กษิต ภิรมย์ ตั้งข้อสังเกตถึงความจำเป็นในการเชื่อมโยงวิสาหกิจชุมชนกับหน่วยงานรัฐในภาคตะวันออก พร้อมเรียกร้องความชัดเจนในเป้าหมายและกลไกสนับสนุนจากรัฐ โดยเสนอว่าการส่งเสริมซีเอสอาร์ควรเกิดจากจิตอาสาขององค์กรเอกชน ไม่ควรถูกบังคับหรือใช้งบประมาณรัฐ พร้อมค้านการแทรกแซงของภาครัฐในความสัมพันธ์ระหว่างเอกชนกับชุมชน
ขอบคุณครับท่านประธานครับ ผม กษิต ภิรมย์ สมาชิก สปท. ลําดับที่ ๗ ท่านประธานครับ ผมมีความหนักใจแล้วก็กังวลใจเป็นอย่างยิ่งเมื่อได้อ่าน เอกสาร แล้วก็โดยเฉพาะที่ได้ฟังคําชี้แจงของบรรดาท่านกรรมาธิการทั้งหลาย คือในทุกจังหวัด ของประเทศไทยก็จะมีวิสาหกิจชุมชน หรือว่าพ่อค้าแม่ค้าของชุมชนโดยทั่ว ๆ ไป จะขาย ข้าวแกง ก๋วยเตี๋ยว ปลาแห้งอะไรต่าง ๆ แล้วก็ทางภาคตะวันออกก็เป็นที่เลื่องลือ จะเป็น ตั้งแต่จังหวัดชลบุรี จังหวัดระยอง จังหวัดจันทบุรี ไปจนถึงจังหวัดตราด เอา ๔ จังหวัดนี้ ผลไม้ก็ดี ของแห้งก็ดี ของทะเลก็ดี อาหารก็เป็นที่เลื่องลือ แล้วก็มีหลายอย่างที่ขายไปทั่วโลก โดยเฉพาะพวกผลไม้แล้วก็พวกพริกไทยอะไรต่าง ๆ เหล่านี้ ทีนี้ผมก็อยากฟังเสียก่อนว่า คําว่า วิสาหกิจชุมชน ณ ที่นี้คือพ่อค้าแม่ค้าแบบนี้หรือเปล่า แต่ไม่ใช่เป็นบริษัทที่เราจะสร้าง ขึ้นมาใหม่ คือวิสาหกิจชุมชนที่เรียกว่าโซเชียลเอนเตอร์ไพรส์ (Social Enterprise) ที่มี การร่วมมือกันระหว่างบริษัทใหญ่ ๆ ธุรกิจกับชุมชนร่วมกันจัดตั้งบริษัทที่จะพัฒนาธุรกิจ อื่นใด แต่ถ้าเผื่อพูดกันว่าเวลาจะมีประชุมโดยโรงงานในนิคมอุตสาหกรรม แล้วก็จะมี ซัปพลายเออร์ (Supplier) คือมีอาหาร มีของเข้าไป มันก็ไม่ได้มีประเด็นปัญหาอะไรนี่ครับ แล้วก็ส่วนใหญ่บริษัทใหญ่ ๆ ก็จะสั่งของจากร้านอาหารเด่น ๆ หรือไม่ก็จากโรงแรม แคตเตอร์ริงเซอร์วิส (Catering service) เข้าไป ผมเลยมองไม่เห็นว่ามีความจําเป็นอะไร ที่จะต้องไปเชื่อมโยงพ่อค้าแม่ค้าเหล่านี้ เพราะว่าที่เลื่องลือก็เป็นที่เลื่องลือ พวกเราก็ไปเที่ยว ภาคตะวันออกก็ซื้อของติดมือกันมา แม้กระทั่งเรื่องแพ็กเกจจิง (Packaging) เดี๋ยวนี้ก็ดีขึ้น เป็นลําดับ แล้วก็มีเรื่องของโอทอป (OTOP) เข้ามา ตั้งแต่รัฐบาลท่านนายกรัฐมนตรีทักษิณ มันก็ติดตลาดกันอยู่ เพราะฉะนั้นมันมีปัญหาอะไร นั่นเป็นประเด็นที่ ๑ ที่ผมไม่ค่อยแน่ชัด กับอันที่ ๒ ก็มีผู้ว่าราชการจังหวัดตั้ง ๔ ท่าน แล้วก็นายก อบจ. แล้วก็หอการค้าจังหวัด แล้วก็สภาอุตสาหกรรมจังหวัด แล้วก็เครือข่ายของสภาอุตสาหกรรมที่อยู่ที่กรุงเทพฯ แล้วก็ สภาหอการค้า ก็เป็นหน้าที่ของท่านเหล่านี้หรือองค์กรเหล่านี้ในการที่จะช่วยยกระดับถ้าเผื่อ มีความจําเป็นของวิสาหกิจชุมชน มันต้องพูดกันให้ชัดเสียก่อนว่าเราจะไปช่วยใคร และมี ความจําเป็นที่จะไปโยงใยหรือไม่ ด้วยองค์กรที่รัฐบาลจะตั้งขึ้นมาแล้วก็ ๔ – ๕ กระทรวง ก็เข้ามาเกี่ยวข้องทั้งหมด มันก็เป็นหน้าที่ของท่านผู้ว่าราชการจังหวัดกับนายก อบจ. แล้วก็ นายกสภาหอการค้าจังหวัด สภาอุตสาหกรรม ว่าจะทําอย่างไรเพื่อให้ธุรกิจของพ่อค้าแม่ค้า ของครอบครัวเหล่านี้ดีขึ้น ผมว่าต้องตอบโจทย์ตรงนี้เสียก่อน นั่นเป็นประเด็นที่ ๑
