สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๒๘ · ๑๑ กรกฎาคม ๒๕๖๐

อิทธิ แจ่มแจ้ง หารือเรื่องวิสาหกิจชุมชนในจังหวัดระยอง และเรียกร้องให้รัฐลดหย่อนภาษีในการส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน

นายอิทธิ แจ่มแจ้ง ผู้ชี้แจงในนามคณะกรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ท่านสมาชิกและท่านผู้มีเกียรติทุกท่านนะครับ ผม อิทธิ แจ่มแจ้ง ประธานชุมชนบ้านหนองแฟบ ที่อยู่ใจกลางนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด แล้วเป็น ผู้ที่ทําวิสาหกิจชุมชมกับพี่น้องชาวบ้านมานาน จนปัจจุบันได้รับเลือกให้เป็นประธาน เครือข่ายวิสาหกิจชุมชนของจังหวัดระยอง ก็ขออนุญาตตอบข้อซักถามและข้อข้องใจ ของท่านสมาชิก วิสาหกิจชุมชนนั้นผมเรียนอย่างนี้ ทั่วประเทศมีวิสาหกิจชุมชนประมาณ ๘๕,๐๐๐ แห่ง เฉพาะจังหวัดระยองเองก็มีนับร้อยวิสาหกิจชุมชน แต่ว่าตีวงให้แคบมา นิดหนึ่ง รอบ ๆ นิคมมาบตาพุดมีวิสาหกิจชุมชนอยู่ ๘๗ แห่งนะครับ การจดทะเบียน วิสาหกิจชุมชนได้บัญญัติไว้ว่า ต้องให้ชุมชนรวมตัวกันอย่างน้อย ๗ คนขึ้นไป แล้วเฉพาะ ๗ คนนี้ก็จะต้องมาจากหลากหลายบ้าน ไม่ใช่อยู่บ้านเดียวกัน ๒ คน ๓ คน แล้วก็มารวม ให้ได้ ๗ คน แล้วก็ไปจดทะเบียนวิสาหกิจ ก็คือว่าคนในชุมชนนั้น ๆ ต้องมีความคิดมีความ ต้องการที่ตรงกัน ก็คือว่าอยากยกระดับ อยากสร้างอาชีพให้กับครอบครัว แล้วก็รวมตัวกัน ไปยื่นจดทะเบียนกับสํานักงานเกษตรจังหวัดนั้น ๆ ผมขมวดแคบเข้ามานิดหนึ่งที่มาบตาพุด นะครับ ผมต้องเรียนว่าท่านสมาชิกคงจะทราบจากข่าวสารทั่ว ๆ ไปว่า การพัฒนาพื้นที่ อุตสาหกรรมมาบตาพุดส่งผลกระทบกับชุมชนเป็นอย่างมาก แต่อยากจะเรียนว่าจังหวัด ระยองมีการเจริญเติบโตเพราะอุตสาหกรรมมากมาย จังหวัดระยองส่งภาษีให้กับรัฐมากเป็นลําดับที่ ๒ ของประเทศรองจากกรุงเทพมหานคร แต่ว่า จังหวัดระยองก็ได้รับงบประมาณเพื่อไปแก้ไขปัญหาต่าง ๆ เท่า ๆ กับจังหวัดอื่น ๆ นับตาม หัวประชากร เพราะฉะนั้นผมกราบเรียนว่า ขออนุญาตใช้คําว่า เหรียญย่อมมี ๒ ด้านอยู่เสมอ ท่านได้ยินว่าจังหวัดระยองส่งงบประมาณ ส่งภาษีให้กับรัฐจํานวนมากด้วยการพัฒนา อุตสาหกรรม แต่ก็อยากให้ช่วยกันคิดนะครับ แล้วก็คิดตามผมนิดหนึ่งว่าย่อมเกิดผลกระทบ ที่จังหวัดระยองไม่น้อยเช่นเดียวกันถูกไหมครับ แต่ขณะเดียวกันเม็ดเงินงบประมาณที่จะ ส่งกลับไปจังหวัดระยองเพื่อไปแก้ไขปัญหา เพื่อไปดูแลคุณภาพชีวิตของคนที่นั่นก็เท่า ๆ กับ จังหวัดอื่น ๆ ก็คือนับตามหัวประชากร เพราะฉะนั้นแนวคิดที่พวกเรา