อําพล จินดาวัฒนะ อภิปรายชี้ความสำคัญของวิสาหกิจเพื่อสังคมภายใต้กรอบการปฏิรูปเศรษฐกิจและสังคม พร้อมเสนอให้เร่งผลักดันร่างกฎหมายเพื่อส่งเสริมกิจการเพื่อสังคมให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม โดยเน้นการสร้างรายได้เพื่อคืนสู่สังคม ไม่ใช่เพื่อการแบ่งปันผลกำไร รวมถึงเรียกร้องความชัดเจนในการเชื่อมโยงกับประเด็นพัฒนาอีอีซีและนิคมอุตสาหกรรมเพื่อหลีกเลี่ยงความสับสนในการตีความ
ขอบพระคุณท่านประธานครับ กราบเรียน ท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่เคารพ ผม อําพล จินดาวัฒนะ สมาชิก สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศครับ ผมอยากกราบเรียนว่าเรื่องที่ทางคณะกรรมาธิการ ได้นําเสนอในวันนี้ก็เป็นเรื่องที่ดี เป็นเรื่องที่อยู่ในประเด็นของการปฏิรูปทางด้านเศรษฐกิจ และสังคม จะปนกันระหว่างเรื่องเศรษฐกิจและสังคม เรื่องใหญ่ของเรื่องนั้นก็คือเรื่องกิจการ เพื่อสังคม ซึ่งวันนี้ดูเหมือนจะกลับมาใช้คําว่า วิสาหกิจเพื่อสังคม หรือโซเชียลเอนเตอร์ไพรส์ (Social Enterprise) เพราะอันนั้นคือหัวใหญ่ ถัดมาที่ทางคณะกรรมาธิการได้เสนอวันนี้ก็จะ มาเชื่อมโยงกับเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับมาบตาพุดและใกล้เคียงเรื่องนิคมอุตสาหกรรม รวมทั้ง อีอีซี (EEC) นะครับ มันก็เลยกลายเป็น ๒ เรื่อง ทีนี้ประเด็นที่ทางคณะกรรมาธิการเสนอ ผมได้ยินเพื่อนสมาชิกบางท่าน ท่านได้อภิปราย อาจจะมีความกังวลหรือสับสน หรือเป็นห่วงเรื่องของความไม่ชัดเจนหรือสลับซับซ้อน ซึ่งผม คิดว่าจริงครับ มันทําให้ ๒ เรื่องนี้มาเป็นเรื่องเดียวกัน แล้วก็ถ้าเกิดดูประเด็นไม่ชัดเจน มันก็ มีสิทธิที่จะงงได้มากทีเดียวนะครับ ผมอยากกราบเรียนว่าผมได้เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องกิจการ เพื่อสังคม เดิมเรียกกิจการเพื่อสังคม โซเชียลเอนเตอร์ไพรส์ (Social Enterprise) ตอนนี้ ร่างกฎหมายที่ผ่าน สปช. ไปแล้ว แล้วผลักดันไปจนถึงรัฐบาลผ่าน สปท. ไปถึงรัฐบาลนั้น คุณณัฐพงษ์ได้ตอบไปแล้วว่ากําลังจะผลักดันให้เป็นกฎหมาย ซึ่งใช้คําว่า โซเชียลเอนเตอร์ไพรส์ (Social Enterprise) นั้น เปลี่ยนจากกิจการเพื่อสังคม