ชูชัย เสนอวิสาหกิจเพื่อสังคม เชื่อมธุรกิจ-กุศล แก้ปัญหาอย่างยั่งยืน

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๒๘ · ๑๑ กรกฎาคม ๒๕๖๐

ชูชัย ศุภวงศ์ อภิปรายถึงแนวคิดวิสาหกิจเพื่อสังคมในฐานะกลไกเชื่อมระหว่างธุรกิจกับองค์กรกุศล เพื่อขับเคลื่อนการแก้ปัญหาสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงความสอดคล้องของร่างกฎหมายที่เสนอ และเสนอแนวทางสร้างความร่วมมือระหว่างชุมชนกับอุตสาหกรรมโดยยกตัวอย่างการจัดการมลพิษจากญี่ปุ่น พร้อมผลักดันให้มีโครงการวิจัยร่วมที่เปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมเพื่อส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคมในพื้นที่อีอีซี

นายชูชัย ศุภวงศ์

ขอบพระคุณครับท่านประธาน กราบเรียนท่านประธาน และท่านกรรมาธิการและเพื่อนสมาชิกทุกท่านครับ อันที่จริงเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องที่สําคัญมาก นะครับ แต่ว่าก็มีการอภิปรายไม่มากพอนะครับ ฉะนั้นขออนุญาตใช้เวลาเท่าที่ผมจะรวบรวม ข้อมูลและความคิดที่จะตั้งข้อสังเกตบ้างนะครับ เรื่องหลักการ เรื่องแนวคิด เรื่องปรัชญา การเกิดวิสาหกิจเพื่อสังคมนี้ผมคิดว่ามีความสําคัญนะครับ แล้วจะได้นําไปสู่ว่าเอกสาร ที่นําเสนอนี้สอดคล้องกับแนวคิดปรัชญานี้หรือไม่นะครับ ก็จะเป็นการตั้งข้อสังเกตเพิ่มเติม จริง ๆ แล้วแต่ก่อนเราคงทราบดีนะครับว่ามีองค์กรภาคธุรกิจที่ทางธุรกิจภาษาอังกฤษก็ บิซิเนส (Business) แล้วก็มีองค์กรเป็นองค์การกุศลสาธารณะที่ใช้ภาษาอังกฤษว่า ชาริตี (Charity) องค์กรภาคธุรกิจก็มุ่งเน้นกําไรครับ อันนี้ก็เป็นเรื่องธรรมดา แล้วการมุ่งเน้นกําไร การอยู่ในตลาดหลักทรัพย์นี้สิ่งที่ผู้บริหารเขาจะต้องมุ่งทํา ก็คือให้ได้กําไรมาก ๆ แล้วหุ้น ได้เพิ่มขึ้น อันนั้นเป็นเรื่องธรรมดา แต่ว่าการดําเนินการต่อมานี้ทําให้การคํานึงถึงสังคม สิ่งแวดล้อมมันลดลง แล้วมีผลกระทบต่าง ๆ นานามากมายนะครับ ส่วนกลไกทางด้านกุศล สาธารณะ องค์การกุศลสาธารณะ ก็มุ่งเพื่อสังคม เพื่อสาธารณะ แต่ว่าอยู่ได้กับเงินบริจาค แล้วก็พึ่งตนเองไม่ค่อยได้ ต้องรอรับเงินบริจาค จากทั้งรัฐบาล จากองค์กรต่างประเทศ หรืออื่น ๆ หรือการบริจาคจากประชาชนทั่วไป จึงเกิดแนวคิดที่จะเชื่อมโยง ๒ ส่วนนี้ เข้าด้วยกันนะครับ ทางด้านภาคธุรกิจ องค์กรภาคธุรกิจก็มีเครื่องมือต่าง ๆ ที่ออกมารองรับ ก่อนหน้านั้น ก็มีเรื่องซีเอสอาร์ (CSR) การเรียกร้องให้มีความรับผิดชอบต่อสังคม มีเรื่อง อีไอเอ (EIA) อีเอชไอเอ (EHIA) การประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม การประเมินผลกระทบ ต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม มีการเรียกร้องเรื่องคอร์ปอเรต กู๊ด กัฟเวิร์นแนนซ์ (Corporate Good Governance) หรือบรรษัทธรรมาภิบาลดังที่เราได้ยินกันอยู่นะครับ แล้วจนกระทั่ง มีข้อเสนอในวันนี้ คือวิสากิจเพื่อสังคมเข้าใจว่าเพื่อต้องการแก้ปัญหาทางสังคมและสิ่งแวดล้อม แล้วก็เกิดองค์กรใหม่ที่เรียกว่าวิสาหกิจเพื่อสังคมที่ทํางานเพื่อมุ่งประโยชน์สาธารณะ แก้ปัญหาสังคมสิ่งแวดล้อม มุ่งประโยชน์กับสังคมและสิ่งแวดล้อม โดยในรูปแบบธุรกิจ จึงเกิดสิ่งเหล่านี้ขึ้นมานะครับ เพราะฉะนั้นถ้าเป็นแนวคิดและปรัชญาเช่นนี้ ก็มีประเด็น คําถามจากเพื่อนสมาชิกด้วยกันนะครับ ท่านคุณหมอเฉลิมชัยก็ตั้งคําถามที่ผมก็คิดว่า เป็นคําถามสําคัญมาก แล้วทางกรรมาธิการคงนําไปพิจารณากันอีกทีนะครับ เรื่องนี้ จริง ๆ แล้วก็เป็นเรื่องใหม่นะครับ เกิดในประเทศอังกฤษเมื่อประมาณ ปี ๒๕๔๖ ประมาณ ๑๔ ปีที่แล้ว ตอนนั้นยังมีองค์กรเกิดขึ้นประมาณ ๕,๓๐๐ องค์กร แล้วทางประเทศอังกฤษ เขามีกฎหมายออกมารองรับ พอมาเมื่อ ๓ ปีที่แล้ว ปี ๒๕๕๗ มีพัฒนามาถึง ๗๐,๐๐๐ องค์กร แล้วเขาประเมินผลลัพธ์จากการที่ดําเนินการกลไกใหม่ที่เกิดขึ้นนี้ครับ ที่อยู่การเชื่อมระหว่าง องค์กรสาธารณประโยชน์เพื่อการกุศล สาธารณะกับธุรกิจ สามารถที่จะมีผลลัพธ์ในการ แก้ปัญหาสังคมและสิ่งแวดล้อมมากมาย แล้วก็ได้กําไรมาปันผลด้วย แต่ว่าพอถึงจุดหนึ่ง รัฐบาลอังกฤษเห็นว่ากําไรที่เคยกําหนดว่าไม่เกิน ๒๐ เปอร์เซ็นต์อาจจะจูงใจน้อยไป ก็เพิ่ม เพดานว่าไม่เกิน ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ก็ทําให้สิ่งเหล่านี้เจริญเติบโต แล้วก็ตอบสนองกับคนที่นําไป ลงทุน แต่ว่าคนที่นําไปลงทุนก็มีจิตสํานึกสาธารณะ เขาเอาไปทําประโยชน์ให้กับสังคมด้วย แล้วก็ได้กําไรมาแบ่งกันด้วย แต่ว่ากําไรก็คงไม่มากเหมือนเช่นธุรกิจนะครับ อันนั้นก็เป็นสิ่งที่ ผมพยายามดูว่าเอกสารที่นําเสนอนี้สอดคล้องกับหลักการปรัชญาแนวคิดตรงนี้หรือไม่ อย่างไรนะครับ