ผมในฐานะของผู้นํา ชุมชนเราอยากเห็นประชาชนที่นั่นมีความอยู่ดีกินดี มีคุณภาพชีวิตที่ดีแล้วก็มีครอบครัว ที่อบอุ่น เราจึงมีการส่งเสริมในเรื่องวิสาหกิจชุมชน ขณะเดียวกันภาคอุตสาหกรรมที่นั่น ก็ส่งเสริมครับ ก็ช่วยสนับสนุนตามกําลังที่มีอยู่ในปัจจุบัน แต่ต้องยอมรับว่าการที่จะส่งเสริม วิสาหกิจชุมชนที่นั่นมันต้องทําแบบพิเศษ เพราะเนื่องจากว่าเรากําลังบอกว่ามาบตาพุด เป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ ภาคตะวันออกเป็นอีอีซี (EEC) ก็แล้วแต่ หมายถึงว่ามีพื้นที่ที่เป็น พิเศษ แต่เราไม่ได้ทําอะไรที่เป็นพิเศษให้กับคนจังหวัดระยองหรือคนมาบตาพุดเลย สิ่งนี้ ผมเองต้องขอบคุณที่กรรมาธิการได้กรุณาให้เข้ามาร่วมในคณะทํางานเพื่อบอกถึงปัญหาของ คนมาบตาพุดที่เรากําลังจะนําร่องเพื่อการดูแลคุณภาพชีวิตของคนที่นั่น เพราะฉะนั้นการที่ บอกว่าโรงงานอุตสาหกรรมที่ทําซีเอสอาร์ (CSR) ตามที่เขาทําอยู่ปัจจุบันมันไม่เพียงพอ มันไม่ทันกับการแก้ปัญหาที่นั่นนะครับ คนมาบตาพุดผมเรียนว่าคนจังหวัดระยองต้องมีการ พัฒนาคุณภาพชีวิตอีกมากมาย อยู่ติดกับโรงงาน อยู่ในแวดวงของอุตสาหกรรม ลูกหลาน ต้องมีการพัฒนาเรื่องการศึกษา เรื่องอะไรต่าง ๆ อีกหลายเรื่อง เพราะฉะนั้นถ้าหากว่า คุณภาพชีวิตไม่ดี รายได้ครอบครัวเรือนไม่ดี การดูแลครอบครัวก็ย่อมที่จะส่งผลในทางลบ เช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นการทําเรื่องวิสาหกิจชุมชน ก่อนที่จะมาถึงวันนี้เราได้มีการพูดคุย กับทางภาคอุตสาหกรรมว่าจะต้องช่วยเหลือกันอย่างจริงจัง ต้องสนับสนุนกันอย่างจริงจัง เพราะฉะนั้นถามว่าแนวคิดในการที่จะให้โรงงาน ให้ภาคอุตสาหกรรมมาส่งเสริมนะครับ เราเพียงแต่ขอว่ารัฐลดหย่อนในเรื่องของภาษี คําว่า ลดหย่อน ถ้าเราดูอย่างนี้เหมือนว่า รัฐทําไมต้องไปเอื้อประโยชน์ให้กับผู้ประกอบการ แต่ถ้าเรามองอีกมุมนะครับว่าถ้าหากว่า ประชาชนทั่วประเทศ หรือว่าประชาชนชาวจังหวัดระยองหรือมาบตาพุดได้รับการส่งเสริม อาชีพ วันหนึ่งเมื่อวิสาหกิจชุมชนเขาเข้มแข็งเขาก็จะพัฒนาในเรื่องของเศรษฐกิจครัวเรือน แล้วก็สุดท้ายเศรษฐกิจเหล่านี้ก็นําสู่การพัฒนาประเทศเช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นผมเรียนว่า ในเรื่องของการก่อตั้งวิสาหกิจชุมชนเป็นการรวมตัวของชาวบ้านเพื่อทําเศรษฐกิจให้กับ ครัวเรือนให้ดีขึ้น เพราะฉะนั้นการที่ภาคอุตสาหกรรมส่งเสริมนะครับผมคิดว่ารัฐควรจะดีใจ แล้วก็เพียงแต่มีการลดหย่อนภาษีเพียงเล็กน้อยเท่านั้นครับ ขอบคุณครับ