชื่อนะครับ หน่วยงานนี้มีปั๊มน้ํามันที่มาจากการแปรรูป ของรัฐไปเป็นเอกชนวันนี้ราคาน้ํามันถูกกว่าเอกชนรายไหนครับ ผมคิดว่าเป็นองค์กรแรก ๆ ที่กําหนดราคาน้ํามันที่เปลี่ยนแปลง มีแต่สูงขึ้นและราคาเท่ากันครับ ผมถึงอยากจะฝาก ที่ประชุมครับว่าทุกอย่างเป็นสิ่งที่ดีครับ เมื่อเกิดการปฏิรูป เกิดการเปลี่ยนแปลง แต่ระวัง ครับว่าสิ่งที่มีการปฏิรูปและเปลี่ยนแปลงนั้น โดยเฉพาะกิจการไฟฟ้า ที่ผมเรียนครับว่า มันเป็นกิจการที่อาจจะสร้างความเข้าใจได้ยากสําหรับคนที่ไม่ได้อยู่ในกิจการ เพราะวันนี้ ทุกคนคิดว่าจะเป็นเจ้าของโรงไฟฟ้าได้ จะผลิตกระแสไฟฟ้าได้ แต่สิ่งที่ต้องระวังครับก็คือ ความมั่นคงระบบไฟฟ้าที่มันไม่สามารถควบคุมได้ นั่นคือจะเกิดความเสียหายกับประเทศ อย่างใหญ่หลวง ขอบคุณครับ สวัสดีครับ
ขอบคุณท่านศิริชัยนะครับ ยังมีสมาชิกอีก ๒ ท่านที่แสดงความจํานง ที่จะอภิปรายนะครับ ท่านต่อไปขอเชิญ พลตํารวจเอก ชิดชัย วรรณสถิตย์ กรรมาธิการ และประธานที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการ ประธานอนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการคุ้มครองผู้บริโภค อดีตรองนายกรัฐมนตรี อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และกระทรวงยุติธรรม ขอเชิญครับ
พลตํารวจเอก ชิดชัย วรรณสถิตย์ : กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ท่านกรรมาธิการ ท่าน สปท. ก็ต้องขอบคุณท่านประธานที่ให้โอกาสขึ้นมาพูดนะครับ สิ่งที่ ผมจะพูดนี้เป็นเพียงข้อสังเกตที่โดยส่วนตัว กระผมก็ได้ติดตามเรื่องนี้มานะครับ อย่างไร โอกาสแรกก็ขอชื่นชมกรรมาธิการที่นําเสนอเรื่องนี้นะครับ เพราะที่เสนอมาถือว่าเป็น การเปิดการปฏิรูปเปิดมิติใหม่ที่จะไปสู่ความเจริญทางด้านการใช้ไฟฟ้าของประเทศไทยเรา อย่างน้อยก็คงจะมีข้อท้วงติง มีข้อเสนอแนะนะครับ
สําหรับประเด็นแรกผมเห็นด้วยกับท่านกษิตนะครับว่า ที่จะต้องมีกรรมการ ซึ่งปัจจุบันนี้ก็มี กฟภ. ในระดับชาติอยู่แล้วที่จะต้องดูความสมดุลของไฟฟ้าของรัฐกับของ เอกชนนะครับ อย่างที่ท่านเลิศรัตน์ได้กรุณาตั้งข้อสังเกตว่าความสมดุลนั้นมันอยู่ในเท่าไร นะครับ
ประเด็นที่ ๒ แนวความคิดเกี่ยวกับที่จะให้ชุมชนทําไฟฟ้า ที่จริงแล้วพอเปิด ไปดูข้างใน ในวัตถุประสงค์ชัดเจนในข้อ ๖ บอกว่าให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมนะครับ แต่พอลึก ๆ ลงไปเป็นเรื่องเอกชน ซึ่งน่าห่วงครับ เพราะว่าผมเองเคยจะเสนอเรื่องนี้เพื่อ ชุมชนเข้มแข็ง เคยคิดว่าจะทําเรื่องโซลาร์รูฟ (Solar Roof) อย่างเดียวเหมือนกับคุณหมอชูชัย ขออนุญาตเอ่ยนาม ว่าการพลังงานแสงอาทิตย์ในชุมชนเมืองกับชุมชนชนบทที่จะได้ประโยชน์ เรื่องนี้เป็นอย่างไรบ้าง ในชุมชนเมืองแน่นอนครับ โซลาร์รูฟ (Solar Roof) หลังคาบ้าน มีความเข้มแข็งพอนะครับ แม้กระทั่งบ้านผมเวลาสร้างปัจจุบันนี้ก็ยังไม่มีโซลาร์รูฟ (Solar Roof) ได้ทําโครงสร้างที่ค่อนข้างจะแข็งแรง เพื่อที่จะรองรับสิ่งเหล่านี้นะครับ สร้างมา หลายปีแล้วก็ตัดสินใจไม่ได้ว่าจะใช้เทคโนโลยีแบบไหนถึงจะคุ้มนะครับ ซึ่งหากแต่ละหลังคา ของแต่ละบ้านในชุมชนเมืองลงทุนจะมหาศาลเลยนะครับ เพราะว่าต่อกิโลวัตต์ก็จํานวน หลายสตางค์ แม้ว่าปัจจุบันนี้ราคาจะลดลงแล้วก็ตาม ก็เป็นจํานวนมหาศาลเท่ากับว่า เป็นการลงทุนเพื่อตัวเอง ลงทุนเพื่ออนาคต แล้วก็สามารถที่จะใช้ไฟได้ถูกลงนะครับ เป็นการลงทุน สําหรับในชุมชนชนบทผมคิดไว้ว่าอยากจะให้เป็นสหกรณ์ของชุมชน ทําแล้ว ผลประโยชน์ตกลงกับชุมชน ไม่ใช่เอกชน ผมเคยพูดในที่แห่งนี้ว่ามันน่าจะมีบริษัทกลาง อะไรสักอย่างหนึ่งภายใต้การดูแลของรัฐ มาดูแลเรื่องพลังงานชุมชนในชนบท ที่จะไปดูด้าน เทคโนโลยี ด้านลงทุนว่าเหมาะสมหรือไม่เหมาะสม อย่างไรประเทศไทยก็ได้เปรียบอยู่แล้ว ที่ตั้งของประเทศอย่างที่มีท่านอภิปรายไปแล้วว่ามีแสงพระอาทิตย์ที่ค่อนข้างจะมากพอ ในเวลากลางวัน เพราะฉะนั้นผลประโยชน์อันนี้มันก็จะตกกับชุมชนโดยตรง ผมตาม การประมูลโครงการไฟฟ้าในชุมชนของสหกรณ์ ส่วนใหญ่ก็จะมีเอกชนไปได้สิทธิ มีการตรวจ ดูไหมว่ามันลงชุมชนได้เท่าไร ถ้าอย่างนี้เมื่อไรชุมชนมันจะเข้มแข็ง ประชาชนในชุมชน ก็ถูกอ้างว่าทําเพื่อประชาชน ผมอยากจะตั้งข้อสังเกตตัวนี้ว่าที่ลงไปให้ชัดเจนว่าประชาชน ได้อะไรเพื่อชุมชนเข้มแข็ง ในประเด็นถัดไปในเรื่องขยะเหมือนกันครับ ผมอยากจะ ตั้งข้อสังเกตว่าแม้ว่ารัฐบาลนี้จะได้พยายามประกาศชัดเจนว่าขยะจะต้องเอาให้หมด ปัจจุบันนี้ก็ทําไปได้พอสมควรแต่ก็ไม่มากนัก ผมอยากให้เน้นในเรื่องขยะ ไปหลายจังหวัด ก็ยังมีปัญหาสภาพเดิมไม่ว่าจะเป็นกฎเก่าที่ผู้บริหารท้องถิ่นยังได้ประโยชน์จากการดูแล ขยะในระบบเดิม ตัวนี้เราก็ยังไม่สามารถจะปฏิรูปได้ เพราะฉะนั้นผมเองก็อยากจะตั้ง ข้อสังเกตเพียง ๒ – ๓ ประเด็นเพียงเท่านี้ครับขอขอบคุณครับ
ขอบคุณท่าน พลตํารวจเอก ชิดชัย นะครับ ต่อไปขอเชิญท่านถวิลวดี บุรีกุล ผู้อํานวยการสํานักวิจัยและพัฒนา สถาบันพระปกเกล้า อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ และอดีตกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ขอเชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน ถวิลวดี บุรีกุล สมาชิกหมายเลข ๖๑ นะคะ ดิฉันต้องขอขอบคุณคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศด้านพลังงาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ เพราะได้กําลังทําเรื่องที่เป็นสิ่งที่ สําคัญแล้วทําให้ประเทศไทยยกระดับขึ้นมานะคะ สิ่งที่ยกระดับก็คือการที่จะทําให้ ประเทศไทยบรรลุเรื่องของเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ตั้งแต่เรื่องแรกก็คือพลังงานสะอาด ที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ หรือแม้กระทั่งเรื่องของการมีนวัตกรรมในทางอุตสาหกรรม หรือในเรื่องของการดําเนินการที่จะให้มีอากาศสะอาด เรื่องของคลีนแอ็กชัน (Clean Action) และนําไปสู่เรื่องของสันติภาพ เพราะว่าสิ่งที่ท่านกําลังจะทํานั้นจะช่วยลดปัญหา ความขัดแย้งที่จะเกิดจากความขัดแย้งอันเนื่องมาจากผลประโยชน์หรือเรื่องของข้อมูล ข่าวสารและอื่น ๆ เนื่องมาจากความพยายามที่จะสร้างโรงไฟฟ้าในอนาคตนะคะ และสุดท้าย ก็คือการบรรลุเป้าหมายข้อ ๑๗ ของ เอสดีจี (SDG) ก็คือการสร้างหุ้นส่วนในเรื่องของ การพัฒนาอันนี้ก็เป็นเรื่องที่ดีนะคะ เป็นเรื่องที่น่าสรรเสริญเป็นอย่างมาก นอกจากนี้ข้อดีคือ ดิฉันจะมาชมโดยเฉพาะนะคะ ข้อดีของแนวนโยบายตรงนี้ก็คือการส่งเสริมกิจการที่สามารถ ให้ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ ตั้งแต่สิ่งที่ท่านเขียนไว้ในรายงานมีข้อดีเยอะแยะนะคะ ไม่ว่าจะ เป็นลดโลกร้อนหรือการมีส่วนร่วมของประชาชนอันนั้นดิฉันเห็นด้วย การมีส่วนร่วมของ ประชาชนมีความหมายมาก ประชาชนในที่นี้ไม่ใช่เฉพาะเอกชน แต่ว่าก็คงต้องเป็นประชาชน ในระดับครัวเรือนอย่างที่ท่านสมาชิกได้พูดถึง รวมทั้งสหกรณ์และภาคประชาสังคมที่ รวมตัวกันที่จะสามารถเข้ามามีบทบาทตรงนี้ได้ ตลอดจนเราจะต้องแก้กฎหมายนะคะ เดี๋ยวดิฉันจะเสนอในตอนท้ายว่าที่จะทําให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถที่จะเข้ามา มีบทบาทในการที่จะผลิตพลังงานได้เช่นเดียวกัน นอกจากนี้เป็นเรื่องของการลดการใช้ ฟอสซิลฟูเอล (Fossil Fuels) ซึ่งเราไม่ค่อยปรารถนานะคะแต่ว่าอาจจะมีความจําเป็น ในระดับหนึ่งแต่ว่าก็จะเป็นการลดการใช้ฟอสซิลฟูเอล (Fossil Fuels) ในอนาคต ตลอดจน เกิดการแข่งขันแล้วก็ที่สําคัญที่สุดที่ดิฉันพูดไปแล้วคือนิมบีซินโดรม (NIMBY Syndrome) ก็คือไม่อยากที่จะให้มาสร้างใกล้บ้านฉันนี้นะคะก็อาจจะลดลงไปในเรื่องเหล่านี้แล้วก็ ช่วยเหลือเรื่องเศรษฐกิจในระยะยาวของประชาชนแต่ละคนที่มาร่วมลงทุนนะคะ เพราะว่า ก็เป็นการลงทุนเพื่ออนาคต เอจจิงโซไซตี (Ageing Society)กําลังจะเกิดขึ้นคือสังคมของ ผู้สูงวัย เพราะฉะนั้นผู้สูงวัยที่มองว่าในอนาคตจะไม่มีบํานาญใช้หรืออาจจะไม่มีเงินพอใช้ ก็เอาเงินส่วนหนึ่งมาลงทุนในเรื่องพลังงานนี้ก็ได้นะคะ นอกจากนี้เกิดจิตสํานึกสาธารณะในการมีส่วนร่วม แล้วก็จิตสํานึกสาธารณะในเรื่องของ พลังงาน เราไม่ค่อยมีความรู้เรื่องพลังงานสักเท่าไร แต่ว่าตรงนี้ก็จะเป็นการให้ความรู้ในเรื่อง พลังงานทางเลือกไปในตัว นอกจากนี้นโยบายประชารัฐก็จะเป็นจริงได้ เพราะมิเช่นนั้นจะ ไม่มีแนวทางว่าทําอย่างไรที่จะให้เกิดประชารัฐในเรื่องของพลังงาน ตรงนี้เป็นสิ่งที่สําคัญมาก ทําไมดิฉันถึงสนใจเรื่องนี้ เพราะตอนนี้ดิฉันก็ขายไฟให้กับการไฟฟ้าอยู่ทุกเดือน แต่ว่ากว่าจะ มาถึงวันนี้ได้ดิฉันต้องฝ่าฟันกับอุปสรรคมากมายที่ท่านสมาชิกหลายท่านได้พูดไว้นะคะ ตั้งแต่เรื่องของการอนุมัติ อนุญาต และต้องมีการอดทนต่อข้าราชการที่ไม่ค่อยจะเข้าใจอะไร ได้ง่าย ๆ นะคะ นี่ขนาดถวิลวดีนะคะ ถ้าเป็นชาวบ้านทั่วไปจะเป็นอย่างไร คือตั้งแต่รอเวลา ที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะเข้าใจเรื่องของพลังงาน เรื่องของการเปิดโอกาสให้ประชาชน มีส่วนร่วมได้ เขาเอาเรื่องไปดองไว้นานมาก เพราะว่าเขาไม่รู้จะทําอย่างไรต่อไป นอกจากนี้ ก็ต้องไปรออุตสาหกรรม ไปจนกระทั่งถึงพลังงาน เยอะแยะ แต่ในที่สุดต้องขอบคุณนะคะ มาถึงวันนี้ได้ดิฉันก็ยังมีโรงไฟฟ้าที่บ้าน ตอนนี้ผลิตไฟฟ้าทุกวัน แต่ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นก็คือระเบียบ มันยุ่งยากมาก คราวนี้ดิฉันจะมีข้อเสนอว่าแล้วควรจะต้องทําอะไรกันบ้าง ในอนาคตรัฐต้อง ทําอะไร ดิฉันเห็นด้วยกับสมาชิกท่านหนึ่งที่บอกว่าเรายังต้องการการดูแลในเรื่องของความ มั่นคงพลังงาน เสถียรภาพของพลังงาน และความมั่นคงของประเทศอยู่ เมื่อเป็นเช่นนี้ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตจึงมีความจําเป็นที่จะต้องดูแลและทํางานด้านนี้ต่อไป และป้องกันเรื่อง ของการทําลายในเรื่องของความมั่นคงทางพลังงานในอนาคต เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็ต้อง ระมัดระวังไม่ให้แปรรูปไปเหมือนกับบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง แล้วสุดท้ายเราไม่สามารถที่จะ ควบคุมอะไรได้ เพราะว่ามูลค่าของน้ํามันขึ้นไปเรื่อย ๆ แล้วสุดท้ายก็เป็นการผูกขาดนะคะ นอกจากนี้รัฐก็คงต้องเตรียมระบบเครือข่ายอย่างที่ท่านกรรมาธิการได้พูดถึง สิ่งอํานวย ความสะดวกต่าง ๆ ที่จะรองรับตรงนี้ต้องเตรียมอยู่แล้ว เป็นการลงทุน รัฐจะต้องลงทุน นะคะ ถึงแม้ว่าพลังงานทดแทนมีความจําเป็นก็จริง แต่ว่าพลังงานสํารองก็ต้องมี ตรงนี้ก็คง ต้องเป็นการวางแผนต่อไป แล้วที่สําคัญก็คือความรู้ของประชาชนในเรื่องของพลังงาน และการมีส่วนร่วม ตลอดจนสิ่งที่สําคัญที่สุดคือลดการทุจริต ทําอย่างไรถึงจะลดการทุจริต ในเรื่องของการอนุมัติ อนุญาตได้ ดิฉันมองเห็นแต่ไกลเลยว่ามันจะมีช่องทางอะไรมากมาย เพราะว่าจากประสบการณ์ที่ดิฉันมีนะคะ เพราะฉะนั้นตรงนี้เป็นเรื่องที่ท้าทายมาก นอกจากนี้สิ่งที่ควรจะเดินต่อไปก็คือการมีส่วนร่วมของประชาชน แก้กฎระเบียบหลายฉบับ เลยนะคะที่จะต้องให้ครัวเรือนเข้ามาได้ ท้องถิ่นเข้ามาได้ และสถานที่ราชการก็ต้องเข้ามา มีส่วนร่วมในการดูแลเรื่องพลังงานเช่นกัน ดิฉันคาดหวังฝันลึก ๆ ว่าสภาแห่งใหม่จะมีการใช้ พลังงานโซลาร์ (Solar) แสงอาทิตย์ด้วย เหมือนกับรัฐสภาปากีสถาน แต่มองแล้วก็ยังไม่เห็น ตรงนั้น ตลอดจนหลังคาของสถานที่ราชการต่าง ๆ น่าจะมีส่วนร่วมในการผลิตไฟฟ้าตรงนี้ได้ แต่ว่าก็อาจจะยังไม่มีกฎระเบียบที่จะเอื้อได้ แล้วก็เรื่องของการลงทุนตรงนี้จะทําอย่างไร แต่อย่างน้อยเราก็มีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์พยายามที่จะเดินหน้าไปทางนั้น แล้วท่านก็จะ ไปเก็บภาษีเขา ซึ่งก็คงต้องมีการเจรจาหรือมีการดูในเรื่องนั้นต่อไป ตลอดจนสิทธิประโยชน์ ที่จะให้กับผู้มีส่วนร่วมทั้งหลาย และที่สําคัญที่สุดการทํางานในรูปแบบของประชาสังคม หรือสหกรณ์ที่จะมาร่วมผลิตกระแสไฟฟ้าตรงนี้ดิฉันเห็นว่าสําคัญ เพราะฉะนั้นก็คงต้อง สรรเสริญกรรมาธิการชุดนี้ที่กําลังคิดในเรื่องที่ดีแล้วเป็นการปฏิรูประบบตรงนั้น แต่ว่า ทําอย่างไรถึงจะเป็นจริง และสร้างความมั่นคงทางพลังงานและความมั่นคงของประเทศ เสถียรภาพของประเทศ ไม่ให้เกิดการผูกขาดโดยบุคคลใดหรือกลุ่มใครกลุ่มหนึ่งเป็นเอกชน แล้วก็เอาสิ่งที่เป็นของทรัพยากรของชาติไปเป็นของส่วนตัวนะคะ ขอบพระคุณค่ะ
มีสมาชิกท่านใดที่ประสงค์จะอภิปรายแสดงความคิดเห็นไหมครับ
(ไม่มีสมาชิกขออภิปราย)
ไม่มีเพิ่มเติมนะครับ แล้วก็สมาชิกได้แสดงความคิดเห็นถึง ๘ ท่านด้วยกัน ผมขอปิดการอภิปรายนะครับ ต่อไปขอเชิญทางคณะกรรมาธิการได้ตอบชี้แจงข้อซักถาม ของสมาชิก ขอเชิญท่านดอกเตอร์ดุสิต เครืองาม ครับ
กราบเรียนท่านประธานครับ กระผม ดุสิต เครืองาม ในฐานะประธานคณะอนุกรรมาธิการที่ศึกษารายงานเรื่องนี้ ก็ต้องขอ กราบขอบพระคุณท่านสมาชิกทุก ๆ ท่านที่ได้ร่วมกันอภิปราย ล้วนแล้วแต่เป็นประโยชน์ ทั้งสิ้น ซึ่งมีทั้งท่านกษิต ภิรมย์ ท่านสุรินทร์ ท่านเสรี สุวรรณภานนท์ ท่าน พลเอก เลิศรัตน์ ท่านคุณหมอชูชัย ท่านศิริชัย ไม้งาม ท่านดอกเตอร์ถวิลวดี บุรีกุล ผมได้จดเอกสารจดโน้ต ข้อความไว้ทั้งหมดแล้ว ก็จะได้นําข้อเสนอแนะต่าง ๆ เข้าไปปรับปรุงในรายงานเรื่องนี้ ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น ให้ครอบคลุมประเด็นต่าง ๆ ให้กว้างขวางขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็น เรื่องนิยามของคําว่า ไฟฟ้าเสรี นิยามของคําว่า ระดับชุมชน นะครับ ขออนุญาตท่านประธาน ผมจะขอเปิดสไลด์ (Slide) อีกครั้งหนึ่งได้ไหมครับ ภาพสุดท้ายไม่ทราบทางเจ้าหน้าที่ ยังอยู่ไหมครับ
(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเปิดพรีเซนเทชัน (Presentation))
ความฝันของการปฏิรูปเรื่อง กิจการไฟฟ้าเสรีที่ใช้พลังงานทดแทนในวันนี้ ก็เพื่อที่จะได้ยกระดับให้พี่น้องประชาชน ทั้งในระดับครัวเรือน ทั้งในระดับชุมชน ในระดับหมู่บ้าน ไม่ว่าจะเป็นวิสาหกิจชุมชนหรือว่า สหกรณ์ได้มีส่วนร่วม แล้วก็อยู่ร่วมกันอย่างเป็นสุข รู้รักสามัคคีในสังคม ตัวอย่างภาพสไลด์ (Slide) นี้ ก็เป็นภาพที่เราสร้างความฝันไว้ว่าในอนาคตชุมชนนั้น ก็จะอยู่กันอย่างมีความสุข นะครับ ขาหนึ่งก็คือซื้อไฟฟ้าจากการไฟฟ้าเข้ามา อีกขาหนึ่งก็คือมีโรงไฟฟ้ามาเลี้ยงชุมชน อาคารสีขาว ๆ ที่อยู่ด้านหลังสุดนั้นอาจจะเป็นโรงไฟฟ้าขยะก็ได้ โรงไฟฟ้าชุมชนก็ได้ ออกไป นอกเมืองหน่อยถ้ามีภูเขาก็จะมีไฟฟ้าจากกังหันลม หรือว่าแหล่งน้ําขนาดเล็กป้อนเข้ามา ทุก ๆ คนก็จะมีส่วนร่วมตามที่คุณหมอชูชัยได้ใช้คําศัพท์ ผมก็จะขออนุญาตนําไปใช้ด้วย คําว่า โพรซูมเมอร์ (Prosumer) ใช่ไหมครับ ประชาชนทุกคนจากนี้ไป ก็จะเป็นทั้งผู้ผลิต ผู้ซื้อ ผู้ใช้ เป็นทั้งผู้บริโภค แล้วก็เป็นทั้งผู้ร่วมในการผลิตนะครับ ก็จะได้น้อมรับเรื่องต่าง ๆ ไป เพื่อจะได้ปรับปรุงแก้ไขรายงานให้มีความชัดเจนยิ่งขึ้น แล้วก็ขอกราบเรียนขอขอบคุณ ท่านกษิต ภิรมย์ อีกครั้งหนึ่งที่ใช้คําว่า ซับซิไดเซชัน (Subsidization) ซึ่งก็คือหมายความว่า กฎเกณฑ์ระเบียบต่าง ๆ ที่เราอยากจะเห็น อยากจะให้เอื้ออํานวยให้การใช้พลังทดแทนนั้น มีความสะดวกมีความคล่องตัวมากยิ่งขึ้นนะครับ ถ้าเป็นไปได้ก็มีระบบวัน สตอป เซอร์วิส (One Stop Service) อย่างไรก็ตามก็ขอกราบเรียนว่าก่อนที่เราจะมาถึงวันนี้ สิ่งที่เกี่ยวข้อง กับการส่งเสริมพลังงานทดแทนนั้นเราได้มีการนําเสนอไปยังรัฐบาลเป็นลําดับขั้นมาแล้ว เท่าที่จําความได้ตั้งแต่ต้นปีของปี ๒๕๕๘ ในคราวสมาชิกที่เป็น สปช. ขณะนั้นเราได้เสนอ เรื่องการส่งเสริมโซลาร์รูฟ (Solar Roof) เสรีนี้เวลาผ่านมา ๒ ปีเศษแล้ว ก็ทราบว่ากระทรวง พลังงานได้ทําโครงการนําร่องเสร็จแล้ว แล้วก็ศึกษาแล้วว่าไม่มีผลกระทบหรือมีผลกระทบ น้อยมากต่อเรื่องความกวัดแกว่งหรือความไม่มั่นคงของระบบไฟฟ้า เราก็กําลังรอฟังข่าวดีว่า ในปลายปีนี้ โครงการโซลาร์รูฟท็อป (Solar Rooftop) เสรีที่จะส่งเสริมให้แต่ละครัวเรือน หรือจะเป็นชุมชนก็แล้วแต่ ติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป (Solar Rooftop) แล้วก็ขายไฟฟ้า ใช้ไฟฟ้า ที่ผลิตได้ก่อน คือเป็นเซลฟ์คอนซัมพ์ชัน (Self Consumption) ไฟฟ้าส่วนที่เกิน ส่วนที่เหลือ เหล่านั้นอาจจะได้ขายในราคาที่พอจะรับได้ แล้วก็ต่อมา สปท. เราก็ได้เสนอร่างพระราชบัญญัติ ส่งเสริมพลังงานทดแทนไปแล้ว หลาย ๆ ท่านก็คงจําได้ ดังนั้นเราก็เสนอให้มีการจัดตั้ง คณะกรรมการขึ้นมาคณะหนึ่ง เรียกว่าคณะกรรมการส่งเสริมพลังงานทดแทน ก็จะได้เข้ามา บูรณาการดูแลเรื่องการส่งเสริมพลังงานทดแทน เพื่อส่งขอเสนอแนะมาตรการต่าง ๆ ไปยัง คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานอยู่ แล้ววันนี้ เราก็มาถึงเรื่องของการปฏิรูปกิจการไฟฟ้าที่ใช้พลังงานทดแทนในระดับชุมชน ก็จะได้นํา ข้อเสนอแนะท่านสมาชิกที่บอกว่าให้เติมคําว่าในระดับครัวเรือนด้วย ก็จะได้ขอนํากลับไป หารือกับคณะกรรมาธิการต่อไปครับ ขอบพระคุณครับ
