กษิต ภิรมย์ หารือการจัดตั้งองค์กรพลังงานหมุนเวียนและทดแทนอย่างเป็นระบบ โดยเสนอให้ส่งเสริมพลังงานสะอาด โดยเฉพาะพลังงานแสงอาทิตย์และพลังลม พร้อมเน้นการใช้วัตถุดิบท้องถิ่นเพื่อลดการพึ่งพาพลังงานนำเข้า และเรียกร้องให้รัฐกำหนดกฎเกณฑ์ที่ชัดเจนเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ชุมชนและภาคเอกชน ผลักดันให้พลังงานทดแทนกลายเป็นนโยบายแห่งชาติ พร้อมเสนอจัดตั้งกองทุนสนับสนุนและแผนปฏิบัติการรอบด้านที่รวมการวิจัย การพัฒนาเทคโนโลยีภายในประเทศ และการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน รวมถึงเสนอให้กรรมาธิการประสานความร่วมมือกับประเทศผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานสะอาดเพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และดึงดูดการลงทุน พร้อมผลักดันการพัฒนาบุคลากรไทยให้สามารถสร้างและพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานทางเลือกได้ด้วยตนเอง
ขอบคุณครับท่านประธาน ผม กษิต ภิรมย์ สมาชิก สปท. ลําดับที่ ๗ ก่อนอื่นผมขอเสนออีกครั้งหนึ่ง ผมได้พูดในที่ประชุมนี้หลายครั้ง อยากจะให้ทาง สปท. โดยคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านพลังงานเสนอต่อรัฐบาล ให้มีการตั้งการพลังงานหมุนเวียนและทดแทน โดยยุบกรมส่งเสริมพลังงานทดแทนและให้ เป็นการพลังงาน จะได้มีความคล่องตัวในการบริหารราชการ และจะได้แข่งขันกับการไฟฟ้า ฝ่ายผลิตนครหลวงและภูมิภาคได้ รวมทั้งการปิโตรเลียมด้วย ตราบใดที่ไม่มีองค์กรกลาง การส่งเสริมพลังงานทดแทนมันก็จะเข้ามาทีละเรื่อง เดี๋ยววันนี้เราพูดเรื่องขยะ พรุ่งนี้เราบอกว่า ต้นไม้โตเร็ว เราพูดเรื่องพลังลม แล้วเราก็มาพลังงานแสงอาทิตย์ มันไม่มีภาพรวม น่าที่จะ ถึงเวลาแล้วที่จะมีการพลังงานหมุนเวียนและทดแทนให้เป็นกิจจะลักษณะ นั่นเป็นข้อที่ ๑
อันที่ ๒ ผมอยากจะขอนิยามคําว่า เสรีในเรื่องพลังงานทดแทนและหมุนเวียน ตามความเข้าใจของผม เสรีก็คือว่ารัฐ จะโดยกระทรวงพลังงานหรือจะหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ หนึ่งใด ออกระเบียบกฎเกณฑ์มาเพื่อที่จะอํานวยความสะดวกให้กับทุกหมู่เหล่าในสังคม สามารถที่จะติดตั้งพลังงานหมุนเวียนและทดแทน กฎเกณฑ์อันนี้น่าจะเป็นเรื่องของ การอํานวยความสะดวก ผมขออนุญาตให้คําภาษาอังกฤษ ฟาซิลิเทชัน (Facilitation) ออกกฎเกณฑ์มาแล้วถ้าเผื่อผมอยากจะทําหลังคาของผมให้เป็นพลังงานแสงอาทิตย์ ผมก็ ทําตามกฎเกณฑ์นั้น จะมีเป็น ๕ ข้อ ๑๐ ข้อ ก็ว่ากันไป ผมไม่ต้องไปขออนุญาตใคร รัฐก็ มีหน้าที่เข้ามาตรวจสอบในเรื่องความปลอดภัยต่าง ๆ แล้วผมก็ทําตามกฎเกณฑ์ที่ว่าไว้ ๑๕ ประการ หรือไม่อันที่ ๒ ก็มีกฎเกณฑ์เกี่ยวกับบริษัทที่จะรับจ้างในการที่จะติดตั้ง ผมก็คาดหวังว่าคณะกรรมาธิการน่าจะได้มาเสนอกับเราวันนี้ว่า น่าจะมีกฎเกณฑ์ว่าเพื่อให้ มันมีเสรีในเรื่องพลังงานทดแทนและหมุนเวียนอย่างไร แล้วก็จะทุกอย่างของพลังงาน หมุนเวียน หรือว่าจะจัดลําดับความสําคัญ เอาแสงอาทิตย์ก่อนได้ไหมครับ เพราะว่าได้ฟรี มีให้ทุกวัน ไม่มีค่าใช้จ่าย พลังลมเช่นกัน ตลอดชายทะเลทั้งฝั่งอ่าวไทยแล้วก็ทะเลอันดามัน
อันที่ ๓ ก็พูดกันเยอะแล้วเรื่องขยะ ผมไม่อยากจะไปยุ่งกับไม้โตเร็วเพราะ กลัวจะไปตัดป่าเสียมากกว่า สมมุติว่าเราจัดไว้ ๓ พลังงานทดแทนอันนี้ แล้วก็ให้มีกฎเกณฑ์ ออกมา แล้วก็ให้ประชาชนโดยทั่ว ๆ ไปสามารถที่จะทําได้ แล้วเวลาผมพูดถึงประชาชน ในระดับรากหญ้าผมก็ต้องไปที่หมู่บ้านและตําบล แล้วอาจจะมีสหกรณ์เข้ามา ก็เพื่อผลิตเอง ใช้เองเป็นสําคัญ ส่วนที่เหลือนั้นก็เป็นธุรกิจภาคเอกชน จะโดยโรงงานนิคมอุตสาหกรรม หรือจะตั้งโรงงานมาแล้วก็ผลิตเพื่อจะขาย คราวนี้การเชื่อมกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิต การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ผมว่ามันเป็นเรื่องที่เมื่อเราจะส่งเสริมพลังงานทดแทนแล้ว รัฐวิสาหกิจทั้ง ๓ การไฟฟ้าฝ่ายผลิต การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค และการไฟฟ้านครหลวง จะต้อง รับซื้อสิครับ ในขณะเดียวกันจะได้ลดการพึ่งพาถ่านหินซึ่งก็ยังสกปรกอยู่นะครับ มันไม่ ใสสะอาดถึงขนาดนั้น แล้วจะได้ลดการพึ่งพาน้ํามันกับแก๊ส ซึ่งสามารถจะไปใช้เป็นวัตถุดิบ อุตสาหกรรมได้ และเราก็จะได้ลดการต้องจ่ายเงินวันละหลายแสนบาทหรือปีละหลาย ๆ ล้านบาทในการที่จะนําเข้าซึ่งพลังงานสามอย่าง คือถ่านหิน แก๊ส และก็น้ํามัน มันต้องเป็น นโยบายแห่งรัฐว่าเราจะลดให้ไปได้เป้าถึง ๔๐ เปอร์เซ็นต์ ที่ได้ขึ้นตารางไว้ ทุกอย่างก็ต้อง มุ่งไปตามนั้น เพราะฉะนั้นเรื่องเสรีคือเรื่องรัฐ ฟาซิลิเทชัน (Facilitation) อํานวยความ สะดวก ไม่ใช่มาควบคุม ไม่ใช่ตั้งกรรมการมาต้องมาขออนุญาตอะไรต่าง ๆ เหล่านี้ มันไม่ใช่ แล้วกฎเกณฑ์อันนี้ก็อยู่ในเว็บไซต์ (Web Site) ทุกคนก็สามารถที่จะเข้าถึงได้ นั่นเป็น ประเด็นหนึ่ง อันที่ ๒ ผมได้พูดเรื่องชุมชนไปแล้ว ชุมชน ณ ที่นี้ คือที่รากหญ้า ที่เหลือเป็น ธุรกิจหมดนะครับ แยกแยะเสียให้แน่ชัดนะครับ ส่วนประเด็นอื่น ๆ ที่อยากจะกล่าวก็คือว่า เราจะต้องลดการนําเข้าพลังงานไฟฟ้าจากน้ําหรือจะให้มันหยุดแค่นั้น โดยเฉพาะจากลาว แล้วก็จากพม่า เพราะว่าอย่างไรมันก็เข้าไปทําลายต้นน้ํา ไปทําลายป่า และจะมีปัญหาการเมืองระหว่างประเทศ เพราะฉะนั้นการเร่งในการที่จะใช้พลังงานทดแทน ด้วยวัตถุดิบในประเทศไทย ผมได้พูดเรื่องแสงอาทิตย์ เรื่องขยะ เรื่องลม ทีนี้ล้นเกล้ารัชกาลที่ ๙ ได้มีโครงการทดลองที่พระราชวังดุสิต โดยเฉพาะปาล์มน้ํามัน แล้วก็หลายรัฐบาลก็พยายาม ที่จะใช้กากอ้อยกับมันสําปะหลัง เราก็ต้องไปเร่งการผลิตต่อเนื้อที่ เพิ่มผลผลิตเพื่อจะให้มา เป็นวัตถุดิบ จะใช้ได้ทั้ง ๒ ทาง อันหนึ่งเพื่ออาหาร อีกอันหนึ่งเพื่อเป็นวัตถุดิบหรือว่าพลังงาน เชื้อเพลิง