เป็นวิสาหกิจเพื่อสังคม จริง ๆ ก็คือ การทําธุรกิจนั่นเอง ทั้งชนิดไหนก็ได้ ธุรกิจคือต้องมีกําไรถึงจะอยู่ได้ ไม่ขาดทุน แต่กําไรนั้น ไม่ได้ไปปันผล หรือไปแบ่งกันในบรรดาผู้ที่ถือหุ้นหรือผู้ที่เป็นเจ้าของกิจการนั้น กําไรนั้น ส่วนใหญ่จะไปคืนให้กับสังคม และนึกถึงสังคมเป็นหลักมากกว่านึกถึงตัวเลขงกําไร ทางเศรษฐกิจ ไม่ใช่เป็นโพรฟิตเมกกิง (Profit Making) ไปสู่การแบ่งปันกัน ผมกราบเรียน อภิปรายตรงนี้ก็เพื่อจะทําความเข้าใจกับเรื่องนี้ด้วยนะครับ ผมคิดว่านั่นคือประเด็นปฏิรูป ใหญ่มาก ไม่เช่นนั้นมันจะมี ๒ ส่วน ส่วนที่ ๑ คือธุรกิจที่ทํากําไรสูงสุดในตลาด แล้วเอาไป แบ่งปันกัน อันนี้ใหญ่โตมาก ที่เรียกว่า เรียลเซกเตอร์ (Real Sector) อีกส่วนหนึ่งก็คือรัฐทํา เป็นการสงเคราะห์ช่วยเหลือ อันนี้มันอยู่ตรงกลาง ไปทําเพื่อสังคม แต่ต้องทําให้อยู่ได้ ทางเศรษฐกิจมีกําไรแต่ไม่ไปแบ่งปันกัน ในประเทศอังกฤษซึ่งเป็นต้นแบบก็มีอยู่มากมาย นะครับ ผมเองได้มีโอกาสไปดูงานที่ประเทศอังกฤษ และได้ไปเกี่ยวข้องคือไปอยู่ใน คณะกรรมาธิการที่ยกร่างกฎหมายฉบับนี้ ใน สปช. ที่ท่านอาจารย์บวรศักดิ์ อุวรรณโณ เป็นประธาน เรื่องนี้พัฒนามาหลายปี ก็มีคุณณัฐพงษ์เป็นแกนสําคัญ เราจะพบว่ากิจการ เพื่อสังคม ซึ่งขณะนี้ใช้คําว่า วิสาหกิจเพื่อสังคม เดี๋ยวผมจะอธิบายอีกนิดหนึ่งว่าพอใช้คํานี้ มันทับกับอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งมันมีอยู่แล้วในอดีต เพราะฉะนั้นเวลาอธิบายแล้ว บางทีถ้าเรา ไม่จับตลอดจะงงมากนะครับว่ามันคืออะไร กิจการเพื่อสังคมหรือวิสาหกิจเพื่อสังคม ในร่างกฎหมายนี้ ในประเทศอังกฤษมีมากมาย ทําโดยวันนั้นในสภาเราพูดถึงการท่องเที่ยว อย่างยั่งยืน พูดถึงเนชันนัลทัช (National Touch) อันนั้นก็เป็นกิจการเพื่อสังคมที่ใหญ่มาก เป็นตัวแบบที่สําคัญเลย เขาระดมทุน เขามาดูแลเรื่องของสถานที่โบราณสถาน บ้านของ เอกชนอะไรต่าง ๆ ที่ไม่มีคนดูแล เอามาพัฒนาดูแลอนุรักษ์ แล้วก็เปิดแหล่งท่องเที่ยว ใหญ่โตมาก ดีมากเลย สามารถอยู่ได้ด้วยตัวเอง โดยที่ไม่ไปแบ่งปันให้ใคร ไม่ได้ไปเข้ากระเป๋ากัน แต่ให้กับสังคม กิจการนี้มีมากมาย ทีนี้ใครเป็นคนไปหนุนทําให้กิจการนี้อยู่ได้ครับ ๑. ประชาชนที่เป็นปัจเจก ๒. ก็อาจจะเป็นรัฐบาลท้องถิ่นและรัฐบาลกลาง ผมเคยไปดูงาน ถ้าเป็นประเภทแบบบริการทางสังคม รัฐบาลท้องถิ่นเขาไม่ทํางานเองครับ ไปดูคนเล็ก คนน้อย คนยากไร้ กิจการเพื่อสังคมเป็นคนทําครับ แล้วก็ต้องมีกําไร แล้วก็ไปคืนให้กับสังคม รัฐบาลท้องถิ่นก็ไปจ้าง รัฐบาลกลาง กระทรวงบางกระทรวงก็ไปจ้าง เอกชนเป็นตัวองค์กร ใหญ่เลย บางอันเขาไปเอาเงินซีเอสอาร์ (CSR) ไปหนุนเลย บางอันเขาไปเอาเงินที่เรียกว่า เป็นคล้าย ๆ กิจการเพื่อสังคมนั้นเป็นคู่ค้าหรือเป็นพาร์ตเนอร์ (Partner) เป็นหุ้นส่วนกับเขา เขาก็ไปลงทุนไปหนุน รัฐก็หนุน ทําให้เขาไม่ต้องเสียภาษีหรือได้ยกเว้นภาษี ในแนวคิดนี้คือ แนวคิดกิจการเพื่อสังคม คือโซเชียลเอนเตอร์ไพรส์ (Social Enterprise) ซึ่งมันอยู่ในคําว่า วิสาหกิจเพื่อสังคม ภายใต้ร่างกฎหมายนี้ ของบ้านเราก็ไปจนถึง กระทรวงการคลังก็ออก ประกาศ ถ้าผมจําไม่ผิดคือเป็นประกาศ ก็ยกเว้นภาษี ซึ่งคุณณัฐพงษ์อธิบายไปแล้ว อันนี้คือ พัฒนาการ อีกไม่ช้าไม่นานเราก็หวังว่าจะมีกฎหมายฉบับนี้มารองรับ ทําให้การทําธุรกิจแบบนี้ เกิดขึ้นได้มากมาย ผมพูดตรงนี้ยาวก็เพื่อผมคิดว่าทําความเข้าใจตัวผมเองด้วย จะได้ตามเรื่องนี้ ทันนะครับ ทีนี้บังเอิญคําว่า วิสาหกิจชุมชน มันเกิดมาก่อนหน้านี้แล้วในบ้านเรา ในคํานี้ อยู่ภายใต้กฎหมายที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นคนดูแล มีการส่งเสริมวิสาหกิจชุมชนเป็นหลายหมื่น ผมจําตัวเลขที่ทางกรมเคยมารายงานเป็นแสน นะครับ แต่ตอนนี้เมื่อกี้ผมฟังดูว่ามีแปดเก้าหมื่นอะไรนี่ มีทั้งเป็นทําธุรกิจจริงและไม่จริง ล้มหายตายจากไปแล้วก็เยอะ ผมฟังดูที่แถวระยองก็มีเครือข่าย มีทําอยู่ จริง ๆ หนังม้วนนี้ เป็นหนังม้วนเก่า ทําอยู่แล้วครับ ดูเหมือนเขากําลังจะเอา ๒ เรื่องนี้มาพ่วงกัน และมาพ่วง เรื่องที่ ๓ คือเรื่องโรงงานและพลังงานที่ทํางานอยู่ในมาบตาพุดจะเข้ามาเป็นตัวช่วย แล้วพอ มาถึงการที่จะเอาเงินไปเข้าแล้วมีการหักภาษีจาก ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์เป็น ๒๐๐ เปอร์เซ็นต์ ตรงนี้ครับ น่าคิดว่ามันเอามาพ่วงกัน แล้วมันเป็นประเด็นปฏิรูปหรือเปล่า