ขอเชิญท่านคุรุจิต นาครทรรพ ประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศด้านพลังงาน
กราบเรียนท่านประธาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผมขอกราบ ขอบพระคุณท่านสมาชิกทั้ง ๘ ท่านที่ได้อภิปรายแล้วก็ให้ข้อเสนอแนะ ข้อสังเกต รวมทั้ง ข้อท้วงติงต่าง ๆ ก็ขอรับไปปรับปรุงพิจารณาว่าจะทําให้รายงานมีความสมบูรณ์ได้อย่างไร กระผมขออนุญาตตอบเสริมจากที่ท่านศาสตราจารย์ดอกเตอร์ดุสิต เครืองาม ได้ตอบ ในประเด็นที่ท่านสมาชิกบางท่านได้อภิปราย ในประเด็นของท่านกษิตก็ดี ท่านชูชัยก็ดี เรื่องของปรับปรุงชื่อและรวมระดับครัวเรือนนี้ก็ขอรับไปพิจารณานะครับ แล้วก็กระผม อยากจะขออธิบายอีกครั้งหนึ่งว่า อันนี้เราทําในระดับชุมชนก็คือเปิดให้คนที่มีไฟฟ้าเหลือขาย ให้เพื่อนบ้านที่อยู่ในหมู่บ้านเดียวกันมันเป็นเรื่องที่ดี แล้วมันก็จะช่วยลดการสร้างโรงไฟฟ้า ที่โรงใหญ่ ๆ จะต้องมาสร้าง เข้ามาสู่ระบบ แล้วด้วยเทคโนโลยีที่กําลังก้าวหน้าไปไม่ว่า เทคโนโลยีเรื่องแบตเตอรี่หรือเอเนอร์จีสตอเรจ (Energy Storage) มันก็สามารถจะออกแบบ ให้เก็บไฟฟ้าที่เหลือใช้ในเวลากลางวันแล้วก็มาใช้ในเวลากลางคืนที่เรากลับมาบ้านได้
ท่านกษิตได้พูดถึงเรื่องกองทุน ว่าอยากให้มีกองทุนสนับสนุนพลังงานทดแทน จริง ๆ รัฐบาลเขาก็มีอยู่แล้ว ก็คือกองทุนส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ซึ่งมีวัตถุประสงค์ มาช่วยพลังงานทดแทน แล้วจริง ๆ แต่ละปีมาใช้สนับสนุนพลังงานทดแทนมากกว่าเรื่องของ การปรับปรุงประสิทธิภาพพลังงานหรือประหยัดพลังงานเสียอีกนะครับ แล้วอยากจะเรียนว่า เท่าที่ผมติดตามข่าว รัฐบาลชุดปัจจุบันก็ได้อนุมัติเงินมาเป็นจํานวนเป็นพันล้านบาท เลยทีเดียวที่มาส่งเสริมเรื่องการวิจัย เรื่องเอเนอร์จีสตอเรจ (Energy Storage) ที่จะเก็บ พลังงานจากพลังงานทดแทนที่ไม่เสถียรเพื่อทําให้มันเสถียร รวมทั้งส่งเสริมในการศึกษา เรื่องสมาร์ตกริด (Smart Grid) หรือไมโครกริด (Micro Grid) ที่จะมาทําให้ชุมชนนะครับ แล้วจริง ๆ อยากจะเน้นว่าเปิดเสรีชุมชนนี่ผมก็มองว่ามันรวมทั้งเอกชนด้วยใช่ แต่มันก็รวม ประชาชนด้วย ประชาชนที่ติดโซลาร์รูฟท็อป (Solar Rooftop) บนหลังคา ประชาชน ที่รวมกลุ่มมาเป็นสหกรณ์ทําเรื่องก๊าซชีวภาพหรือชีวมวลก็สามารถมาเข้าได้ แล้วก็เราเริ่มที่ ระดับชุมชน ถ้าภาษาเทคนิคก็คืออยู่ในฟีดเดอร์ (Feeder) ของการจ่ายไฟเดียวกันมันจะ ไม่ไปกระทบกับสายส่งหลักของ กฟผ. แต่ว่าสายส่งนั้นสายส่งจําหน่ายต้องยอมรับว่า มันไม่ได้ใช้เต็มประสิทธิภาพตลอด ๒๔ ชั่วโมง ช่วงการใช้ไฟสูงใช้ไฟต่ําเราประเมินไม่ได้ เพราะพฤติกรรมของคน หน้าร้อนอาจจะใช้เยอะ ช่วงวันหยุดอย่างที่ผ่านมา ๔ วันก็ใช้ไฟน้อย เพราะฉะนั้นสายส่งมันก็จะมีคะแพซิตี (Capacity) เหลือ เราเสนอว่าในระดับสายจําหน่าย สิ่งที่ลงทุนไปแล้วไม่ได้เพิ่มภาระกับประชาชนก็ออกระเบียบมาว่าความมั่นคงความปลอดภัย ของระบบส่งหลัก คือซูเปอร์ไฮเวย์ (Superhighway) ของ กฟผ. เราไม่ได้ไปแตะ เราแตะ สายจําหน่ายก่อน แต่ว่าช่วงที่คุณไม่ได้ใช้คุณก็ควรจะเปิดให้คนอื่นใช้เพื่อเขาจะได้ขายไฟ กันเองได้ แล้วราคาค่าไฟนี้เราก็เสนอว่าไม่ต้องแพงกว่าคนอื่น ถ้าคุณขายไฟได้ถูกกว่า ที่การไฟฟ้าเขาไม่ได้คุณก็อยู่ไม่ได้เอง แต่ปัจจุบันนี้ปัญหาคือไฟฟ้าเขาเหลือเขาอยากจะ ยกให้ฟรี ๆ สายจําหน่ายไม่ยอมรับ อันนี้ทําไมไม่ให้เขาให้กับเพื่อนบ้านเป็นญาติเป็นพี่น้องกัน ก็ทําสัญญาซื้อขายกันเองเราก็ไม่ต้องไปรับรู้ ไม่เป็นภาระค่าไฟกับประชาชนด้วย อันนี้คือ สิ่งที่เราเริ่ม แล้วถ้ามันเริ่มได้มันก็จะทําให้พฤติกรรมการใช้ไฟของทั้งประเทศที่ว่า ใช้ไฟสูง ในช่วง ๑๐ โมงถึงบ่ายสองโมง แล้วมาใช้เพิ่มอีกทีตอน ๒ ทุ่ม มันก็จะทําให้เปลี่ยนจาก หลังอูฐกลายเป็นคล้าย ๆ ที่มันเรียบขึ้น มันก็จะมีการสร้างโรงไฟฟ้าน้อยลงในอนาคต แล้วในที่สุดระบบก็คือเป็นระบบว่าต้องไม่เป็นภาระกับประชาชน ก็คือคนที่ขายไฟต้อง พยายามขายไฟในราคาที่ถูกที่สุด เราเลือกใช้จากระบบที่ถูกที่สุดนะครับ อันนี้ก็อยากจะ ฝากเสนอ เสนอแล้วเห็นด้วยกับท่านที่พูดถึงเรื่องสมดุล ต้องมีความสมดุลระหว่าง ทุกพลังงาน และทุกพลังงานทดแทนด้วย ถ้าท่านเลือกเอาเฉพาะแต่โซลาร์ (Solar) ออกมา ก็จะต้องถูกครหาอีกว่าทําไมสนับสนุนแต่โซลาร์ (Solar) เพราะชีวมวลนี้มันไปถึงเกษตรกร มากกว่าเสียอีก แล้วก็โซลาร์ (Solar) อุปกรณ์ก็ยังต้องอิมพอร์ต (Import) แต่ชีวมวล ให้วัตถุดิบในประเทศและก็ช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มแก่เกษตรกรด้วย เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราเสนอ มาในรายงานเป็นก้าวแรกของการเปิดเสรีเพื่อทําให้เกิดความเป็นธรรมต่อทั้งผู้ผลิตและผู้ใช้ แล้วก็มีการมีส่วนร่วมของประชาชน แล้วก็ทําแบบค่อยเป็นค่อยไป โดยไม่กระทบต่อมั่นคง ของสายส่งหลัก กราบขอบพระคุณครับ
มีสมาชิกที่ได้อภิปรายและจะซักถามต่อประเด็นที่กรรมาธิการยังไม่ได้ตอบ ไหมครับ เอาเฉพาะประเด็นที่ยังไม่ตอบ ขอเชิญท่านกษิต ภิรมย์ ครับ
ผม กษิต ภิรมย์ สมาชิก สปท. ลําดับที่ ๗ ผมเห็นด้วย เดี๋ยวผมลงคะแนนให้ไม่ต้องห่วง แต่ว่าที่มาคิดกันมันคงจะตกไปประเด็นหนึ่งนะครับ ว่าเรากําลังที่จะเปิดเสรีให้ชุมชนเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้อง แล้วก็ลดการพึ่งพาน้ํามัน แก๊ส ถ่านหิน และก็พลังงานน้ําจากประเทศเพื่อนบ้าน เพราะมันเกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อม แต่ขอฝากเป็นประเด็นหนึ่งที่อาจจะได้พูดถึง แต่ว่าไม่ได้มีการกล่าวถึงหรือขยายความ ก็คือว่าจะต้องขอให้บรรจุไปด้วยว่า การไฟฟ้าฝ่ายผลิตก็จะต้องเป็นแกนนําในเรื่องของ พลังงานทดแทนและหมุนเวียน เลิกที่จะต้องพึ่งพาถ่านหินเป็นสําคัญ แล้วก็พยายามที่จะ ใช้น้ํามันเตาหรือไปเอาพลังงานไฟฟ้าจากต่างประเทศด้วย อันนี้น่าจะสะท้อนอยู่ด้วย ไม่อย่างนั้นเราจะทํางานกันไปครึ่งทาง ครึ่งเดียวคือส่วนที่เหลือทั้งหมดไปพลังงานทดแทน แล้วก็การไฟฟ้าฝ่ายผลิตก็ยังยึดมั่นถือมั่นกับพลังงานเดิม ๆ คือฟอสซิล (Fossil) ต่าง ๆ เหล่านี้ ไม่ทราบว่าจะช่วยคิดอันนี้ไปด้วยได้หรือไม่ แล้วในขณะเดียวกันที่ได้เสนอไว้ คือผม ได้เสนอคือการตั้งการพลังงานหมุนเวียนและทดแทน มันก็จะสมเหตุสมผลด้วยนะครับ ขอบคุณมากครับ
ท่านกรรมาธิการก็รับไปในช่วงการปรับปรุงนะครับ ท่านสุรินทร์เชิญครับ เอาเฉพาะประเด็นที่ยังไม่ได้ซักถามนะครับ
ท่านประธานครับ ผมคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ดี และผมได้ไลน์ (Line) บอกพี่ ๆ สปท. ไปแล้วว่าเป็นเรื่องที่ดีและเหมาะสมกับเวลา เมื่อกี้นี้ ผมไปคุยกับดอกเตอร์รวิวรรณ ภูริเดช ซึ่งท่านดูแลเรื่องนี้โดยเฉพาะ เรื่องอีไอเอ (EIA) นี้ ผมฝากท่านประธานผ่านไปยังกรรมาธิการข้อเดียวนะครับ ว่าขอให้ท่านไปลองดูว่าวันหนึ่ง เมื่อโซลาร์ฟาร์ม (Solar Farm) แผงมันเต็มประเทศแล้ว เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป พระพุทธเจ้า ท่านสอนไว้ แล้วอกาลิโก วันหนึ่งเมื่อแผงมันเสื่อมและมันไม่ใช่เป็นแก้วธรรมดาซึ่งจะมา ทุบ ๆ แล้วก็ไปรียูส (Reuse) ใหม่ มันเป็นขยะทางอิเล็กทรอนิกส์จะกําจัดกันอย่างไร ใครจะ เป็นคนกําจัด เพราะว่าถ้ามันอยู่บนหลังคาผม ผมไปแอบทิ้งข้าง ๆ บ้าน หรือสี่แยกไหนก็ได้ อย่างนั้นหรือเปล่า ของดีมันก็มีสิ่งที่จะตามมา อันนี้ผมฝากไว้ ผมก็อยู่กรรมาธิการชุดนี้ แต่ว่าฝากไว้นิดหนึ่งว่าใครจะเป็นคนรับผิดชอบ ณ วันนี้ เมื่อกี้ผมบอกรายหนึ่งได้กําไร เดือนละ ๔,๕๐๐ บาท พอถึงเวลาจะกําจัดแผงวันหนึ่งมันหมดอายุจะทําอย่างไร ฝากท่านไว้ ไม่ต้องตอบก็ได้นะครับ ฝากไว้ และผมเชื่อว่าอันนี้จะเป็นปัญหาของประเทศไทยในอนาคต อย่างแน่นอน
ฝากไว้นะครับ อยู่กรรมาธิการชุดเดียวกันก็ไปช่วยกันคิดต่อแล้วกันนะครับ เป็นอันว่าที่ประชุมได้พิจารณารายงาน เรื่อง การส่งเสริมกิจการไฟฟ้าเสรีที่ใช้พลังงาน ทดแทนในระดับชุมชนแล้วนะครับ ก่อนที่จะขอมติจากที่ประชุม ผมขอตรวจสอบ องค์ประชุมก่อนนะครับ
(นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง ได้มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนทําการตรวจสอบองค์ประชุม)
ขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิแสดงตน โปรดเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตนครับ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)
ยังมีสมาชิกทยอยเข้าห้องประชุมมาโดยลําดับนะครับ เพราะมีการประชุม อยู่หลายคณะในหลายตึกของเรานะครับ การพิจารณารายงานต่อไปยังเป็นชุดของพลังงาน อยู่นะครับ แต่ว่ามีสลับผู้ชี้แจง แล้วก็กรรมาธิการบางท่านของพลังงาน ท่านสมาชิกได้ใช้ สิทธิแสดงตนเรียบร้อยหรือยังครับ ท่านวรวิทย์เรียบร้อยนะครับ เจ้าหน้าที่แสดงผลครับ จํานวนผู้เข้าประชุม ๑๔๖ ท่าน เป็นอันว่าครบองค์ประชุมนะครับ
ต่อไปผมจะขอมติจากที่ประชุมว่าจะเห็นชอบกับรายงานเรื่อง การส่งเสริม กิจการไฟฟ้าเสรีที่ใช้พลังงานทดแทนในระดับชุมชนหรือไม่ ซึ่งหากเห็นชอบคณะกรรมาธิการ จะได้นําความคิดเห็นและข้อเสนอแนะของสมาชิกไปปรับปรุงก่อนที่จะส่งรายงานไปยัง คณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาดําเนินการต่อไป ต่อไปเป็นการลงมติตามข้อบังคับ ข้อ ๖๐ นะครับ
(นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนลงมติ)
ขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนน ผู้ใดเห็นชอบโปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ผู้ใดไม่เห็นชอบโปรดกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นว่าควรงดออกเสียงโปรดกดปุ่ม งดออกเสียง ขอเชิญใช้สิทธิออกเสียงครับ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
มีสมาชิกท่านใดที่ยังไม่ใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนไหมครับ ถ้าไม่มี ผมขอ ปิดการลงคะแนนนะครับ ขอทราบผลการลงคะแนนครับ จํานวนผู้เข้าประชุม ๑๔๖ ท่าน เห็นด้วย ๑๓๖ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๒ ท่าน งดออกเสียง ๘ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ไม่มีนะครับ
เป็นอันว่าที่ประชุมมีมติเห็นชอบกับรายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านพลังงาน เรื่อง การส่งเสริมกิจการไฟฟ้าเสรีที่ใช้พลังงานทดแทน ในระดับชุมชนแล้วนะครับ จบการพิจารณารายงานเรื่องการส่งเสริมกิจการไฟฟ้าเสรีที่ใช้ พลังงานทดแทนในระดับชุมชนแล้ว ขอขอบคุณคณะกรรมาธิการและผู้มาชี้แจงนะครับ
ต่อไปเป็นการพิจารณารายงานเรื่องที่ ๒ เรื่อง การส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม ในการยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชนโดยภาคอุตสาหกรรมและกิจการพลังงาน
โดยที่ในการนําเสนอครั้งนี้ก็จะมีท่านประธานคณะกรรมาธิการ ท่านคุรุจิต นาครทรรพ เป็นอดีตปลัดกระทรวงพลังงาน อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ และมีท่าน พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช รองประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านพลังงาน คนที่ ๑ ประธานกรรมาธิการบริหารสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ อดีตสมาชิก สภาปฏิรูปแห่งชาติอดีตกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ อดีตสมาชิกวุฒิสภา ยังมีกรรมาธิการ ท่าน พลเอก สราวุฒิ ชลออยู่ เลขานุการกรรมาธิการ เป็นอดีตเจ้ากรมการพลังงานทหาร อีกท่านหนึ่งคือท่านสมชัย เจริญชัยฤทธิ์ อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เมื่อท่านประธาน กรรมาธิการพร้อมแล้ว ขอเชิญแถลงรายงานต่อที่ประชุมครับ
กราบเรียนท่านประธาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่เคารพ กระผม นายคุรุจิต นาครทรรพ สมาชิก สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ หมายเลข ๐๒๓ ในฐานะประธานกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านพลังงาน ขอนําเสนอรายงานในเรื่องที่ ๒ ของวาระพิจารณาในวันนี้ เรื่อง การส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคมในการยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชน โดยภาคอุตสาหกรรม และกิจการพลังงาน ซึ่งดําเนินการศึกษาวิเคราะห์และจัดทําข้อเสนอแนะโดยคณะอนุ กรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปการบริหารและการกํากับกิจการพลังงานและทรัพยากร ปิโตรเลียม ซึ่งมีท่าน พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช เป็นประธานอนุกรรมาธิการ การศึกษา เรื่องดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อจัดทํารูปแบบของการรวมตัวกันของกลุ่มผู้ประกอบกิจการ พลังงานและอุตสาหกรรมต่อเนื่อง ซึ่งได้แก่การสํารวจและผลิตปิโตรเลียม โรงกลั่นน้ํามัน และคอนเดนเสต (Condensate) โรงแยกก๊าซธรรมชาติ โรงงานปิโตรเคมี โรงงานผลิตไฟฟ้า และโรงงานอุตสาหกรรมต่อเนื่องอื่น ๆ เป็นต้น ทั้งนี้เพื่อจัดตั้งวิสาหกิจเพื่อสังคมร่วมกับ กลุ่มชุมชนในพื้นที่รอบกิจการพลังงานเหล่านั้น และอุตสาหกรรมเหล่านั้น ในรูปแบบของ การดําเนินการเป็นองค์รวมที่เป็นการร่วมลงทุนโดยสมัครใจของกลุ่มผู้ประกอบกิจการ พลังงานและอุตสาหกรรมต่อเนื่องในพื้นที่ และร่วมบริหารจัดการโดยตัวแทนของทั้งกลุ่ม ชุมชนและกลุ่มผู้ประกอบการโดยจะนําเสนอให้ภาครัฐพิจารณาในการส่งเสริมการลงทุน ในกิจการวิสาหกิจเพื่อสังคมโดยสมัครใจของผู้ประกอบการ ด้วยมาตรการจูงใจทางภาษี ซึ่งวิสาหกิจเพื่อสังคมดังกล่าวจะก่อให้เกิดประโยชน์ในการยกระดับคุณภาพชีวิตของ ประชาชนในพื้นที่ และเกิดประโยชน์ต่อภาครัฐภาคอุตสาหกรรมและวิสาหกิจชุมชน ที่เกี่ยวข้อง บัดนี้คณะกรรมาธิการได้จัดทํารายงาน เรื่อง การส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม โดยการยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชนโดยภาคอุตสาหกรรมและกิจการพลังงาน เสร็จเรียบร้อยแล้ว จึงขอนําเสนอรายงานดังกล่าว ดังสําเนาเอกสารที่ได้เวียนแจ้งต่อ ท่านสมาชิกบนโต๊ะประชุมแล้ว เพื่อขอให้ที่ประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ได้กรุณาพิจารณาและให้ความเห็นชอบเพื่อส่งให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาดําเนินการต่อไป ในลําดับต่อไปกระผมขออนุญาตเรียนเชิญ พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช ในฐานะประธาน อนุกรรมาธิการ และ พลเอก สราวุฒิ ชลออยู่ ในฐานะเลขานุการคณะกรรมาธิการ และประธานคณะทํางานที่จัดทํารายงานเรื่องนี้เป็นผู้ให้รายละเอียดเพิ่มเติมในรายงาน กราบขอบพระคุณครับ
ขอเชิญท่าน พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช รองประธานกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านพลังงาน นําเสนอรายงานครับ
กราบเรียนท่านประธานสภา ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่เคารพ เพื่อนสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ผู้ทรงเกียรติ กระผม พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช ในฐานะประธานอนุกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปการบริหารและการกํากับกิจการพลังงานและทรัพยากรปิโตรเลียม ขอนําเสนอ รายงาน เรื่อง การส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคมในการยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชน และภาคอุตสาหกรรมและกิจการพลังงาน ซึ่งในการจัดทํารายงานเรื่องดังกล่าวคณะอนุ กรรมาธิการได้ตั้งคณะทํางานการจัดตั้งกองทุนพลังงานเพื่อสังคมเพื่อดําเนินการศึกษา วิเคราะห์และจัดทําข้อเสนอแนะ ซึ่งคณะทํางานประกอบด้วย นายสมชัย เจริญชัยฤทธิ์ สปท. เป็นประธานคณะทํางาน พลเอก สราวุฒิ ชลออยู่ สปท. เป็นรองประธานคณะทํางาน และประกอบด้วยผู้มีความรู้ความเชี่ยวชาญจากหน่วยงานต่าง ๆ เข้ามาร่วมเป็นคณะทํางาน ในการศึกษาเรื่องดังกล่าวสืบเนื่องจากการดําเนินกิจการพลังงานและการผลิตของโรงงาน อุตสาหกรรมต่อเนื่อง ส่งผลกระทบต่อมาตรฐานคุณภาพชีวิตของประชาชน ก่อให้เกิด กระแสต้านคัดค้านการสร้างสถานประกอบกิจการพลังงานและอุตสาหกรรมในพื้นที่ ใกล้ชุมชน แม้ว่าการจัดทํากิจกรรมทางสังคมที่เราเรียกว่า ซีเอสอาร์ (CSR) ของบริษัท โรงงานต่าง ๆ โดยความสมัครใจของผู้ประกอบการพลังงานและอุตสาหกรรมต่อเนื่อง ในปัจจุบัน ได้มีส่วนช่วยบรรเทาผลกระทบดังกล่าวให้แก่ชุมชน แต่ก็ยังขาดความต่อเนื่อง และความยั่งยืน ด้วยเหตุนี้คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านพลังงาน จึงได้เล็งเห็นถึงความจําเป็นในการปฏิรูปรูปแบบของการจัดทํากิจกรรมทางสังคมที่เรียกว่า ซีเอสอาร์ (CSR) ด้วยการรวมตัวกันของกลุ่มชุมชนต่าง ๆ ในพื้นที่ร่วมมือกับผู้ประกอบการ เพื่อดําเนินการในลักษณะเป็นองค์รวมหรือที่เรียกว่า อินทีเกรต (Integrate) ในรูปแบบ ของกิจการวิสาหกิจเพื่อสังคมโซเชียลเอนเตอร์ไพรส์ (Social Enterprise) หรือ เอสอี (SE) โดยภาครัฐสร้างแรงจูงใจด้วยมาตรการทางภาษี เพื่อผู้ประกอบการอุตสาหกรรม ร่วมสนับสนุนบริษัทวิสาหกิจเพื่อสังคมดังกล่าว ซึ่งมีแนวคิดในการดําเนินการที่เหมาะสม คือการจัดตั้งบริษัทวิสาหกิจเพื่อสังคมในพื้นที่มาบตาพุด จังหวัดระยองเป็นโครงการนําร่อง โดยบริษัทวิสาหกิจเพื่อสังคมนี้ได้รับการสนับสนุนจัดตั้งโดยกลุ่มผู้ประกอบการอุตสาหกรรม และพลังงาน และบริหารจัดการร่วมกันโดยกลุ่มผู้ประกอบการอุตสาหกรรมและวิสาหกิจ ชุมชน โดยไม่ต้องพึ่งพางบประมาณของภาครัฐ และไม่เป็นภาระต่อภาครัฐในการกํากับดูแล เป็นการเสริมความเข้มแข็งให้กับโครงการซีเอสอาร์ (CSR) ที่กลุ่มผู้ประกอบการอุตสาหกรรม บางแห่งได้ดําเนินการอยู่แล้วในปัจจุบัน การส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคมในการยกระดับ คุณภาพชีวิตของชุมชน โดยภาคอุตสาหกรรมและกิจการพลังงานตามข้อเสนอในรายงานนี้ จะก่อให้เกิดประโยชน์เป็นอย่างมาก ทั้งประโยชน์ต่อทางสังคมและประโยชน์ทางเศรษฐกิจ หลายประการ เช่น สามารถสร้างอาชีพและรายได้แก่ชุมชนอย่างมั่นคงและยั่งยืนเพิ่มขึ้น ลดความเหลื่อมล้ํา สร้างโอกาสเรียนรู้ เกิดการพัฒนาต่อยอดของวิสาหกิจชุมชน ซึ่งเป็น ความร่วมมือตามแนวทางของประชารัฐของรัฐบาล และพัฒนาศักยภาพของคนรุ่นใหม่ ในพื้นที่ให้เป็นผู้บริหารบริษัทวิสาหกิจเพื่อสังคมอย่างมีธรรมาภิบาลในอนาคต สร้างความ พึงพอใจและการยอมรับของประชาชน และช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็ง ความเข้มแข็งของ โครงการซีเอสอาร์ (CSR) ของกลุ่มผู้ประกอบอุตสาหกรรมและพลังงาน เป็นต้น ลําดับถัดไป กระผมจะขออนุญาตท่านประธานให้ นายสมชัย เจริญชัยฤทธิ์ ประธานคณะทํางาน และ พลเอก สราวุฒิ ชลออยู่ รองประธานคณะทํางาน ได้นําเสนอรายงานดังกล่าว โดยละเอียดต่อไปครับ
ต่อไปขอเชิญท่านสมชัย เจริญชัยฤทธิ์ นําเสนอรายงานครับ
กราบเรียนท่านประธาน สปท. กระผม นายสมชัย เจริญชัยฤทธิ์ สปท. ลําดับที่ ๑๕๖ ในฐานะประธานคณะทํางานจัดตั้ง กองทุนพลังงานเพื่อสังคม และคณะทํางานได้ดําเนินการศึกษาวิเคราะห์และจัดทํา ข้อเสนอแนะ เรื่องการส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคมในการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ในชุมชน โดยภาคอุตสาหกรรมและกลุ่มผู้ประกอบการพลังงาน ซึ่งคณะทํางานได้ดําเนินการ ศึกษาโดยการรับฟังข้อมูลจากหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ทั้งจากการสัมมนาและการประชุม หารือกับหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อให้ได้ข้อมูลในการประกอบการ แล้วนํามาจัดทําข้อเสนอแนะ ตามแนวทางดําเนินการที่ถูกต้อง อันเป็นประโยชน์ต่อการทํารายงานฉบับนี้นะครับ สําหรับ รายละเอียดของรายงานในระดับประเด็นต่าง ๆ กระผมขอเรียนเชิญท่าน พลเอก สราวุฒิ ชลออยู่ รองประธานคณะทํางานและคณะทํางานร่วมนําเสนอและชี้แจงรายละเอียดต่อไป ครับท่านประธาน
ขอเชิญท่าน พลเอก สราวุฒิ ชลออยู่ เลขานุการกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านพลังงาน และเป็นรองประธานคณะทํางานได้นําเสนอรายงานครับ
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพและสมาชิก ผม พลเอก สราวุฒิ ชลออยู่ สปท. หมายเลข ๑๖๓ ขอเรียน ชี้แจงรายงานเรื่อง การส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคมในการยกระดับคุณภาพชีวิตชุมชน โดยภาคอุตสาหกรรมและกิจการพลังงาน ก่อนอื่นผมขออนุญาตกล่าวถึงนิยามศัพท์ ในรายงานฉบับนี้นะครับ คําแรก ซีอี (CE) หรือ คอมมูนิตีเอนเตอร์ไพรส์ (Community Enterprise) หรือวิสาหกิจชุมชน ซึ่งเป็นศัพท์เกี่ยวกับสําหรับคน ประชาชน ๗ คน จดทะเบียนที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หรือสํานักงานเกษตรจังหวัด แล้วก็ฐานะเป็น นิติบุคคล คําศัพท์ที่ ๒ คือ ซีเอสอาร์ (CSR) หรือ คอมมูนิตี โซเชียล เรสพอนซิบิลิตี (Community Social Responsibility) คือความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม เอสอี (SE) หรือ โซเชียลเอนเตอร์ไพรส์ (Social Enterprise) หรือวิสาหกิจเพื่อสังคม สําหรับ วิสาหกิจเพื่อสังคมนี้ตามพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วย การยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ ๖๒๑) พ.ศ. ๒๕๕๙ อันนี้วิสาหกิจเพื่อสังคมจะจดทะเบียน บริษัทที่กรมการพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ และการรับรองเป็นวิสาหกิจเพื่อสังคม จากกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์
ในการนําเสนอรายงานวันนี้จะกล่าวถึงภาพรวมและข้อมูลของโครงการ นําร่องในพื้นที่มาบตาพุด จังหวัดระยอง ในเรื่องของปัญหาวิธีการปฏิรูปกําหนดเวลา แหล่งงบประมาณ และข้อเสนอแนะ และประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ
ในประเด็นแรกปัญหา สืบเนื่องจากการดําเนินการกิจการพลังงาน และการผลิตของกลุ่มประกอบการอุตสาหกรรมต่อเนื่องเป็นกิจการขนาดใหญ่ จะนํา มาตรฐาน มาตรการการควบคุมในการผลิต ซึ่งเป็นมาตรการสากลนั้นมาผลิต อย่างไรก็ตาม แต่ก็หลีกเลี่ยงผลกระทบต่อชุมชนโดยรอบไม่ได้ ประกอบกับกระบวนการจัดสรร งบประมาณของรัฐไม่เพียงพอ ถึงแม้ว่าจะมีกองทุนพัฒนาไฟฟ้าในพื้นที่ แต่ว่างบประมาณ ก็ยังไม่เพียงพอ ส่งผลกระทบต่อมาตรฐานคุณภาพชีวิตของประชาชน ก่อให้เกิดกระแส ต่อต้านคัดค้านการสร้างและการประกอบกิจการทางด้านของพลังงานและอุตสาหกรรม ในพื้นที่ใกล้ชุมชนของตน ประกอบกับการจัดกิจกรรมทางสังคมหรือ ซีเอสอาร์ (CSR) ที่ได้กล่าวไปแล้วด้วยความสมัครใจของผู้ประกอบกิจการทางด้านพลังงานแล้วก็อุตสาหกรรมนั้น จะช่วยบรรเทาผลกระทบต่อชุมชน แต่ที่ผ่านมาก็ไม่สามารถที่จะครอบคลุมได้ ยังขาด ความต่อเนื่องส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพ ประสิทธิผลในการลงทุนและในการดําเนิน กิจการระยะยาว แผ่นที่ ๒ ครับ
(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเปิดพรีเซนเทชัน (Presentation))
สําหรับในพื้นที่มาบตาพุด พื้นที่ ๔๐,๐๐๐ ไร่ อันประกอบไปด้วยโรงงาน ๑๕๑ โรง มีวิสาหกิจเพื่อชุมชนประมาณ ๘๗ แห่ง ประกอบกิจการด้านอาหาร ด้านเครื่องดื่ม ด้านสินค้า แล้วก็บริการ ซึ่งในพื้นที่ดังกล่าวนั้น มีโรงงานซึ่งดําเนินกิจกรรมเพื่อสังคม หรือซีเอสอาร์ (CSR) ประมาณ ๑๓ โรงด้วยกัน และส่วนที่ไม่ได้มีกิจกรรมเพื่อสังคมประมาณ ๑๓๘ โรงด้วยกัน
สําหรับข้อจํากัดในการทํา ซีเอสอาร์ (CSR) ของโรงงานหรือความรับผิดชอบ ต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมนั้น ในปัจจุบันโรงงานต่าง ๆ ทั้งมีและก็ไม่มีในการดําเนินกิจกรรม ส่วนที่โรงงานที่ทําซีเอสอาร์ (CSR) นั้น ข้อดีก็คือสามารถที่จะควบคุมโครงการได้ แล้วโรงงาน ก็จะได้ชื่อเสียง ส่วนข้อด้อยก็คือซีเอสอาร์ (CSR) หรือการดําเนินกิจกรรมเพื่อสังคมนั้น ไม่ทั่วถึง ยังไม่ครอบคลุมทุกชุมชนในพื้นที่ และมีหลายหลากรูปแบบซ้ําซ้อนกันบ้าง ยากต่อ การส่งเสริมในภาพรวมทั้งภาครัฐแล้วก็ของบริษัทเอง
แนวคิดเกี่ยวกับแผนการดังกล่าวจึงเป็นแนวคิดในการเกื้อกูลแบบองค์รวม หรืออินทีเกต (Integrate) นะครับ ซึ่งในพื้นที่ที่กล่าวไปแล้วว่ามีทั้งกิจการพลังงานแล้วก็ อุตสาหกรรมต่อเนื่องอยู่มากมายในพื้นที่ของมาบตาพุด กรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศด้านพลังงานจึงมีแนวคิดว่าควรที่จะรวมกิจการซีเอสอาร์ (CSR) แล้วก็กิจการ วิสาหกิจเพื่อสังคมรวมกันโดยบริษัทสมัครใจในการดําเนินงานเพื่อให้เกิดการดําเนินการ ต่อสังคมอย่างต่อเนื่องในพื้นที่นะครับ ซึ่งแนวคิดองค์รวมนี้ โดยทํากิจการรับผิดชอบต่อ สังคมและสิ่งแวดล้อม โดยโรงงานจะทําผ่านวิสาหกิจชุมชนร่วมกับการทําวิสาหกิจเพื่อสังคม ผ่านบริษัทส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคมโดยบริษัทต่าง ๆ บริษัทที่เราจะก่อตั้งหรือมีแนวคิด หรือบริษัทส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคมมาบตาพุดก็จะจัดหาตลาดเพื่อให้เกิดการซื้อขายสินค้า แล้วก็เป็นพี่เลี้ยงเพื่อพัฒนายกระดับวิสาหกิจชุมชน
สําหรับเป้าหมายในเรื่องของการปฏิรูปในครั้งนี้มี ๓ ประเด็นด้วยกัน
ประเด็นแรก เพื่อศึกษาและจัดทํารูปแบบของการรวมตัวของกลุ่มผู้ประกอบ กิจการพลังงานและอุตสาหกรรมต่อเนื่อง
ประการที่ ๒ เพื่อนําเสนอให้กับภาครัฐในการพิจารณาในการส่งเสริม การลงทุนให้กับผู้ประกอบการด้วยมาตรการการจูงใจทางภาษี
ประการที่ ๓ เพื่อจัดทําข้อเสนอแนะในการขับเคลื่อนโครงการนําร่อง ซึ่งจะใช้พื้นที่ของมาบตาพุดเป็นรูปแบบที่เหมาะสมในการดําเนินการเป็นโครงการนําร่อง ต่อไป
สําหรับวิธีการนั้น เราได้นําผลการศึกษาของสภาปฏิรูปแห่งชาติ ในวาระ ปฏิรูปที่ ๑๐ ของระบบพลังงาน เรื่องที่ ๖ ในเรื่องการจัดตั้งกองทุนพลังงานเพื่อสังคม มาเป็นต้นแบบในการศึกษานะครับ หลังจากนั้น สปท. หรือคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านพลังงานก็มีการจัดตั้งอนุกรรมาธิการและคณะทํางาน ซึ่งเป็นผู้ที่ เกี่ยวข้องในพื้นที่ทั้งวิสาหกิจชุมชนในพื้นที่มาบตาพุด แล้วก็มีบริษัทที่อยู่ในพื้นที่ แล้วก็ หน่วยราชการในพื้นที่เป็นคณะทํางานในครั้งนี้นะครับ แล้วการวิเคราะห์การจัดทําแนวทาง ปฏิรูปนั้น เราก็เริ่มต้นจากการจัดสัมมนาเพื่อรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนและวิสาหกิจ ชุมชนทั้ง ๘๗ แห่ง ผู้ประกอบการทั้ง ๑๕๑ โรง นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดและหน่วยราชการ คือเกษตรจังหวัด เพื่อให้เกิดการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนนะครับ หลังจากการสัมมนาแล้ว เราก็ได้มีการพบ หารือ และรับฟังความคิดเห็นจากหน่วยราชการต่าง ๆ ทั้ง ๙ หน่วยด้วยกัน โดยไปพบส่วนราชการระดับกรม ซึ่งท่านอธิบดีได้กรุณาและก็ส่งผู้เกี่ยวข้องมาร่วม ให้ข้อเสนอแนะด้วย หน่วยแรก คือกรมโรงงานอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม ๒. กรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ๓. กรมธุรกิจการค้าและกรมการค้า ภายใน ๔. กระทรวงพาณิชย์ ๕. กรมสรรพากรและกระทรวงการคลัง ๖. กรมการพัฒนา ชุมชน กระทรวงมหาดไทย ๗. กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ กระทรวงการพัฒนาสังคม และความมั่นคงของมนุษย์ และ ๘. กระทรวงการคลังนั้นได้ขออนุญาตเข้าพบหารือกับ ท่านผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และสุดท้ายคณะทํางานของเราได้มีการร่วม หารือกับคณะอนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปเศรษฐกิจกระแสใหม่ในคณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านพลังงาน โดยมีรายละเอียดตามเอกสารในผนวก ง
สรุปข้อเสนอแนะที่ได้พบหารือกับทั้ง ๙ หน่วยงานด้วยกันนี้นะครับ
ประการแรก ทุกภาคส่วนและทุกหน่วยมีความเห็นเช่นเดียวกันว่า การปฏิรูป รูปแบบของการจัดทํากิจกรรมทางสังคม หรือซีเอสอาร์ (CSR) ของผู้ประกอบการ ควรที่จะ เป็นองค์รวมในรูปแบบของกิจการวิสาหกิจเพื่อสังคม ซึ่งสามารถตอบสนองความต้องการ ของประชาชนและชุมชนในพื้นที่อย่างทั่วถึง
ประการที่ ๒ หากจะสนับสนุนวิสาหกิจเพื่อสังคมอย่างเป็นรูปธรรม ควรดําเนินการในรูปแบบของการจดทะเบียนจัดตั้งเป็นบริษัทจํากัดหรือวิสาหกิจเพื่อสังคม
ประการที่ ๓ ควรพิจารณาจัดตั้งในรูปแบบบริษัทวิสาหกิจเพื่อสังคม โดยอาศัย มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนวิสาหกิจเพื่อสังคม ตามพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวล รัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ ๖๒๑) พ.ศ. ๒๕๕๙
ประการที่ ๔ ที่ทุกหน่วยเห็นพ้องต้องกันนะครับคือ ควรพิจารณามาตรการ ทางภาษีให้การลงทุนโดยผู้ประกอบการในบริษัทสามารถนําไปหักค่าใช้จ่ายได้เพิ่มเติม เป็นกรณีพิเศษ
ประการที่ ๕ ควรมีการต่อยอดการดําเนินงานดังกล่าวสู่การจัดตั้งเป็นบริษัท วิสาหกิจเพื่อสังคมมาบตาพุดเพื่อเป็นโครงการนําร่อง ไพลอตโปรเจกต์ (Pilot Project) สําหรับพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมอื่น ๆ ต่อไปนะครับ
ประการที่ ๖ ควรกําหนดข้อเสนอในการสนับสนุนบริษัทวิสาหกิจเพื่อสังคม เทียบเท่ากับการสนับสนุนการวิจัยและการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม หรืออาร์ดีแอนด์ไอ (RD&I) นะครับ ควรปรับปรุงแก้ไขการกําหนดเพิ่มเติมสิทธิประโยชน์ภาษีในร่างพระราชบัญญัติ ส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม พ.ศ. .... ซึ่งอยู่ระหว่างการดําเนินงานของขั้นตอนการออก พระราชบัญญัติในอนาคต และควรปรับปรุงโครงสร้างบริษัทวิสาหกิจเพื่อสังคมให้ชัดเจน สามารถนําไปปฏิบัติได้จริง