อันนี้เป็นเรื่องที่ต้องกําหนดเป็นนโยบายและต้องพูดเสียให้แน่ชัดนะครับ ไม่อย่างนั้น เราจะมากันทีละเรื่องแบบนี้ ผมคิดว่าในเมื่อทางกรรมาธิการได้เสนอมา ๔ เรื่องแล้ว ทวนอีกสักครั้ง ได้ไหมครับภายในเดือนนี้ก่อนที่เราจะหมดวาระ แล้วก็จัดลําดับความสําคัญอีกสักทีหนึ่ง แล้วก็ให้มีการออกกฎเกณฑ์ ๑ ชุดเลย ไม่ใช่ว่าพูดกันที่นี่แล้วก็บอกว่ามอบไปให้กระทรวง พลังงานหรือคณะกรรมการพลังงาน ก็เลยไม่รู้ว่ากฎเกณฑ์ที่จะออกมา ระเบียบในการที่จะ ฟาซิลิเตท (Facilitate) อํานวยความสะดวกต่อชุมชนและผู้ประกอบการนั้นรูปร่างหน้าตา จะเป็นอย่างไร
ส่วนอีกประเด็นหนึ่งคือจะส่งเสริมเรื่องพลังงานทดแทนและหมุนเวียน ก็ต้อง มีกองทุนนะครับ ตอนนี้ก็ยังเก็บอยู่ใช่ไหมครับ ค่าน้ํามัน ค่าแก๊สอะไรต่าง ๆ เอาสักส่วนหนึ่ง มาจัดให้เป็นพลังงานทดแทนเป็นการเฉพาะจะได้หรือไม่ จะกี่เปอร์เซ็นต์ก็แล้วแต่ แล้วก็ ที่มันสําคัญก็คือว่าในโลกกว้าง เอกซ์เซป (Except) เว้นรัฐบาลของท่านประธานาธิบดีทรัมป์ เขาก็จะไปทางด้านพลังงานหมุนเวียนกันหมดแล้ว แล้วเยอรมนีก็ไม่ไปนิวเคลียร์ ประเทศ ต่าง ๆ ก็พยายามที่จะลด เพราะฉะนั้นเราก็ต้องบอกว่าพลังงานทดแทนและหมุนเวียน จะต้องเป็นนโยบายแห่งชาติ และทุกสิ่งทุกอย่างพลังที่เรามีอยู่ต้องทุ่มไปที่ตรงนี้ รวมทั้ง การวิจัยและค้นคว้าที่จะต้องมอบให้สถาบันการศึกษารับไปดําเนินการด้วย ผมอยากจะให้ มันมีภาพรวมที่เรียกว่าเป็น คอมพรีเฮนซีฟ แพลน ออฟ แอ็กชัน (Comprehensive Plan of Action) เกี่ยวกับพลังหมุนเวียนและทดแทนอีกสักครั้งหนึ่งนะครับ แล้วก็ให้มันเป็นวาระ แห่งชาติ เราจะได้รู้ว่าภายใน ๑๐ ปี ๑๕ ปี ข้างหน้าเราไม่ต้องพึ่งพม่า ไม่ต้องพึ่งลาว ไม่ต้องพึ่ง ตะวันออกกลาง แต่พึ่งตนเองเป็นสําคัญ และทุกหมู่เหล่าก็จะต้องเข้ามาร่วมกันทําการให้ได้ และเราก็อยู่ในวิสัยที่จะทําได้
ส่วนประเด็นสุดท้ายเราอยากจะขอให้กรรมาธิการผ่านท่านประธานพูดคุยกับ สถานทูตหลาย ๆ สถานทูตที่นี่ เช่นเยอรมนีที่เขามีความก้าวหน้ามากในเรื่องพลังงานแสงอาทิตย์ แล้วก็ลม เดนมาร์กก็เช่นกัน เนเธอร์แลนด์ก็เช่นกัน แม้กระทั่งสวิสเซอร์แลนด์ แล้วผมก็ ค่อนข้างจะแน่ใจว่าประเทศเหล่านี้พร้อมที่จะให้ความร่วมมือทางด้านวิชาการแล้วก็มี บริษัทเอกชนที่เขาพร้อมที่จะเข้ามาร่วมทุนกับประเทศไทย แน่นอนครับตอนนี้ความสัมพันธ์ ระหว่างเรากับจีน แล้วก็จีนตอนนี้เป็นใหญ่ที่สุดในเรื่องพลังงานแสงอาทิตย์และจะขึ้นมา เป็นที่หนึ่ง ในเรื่องพลังงานลม แต่มันต้องมีทางเลือกด้วย แล้วก็จะต้องมีโอกาสในการที่จะ เปรียบเทียบเทคโนโลยีแล้วก็ความคุ้มค่าของสิ่งที่จะใช้ แต่ว่าทั้งหมดนี้ครับท่านประธาน ไม่ว่าเราจะทําอะไรก็ตามเราต้องหาบุคลากรที่จะคิดเป็น ประดิษฐ์เป็น ค้นคว้าเป็นด้วยคน ของเราเองด้วย ผมไม่อยากจะให้ประเทศไทยเป็นนักซื้ออย่างเดียวแล้วก็ผลิตแค่ชิ้นส่วน ขอขอบคุณมากครับท่านประธาน