หรือมันเป็น ประเด็นเรื่องงานพัฒนาหรืองานที่ทําได้อยู่แล้วในกลไกของภาครัฐ เพราะมันมีประกาศของ กระทรวงการคลังอยู่แล้ว ถ้าเขาเป็นกิจการเพื่อสังคม เข้าหลักเกณฑ์ เอกชนเอาเงินไปใส่ ก็ได้รับการลดหย่อนอยู่แล้ว ประเด็นปฏิรูปผมไม่ค่อยเห็นตรงนี้นะครับ เพราะประเด็นปฏิรูป คือเราช่วยกันผลักให้ พ.ร.บ. วิสาหกิจเพื่อสังคมสําเร็จ นั่นคือประเด็นปฏิรูป แต่ประเด็น ที่กําลังจะให้อุตสาหกรรมก็ดี พลังงานก็ดี ในมาบตาพุดหรืออีอีซี (EEC) เอาเงินมาลงขัน อย่างเงินซีเอสอาร์ (CSR) หรือเงินบริษัทก็ตามมาช่วยวิสาหกิจเพื่อสังคมตามแนวคิดอันนี้ นะครับ ทําได้อยู่แล้ว และควรจะทําเยอะ ๆ แล้วไม่ควรจะมีบริษัทเดียวหรือเปล่าครับ เพราะว่าพอผมอ่านในนี้ผมไม่แน่ใจ มีการสนับสนุนเป็นบริษัทวิสาหกิจเพื่อสังคม ดูเหมือนจะ เป็นบริษัทที่ใหญ่มากเลย เอาเงินมาลงขัน ทําไมไม่ให้เกิดโดยธรรมชาติ ถ้ามีวิสาหกิจชุมชน อยู่แล้ว แล้วธุรกิจใหญ่ ๆ อยากจะไปช่วยหนุนให้เติบโต ท่านถ่ายทอดเทคโนโลยีก็ได้ ไปสอน เรื่องเกี่ยวกับการทําธุรกิจ ทําให้เขาเข้มแข็ง เอาเงินไปลงทุน ไปหนุนเขา ทําให้เขาเติบโต การที่จะต้องมาจัดเป็นพวงใหญ่เพื่อจะเป็นบริษัทใหญ่ ๆ มันอาจจะไม่ใช่คําตอบเดียวก็ได้ และผมคิดว่าประเด็นนี้อาจจะไม่ใช่ประเด็นปฏิรูปครับ เป็นประเด็นพัฒนาหรือเป็นประเด็น ต่อยอดที่ท่านเรียน ประเด็นปฏิรูปผมจะกราบเรียนอีกทีว่าเราต้องกลับมาช่วยผลักดัน พ.ร.บ. วิสาหกิจเพื่อสังคม หรือ พ.ร.บ. กิจการเพื่อสังคม หรือโซเชียลเอนเตอร์ไพรส์ (Social Enterprise) นั่นแหละให้ประสบความสําเร็จ เพื่อจะมีกฎหมายมาหนุนหลังทําให้เรื่องนี้ได้มี ความมั่นคง ยั่งยืนนะครับ ทั้งหมดนี้ผมเองนั้นกราบเรียนท่านประธานว่าเพื่อพยายามสร้าง ความเข้าใจครับ แล้วบังเอิญพอเราเอาเรื่องของโรงงานก็ดี พลังงานก็ดี ธุรกิจใหญ่ ๆ มาพ่วง เรื่องนี้ครับ ต้องยอมรับว่าในสายตาของสังคมมันก็มีประเด็นอยู่นะครับว่ากําลังจะไปเปิดช่อง ให้ธุรกิจได้มีการลดหย่อนภาษีโดยพยายามจะเอาเรื่องโซเชียลเอนเตอร์ไพรส์ (Social Enterprise) มาเป็นเครื่องมือหรือเปล่า อันนี้ผมกราบเรียนด้วยความจริงว่าก็อาจจะมีคน หวาดระแวงและสงสัยตรงนั้น