ประการสุดท้ายควรให้โครงสร้างของบริษัทวิสาหกิจเพื่อสังคม โดยเฉพาะ สัดส่วนของผู้แทนของภาคราชการมีจํานวนลดลงเพื่อให้การบริหารจัดการเป็นรูปของเอกชน ให้มากขึ้น และก็ควรมีการเสนอแนะเกี่ยวกับการเพิ่มทุนของบริษัทวิสาหกิจเพื่อสังคม โดยการกําหนดหลักเกณฑ์เพิ่มเติม
หลังจากเราทําการสัมมนาและหารือกับหน่วยทั้ง ๙ แล้ว จึงได้ดําเนินการ วิเคราะห์เพื่อหาแนวทางปฏิรูปที่เหมาะสมต่อไป ซึ่งศึกษาความเป็นไปได้ในโครงการนําร่องนี้ ต่อไปอย่างไรบ้างนะครับ ปัจจุบันศักยภาพ ในด้านของดีมานด์ (Demand) ซัปพลาย (Supply) ของพื้นที่ยังถูกจํากัด ขาดการเชื่อมโยง กล่าวคือทางกลุ่มโรงงาน ซึ่งเป็นตลาดขนาดใหญ่ ที่มีกําลังการซื้อสูง แล้วก็กลุ่มชุมชนซึ่งเป็นหน่วยภาคผลิตนั้นยังขาดการประสานงาน เชื่อมโยงกันที่เราศึกษาพบในพื้นที่ทั่วไปและพื้นที่ของมาบตาพุดนี้นะครับ
สําหรับศักยภาพรวมของพื้นที่มาบตาพุด ซึ่งเป็นพื้นที่นําร่องนั้นอุตสาหกรรม เกี่ยวกับกลั่นน้ํามัน ปิโตรเลียม เคมี โรงไฟฟ้ารวมกันประมาณ ๑๕๐ โรง มีพนักงานและคนงาน ในพื้นที่ของนิคมประมาณ ๓๐,๐๐๐ กว่าคน ความต้องการสินค้าและบริการในพื้นที่สําหรับ เงินทุนหมุนเวียนในพื้นที่ทั้ง ๑๕๑ โรง แล้วก็คน ๓๐,๐๐๐ คน ประมาณ ๑,๓๕๘ ล้านบาท ต่อปี อันนี้เป็นข้อมูล ซึ่งได้จากนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สถาบันปิโตรเลียม แห่งประเทศไทย สํานักงานเกษตรจังหวัดระยอง และเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนมาบตาพุด อันนี้เป็นข้อมูลศักยภาพ ซึ่งทางคณะทํางานของกรรมาธิการได้ดําเนินการหาข้อมูล ในพื้นที่ รอบ ๆ นั้นมีวิสาหกิจชุมชนอยู่ด้วยประมาณ ๘๗ แห่ง
สําหรับแนวทางหรือรูปแบบที่เหมาะสม เมื่อเราศึกษารูปแบบที่เหมาะสม แล้วจึงได้กําหนดแนวคิดในการจัดตั้งวิสาหกิจเพื่อสังคมขึ้น เพื่อเชื่อมโยงกลุ่มชุมชนแล้วก็ กลุ่มโรงงาน โดยเราพบว่ากลุ่มโรงงานและกลุ่มชุมชนนี้ขาดการประสานงานเชื่อมโยงกัน จึงมีแนวความคิดจัดตั้งบริษัทวิสาหกิจเพื่อสังคมขึ้น โดยกลุ่มโรงงานจะสนับสนุนงบประมาณ ด้วยความสมัครใจ ประการที่ ๒ ก็จะอุดหนุนซื้อสินค้าบริการจากชุมชน ส่วนภาคชุมชนนั้น จะผลิตและจําหน่ายสินค้าบริการต่าง ๆ โดยภาครัฐที่อยู่ในพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นนิคมอุตสาหกรรม หรือเกษตรจังหวัดและหน่วยงานอื่น ๆ ก็จะสร้างแรงจูงใจ แล้วก็หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนี้ จะสร้างแรงจูงใจทางระบบภาษี
สําหรับโครงสร้างของบริษัทวิสาหกิจเพื่อสังคม ถ้าจะกล่าวในรูปของหน้าที่ เอกสารหน้า ๑๙ นะครับ ผู้ถือหุ้นจะประกอบด้วยวิสาหกิจชุมชน เป็นผู้ก่อตั้ง รวม ๆ ตัวกัน ก่อตั้ง โดยลงถือหุ้นเพื่อสร้างความเป็นเจ้าของและส่วนรับผิดชอบต่อความสําเร็จของ วิสาหกิจเพื่อสังคม ส่วนบริษัทวิสาหกิจเพื่อสังคมนั้นก็จะประกอบด้วย มีบอร์ด (Board) มีผู้บริหาร แล้วก็มีภารกิจต่าง ๆ นั้น โดยบริษัทจะได้รับเงินบริจาคจากภาคอุตสาหกรรม ด้วยความสมัครใจ ส่วนผู้บริหารหรือบอร์ด (Board) นั้นก็จะมีหน้าที่กําหนดยุทธศาสตร์ ทิศทางและเป้าหมายการดําเนินงาน จัดทําแผนการตลาด แผนงบประมาณ ค่าใช้จ่าย และกําหนดตัวชี้วัดในความสําเร็จของภารกิจ มีการติดตามผลประเมินการทํางานของผู้บริหาร ซึ่งเป็นมืออาชีพ ผู้บริหารนี้ก็จะดําเนินการตามยุทธศาสตร์และงบประมาณที่บอร์ด (Board) เป็นผู้กําหนด โดยมีภารกิจงานด้วยกันที่กรอบแนวคิดของกรรมาธิการของเรา ก็คือ มี ๕ ภารกิจด้วยกัน
ภารกิจแรก คือยกระดับมาตรฐานสินค้า ปรับปรุงแพ็กเกจ (Package) หีบห่อ และเพิ่มมาตรฐานคุณภาพของสินค้าคือคิวซี (QC) แล้วจัดทําบัญชีการเงิน
ส่วนภารกิจที่ ๒ ก็คือหาตลาดทั้งภายในและภายนอกนิคม
ส่วนภารกิจที่ ๓ ก็จะกําหนดให้มีคอลเซ็นเตอร์ (Call Center) รวบรวมความ ต้องการให้ครบวงจรทั้งทางฝ่ายต้องการสินค้าและผู้ผลิต แล้วก็กระจายสินค้าด้วย
ภารกิจที่ ๔ คือการฝึกอบรมขยายผลของวิสาหกิจชุมชน บริษัทวิสาหกิจ เพื่อสังคม บริษัทวิสาหกิจเพื่อสังคมนี้ให้เป็นระดับเอสเอ็มอี (SMEs) ต่อไป ขนาดเล็ก ขนาดกลาง และขนาดใหญ่ต่อไป
ภารกิจที่ ๕ คือการพัฒนาบุคลากรโดยใช้ปราชญ์ชุมชน
สําหรับโครงสร้างของบริษัทวิสาหกิจเพื่อสังคม ในหน้า ๒๐ นี้นะครับ ที่เรา กําหนดในพื้นที่ของมาบตาพุดนี้ ในหน้านี้จะอธิบายถึงเรื่องของการดําเนินงาน โดยผู้ถือหุ้นนั้น กราบเรียนไปแล้วว่าจะเป็นวิสาหกิจชุมชนมาบตาพุดนี้ที่จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลกับ สํานักงานเกษตรจังหวัด สําหรับบริษัทวิสาหกิจเพื่อสังคมมาบตาพุดนั้น ก็ได้เงินบริจาคจาก โรงงานภาคอุตสาหกรรมและพลังงานด้วยความสมัครใจ สําหรับคณะกรรมการบอร์ด (Board) นั้น จะกําหนดว่ามีผู้แทนภาคโรงงาน ๔ ส่วนใน ๑๐ ส่วน ผู้แทนวิสาหกิจชุมชน ๔ ส่วนใน ๑๐ ส่วนสําหรับส่วนราชการนั้นสนับสนุนและให้คําปรึกษานี้โดยมีอัตราส่วน ๒ ใน ๑๐ ส่วนด้วยกัน กล่าวคือมีทั้งของนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย มาบตาพุดและก็ เกษตรจังหวัดระยองนะครับ ส่วนผู้บริหารนั้นเรามีแนวคิดว่าจะให้เป็นผู้บริหารมืออาชีพ ซึ่งคัดเลือกมาจากคณะกรรมการบอร์ด (Board) อีกทีหนึ่ง ซึ่งเป็นคนรุ่นใหม่ในชุมชน มีความรู้เพื่อพัฒนาบริหารชุมชนในอนาคตต่อไปนะครับ ส่วนภารกิจที่ได้กล่าวไปแล้ว ในข้างต้นเมื่อสักครู่นี้นะครับ แล้วโดยการทํางานของผู้บริหารจะดําเนินการในการหารายได้ จากภารกิจทั้ง ๕ ภารกิจ แล้วก็ไม่มีการปันผลหุ้นให้กับผู้ถือหุ้นนะครับ
สําหรับการศึกษาความเป็นไปได้และความยั่งยืนของบริษัทในด้านของ เศรษฐศาสตร์นั้นหรือบิซิเนสโมเดล (Business Model) โดยรายได้จากการประสานงานของ บริษัทวิสาหกิจเพื่อสังคมในการดําเนินงานนั้น กําไรที่ได้จากบริษัทจะถูกใช้ไปในการฝึกอบรม พัฒนาศักยภาพชุมชน การทํากิจกรรมด้านการตลาด ส่งเสริมการขายและการลงทุน การลงทุนนี้ก็จะ ๗๐ – ๗๕ เปอร์เซ็นต์ตามข้อกําหนดของพระราชบัญญัติของกฤษฎีกา ทั้งนี้จะอยู่ภายใต้ความเห็นของบอร์ด (Board) โดยจะไม่มีการจ่ายเงินปันผลแก่ผู้ถือหุ้น
สําหรับประมาณการรายได้ที่คณะทํางานของเราได้รวบรวมข้อมูลจาก ๔ หน่วยงานที่กล่าวไปแล้วในข้างต้นรายได้ของวิสาหกิจชุมชนภายใต้การดําเนินงานของ บริษัทวิสาหกิจเพื่อสังคมมาบตาพุด รายได้ก็มี ๒ ฐานด้วยกัน คือฐานจากภายในมาซื้อขาย ภายในโรงงานที่อยู่ในมาบตาพุดเอง ๑๕๑ โรง ประมาณเงินทุนหมุนเวียนก็ประมาณ ๖๑ ล้านบาท ส่วนถ้าเกิดขายข้างนอกที่เราประมาณการไว้ประมาณ ๔๗ ล้านบาท รวมกัน ก็ประมาณ ๑๐๘ ล้านบาทต่อปี สําหรับแรงจูงใจในด้านภาษีต่อการจัดตั้งบริษัทวิสาหกิจ เพื่อสังคมมาบตาพุดนั้น ขั้นต้นก็จะเสนอให้รับการยกเว้นภาษีตามเงื่อนไขพระราชกฤษฎีกา ประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๖๒๑) พ.ศ. ๒๕๕๙ แล้วก็จะเสนอเพิ่มเติมเป็น ๒ เท่าต่อไป แล้วก็มอบเงินบริจาคจากบริษัทด้วยความสมัครใจ
สําหรับวิธีการขั้นตอนของโครงการนี้เรากําหนดคณะทํางาน คณะกรรมาธิการ ของเรากําหนด ๙ ขั้นตอนด้วยกันสําหรับวิธีการในการปฏิรูปโครงการนําร่องนี้นะครับ
ขั้นตอนแรก ภาครัฐสร้างมาตรการจูงใจด้านภาษีแก่โรงงาน ทั้งนี้โดยกระทรวง การคลังซึ่งจะเสนอให้มีการหักค่าใช้จ่ายในการคํานวณภาษี ๒๐๐ เปอร์เซ็นต์ และไม่เกิน ๑๐ เปอร์เซ็นต์ของกําไรสุทธิหักภาษีรายได้นะครับ
ขั้นตอนที่ ๒ จะมีการจัดตั้งบริษัทวิสาหกิจเพื่อสังคมมาบตาพุด อันนี้สําหรับ ขั้นตอน คือการจัดนั้นก็จะต้องขออนุมัติจากกระทรวงพาณิชย์นะครับ
ขั้นตอนที่ ๓ ขั้นตอนรับรองบริษัทวิสาหกิจเพื่อสังคมมาบตาพุดนั้น หน่วยงาน ที่รับรองคือกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์
ขั้นตอนที่ ๔ ขั้นตอนเชิญชวนให้โรงงานเข้าร่วมโครงการนําร่อง อันนี้กระทรวง อุตสาหกรรมซึ่งดูแลเรื่องโรงงานทั้งหมดในนิคม แล้วก็เกี่ยวข้องกับกระทรวงพลังงานด้วย มีทั้ง ๒ กระทรวงคือ กระทรวงอุตสาหกรรมและกระทรวงพลังงาน เชิญชวนบริษัทในการ บริจาคเงินด้วยความสมัครใจ
ขั้นตอนที่ ๕ เป็นขั้นตอนซึ่งโรงงานระดมเงินด้วยความสมัครใจ
ขั้นตอนที่ ๖ เตรียมความพร้อมของโรงงาน ในการดําเนินงานจัดผู้บริหาร กําหนดบอร์ด (Board) ในการดําเนินงาน
ขั้นตอนที่ ๗ เริ่มดําเนินงานของบริษัท อันนี้ ๕ ภารกิจที่ได้กราบเรียนไปแล้ว ก็จะเริ่มมีรายได้นําสู่การบริหารจัดการของบริษัทแล้วก็ชุมชนต่อไป
ขั้นตอนที่ ๘ คือการประเมินผลสําหรับโครงการนําร่องนี้ โดยกระทรวง อุตสาหกรรมและกระทรวงพลังงาน
ขั้นตอนที่ ๙ จะขยายผลต่อไปทั่วประเทศ
อันนี้สําหรับ ๙ ขั้นตอนที่คณะกรรมาธิการเรามีแนวคิดนะครับ
ส่วนกรอบกําหนดเวลานั้นเรากําหนดเวลา ๑ – ๓ ปีในการดําเนินการ แหล่งที่มาของงบประมาณนะครับ โดยภาครัฐที่แนวคิดของเรา คือภาครัฐไม่ต้องรับผิดชอบ ในเรื่องของงบประมาณนะครับ เพราะว่าเพียงแต่สนับสนุนแล้วก็ให้คําปรึกษา โดยการ ระดมทุนจากกลุ่มวิสาหกิจชุมชนในการจดทะเบียนก่อนขั้นต้น แล้วก็ประการที่ ๒ เงินบริจาคเป็นทุนประเดิมของบริษัท ประการที่ ๓ รายได้จากค่าบริการต่าง ๆ ประการที่ ๔ รายได้จากการแบ่งส่วนรายได้ของดอกเบี้ยเงินกู้และกิจการของวิสาหกิจชุมชน ประการที่ ๕ รายได้จากการฝึกอบรม ประการที่ ๖ รายได้จากดอกเบี้ยและผลประโยชน์ และประการที่ ๗ สําหรับผู้บริจาคกองทุนในอนาคตต่อไปนะครับ ซึ่งสรุปว่าไม่มีเงินที่ใช้งบประมาณจากภาครัฐ นะครับ
สําหรับความรับผิดชอบนั้นก็หน่วยงานหลัก เพื่อหน่วยงานของรัฐดําเนินงาน โดยอํานวยความสะดวกสร้างแรงจูงใจและขอความร่วมมือกับบริษัท ห้างร้าน บริษัทต่าง ๆ ที่อยู่ที่ในพื้นที่โดยผู้รับผิดชอบทั้งกระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงพลังงาน แล้วก็กระทรวง เกษตรและสหกรณ์เกี่ยวกับการจดทะเบียนวิสาหกิจเพื่อชุมชน แล้วก็กลุ่มวิสาหกิจชุมชน และกลุ่มที่ ๔ ก็คือกลุ่มผู้ประกอบการนะครับ โดยผู้สนับสนุนที่สําคัญก็คือกระทรวงการคลัง โดยกรมสรรพากรในเรื่องของการให้สิทธิประโยชน์นะครับ
ข้อเสนอแนะของกรรมาธิการก็มี ๕ ข้อด้วยกัน
ประการแรก คือเสนอแนะให้รัฐบาลพิจารณาให้ความเห็นชอบข้อเสนอของ คณะเราในการปฏิรูปโดยเสนอให้มีมติของคณะรัฐมนตรีกําหนดมาตรการส่งเสริมด้านภาษี ให้กับภาคเอกชนที่มาร่วมลงทุนในพื้นที่อุตสาหกรรมมาบตาพุด แล้วก็เขตอุตสาหกรรมอื่น ๆ และระเบียงเขตเศรษฐกิจภาคตะวันออกต่อไปนะครับ
ประการที่ ๒ เสนอให้กระทรวงอุตสาหกรรมและกระทรวงพลังงาน เป็นหน่วยงานหลักในการสนับสนุนผู้ประกอบการอย่างต่อเนื่อง
ประการที่ ๓ เสนอให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์สนับสนุนเครือข่าย วิสาหกิจชุมชนมาบตาพุดร่วมกันจัดตั้งและดําเนินการบริษัทส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม มาบตาพุด
ประการที่ ๔ เสนอให้กระทรวงการคลังกําหนดมาตรการด้านภาษี และเงื่อนไขเพื่อชักจูง เพื่อสร้างแรงจูงใจให้กับผู้ประกอบการ โดยสามารถนําเงินบริจาค ไปหักค่าตอบแทนได้ ๒ เท่า
ประการที่ ๕ เสนอให้กระทรวงอุตสาหกรรมร่วมกับกระทรวงพลังงาน ประเมินผลและรายงานผลการประเมินต่อคณะรัฐมนตรี เพื่อขยายผลโครงการนําร่อง และมาตรการส่งเสริมด้านภาษีให้ครอบคลุมพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมและเขตประกอบการ อุตสาหกรรมอื่น ๆ รวมถึงระเบียงเขตเศรษฐกิจภาคตะวันออก อีสเทิร์น อีโคโนมิก คอริดอร์ (Eastern Economic Corridor) หรืออีอีซี (EEC) ต่อไปนะครับ
ประโยชน์ของโครงการที่เสนอนี้นะครับ ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับมี ๒ ประเด็นด้วยกัน ในประเด็นของสังคมแล้วก็ของเศรษฐศาสตร์ ทางสังคมนั้นสามารถที่จะ ดําเนินการได้ทันทีและเห็นผลรวดเร็ว สร้างอาชีพและรายได้แก่ชุมชนอย่างมั่นคงและยั่งยืน ลดความเหลื่อมล้ําและการย้ายถิ่นเข้ามาสู่เมืองหลวง แล้วก็สร้างโอกาสการเรียนรู้ต่อยอด ของวิสาหกิจสู่เอสเอ็มอี (SMEs) ต่อไป เป็นต้นแบบการอยู่ร่วมกันระหว่างชุมชนและโรงงาน สามารถขยายผลสู่พื้นที่อุตสาหกรรมทั่วประเทศต่อไป และประโยชน์ทางด้านเศรษฐศาสตร์นั้น โครงการนําร่องมาบตาพุดสร้างรายได้และเงินหมุนเวียนในชุมชนประมาณ ๑๐๘ ล้านบาท ต่อปี ทุก ๆ ปี และเพิ่มเป็น ๑,๘๐๐ ล้านบาทหากขยายผล แล้วก็การดําเนินงานบรรลุ เป้าหมาย สร้างรายได้ภาษีทั้งทางตรงและทางอ้อมแก่รัฐทุกปี ลดภาระการอุดหนุนภาครัฐ ต่อผู้ที่มีรายได้น้อยนะครับ
สําหรับรายได้ภาษีภาครัฐของโครงการนําร่องนี้ที่คณะกรรมาธิการได้คํานวณ แล้วก็ศึกษาและได้ข้อมูลว่า รายได้จากภาควิสาหกิจที่ปัจจุบันนี้คาดว่าประมาณ ๔๐ ล้านบาท แต่ถ้าบริหารเพิ่มทั้งระดับ ๑ ระดับ ๒ ระดับ ๓ ก็เพิ่มเป็น ๑๐๘ ล้านบาท ๒๑๖ ล้านบาท ๓๒๔ ล้านบาทเป็นลําดับต่อไป ส่วนรายได้ที่จะได้ก็เกี่ยวกับภาษี ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ภาษีเงินได้ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ แวต (VAT) ๗ เปอร์เซ็นต์ ทั้งหมดนี้คาดว่ารายได้ภาครัฐจะได้ตั้งแต่ ๑.๔ ล้านบาท ๕.๙ ล้านบาท ๑๑ ล้านบาท ๑๗ ล้านบาท ต่อไปนะครับ ซึ่งแรงจูงใจด้าน ภาษีของภาครัฐซึ่งเราจะเสนอ ๒ เท่า แล้วก็ระยะเงินคืนทุนก็ประมาณคาดว่าตั้งแต่ ๒ ปี ๑ ปี แล้วก็ ๗ เดือนต่อไปนะครับ ประโยชน์จากการขยายผลโครงการสู่อนาคต ซึ่งเรา กําหนดไว้ ๓ ขั้นตอนคือในพื้นที่นําร่องมาบตาพุด แล้วก็พื้นที่ของอีอีซี (EEC) แล้วก็พื้นที่ นิคมอุตสาหกรรมทั่วประเทศ พื้นที่นําร่องของมาบตาพุดมีนิคมด้วยกัน ๕ นิคม เราคาดว่า ประโยชน์ที่ได้รับที่มีวิสาหกิจชุมชน ๘๗ วิสาหกิจชุมชน มีรายได้ที่กราบเรียนไปแล้วมี ประมาณ ๑๐๘ ล้านบาทต่อปี แต่ถ้าเราประเมินผลแล้วเพิ่มระดับในพื้นที่อีอีซี (EEC) ต่อไปที่มี ๓๓ นิคม ในพื้นที่ของระยอง ชลบุรี ฉะเชิงเทรามีวิสาหกิจชุมชนประมาณ ๖๖๐ วิสาหกิจ เงินหมุนเวียนรายได้ของวิสาหกิจชุมชนก็ได้ประมาณเกือบ ๆ ๘๐๐ ล้านบาทต่อปี ถ้าขยับ ออกไปทั่วประเทศซึ่งมี ๗๙ นิคม มี ๑,๕๐๐ วิสาหกิจ เงินก็น่าจะหมุนเวียนประมาณ ๑,๘๐๐ ล้านบาทต่อปี อันนี้ข้อมูลก็ได้จากกระทรวงอุตสาหกรรม แล้วก็ที่กล่าวไปแล้ว ๔ หน่วยข้างต้นเมื่อสักครู่นี้ครับ
สําหรับเกี่ยวกับร่างพระราชบัญญัติที่เกี่ยวข้องคือ ร่างพระราชบัญญัติส่งเสริม วิสาหกิจเพื่อสังคม พ.ศ. .... ซึ่งตอนนี้ขั้นตอนอยู่ในระหว่างการดําเนินการของรัฐบาล และ สนช. นะครับ
สรุปการดําเนินงานคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านพลังงาน ได้นําเสนอถึงปัญหาการดําเนินงานกิจการเพื่อสังคม หรือซีเอสอาร์ (CSR) ของผู้ประกอบการ อุตสาหกรรม กิจการพลังงาน แล้วก็เกี่ยวกับประชาชนในพื้นที่นะครับ ซึ่งไม่มีหน่วยงาน หรือองค์กรไหนเชื่อมโยง แล้วก็มีการสัมมนาการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนรับฟัง หารือ ความคิดเห็นของส่วนราชการ แล้วก็คณะอนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปเศรษฐกิจ กระแสใหม่ แล้วก็ท่านผู้ช่วยขอเพิ่มรูปไปเรื่อย ๆ ครับ รัฐมนตรีว่การกระทรวงการคลัง จึงได้ กําหนดรูปแบบบริษัทวิสาหกิจเพื่อสังคม เพื่อเชื่อมโยงกิจกรรมซีเอสอาร์ (CSR) หรือ ความรับผิดชอบต่อสังคม สิ่งแวดล้อมของผู้ประกอบการโรงงานและกิจการวิสาหกิจ เพื่อสังคม หรือเอสอี (SE) ของผู้ประกอบการอุตสาหกรรม โดยเสนอให้หน่วยงานภาครัฐ สนับสนุนตั้งแต่การจดทะเบียน การก่อตั้งบริษัท การดําเนินงานจนถึงการประเมินผล และการขยายผลเพื่อการอยู่ร่วมกันของประชาชนภาคอุตสาหกรรมและภาคพลังงาน และภาครัฐนําไปสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนต่อไป ผมขอจบการรายงานแต่เพียงเท่านี้ ขอบคุณมากครับ
ขอบคุณค่ะ คณะกรรมาธิการมีท่านใดจะชี้แจงเพิ่มเติมไหมคะ ครบถ้วนแล้ว นะคะ เชิญท่านเลิศรัตน์ค่ะ