ประเด็นที่ ๒ คําว่า ซีเอสอาร์ (CSR) อาจจะล้าสมัยไปแล้วนะครับ เขาใช้ คําว่า ซัสเทนอะบิลิตีรีพอร์ต (Sustainability Report) หรือว่าการทําธุรกิจที่มันมี ความยั่งยืน เพราะถ้าเผื่อเป็นบริษัทใหญ่ ๆ ที่อยู่ที่มาบตาพุดหรือว่าเขตนิคมอุตสาหกรรม ทางภาคตะวันออกผมคิดว่าแทบทุกบริษัทอยู่ในตลาดหุ้น แล้วก็กฎเกณฑ์ของตลาดหุ้น แล้วก็การค้าระหว่างประเทศมีเรื่องธรรมาภิบาลเป็นเรื่องที่สําคัญ แล้วก็การทําธุรกิจ อย่างยั่งยืนซึ่งรวมซีเอสอาร์ (CSR) ที่มันเป็นส่วนหนึ่งด้วยมันก็มีอยู่แล้ว แล้วก็ต้องทํารายงาน ขึ้นมา มันจะไม่มีแค่ไฟแนนเชียลรีพอร์ต (Financial Report) ทํารายงานเกี่ยวกับสถานะ ทางการเงินหรือว่าทํารายงานว่าได้ไปช่วยสังคมในแง่ของซีเอสอาร์ (CSR) อย่างไร แต่เดี๋ยวนี้ มันเป็นซัสเทนอะบิลิตีรีพอร์ต (Sustainability Report) คือองค์รวมทั้งหมดครับ ว่าบริษัท เหล่านี้อยู่กับชุมชนอย่างไร อยู่กับซัปพลายเออร์ (Supplier) คนที่มาบริการอย่างไร อยู่กับคัสทอมเมอร์ (Customer) อย่างไร แล้วก็ดูแลลูกค้าแล้วยังดูแลพนักงาน แล้วก็ มีความสําคัญที่ดีแก่ชุมชนแวดล้อมอย่างไร มันต้องดูในองค์รวม มันไม่ใช่เป็นเรื่องของที่ว่า บริษัทเหล่านี้แล้วก็มีความสัมพันธ์กับวิสาหกิจชุมชน ผมว่ามันแคบมากและไม่ใช่ครับ ผมว่า ต้องทบทวนทั้งหมดเลยในภาพรวม เรื่องซัสเทนอะบิลิตีรีพอร์ต (Sustainability Report) แล้วก็เป็นเรื่องที่เขามีพันธกรณีต่อตลาดหุ้น ต่อแชร์โฮลเดอร์ (Share Holder) ของเขาผู้ที่ เป็นผู้ถือหุ้นต่าง ๆ เหล่านี้ทั้งหมด แล้วอยู่ดี ๆ เราจะไปบอกบริษัทว่าคุณต้องไปช่วยวิสาหกิจ ชุมชน มันอยู่ในหน้าที่ของเขาแล้ว แล้วที่มันสําคัญคือเมื่ออยากจะไปช่วยมันเป็นอาสาสมัคร ก็ต้องแบ่งกําไรของบริษัทไปช่วย แล้วจะไปบอกว่าส่วนนี้จะไปหักภาษีด้วย มันเรื่องอะไร ผมจะต้องไปหักภาษีให้เขาละครับ ก็เมื่ออยากมีมิตรจิตมิตรใจต่อสังคมแล้วก็หักภาษีไปสิ หรือว่ามีงบประมาณส่วนหนึ่งเพื่อจะมีความสัมพันธ์กับชุมชน วิสาหกิจชุมชน หรือพ่อค้า แม่ค้ารายย่อย แต่ว่าอย่ามาหักภาษีครับ อันนั้นก็ไม่ใช้แล้วที่จะทํางานด้วยความจิตอาสา ไม่ใช่แล้ว คุณจะมาเอาประโยชน์แล้วคุณพยายามที่จะหักภาษี มันสวนทางกันครับ ๒ อย่าง มันไปด้วยกันไม่ได้ คราวนี้ส่วนที่สําคัญอีกอันหนึ่งก็คือว่าต้องแยกให้ชัดว่าความสัมพันธ์ ระหว่างโรงงานหรือบริษัทกับชุมชน กับการที่ว่าบริษัทหรือโรงงานจะมีความสัมพันธ์กับ ชุมชนแล้วก็บรรดาพ่อค้าแม่ค้ารายย่อยอย่างไร มันต้องพูดเสียให้ชัดว่ามันมีประเด็นปัญหา ตรงไหน แต่มันต้องไปเริ่มต้นที่ว่าวันที่เสนอโครงการจะขอบีโอไอ (BOI) หรือจะไปขออนุมัติ จากโรงงานอุตสาหกรรมนั้นมันก็ต้องมีการจัดทําที่เรียกว่าอีไอเอ (EIA) กับเอชไอเอ (HIA) ทางด้านสิ่งแวดล้อมแล้วก็ทางด้านสาธารณสุข ก่อนที่จะมีการอนุญาตให้ตั้งโรงงานได้มันต้อง ทําฟีสซิบิลิตีสตัดดี (Feasibility Study) เหล่านี้ให้มันเสร็จเสียก่อน เมื่อตั้งขึ้นแล้วมันก็ต้องมี แอสซัมพ์ชัน (Assumption) หรือมีการคาดเดาว่ามันจะไม่มีปัญหากับชุมชน แล้วต้องมี ความสัมพันธ์ที่ดีกับชุมชน เช่น เอาลูกหลานเข้ามาฝึกแล้วไปทํางานในโรงงาน หรือว่าอาหาร ที่ใช้กันในแคนทีน (Canteen) ในโรงอาหารนั้นก็เอาไปจากชุมชนผ่านทางรัฐวิสาหกิจอะไร ต่าง ๆ เหล่านี้ ก็เมื่อมันไม่มีประเด็นปัญหาแล้วทําไมเราจะต้องไปบอกเขาว่าต้องมาร่วมมือกัน แล้วที่สําคัญอันหนึ่งที่ผมรับไม่ได้เลยคือว่า อะไร ๆ ก็จะต้องเป็นภาครัฐเข้าไปบริหารจัดการ เรากําลังทําตนเป็นสังคมนิยมนะครับ โซเชียลลิสต์ (Social List) มากยิ่งขึ้น ผมก็ค้าน มาตลอดว่าอย่าทํา อะไรที่เอกชนกับชุมชนเขาจะตกลงกันได้ หรืออะไรที่ท้องถิ่นเขาจะเข้ามา ช่วยเหลือได้ไม่มีหน้าที่หรือความรับผิดชอบใด ๆ ของหน่วยราชการกลางครับ อะไร ๆ ก็ตั้งบริษัทขึ้นมาเป็นบริษัทรัฐ แล้วมันก็เป็นเรื่องของประชารัฐ เป็นเรื่องของสังคมนิยม นิยม นะครับ อันนี้ไม่ค่อยจะถูกต้อง ในเมื่อกฎหมายรัฐธรรมนูญก็บอกว่ารัฐจะต้องไม่เข้าไป แข่งขันกับเอกชน ยิ่งมีมากบริษัทที่มีรัฐเข้าไปร่วมด้วย แล้วแถมยังมาตั้งกองทุนให้อีก มันเพื่ออะไรกัน ในเมื่องานซีเอสอาร์ (CSR) งานซัสเทนอะบิลิตี (Sustainability) มันเป็น เรื่องของเอกชนจากใจจากจิตอาสาของเขา เรื่องอะไรรัฐจะต้องเอาเงินไปถวายเขาละครับ ในเมื่อเรายังมีภารกิจอื่น ๆ ที่จะช่วยลดความเหลื่อมล้ําในสังคม แล้วก็บริษัทเหล่านี้ที่ ภาคตะวันออกมันยักษ์ใหญ่ของโลกทั้งนั้น รวมทั้งของไทยด้วย จะเป็นสยามซีเมนต์ หรือจะ เป็นการปิโตรเลียมก็มีโครงการอยู่ที่นั่น มันเป็นความรับผิดชอบของเขาเองที่เขาจะต้องทํา อะไรแก่ชุมชน รักษาสิ่งแวดล้อมไม่ทําลายทะเล ไม่ทําลายป่า ให้เขาอยู่ได้กับการท่องเที่ยว อยู่กับวัฒนธรรม อยู่กับทางภาคเกษตร อันนั้นเป็นสิ่งที่จะต้องทําต่างหาก ไม่ใช่เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ เหล่านี้ที่บอกว่าจะไปทําอะไรกับวิสาหกิจชุมชน ซึ่งก็ไม่ได้มีการดีไฟน์ (Define) หรือนิยามมา ผมอยากจะขอให้ทบทวนทั้งหมดครับ เรื่องนี้ผ่านสภา สปท. ไม่ได้ครับ ขอบคุณมากครับท่านประธาน