มันจะทําให้เรื่องของวิสาหกิจเพื่อสังคม หรือโซเชียลเอนเตอร์ ไพรส์ (Social Enterprise) หรือกิจการเพื่อสังคมถูกเข้าใจผิดหรือเปล่า สิ่งที่เราอยากเห็น ในบ้านเราคืออยากจะให้เกิดวิสาหกิจเพื่อสังคมนี้เยอะ ๆ ไม่ใช่หรือ แล้วคนที่จะไปหนุนทําให้ เขาเติบโตได้เยอะ ๆ หมายความว่าไม่จําเป็นจะต้องเป็นบริษัทใหญ่ครับ เรากําลังเข้าใจผิด เหมือนที่เราไปทําจังหวัดละ ๑ อัน จริง ๆ จังหวัดหนึ่งมันก็มีเยอะและมีมากมาย ใครก็ ทําได้ พวกสตาร์ตอัป (Start up) ก็ทําได้ ใครก็ทําได้นะครับ แล้วก็เกิดมาก ๆ เกิดหลาย กิจการ มีคนเข้าไปหนุน เมื่อกี้ผมเรียนแล้ว รัฐก็หนุนได้ ท้องถิ่นก็หนุนได้ เอกชนก็หนุนได้ ปัจเจกก็หนุนได้ เราซื้อสินค้าอย่างหนึ่ง ถ้าเป็นบริษัทที่ค้ากําไรก็แบบหนึ่ง ถ้าสินค้านั้นผลิต โดยกิจการเพื่อสังคม ประชาชนก็หนุนได้ก็ไปหนุนบริษัทนี้ ก็ช่วยสังคมไปด้วย ไม่ได้เอาเงิน ไปแบ่งปันเข้ากระเป๋าใคร อย่างนี้เกิดเยอะ ๆ ไม่ดีหรือครับ แล้วที่ในระยอง หรือในมาบตาพุด หรือในภาคตะวันออกก็ส่งเสริมให้เกิดเยอะ ๆ ให้ใครรวมตัวกันทํากิจการเพื่อสังคมแบบนี้ ให้มาก ๆ แล้วเอกชนไหนอยากจะไปหนุนใครเป็นแมชชิง (Matching) ไปหนุน การที่จะ กลับมารวมเป็นบริษัทใหญ่ ๆ ผมคิดว่าอาจจะมีคนมองได้หลายมุม แล้วมันทําให้เรื่องดี ๆ เกิดความเข้าใจไขว้เขวหรือเปล่านะครับ กราบขอบพระคุณท่านประธานครับ สรุปของผมคือ ประเด็นปฏิรูปผมคิดว่าเราต้องช่วยกันผลักเรื่อง พ.ร.บ. กิจการเพื่อสังคมหรือวิสาหกิจเพื่อ สังคม และช่วยกันทําให้เกิดประโยชน์ เกิดรูปธรรมจริง ๆ ในประเทศไทย คณะกรรมาธิการ ท่านก็ปรารถนาดีที่อยากจะให้รูปธรรมเกิดขึ้นตรงนี้ แต่บังเอิญเมื่อเอาไปพ่วงกับสิ่งที่มันมี ประเด็นเยอะอยู่แล้วนะครับ ไม่ว่าเรื่องโน้นเรื่องนี้มันอาจจะทําให้เกิดความไม่แน่ใจหรือเปล่า อันนี้ก็อาจจะเกิดได้ แล้วอันที่ ๒ ก็คือว่าการไปพ่วงแล้วให้มันใหญ่แบบนี้มันเป็นคําตอบ หรือเปล่า ส่งเสริมให้เกิดแบบมากมาย แล้วไปสนับสนุนสร้างความเข้าใจอุตสาหกรรมต่าง ๆ ที่มีไปช่วยหนุนให้เกิดเป็นธรรมชาติมากขึ้น แทนที่จะไปรวมเป็นเรื่องใหญ่เรื่องเดียว อันนี้ ก็ต้องฝากเป็นข้อสังเกตให้กับท่านประธานผ่านทางกรรมาธิการครับ ขอบพระคุณครับ