กราบเรียนท่านประธาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่เคารพ กระผม พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช ก็ขอสรุปสั้น ๆ นะครับ เนื่องจากว่าท่านฟังอาจจะยาวมาก แล้วก็อาจจะจับต้นชนปลายไม่ถูกนะครับ ประเด็นก็คือการที่จะส่งเสริมให้วิสาหกิจชุมชนหรือกลุ่มบุคคลต่าง ๆ ๗๐ – ๘๐ กลุ่ม ซึ่งอยู่รอบมาบตาพุดในพื้นที่ใกล้เคียงได้รับประโยชน์จากสิ่งที่เขาทําอยู่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ การผลิต การดําเนินการด้านการให้บริการต่าง ๆ ซึ่งยังไม่ค่อยมีคุณภาพ ยังไม่ได้มาตรฐาน เพราะฉะนั้นตลาดเขาก็แคบเราก็ตั้งบริษัทตัวกลางนี้ขึ้นมาที่เราเรียกว่าบริษัทวิสาหกิจ เพื่อสังคม หรือโซเชียล เอนเตอร์ไพรส์ คัมพานี (Social Enterprise Company) หลายท่าน คงจะเข้าใจผมเชื่อว่าอย่างนั้น เป็นรูปแบบที่เรานํามาจากถ้าเป็นประเทศที่ส่งเสริมเรื่องนี้ มาก ๆ ก็คือประเทศอังกฤษ มีอยู่ถึง ๖๐,๐๐๐ กว่าแห่ง ก็เป็นเอนเตอร์ไพรส์ (Enterprise) เป็นธุรกิจที่ทําขึ้นเพื่อส่งเสริมการช่วยเหลือสังคมโดยไม่มีการถอนทุนและไม่มีการแบ่งปัน กําไรออก นี่คือความแตกต่าง ซึ่งกฎหมาย สปช. เป็นผู้ที่ยกร่าง ขณะนี้อยู่ที่กฤษฎีกา ก็คงจะ มาที่ สนช. ในไม่นานนัก ที่จะมี พ.ร.บ. ออกมารองรับการจัดตั้งวิสาหกิจเพื่อสังคมหรือโซเชียล เอนเตอร์ไพรส์ (Social Enterprise) หรือ เอสอี (SE) ซึ่งตอนนี้กระทรวงการคลังก็ได้ เดินหน้าไปแล้ว ออกพระราชกฤษฎีกาให้สิทธิประโยชน์ในเรื่องนี้ไปแล้ว ฉะนั้นประเด็น ทั้งหมดนี้ก็คือการที่เราจะให้กลุ่มอุตสาหกรรม กลุ่มธุรกิจพลังงานได้มีส่วนช่วยเหลือชุมชน ยิ่งในชุมชนใหญ่ ๆ อย่างเช่ มาบตาพุดที่มีอยู่ถึง ๑๕๐ กว่าโรงงาน ก็ต้องบริโภคการบริการ บริโภคสิ่งของ จะจัดประชุมสัมมนาก็ต้องการโพรดักต์ (Product) หลาย ๆ อย่าง ฉะนั้น ชุมชนรอบ ๆ ที่เราเรียกว่าวิสาหกิจชุมชนเราก็จะพัฒนาเขา เพราะบริษัทนี้ก็จะเป็นทั้งบริษัท ที่มาส่งเสริมในเรื่องของการยกระดับการผลิตขีดความสามารถในการอบรมเขา ฝึกเขา ผู้ที่บริหารตัวบริษัทวิสาหกิจเพื่อสังคมนี้ก็จะเป็นมืออาชีพที่เราจ้างเข้ามา ส่วนบอร์ด (Board) ก็จะเป็นผู้แทนจากหน่วยราชการบ้าง จากบริษัทที่ลงขันไปบ้างและจากภาคประชาชนบ้าง เพราะฉะนั้นการดําเนินการอย่างนี้ก็จะเป็นวินวิน (Win Win) คือบริษัทที่อยู่ในนิคม อุตสาหกรรมมาบตาพุดก็จะได้รับประโยชน์ ได้สินค้าที่มีคุณภาพที่เขาต้องการแล้วก็ไม่ได้ จํากัดเพื่อจะต้องขายสินค้าหรือบริการอย่างนี้เฉพาะในนิคมเท่านั้น ก็อาจจะกระจายออกไป ขายข้างนอก ไปที่อําเภอ ไปที่จังหวัดอื่นด้วยในอนาคตได้ นั่นคือรูปแบบที่เราพัฒนามาจาก เริ่มต้น สปช. ได้เสนอไว้เป็นกองทุนพลังงานเพื่อสังคม แต่เราคิดว่าถ้าเป็นกองทุนหรือเป็น มูลนิธิจะไม่ค่อยยั่งยืน แล้วก็จะไม่เป็นธุรกิจที่จะต่อเนื่องขยายขีดความสามารถขึ้นไปได้ จึงได้ นํารูปแบบวิสาหกิจเพื่อสังคมที่กําลังจะออกเป็นกฎหมายในไม่ช้านี้มาใช้ครับ ขอบพระคุณครับ
ขอบคุณค่ะ เป็นอันว่ากรรมาธิการได้ชี้แจงเรียบร้อยแล้วนะคะ ก็ขอให้สมาชิก อภิปราย ขณะนี้มีรายชื่อเพียงท่านเดียว สมาชิกที่จะอภิปรายกรุณาสงรายชื่อเพิ่มได้นะคะ เรียนเชิญท่านกษิต ภิรมย์ อดีตเอกอัครราชทูตประจําหลายประเทศ อดีตรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการต่างประเทศ อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ เรียนเชิญค่ะ
ขอบคุณครับท่านประธานครับ ผม กษิต ภิรมย์ สมาชิก สปท. ลําดับที่ ๗ ท่านประธานครับ ผมมีความหนักใจแล้วก็กังวลใจเป็นอย่างยิ่งเมื่อได้อ่าน เอกสาร แล้วก็โดยเฉพาะที่ได้ฟังคําชี้แจงของบรรดาท่านกรรมาธิการทั้งหลาย คือในทุกจังหวัด ของประเทศไทยก็จะมีวิสาหกิจชุมชน หรือว่าพ่อค้าแม่ค้าของชุมชนโดยทั่ว ๆ ไป จะขาย ข้าวแกง ก๋วยเตี๋ยว ปลาแห้งอะไรต่าง ๆ แล้วก็ทางภาคตะวันออกก็เป็นที่เลื่องลือ จะเป็น ตั้งแต่จังหวัดชลบุรี จังหวัดระยอง จังหวัดจันทบุรี ไปจนถึงจังหวัดตราด เอา ๔ จังหวัดนี้ ผลไม้ก็ดี ของแห้งก็ดี ของทะเลก็ดี อาหารก็เป็นที่เลื่องลือ แล้วก็มีหลายอย่างที่ขายไปทั่วโลก โดยเฉพาะพวกผลไม้แล้วก็พวกพริกไทยอะไรต่าง ๆ เหล่านี้ ทีนี้ผมก็อยากฟังเสียก่อนว่า คําว่า วิสาหกิจชุมชน ณ ที่นี้คือพ่อค้าแม่ค้าแบบนี้หรือเปล่า แต่ไม่ใช่เป็นบริษัทที่เราจะสร้าง ขึ้นมาใหม่ คือวิสาหกิจชุมชนที่เรียกว่าโซเชียลเอนเตอร์ไพรส์ (Social Enterprise) ที่มี การร่วมมือกันระหว่างบริษัทใหญ่ ๆ ธุรกิจกับชุมชนร่วมกันจัดตั้งบริษัทที่จะพัฒนาธุรกิจ อื่นใด แต่ถ้าเผื่อพูดกันว่าเวลาจะมีประชุมโดยโรงงานในนิคมอุตสาหกรรม แล้วก็จะมี ซัปพลายเออร์ (Supplier) คือมีอาหาร มีของเข้าไป มันก็ไม่ได้มีประเด็นปัญหาอะไรนี่ครับ แล้วก็ส่วนใหญ่บริษัทใหญ่ ๆ ก็จะสั่งของจากร้านอาหารเด่น ๆ หรือไม่ก็จากโรงแรม แคตเตอร์ริงเซอร์วิส (Catering service) เข้าไป ผมเลยมองไม่เห็นว่ามีความจําเป็นอะไร ที่จะต้องไปเชื่อมโยงพ่อค้าแม่ค้าเหล่านี้ เพราะว่าที่เลื่องลือก็เป็นที่เลื่องลือ พวกเราก็ไปเที่ยว ภาคตะวันออกก็ซื้อของติดมือกันมา แม้กระทั่งเรื่องแพ็กเกจจิง (Packaging) เดี๋ยวนี้ก็ดีขึ้น เป็นลําดับ แล้วก็มีเรื่องของโอทอป (OTOP) เข้ามา ตั้งแต่รัฐบาลท่านนายกรัฐมนตรีทักษิณ มันก็ติดตลาดกันอยู่ เพราะฉะนั้นมันมีปัญหาอะไร นั่นเป็นประเด็นที่ ๑ ที่ผมไม่ค่อยแน่ชัด กับอันที่ ๒ ก็มีผู้ว่าราชการจังหวัดตั้ง ๔ ท่าน แล้วก็นายก อบจ. แล้วก็หอการค้าจังหวัด แล้วก็สภาอุตสาหกรรมจังหวัด แล้วก็เครือข่ายของสภาอุตสาหกรรมที่อยู่ที่กรุงเทพฯ แล้วก็ สภาหอการค้า ก็เป็นหน้าที่ของท่านเหล่านี้หรือองค์กรเหล่านี้ในการที่จะช่วยยกระดับถ้าเผื่อ มีความจําเป็นของวิสาหกิจชุมชน มันต้องพูดกันให้ชัดเสียก่อนว่าเราจะไปช่วยใคร และมี ความจําเป็นที่จะไปโยงใยหรือไม่ ด้วยองค์กรที่รัฐบาลจะตั้งขึ้นมาแล้วก็ ๔ – ๕ กระทรวง ก็เข้ามาเกี่ยวข้องทั้งหมด มันก็เป็นหน้าที่ของท่านผู้ว่าราชการจังหวัดกับนายก อบจ. แล้วก็ นายกสภาหอการค้าจังหวัด สภาอุตสาหกรรม ว่าจะทําอย่างไรเพื่อให้ธุรกิจของพ่อค้าแม่ค้า ของครอบครัวเหล่านี้ดีขึ้น ผมว่าต้องตอบโจทย์ตรงนี้เสียก่อน นั่นเป็นประเด็นที่ ๑
ประเด็นที่ ๒ คําว่า ซีเอสอาร์ (CSR) อาจจะล้าสมัยไปแล้วนะครับ เขาใช้ คําว่า ซัสเทนอะบิลิตีรีพอร์ต (Sustainability Report) หรือว่าการทําธุรกิจที่มันมี ความยั่งยืน เพราะถ้าเผื่อเป็นบริษัทใหญ่ ๆ ที่อยู่ที่มาบตาพุดหรือว่าเขตนิคมอุตสาหกรรม ทางภาคตะวันออกผมคิดว่าแทบทุกบริษัทอยู่ในตลาดหุ้น แล้วก็กฎเกณฑ์ของตลาดหุ้น แล้วก็การค้าระหว่างประเทศมีเรื่องธรรมาภิบาลเป็นเรื่องที่สําคัญ แล้วก็การทําธุรกิจ อย่างยั่งยืนซึ่งรวมซีเอสอาร์ (CSR) ที่มันเป็นส่วนหนึ่งด้วยมันก็มีอยู่แล้ว แล้วก็ต้องทํารายงาน ขึ้นมา มันจะไม่มีแค่ไฟแนนเชียลรีพอร์ต (Financial Report) ทํารายงานเกี่ยวกับสถานะ ทางการเงินหรือว่าทํารายงานว่าได้ไปช่วยสังคมในแง่ของซีเอสอาร์ (CSR) อย่างไร แต่เดี๋ยวนี้ มันเป็นซัสเทนอะบิลิตีรีพอร์ต (Sustainability Report) คือองค์รวมทั้งหมดครับ ว่าบริษัท เหล่านี้อยู่กับชุมชนอย่างไร อยู่กับซัปพลายเออร์ (Supplier) คนที่มาบริการอย่างไร อยู่กับคัสทอมเมอร์ (Customer) อย่างไร แล้วก็ดูแลลูกค้าแล้วยังดูแลพนักงาน แล้วก็ มีความสําคัญที่ดีแก่ชุมชนแวดล้อมอย่างไร มันต้องดูในองค์รวม มันไม่ใช่เป็นเรื่องของที่ว่า บริษัทเหล่านี้แล้วก็มีความสัมพันธ์กับวิสาหกิจชุมชน ผมว่ามันแคบมากและไม่ใช่ครับ ผมว่า ต้องทบทวนทั้งหมดเลยในภาพรวม เรื่องซัสเทนอะบิลิตีรีพอร์ต (Sustainability Report) แล้วก็เป็นเรื่องที่เขามีพันธกรณีต่อตลาดหุ้น ต่อแชร์โฮลเดอร์ (Share Holder) ของเขาผู้ที่ เป็นผู้ถือหุ้นต่าง ๆ เหล่านี้ทั้งหมด แล้วอยู่ดี ๆ เราจะไปบอกบริษัทว่าคุณต้องไปช่วยวิสาหกิจ ชุมชน มันอยู่ในหน้าที่ของเขาแล้ว แล้วที่มันสําคัญคือเมื่ออยากจะไปช่วยมันเป็นอาสาสมัคร ก็ต้องแบ่งกําไรของบริษัทไปช่วย แล้วจะไปบอกว่าส่วนนี้จะไปหักภาษีด้วย มันเรื่องอะไร ผมจะต้องไปหักภาษีให้เขาละครับ ก็เมื่ออยากมีมิตรจิตมิตรใจต่อสังคมแล้วก็หักภาษีไปสิ หรือว่ามีงบประมาณส่วนหนึ่งเพื่อจะมีความสัมพันธ์กับชุมชน วิสาหกิจชุมชน หรือพ่อค้า แม่ค้ารายย่อย แต่ว่าอย่ามาหักภาษีครับ อันนั้นก็ไม่ใช้แล้วที่จะทํางานด้วยความจิตอาสา ไม่ใช่แล้ว คุณจะมาเอาประโยชน์แล้วคุณพยายามที่จะหักภาษี มันสวนทางกันครับ ๒ อย่าง มันไปด้วยกันไม่ได้ คราวนี้ส่วนที่สําคัญอีกอันหนึ่งก็คือว่าต้องแยกให้ชัดว่าความสัมพันธ์ ระหว่างโรงงานหรือบริษัทกับชุมชน กับการที่ว่าบริษัทหรือโรงงานจะมีความสัมพันธ์กับ ชุมชนแล้วก็บรรดาพ่อค้าแม่ค้ารายย่อยอย่างไร มันต้องพูดเสียให้ชัดว่ามันมีประเด็นปัญหา ตรงไหน แต่มันต้องไปเริ่มต้นที่ว่าวันที่เสนอโครงการจะขอบีโอไอ (BOI) หรือจะไปขออนุมัติ จากโรงงานอุตสาหกรรมนั้นมันก็ต้องมีการจัดทําที่เรียกว่าอีไอเอ (EIA) กับเอชไอเอ (HIA) ทางด้านสิ่งแวดล้อมแล้วก็ทางด้านสาธารณสุข ก่อนที่จะมีการอนุญาตให้ตั้งโรงงานได้มันต้อง ทําฟีสซิบิลิตีสตัดดี (Feasibility Study) เหล่านี้ให้มันเสร็จเสียก่อน เมื่อตั้งขึ้นแล้วมันก็ต้องมี แอสซัมพ์ชัน (Assumption) หรือมีการคาดเดาว่ามันจะไม่มีปัญหากับชุมชน แล้วต้องมี ความสัมพันธ์ที่ดีกับชุมชน เช่น เอาลูกหลานเข้ามาฝึกแล้วไปทํางานในโรงงาน หรือว่าอาหาร ที่ใช้กันในแคนทีน (Canteen) ในโรงอาหารนั้นก็เอาไปจากชุมชนผ่านทางรัฐวิสาหกิจอะไร ต่าง ๆ เหล่านี้ ก็เมื่อมันไม่มีประเด็นปัญหาแล้วทําไมเราจะต้องไปบอกเขาว่าต้องมาร่วมมือกัน แล้วที่สําคัญอันหนึ่งที่ผมรับไม่ได้เลยคือว่า อะไร ๆ ก็จะต้องเป็นภาครัฐเข้าไปบริหารจัดการ เรากําลังทําตนเป็นสังคมนิยมนะครับ โซเชียลลิสต์ (Social List) มากยิ่งขึ้น ผมก็ค้าน มาตลอดว่าอย่าทํา อะไรที่เอกชนกับชุมชนเขาจะตกลงกันได้ หรืออะไรที่ท้องถิ่นเขาจะเข้ามา ช่วยเหลือได้ไม่มีหน้าที่หรือความรับผิดชอบใด ๆ ของหน่วยราชการกลางครับ อะไร ๆ ก็ตั้งบริษัทขึ้นมาเป็นบริษัทรัฐ แล้วมันก็เป็นเรื่องของประชารัฐ เป็นเรื่องของสังคมนิยม นิยม นะครับ อันนี้ไม่ค่อยจะถูกต้อง ในเมื่อกฎหมายรัฐธรรมนูญก็บอกว่ารัฐจะต้องไม่เข้าไป แข่งขันกับเอกชน ยิ่งมีมากบริษัทที่มีรัฐเข้าไปร่วมด้วย แล้วแถมยังมาตั้งกองทุนให้อีก มันเพื่ออะไรกัน ในเมื่องานซีเอสอาร์ (CSR) งานซัสเทนอะบิลิตี (Sustainability) มันเป็น เรื่องของเอกชนจากใจจากจิตอาสาของเขา เรื่องอะไรรัฐจะต้องเอาเงินไปถวายเขาละครับ ในเมื่อเรายังมีภารกิจอื่น ๆ ที่จะช่วยลดความเหลื่อมล้ําในสังคม แล้วก็บริษัทเหล่านี้ที่ ภาคตะวันออกมันยักษ์ใหญ่ของโลกทั้งนั้น รวมทั้งของไทยด้วย จะเป็นสยามซีเมนต์ หรือจะ เป็นการปิโตรเลียมก็มีโครงการอยู่ที่นั่น มันเป็นความรับผิดชอบของเขาเองที่เขาจะต้องทํา อะไรแก่ชุมชน รักษาสิ่งแวดล้อมไม่ทําลายทะเล ไม่ทําลายป่า ให้เขาอยู่ได้กับการท่องเที่ยว อยู่กับวัฒนธรรม อยู่กับทางภาคเกษตร อันนั้นเป็นสิ่งที่จะต้องทําต่างหาก ไม่ใช่เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ เหล่านี้ที่บอกว่าจะไปทําอะไรกับวิสาหกิจชุมชน ซึ่งก็ไม่ได้มีการดีไฟน์ (Define) หรือนิยามมา ผมอยากจะขอให้ทบทวนทั้งหมดครับ เรื่องนี้ผ่านสภา สปท. ไม่ได้ครับ ขอบคุณมากครับท่านประธาน
ขอบคุณค่ะ ช่วงนี้มีสมาชิกจะขออภิปรายอีกไหมคะ ขอเรียนเชิญ ท่านกรรมาธิการตอบก่อนนะคะ แล้วถ้ามีอภิปรายเดี๋ยวจะได้เพิ่มค่ะ เชิญท่านตอบก่อน เชิญท่านเฉลิมชัยค่ะ
ขอบคุณท่านประธานครับ เฉลิมชัย เครืองาม หมายเลข ๓๑ เนื่องจากไม่มีผู้อภิปรายต่อ เพื่อให้กรรมาธิการได้ตอบรวมทีเดียว ท่านประธานครับ ท่านเลิศรัตน์ ขออภัยที่เอ่ยนามท่าน ท่านพูดว่า สมาชิกจะจับต้นชนปลาย ไม่ถูกหรือเปล่า ผมต้องขออนุญาตกราบเรียนท่านด้วยความสัตย์จริงเลยนะครับ ว่าผมจับต้น ชนปลายได้ยากจริง ๆ ครับ เพราะว่าผมก็พยายามที่จะใช้สมาธิอ่านรายงานของท่าน แล้วก็ นั่งฟังการชี้แจงของกรรมาธิการมาโดยตลอด หรือผมอาจจะสับสนเองก็ได้นะครับ ต้องขออภัย ท่านที่กรุณาชี้แจงด้วย ผมอ่านรายงานแล้ว รายงานฉบับนี้ประกอบด้วยส่วนที่อธิบายถึง ความจําเป็นในเรื่องของวิสาหกิจชุมชน พูดถึงเรื่องกองทุน พูดถึงเรื่องการแก้ปัญหา พูดถึง เรื่องความเป็นมา พูดถึงเรื่องภาษี เรื่องการหักภาษีอะไรต่าง ๆ ทั้งหมด แล้วก็มีเรื่อง กฎหมาย คือ กฎหมาย พ.ร.บ. วิสาหกิจเพื่อสังคม ก็พยายามอ่านดูกฎหมายด้วยเหมือนกัน ด้วยเวลาอันจํากัด ผมก็ยังสับสนครับ เพราะว่าในรายงานของท่านมีประกาศของอธิบดี กรมสรรพากร เรื่อง กําหนดหลักเกณฑ์วิธีการและเงื่อนไขเพื่อการยกเว้นภาษีเงินได้ของ วิสาหกิจเพื่อสังคม ผมเข้าใจว่าประกาศอันนี้มีผลใช้บังคับแล้ว แล้วก็มีพระราชกฤษฎีกา เป็นพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร พ.ศ. ๒๕๕๙ ก็มีสภาพบังคับและลงราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ ๓๐ สิงหาคม ๒๕๕๙ เพราะฉะนั้น ทั้งหมดนี้มีสภาพบังคับแล้ว แต่สิ่งที่ทางกรรมาธิการท่านได้รายงาน พูดถึงเรื่องถ้าจะมี การจัดตั้งวิสาหกิจชุมชน แล้วก็ให้บริษัทหรือหน่วยงานที่มีหน้าที่ที่จะต้องช่วยเหลือเยียวยา ประชาชน ลงขันกันที่จะตั้งบริษัทแล้วก็ไปดําเนินกิจการช่วยเหลือประชาชน ให้มีการหักภาษี ท่านพูดถึงคําว่า ๒๐๐ เปอร์เซ็นต์ ก็คือ ๒ เท่าครับ ผมก็ยังสับสนอยู่เหมือนกันว่า สิ่งที่ กฎหมายคือทั้งประกาศสรรพากรและทั้งพระราชกฤษฎีกามีสภาพบังคับแล้วครบกี่เปอร์เซ็นต์ เขาก็ไม่ได้พูดถึง ผมอ่านไม่ละเอียดนะครับ ท่านช่วยชี้แจงด้วย แล้วทําไมกรรมาธิการจึงไป เสนอตัวเลขขึ้นมาอีก ๒๐๐ เปอร์เซ็นต์ ๒๐๐ เปอร์เซ็นต์นี่เป็นตัวเลขที่มาจากที่ใด เนื่องจาก การศึกษาวิเคราะห์จากแหล่งใด สิ่งที่ผมถามเป็นเช่นนั้นเพราะว่าผมก็อ่านรัฐธรรมนูญ อยู่เหมือนกัน ขออภัยที่เอ่ยนามท่านกษิต ภิรมย์ ผมสับสน แล้วผมก็สงสัยว่าทําไมจะต้อง มีการเสนอเช่นนี้ เพราะรัฐธรรมนูญก็ได้บังคับ บัญญัติไว้ชัดเจนว่า ในมาตรา ๕๘ วรรคสาม พูดถึงเรื่องการดําเนินการต่าง ๆ ในการขออนุญาตในการดําเนินการ ของรัฐที่จะอนุญาตให้มีการดําเนินการ ถ้าการนั้นอาจมีผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติ คุณภาพสิ่งแวดล้อม สุขภาพอนามัย คุณภาพชีวิต หรือส่วนได้เสียสําคัญอื่นใดของประชาชน หรือชุมชนหรือสิ่งแวดล้อมอย่างรุนแรง รัฐต้องดําเนินการให้มีการศึกษาอันนี้เราทราบกันแล้วว่า ต้องมีการทําอีไอเอ (EIA) อีเอชไอเอ (EHIA) ซึ่งเราทราบกันอยู่แล้ว แต่ที่สําคัญคือวรรคสาม ในการดําเนินการหรืออนุญาตตามวรรคหนึ่ง รัฐต้องระมัดระวังให้เกิดผลกระทบต่อประชาชน ชุมชน สิ่งแวดล้อมและความหลากหลายทางชีวภาพน้อยที่สุดและต้องดําเนินการให้มี การเยียวยาความเดือดร้อนหรือเสียหายให้แก่ประชาชนหรือชุมชนที่ได้รับผลกระทบ อย่างเป็นธรรมและโดยไม่ชักช้า คําถามก็คือว่าถ้ารัฐธรรมนูญบัญญัติไว้อย่างชัดเจนแล้วว่า การกระทําใด ๆ การขออนุญาตหรือการให้อนุญาตใด ๆ ถ้าหากว่ามีผลกระทบต่อชุมชน ต่อสิ่งแวดล้อมและความหลากหลายทางชีวภาพต้องมีการเยียวยาอยู่แล้ว และเหตุใดจะต้อง มีการไปลดหย่อนหรือไปหักภาษีของหน่วยงานหรือของบริษัทที่จะต้องเยียวยาประชาชน ผมสับสนจริง ๆ ครับว่าวิสาหกิจเพื่อสังคมนั้นจัดตั้งโดยประชาชนที่ได้รับผลกระทบ หรือจัดตั้งซีเอสอาร์ (CSR) ที่ว่าโดยองค์กร บริษัทธุรกิจเอกชนที่ไปทําให้เกิดผลกระทบต่อ ประชาชน ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมมันอย่างไรกันแน่ครับอ่านรายงานแล้ว แล้วสับสน จริง ๆ และเหตุใดจึงต้องมีการไปหักภาษีให้เขาอีก ในเมื่อกฎหมายก็บัญญัติไว้ชัดเจนว่า ถ้าการกระทํานั้นมีผลกระทบเขาก็ต้องเยียวยา รัฐต้องเยียวยา บริษัทนั้นต้องลงขันเอง เขาลงขันแล้ว ลงเงินแล้ว ยังจะไปหักภาษีเขาอีกอย่างนั้นหรือ อีก ๒๐๐ เปอร์เซ็นต์ คือ ๒ เท่าอย่างนั้นหรือ ก็สับสน ท่านช่วยกรุณาชี้แจงด้วย
