เฉลิมชัย ตั้งข้อสังเกตกฎหมายวิสาหกิจเพื่อสังคม ขอชี้แจงความชัดเจน

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๒๘ · ๑๑ กรกฎาคม ๒๕๖๐

เฉลิมชัย เครืองาม ตั้งข้อสังเกตและแสดงความสับสนต่อรายงานกรรมาธิการเกี่ยวกับวิสาหกิจเพื่อสังคม โดยเฉพาะในประเด็นการยกเว้นภาษีและการหักลดหย่อนร้อยละ 200 ที่ตั้งคำถามถึงความจำเป็นและที่มาของตัวเลข รวมถึงความขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญมาตรา 58 พร้อมขอให้ชี้แจงความชัดเจนของกระบวนการพิจารณากฎหมาย เอกสารที่เกี่ยวข้อง และผลผูกพันทางกฎหมาย เพื่อให้สมาชิกสามารถวิเคราะห์และให้ความเห็นได้อย่างรอบด้าน

พลอากาศตรี เฉลิมชัย เครืองาม

ขอบคุณท่านประธานครับ เฉลิมชัย เครืองาม หมายเลข ๓๑ เนื่องจากไม่มีผู้อภิปรายต่อ เพื่อให้กรรมาธิการได้ตอบรวมทีเดียว ท่านประธานครับ ท่านเลิศรัตน์ ขออภัยที่เอ่ยนามท่าน ท่านพูดว่า สมาชิกจะจับต้นชนปลาย ไม่ถูกหรือเปล่า ผมต้องขออนุญาตกราบเรียนท่านด้วยความสัตย์จริงเลยนะครับ ว่าผมจับต้น ชนปลายได้ยากจริง ๆ ครับ เพราะว่าผมก็พยายามที่จะใช้สมาธิอ่านรายงานของท่าน แล้วก็ นั่งฟังการชี้แจงของกรรมาธิการมาโดยตลอด หรือผมอาจจะสับสนเองก็ได้นะครับ ต้องขออภัย ท่านที่กรุณาชี้แจงด้วย ผมอ่านรายงานแล้ว รายงานฉบับนี้ประกอบด้วยส่วนที่อธิบายถึง ความจําเป็นในเรื่องของวิสาหกิจชุมชน พูดถึงเรื่องกองทุน พูดถึงเรื่องการแก้ปัญหา พูดถึง เรื่องความเป็นมา พูดถึงเรื่องภาษี เรื่องการหักภาษีอะไรต่าง ๆ ทั้งหมด แล้วก็มีเรื่อง กฎหมาย คือ กฎหมาย พ.ร.บ. วิสาหกิจเพื่อสังคม ก็พยายามอ่านดูกฎหมายด้วยเหมือนกัน ด้วยเวลาอันจํากัด ผมก็ยังสับสนครับ เพราะว่าในรายงานของท่านมีประกาศของอธิบดี กรมสรรพากร เรื่อง กําหนดหลักเกณฑ์วิธีการและเงื่อนไขเพื่อการยกเว้นภาษีเงินได้ของ วิสาหกิจเพื่อสังคม ผมเข้าใจว่าประกาศอันนี้มีผลใช้บังคับแล้ว แล้วก็มีพระราชกฤษฎีกา เป็นพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร พ.ศ. ๒๕๕๙ ก็มีสภาพบังคับและลงราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ ๓๐ สิงหาคม ๒๕๕๙ เพราะฉะนั้น ทั้งหมดนี้มีสภาพบังคับแล้ว แต่สิ่งที่ทางกรรมาธิการท่านได้รายงาน พูดถึงเรื่องถ้าจะมี การจัดตั้งวิสาหกิจชุมชน แล้วก็ให้บริษัทหรือหน่วยงานที่มีหน้าที่ที่จะต้องช่วยเหลือเยียวยา ประชาชน ลงขันกันที่จะตั้งบริษัทแล้วก็ไปดําเนินกิจการช่วยเหลือประชาชน ให้มีการหักภาษี ท่านพูดถึงคําว่า ๒๐๐ เปอร์เซ็นต์ ก็คือ ๒ เท่าครับ ผมก็ยังสับสนอยู่เหมือนกันว่า สิ่งที่ กฎหมายคือทั้งประกาศสรรพากรและทั้งพระราชกฤษฎีกามีสภาพบังคับแล้วครบกี่เปอร์เซ็นต์ เขาก็ไม่ได้พูดถึง ผมอ่านไม่ละเอียดนะครับ ท่านช่วยชี้แจงด้วย แล้วทําไมกรรมาธิการจึงไป เสนอตัวเลขขึ้นมาอีก ๒๐๐ เปอร์เซ็นต์ ๒๐๐ เปอร์เซ็นต์นี่เป็นตัวเลขที่มาจากที่ใด เนื่องจาก การศึกษาวิเคราะห์จากแหล่งใด สิ่งที่ผมถามเป็นเช่นนั้นเพราะว่าผมก็อ่านรัฐธรรมนูญ อยู่เหมือนกัน ขออภัยที่เอ่ยนามท่านกษิต ภิรมย์ ผมสับสน แล้วผมก็สงสัยว่าทําไมจะต้อง มีการเสนอเช่นนี้ เพราะรัฐธรรมนูญก็ได้บังคับ บัญญัติไว้ชัดเจนว่า ในมาตรา ๕๘ วรรคสาม พูดถึงเรื่องการดําเนินการต่าง ๆ ในการขออนุญาตในการดําเนินการ ของรัฐที่จะอนุญาตให้มีการดําเนินการ ถ้าการนั้นอาจมีผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติ คุณภาพสิ่งแวดล้อม สุขภาพอนามัย คุณภาพชีวิต หรือส่วนได้เสียสําคัญอื่นใดของประชาชน หรือชุมชนหรือสิ่งแวดล้อมอย่างรุนแรง รัฐต้องดําเนินการให้มีการศึกษาอันนี้เราทราบกันแล้วว่า ต้องมีการทําอีไอเอ (EIA) อีเอชไอเอ (EHIA) ซึ่งเราทราบกันอยู่แล้ว แต่ที่สําคัญคือวรรคสาม ในการดําเนินการหรืออนุญาตตามวรรคหนึ่ง รัฐต้องระมัดระวังให้เกิดผลกระทบต่อประชาชน ชุมชน สิ่งแวดล้อมและความหลากหลายทางชีวภาพน้อยที่สุดและต้องดําเนินการให้มี การเยียวยาความเดือดร้อนหรือเสียหายให้แก่ประชาชนหรือชุมชนที่ได้รับผลกระทบ อย่างเป็นธรรมและโดยไม่ชักช้า คําถามก็คือว่าถ้ารัฐธรรมนูญบัญญัติไว้อย่างชัดเจนแล้วว่า การกระทําใด ๆ การขออนุญาตหรือการให้อนุญาตใด ๆ ถ้าหากว่ามีผลกระทบต่อชุมชน ต่อสิ่งแวดล้อมและความหลากหลายทางชีวภาพต้องมีการเยียวยาอยู่แล้ว และเหตุใดจะต้อง มีการไปลดหย่อนหรือไปหักภาษีของหน่วยงานหรือของบริษัทที่จะต้องเยียวยาประชาชน ผมสับสนจริง ๆ ครับว่าวิสาหกิจเพื่อสังคมนั้นจัดตั้งโดยประชาชนที่ได้รับผลกระทบ หรือจัดตั้งซีเอสอาร์ (CSR) ที่ว่าโดยองค์กร บริษัทธุรกิจเอกชนที่ไปทําให้เกิดผลกระทบต่อ ประชาชน ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมมันอย่างไรกันแน่ครับอ่านรายงานแล้ว แล้วสับสน จริง ๆ และเหตุใดจึงต้องมีการไปหักภาษีให้เขาอีก ในเมื่อกฎหมายก็บัญญัติไว้ชัดเจนว่า ถ้าการกระทํานั้นมีผลกระทบเขาก็ต้องเยียวยา รัฐต้องเยียวยา บริษัทนั้นต้องลงขันเอง เขาลงขันแล้ว ลงเงินแล้ว ยังจะไปหักภาษีเขาอีกอย่างนั้นหรือ อีก ๒๐๐ เปอร์เซ็นต์ คือ ๒ เท่าอย่างนั้นหรือ ก็สับสน ท่านช่วยกรุณาชี้แจงด้วย