ประเด็นที่ผมอยากจะเรียนที่ประชุมนะครับ เมื่อกี้มีการอ้างถึงวิสาหกิจ เพื่อชุมชนมีประมาณ ๘๐,๐๐๐ กว่าแห่ง ผมคิดว่าวิสาหกิจเพื่อชุมชนนี้ความคิดตกผลึก พอสมควรนะครับ มีการให้ชุมชนจัดการตนเอง พึ่งตนเอง และเน้นเรื่องคุณภาพชีวิต เน้นเรื่องสิ่งแวดล้อม แล้วก็มีรายได้ แต่ว่าเรื่องรายได้นี้จะเป็นความสําคัญน้อยกว่า ความเข้มแข็งของชุมชนและการรวมตัวของชุมชน แล้วความคิดตกผลึกจนกระทั่งมี พ.ร.บ. ออกมารองรับเมื่อปี ๒๕๔๘ แล้วก็ พ.ร.บ. วิสาหกิจชุมชน แต่ว่าของวิสาหกิจ เพื่อสังคมนี้ผมคิดว่ายังอยู่ในระหว่างที่กําลังผลักดันร่างฉบับนี้อยู่ ท่านประธานครับ เมื่อประมาณปี ๒๕๕๓ ผมอาจจะทํา พ.ศ. คลาดเคลื่อนนะครับ เมื่อครั้งนั้นมีลุงคนหนึ่ง เดินเท้าเปล่าจากมาบตาพุดมายังทําเนียบรัฐบาล สมัยนั้นเป็นรัฐบาลของท่านนายกอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ชื่อลุงน้อยครับ สาเหตุก็เพราะว่าลุงน้อยประสบชะตากรรมในชีวิตทั้งครอบครัว ทั้งบ้านเป็นมะเร็งกัน ๔ – ๕ คน แล้วสุขภาพลุงน้อยก็ลําบาก แต่ว่าสามารถที่จะเดิน ๕ วัน ๔ คืน มาจนถึงทําเนียบ จนนํามาสู่รัฐบาลนั้นตั้งคณะกรรมการ เรียกว่าคณะกรรมการ ๔ ฝ่าย มาแก้ปัญหาเรื่องมาบตาพุด แล้วก็ได้เรียนเชิญท่านอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรีมาเป็นประธาน ผมเป็นกรรมการในนั้นด้วยครับ แล้วในระหว่าง การดําเนินงานการศึกษานั้นเราได้มีโอกาสไปดูงานที่เมืองเมืองหนึ่งที่ประเทศญี่ปุ่น เมืองนั้น ชื่อว่าคาวาซากิ รัฐบาลท้องถิ่นได้นําเสนอให้เห็นภาพว่าเมื่อ ๓๐ กว่าปีที่แล้ว เขาใช้เวลา ประมาณ ๓๐ ปีเพื่อแก้ปัญหา เขาใช้คําพูดว่าเวลาเงยหน้าขึ้นไปมองไม่เห็นฟ้าครับ มองไม่เห็น ฟ้าเหตุที่ว่ามลภาวะมันเต็มไปหมด แม้แต่ท้องฟ้ายังมองไม่เห็น แล้วผู้คน ชุมชน ก็ฟ้องร้อง รัฐบาลท้องถิ่นว่าธุรกิจทําให้เกิดมลภาวะอย่างไร เรื่องไปที่รัฐบาลท้องถิ่นและไปที่ศาล จบลงด้วย รัฐบาลท้องถิ่นต้องนั่งเจรจาแล้วทําเอ็มโอยู (MOU) ระหว่างธุรกิจกับชุมชนจุดต่าง ๆ ในเมืองนั้นนะครับ แล้วผลลัพธ์ที่ตามมาก็มีการประเมิน มีเครื่องมอนิเตอร์ (Monitor) เครื่องวัดมลภาวะ วัดทุกอย่าง ทุกจุด ทุกมุมเมือง แล้วชุมชนกับอุตสาหกรรมอยู่ด้วยกันได้ เราไปดูปั๊บอากาศก็สะอาดนะครับ แล้วจุดต่าง ๆ ให้เห็นเครื่องหมายออกมาเลยว่าไนโตรเจน ไดออกไซด์เท่าไร ซัลเฟอร์ไดออกไซด์เท่าไร เกินค่ามาตรฐานหรือไม่อย่างไรทุกมุมเมือง แต่ว่าก็ใช้เวลามาก แล้วก็เมื่อเซ็นเอ็มโอยู (MOU) แล้ว บทบาทภาคธุรกิจเขารักษาคํามั่น สัญญาครับ นั่นคือบทบาทของธุรกิจที่ทําหน้าที่รับผิดชอบต่อสังคม และทํางานร่วมกับชุมชน ในการดูแลสังคมและสิ่งแวดล้อมจนอยู่ร่วมกันได้ ประเด็นสําคัญก็คือข้อเสนอแนะอันนี้เป็น ข้อเสนอที่สอดคล้องกับแนวคิดปรัชญาการเกิดวิสาหกิจเพื่อสังคมหรือไม่ ผมพยายามจะคิด ในทิศทางที่จะให้ไปต่อนะครับ เพราะว่าอย่างไรก็ตามมีเจตนาที่ดี แล้วเรื่องนี้ถ้าทําได้ดีก็จะมี ความสําคัญต่ออีอีซี (EEC) ในหลายจุดของประเทศ ประเด็นที่เสนอนี้ถ้าเป็นโครงการวิจัย ในลักษณะพัฒนาและวิจัย เป็นดีแอนด์อาร์ (D&R) อาร์แอนด์ดี (R&D) แล้วองค์ประกอบของ ผู้เข้าร่วมนี้มีมากกว่าระหว่างธุรกิจกับชุมชน ถ้ามีเป็นพวกสภาอุตสาหกรรม มีมหาวิทยาลัย ในท้องถิ่น มีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งเขาก็ต้องดูแลรับผิดชอบกันต่อไปครับ มีสถาบัน อาชีวะในพื้นที่เข้ามามีส่วนร่วมในการที่ติดตามประเมินโครงการนําร่องนี้ แล้วดูว่าผลลัพธ์ ออกมา ผลลัพธ์ สังคม สิ่งแวดล้อมนี้มันดีขึ้นหรือไม่อย่างไร ตรงนี้น่าจะเป็นหัวใจหลักของ โครงการ น่าจะเป็นหัวใจหลักของกลไกที่เรียกว่าวิสาหกิจเพื่อสังคม และแน่นอนละครับ ในเรื่องของประเมินผลทางเศรษฐกิจของชุมชนอะไรต่าง ๆ ก็ตามมา แต่ว่าสาระหลักน่าจะ อยู่ตรงที่ว่าชุมชนกับธุรกิจนิคมต่าง ๆ สามารถอยู่ร่วมกับชุมชนได้ และสามารถที่จะ ดําเนินการทํางานร่วมกัน แก้ปัญหาร่วมกันได้อย่างสันติสุขนะครับ ผมคงขอยุติการอภิปราย เพียงเท่านี้ครับ ขอบพระคุณครับ