อย่างไรก็ตามทางกรรมาธิการได้เสนอกฎหมายมา ผมเข้าใจว่ากฎหมายนี้ มีการทําประชาพิจารณ์อยู่หรืออย่างไร ซึ่งมีรายละเอียดอยู่ค่อนข้างมาก ท่านต้องการที่จะให้ สมาชิกวิเคราะห์ วิจารณ์กฎหมายฉบับนี้ด้วยอย่างไร เพราะว่าอ่านดูแล้วเป็นกฎหมาย ที่มีการร่างมาอย่างครบถ้วนเกือบทุกเรื่อง ถ้าหากว่าจะให้วิเคราะห์มันก็ต้องใช้เวลาอีกแล้วก็ คงจะต้องศึกษากันพอสมควร กฎหมายนี้มีการทําวิจารณ์เรียบร้อยแล้ว อยู่ในชั้นกฤษฎีกา หรือว่าอยู่ในชั้นใดช่วยกรุณาชี้แจงด้วย คืออ่านรายงานทั้งหมดแล้วมันสับสนจริง ๆ ครับ มีพระราชกฤษฎีกาเรื่องภาษี มีประกาศสรรพากรเรื่องภาษีมีสภาพบังคับแล้ว และมีกฎหมายมา ท่านช่วยกรุณาชี้แจง ขอบคุณครับ
ขอบคุณค่ะ มีสมาชิกประสงค์จะอภิปรายอีกไหมคะ ถ้ายังไม่มีในช่วงนี้ขอเชิญ กรรมาธิการตอบค่ะ เชิญท่านเลิศรัตน์ค่ะ
กราบเรียนท่านประธาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่เคารพ กระผม พลเอก เลิศรัตน์ ครับ ก็เพื่อจะตอบ คําถามท่านสมาชิกทั้ง ๒ ท่าน ผมมีผู้ที่รับผิดชอบเรื่องโดยตรง แต่ขออนุญาตวาดภาพรวมให้ นิดหนึ่งก่อนว่าข้อเสนอในเรื่องนี้เป็นข้อเสนอที่เกี่ยวข้องกับประเด็นไหน คือในเรื่องของ โรงงาน เรื่องของกิจการด้านพลังงาน อย่างเช่นไฟฟ้า ไฟฟ้ามีพระราชบัญญัติจัดตั้งกองทุน พัฒนาไฟฟ้า แปลว่าเมื่อเราจะตั้งโรงงานไฟฟ้าเราจะต้องเข้าสู่การกํากับของ พ.ร.บ. นั้น จะต้องตั้งกองทุนขึ้นมา จะต้องดูแลคนที่อยู่ในเขตต่าง ๆ ถ้าอยู่ใกล้ก็ดูแลมาก อยู่ไกลก็ดูแล ลดลง เป็นข้อกําหนดที่พระราชบัญญัติกําหนดไว้เลย แต่โรงงานพลังงานอื่น ๆ อย่างเช่น โรงกลั่นน้ํามัน เช่นโรงงานต่อเนื่องพวกปิโตรเคมีอะไรต่าง ๆ พวกนี้ไม่มีข้อกําหนดว่าเขา จะต้องมีค่าใช้จ่ายหรือจะต้องไปถูกบังคับให้ดําเนินการในลักษณะตั้งกองทุนขึ้นมาช่วยเหลือ ประชาชน เพราะฉะนั้นในสมัย สปช. จึงได้กําหนดวาระปฏิรูปไว้ เรื่อง กองทุนพลังงาน เพื่อการพัฒนาสังคม อันนั้นก็มีเจตนาจะให้โรงงานพลังงานอื่น ๆ ได้มีส่วนช่วยเหลือ ประชาชนโดยรอบ มันไม่ได้เกี่ยวโยงกับรัฐธรรมนูญถึงขนาดว่าไปผ่านทําอีไอเอ (EIA) มาแล้ว ทําไมต้องมาทําอะไรอีก การช่วยเหลือสังคมไม่มีที่สิ้นสุดครับ ผมยกตัวอย่าง ประเทศอังกฤษมีวิสาหกิจเพื่อสังคมถึง ๖๐,๐๐๐ แห่ง อันนี้ทําด้วยใจ จะยกตัวอย่างของเมืองไทย ก็มีท่านมีชัย วีระไวทยะ ท่านทําที่จังหวัดบุรีรัมย์ สร้างโรงเรียน ขึ้นมา แล้วก็มาสร้างร้านอาหารต่าง ๆ เอาคนบุรีรัมย์มาฝึกที่นี่ ส่งไปเปิดร้านอาหารที่ประเทศ อังกฤษต่าง ๆ ทุกอย่างมันทําด้วยใจทั้งสิ้น ไม่มีคําว่าเพียงพอที่เราจะช่วยเหลือพี่น้อง ประชาชน และก็ไม่ต้องไปว่าจะต้องไปสร้างผลกระทบต่อชุมชนแล้วเราถึงจะต้องไปช่วยเหลือ ในภาคของนิคมมาบตาพุด ๑๕๐ กว่าโรงงาน ๑๕๐ กว่าบริษัท บริษัทที่อยู่ตรงใจกลางของ มาบตาพุดเขาไม่ได้ไปทํา บางอันก็ไม่ได้มีมลพิษอะไร เพียงแต่อันนี้เป็นความคิดว่า เราอยากจะช่วยเหลือพี่น้องประชาชนที่อยู่รอบ ๆ มาบตาพุด ซึ่งเดี๋ยวผมจะให้ประธาน เครือข่ายได้ชี้แจง คําว่า วิสาหกิจชุมชน เป็นองค์กรเล็ก ๆ ๗ คน ๑๐ คน เป็นนิติบุคคล เขาทําอย่างไรเดี๋ยวจะให้ท่านชี้แจง เพราะฉะนั้นเราก็เลยคิดว่าในการเสนอกองทุนพัฒนา กองทุนพลังงานเพื่อสังคมมันจะแคบเกินไป แล้วจะทําให้เข้าใจความหมายว่าเป็นแค่กองทุน จึงได้เสนอรูปแบบที่รัฐบาลกําลังจะออกกฎหมาย เพราะฉะนั้นกฎหมายตัวนี้ไม่ใช่ร่างที่เรา เสนอนะครับ เป็นร่างกฎหมายจัดตั้งวิสาหกิจเพื่อสังคม หรือโซเชียลเอนเตอร์ไพรส์ (Social Enterprise) ซึ่งในอนาคตก็จะเข้าสู่ สนช. เราจึงเอารูปแบบนี้มาใช้ แต่กระทรวงการคลัง ได้ออกพระราชกฤษฎีกาพูดเรื่องนี้ไว้แล้ว เรื่องลดหย่อนภาษี ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ๒๐๐ เปอร์เซ็นต์นั้น เนื่องจากเป็นโครงการนําร่อง เราก็จะขอเฉพาะว่า กรณีบริษัทที่ลงขัน มานี้ ๒,๐๐๐,๐๐๐ – ๓,๐๐๐,๐๐๐ บาท ปกติก็จะได้ยก ถ้าไปบริจาคให้กับการกุศล จะได้ ๑ เท่า คําว่า ได้ ๑ เท่า หมายความว่าไปหักได้ แต่ถ้าเราบริจาคให้กับเรื่องกีฬาหรือเรื่อง การศึกษาได้ ๒ เท่า คือ ๒๐๐ เปอร์เซ็นต์ อันนี้ก็ยกเว้นเฉพาะโครงการนําร่องนี้ ซึ่งเงิน บริจาคอาจจะมีแค่ ๔๐ – ๕๐ ล้านบาทเท่านั้น ไม่ใช่รัฐจะเสียประโยชน์อะไรมากมาย เป็นการให้บริษัทที่อยู่ในนิคม ซึ่งเขาก็บอกว่าคิดอย่างท่านคุณหมอเฉลิมชัยพูด เขาไม่ได้ทําอะไรให้เกิดมลพิษ แต่ก็มาร่วมลงขันตัวนี้เพื่อช่วยเหลือประชาชนที่อยู่รอบ มาบตาพุด ผมขออนุญาตให้ผู้เกี่ยวข้องชี้แจงนะครับ ท่านแรกคือ ท่านอิทธิ แจ่มแจ้ง เป็นประธานเครือข่ายวิสาหกิจชุมชน จังหวัดระยอง ท่านลองให้ความกระจ่างว่าทําไม มันจะลิงก์ (Link) กันอย่างไรระหว่างการช่วยเหลือในโครงการนี้ครับ ขอบพระคุณครับ
เชิญท่านอิทธิ แจ่มแจ้ง ประธานชุมชนหนองแฟบ ตําบลมาบตาพุด อําเภอเมือง จังหวัดระยอง เชิญค่ะ
กราบเรียนท่านประธาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ท่านสมาชิกและท่านผู้มีเกียรติทุกท่านนะครับ ผม อิทธิ แจ่มแจ้ง ประธานชุมชนบ้านหนองแฟบ ที่อยู่ใจกลางนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด แล้วเป็น ผู้ที่ทําวิสาหกิจชุมชมกับพี่น้องชาวบ้านมานาน จนปัจจุบันได้รับเลือกให้เป็นประธาน เครือข่ายวิสาหกิจชุมชนของจังหวัดระยอง ก็ขออนุญาตตอบข้อซักถามและข้อข้องใจ ของท่านสมาชิก วิสาหกิจชุมชนนั้นผมเรียนอย่างนี้ ทั่วประเทศมีวิสาหกิจชุมชนประมาณ ๘๕,๐๐๐ แห่ง เฉพาะจังหวัดระยองเองก็มีนับร้อยวิสาหกิจชุมชน แต่ว่าตีวงให้แคบมา นิดหนึ่ง รอบ ๆ นิคมมาบตาพุดมีวิสาหกิจชุมชนอยู่ ๘๗ แห่งนะครับ การจดทะเบียน วิสาหกิจชุมชนได้บัญญัติไว้ว่า ต้องให้ชุมชนรวมตัวกันอย่างน้อย ๗ คนขึ้นไป แล้วเฉพาะ ๗ คนนี้ก็จะต้องมาจากหลากหลายบ้าน ไม่ใช่อยู่บ้านเดียวกัน ๒ คน ๓ คน แล้วก็มารวม ให้ได้ ๗ คน แล้วก็ไปจดทะเบียนวิสาหกิจ ก็คือว่าคนในชุมชนนั้น ๆ ต้องมีความคิดมีความ ต้องการที่ตรงกัน ก็คือว่าอยากยกระดับ อยากสร้างอาชีพให้กับครอบครัว แล้วก็รวมตัวกัน ไปยื่นจดทะเบียนกับสํานักงานเกษตรจังหวัดนั้น ๆ ผมขมวดแคบเข้ามานิดหนึ่งที่มาบตาพุด นะครับ ผมต้องเรียนว่าท่านสมาชิกคงจะทราบจากข่าวสารทั่ว ๆ ไปว่า การพัฒนาพื้นที่ อุตสาหกรรมมาบตาพุดส่งผลกระทบกับชุมชนเป็นอย่างมาก แต่อยากจะเรียนว่าจังหวัด ระยองมีการเจริญเติบโตเพราะอุตสาหกรรมมากมาย จังหวัดระยองส่งภาษีให้กับรัฐมากเป็นลําดับที่ ๒ ของประเทศรองจากกรุงเทพมหานคร แต่ว่า จังหวัดระยองก็ได้รับงบประมาณเพื่อไปแก้ไขปัญหาต่าง ๆ เท่า ๆ กับจังหวัดอื่น ๆ นับตาม หัวประชากร เพราะฉะนั้นผมกราบเรียนว่า ขออนุญาตใช้คําว่า เหรียญย่อมมี ๒ ด้านอยู่เสมอ ท่านได้ยินว่าจังหวัดระยองส่งงบประมาณ ส่งภาษีให้กับรัฐจํานวนมากด้วยการพัฒนา อุตสาหกรรม แต่ก็อยากให้ช่วยกันคิดนะครับ แล้วก็คิดตามผมนิดหนึ่งว่าย่อมเกิดผลกระทบ ที่จังหวัดระยองไม่น้อยเช่นเดียวกันถูกไหมครับ แต่ขณะเดียวกันเม็ดเงินงบประมาณที่จะ ส่งกลับไปจังหวัดระยองเพื่อไปแก้ไขปัญหา เพื่อไปดูแลคุณภาพชีวิตของคนที่นั่นก็เท่า ๆ กับ จังหวัดอื่น ๆ ก็คือนับตามหัวประชากร เพราะฉะนั้นแนวคิดที่พวกเรา ผมในฐานะของผู้นํา ชุมชนเราอยากเห็นประชาชนที่นั่นมีความอยู่ดีกินดี มีคุณภาพชีวิตที่ดีแล้วก็มีครอบครัว ที่อบอุ่น เราจึงมีการส่งเสริมในเรื่องวิสาหกิจชุมชน ขณะเดียวกันภาคอุตสาหกรรมที่นั่น ก็ส่งเสริมครับ ก็ช่วยสนับสนุนตามกําลังที่มีอยู่ในปัจจุบัน แต่ต้องยอมรับว่าการที่จะส่งเสริม วิสาหกิจชุมชนที่นั่นมันต้องทําแบบพิเศษ เพราะเนื่องจากว่าเรากําลังบอกว่ามาบตาพุด เป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ ภาคตะวันออกเป็นอีอีซี (EEC) ก็แล้วแต่ หมายถึงว่ามีพื้นที่ที่เป็น พิเศษ แต่เราไม่ได้ทําอะไรที่เป็นพิเศษให้กับคนจังหวัดระยองหรือคนมาบตาพุดเลย สิ่งนี้ ผมเองต้องขอบคุณที่กรรมาธิการได้กรุณาให้เข้ามาร่วมในคณะทํางานเพื่อบอกถึงปัญหาของ คนมาบตาพุดที่เรากําลังจะนําร่องเพื่อการดูแลคุณภาพชีวิตของคนที่นั่น เพราะฉะนั้นการที่ บอกว่าโรงงานอุตสาหกรรมที่ทําซีเอสอาร์ (CSR) ตามที่เขาทําอยู่ปัจจุบันมันไม่เพียงพอ มันไม่ทันกับการแก้ปัญหาที่นั่นนะครับ คนมาบตาพุดผมเรียนว่าคนจังหวัดระยองต้องมีการ พัฒนาคุณภาพชีวิตอีกมากมาย อยู่ติดกับโรงงาน อยู่ในแวดวงของอุตสาหกรรม ลูกหลาน ต้องมีการพัฒนาเรื่องการศึกษา เรื่องอะไรต่าง ๆ อีกหลายเรื่อง เพราะฉะนั้นถ้าหากว่า คุณภาพชีวิตไม่ดี รายได้ครอบครัวเรือนไม่ดี การดูแลครอบครัวก็ย่อมที่จะส่งผลในทางลบ เช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นการทําเรื่องวิสาหกิจชุมชน ก่อนที่จะมาถึงวันนี้เราได้มีการพูดคุย กับทางภาคอุตสาหกรรมว่าจะต้องช่วยเหลือกันอย่างจริงจัง ต้องสนับสนุนกันอย่างจริงจัง เพราะฉะนั้นถามว่าแนวคิดในการที่จะให้โรงงาน ให้ภาคอุตสาหกรรมมาส่งเสริมนะครับ เราเพียงแต่ขอว่ารัฐลดหย่อนในเรื่องของภาษี คําว่า ลดหย่อน ถ้าเราดูอย่างนี้เหมือนว่า รัฐทําไมต้องไปเอื้อประโยชน์ให้กับผู้ประกอบการ แต่ถ้าเรามองอีกมุมนะครับว่าถ้าหากว่า ประชาชนทั่วประเทศ หรือว่าประชาชนชาวจังหวัดระยองหรือมาบตาพุดได้รับการส่งเสริม อาชีพ วันหนึ่งเมื่อวิสาหกิจชุมชนเขาเข้มแข็งเขาก็จะพัฒนาในเรื่องของเศรษฐกิจครัวเรือน แล้วก็สุดท้ายเศรษฐกิจเหล่านี้ก็นําสู่การพัฒนาประเทศเช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นผมเรียนว่า ในเรื่องของการก่อตั้งวิสาหกิจชุมชนเป็นการรวมตัวของชาวบ้านเพื่อทําเศรษฐกิจให้กับ ครัวเรือนให้ดีขึ้น เพราะฉะนั้นการที่ภาคอุตสาหกรรมส่งเสริมนะครับผมคิดว่ารัฐควรจะดีใจ แล้วก็เพียงแต่มีการลดหย่อนภาษีเพียงเล็กน้อยเท่านั้นครับ ขอบคุณครับ
เชิญท่านเลิศรัตน์ค่ะ
กราบเรียนท่านประธานครับ จะขออนุญาตให้ท่านผู้ชี้แจงตอบประเด็นเรื่องภาครัฐเข้ามาเกี่ยวข้องอย่างไร คือดอกเตอร์ศิริ จิระพงษ์พันธ์ ผู้อํานวยการสถาบันปิโตรเลียมแห่งประเทศไทยครับ
เชิญค่ะ
ขออนุญาต กราบเรียนท่านประธานและท่านสมาชิกที่เคารพครับ ในส่วนของเรื่องการจัดตั้งวิสาหกิจ เพื่อสังคมซึ่งเป็นการรวมการให้บริการของวิสาหกิจชุมชนทั้งหมดเข้าเป็นเนื้อเรื่องเดียวกัน สร้างตลาดให้กับวิสาหกิจชุมชนที่คุณอิทธิได้กล่าวเมื่อสักครู่นี้นะครับ เป็นการต่อยอดคําว่า ซัสเทนอะบิลิตีดีเวลอปเมนต์ (Sustainability Development) หรือการพัฒนาอย่างยั่งยืนของ บริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ตามที่ท่านผู้มีเกียรติได้กล่าวเมื่อสักครู่นี้ ซึ่งตามกฎของ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยได้มีกําหนดไว้ว่าเพื่อให้เกิดความชัดเจน ในการช่วยเหลือ การดูแลสังคมของบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ตามหลักการของการพัฒนา อย่างยั่งยืนหรือซัสเทนอะบิลิตีดีเวลอปเมนต์ (Sustainability Development) จะมีหลักการ ของการช่วยเหลือสังคม โดยข้อกําหนดของตลาดหลักทรัพย์ก็ถือว่าเป็น ๑ : ๑ คือว่าบริษัทใด จะช่วยสังคมหรือวิสาหกิจชุมชนใดก็ระบุชื่อต้องเป็น ๑ : ๑ เราก็เห็นว่าการช่วยเหลือ ลักษณะนี้ในเขตนิคมมาบตาพุด ซึ่งเป็นเขตอุตสาหกรรมใหญ่มีชุมชนเยอะ มีโรงงาน ๑๕๐ กว่าโรงงาน มีชุมชนหรือมีวิสาหกิจชุมชนอยู่ ๘๐ – ๙๐ แห่ง การจัดทําการช่วยเหลือกัน ๑ : ๑ มีประสิทธิผลแต่ไม่มากนัก เราก็สามารถช่วยเหลือ เช่น กิจการที่เราเรียกว่า ลิสต์ ฟลอรา (List Flora) ซึ่งเป็นวิสาหกิจชุมชนที่มีชื่อเสียง ดําเนินการโดยบริษัท ปตท. โกลบอล เคมิคอล หรือของปูนซีเมนต์ไทยก็แล้วแต่ เพราะมีความเจริญก้าวหน้าแต่ไม่สามารถควบคุม ได้ทั่วถึงทั้ง ๘๐ แห่ง ส่วนเรื่องของการที่ว่าอุตสาหกรรมมีความต้องการ เช่น เวลาจัดงาน ประชุมต่าง ๆ จะมีเบรก (Break) มีอาหารมีอะไรพวกนี้ ถึงปลายปีมีของชําร่วยที่จะต้องไป เอาไปแจกจ่ายนี้นะครับ เพราะอยากจะช่วยเหลือชุมชน แต่ชุมชนแต่ละชุมชนหรือวิสาหกิจ แต่ละแห่งเขามีขีดความสามารถไม่เพียงพอ จึงมีแนวคิดว่าหากมีการรวมจัดระเบียบเรื่องของ การตลาด เรื่องของความต้องการ และเรื่องการช่วยกันพัฒนาชุมชน ๘๐ กว่าแห่งนี้ คัดว่า ใครเก่งด้านไหน ใครสนใจด้านไหน แล้วก็จัดรวมกัน ให้ความรู้ให้ความเชี่ยวชาญในตรงนี้ อย่างต่อเนื่อง การพัฒนาก็จะมีการต่อเนื่อง เกิดการพัฒนาแบบซัสเทนอะบิลิตีดีเวลอปเมนต์ (Sustainability Development) อย่างจริงจัง จึงมีแนวความคิดว่าเรามาร่วมมือกันระหว่าง ชุมชนที่มีอยู่ โดยการบริหารจัดการของชุมชนเอง ให้เขาเป็นเจ้าของ ให้เขาเป็นผู้ตั้งวิสาหกิจ เพื่อสังคมขึ้น และหน้าที่ของกิจการที่ผู้ประกอบการในบริเวณนั้น ก็คือเป็นผู้บริจาค นายทุน ริเริ่ม ในการบริหารจัดการในการดําเนินการ เราเรียกว่าเป็นบิซิเนสแมชชิง (Business Matching) ระหว่างการบริการของวิสาหกิจชุมชนกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรม หรือผู้ประกอบการในที่นั้น ซึ่งเราก็ชี้ให้เห็นแล้วว่ามีความต้องการ มีกิจการอยู่ประมาณเกือบ ๒๐๐ ล้านบาทต่อปี ซึ่งก็จะเป็นการสร้างรายได้ให้กับชุมชนเป็นการสร้างภาษี สร้างธุรกิจ ให้กับชุมชนด้วย ในส่วนนี้วงเงินก่อตั้งที่จะใช้ประมาณ ๓๐ – ๔๐ ล้านบาท ในเรื่องของการ ก่อตั้งในทุนประเดิมของวิสาหกิจเพื่อสังคมที่จะจัดตั้งขึ้น ซึ่งตามพระราชบัญญัติที่กระทรวง ทรัพยากรมนุษย์ได้กําหนดไว้ และกําลังจะร่างเรื่องของการจัดตั้งวิสาหกิจเพื่อสังคม ในรูปแบบของบริษัทจํากัดขึ้นมา ไม่ใช่เป็นคณะกรรมาธิการชุดนี้เสนอ พ.ร.บ. อันนี้ เป็นเรื่องที่มีการดําเนินการอยู่แล้ว ฉะนั้นเราก็บอกว่าในส่วนนี้ก็น่าที่จะเป็นการจูงใจ นอกเหนือต่อยอดจากที่กิจการต่าง ๆ เขาได้มีการดําเนินการในเรื่องของซีเอสอาร์ (CSR) ในเรื่องของซัสเทนอะบิลิตีดีเวลอปเมนต์ (Sustainability Development) อยู่แล้ว ให้มา เป็นลงทุน ทุนประเดิมให้กับกิจการวิสาหกิจเพื่อสังคมดังกล่าว เป็นการต่อยอดเท่านั้นครับ ขออนุญาตกราบเรียนเท่านี้ครับ
หมดหรือยังคะ มีผู้อภิปรายเพิ่มไหมคะ
มีท่านสุดท้าย คุณณัฐพงษ์ จารุวรรณพงศ์ เป็นผู้อํานวยการสํานักงานสร้างเสริมกิจการเพื่อสังคมแห่งชาติ ชี้แจงเรื่อง ภาษีกับเรื่องกฎหมายครับ สั้น ๆ ครับ
เชิญคุณณัฐพงษ์ค่ะ
ขอบคุณครับ เรียนท่านประธานและสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ผมขอชี้แจง ๒ เรื่อง ซึ่งคิดว่าเป็นเรื่องที่ค่อนข้างสําคัญมากนะครับ
เรื่องแรกที่ท่านสมาชิกได้กรุณาถามเรื่องของความสัมพันธ์ระหว่างภาคเอกชน กับองค์กรชุมชน ซึ่งผมคิดว่าเรื่องนี้เป็นหัวใจสําคัญของข้อเสนอนี้ ในอดีตเวลาเราพูดเรื่อง ความรับผิดชอบ ข้อเท็จจริงก็คือเขาเป็นเศษเงินนะครับ กําไร ๒ เปอร์เซ็นต์เอามาช่วย และช่วย แบบสงเคราะห์ ๙๖ เปอร์เซ็นต์ของเงินสงเคราะห์นี้แจกของนะครับ แจกแล้วหมดไปผมคิดว่า วลีที่น่าจะตรงที่สุดในการอธิบายเรื่องนี้ ก็คือที่เราคุยกันตลอดว่าถ้าเราให้ปลานี้เราให้ไม่รู้จบ เพราะว่าคนขอปลานี้เขาก็จะรู้สึกว่าเดี๋ยวมีคนมาให้อีก แต่ว่าถ้าแต่สอนจับปลา แล้วสอน จับปลาแบบอย่างยั่งยืน ในทีนี้ผมหมายถึงวิสาหกิจชุมชนนะครับ จุดที่อ่อนที่สุดของวิสาหกิจ ชุมชนมีอยู่ ๒ เรื่อง ผมคิดว่าท่านสมาชิกทราบดี คือเรื่องของการบริหารจัดการแล้วก็ การเข้าถึงระบบตลาด ๒ เรื่องนี้ไม่ได้ผ่านด้วยการเข้าไปบรรยายหรือการอบรมของหน่วยงาน นะครับ จากประสบการณ์ที่เราทํางานเรื่องโซเชียลเอนเตอร์ไพรส์ (Social Enterprise) หรือกิจการเพื่อสังคมนี้จุดคอขวดสําคัญที่ทําให้กิจการเพื่อสังคมในระดับชุมชนเกิดไม่ได้ เพราะไม่มี ๒ เรื่องนี้ แล้วปกติลําพังการช่วยเหลือด้วยเงินหรือสิ่งของนี้ไม่ได้ช่วยครับ ข้อเสนอนี้เป็นข้อเสนอที่เราอยากจะเปลี่ยนความสัมพันธ์ใหม่ครับว่าจากเดิมที่เอกชน ใช้คําว่า ความรับผิดชอบ ซึ่งจํากัดอยู่ในปริมาณน้อย แล้วก็คิดแคบไปกว่านั้นก็คือเป็นการ ให้ของหรือเงิน เราอยากขยายจากคําว่า ความรับผิดชอบ เป็นการลงทุนทางสังคมครับ ซึ่งขนาดนี้จะขยายใหญ่มากขึ้นเยอะนะครับ