อย่างไรก็ตามทางกรรมาธิการได้เสนอกฎหมายมา ผมเข้าใจว่ากฎหมายนี้ มีการทําประชาพิจารณ์อยู่หรืออย่างไร ซึ่งมีรายละเอียดอยู่ค่อนข้างมาก ท่านต้องการที่จะให้ สมาชิกวิเคราะห์ วิจารณ์กฎหมายฉบับนี้ด้วยอย่างไร เพราะว่าอ่านดูแล้วเป็นกฎหมาย ที่มีการร่างมาอย่างครบถ้วนเกือบทุกเรื่อง ถ้าหากว่าจะให้วิเคราะห์มันก็ต้องใช้เวลาอีกแล้วก็ คงจะต้องศึกษากันพอสมควร กฎหมายนี้มีการทําวิจารณ์เรียบร้อยแล้ว อยู่ในชั้นกฤษฎีกา หรือว่าอยู่ในชั้นใดช่วยกรุณาชี้แจงด้วย คืออ่านรายงานทั้งหมดแล้วมันสับสนจริง ๆ ครับ มีพระราชกฤษฎีกาเรื่องภาษี มีประกาศสรรพากรเรื่องภาษีมีสภาพบังคับแล้ว และมีกฎหมายมา ท่านช่วยกรุณาชี้แจง ขอบคุณครับ