เรื่องที่ ๒ ที่ผมอยากชี้แจงก็คือเรื่องกฎหมาย ท่านสมาชิกได้กรุณาถามเรื่อง พระราชกฤษฎีกา จริงครับ ณ วันนี้มีผลบังคับใช้แล้ว ตัวเลขที่ท่านถามคือ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ถามว่าจูงใจไหม แทบไม่จูงใจเลยนะครับ เพราะว่าจากเดิมนี้ถ้าเขาหักเป็น ค่าใช้จ่ายเขาได้เท่าเดิม กฎหมายฉบับนี้ปัจจุบันถูกลังเลมากโดยภาคเอกชน ผมคิดว่าส่วนนี้ อาจจะต้องแยกจากเรื่องของการเข้าไปเยียวยา ผมคิดว่ากรณีนั้นรัฐธรรมนูญได้รับผิดชอบ อยู่แล้ว อันนี้เรากําลังพูดถึงการดําเนินการของธุรกิจปกติที่จะขยับจากความรับผิดชอบไปสู่ การลงทุนในสังคม ตัวเลขที่เราได้คือ ๒ เปอร์เซ็นต์นี้ของโพรฟิต (Profit) นี้แทบไม่มีคนใช้ สิทธินี้เท่าไรเลยนะครับ ใช้จริง ๆ ไม่ถึง ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ตัวเลขที่ผมอยากให้ข้อมูลท่านคือ ปีละ ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท เป็นตัวเลขที่บริษัทในตลาดหลักทรัพย์นี้ ๒ เปอร์เซ็นต์ แล้วต้องใช้ ในเรื่องของงบประมาณในเรื่องซีเอสอาร์ (CSR) ซึ่งแทบไม่ได้ใช้ประโยชน์กับชุมชนครับ ข้อเสนอนี้แล้วก็กฎหมายที่กําลังจะเกิดขึ้นนี้เป็นการยกระดับจากพระราชกฤษฎีกาเดิมว่า จากเดิมนี้ให้ร้อยละ ๑๐๐ ถ้าสร้างแรงจูงใจเพิ่มขึ้นนี้ผมคิดว่าคนได้ประโยชน์จริง ๆ ไม่ใช่ เอกชนครับ เพราะในกฎหมายนี้ล็อกเอาไว้เลย ๒ เรื่อง ๑. คือห้ามปันผลนะครับ ๒. คือห้าม เอาทรัพย์สินออก คือโดยฉากแล้วต้องตกเป็นขององค์กรวิสาหกิจเพื่อสังคมที่ได้จัดตั้งขึ้น ซึ่งในข้อเสนอนี้เจ้าของร้อยเปอร์เซ็นต์คือชุมชนนะครับ ผมคิดว่าตัวกฎหมายนี้ ณ ปัจจุบัน แม้ว่าจะมีผลบังคับใช้แล้วแต่ว่าไม่ได้สร้างแรงจูงใจที่มากพอครับ
เรื่องสุดท้ายพระราชบัญญัติที่ท่านได้กรุณาถามนะครับ ปัจจุบันสถานภาพ ก็คือมีมติคณะรัฐมนตรีให้ดําเนินการจัดทําประชาพิจารณ์ในวันที่ ๒๖ เดือนกรกฎาคมนี้ แล้วก็คงจะดําเนินการเข้าสู่ สนช. ต่อไปครับ ขอบคุณครับ
ขอบคุณค่ะ เมื่อสักครู่ดิฉันยังไม่ได้ปิดการอภิปรายนะคะ เพียงแต่ให้ กรรมาธิการตอบข้อซักถามไปพลางก่อนในช่วงที่สมาชิกยังไม่พร้อมจะอภิปราย ขณะนี้ มีสมาชิกขออภิปรายเพิ่ม ๒ ท่านนะคะ เรียนเชิญท่านอําพล จินดาวัฒนะ อดีตเลขาธิการ คณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ อดีตประธานกรรมาธิการ ปฏิรูปด้านสังคมและชุมชน เรียนเชิญค่ะ
ขอบพระคุณท่านประธานครับ กราบเรียน ท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่เคารพ ผม อําพล จินดาวัฒนะ สมาชิก สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศครับ ผมอยากกราบเรียนว่าเรื่องที่ทางคณะกรรมาธิการ ได้นําเสนอในวันนี้ก็เป็นเรื่องที่ดี เป็นเรื่องที่อยู่ในประเด็นของการปฏิรูปทางด้านเศรษฐกิจ และสังคม จะปนกันระหว่างเรื่องเศรษฐกิจและสังคม เรื่องใหญ่ของเรื่องนั้นก็คือเรื่องกิจการ เพื่อสังคม ซึ่งวันนี้ดูเหมือนจะกลับมาใช้คําว่า วิสาหกิจเพื่อสังคม หรือโซเชียลเอนเตอร์ไพรส์ (Social Enterprise) เพราะอันนั้นคือหัวใหญ่ ถัดมาที่ทางคณะกรรมาธิการได้เสนอวันนี้ก็จะ มาเชื่อมโยงกับเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับมาบตาพุดและใกล้เคียงเรื่องนิคมอุตสาหกรรม รวมทั้ง อีอีซี (EEC) นะครับ มันก็เลยกลายเป็น ๒ เรื่อง ทีนี้ประเด็นที่ทางคณะกรรมาธิการเสนอ ผมได้ยินเพื่อนสมาชิกบางท่าน ท่านได้อภิปราย อาจจะมีความกังวลหรือสับสน หรือเป็นห่วงเรื่องของความไม่ชัดเจนหรือสลับซับซ้อน ซึ่งผม คิดว่าจริงครับ มันทําให้ ๒ เรื่องนี้มาเป็นเรื่องเดียวกัน แล้วก็ถ้าเกิดดูประเด็นไม่ชัดเจน มันก็ มีสิทธิที่จะงงได้มากทีเดียวนะครับ ผมอยากกราบเรียนว่าผมได้เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องกิจการ เพื่อสังคม เดิมเรียกกิจการเพื่อสังคม โซเชียลเอนเตอร์ไพรส์ (Social Enterprise) ตอนนี้ ร่างกฎหมายที่ผ่าน สปช. ไปแล้ว แล้วผลักดันไปจนถึงรัฐบาลผ่าน สปท. ไปถึงรัฐบาลนั้น คุณณัฐพงษ์ได้ตอบไปแล้วว่ากําลังจะผลักดันให้เป็นกฎหมาย ซึ่งใช้คําว่า โซเชียลเอนเตอร์ไพรส์ (Social Enterprise) นั้น เปลี่ยนจากกิจการเพื่อสังคม เป็นวิสาหกิจเพื่อสังคม จริง ๆ ก็คือ การทําธุรกิจนั่นเอง ทั้งชนิดไหนก็ได้ ธุรกิจคือต้องมีกําไรถึงจะอยู่ได้ ไม่ขาดทุน แต่กําไรนั้น ไม่ได้ไปปันผล หรือไปแบ่งกันในบรรดาผู้ที่ถือหุ้นหรือผู้ที่เป็นเจ้าของกิจการนั้น กําไรนั้น ส่วนใหญ่จะไปคืนให้กับสังคม และนึกถึงสังคมเป็นหลักมากกว่านึกถึงตัวเลขงกําไร ทางเศรษฐกิจ ไม่ใช่เป็นโพรฟิตเมกกิง (Profit Making) ไปสู่การแบ่งปันกัน ผมกราบเรียน อภิปรายตรงนี้ก็เพื่อจะทําความเข้าใจกับเรื่องนี้ด้วยนะครับ ผมคิดว่านั่นคือประเด็นปฏิรูป ใหญ่มาก ไม่เช่นนั้นมันจะมี ๒ ส่วน ส่วนที่ ๑ คือธุรกิจที่ทํากําไรสูงสุดในตลาด แล้วเอาไป แบ่งปันกัน อันนี้ใหญ่โตมาก ที่เรียกว่า เรียลเซกเตอร์ (Real Sector) อีกส่วนหนึ่งก็คือรัฐทํา เป็นการสงเคราะห์ช่วยเหลือ อันนี้มันอยู่ตรงกลาง ไปทําเพื่อสังคม แต่ต้องทําให้อยู่ได้ ทางเศรษฐกิจมีกําไรแต่ไม่ไปแบ่งปันกัน ในประเทศอังกฤษซึ่งเป็นต้นแบบก็มีอยู่มากมาย นะครับ ผมเองได้มีโอกาสไปดูงานที่ประเทศอังกฤษ และได้ไปเกี่ยวข้องคือไปอยู่ใน คณะกรรมาธิการที่ยกร่างกฎหมายฉบับนี้ ใน สปช. ที่ท่านอาจารย์บวรศักดิ์ อุวรรณโณ เป็นประธาน เรื่องนี้พัฒนามาหลายปี ก็มีคุณณัฐพงษ์เป็นแกนสําคัญ เราจะพบว่ากิจการ เพื่อสังคม ซึ่งขณะนี้ใช้คําว่า วิสาหกิจเพื่อสังคม เดี๋ยวผมจะอธิบายอีกนิดหนึ่งว่าพอใช้คํานี้ มันทับกับอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งมันมีอยู่แล้วในอดีต เพราะฉะนั้นเวลาอธิบายแล้ว บางทีถ้าเรา ไม่จับตลอดจะงงมากนะครับว่ามันคืออะไร กิจการเพื่อสังคมหรือวิสาหกิจเพื่อสังคม ในร่างกฎหมายนี้ ในประเทศอังกฤษมีมากมาย ทําโดยวันนั้นในสภาเราพูดถึงการท่องเที่ยว อย่างยั่งยืน พูดถึงเนชันนัลทัช (National Touch) อันนั้นก็เป็นกิจการเพื่อสังคมที่ใหญ่มาก เป็นตัวแบบที่สําคัญเลย เขาระดมทุน เขามาดูแลเรื่องของสถานที่โบราณสถาน บ้านของ เอกชนอะไรต่าง ๆ ที่ไม่มีคนดูแล เอามาพัฒนาดูแลอนุรักษ์ แล้วก็เปิดแหล่งท่องเที่ยว ใหญ่โตมาก ดีมากเลย สามารถอยู่ได้ด้วยตัวเอง โดยที่ไม่ไปแบ่งปันให้ใคร ไม่ได้ไปเข้ากระเป๋ากัน แต่ให้กับสังคม กิจการนี้มีมากมาย ทีนี้ใครเป็นคนไปหนุนทําให้กิจการนี้อยู่ได้ครับ ๑. ประชาชนที่เป็นปัจเจก ๒. ก็อาจจะเป็นรัฐบาลท้องถิ่นและรัฐบาลกลาง ผมเคยไปดูงาน ถ้าเป็นประเภทแบบบริการทางสังคม รัฐบาลท้องถิ่นเขาไม่ทํางานเองครับ ไปดูคนเล็ก คนน้อย คนยากไร้ กิจการเพื่อสังคมเป็นคนทําครับ แล้วก็ต้องมีกําไร แล้วก็ไปคืนให้กับสังคม รัฐบาลท้องถิ่นก็ไปจ้าง รัฐบาลกลาง กระทรวงบางกระทรวงก็ไปจ้าง เอกชนเป็นตัวองค์กร ใหญ่เลย บางอันเขาไปเอาเงินซีเอสอาร์ (CSR) ไปหนุนเลย บางอันเขาไปเอาเงินที่เรียกว่า เป็นคล้าย ๆ กิจการเพื่อสังคมนั้นเป็นคู่ค้าหรือเป็นพาร์ตเนอร์ (Partner) เป็นหุ้นส่วนกับเขา เขาก็ไปลงทุนไปหนุน รัฐก็หนุน ทําให้เขาไม่ต้องเสียภาษีหรือได้ยกเว้นภาษี ในแนวคิดนี้คือ แนวคิดกิจการเพื่อสังคม คือโซเชียลเอนเตอร์ไพรส์ (Social Enterprise) ซึ่งมันอยู่ในคําว่า วิสาหกิจเพื่อสังคม ภายใต้ร่างกฎหมายนี้ ของบ้านเราก็ไปจนถึง กระทรวงการคลังก็ออก ประกาศ ถ้าผมจําไม่ผิดคือเป็นประกาศ ก็ยกเว้นภาษี ซึ่งคุณณัฐพงษ์อธิบายไปแล้ว อันนี้คือ พัฒนาการ อีกไม่ช้าไม่นานเราก็หวังว่าจะมีกฎหมายฉบับนี้มารองรับ ทําให้การทําธุรกิจแบบนี้ เกิดขึ้นได้มากมาย ผมพูดตรงนี้ยาวก็เพื่อผมคิดว่าทําความเข้าใจตัวผมเองด้วย จะได้ตามเรื่องนี้ ทันนะครับ ทีนี้บังเอิญคําว่า วิสาหกิจชุมชน มันเกิดมาก่อนหน้านี้แล้วในบ้านเรา ในคํานี้ อยู่ภายใต้กฎหมายที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นคนดูแล มีการส่งเสริมวิสาหกิจชุมชนเป็นหลายหมื่น ผมจําตัวเลขที่ทางกรมเคยมารายงานเป็นแสน นะครับ แต่ตอนนี้เมื่อกี้ผมฟังดูว่ามีแปดเก้าหมื่นอะไรนี่ มีทั้งเป็นทําธุรกิจจริงและไม่จริง ล้มหายตายจากไปแล้วก็เยอะ ผมฟังดูที่แถวระยองก็มีเครือข่าย มีทําอยู่ จริง ๆ หนังม้วนนี้ เป็นหนังม้วนเก่า ทําอยู่แล้วครับ ดูเหมือนเขากําลังจะเอา ๒ เรื่องนี้มาพ่วงกัน และมาพ่วง เรื่องที่ ๓ คือเรื่องโรงงานและพลังงานที่ทํางานอยู่ในมาบตาพุดจะเข้ามาเป็นตัวช่วย แล้วพอ มาถึงการที่จะเอาเงินไปเข้าแล้วมีการหักภาษีจาก ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์เป็น ๒๐๐ เปอร์เซ็นต์ ตรงนี้ครับ น่าคิดว่ามันเอามาพ่วงกัน แล้วมันเป็นประเด็นปฏิรูปหรือเปล่า หรือมันเป็น ประเด็นเรื่องงานพัฒนาหรืองานที่ทําได้อยู่แล้วในกลไกของภาครัฐ เพราะมันมีประกาศของ กระทรวงการคลังอยู่แล้ว ถ้าเขาเป็นกิจการเพื่อสังคม เข้าหลักเกณฑ์ เอกชนเอาเงินไปใส่ ก็ได้รับการลดหย่อนอยู่แล้ว ประเด็นปฏิรูปผมไม่ค่อยเห็นตรงนี้นะครับ เพราะประเด็นปฏิรูป คือเราช่วยกันผลักให้ พ.ร.บ. วิสาหกิจเพื่อสังคมสําเร็จ นั่นคือประเด็นปฏิรูป แต่ประเด็น ที่กําลังจะให้อุตสาหกรรมก็ดี พลังงานก็ดี ในมาบตาพุดหรืออีอีซี (EEC) เอาเงินมาลงขัน อย่างเงินซีเอสอาร์ (CSR) หรือเงินบริษัทก็ตามมาช่วยวิสาหกิจเพื่อสังคมตามแนวคิดอันนี้ นะครับ ทําได้อยู่แล้ว และควรจะทําเยอะ ๆ แล้วไม่ควรจะมีบริษัทเดียวหรือเปล่าครับ เพราะว่าพอผมอ่านในนี้ผมไม่แน่ใจ มีการสนับสนุนเป็นบริษัทวิสาหกิจเพื่อสังคม ดูเหมือนจะ เป็นบริษัทที่ใหญ่มากเลย เอาเงินมาลงขัน ทําไมไม่ให้เกิดโดยธรรมชาติ ถ้ามีวิสาหกิจชุมชน อยู่แล้ว แล้วธุรกิจใหญ่ ๆ อยากจะไปช่วยหนุนให้เติบโต ท่านถ่ายทอดเทคโนโลยีก็ได้ ไปสอน เรื่องเกี่ยวกับการทําธุรกิจ ทําให้เขาเข้มแข็ง เอาเงินไปลงทุน ไปหนุนเขา ทําให้เขาเติบโต การที่จะต้องมาจัดเป็นพวงใหญ่เพื่อจะเป็นบริษัทใหญ่ ๆ มันอาจจะไม่ใช่คําตอบเดียวก็ได้ และผมคิดว่าประเด็นนี้อาจจะไม่ใช่ประเด็นปฏิรูปครับ เป็นประเด็นพัฒนาหรือเป็นประเด็น ต่อยอดที่ท่านเรียน ประเด็นปฏิรูปผมจะกราบเรียนอีกทีว่าเราต้องกลับมาช่วยผลักดัน พ.ร.บ. วิสาหกิจเพื่อสังคม หรือ พ.ร.บ. กิจการเพื่อสังคม หรือโซเชียลเอนเตอร์ไพรส์ (Social Enterprise) นั่นแหละให้ประสบความสําเร็จ เพื่อจะมีกฎหมายมาหนุนหลังทําให้เรื่องนี้ได้มี ความมั่นคง ยั่งยืนนะครับ ทั้งหมดนี้ผมเองนั้นกราบเรียนท่านประธานว่าเพื่อพยายามสร้าง ความเข้าใจครับ แล้วบังเอิญพอเราเอาเรื่องของโรงงานก็ดี พลังงานก็ดี ธุรกิจใหญ่ ๆ มาพ่วง เรื่องนี้ครับ ต้องยอมรับว่าในสายตาของสังคมมันก็มีประเด็นอยู่นะครับว่ากําลังจะไปเปิดช่อง ให้ธุรกิจได้มีการลดหย่อนภาษีโดยพยายามจะเอาเรื่องโซเชียลเอนเตอร์ไพรส์ (Social Enterprise) มาเป็นเครื่องมือหรือเปล่า อันนี้ผมกราบเรียนด้วยความจริงว่าก็อาจจะมีคน หวาดระแวงและสงสัยตรงนั้น มันจะทําให้เรื่องของวิสาหกิจเพื่อสังคม หรือโซเชียลเอนเตอร์ ไพรส์ (Social Enterprise) หรือกิจการเพื่อสังคมถูกเข้าใจผิดหรือเปล่า สิ่งที่เราอยากเห็น ในบ้านเราคืออยากจะให้เกิดวิสาหกิจเพื่อสังคมนี้เยอะ ๆ ไม่ใช่หรือ แล้วคนที่จะไปหนุนทําให้ เขาเติบโตได้เยอะ ๆ หมายความว่าไม่จําเป็นจะต้องเป็นบริษัทใหญ่ครับ เรากําลังเข้าใจผิด เหมือนที่เราไปทําจังหวัดละ ๑ อัน จริง ๆ จังหวัดหนึ่งมันก็มีเยอะและมีมากมาย ใครก็ ทําได้ พวกสตาร์ตอัป (Start up) ก็ทําได้ ใครก็ทําได้นะครับ แล้วก็เกิดมาก ๆ เกิดหลาย กิจการ มีคนเข้าไปหนุน เมื่อกี้ผมเรียนแล้ว รัฐก็หนุนได้ ท้องถิ่นก็หนุนได้ เอกชนก็หนุนได้ ปัจเจกก็หนุนได้ เราซื้อสินค้าอย่างหนึ่ง ถ้าเป็นบริษัทที่ค้ากําไรก็แบบหนึ่ง ถ้าสินค้านั้นผลิต โดยกิจการเพื่อสังคม ประชาชนก็หนุนได้ก็ไปหนุนบริษัทนี้ ก็ช่วยสังคมไปด้วย ไม่ได้เอาเงิน ไปแบ่งปันเข้ากระเป๋าใคร อย่างนี้เกิดเยอะ ๆ ไม่ดีหรือครับ แล้วที่ในระยอง หรือในมาบตาพุด หรือในภาคตะวันออกก็ส่งเสริมให้เกิดเยอะ ๆ ให้ใครรวมตัวกันทํากิจการเพื่อสังคมแบบนี้ ให้มาก ๆ แล้วเอกชนไหนอยากจะไปหนุนใครเป็นแมชชิง (Matching) ไปหนุน การที่จะ กลับมารวมเป็นบริษัทใหญ่ ๆ ผมคิดว่าอาจจะมีคนมองได้หลายมุม แล้วมันทําให้เรื่องดี ๆ เกิดความเข้าใจไขว้เขวหรือเปล่านะครับ กราบขอบพระคุณท่านประธานครับ สรุปของผมคือ ประเด็นปฏิรูปผมคิดว่าเราต้องช่วยกันผลักเรื่อง พ.ร.บ. กิจการเพื่อสังคมหรือวิสาหกิจเพื่อ สังคม และช่วยกันทําให้เกิดประโยชน์ เกิดรูปธรรมจริง ๆ ในประเทศไทย คณะกรรมาธิการ ท่านก็ปรารถนาดีที่อยากจะให้รูปธรรมเกิดขึ้นตรงนี้ แต่บังเอิญเมื่อเอาไปพ่วงกับสิ่งที่มันมี ประเด็นเยอะอยู่แล้วนะครับ ไม่ว่าเรื่องโน้นเรื่องนี้มันอาจจะทําให้เกิดความไม่แน่ใจหรือเปล่า อันนี้ก็อาจจะเกิดได้ แล้วอันที่ ๒ ก็คือว่าการไปพ่วงแล้วให้มันใหญ่แบบนี้มันเป็นคําตอบ หรือเปล่า ส่งเสริมให้เกิดแบบมากมาย แล้วไปสนับสนุนสร้างความเข้าใจอุตสาหกรรมต่าง ๆ ที่มีไปช่วยหนุนให้เกิดเป็นธรรมชาติมากขึ้น แทนที่จะไปรวมเป็นเรื่องใหญ่เรื่องเดียว อันนี้ ก็ต้องฝากเป็นข้อสังเกตให้กับท่านประธานผ่านทางกรรมาธิการครับ ขอบพระคุณครับ
ขอบคุณค่ะ ต่อไปเรียนเชิญท่านชูชัย ศุภวงศ์ อดีตเลขาธิการแพทยสภา อดีตเลขาธิการคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ อดีตกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ เรียนเชิญค่ะ
ขอบพระคุณครับท่านประธาน กราบเรียนท่านประธาน และท่านกรรมาธิการและเพื่อนสมาชิกทุกท่านครับ อันที่จริงเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องที่สําคัญมาก นะครับ แต่ว่าก็มีการอภิปรายไม่มากพอนะครับ ฉะนั้นขออนุญาตใช้เวลาเท่าที่ผมจะรวบรวม ข้อมูลและความคิดที่จะตั้งข้อสังเกตบ้างนะครับ เรื่องหลักการ เรื่องแนวคิด เรื่องปรัชญา การเกิดวิสาหกิจเพื่อสังคมนี้ผมคิดว่ามีความสําคัญนะครับ แล้วจะได้นําไปสู่ว่าเอกสาร ที่นําเสนอนี้สอดคล้องกับแนวคิดปรัชญานี้หรือไม่นะครับ ก็จะเป็นการตั้งข้อสังเกตเพิ่มเติม จริง ๆ แล้วแต่ก่อนเราคงทราบดีนะครับว่ามีองค์กรภาคธุรกิจที่ทางธุรกิจภาษาอังกฤษก็ บิซิเนส (Business) แล้วก็มีองค์กรเป็นองค์การกุศลสาธารณะที่ใช้ภาษาอังกฤษว่า ชาริตี (Charity) องค์กรภาคธุรกิจก็มุ่งเน้นกําไรครับ อันนี้ก็เป็นเรื่องธรรมดา แล้วการมุ่งเน้นกําไร การอยู่ในตลาดหลักทรัพย์นี้สิ่งที่ผู้บริหารเขาจะต้องมุ่งทํา ก็คือให้ได้กําไรมาก ๆ แล้วหุ้น ได้เพิ่มขึ้น อันนั้นเป็นเรื่องธรรมดา แต่ว่าการดําเนินการต่อมานี้ทําให้การคํานึงถึงสังคม สิ่งแวดล้อมมันลดลง แล้วมีผลกระทบต่าง ๆ นานามากมายนะครับ ส่วนกลไกทางด้านกุศล สาธารณะ องค์การกุศลสาธารณะ ก็มุ่งเพื่อสังคม เพื่อสาธารณะ แต่ว่าอยู่ได้กับเงินบริจาค แล้วก็พึ่งตนเองไม่ค่อยได้ ต้องรอรับเงินบริจาค จากทั้งรัฐบาล จากองค์กรต่างประเทศ หรืออื่น ๆ หรือการบริจาคจากประชาชนทั่วไป จึงเกิดแนวคิดที่จะเชื่อมโยง ๒ ส่วนนี้ เข้าด้วยกันนะครับ ทางด้านภาคธุรกิจ องค์กรภาคธุรกิจก็มีเครื่องมือต่าง ๆ ที่ออกมารองรับ ก่อนหน้านั้น ก็มีเรื่องซีเอสอาร์ (CSR) การเรียกร้องให้มีความรับผิดชอบต่อสังคม มีเรื่อง อีไอเอ (EIA) อีเอชไอเอ (EHIA) การประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม การประเมินผลกระทบ ต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม มีการเรียกร้องเรื่องคอร์ปอเรต กู๊ด กัฟเวิร์นแนนซ์ (Corporate Good Governance) หรือบรรษัทธรรมาภิบาลดังที่เราได้ยินกันอยู่นะครับ แล้วจนกระทั่ง มีข้อเสนอในวันนี้ คือวิสากิจเพื่อสังคมเข้าใจว่าเพื่อต้องการแก้ปัญหาทางสังคมและสิ่งแวดล้อม แล้วก็เกิดองค์กรใหม่ที่เรียกว่าวิสาหกิจเพื่อสังคมที่ทํางานเพื่อมุ่งประโยชน์สาธารณะ แก้ปัญหาสังคมสิ่งแวดล้อม มุ่งประโยชน์กับสังคมและสิ่งแวดล้อม โดยในรูปแบบธุรกิจ จึงเกิดสิ่งเหล่านี้ขึ้นมานะครับ เพราะฉะนั้นถ้าเป็นแนวคิดและปรัชญาเช่นนี้ ก็มีประเด็น คําถามจากเพื่อนสมาชิกด้วยกันนะครับ ท่านคุณหมอเฉลิมชัยก็ตั้งคําถามที่ผมก็คิดว่า เป็นคําถามสําคัญมาก แล้วทางกรรมาธิการคงนําไปพิจารณากันอีกทีนะครับ เรื่องนี้ จริง ๆ แล้วก็เป็นเรื่องใหม่นะครับ เกิดในประเทศอังกฤษเมื่อประมาณ ปี ๒๕๔๖ ประมาณ ๑๔ ปีที่แล้ว ตอนนั้นยังมีองค์กรเกิดขึ้นประมาณ ๕,๓๐๐ องค์กร แล้วทางประเทศอังกฤษ เขามีกฎหมายออกมารองรับ พอมาเมื่อ ๓ ปีที่แล้ว ปี ๒๕๕๗ มีพัฒนามาถึง ๗๐,๐๐๐ องค์กร แล้วเขาประเมินผลลัพธ์จากการที่ดําเนินการกลไกใหม่ที่เกิดขึ้นนี้ครับ ที่อยู่การเชื่อมระหว่าง องค์กรสาธารณประโยชน์เพื่อการกุศล สาธารณะกับธุรกิจ สามารถที่จะมีผลลัพธ์ในการ แก้ปัญหาสังคมและสิ่งแวดล้อมมากมาย แล้วก็ได้กําไรมาปันผลด้วย แต่ว่าพอถึงจุดหนึ่ง รัฐบาลอังกฤษเห็นว่ากําไรที่เคยกําหนดว่าไม่เกิน ๒๐ เปอร์เซ็นต์อาจจะจูงใจน้อยไป ก็เพิ่ม เพดานว่าไม่เกิน ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ก็ทําให้สิ่งเหล่านี้เจริญเติบโต แล้วก็ตอบสนองกับคนที่นําไป ลงทุน แต่ว่าคนที่นําไปลงทุนก็มีจิตสํานึกสาธารณะ เขาเอาไปทําประโยชน์ให้กับสังคมด้วย แล้วก็ได้กําไรมาแบ่งกันด้วย แต่ว่ากําไรก็คงไม่มากเหมือนเช่นธุรกิจนะครับ อันนั้นก็เป็นสิ่งที่ ผมพยายามดูว่าเอกสารที่นําเสนอนี้สอดคล้องกับหลักการปรัชญาแนวคิดตรงนี้หรือไม่ อย่างไรนะครับ
ประเด็นที่ผมอยากจะเรียนที่ประชุมนะครับ เมื่อกี้มีการอ้างถึงวิสาหกิจ เพื่อชุมชนมีประมาณ ๘๐,๐๐๐ กว่าแห่ง ผมคิดว่าวิสาหกิจเพื่อชุมชนนี้ความคิดตกผลึก พอสมควรนะครับ มีการให้ชุมชนจัดการตนเอง พึ่งตนเอง และเน้นเรื่องคุณภาพชีวิต เน้นเรื่องสิ่งแวดล้อม แล้วก็มีรายได้ แต่ว่าเรื่องรายได้นี้จะเป็นความสําคัญน้อยกว่า ความเข้มแข็งของชุมชนและการรวมตัวของชุมชน แล้วความคิดตกผลึกจนกระทั่งมี พ.ร.บ. ออกมารองรับเมื่อปี ๒๕๔๘ แล้วก็ พ.ร.บ. วิสาหกิจชุมชน แต่ว่าของวิสาหกิจ เพื่อสังคมนี้ผมคิดว่ายังอยู่ในระหว่างที่กําลังผลักดันร่างฉบับนี้อยู่ ท่านประธานครับ เมื่อประมาณปี ๒๕๕๓ ผมอาจจะทํา พ.ศ. คลาดเคลื่อนนะครับ เมื่อครั้งนั้นมีลุงคนหนึ่ง เดินเท้าเปล่าจากมาบตาพุดมายังทําเนียบรัฐบาล สมัยนั้นเป็นรัฐบาลของท่านนายกอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ชื่อลุงน้อยครับ สาเหตุก็เพราะว่าลุงน้อยประสบชะตากรรมในชีวิตทั้งครอบครัว ทั้งบ้านเป็นมะเร็งกัน ๔ – ๕ คน แล้วสุขภาพลุงน้อยก็ลําบาก แต่ว่าสามารถที่จะเดิน ๕ วัน ๔ คืน มาจนถึงทําเนียบ จนนํามาสู่รัฐบาลนั้นตั้งคณะกรรมการ เรียกว่าคณะกรรมการ ๔ ฝ่าย มาแก้ปัญหาเรื่องมาบตาพุด แล้วก็ได้เรียนเชิญท่านอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรีมาเป็นประธาน ผมเป็นกรรมการในนั้นด้วยครับ แล้วในระหว่าง การดําเนินงานการศึกษานั้นเราได้มีโอกาสไปดูงานที่เมืองเมืองหนึ่งที่ประเทศญี่ปุ่น เมืองนั้น ชื่อว่าคาวาซากิ รัฐบาลท้องถิ่นได้นําเสนอให้เห็นภาพว่าเมื่อ ๓๐ กว่าปีที่แล้ว เขาใช้เวลา ประมาณ ๓๐ ปีเพื่อแก้ปัญหา เขาใช้คําพูดว่าเวลาเงยหน้าขึ้นไปมองไม่เห็นฟ้าครับ มองไม่เห็น ฟ้าเหตุที่ว่ามลภาวะมันเต็มไปหมด แม้แต่ท้องฟ้ายังมองไม่เห็น แล้วผู้คน ชุมชน ก็ฟ้องร้อง รัฐบาลท้องถิ่นว่าธุรกิจทําให้เกิดมลภาวะอย่างไร เรื่องไปที่รัฐบาลท้องถิ่นและไปที่ศาล จบลงด้วย รัฐบาลท้องถิ่นต้องนั่งเจรจาแล้วทําเอ็มโอยู (MOU) ระหว่างธุรกิจกับชุมชนจุดต่าง ๆ ในเมืองนั้นนะครับ แล้วผลลัพธ์ที่ตามมาก็มีการประเมิน มีเครื่องมอนิเตอร์ (Monitor) เครื่องวัดมลภาวะ วัดทุกอย่าง ทุกจุด ทุกมุมเมือง แล้วชุมชนกับอุตสาหกรรมอยู่ด้วยกันได้ เราไปดูปั๊บอากาศก็สะอาดนะครับ แล้วจุดต่าง ๆ ให้เห็นเครื่องหมายออกมาเลยว่าไนโตรเจน ไดออกไซด์เท่าไร ซัลเฟอร์ไดออกไซด์เท่าไร เกินค่ามาตรฐานหรือไม่อย่างไรทุกมุมเมือง แต่ว่าก็ใช้เวลามาก แล้วก็เมื่อเซ็นเอ็มโอยู (MOU) แล้ว บทบาทภาคธุรกิจเขารักษาคํามั่น สัญญาครับ นั่นคือบทบาทของธุรกิจที่ทําหน้าที่รับผิดชอบต่อสังคม และทํางานร่วมกับชุมชน ในการดูแลสังคมและสิ่งแวดล้อมจนอยู่ร่วมกันได้ ประเด็นสําคัญก็คือข้อเสนอแนะอันนี้เป็น ข้อเสนอที่สอดคล้องกับแนวคิดปรัชญาการเกิดวิสาหกิจเพื่อสังคมหรือไม่ ผมพยายามจะคิด ในทิศทางที่จะให้ไปต่อนะครับ เพราะว่าอย่างไรก็ตามมีเจตนาที่ดี แล้วเรื่องนี้ถ้าทําได้ดีก็จะมี ความสําคัญต่ออีอีซี (EEC) ในหลายจุดของประเทศ ประเด็นที่เสนอนี้ถ้าเป็นโครงการวิจัย ในลักษณะพัฒนาและวิจัย เป็นดีแอนด์อาร์ (D&R) อาร์แอนด์ดี (R&D) แล้วองค์ประกอบของ ผู้เข้าร่วมนี้มีมากกว่าระหว่างธุรกิจกับชุมชน ถ้ามีเป็นพวกสภาอุตสาหกรรม มีมหาวิทยาลัย ในท้องถิ่น มีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งเขาก็ต้องดูแลรับผิดชอบกันต่อไปครับ มีสถาบัน อาชีวะในพื้นที่เข้ามามีส่วนร่วมในการที่ติดตามประเมินโครงการนําร่องนี้ แล้วดูว่าผลลัพธ์ ออกมา ผลลัพธ์ สังคม สิ่งแวดล้อมนี้มันดีขึ้นหรือไม่อย่างไร ตรงนี้น่าจะเป็นหัวใจหลักของ โครงการ น่าจะเป็นหัวใจหลักของกลไกที่เรียกว่าวิสาหกิจเพื่อสังคม และแน่นอนละครับ ในเรื่องของประเมินผลทางเศรษฐกิจของชุมชนอะไรต่าง ๆ ก็ตามมา แต่ว่าสาระหลักน่าจะ อยู่ตรงที่ว่าชุมชนกับธุรกิจนิคมต่าง ๆ สามารถอยู่ร่วมกับชุมชนได้ และสามารถที่จะ ดําเนินการทํางานร่วมกัน แก้ปัญหาร่วมกันได้อย่างสันติสุขนะครับ ผมคงขอยุติการอภิปราย เพียงเท่านี้ครับ ขอบพระคุณครับ
ขอบพระคุณมากค่ะ มีสมาชิกประสงค์จะอภิปรายอีกไหมคะ
(ไม่มีสมาชิกขออภิปราย)
ถ้าไม่มีดิฉันขอปิดการอภิปราย และขอเชิญคณะกรรมาธิการตอบข้อซักถามค่ะ
กราบเรียนท่านประธาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่เคารพ กระผม พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช สมาชิกสภา ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ก็ต้องขอขอบพระคุณท่านผู้อภิปรายทั้ง ๔ ท่านนะครับ ซึ่ง ๒ ท่านแรกเราได้ตอบไปแล้วในรายละเอียด ทั้งเรื่องของร่างกฎหมายของรัฐบาลต่าง ๆ ส่วนประเด็นของ ๒ ท่านสุดท้าย ขออนุญาตเอ่ยนามท่านคุณหมออําพลได้พูดถึงว่าเป็น กิจกรรมที่ดีที่จะช่วยส่งเสริมช่วยเหลือสังคม แต่ท่านเป็นห่วงเรื่องขนาดความใหญ่ ของวิสาหกิจเพื่อสังคมที่เราจะตั้งขึ้น ที่จริงในอนาคตคงมีอีกหลายวิสาหกิจเพื่อสังคม หรือโซเชียลเอนเตอร์ไพรส์ (Social Enterprise) ถ้าโครงการนําร่องนี้ประสบความสําเร็จ จริง ๆ แล้วเราไม่ได้ตั้งได้ใหญ่โตขนาดที่ว่าจะไปทําทุกอย่างในความเป็นนิคมอุตสาหกรรม มาบตาพุด เราเกี่ยวข้องกับวิสาหกิจเพื่อชุมชนเพียงแค่ ๘๗ แห่ง แต่ละแห่งมีสมาชิก ๗ – ๘ คน ก็เกี่ยวข้องกับคนเพียงแค่ ๖๐๐ – ๗๐๐ คนเท่านั้นที่เราเข้าไปดูแลในเรื่องของ การพัฒนาธุรกิจที่เขาดําเนินการอยู่ ของเซอร์วิส (Service) การให้บริการที่เขาดําเนินการอยู่ แล้วทุนเริ่มต้นของบริษัทนี้ก็เพียง ๓๐ – ๔๐ ล้านบาทเท่านั้นนะครับ ไม่ได้มากมาย เพราะฉะนั้นก็ขอเรียนว่าไม่ได้ไปทําทุกอย่างที่จะไปครอบคลุมพื้นที่มาบตาพุดหรือชุมชน โดยรอบ มีการจํากัดหน้าที่ขอบเขตไว้ชัดเจน
ส่วนประเด็นที่ ๒ ขออนุญาตเอ่ยนาม คุณหมอชูชัยได้กรุณาพูดถึงการติดตาม ประเมินผล เราจะไปเพิ่มเติมในรายงานว่าให้มีการประเมิน การดําเนินงานเมื่อครบรอบ อาจจะ ๑ ปี ๒ ปี เพราะว่าในพื้นที่จังหวัดระยองเดี๋ยวนี้ก็มีสถาบันการศึกษาหลาย ๆ แห่ง ที่จะเข้ามาช่วยเหลือในการประเมินการทํางานในกิจกรรมนี้ได้ ก็ขอเรียนเป็นประเด็นสุดท้าย ว่าอันนี้เป็นการดําเนินการของภาคเอกชนล้วน ๆ ภาครัฐเพียงแต่เข้ามาเกี่ยวข้องในการ ส่งเสริมให้มีการจัดตั้งขึ้น เช่น การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยอาจจะเป็นตัวกระตุ้น ประเด็นเรื่องภาษีที่มีหลายท่านบอกว่าให้ ๒๐๐ เปอร์เซ็นต์นี้จะมากไปไหม ก็ต้องมีชี้แจง ก่อนว่า คําว่า ๒๐๐ เปอร์เซ็นต์ เป็น ๒๐๐ เปอร์เซ็นต์ของเงินที่บริจาค แต่ว่าเกณฑ์ภาษีของ บริษัทจํากัดเขาก็อยู่ไม่เกินร้อยละ ๒๐ เพราะฉะนั้นเราก็จะปรับแก้ตรงนี้ว่าเป็นระหว่าง ๑๐๐ – ๒๐๐ เปอร์เซ็นต์ ส่วนเมื่อไปถึงรัฐบาล ถึง ครม. ถึงกระทรวงการคลังแล้ว จะพิจารณาว่าตัวเลขที่เหมาะสมเป็นเท่าไรก็คงจะว่าอีกทีหนึ่ง ซึ่งที่จริงเราก็ได้ไปพบกับ ทางผู้ช่วยรัฐมนตรีที่กระทรวงการคลังมาเพื่อขอความเห็นในเรื่องนี้ อะไรที่เป็นโครงการ นําร่อง ท่านไปดูคําสั่ง ม. ๔๔ ของท่านนายกรัฐมนตรี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่เกี่ยวกับอีอีซี (EEC) อีสเทิร์น อีโคโนมิก คอร์ริดอร์ โซน (Eastern Economic Corridor Zone) จะเห็นว่ามีอินเซนทิฟ (Incentive) มากมายเลยให้กับธุรกิจที่มาลงในพื้นที่ ภาคตะวันออกเลยนะครับ เพราะฉะนั้นจึงเรียนว่าอันนี้เป็นโครงการนําร่อง เราก็เลยคิดว่า ถ้ามีแรงกระตุ้นสักนิดหนึ่ง เพราะว่าเงินที่เขาลงไปแล้วนั้นก็จะไม่ได้กลับคืน แม้แต่กําไร ก็จะไม่ไปแบ่งให้กับใคร ก็ขอขอบพระคุณสมาชิกทั้ง ๔ ท่านนะครับ ก็ขอเรียนให้ท่านสมาชิก ได้รับทราบถึงแนวคิดในการจัดทําโครงการนําร่องในครั้งนี้ ขอบพระคุณครับ
ขอบพระคุณค่ะ ประธานกรรมาธิการจะเพิ่มเติมไหมคะ ไม่มีอะไรเพิ่มเติม นะคะ เป็นอันว่าที่ประชุมได้พิจารณารายงานเรื่อง การส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคมในการ ยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชน โดยภาคอุตสาหกรรมและกิจการพลังงานแล้วนะคะ เชิญท่านกษิตค่ะ
ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ ผม กษิต ภิรมย์ สมาชิก สปท. ต่อเนื่องครับ คือผมยังยืนยันว่าโครงการนี้ไม่ควรจะไปได้ เพราะว่ารัฐเข้ามามีบทบาท ในเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างบริษัทยักษ์ใหญ่กับรัฐวิสาหกิจชุมชน อันนี้มันเป็นเรื่องของ อุดมการณ์ เป็นเรื่องของปรัชญาซึ่งผมไม่สามารถที่จะรับได้ คราวนี้อีกประเด็นหนึ่งก็คือ แม้กระทั่งโครงการนําร่องก็ไม่น่าจะดําเนินการด้วยเหตุผลที่ว่าอย่างนี้ครับ เรามีธนาคาร เอสเอ็มอี (SMEs) เรามีบริษัทเงินทุนเพื่อช่วยค้ําประกันการดําเนินการของเอสเอ็มอี (SMEs) หรือว่าวิสาหกิจชุมชน นอกจากนั้นแล้วทุกธนาคารพาณิชย์ของรัฐบาลและเอกชนก็จะมีฝ่าย เอสเอ็มอี (SMEs) และแน่นอนเดี๋ยวนี้ก็จะขยายไปถึงพวกโซเชียลเอนเตอร์ไพรส์ (Social Enterprise) หรือว่าวิสาหกิจชุมชนทั้งหลาย เพราะฉะนั้นในเมื่อมันมีองค์กรต่าง ๆ มากมายนอกเหนือจากสภาอุตสาหกรรม สภาหอการค้า แล้วก็ อบจ. ซึ่งไม่มีงบประมาณที่เขาจะต้องดูแลหรือผู้ว่าราชการจังหวัด มันก็ไม่ได้มีความจําเป็นหรือเหตุผลอันใดที่จะต้องให้รัฐเข้าไปยุ่งเกี่ยว แล้วก็แม้กระทั่ง จะเริ่มด้วย ๓๐ – ๔๐ ล้านบาท มันก็เป็นเงินภาษีครับ ไม่มีหน้าที่ที่รัฐจะต้องเข้าไปยุ่งเกี่ยว เอกชนอยากจะทําบุญ ๑ : ๑ เมื่อสักครู่ท่านอาจารย์ได้ว่าไว้ก็เป็นเรื่องของ ๑ : ๑ จะเป็น โกบอล เคมิคอล คัมพานี (Global Chemical Company) ซึ่งเป็นเครือข่ายของการปิโตรเลียม หรือจะเป็นเคพีเอ็น (KPN) มันก็เป็นเรื่องที่ต้องไปทํากับชุมชนหรือบริษัทหรือว่าพ่อค้าแม่ค้า หรือจะโซเชียลเอนเตอร์ไพรส์ (Social Enterprise) ไม่มีอะไรที่จะไปรวมให้เข้ามาอยู่ด้วยกัน แล้วก็มีรัฐเข้ามาช่วยในเรื่องกองทุนเริ่มต้นหรือว่าในเรื่องของการที่จะยกเว้นภาษีต่าง ๆ หรือเข้าไปบริหาร แล้วในการจะจัดตั้งบริษัทมันก็เป็นเงินนะครับ ยังไม่ทันเริ่มต้นเลยมันก็มี ค่าใช้จ่าย ฟอร์ม (Form) มันใหญ่ครับ แต่ว่านี่มันเป็นเรื่องที่ว่าแต่ละบริษัทจะมีโซเชียล เรสพอนซิบิลิตี (Social Responsibility) จะมีซัสเทนอะบิลิตี (Sustainability) อย่างไร ในการที่จะอยู่กับชุมชนหรือว่าการที่จะมีความสัมพันธ์ ผมว่าอันนี้มันเป็นหลักการที่ เมื่อยืนยันจะเป็นอย่างนี้ชักแม่น้ําทั้งห้ามา แต่ว่าผมไม่คิดว่ามันไปได้และเป็นการสมควร นะท่านประธาน ขอบคุณมากครับ
ขอบคุณค่ะ กรรมาธิการไม่ตอบนะคะ รับไปเป็นข้อสังเกตค่ะ ก่อนที่จะขอมติ จากที่ประชุมนะคะ ดิฉันขอตรวจสอบองค์ประชุมก่อนค่ะ
(นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนทําการตรวจสอบองค์ประชุม)
ขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิแสดงตนนะคะ โปรดเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตนค่ะ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)
สมาชิกอยู่ครบนะคะ เจ้าหน้าที่แสดงผลค่ะ มีผู้เข้าร่วมประชุม ๑๓๘ ท่านนะคะ ครบองค์ประชุมค่ะ
ต่อไปดิฉันจะขอมติจากที่ประชุมว่าจะเห็นชอบกับรายงานเรื่อง การส่งเสริม วิสาหกิจเพื่อสังคมในการยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชน โดยภาคอุตสาหกรรมและกิจการ พลังงานหรือไม่ ต่อไปเป็นการลงมติตามข้อบังคับ ข้อ ๖๐ นะคะ
(นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง มีสัญญาณให้สมาชิกที่ประชุมทราบก่อนลงมติ)
ขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนน ผู้ใดเห็นชอบโปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ผู้ใดไม่เห็นชอบโปรดกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นว่าควรงดออกเสียงโปรดกดปุ่ม งดออกเสียง ค่ะ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
ท่านสมาชิกใช้สิทธิลงคะแนนเรียบร้อยแล้วนะคะ ขอปิดการลงคะแนน เจ้าหน้าที่ขอผลคะแนนค่ะ ผลการลงคะแนนนะคะ จํานวนผู้เข้าร่วมประชุม ๑๔๑ ท่าน เห็นด้วย ๑๑๕ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๔ ท่าน งดออกเสียง ๒๒ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ไม่มี
เป็นอันว่าที่ประชุมมีมติเห็นชอบกับรายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านพลังงาน เรื่อง การส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคมในการยกระดับคุณภาพ ชีวิตของชุมชน โดยภาคอุตสาหกรรมและกิจการพลังงานแล้ว ซึ่งคณะกรรมาธิการจะได้นํา ความคิดเห็นและข้อเสนอแนะของสมาชิกไปปรับปรุงก่อนที่จะส่งรายงานไปยังคณะรัฐมนตรี เพื่อพิจารณาดําเนินการต่อไป จบการพิจารณารายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศด้านพลังงานทั้ง ๒ เรื่องแล้วค่ะ ขอบพระคุณคณะกรรมาธิการและคณะผู้มาชี้แจง ทุกท่านนะคะ ขอบคุณค่ะ
ระเบียบวาระที่ ๔ เรื่องที่ค้างพิจารณา ไม่มี
ระเบียบวาระที่ ๕ เรื่องที่เสนอใหม่ ไม่มี
ระเบียบวาระที่ ๖ เรื่องอื่น ๆ
การหารือของสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ มีสมาชิกท่านใด ประสงค์จะหารือประเด็นใดไหมคะ
(ไม่มีสมาชิกขอหารือ)
ไม่มีนะคะ ขอบคุณค่ะ วันนี้หมดระเบียบวาระการประชุมแล้ว ขอขอบคุณ สมาชิกทุกท่านที่มาประชุมและขอปิดประชุมค่ะ